เล็งชงครม.ดันไทยร่วมสมาชิก สภาน้ำแห่งเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390428

เล็งชงครม.ดันไทยร่วมสมาชิก สภาน้ำแห่งเอเชีย

วันที่ 26 กันยายน 2562 – 00:50 น.
สทนช,เล็งชงครม,ดันไทยร่วมเป็นสมาชิก,สภาน้ำแห่งเอเชีย,แก้ปัญหาน้ำทุกมิติ
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

สทนช.ย้ำจุดยืนผลักดันความร่วมมือการจัดการน้ำในภูมิภาคเอเชียในทุกรูปแบบ เน้นแก้ปัญหาด้านน้ำทุกมิติ เล็งชง ครม.เห็นชอบไทยร่วมสมาชิกสภาน้ำแห่งเอเชียอย่างเป็นทางการ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประชุมบอร์ดบริหารสภาน้ำแห่งเอเชีย หรือ Board of Council of AWC ครั้งที่ 10 พร้อมกล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีในพิธีเปิดการประชุมในฐานะสมาชิกกิตติมศักดิ์ และอดีตรองประธานบริหารสภาน้ำแห่งเอเชีย (Asia Water Council : AWC) ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนร่วมกับสภาน้ำแห่งเอเชีย (AWC) เป็นเจ้าภาพหลัก ณ เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ประเทศไทยได้แสดงจุดยืด และความมุ่งหวังว่า สภาน้ำแห่งเอเชีย (AWC) จะเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต ในฐานะของเครือข่ายด้านน้ำระดับโลก โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างประเทศสมาชิก สร้างการรับรู้ด้านปัญหาน้ำในภูมิภาคเอเชียแก่นานาชาติ รวมถึงมุ่งเน้นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมอันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่การบริการจัดการน้ำของเอเชียอย่างยั่งยืน

เลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ได้เน้นย้ำแก่ประเทศสมาชิกในครั้งนี้ คือ ความร่วมมือร่วมใจซึ่งกันและกัน ที่นับว่าเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามแนวคิดหลักที่ประเทศไทยได้ประกาศไว้ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ คือ “Advancing Partnership for Sustainability” หรือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ซึ่งแต่ละคำมีความหมายเชื่อมโยงไปถึงยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะประธาน และทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนอาเซียน ได้แก่ ความยั่งยืน ความเชื่อมโยง และการมองไปสู่อนาคต โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จากการที่ประเทศสมาชิกต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในทุกภาคส่วนบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งภาคีภายนอกภูมิภาคและประชาคมโลก เพื่อการก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีพลวัต สู่อนาคตที่มีความยั่งยืนในทุกมิติ อันจะนำมาซึ่งความกินดีอยู่ดีและสันติสุขของประชาชนในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับสภาน้ำแห่งเอเชีย (AWC) เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกําไร และเป็นเครือข่ายของสภาน้ำโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นและรองรับการเจริญเติบโตและการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำในภูมิภาคเอเชียอย่างยั่งยืน เน้นการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และก่อตั้งภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ในเอเชียและองค์กรนานาชาติ เชื่อมโยงภูมิภาคอื่นทั่วโลก รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายการ พัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) สอดคล้องกับกับภารกิจของ สทนช.ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมประชุมจัดทำกรอบแนวคิดในการจัดตั้งสภาน้ำแห่งเอเชีย เมื่อปี 2558

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากไทยเล็งเห็นความสำคัญของการผลักดันให้ประเทศสมาชิกในเอเชียมีองค์กรด้านน้ำระดับภูมิภาค เพื่อที่จะช่วยให้สามารถสะท้อนปัญหาความท้าทายด้านน้ำ และแนวทางแก้ไขปัญหาไปสู่เวทีระดับโลกได้ ซึ่งในวันอังคารหน้า (1 ต.ค.62) สทนช.จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาน้ำแห่งเอเชีย ตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้วเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา

“การเข้าเป็นสมาชิกสภาน้ำแห่งเอเชีย (AWC) จะทําให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ 4 ด้านหลัก คือ 1. มีสิทธิ์เลือกตั้งกรรมการบริหาร การสมัครเป็นกรรมการบริหาร และกรรมการวิชาการ รวมทั้งสมัครแข่งขันเป็นเจ้าภาพการประชุมวิชาการ 2. เพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาขีดความสามารถงานวิจัย องค์ความรู้และนวัตกรรม การแสดงบทบาทของไทยในการ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาด้านน้ำ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย 3.ส่งเสริมและพัฒนาผู้เชี่ยวชาญไทยในการเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการต่างๆ และ 4. สร้างเครือข่ายภาคีด้านน้ำในระดับภูมิภาคให้เข็มแข็งยิ่งขึ้น” ดร.สมเกียรติ กล่าว.

