ดีเดย์ 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388180

ดีเดย์ 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อกก.

วันที่ 12 กันยายน 2562 – 17:55 น.
ยางพารา

ชาวสวนยางเตรียมเฮ รมว.เกษตรฯ ยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อ กก.

ชาวสวนยางเตรียมเฮ รมว.เกษตรฯ ยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันรายได้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ยืนยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันรายได้ยางพารา 60 บาทต่อ กก. เล็งผลักดันใช้ยางในประเทศ เงินสินเชื่อ แก้ปัญหาระยะยาว
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายนริส ขำนุรักษ์ ส.ส. จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 เกี่ยวกับกรณีการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า มีสาเหตุมาจากอัตราการใช้ยางพาราในประเทศที่มีสัดส่วนน้อยกว่าการส่งออก และการกำหนดราคาซึ่งมาจากตลาดต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดราคายางได้เอง ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการแก้ปัญหาเบื้องต้นเพื่อพยุงราคายาง โดยจะเริ่มดำเนินการโครงการประกันรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้
โดยมีมาตรการที่กำหนดคือ ให้คนละไม่เกิน 25 ไร่ ต่อเกษตรกรพี่น้องชาวสวนยาง 1 ราย ยางที่จะประกันราคาคือ 1.ยางแผ่นคุณภาพดีประกันที่ราคา 60 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม 2.น้ำยางสด DRC 100% ประกันที่ราคา 57 บาท 3.ยางก้อนถ้วยซึ่งมี DRC 50% ประกันที่ราคา 23 บาท ทั้งนี้การกำหนดราคารับประกัน ทางเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทยได้ใช้มาตรการคำนวณราคาต้นทุนต่าง ๆ และกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานในช่วงแรกเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับเงินประกันรายได้ยางพารา 2 เดือนต่อหนึ่งครั้ง โดยงวดแรกจะเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม เป็นต้นไป
ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 4 ชุดด้วยกัน เพื่อตรวจสอบและร่วมดำเนินการ ได้แก่ 1.คณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการใหญ่ โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน 2.คณะกรรมการราคากลางอ้างอิง ซึ่งคณะกรรมการนี้จะประกาศราคากลาง ที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจะได้ส่วนต่างจากการประกันรายได้ 3.คณะอนุกรรมการบริหารประกันรายได้เกษตรกรสวนยางระดับจังหวัด ซึ่งจะมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นประธาน มีส่วนราชการต่าง ๆ พี่น้องตัวแทนชาวสวนยาง ธกส. ตัวแทนเกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ประธานสภาเกษตร 4.คณะอนุกรรมการในส่วนระดับตำบล ซึ่งตรงนี้จะมีส่วนข้าราชการ ปลัดอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ตัวแทนการยาง ตัวแทนสวนยาง เพื่อมาตรวจสอบในการนำเสนอการรับเงินประกันรายได้

นอกจากนี้ยังมีโครงการเสริมให้ใช้ภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปทุกกระทรวงว่าสามารถจะนำยางพาราไปใช้ในงานราชการต่าง ๆ ได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพูดคุยกับกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธรณสุข กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น ซึ่งกระทรวงต่าง ๆ เหล่านี้จะมาตัด Supply ของน้ำยางพาราออกจากตลาดได้ และยังมีโครงการหาวงเงินสินเชื่อของผู้ประกอบการผลิต เพื่อใช้ในการขยายกำลังผลิต เป็นวงกู้ที่จะประสานให้ 25,000 ล้าน โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรที่รวบรวมยางพาราเป็นวงเงิน 10,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง ซึ่งตรงนี้จะหาเงินกู้ให้อีก 20,000 ล้านบาท

ปลูกพืชท้องถิ่นบนดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387607

ปลูกพืชท้องถิ่นบนดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

วันที่ 10 กันยายน 2562 – 00:00 น.
ดินเค็ม,ฟื้นฟูดิน,เกษตรกร,ปลูกพืชท้องถิ่น

ปราชญ์ชาวบ้านเมืองกาฬสินธุ์ ปลูกพืชท้องถิ่นบนพื้นที่ดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

