เลขาฯทส.ชงปลุกกระแส “หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389960

เลขาฯทส.ชงปลุกกระแส “หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

วันที่ 23 กันยายน 2562 – 16:26 น.
ทส,เรือนกระจก
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

เลขานุการ รัฐมนตรี ทส.ชงปลุกกระแส “หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

             “ธเนศพล” ชงปลุกกระแส “หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ตัวการภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมสั่งศึกษาออกกฎหมาย “ลดโลกร้อน” รับมือเป็นการเฉพาะ มอบ อบก. หัวหอกปลุกพลังความร่วมมือ ภาครัฐ-เอกชน- ประชาชนตื่นตัวเหมือน “ขยะพลาสติก”

             นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่าจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ที่เน้นสร้างการมีส่วนร่วม และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและนอก  เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและผลกระทบของ “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิโลกเฉลี่ยสูงขึ้น ส่งผลต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติ และเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น พายุ น้ำท่วม และ ภัยแล้งฉับพลันและรุนแรงจะเห็นได้จาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคเหนือ ที่ในช่วง 1-2 เดือนก่อนที่เผชิญปัญหาภัยแล้ง แต่เพียงเดือนเศษกลับประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน

“ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขและพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนั้นตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีฯ จึงต้องเร่งสร้างกระแสให้เกิดการตื่นตัวในการร่วมมือกัน “ลดก๊าซเรือนกระจก” ให้เหมือนกับการลดปัญหา “ขยะพลาสติก” ที่ส่งผลร้ายต่อสัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  โดยต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาชน ให้ร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกรูปแบบทั้งในรูปแบบทั้ง “กึ่งบังคับ” และ “สมัครใจ”

ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการโดยเฉพาะความร่วมมือกับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมนำนวัตกรรม และ เทคโนโลยีอันทันสมัยมาร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งด้านการใช้วัสดุ หรือ พลังงานสะอาด เพื่อนำไปสู่การเป็น Low Carbon City  ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยต้องดำเนินการ เพราะได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) หรือ อนุสัญญา UNFCCC ปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วมกว่า 196 ประเทศทั่วโลก ร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นย่อมเกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ และความเป็นอยู่ของประชาชน ตัวอย่างเช่น  ธารน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น หรือ อุ่นขึ้น ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลเปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้สัตว์หรือปะการังทะเลได้รับอันตรายและเสียหาย รวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งผลร้ายต่อความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์ หรือ พืชสายพันธุ์ต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย

นายธเนศพล กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้กำกับกระทรวงฯ คือ “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” หรือ อบก. รับผิดชอบหลักเรื่องการรณรงค์ลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการสร้างความร่วมมือต่อภาคเอกชนและสร้างการรับรู้แก่ภาคประชาชน พร้อมกับเร่งผลักดัน “เชิงกฎหมาย” เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เช่น ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด  หรือ การลดผลกระทบฝุ่นผลกระทบขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ตัวการสำคัญของปัญหาก๊าซเรือนกระจก แนวทางการรับมือสถานการณ์หมอกควันจากไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ที่ปกคลุมในหลายพื้นที่ของภาคใต้ยังคงวิกฤต โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ณ ขณะนี้

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเตรียมศึกษาข้อกฎหมายจากประสบการณ์ในต่างประเทศประกอบการพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพประเทศไทย เพราะ “กฎหมายลดก๊าซเรือนกระจก” จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะบังคับใช้เพื่อให้การดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความตระหนักในสังคม และในระดับนโยบาย ควรมีการทำงานที่เชื่อมโยงกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการลดโลกร้อนอย่างจริงจัง ตลอดจนภาคประชาชนที่ต้องร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่พิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อว่าหากภาคส่วนต่างๆ ร่วมใจกัน ก็จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน”

รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลฯเร่งระบายน้ำลงโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389879

รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลฯเร่งระบายน้ำลงโขง

วันที่ 22 กันยายน 2562 – 17:50 น.
กรมชล,น้ำท่วมอุบล
เปิดอ่าน 144 ครั้ง

รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลฯเร่งระบายน้ำลงโขง

             รมว.เกษตรฯ สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำลงโขง เพิ่มเครื่องผลักดันน้ำ  สร้างระบบท่อระบายน้ำอ้อม แก่ง พร้อมสำรวจพื้นที่สร้างแก้มลิง ใช้หน่วงน้ำและกักเก็บไว้ใช้ฤดูแล้ง ขีดเส้น 29 ..นี้เข้าสู่ภาวะปกติ

นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจราชการ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยหลังน้ำลดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จ.อุบลราชธานีว่า  ขณะนี้ปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจ.อุบลราชธานี ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง  โดยได้สั่งการให้กรมชลประทานหาแนวทางในการเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงโดยให้เร็วขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  ซึ่งได้มีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในลำน้ำมูลเพิ่มขึ้นรวม 300 เครื่อง โดยติดตั้งที่ อำเภอพิบูลมังสาหาร 100 เครื่อง และที่อำเภอโขงเจียมอีก 200 เครื่อง ทำให้น้ำไหลลงแม่น้ำโขงเร็วขึ้นประมาณ 30%

อย่างไรก็ตามในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง มีอุปสรรคสำคัญคือ มีแก่งสะพือ และแก่งตะนะ  กีดขวางการระบายน้ำ  ซึ่งได้ให้กรมชลประทานหาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว  โดยในระยะเร่งด่วนอาจจะต้องทำระบบท่อระบายน้ำอ้อมแก่งทั้ง 2 แห่งมีความยาวประมาณแห่งละ 2 กิโลเมตร เพื่อเร่งการระบายน้ำ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อแก่งและสิ่งแวดล้อม ส่วนในระยะยาวจะต้องศึกษาการผันน้ำชี และน้ำมูล  ลงสู่แม่น้ำโขงโดยตรง เพืิ่อตัดยอดน้ำส่วนหนึ่งไม่ให้ไหลผ่าน อ.เมือง และอ. วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี  ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงท่ีจะเกิดปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้กรมชลประทานและจ.อุบลราชธานี ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่ที่จะทำเป็นแก้มลิงธรรมชาติ โดยเฉพาะที่ลุ่มต่ำ ถ้าหากเป็นที่สาธารณะก็ให้ปรับปรุงเป็นแก้มลิงเพื่อใช้หน่วงน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง  แต่ถ้าเป็นที่เอกชนก็ให้เจรจาหาทางออกที่ดีที่สุด  หากเอกชนยินยอมที่จะให้ใช้เป็นแก้มลิง อาจจะส่งเสริมการเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ในพื้นทีี่แก้มลิง เพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้คาดว่า สถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในวันที่ 29 กันยายน 2562 อย่างแน่นอน หลังจากนั้นก็จะดำเนินการฟื้นฟู ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่  ส่วนพื้นที่ที่แอ่งไม่สามารถระบายน้ำออกได้  ก็จะดำเนินการสูบน้ำออกทั้งหมด ซึ่งได้เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้แล้วประมาณ 100 เครื่อง

“เฉลิมชัย” ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลสำรวจความเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389850

“เฉลิมชัย” ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลสำรวจความเสียหาย

วันที่ 22 กันยายน 2562 – 14:43 น.
เฉลิมชัย,น้ำท่วมอุบล
เปิดอ่าน 106 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลสำรวจความเสียหาย พร้อมเร่งรัดการจ่ายเงินใน90วัน

“เฉลิมชัย” ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบลราชธานี สำรวจความเสียหาย พร้อมเร่งรัดการจ่ายเงินทดรองราชการ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ภายใน 90 วันนับแต่วันที่เกิดภัย

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ ณ จ.อุบลราชธานี ว่า ในวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี มีปริมาณน้ำฝนสะสม ตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน 1,547.60 มิลลิเมตร น้อยกว่าปีที่แล้ว 0.26% (ฝนสะสมเฉลี่ย 30 ปี คือ 1,581.70 มิลลิเมตร) โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนสิรินธร มีความจุที่ระดับเก็บกัก 1,966.47 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1,842.34 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 93.69%) ปริมาณน้ำใช้การ 1,010.96 ล้าน ลบ.ม. (มากกว่าปีที่แล้วคิดเป็น 38.03%) และเขื่อนปากมูล มีความจุที่ระดับเก็บกัก 225.00 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 40.03 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 17.79%) ปริมาณน้ำระบาย 576.83 ล้าน ลบ.ม./วัน และสำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีจำนวน 13 อ่าง ความจุที่ระดับเก็บกักรวม 130.02 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 132.80 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 102.13%) มากกว่าปีที่แล้วคิดเป็น 38.35 %

             ทั้งนี้ จังหวัดอุบลราชธานีมีฝนตกหนักและหนักมาก ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 ถึงปัจจุบัน มีผลกระทบต่อเกษตรกร ได้แก่ 1) ด้านพืช มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวน 639,556 ไร่ โดยแบ่งเป็น ข้าว 532,945 ไร่ พืชไร่ 97,708 ไร่ และพืชสวนและอื่น ๆ 8,903 ไร่ เกษตรกรจำนวน 83,346 ราย 2) ด้านปศุสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบ จำนวน 5,323 ราย โดยจำแนกเป็นรายชนิดสัตว์ ได้แก่ โค 11,588 ตัว กระบือ 4,325 ตัว สุกร 311 ตัว แพะ 20 ตัว สัตว์ปีก 50,285 ตัว และ แปลงหญ้าอาหารสัตว์ 34 ไร่ 3) ด้านประมง เกษตรกรประมงได้รับผลกระทบ จำนวน 4,990 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 6,561 ไร่ กระชัง 18,080 ตรม. ประมาณการมูลค่าความเสียหาย 41,221,559.50 บาท