มข.คิดค้นยาเหน็บทวารหนักสกัดจากกัญชาช่วยผู้ป่วยกินยาไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390422

มข.คิดค้นยาเหน็บทวารหนักสกัดจากกัญชาช่วยผู้ป่วยกินยาไม่ได้

วันที่ 26 กันยายน 2562 – 00:00 น.
กัญชา,ยาเหน็บทวารหนัก,มหาวิทยาลัยขอนแก่น,องค์การเภสัชกรรม
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

มข.-องค์การเภสัชฯจับมมือวิจัยสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ยาเหน็บทวารหนัก ให้ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

26 กันยายน 2562 ศ.ภญ.บังอร ศรีพานิชกุลชัย คณะเภสัชศาสตร์ คณะกรรมการขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาภายใต้ความร่วมมือ

โดยบอกว่า สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ องค์การเภสัชกรรม เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562  ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับโรคต่างๆ หลายประเภท

ยาเหน็บทวารหนัก นับเป็นอีกผลงานความสำเร็จครั้งสำคัญที่อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว  เนื่องจากเป็นอีกวิธีในการนำส่งยาให้ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ที่แพร่หลายในต่างประเทศ แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่คุ้นเคยกับยาประเภทนี้ เนื่องจากคนไทยคุ้นเคยกับการทานยามากกว่าการใช้ในลักษณะยาเหน็บทวารหนัก

นอกจากนี้ในยาแผนพื้นบ้านเราได้ข้อมูลว่ามีการใช้น้ำมันกัญชาสวนเข้าทวารหนัก แต่เมื่อสวนเข้าไปจะไหลเลอะเทอะ ตัวยาก็ไม่ได้เข้าไป ฉะนั้นกรณีของ ยาเหน็บทวารหนักจากสารสกัดกัญชาที่ไวต่ออุณหภูมิของร่างกาย จึงน่าสนใจ เพราะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการนำส่งยา เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัวหรือว่ากินยาไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยเด็กที่ไม่ยอมกลืนยา ผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่สามารถกลืนยาได้ ผู้ป่วยที่กลืนแล้วสำลัก
“เทคโนโลยีทางเภสัชกรรมที่เรานำมาประยุกต์ใช้ ภาษาอังกฤษเราเรียกว่า  thermosensitive suppository เป็นยาเหน็บที่ไวต่ออุณหภูมิของร่างกาย สิ่งแวดล้อม ตัวยาจะใส่หลอดเหมือนหลอดฉีดยาเล็กๆ ในอุณหภูมิห้องเป็นของเหลว โดยเราจะใช้สารช่วยเมื่อสวนเข้าทวารหนัก อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นเล็กน้อย ของเหลวในหลอดจะแข็งตัวขึ้นกลายเป็นเจล ตัวยาจะค่อยๆปลอดปล่อย  โอกาสที่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับก็จะน้อยลงกว่าการกิน  การจะเข้าสู่ระบบประสาทที่มีตัว รับ THC CBD อาจจะลดน้อยลง เพราะฉะนั้นโอกาสเมายาก็จะลดน้อยลงด้วยเช่นกัน ลดอาการข้างเคียงจากกัญชาได้” ศ.ภญ.บังอร กล่าว

นอกจากนี้ยาเหน็บจากสารสกัดกัญชาที่ไวต่ออุณหภูมิของร่างกายยังมีจุดเด่นที่สามารถควบคุม ปริมาณของสารสำคัญได้ ซึ่งแตกต่างจากการใช้น้ำมันกัญชาที่ไม่แน่ใจเรื่องปริมาณสารและมาตรฐาน โดยขั้นตอนต่อไป คือ การรออนุญาตจากองค์การเภสัชกรรม  ทดสอบการใช้จริงในคนโดยใช้วัตถุดิบสารสกัดที่ไม่มีการปนเปื้อน รวมไปถึงรอการปลูกของคณะเกษตรศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น
“เท่าที่ดูผลิตภัณฑ์ต่างประเทศที่เป็นกัญชา ขณะนี้ยังไม่เห็นในรูปยาเหน็บ  ความสำเร็จครั้งนี้น่าจะเป็นนวัตกรรมสำคัญ เป็นไปได้ว่าภายใน 2 ปีนี้ จะได้ใช้ยาดังกล่าว เป็นความภูมิใจที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาให้กัญชาโดยเฉพาะของประเทศไทยเราซึ่งมีอยู่เยอะเป็นโอกาสทั้งเชิงการแพทย์ การเกษตร ได้ประโยชน์เชิงเศรษฐศาสตร์ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นกัน” ศ.ภญ.บังอร กล่าว

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาประมาณ 9-10 ชนิด    ซึ่งนอกจากยาเหน็บจากสารสกัดกัญชาที่ไวต่ออุณหภูมิของร่างกาย ผลิตภัณฑ์ที่องค์การเภสัชกรรม มีความสนใจตรงกันยังประกอบด้วย 1. คือ แผ่นฟิล์ม  หรือ เม็ดอมใต้ลิ้น ลักษณะเหมือนกับน้ำมันกัญชาแต่จะสามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้ค่อนข้างดี  2. แผ่นแปะ  เป็นเทคโนโลยีทางเภสัชกรรมที่ทันสมัย   สำหรับใช้ภายนอก เมื่อแปะแล้วสารสำคัญจะถูกดูดซึมเข้าร่างกายไปในระบบเลือดได้ผลเหมือนกับการกินแต่ไม่ต้องใช้วิธีกิน
ในอดีตกัญชาถือเป็นยาเสพติด ประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522   กระทั่งล่าสุด เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศให้กัญชาพ้นยาเสพติด ให้โทษในประเภท 5 โดย สาร CBD ( pure 99% ) จากกัญชา ถูกยกเว้นไม่เป็นยาเสพติด สามารถนำไปผสมในอาหาร เครื่องสำอางได้ และสารสกัด (crude extract) ที่มี THC ปน ไม่เกิน 0.2 % สามารถเป็นยา และผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้ เมื่อเป็นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562  ที่ผ่านมา  นับเป็นโอกาสดีของสถาบันต่าง ๆ  ที่จะร่วมมือกับ องค์การเภสัชกรรม ทำให้เกิดข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ เกิดนวัตกรรมทางเลือกใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ สำหรับชาวไทยในอนาคต

เฉลิมชัย-มนัญญา ประสานเสียงแบนพาราควอต สั่งลุยเต็มที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390418