9 กันยายน 2562 นายขุนเพชร ศรีกุตา ปราชญ์ชาวบ้าน จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า แต่เดิมพื้นที่บ้านโพนสิม ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ชาวบ้านประสบปัญหาดินเค็มมาก

ทั้งนี้คือทำนาหนึ่งไร่ได้ข้าวไม่ถึง 50 กิโลกรัม ทำไปก็ไม่ได้เก็บเกี่ยว หรือจะปลูกพืชอื่นก็ไม่ได้ผลแม้กระทั่งหญ้ายังไม่กล้าขึ้น จนต้องปล่อยพื้นที่ทิ้งร้างกว่า 1,000 ไร่  แล้วไปหางานทำอย่างอื่นแทน แต่พอกรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ มาทำโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม ในปี 2557 มาช่วยไถปรับรูปคันนาใหม่ให้สม่ำเสมอ ปั้นคันนาให้มีขนาดใหญ่สามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น

พร้อมกับส่งเสริมให้ปลูกโสนอัฟริกัน ใส่ปุ๋ยคอก แกลบสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ส่วนบนคันนาให้ปลูกกระถินออสเตรเลีย (อะคาเซีย) ช่วยดูดซับน้ำเค็มไม่ให้ขึ้นมาบนผิวดิน

ตนเป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 24 ไร่ ได้นำมาเข้าร่วมโครงการประมาณ 10 ไร่ ได้รับการสนับสนุนในการปรับคันนาและฟื้นฟูดิน แล้วได้ทดลองดำนาดู ในปีแรกยังไม่ค่อยเห็นผล แต่พอปีต่อมาดินเริ่มฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ จนสามารถปลูกข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียว กข 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 300 กิโลกรัมต่อไร่ และข้อดีของข้าวที่ปลูกบนดินเค็มจะมีความหอมและมีคุณภาพดีกว่าพื้นที่อื่น

ส่วนบนคันนานอกจากปลูกอะคาเซียแล้ว ยังได้ทดลองปลูกพืชผักอีกหลายชนิด ทั้ง กล้วย มันแกว ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ หน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งปลูกแบบปลอดสารพิษทั้งหมด เนื่องจากสังเกตว่าพื้นที่ดินเค็มหากใช้สารเคมีแล้วจะพืชผักจะตาย ช่วยประหยัดต้นทุนและยังปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

ยังได้ร่วมมือกับอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคามในการทดลองปลูกพืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่ดินเค็ม เช่น รากสามสิบ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นของหมู่บ้านโพนสิม (รากสามสิบมีรสเฝื่อนเย็นเป็นยาบำรุงกำลัง แก้กระษัย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของตับอ่อนช่วยขับเสมหะ ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ ช่วยรักษาอาการประจำเดือนผิดปกติของสตรี

 

นอกจากนี้ รากสามสิบสามารถนำมาทำสบู่ และใช้ซักเสื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยบำรุงดิน ทำให้ดินชุ่มน้ำ) โดยอาจารย์อยากให้อนุรักษ์พืชท้องถิ่นนี้ให้คงอยู่ เพราะหาไม่ได้จากแหล่งอื่น ซึ่งขณะนี้ได้ทดลองปลูกรากสามสิบบนคันนา เน้นปลูกเพื่อการอนุรักษ์ให้รุ่นลูกหลานได้รู้จักพืชประจำถิ่นของตัวเอง

 

 

 

หลังการปรับนาร้างสู่นาดี มีพืชผลบนคันนา ทำให้มีรายได้จากการขายข้าว และมีรายได้เสริมจากการขายพืชผักบนคันนา อย่างน้อยวันละ 100-200 บาท ซึ่งตลาดไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล ในหมู่บ้านมี 500 หลังคาเรือน ขายผักให้คนในหมู่บ้านก็แทบไม่พอแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านตื่นตัวกันมากขึ้น พอเห็นคนที่เข้าร่วมโครงการประสบความสำเร็จจึงอยากเข้าร่วมโครงการบ้าง บางส่วนก็ไปปลูกผักบนคันนาตามบ้าง คนนั้นปลูกอย่างอีกคนปลูกอีกอย่าง สามารถนำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันในหมู่บ้านเท่านี้ก็อยู่ได้แล้วตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

 