สำหรับผลกระทบด้านการเกษตร จำนวน 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม ยโสธร มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี และจังหวัดกระบี่ จำแนกเป็น ด้านพืช 24 จังหวัด เกษตรกร 536,939 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 3,361,168 ไร่ มีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิง 501,886 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 490,644 ไร่ พืชไร่ 10,516 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 726 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 559.36 ล้านบาท ด้านประมง 24 จังหวัด เกษตรกร 30,369 ราย พื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำคาดว่าจะเสียหาย 30,773 ไร่ มีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิงรวม 2,433 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 39.39 ล้านบาท และด้านปศุสัตว์ 17 จังหวัด เกษตรกร 46,180 ราย สัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย 1,864,520 ตัว

อย่างไรก็ตาม นายฉลิมชัยเผยอีกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการตามแนวทางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในระยะเร่งด่วน โดยมอบหมายส่วนราชการในสังกัด เช่น กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำหลาก น้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 102 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 342 เครื่อง เครื่องจักรกลอื่น ๆ กรมปศุสัตว์ แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 15 จังหวัด 840,700 กิโลกรัม อาหารสัตว์อื่น ๆ 18,200 กิโลกรัม ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 979 ถุง อพยพสัตว์ 114,604 ตัว สร้างเสริมสุขภาพสัตว์ 27,080 ตัว กรมประมง สนับสนุนเรือตรวจการประมงน้ำจืด 21 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ 90 นาย ลำเลียงผู้ป่วย อพยพประชาชน สนับสนุนพื้นที่ประสบอุทกภัย 15 จังหวัด 866,800 กิโลกรัม สนับสนุนอาหารสัตว์ (อาหารอื่นๆ) 18,200 กิโลกรัม สนับสนุนถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 1,279 ถุง และอพยพสัตว์ 117,465 ตัว สร้างเสริมสุขภาพสัตว์ 33,392 ตัว นอกจากนี้ ยังเร่งให้สำรวจความเสียหาย เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินทดรองราชการ ตามระเบียบก.คลัง ภายใน 90 วันนับแต่วันที่เกิดภัย

ภูเก็ต ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง หวั่นน้ำอุปโภค-บริโภคไม่เพียงพอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389759

ภูเก็ต ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง หวั่นน้ำอุปโภค-บริโภคไม่เพียงพอ

วันที่ 21 กันยายน 2562 – 18:56 น.
ฝนหลวง
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

ภูเก็ต ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง หวั่นน้ำอุปโภค-บริโภค ไม่เพียงพอ ขอให้ช่วยกันประหยัด

ภูเก็ต ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง หวั่นน้ำอุปโภค-บริโภค ไม่เพียงพอ ขอให้ช่วยกันประหยัด หลังขึ้นเฮลิคอปเตอร์กรมฝนหลวงบินสำราจ อ่างเก็บน้ำหลักในจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 แห่ง

   นางสาวอัจฉริยา จันทรวงศ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดภูเก็ต ได้ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำบางวาด และอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ ซึ่งอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่ง เป็นอ่างเก็บน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภคของจังหวัดภูเก็ต มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเหลือน้อย อาจไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต จึงได้ประสานขอความอนุเคราะห์ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำฝนเทียม เพื่อเป็นการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ เอาไว้สำหรับเป็นน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค ของจังหวัดภูเก็ต ตลอดช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

โดยในวันที่ 21 ก.ย.2562 นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นางสาวอัจฉริยา จันทรวงศ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต และนายแทนไทร์ พลหาญ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ร่วมขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บินสำราจ อ่างเก็บน้ำหลัก ในจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 แห่ง
จากการบินสำรวจในครั้งนี้ พบว่าช่วงตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ได้มีการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำ ทั้ง 3 แห่ง มีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ จะดำเนินการปรับรูปแบบการบิน เพื่อให้ฝนตกลงพื้นที่เป้าหมายให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ขอให้พี่น้องชาวภูเก็ต และนักท่องเที่ยว ใช้น้ำกันอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ให้มากที่สุด

‘วีรศักดิ์’ เตรียมนำทัพลงใต้ ดันสหกรณ์ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389042

‘วีรศักดิ์’ เตรียมนำทัพลงใต้ ดันสหกรณ์ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 18:18 น.
กรมเจรจา
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