เฉลิมชัย-มนัญญา ประสานเสียงแบนพาราควอต สั่งลุยเต็มที่

วันที่ 26 กันยายน 2562 – 00:00 น.
พาราควอต,ยกเลิกสารเคมี,มนัญญา,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 257 ครั้ง

ลุ้นกก.วัตถุอันตรายคลอดมติ 3 สาร เฉลิมชัย สั่งมนัญญาลุยเต็มที่เลิกพาราควอต ยันพร้อมยกเลิก

26 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงการพิจารณายกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพลิฟอส และไกลโฟเซต

โดยบอกว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการวัตถุอันตราย หากมีมติให้ยกเลิกใช้ ตนพร้อมลงนามให้ยกเลิกใช้ทั่วประเทศอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นนโยบายหลักในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัย ทั้งต่อเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภคทั้งประเทศ ทั้งนี้จากการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 18 กันยายน 62 มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สร้างความเข้าใจกับ 4 ภาคส่วนคือ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภคถึงปัญหา วิธีการ และผลกระทบของสารเคมีดังกล่าว

โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องมีสารทดแทนซึ่งสารทดแทนนั้นต้องไม่กระทบต่อเกษตรกรทั้งด้านต้นทุนการผลิต คุณภาพผลผลิต รวมถึงความเป็นพิษ การหาสารหรือวิธีการกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชทดแทน โดยให้เวลาดำเนินการอีก 60 วัน ซึ่งตนได้มอบหมายให้นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้รับผิดชอบเรื่องนี้และอยู่ระหว่างกระบวนการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เมื่อรมช. มนัญญาสรุปรายละเอียดมา จะเร่งเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาโดยด่วนที่สุดเพราะตนยินดีสนับสนุนการยกเลิกสารพิษร้ายแรงและสร้างระบบการทำเกษตรและผลิตอาหารที่ปลอดภัยอย่างเต็มที่

“เรื่องนี้ได้มอบหมายให้รมช. มนัญญาดูแลซึ่งตนรอผลสรุปรายละเอียดทั้งหมดอยู่ การที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ในขณะนี้เนื่องจากให้เกียรติรมช. มนัญญาให้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วเสนอมาที่ตนก่อน”นายเฉลิมชัยกล่าว

นอกจากนั้นนายเฉลิมชัยกล่าวปฏิเสธถึงข่าวที่ระบุว่า เมื่อสองวันที่ผ่านมา มีผู้บริหารของบริษัทผู้ผลิตสารเคมีทางการเกษตรรายใหญ่เข้าพบที่พรรคประชาธิปัตย์เพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ช่วยชะลอเรื่องการยกเลิกออกไปเพราะบริษัทจะได้รับผลกระทบนั้นไม่เป็นความจริงและเป็นการกล่าวหาเพื่อทำลายกันทางการเมือง

อย่างไรก็ตามที่มีการกล่าวพาดพิงว่า มีบริษัทผลิตสารเคมีทางการเกษตรเข้าพบนั้น ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรมว. เกษตรฯ ไม่เคยรู้จักตัวแทนบริษัทสารเคมีใดๆ และไม่ให้ใครมาเข้าพบเพื่อหารือเรื่องนี้ ขอย้ำว่า เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะลงนามยกเลิกใช้ในพื้นที่เกษตรทั้ง 149 ล้านไร่ทั่วประเทศทันที

เฉลิมชัย รับเผือกร้อนแก้โควต้านมโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390416

เฉลิมชัย รับเผือกร้อนแก้โควต้านมโรงเรียน

วันที่ 26 กันยายน 2562 – 00:00 น.
นมโรงเรียน
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

เฉลิมชัย รับเผือกร้อน แก้โควต้านมโรงเรียน ซ้ำซ้อนโควต้านำเข้านมผง สหกรณ์โคนมทั่วประเทศโวยแหลก โครงการศรีธนญชัย

26 กันยายน 2562  ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย 5 ภาค 101 แห่ง ได้เข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯเพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาการจัดสรรโควต้าโครงการนมโรงเรียน

ทั้งนี้เนื่องจากมีน้ำนมดิบส่วนต่างถึง 532 ตันต่อตัน จากสัญญาซื้อขายน้ำนมดิบ 1,611 ตันต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเอ็มโอยูเดิม 1.1 พันตันต่อวัน ยอดจัดสรรสิทธินมเด็กนักเรียน 7.4 ล้านคน อีกทั้งมีความทับซ้อนกันกับสิทธิผู้ประกอบการนำไปขอโควต้านำเข้านมผง จึงขอให้สร้างสัญลักษณ์ตรากลาง น้ำนมดิบจากเกษตรกร เพื่อให้แตกต่างระหว่างละลายนมผงกับนมดิบของเกษตรกร

นอกจากนี้สหกรณ์ยังรับภาระนมกล่อง ค้างสต็อกไม่มีที่จำหน่าย เป็นภาระเพื่มขึ้นจากหลักเกณฑ์นมโรงเรียนใหม่ และสหกรณ์ทุกแห่งโดนลดโควต้าแต่ไปเพิ่มโควต้าให้กับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อสค.)3-4 เท่าและเสนอช่วยผลักดันให้เด็กนักเรียนดื่มนมโรงเรียน 365 วัน และสหกรณ์หลายแห่ง ไม่สามารถขายพื้นที่ใกล้ได้ ต้องขนส่งนมไปขายโรงเรียนสามจังหวัดภาคใต้