ผมในฐานะปราชญ์ชาวบ้านและเป็นหมอดินอาสา มุ่งมั่นที่จะทำเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้าน โดยจะพัฒนาพื้นที่ดินเค็มที่เหลืออีกกว่า 14 ไร่ ทำตามหลักการพัฒนาที่ดินที่ทางสถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ได้แนะนำไว้ ตอนนี้ปลูกโสนอัฟริกันปรับปรุงดินไปก่อน ถ้าดินดีขึ้นถึงจะเริ่มปลูกข้าว ปลูกผักบนคันนา เราต้องทำเป็นตัวอย่าง หากเราทำได้จะไปแนะนำคนอื่นเขาก็จะเชื่อมั่นแล้วนำไปทำตามเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนต่อไป

 

 

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387613

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 20:27 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วมจากพายุ “โพดุล” และ “คาจิกิ” พร้อมแจงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยตามพื้นที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่

             นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “โพดุล”และดีเปรสชั่น “คาจิกิ” กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดทันที พร้อมแนะนำให้เกษตรกรดูแลข้าว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ โดยเฉพาะบางพื้นที่มีพืชต้องเร่งเก็บเกี่ยวเพื่อหนีน้ำ ดังนี้
ข้าว ในกรณีที่น้ำท่วมขังไม่นาน น้ำสูงไม่ถึงยอดข้าว และต้นข้าวยังไม่ตาย ให้รีบระบายน้ำออกจากแปลงนาให้เหลือ 5 – 10 เซนติเมตร และให้ฟื้นฟูข้าวหลังจากน้ำลด โดยที่ต้นข้าวยังเขียวอยู่เกิน 3 วัน หากต้นข้าวในนามี สีเขียวมากขึ้นไม่ต้องใส่ปุ๋ย ให้ดูแลโรคและแมลงอย่าให้รบกวนเท่านั้น แต่หากต้นข้าวในนาเริ่มมีอาการสีเหลืองที่ใบ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นข้าว (ไม่ควรใส่ปุ๋ยยูเรียมากเกินคำแนะนำ เพราะจะทำให้ต้นข้าวเกิดโรคได้) สำหรับแปลงนาที่ข้าวออกรวง ให้ระบายน้ำจนแห้งและห้ามใส่ปุ๋ยเพราะจะทำให้ดินร้อน และต้นข้าวตายง่ายขึ้น ในกรณีที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกเต็มที่เพื่อหนีน้ำ ให้นำข้าวที่เก็บเกี่ยวไปตากเพื่อลดความชื้นโดยเร็ว สำหรับแปลงข้าวที่ตายเสียหายโดยสิ้นเชิง ให้เกษตรกรติดต่อขอรับการช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไว้
ไม้ผล ไม้ยืนต้น หลังน้ำท่วมใหม่ ๆ ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปในพื้นที่ และห้ามบุคคล รวมทั้งสัตว์เข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นพืชโดยเด็ดขาด เพราะต้นที่ถูกน้ำท่วมขังจะมีโครงสร้างง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากของพืช ทำให้ต้นไม้ทรุดโทรมและอาจตายได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้ต้นพืชตั้งตัวเร็วขึ้น ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่พืช เพราะในระยะนี้ระบบรากของพืชยังไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารพืชจากดินได้ตามปกติ ปุ๋ยทางใบอาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร 12 – 12 – 12 หรือ 12 – 9 – 6  หรือจะใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21 – 21 – 21 และ 16 – 21 – 27 ละลายน้ำพ่นให้แก่พืชก็ได้ นอกจากนี้ สามารถเตรียมปุ๋ยทางใบที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเด็กซ์โตรส 600 กรัม ฮิวมิคแอซิด 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15 – 30 – 15 จำนวน 20 กรัม ผสมสารดังกล่าวในน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบลงไปเล็กน้อย และอาจใส่สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น และพ่นสัก 2 – 3 ครั้ง
สำหรับในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เมื่อน้ำลดแล้ว และต้องการจะปลูกพืชใหม่ อาจทำได้ 2 วิธี คือ