‘วีรศักดิ์’ เตรียมนำทัพลงใต้ ดันสหกรณ์ไทยใช้เอฟทีเอบุกตลาดต่างประเทศ

‘รมช.พาณิชย์’ เตรียมนำทัพกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลักดันนโยบายให้สหกรณ์และเกษตรกรใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ สร้างแต้มต่อส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเงาะและกล้วยหอม พร้อมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอบุกตลาดต่างประเทศ

               นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จะเดินทางลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2562 เพื่อผลักดันนโยบายให้สหกรณ์และเกษตรกรใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ โดยวันที่ 19 กันยายน 2562 จะนำคณะลงพื้นที่พบปะเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด อำเภอบ้านนาสาร ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลไม้ของสมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะเงาะและกล้วยหอม ไปตลาดต่างประเทศ

อาทิ อาเซียนและจีน พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มแม่น้ำท่าทอง จำกัด อำเภอกาญจนดิษฐ์ ที่เป็นแหล่งผลิตกุ้งขาวแวนนาไม จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีตลาดหลัก คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนนาดา และสหภาพยุโรป สำหรับวันที่ 20 กันยายน 2562 จะเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้กับสมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกร 5 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ และพังงา เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี เปิดตลาดสินค้าของสหกรณ์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวเสริมว่า หลังจากได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการหาตลาดและกระจายสินค้าในภูมิภาคของไทยไปต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ จึงได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินโครงการ “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยสู่สากล และช่วยสร้างแต้มต่อในการส่งออกสินค้าเกษตรในพื้นที่สู่ตลาดต่างประเทศ

นางอรมน เพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ จะช่วยให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้ใช้เอฟทีเอสร้างโอกาสทางการค้าและขยายตลาดไปต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหกรณ์ โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลไม้ อาทิ เงาะและกล้วยหอม ไปตลาดต่างประเทศ เช่น อาเซียนและจีน เป็นต้น ซึ่งไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากไทยแล้ว ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในเอฟทีเอ โดยส่งกระจายให้ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ โดยส่งออกเงาะไปจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ และส่งออกกล้วยหอมไปญี่ปุ่น สำหรับสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มแม่น้ำท่าทอง จำกัด ยังมีแผนสร้างห้องเย็นเพื่อแปรรูปกุ้งเพิ่มมูลค่าสินค้า และลดต้นทุนการผลิต เตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ พร้อมทั้งมีแผนจัดแสดงสินค้าที่จีนและญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอีกด้วย

ทั้งนี้ ในงานสัมมนาฯ จะมีการเสวนาหัวข้อ “ติดอาวุธสหกรณ์ไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ” และ “ยกระดับการแข่งขันสหกรณ์ไทย ให้ก้าวไกลในโลกการค้าเสรี” และจะนำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าและการตลาดมาวิเคราะห์สินค้า และแนะนำตลาดส่งออกที่เหมาะสมให้กับสหกรณ์ ซึ่งมั่นใจว่าการดำเนินโครงการครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์แก่สหกรณ์ และเกษตรกร ได้เห็นช่องทางการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอาเซียนและจีน

สทนช.ชี้เป้า12อำเภอเสี่ยงน้ำท่วมละลอกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389030

สทนช.ชี้เป้า12อำเภอเสี่ยงน้ำท่วมละลอกใหม่

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 17:59 น.
สทนช
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

สทนช.ชี้เป้า12อำเภอเสี่ยงน้ำท่วมละลอกใหม่

               สทนช.ประเมินฝนหลังอุตุคาดการณ์ ชี้ส่งผลดีน้ำเขื่อนน้อยบริเวณภาคเหนือ-กลาง แต่ยังต้องเฝ้าระวังแหล่งน้ำมากภาคตะวันตกและใต้ฝั่งตะวันตก แจ้งหน่วยจัดการน้ำปรับแผนรับมือ พร้อมเตือน 12 อำเภอ ภาคตะวันออก ตะวันตก และภาคใต้ตอนบนเสี่ยงท่วม  ยังมั่นใจปีนี้ลุ่มเจ้าพระยาพ้นท่วม ด้านโซนอีสานอาจมีฝนประปรายเน้นแผนเร่งระบายออกสู่แม่น้ำโขงเร่งด่วน พร้อมแจ้งกัมพูชา-เวียดนามรับทราบสถานการณ์น้ำระบายน้ำมูลลงโขง

      ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า ในช่วงวันที่ 18 – 21 ก.ย. 62 ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศกัมพูชา ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง     จะส่งผลดีที่จะเพิ่มปริมาณน้ำในแหล่งน้ำภาคเหนือและภาคกลางที่ยังมีปริมาณน้ำน้อย เช่น เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนกระเสียว   ทับเสลา เป็นต้น  ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาจากการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำไม่น่าเป็นห่วงน้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนฯ  และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ฯ ยังสามารถรองน้ำได้อีกจำนวนมาก รวมทั้งแก้มลิงธรรมชาติที่เตรียมไว้รองน้ำปริมาณน้ำฝนที่ตกท้ายเขื่อน สถานการณ์ในปัจจุบันยังถือว่าปกติ โดยปัจจุบันท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลดการระบายน้ำลด 700 ลบ.ม./วินาที และช่วงบ่ายวันนี้จะลดลงเหลือ 650 ลบ.ม./วินาที