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า จะเรียกประชุมกรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ มาพูดคุย ปัญหานำไปแก้ไข ซึ่งเอ็มโอยู หรือข้อตกลงร่วมระหว่างสหกรณ์ ศูนย์รวบรวมนม กับผู้ประกอบการในการซื้อน้ำนมดิบ ไม่มีผลทางกฏหมาย ถ้าตรงไหนมีปัญหา ไปแก้ให้ตรงกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับมาตรฐาน จัดการฟาร์มของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพิ่มศักยภาพรองรับการเปิดเอฟทีเอไทย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปี 64

นมโรงเรียน ที่รับทราบขณะนี้เป็นปัญหาใหญ่สุด ได้สั่งคณะทำงานไปเร่งศึกษา ส่วนให้เด็กดื่มนม 365 วัน อยากให้ดื่ม จะลองเสนอพูดคุยกับกระทรวงศึกษาธิการ แต่จะยุ่งยากการบริหารจัดการ เพราะปัจจุบันเด็กดื่มนมโรงเรียนประมาณ 40 สัปดาห์ ต่อปี แต่หากให้ดื่มเพิ่ม ในช่วงปิดเทอมยาว เด็กเรียนไม่รู้ตัวตนอยู่ไหน อาจมีข่าวลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งและทีวีด้วย

เกิดปัญหาไปตามตัวเด็กไม่ครบ เป็นปัญหาจัดการ ต้องแก้ให้ได้รอบด้าน มีคนหัวหมอมาร้องเรียน ไม่ได้กิน แต่งบจ่ายครบ ส่วนตัวผมเห็นว่าการสร้างชาติดีที่สุดคือสร้างเด็ก สร้างอนาคต ถ้าให้ดื่มนมครบ 365 วัน ต้องมีน้ำนมดิบอีก 20% ตนห็นด้วยและจะประสานงาน ในส่วนของระดับผู้บริหารด้วยกัน ถ้าเป็นไปได้ผมร่วมผลักดันให้ และหารือกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯมาประชุมให้นโยบายพร้อมกัน ผมแบ่งงานให้รมช.มนัญญา ดูแลตรงนี้ด้วย

ด้านสหกรณ์โคนมหมวกเหล็ก สระบุรี กล่าวว่าหลักเกณฑ์นมโรงเรียนที่ออกใหม่ เมื่อต้นปี วันที่26มี.ค.มีผลบังคับใช้ทันทีเดือนเม.ย.ซึ่งสร้างความฉุกละหุก เป็นของใหม่ โควต้านมเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบมหาศาล สหกรณ์โคนม บางแห่งต้องเทนมทิ้งไป100กว่าตันแล้ว โควต้านมโรงเรียน เหมือนเค๊กก้อนหนึ่ง แต่ลดลงตลอดเพราะเด็กลด แต่ อสค.กลับได้เพิ่ม จากเดิมได้40ตันต่อวัน เพิ่มเป็น127ตัน เพราะไปเอามาจากพวกสหกรณ์ ทั้งอสค.เป็นหน่วยงานรัฐ แต่มาสร้างความเดือดร้อนให้สหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ

“มีการทำโครงการนมโรงเรียนแบบศรีธนนชัย มีเอ็มโอยูซื้อน้ำนมดิบแล้วไปทำสัญญาซื้อนมโรงเรียนเพิ่ม กับผู้ประกอบการอีกราย จะเห็นว่าทำไมตัวเลขนมโรงเรียนเพิ่มเป็น 1.6พันตันต่อวัน ส่วนเกิน500ตัน จากเดิม1.1พันตัน เกิดความเหลื่อมล้ำ ซ้ำซ้อน เอ็มโอยูกับสัญญา และปีหน้าเสนอโควต้านมโรงเรียน จะไม่ใช่1.6 พันตัน จะทะลุถึง2พันตัน ถ้าไม่แก้ไข“

สทนช.เร่งตั้งวอร์รูมน้ำแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390198

สทนช.เร่งตั้งวอร์รูมน้ำแห่งชาติ

วันที่ 25 กันยายน 2562 – 01:20 น.
สทนช,เร่งตั้งวอร์รูมน้ำแห่งชาติ,กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ,รัฐบาลเร่งตั้งไข่
เปิดอ่าน 277 ครั้ง

รัฐบาลเร่งตั้งไข่ “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” อุดช่องว่างป้องวิกฤติมวลน้ำก่อนกระทบปชช. เน้นเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยคาดการณ์ไปสู่การวิเคราะห์ชี้เป้าเชิงพื้นที่ให้แม่นยำ

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 62 – นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือกรอบโครงสร้างกองอำนวยการน้ำแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ สทนช. โดยมี พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้บูรณาการหน่วยงานจัดทำกรอบโครงสร้างกองอำนวยการน้ำแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 24 ก.ย.นี้ รวมถึงกลไกการปฏิบัติงานของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (WAR ROOM) ที่เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการ “มวลน้ำ” ในภาวะวิกฤติเพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อ พล.อ.เอกประวิตร ในฐานะประธานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ โดยเร็วต่อไป

“ที่ประชุมได้มีการหารือถึงกรอบการทำงานร่วมกันภายในการทำงานของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ให้มีผลในทางปฏิบัติเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การคาดการณ์สภาพอากาศ สภาพฝนที่จะให้เกิดความแม่นยำมากที่สุด ซึ่งเบื้องต้นที่ประชุมได้เห็นพ้องร่วมกันว่าการคาดการณ์ลักษณะอากาศ สภาพฝน เพื่อนำไปสู่การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า 3 วัน เพื่อหน่วยงานได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ โดยต้องมีการอัพเดตสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทุก 6 ชั่วโมง