1. ปลูกแบบไถพรวนน้อยครั้ง โดยใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบา และกระทำหลังจากที่ดินเริ่มแห้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วยในตัว ลดการรบกวนดิน และ                 2. ปลูกแบบไม่ไถพรวน วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ยังเปียกชื้นอยู่
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ หากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกซึ่งเสียหายโดยสิ้นเชิง จะมีการให้ความช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่น ๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยสานสัมพันธ์พัฒนาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387612

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยสานสัมพันธ์พัฒนาการเกษตร

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 20:18 น.
เลโซโท

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยร่วมสานสัมพันธ์ พัฒนาด้านเกษตรสู่ความมั่นคง

สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งราชอาณาจักร เลโซโท เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย ร่วมสานสัมพันธ์ พัฒนาด้านเกษตรสู่ความมั่นคง

วันที่ 9 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งราชอาณาจักรเลโซโท เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วย 4 รัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรเลโซโท ได้แก่ 1) รมว.กระทรวงการต่างประเทศ (H.E. Mr. Lesego Makgothi) 2) รมว.อุตสาหกรรมและการค้า (H.E. Mr. Habofanoe Lehana) 3) รมว.เหมืองแร่ (H.E. Mr. Keketso Sello) และ 4) รมว.การท่องเที่ยว (H.E. Joang Molapo)
โดยทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของไทยไปใช้ของราชอาณาจักรเลโซโท เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรภายในประเทศ ทั้งนี้ ในอนาคต ทั้งสองประเทศจะสานความสัมพันธ์เพื่อขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตรต่อไป

“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง “

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387177

“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง “

วันที่ 6 กันยายน 2562 – 20:21 น.
มันสำปะหลัง

“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง ”  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง สั่งชดเชยไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท ตั้งเป้าทำลายไว้ที่ จำนวน 45,399 ไร่


นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เปิดเผยภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ แก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส ได้มีมติเห็นชอบมาตรการและแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและความเสียหายของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบที่อาจเกิดขึ้น ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้

โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ได้รับผลกระทบ ไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นค่าทำลาย ไร่ละ 3,000 บาท จะดำเนินการทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดิน โดยตั้งเป้าทำลายไว้ที่ จำนวน 45,399 ไร่
ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวแล้ว โดยรวมวงเงินอนุมัติไว้ จำนวน 272 ล้านบาท เป็นค่าชดเชย 136ล้านบาท และค่าทำลาย 136 ล้านบาท รวมทั้ง สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งดำเนินการควบคุม ป้องกัน และยับยั้งการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้สร้างความเสียหายต่อการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทย ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและต้องถอนทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งด้วย ซึ่งจะมีมาตรการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศรวม 50 จังหวัด จำนวน 523,589 ครัวเรือน พื้นที่กว่า 8.6 ล้านไร่ จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 8 จังหวัดข้างต้น และพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอื่น ๆ ทั้ง 50 จังหวัด ระมัดระวังโรคดังกล่าว โดยสามารถป้องกันการระบาดได้โดยไม่นำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์จากต่างประเทศ ยกเว้นมันเส้นและหัวมันสด  ที่ไม่ติดเหง้าหรือส่วนขยายพันธุ์มาด้วย เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคและทราบแหล่งที่มา สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ กำจัดแมงพาหะนำโรค นอกจากนี้ หากพบมันสำปะหลังที่มีอาการข้างต้นให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดทันที
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ยังกล่าว เพิ่มเติมอีกว่า การแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV หรือ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูปและยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น ส่งผลทำให้ต้นโตไม่เต็มที่ ผลผลิตเสียหาย หลังจากในปีที่ผ่านมาโรคนี้ได้ถูกตรวจพบที่ จ.รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา แล้วแพร่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา

แม้ว่าจะพยายามจำกัดพื้นที่การระบาด แต่ประกอบกับมีสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว   2-3 รอบเสียหายหมด ก็ต้องเริ่มต้นปลูกกันใหม่อีก เกษตรกรต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้น ส่งผลให้ราคาท่อนพันธุ์ในปีนี้สูงถึง 2-3 บาท/ท่อน ซึ่งการระบาดของโรคนี้ ได้ขยายวงออกสู่จังหวัดข้างเคียง ผ่านการซื้อขายท่อนพันธุ์มัน ดังนั้น อยากขอความร่วมมือจากเกษตรกร ก่อนจะซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากที่ใด ควรตรวจสอบว่าท่อนพันธุ์นั้นติดโรคหรือไม่ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดของโรคลุกลามขยายวงกว้าง โดยพบการระบาดแล้วในพื้นที่ 8 จังหวัดบริเวณแนวชายแดนใกล้กับประเทศกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386973