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีพื้นที่เฝ้าระวังที่ร่องมรสุมจะมีผลต่อพื้นที่ภาคตะวันตก  ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก  ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ดังกล่าว โดยได้เน้นย้ำกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตควบคุมการบริหารจัดการน้ำใน 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนปราณบุรี  ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งคาดว่าจะมีในฝนตกหนักในช่วงปลายสัปดาห์นี้เป็นต้นไป และจะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนค่อนข้างมาก รวมถึงพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมระลอกใหม่ในระยะ 3 วันนี้ ในพื้นที่ 12 อำเภอ 6 จังหวัด ได้แก่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี อ.คลองใหญ่ อ.บ่อไร่ อ.เกาะช้าง จ.ตราด อ.เมือง อ.กระบุรี จ.ระนอง อ.ท่ายาง อ.เมือง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี และ อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์     อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งได้แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้ยังมีพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมอยู่ 10 จังหวัด แต่มีพื้นที่ที่น้ำท่วมค่อนข้างรุนแรง 4 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด  ยโสธร  ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และจากการเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลพบว่า ยังมีฝนตกในพื้นที่แต่มีปริมาณที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งปัจจุบันยังมีมวลน้ำอยู่ประมาณ 2,100 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งที่ผ่านมา สทนช. ได้ประสานให้หน่วยงานบริหารจัดการโดยการหน่วงน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำให้มากที่สุด  โดยเฉพาะที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์  ได้หยุดปล่อยน้ำเพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำในพื้นที่เหนือเขื่อนไหลลงมาสมทบปริมาณน้ำที่ท่วมอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาเขื่อนลำปาวมีส่วนสำคัญที่ช่วยลดปริมาณน้ำท่วม หากไม่มีเขื่อนลำปาว ปริมาณอีกกว่า 1,000 ล้าน ลบ.ม. จะไหลลงมาท่วมในพื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าวรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ส่งผลให้ จ.อุบลราชธานีประสบปัญหาน้ำท่วมมี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. น้ำมาจากลำน้ำชี 50% เพราะมีการเร่งระบายน้ำจากที่เกิดฝนตกหนักใน จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด แม้ว่าเขื่อนลำปาวจะเก็บน้ำกว่า     1,000 ล้าน ลบ.ม. ก็ตาม และมีลำน้ำยังซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำชีแต่ไม่มีแหล่งเก็บน้ำ โดยแนวทางที่ต้องทบทวนระยะสั้น คือ ใช้ประตูน้ำในลำน้ำชีที่มีหรี่บานลงเพื่อหน่วงน้ำก่อน ส่วนในระยะกลางจะเร่งดำเนินการโครงการก่อสร้างทางผันน้ำชีตอนล่าง พร้อมอาคารประกอบ อ.เขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี งบประมาณ 310 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขุดลอกคลองเชื่อมต่อแนวตะวันตก – ออก เพื่อดึงน้ำออกจากลำน้ำชี – ยัง โดยขณะนี้โครงการสำรวจออกแบบแล้ว สามารถดำเนินการได้ในปี’63 โดยร่วมกันระหว่างกรมชลประทาน และทหาร 2. ปริมาณส่วนที่เหลือ 25% มาจากลำน้ำมูล และลำเซบาย 25%  ซึ่งไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเช่นเดียวกัน แนวทางเร่งด่วน คือ ต้องอั้นน้ำบางส่วนจากประตูน้ำในลำน้ำมูล และทยอยเร่งระบายน้ำออกทางแม่น้ำโขงทางเดียว 3. แม่น้ำมูลจากจังหวัดอุบลราชธานี ถึงโขงเจียมจะมีแก่งสะพือ ที่สภาพของหินในแก่งกีดขวางทางน้ำที่จะระบายลงสู่แม่น้ำโขงต้องระดมเครื่องผลักดันน้ำกว่า 260 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำมูลเพื่อผลักดันน้ำออกให้เร็วที่สุด        แต่เนื่องจากมวลน้ำค่อนข้างมากจึงต้องใช้ระยะเวลาในการระบายคาดว่าอีกประมาณ 20 – 25 วัน ดังนั้น แผนระยะต่อไปจึงต้องศึกษาทางผันน้ำอ้อมแก่งสะพือเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงได้รวดเร็วขึ้นโดยเร่งด่วนต่อไป

ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการจัดการน้ำในประเทศแล้ว เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมายังมีการหารือถึงการจัดการแม่น้ำระหว่างเทศ คือ แม่น้ำโขง ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ตรงกันในสมาชิกลุ่มน้ำโขงทั้งหมดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปัจจุบัน ( climate change) ส่งผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพฝนค่อนข้างมาก คือ ตกในระยะเวลาสั้นและปริมาณที่ตกมาก ทำให้การเตรียมตัวบอกประชาชนสั้นลง ดังนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาทบทวนใหม่ในเรื่องการจัดการข้อมูลน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่ง สทนช. ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงฝ่ายไทยได้มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังประเทศกัมพูชาและเวียดนาม ที่เป็นประเทศท้ายน้ำว่า ปริมาณน้ำที่ไหลออกจากแม่น้ำมูลและระบายลงสู่แม่น้ำโขงเกิดจากปริมาณฝนตกสะสมไม่ใช่การระบายน้ำจากเขื่อน

สทนช. ชี้กระบวนการ SEA ช่วยแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำชีอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/389028

สทนช. ชี้กระบวนการ SEA ช่วยแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำชีอย่างยั่งยืน

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 17:54 น.
สทนช
เปิดอ่าน 31 ครั้ง

สทนช. ชี้กระบวนการ SEA ช่วยแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำชีอย่างยั่งยืน 

สทนช. นำกระบวนการ SEA การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ใช้วางแผนงาน เพื่อแก้ปัญหาน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำชีในทุกมิติ ช่วยสร้างความสมดุลในการพัฒนาเศรษฐกิจและรักษาสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำชี ณ เขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ว่า “ลุ่มน้ำชี” เป็นลุ่มน้ำที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 49,130 ตารางกิโลเมตร รวม 13 จังหวัด มีประชากรราว 5,953,334 คน มีปริมาณฝนรายปีเฉลี่ย 1,188 มิลลิเมตร และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 11,994 ล้าน ลบ.ม. สามารถเก็บกักน้ำได้เพียง 5,687 ล้าน ลบ.ม.

                    ขณะที่ความต้องการน้ำทุกภาคส่วนอยู่ที่ 5,849 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลกระทบด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม      ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก เนื่องจากลุ่มน้ำชีมีพื้นที่การเกษตร 20.44 ล้านไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ปริมาณน้ำกลับไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก อีกทั้ง ลำน้ำมีขนาดเล็ก ในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน ที่มักเกิดน้ำหลาก ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่มากเกินความจุลำน้ำ ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของประชาชน นอกจากนี้ พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำชีมากกว่าร้อยละ 50 เป็นพื้นที่ดอนที่อยู่ในเขตดินแห้งและมีฝนตกน้อย รวมถึงพื้นที่บางแห่งเป็นดินเค็ม ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้
ในส่วนของคุณภาพน้ำของลำน้ำสาขาของลุ่มน้ำชี มีปริมาณน้ำเสียในระดับสูง ได้แก่ ลำน้ำปาวตอนบน ลำน้ำยัง และลำน้ำเชิญ เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีจำนวนมาก รวมทั้งน้ำเสียจากพื้นที่ชุมชน น้ำเสียจากการเลี้ยงปลากระชัง น้ำเสียจากน้ำทิ้งของโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่อำเภออุบลรัตน์และอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ พื้นที่ป่าไม้ที่มีเพียงร้อยละ 16.58 ซึ่งเป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อย มักมีการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำจากกิจกรรมท่องเที่ยวและทำการเกษตรด้วย
สำหรับแนวคิดของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment หรือ SEA) เป็นกระบวนการที่หน่วยงานด้านนโยบายใช้การคาดการณ์ผลกระทบอันเกิดจากแผนงานต่างๆ โดยคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยอื่นๆ รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาแผนงานให้เหมาะสมกับการพัฒนาในพื้นที่ของตนเอง เพื่อร่วมหาทางเลือกที่ดีที่สุด เกิดการพัฒนาร่วมกันในทุกมิติ   ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน
“สทนช. ได้เดินหน้าตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ซึ่งเป็นกรอบใหญ่และแผนงานตามแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ (SIDP) พื้นที่ลุ่มน้ำชี ที่จะสอดรับกับ SEA หรือกระบวนการที่ใช้สําหรับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ สามารถช่วยสนับสนุนการตัดสินใจที่เหมาะสมจากมุมมองทางด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของการพัฒนาในทุกมิติ ทำให้สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาระดับพื้นที่ได้ชัดเจน ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญมีรูปแบบทางเลือกการพัฒนาและแผนงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานระดับนโยบายได้” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388537