ซึ่งหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการคาดการณ์พายุ สภาพอากาศและปริมาณน้ำฝน จะมี 3 หน่วยงานรับผิดชอบหลัก ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา สสน. และ GISTDA จากนั้นกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ชี้เป้าการป้องกันภัยและการเตือนภัยไปยังหน่วยปฏิบัติ เช่น กรมป้องกันบรรเทา    สาธารณภัย กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ น้ำท่า รวมถึงแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเป้าหมาย ซึ่งเชื่อมโยงการทำงานกับ “แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2558” ในทุกระดับภัยได้” นายสำเริง กล่าว

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการกำหนดประชุมนัดแรก ในจันทร์ที่ 30 ก.ย.นี้ ณ ห้องประชุมศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ถ.วิภาวดีรังสิต เพื่อติดตามประเมินสภาพอากาศ สถานการณ์ฝน น้ำท่า ซึ่งจากการติดตามคาดการณ์พบว่า ร่องความกดอากาศต่ำเริ่มแผ่ลงมาทางภาคตะวันตกและภาคใต้ ซึ่งต้องมีการติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดด้วย.

ไทยเดินหน้าปฏิรูปประมงร่วมหารือยูเอ็น-อาเซียน-แปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390192

ไทยเดินหน้าปฏิรูปประมงร่วมหารือยูเอ็น-อาเซียน-แปซิฟิก

วันที่ 25 กันยายน 2562 – 00:00 น.
อลงกรณ์,ประมง,ไอยูยู,สหรัฐ
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

เฉลิมชัย เดินหน้าปฏิรูปประมงไทยพร้อมสร้างเครือข่ายอาเซียน-ไอยูยู ส่ง อลงกรณ์ หารือความร่วมมือยูเอ็น-อาเซียน-แปซิฟิก

25 กันยายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้มอบหมายให้ตนเดินทางเข้าเข้าร่วมการประชุมหารือ

เรื่องASEANPacificDialoguetoCombatIUUFishingที่กรุงนิวยอร์กสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ นางซูสี ปูดเจียสตูตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมง แห่งสาธารณะรัฐอินโดนีเซีย (H.E Susi Pudjiastuti, Minister of Marine Affairs and Fisheries, Republic of Indonesia) และนายปีเตอร์ ทอมสัน ผู้แทนพิเศษเลขาธิการสหประชาชาติด้านกิจการทางทะเลและมหาสมุทร (Mr. Peter Thomson, United Nations Secretary General’s Special Envoy for the Ocean)

ทั้งนี้เพื่อยืนยันกรอบความร่วมมือในการต่อต้าน การทำประมงผิดกฎหมาย ไร้การรายงาน และไร้การควบคุม (IUU : llegel Unreported Unregulated Fishing) และในฐานะที่ประเทศไทยได้ดำรงค์ตำแหน่งประธาน ASEAN จึงได้ผลักดันให้อาเซียนร่วมกันสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาด้านการประมงรวมทั้งการต่อต้านการประมง IUUโดยไทยจะเสนอให้จัดตั้งนโยบายประมงอาเซียน (ASEAN General Fisheries Policy)  ขึ้น เพื่อพัฒนานโยบายการประมงในทุกมิติของประเทศสมาชิกอาเซียนและรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค

นอกจากนี้ได้เสนอให้จัดตั้งเครือข่าย อาเซียนในการต่อต้านการประมง IUU (ASEAN Network for combating IUU fishing) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างสมาชิกอาเซียนในการต่อต้านการประมง IUU ให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเจรจาหารือกับสาธารณรัฐ อินโดนีเซีย ในกรอบความร่วมมือในภาคการประมงในลำดับต่อไป

ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในการควบคุมการทำประมงของเรือประมงไทย ทรัพยากร ประมงทะเลเสื่อมถอยลง กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ตลอด 4 ปี  ประเทศไทยได้ทำการปฏิรูปการประมงของประเทศปรับปรุงแก้ไขกรอบกฎหมายประมงให้มีความเป็นสากล สอดคล้องกับ กฎระเบียบระหว่างประเทศ รวมทั้งได้วางมาตรการในการป้องกัน ยับยั้งการประมง IUU ที่รัดกุม

ทำให้ขณะนี้ ประเทศไทยมีกลไก เครื่องมือ ระบบและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านการประมง IUU โดยมีความ ร่วมมือกับต่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งรัฐเจ้าของธง รัฐเจ้าท่า รัฐชายฝั่ง RFMOs และองค์กรระหว่าง ประเทศสำคัญ ได้แก่ EJF, Seafood Taskforce, Ocean Mind และ Interpol เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเรือประมง และกิจกรรมประมงเพื่อติดตามตรวจสอบเรือประมงที่สงสัยว่าจะทำประมงผิดกฎหมาย ทั้งนี้ประเทศไทยยินดี อย่างยิ่งที่จะแบ่งปันประสบการณ์และให้ความร่วมมือกับสังคมโลกและนานาประเทศในการต่อต้านการทำประมง ผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตามในส่วนของรัฐบาลไทยนโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเลเป็นหัวใจสาคัญของนโยบาย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่นเดียวกับการรักษามาตรฐานการแก้ไขปัญหา IUU ซึ่งได้แถลงชัดเจนในการ ประชุมการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพการประมงไทยเพื่อเตือนทุกฝ่ายให้ตระหนักถึงนโยบายของท่านรัฐมนตรี เกษตรฯ

นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ริเริ่มผลักดันให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยการจัดตั้งเครือข่าย ASEAN Network for combating IUU fishing จนคืบหน้าและเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้การปฏิรูปทรัพยากรทางทะเลและการค้ามนุษย์รวมทั้งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ได้รับการพัฒนาแก้ไขให้เป็นไปตาม มาตรฐานสากลและประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างต้นแบบด้วยการที่ประเทศไทย สามารถได้รับใบเขียวจากการแก้ไขปัญหา IUU ซึ่งเกิดจากความร่วมมือทุก ๆ ภาคส่วนจนสามารถผ่านพ้นวิกฤติ

กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ วิธีปฏิบัติ ตลอดจนมีการจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก การดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ให้ขัดกับมาตรฐานที่นานาชาติกำหนดไว้ สำหรับการประชุมหารือในครั้งนี้จะเป็น การประกาศถึงจุดยืนของประเทศไทยในฐานะประธาน ASEAN ต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหา IUU พร้อมทั้งหารือ และเจรจาเพื่อเปิดโอกาสให้แก่ภาคการประมงไทยในเวทีระดับนานชาติ เพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีศักยภาพใน การแข่งขันในเวทีโลก ภายใต้การอนุรักษ์ความยั่งยืนของทรัพยากรต่อไป

มนัญญา เร่งเคลียร์เอกสารนำเข้าเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390189

มนัญญา เร่งเคลียร์เอกสารนำเข้าเคมี

วันที่ 25 กันยายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,สารเคมี,ยกเลิกพาราควอต
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

มนัญญา ยืนยันไม่เอาสารเคมีอันตราย ขอเคลียร์เอกสารให้ชัดเจน เมินดึงเฉลิมชัย เป็นตัวกลางแก้ปัญหาเพราะเข้าใจปัญหาดี

25 กันยายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง ความชัดเจนการยกเลิกใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิดในภาคเกษตร ว่าต้องขอเวลาเพราะมีเอกสารอีกหลายตัวต้องตรวจสอบ

ทั้งนี้เพราะเพราะยังมีส่วนที่ขัดแย้งกันอยู่ แต่ยืนยันว่ายังห้ามใช้เหมือนเดิมเพราะเราเดินมาถึงขนาดนี้แล้ว เรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงไปแล้วว่าการใช้สารเคมีส่งผลให้มีคนเจ็บและเสียชีวิตถ้ายืนยันจะใช้อยู่ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ทั้งนี้ในวันเดียวกันนี้จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจะแจ้งข้อมูลที่มีความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ส่วนกรณีที่ไม่ได้รับความร่วมมือจากข้ารราชการได้หารือเรื่องนี้กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อมาเป็นคนกลางในการแก้ปัญหากับข้าราชการที่ไม่ให้ความร่วมมือแล้วหรือไม่นั้น นางสาวมนัญญา บอกว่า ยังไม่ได้หารือ แต่นายเฉลิมชัย คงรู้เรื่องแล้ว ซึ่งการทำงานของเราได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละกรมกันแล้วว่าใครจะดูแลอะไร โดยนายเฉลิมชัย ให้ตนดูแลในส่วนนี้เมื่อได้รับมอบหมายแล้วก็ต้องดูแลในส่วนที่รับผิดชอบ

รมว.เกษตรฯไว้อาลัย 2 นักบินฝนหลวงเครื่องตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390111

รมว.เกษตรฯไว้อาลัย 2 นักบินฝนหลวงเครื่องตก

วันที่ 24 กันยายน 2562 – 14:11 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

รมว.เกษตรฯไว้อาลัย 2 นักบินฝนหลวง เครื่องตกระหว่างการฝึกบินที่จ.กาญจนบุรี

“เฉลิมชัย รมว.เกษตรฯ ไว้อาลัย 2 นักบินกรมฝนหลวงเสียชีวิต หลังเครื่องบินเกษตรตกกลางป่าลึก ระหว่างฝึกบินที่จังหวัดกาญจนบุรี”


นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่า เครื่องบินเกษตรของกรมฝนหลวง หมายเลขเครื่อง 1917 สีฟ้า – ขาว ตกในพื้นที่หมู่ 9 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เมื่อเวลาประมาณ 10.10 น. ของวันนี้ เบื้องต้น พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ร.อ.ตฤณ อัมระนันท์ ครูผู้ฝึกบิน  นายสุขสรรต์ จงเสถียรธรรม นักบินผู้ช่วย ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการนำเครื่องบินไปฝึกบิน ตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากถึงการสูญเสียบุคคลากรที่ได้สร้างคุณูปการณ์ให้กับกรมฝนหลวงในครั้งนี้ ซึ่งทั้งคู่เป็นครูฝึกบิน และนักบินฝึกหัดของกรมฝนหลวงฯ ต้องมาประสบอุบัติเหตุขณะกำลังปฏิบัติภารกิจฝึกการบิน คาดว่าอาจมาจากสภาพเครื่องบินที่เก่า เนื่องจาก  เครื่องบินรุ่นคาราแวน อายุใช้งานมาเกือบ 20 ปี  จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบหาสาเหตุของเครื่องบินตกและขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยอยู่ระหว่างการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ซึ่งสภาพเป็นป่าลึกเพื่อตรวจสอบรายละเอียดและเหตุการณ์ดังกล่าว
“ในนามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอแสดงความเสียใจมายังครอบครัวของนักบินทั้งสองท่าน และเสียใจกับกรมฝนหลวงที่สูญเสียบุคลากรอันมีค่าและได้สร้างประโยชน์ให้กับภารกิจการทำฝนหลวงมาโดยตลอด เบื้องต้น ได้กำชับให้กรมฝนหลวงตรวจสอบสภาพเครื่องบินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ว่ามีสภาพชำรุดหรือเก่าจำนวนเท่าใด หากจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียนักบินที่มีฝีมือไปเหมือนเช่นเหตุการณ์ในครั้งนี้และได้สั่งการให้กรมฝนหลวงเข้าช่วยเหลือดูแลและเยียวยาครอบครัวของนักบินทั้งสองท่านอย่างเต็มที่ “ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