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

วันที่ 14 กันยายน 2562 – 19:33 น.
เฉลิมชัย,ร้อยเอ็ด,เกษตร

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

รัฐมนตรีเกษตรฯ “เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ ยืนยัน จ่ายเงินชดเชยเร็วที่สุด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพบปะเกษตรกร และมอบถุงยังชีพและหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ บ้านท่าเยี่ยม ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ว่า ในวันนี้ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรสำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย โดยได้ประสานงานกับนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดถึงพื้นที่ที่จะประกาศเป็นพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งดำเนินการโดยทันที และให้รายงานผลมาภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อจะได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและนำเงินชดเชยมาให้เร็วที่สุด

อีกส่วนหนึ่งยังได้สั่งการให้ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เตรียมเมล็ดพันธุ์พืชข้าว พืชที่ใช้น้ำน้อย เตรียมมาปลูกหลังจากนี้เพื่อให้พี่น้องเกษตรมีรายได้เสริม และแหล่งน้ำทุกแห่งที่นำน้ำไปเก็บไว้ หรือแหล่งน้ำสาธารณะจะให้กรมชลประทานนำพันธุ์ปลา พันธุ์กุ้งไปปล่อย เพื่อหลังจากนี้ 3-4 เดือน พี่น้องประชาชนจะได้มีรายได้จากตรงนี้ไปใช้ในครอบครัวอีกด้วย

              ทั้งนี้สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ จะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐบาลบูรณาการทุกหน่วยงานลงพื้นที่ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด” นายเฉลิมชัย กล่าว

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388395

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

วันที่ 13 กันยายน 2562 – 17:08 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูความสำเร็จแก้ปัญหาตกเขียวกาแฟอาราบิก้า หนุนชาวเขามูเซอรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์ ผลิตกาแฟคุณภาพภายใต้แบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการจากสำนักงานก.พ.ร.ปี 2562

วันที่ 13 ก.ย.  นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี  พ.ศ.2562 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทรางวัลพัฒนาการบริการ ระดับดี จากผลงาน “อาราบิก้าตกเขียว สู่แบรนด์    ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลงาน  ที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ และได้เข้ารับโล่รางวัลจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กันยายน 2562  ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม  อิมแพค เมืองทองธานี

ซึ่งการได้รับรางวัลครั้งนี้ถือเป็นการเชิดชูเกียรติ เป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ที่ได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือชาวเขาเผ่ามูเซอที่อาศัยอยู่               บ้านปางม่วง อำเภอเมืองปาน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ประสบปัญหาด้านการประกอบอาชีพ เนื่องจากรายได้หลักมาจากการขายผลผลิตกาแฟพันธุ์อาราบิก้าแบบผลสดและกาแฟกะลาให้แก่พ่อค้าคนกลางในท้องถิ่น ลักษณะตกเขียว เกษตรกรต้องกู้เงินหรือนำปัจจัยการผลิตจากพ่อค้าไปลงทุน เมื่อกาแฟสุกและเก็บเกี่ยวได้ จึงนำมาขายให้พ่อค้าเพื่อชำระหนี้  ทำให้เกษตรกรไม่มีโอกาสต่อรองเรื่องราคา รายได้จึงไม่เพียงพอใช้จ่ายในครัวเรือนและมีหนี้สินพอกพูน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้
ต่อมาในปี 2557 กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ได้รับมอบภารกิจให้เข้าไปดูแลชุมชนพื้นที่ราบสูงบ้านปางม่วง ต่อจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จึงได้วางกรอบการพัฒนาโดยนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการพัฒนาชาวมูเซอบ้านปางม่วงอย่างเป็นลำดับขั้นตอน สร้างพื้นฐานให้คนในชุมชนได้มีพอกินพอใช้ และใช้หลักการระเบิดจากข้างใน เตรียมชุมชนให้พร้อมก่อนจะออกไปติดต่อสัมพันธ์กับภายนอก จึงได้เริ่มแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักการพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกันในชุมชน และใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ และจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรปางม่วง จำกัด เพื่อเป็นองค์กรหลักของชุมชน ดูแลเรื่องอาชีพ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นรายได้หลักของชาวบ้าน                          พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการเรื่องการปลูกกาแฟเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP สนับสนุนทั้งเรื่องอุปกรณ์  เครื่องมือการแปรรูปกาแฟ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสนับสนุนเงินทุนให้ชาวบ้านนำไปปรับปรุงสวนกาแฟเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และสหกรณ์ได้มีเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก
ปัจจุบันชุมชนบ้านปางม่วง  มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 560 ไร่ ผลผลิต 300 ตันต่อปี เป็นกาแฟที่มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกสูงกว่าระดับน้ำทะเล 900 เมตร มีอุณหภูมิเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านปางม่วงรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ สามารถลดต้นทุนการผลิตกาแฟให้กับสมาชิกและช่วยแก้ไขปัญหาการกู้หนี้นอกระบบเพื่อนำมาลงทุนประกอบอาชีพ ขณะเดียวกันผลผลิตกาแฟขายได้ราคาสูงขึ้น จากเดิมที่เคยขายกาแฟผลสดให้พ่อค้ากิโลกรัมละ 15 บาท ปัจจุบันสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นกาแฟคั่วเม็ดบรรจุถุง ภายใต้ตรา “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่” ส่งขายให้ร้านกาแฟสดและบดเป็นผงจำหน่ายให้ผู้บริโภคนำไปชงดื่ม สามารถเพิ่มมูลค่ากาแฟได้สูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท และสร้างตราสินค้าท้องถิ่นของชุมชนจนเป็นที่ยอมรับ ชุมชนบ้านปางม่วงนับเป็นตัวอย่างความสำเร็จจของการใช้วิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสพัฒนาอาชีพให้มีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานระดับภูมิภาคใช้กลไกสหกรณ์เข้าไปช่วยเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ละพื้นที่ ให้มีความอยู่ดีกินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของประเทศต่อไป

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388368

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

วันที่ 13 กันยายน 2562 – 15:56 น.
กระทรวงเกษตรฯ

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

รมว.เกษตรฯประชุมตัวแทนสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนมและโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน ชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล หวังใช้กลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้บรรลุเป้าหมาย ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรทั่วประเทศ

               วันที่ 13 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานใน              พิธีเปิดโครงการ “การสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” และปาฐกถาพิเศษ    “ภาพรวมนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล” โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจด้านยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนมและโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน เข้าร่วมรับฟังเพื่อสร้างการรับรู้นโยบาย                 ด้านการเกษตรส่งผ่านสถาบันเกษตรกร โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมชี้แจงนโยบายด้านการเกษตรภายใต้ภารกิจของหน่วยงาน                            ที่กำกับดูแลด้วย ณ อาคารอิมแพคฟอรั่ม ชั้น 2 ห้องประชุมแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม  อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด      จังหวัดนนทบุรี


ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตร อาทิ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และข้าวโพด โดยผ่านเครื่องมือและมาตรการที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการประกันภัยสินค้า การพัฒนาระบบตลาดที่เชื่อมโยงผลการผลิตของเกษตรกรถึงผู้ประกอบการแปรรูปและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือในการขยายและเข้าถึงตลาดในรูปแบบต่าง ๆ การอำนวยสะดวกทางการค้า และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรที่มีประสิทธิภาพ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม การพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่

โดยเพิ่มทักษะการประกอบการและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด การค้าออนไลน์ ระบบบัญชี เพื่อขยายฐานการผลิตและฐานการตลาดของสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง  มีความสามารถในการแข่งขัน การส่งเสริม การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร การดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทํากิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ การส่งเสริมการทําปศุสัตว์ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และการฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพการทําประมงให้เกิดความยั่งยืนบนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากรทางการประมงและทรัพยากรทางทะเลให้มีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง
จากนโยบายการพัฒนาภาคการเกษตรดังกล่าว รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกันรายได้เกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว ในส่วนของยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว การพัฒนาระบบการตลาดสินค้าเกษตร การลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ มุ่งเป้าผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรเป้าหมาย              5 รายการ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ให้ได้มากที่สุด

มาตรการการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ในปีการผลิต 2562/63 สำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 862,176 ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลประกาศประกันราคาข้าว 5 ประเภท ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี                    ตันละ 11,000 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท
นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมปลูกพืชตระกูลถั่ว    เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้นโดยจะแจกเมล็ดพันธุ์ฟรี การส่งเสริมให้เลี้ยงโคขุน โดยจะมีวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรกู้ไปลงทุน และรัฐบาลจัดงบประมาณชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และจะเร่งดำเนินการมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตรที่ประสบภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ                  การบรรเทาค่าครองชีพให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และการบรรเทาความเสียหายจากอิทธิพลพายุโพดุล เป็นต้นการจัดโครงการ “สร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” ในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีเกษตรกรจะทราบและรับรู้นโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรที่รัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกร              ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายและมาตราการต่าง ๆ ของรัฐบาล กลไกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน รวมถึงการถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการของรัฐบาลไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อร่วมกันยกระดับภาคการเกษตรให้มี       ความเข้มแข็ง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ก้าวพ้นจากความยากจน

สำหรับโครงการ “การสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร”                   กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้นโยบายในด้านการเกษตรของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร โอกาสนี้ ผู้แทนกรมการค้าภายในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและผู้แทนการยางแห่งประเทศไทย ได้ร่วมชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อน                 มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลให้กับผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอีกด้วย