สหกรณ์ร่วม kick off เปิดโครงการจิตอาสาก.เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389964

สหกรณ์ร่วม kick off เปิดโครงการจิตอาสาก.เกษตรฯ

วันที่ 23 กันยายน 2562 – 16:35 น.
สหกรณ์,จิตอาสา
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

สหกรณ์ร่วม kick off เปิดโครงการจิตอาสาก.เกษตรฯ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วม kick off เปิดโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย พร้อมปล่อยคาราวานเคลื่อนที่เร็วมอบถุงยังชีพและเปิดจุดบริการซ่อมเครื่องจักรกลทางการเกษตร

                กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมเปิดตัว“โครงการ จิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ในจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมปล่อยคาราวานรถโมบายเคลื่อนที่เร็ว มอบถุงยังชีพ พร้อมช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม เตรียมเปิดจุดบริการซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดทันที พร้อมจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี ให้สหกรณ์กู้ยืมไปให้สมาชิกฟื้นฟูอาชีพ ลงทุนปลูกพืชระยะสั้น              เพื่อสร้างรายได้ในเวลาอันรวดเร็ว
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย ณ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์                     ที่ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกันช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม              ใน 21 จังหวัด และได้พิธีเปิดตัวโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ พร้อมกันในวันที่ 23 กันยายน 2562

ซึ่งเวทีหลักจะจัดที่สำนักชลประทานที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี  โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้มอบนโยบายจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ เน้นย้ำให้หน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตร ฯ บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ในพื้นที่เพื่อเร่งช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ ทั้งระยะประสบเหตุและระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด และให้ดูแลเกษตรกรร่วมกันรักษาน้ำ ส่วนหนึ่งไว้ทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้งด้วย รวมทั้งให้เข้าไปแนะนำ ส่งเสริม ดูแล เฝ้าระวังการระบาดของโรคในพืช ในสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรและผู้ประสบภัย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดกิจกรรมจิตอาสากระรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ                ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ได้มีการปล่อยขบวนคาราวานรถโมบายเคลื่อนที่เร็ว เข้าไปช่วยเหลือดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย ณ วัดฉิมพลีวัน บ้านงิ้วเหนือ หมู่ 2 ตำบลพลับพลา อำเภอเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีบริการซ่อมแซมเครื่องมือ เครื่องจักรกลทางการเกษตร การมอบพันธุ์ปลา พันธุ์พืช เมล็ดพันธุ์ การมอบหญ้าอาหารสัตว์ การบำบัดน้ำเสีย และมีเครือข่ายสหกรณ์จากจังหวัดร้อยเอ็ด นครราชสีมา สุรินทร์และชัยภูมิ ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อจัดซื้อถุงยังชีพและสิ่งของที่จำเป็นไปมอบให้กับชาวบ้านผู้ประสบภัย  โดยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เยี่ยมเยือนให้กำลังใจและสอบถามถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน โดยมีส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกันสำรวจความเสียหายเรื่องพืช เรื่องสัตว์และประมง และติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดร้อยเอ็ด พบว่า น้ำได้ท่วมทั้งในพื้นที่เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด และมีน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของประชาชนครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอ และได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย)   ความเสียหายเบื้องต้น พื้นที่การเกษตรในจังหวัดร้อยเอ็ด คาดว่าจะเสียหายจำนวน 788,762 ไร่ ทั้งนาข้าว พืชไร่               พืชสวน พื้นที่ประมงทั้งบ่อกุ้ง บ่อปลา และมีความเสียหายด้านปศุสัตว์ ไก่และสุกรตาย กว่า 644 ตัว ที่อยู่อาศัยของประชาชนเสียหาย  308 ครัวเรือน

“สำหรับความเสียหายในส่วนของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและสมาชิกที่จากเหตุการณ์น้ำท่วมใน 21 จังหวัดครั้งนี้ มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับผลกะทบ 316 แห่ง  สมาชิก 84,775 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรของสมาชิกเสียหาย 1.07 ล้านไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมแผนฟื้นฟูฯหลังน้ำลดให้เกษตรกร โดยจะจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทั้งพื้นที่การเกษตรที่ปลูกพืช ประมงและปศุสัตว์ รวมถึงจะมอบพันธุ์ข้าว พันธุ์สัตว์และปลา               และส่งเสริม การปลูกพืชระยะสั้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งกรมฯจะเข้ามาดูแลเรื่องการฟื้นฟูอาชีพและหาช่องทางตลาดมารับซื้อผลผลิตให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกัน กรมฯได้จัดทีมช่างผู้ชำนาญงาน และประสานกับสถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิค ร่วมกันเปิดจุดบริการซ่อมเครื่องจักรกลและเครื่องมือทางการเกษตรให้กับเกษตรกร เป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกษตรกรได้มีเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการประกอบอาชีพทันทีหลังน้ำลด”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
สำหรับการบรรเทาปัญหาเร่องหนี้สินให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม มีทั้งในส่วนของเกษตรกรที่เป็นลูกค้าธกส. และเป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตร เบื้องต้นกรมฯได้ขอความร่วมมือให้สหกรณ์ได้ร่วมกันดูแลสมาชิกของตนเอง โดยขอให้ชะลอการชำระหนี้และลดดอกเบี้ยให้กับสมาชิกสหกรณ์ และจะดูแลเรื่องเงินทุนเพื่อให้นำไปประกอบอาชีพ โดยจัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) วงเงิน 576.287 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี  ให้สหกรณ์ขอกู้ยืมได้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์สามารถนำไปให้สมาชิกกู้ต่อรายละไม่เกิน 20,000 บาท ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เช่นเดียวกัน โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องประกอบอาชีพทำการเกษตรและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหายและต้องอยู่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินระดับจังหวัด และยังได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้สหกรณ์ที่มีหนี้เงินกู้               กับกองทุนพัฒนาสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติ และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ขาดรายได้ที่จะนำมาส่งชำระหนี้คืนกพส.ได้  ให้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 1 ปี

สำหรับการบรรเทาปัญหาเร่องหนี้สินให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม มีทั้งในส่วนของเกษตรกรที่เป็นลูกค้าธกส. และเป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตร เบื้องต้นกรมฯได้ขอความร่วมมือให้สหกรณ์ได้ร่วมกันดูแลสมาชิกของตนเอง โดยขอให้ชะลอการชำระหนี้และลดดอกเบี้ยให้กับสมาชิกสหกรณ์ และจะดูแลเรื่องเงินทุนเพื่อให้นำไปประกอบอาชีพ โดยจัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) วงเงิน 576.287 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี  ให้สหกรณ์ขอกู้ยืมได้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์สามารถนำไปให้สมาชิกกู้ต่อรายละไม่เกิน 20,000 บาท ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เช่นเดียวกัน โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องประกอบอาชีพทำการเกษตรและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหายและต้องอยู่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินระดับจังหวัด และยังได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้สหกรณ์ที่มีหนี้เงินกู้               กับกองทุนพัฒนาสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติ และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ขาดรายได้ที่จะนำมาส่งชำระหนี้คืนกพส.ได้  ให้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 1 ปี

“เฉลิมชัย”รวมพลังจิตอาสา เข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389961

“เฉลิมชัย”รวมพลังจิตอาสา เข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ประสบภัย

วันที่ 23 กันยายน 2562 – 16:30 น.
เฉลิมชัย,เกษตร,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 178 ครั้ง

“เฉลิมชัย”รวมพลังจิตอาสา เข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟูผู้ประสบภัย

“เฉลิมชัย”รวมพลังจิตอาสา เข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแล ผู้ประสบภัย พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด เพื่อเยี่ยวยาและฟื้นฟูให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิด “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ณ สำนักชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี ว่า จากอิทธิพลพายุ “โพดุล” และพายุ “คาจิกิ” ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จำนวน 21 จังหวัด ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรประมาณ 3.36 ล้านไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 30,773 ไร่ สัตว์ได้รับผลกระทบ 1.86 ล้านตัว รวมเกษตรกร 6 แสนกว่าราย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดทำ “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการ การดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และสร้างการรับรู้การเตรียมการด้านการเกษตรตามหลักวิชาการ รวมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ 21 จังหวัด เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 7,760 คน โดยจิตอาสาของจังหวัดอุบลราชธานีเข้าร่วม 500 คน ซึ่งมีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ จำนวน 8 กลุ่ม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมกันเข้าสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ให้กับเกษตรผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว กิจกรรมที่ 2 จัดหน่วยเคลื่อนที่ลงปฏิบัติการ ให้คำแนะนำ เพื่อการฟื้นฟู ดูแลพื้นที่เสียหาย และยังไม่สามารถทำการเกษตรได้ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมพร้อมบำรุงรักษา และฟื้นฟูผลผลิตให้กลับสู่ภาวะปกติ กิจกรรมที่ 3 สนับสนุนเครื่องมือ เครื่องจักร ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ รถขุด รถบรรทุกน้ำ เป็นต้น ช่วยเหลือเกษตรกรในการสูบน้ำ ปรับทางน้ำ เพื่อช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรและชุมชนให้มีความพร้อมที่จะทำการเกษตร กิจกรรมที่ 4 สนับสนุนอุปกรณ์และองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน ทั้งในช่วงก่อนน้ำลดและหลังน้ำลด เพื่อให้พร้อมสำหรับการผลิต และสนับสนุนให้มีการบำบัดน้ำเสียทั้งในพื้นที่ของเกษตรกรและแหล่งน้ำของชุมชน เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและช่วยให้เกิดการยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรในระยะต่อไป

กิจกรรมที่ 5 สนับสนุนปัจจัยการผลิตพันธุ์พืช พันธุ์ผัก กล้าพันธุ์พืชผัก-ไม้ผล และพันธุ์สัตว์ เพื่อให้เกษตรกรนำไปทำการผลิตในเบื้องต้น ผลิตอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน ในระหว่างที่การผลิตใหม่ยังไม่ให้ผลผลิต กิจกรรมที่ 6 ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อช่วยฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารชองชุมชนได้อย่างยั่งยืน กิจกรรมที่ 7 สนับสนุนการซ่อมแซมเครื่องมือ เครื่องจักรกลทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้สามารถนำกับมาใช้งานในการทำการเกษตรได้ตามปกติ และกิจกรรมที่ 8 สำรวจงานก่อสร้างทางด้านชลประทาน เช่น ฝาย เส้นทางส่งน้ำ ประตูระบายน้ำ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมบำรุงรักษาไม่ให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งวางแผนการก่อสร้างอาคารชลประทานเพิ่มเติม เพื่อป้องกันภัยพิบัติและการบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไป

“รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดโครงการดังกล่าว เพื่อบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัยทั้งระยะเผชิญเหตุและระยะฟื้นฟู ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติและประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย มี 15 จังหวัด เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังเหลืออีก 6 จังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ และยโสธร” นายเฉลิมชัย กล่าว