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม

วันที่ 5 กันยายน 2562 – 18:24 น.
เกษตร,น้ำท่วม

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าเต็มกำลังแก้ปัญหาน้ำท่วม

รัฐมนตรีเกษตรฯ ส่งกำลังใจ ประชาชนและเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม พร้อมส่งหน่วยงานในสังกัดเร่งระดมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ และกำลังใจกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง สถานการณ์น้ำท่วมทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ พิจิตร อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ฯลฯ  ว่า ขณะนี้ตนเองได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงและสหกรณ์ เร่งระดมลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือ และกำลังใจกับประชาชน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ เบื้องต้น ตนเองได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาด้วยตัวเองแล้ว

โดยได้มีการให้กำลังใจ พร้อมเร่งเยียวทันทีหลังน้ำลด โดยตนเองก็ได้สั่งให้กรมปศุสัตว์ จัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพสัตว์เพื่อช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักในทั่วทุกภาคของประเทศ และน้ำท่วมในหลายพื้นที่  เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนอาหารสัตว์จำนวนมาก  ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้นำหญ้าอาหารสัตว์ไปช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นแล้ว  แต่ยังพบว่ามีเกษตรกรที่ขาดแคลน   มีความต้องการอาหารสัตว์และวิตามินอีกเป็นจำนวนมาก กรมปศุสัตว์ได้บรรจุถุงยังชีพสัตว์กว่า  2,000 ชุด โดยในแต่ละถุงประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ  วิตามินละลายน้ำ  ยากำจัดพยาธิชนิดน้ำ  แร่ธาตุก้อน  อาหารสุนัข แมว และอาหารไก่

ขณะเดียวกันยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าสำรวจความเสียหายพื้นที่การเกษตรทันทีหลังน้ำลด โดยล่าสุดเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้ออกเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตร ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้บางพื้นที่เป็นช่วงที่บางพืชเก็บเกี่ยว จึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกร และกำชับให้ทุกจังหวัดรายงานผลสำรวจให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทุกวัน

ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยนั้น หากผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ ก็จะให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน โดยกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม เช่น สนับสนุนปัจจัยการผลิตสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ จะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386787

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลก

วันที่ 4 กันยายน 2562 – 22:59 น.
กรมชลประทาน

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3

นายทองเปลว  กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมในพิธีเปิด 1,300 คน จาก 84 ประเทศ
รองผู้ว่าการเมืองบาหลีกล่าวต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกพร้อมกับได้แนะนำระบบการบริหารจัดการชลประทานของโครงการ Subak ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของบาหลี และได้รับการบันทึกโดยยูเนสโกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก
ประธาน ICID , มร . Felix B. Reinders , กล่าวถึงประเทศอินโดนีเซียว่าได้เรียนรู้เทคนิคทางเลือกทางการชลประทานเพื่อประหยัดน้ำ เช่น การชลประทานระบบน้ำหยด (drip Irrigation) เขาได้เน้นความพยายามขั้นพิเศษในการชลประทานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก  ทั้งนี้ 20% ของพื้นที่ชลประทานสามารถจัดหาอาหารได้กว่า 40% ทั่วโลก เราจำเป็นต้องพยายามเป็น 2 เท่าในอนาคตข้างหน้าเพราะความต้องการอาหารจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2593 ”
ประธาน World Water Council และรัฐมนตรีงานสาธารณะและบ้านของอินโดนิเซียได้ขึ้นกล่าวในประเด็นหัวข้อหลักของการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 “ ความมั่นคงการพัฒนาด้านน้ำ , อาหารและโภชนาการในสภาพแวดล้อมทางการแข่งขัน” ว่าการตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตนั้นอาหารจะต้องมีการผลิตเป็น 2 เท่าในปี 2593 เนื่องจากจะมีประชากรของโลกเพิ่มเป็น 2 เท่า ขณะที่พื้นดินและน้ำกลายมาเป็นข้อจำกัด ดังนั้น เราจึงมีความจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นนวัตกรรมและมีความเข้มแข็ง เพื่อเอาชนะความหิวโหยและความยากจน

   ในพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 มีการมอบรางวัล World Irrigation and Drainage 2019 ให้กับศาสตราจารย์ ดร. ชันดรา มัดคามูตู จากประเทศแคนนาดาพร้อมเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐ

นายกฯ ควง รมว.เกษตรลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386782

นายกฯ ควง รมว.เกษตรลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

วันที่ 4 กันยายน 2562 – 22:29 น.
รมวเกษตร,น้ำท่วม

นายกฯ ควง รมว.เกษตรลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมเร่งเยียวยาวทันที่

นายกฯ นำคณะลงพื้นที่”พิษณุโลก-สุโขทัย” ตรวจน้ำท่วม พร้อมประชุมร่วมผู้ว่าฯ 17 จว.ภาคเหนือติดตามสถานการณ์ ระบุในหลวง ร.10 ทรงห่วงปชช.รับสั่งให้ดูแลให้ดีที่สุด กำชับหาแนวทางคุยเอกชนทำพื้นที่กักเก็บน้ำ

วันที่ 4 ก.ย.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน โดยก่อนการประชุมร่วมกับผู้ว่า 17 จังหวัด นายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับกลุ่มนักเรียนวิทยาลัยอาชีวะ สาขาอาหารและโภชนาการ จ.พิษณุโลก ที่มาจัดทำอาหารว่างให้การต้อนคณะของนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการ 17 จังหวัด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาพบกันในวันนี้ ขอให้ทุกคนในฐานะคนรุ่นใหม่ได้ช่วยกัน ในส่วนของนายกฯ จะต้องทำงานให้กับคนทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า เพราะวันนี้เราไม่สามารถทิ้งคนรุ่นเก่าได้เนื่องจากทุกอย่างมีการศึกษาต่อเนื่อง มีประวัติศาสตร์ของชาติ และขอทุกคนอย่าทิ้งอัตลักษณ์ความเป็นไทย  จากนั้นได้กล่าวมอบนโยบายว่า วันนี้นำรัฐมนตรีมาด้วย ทั้งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ส่วนรัฐมนตรีท่านอื่นบางคนติดการประชุมสภาฯเลยมาด้วยไม่ได้ แต่ก็ยังมีปลัดกระทรวงมาหลายท่าน ขอกำชับเรื่องพื้นที่กักเก็บน้ำ

โดยให้หาแนวทางคุยกับเอกชนที่มีพื้นที่ เพื่อจัดทำทำพื้นที่กักเก็บน้ำใน โครงการต่างๆเพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำยมพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดสุโขทัย หากโครงการใหญ่ดำเนินการได้ยาก ก็ต้องเร่งดำเนินการในโครงการเล็กไปก่อน เพื่อให้สามารถได้ประโยชน์ในภาพรวม และจะต้องหาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำอย่าให้เกิดการระบายน้ำทิ้งอย่างเดียว แต่ต้องเอาน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ด้านพื้นที่การเกษตรด้วย                 อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือระยะสั้นประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น การฝึกอาชีพหลังน้ำลด เพราะนอกเหนือจากการบริหารจัดการน้ำแล้วรัฐบาลต้องการให้ประชาชน ต้องดูในเรื่องของการประกอบอาชีพที่สามารถสร้างรายได้และเป็นที่ต้องการของตลาดไม่ว่าจะเป็นชนิดของพืชหรือการปศุสัตว์ ส่วนเรื่องงบประมาณโครงการไหนถ้ายังไม่มีงบประมาณรัฐบาลก็พยายามจะจัดหางบให้ ทั้งนี้รู้สึกเสียใจกับการสูญเสียของประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะดูแลอย่างเต็มที่ตามระเบียบ “ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงและมีพระราชกระแสรับสั่งมาโดยตลอด ให้ดูแลประชาชนให้ดีที่สุด
ด้านนายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ว่าตนเองได้รับรายงานจากนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานว่า ที่อำเภอเนินมะปรางซึ่งฝนที่ตกหนักมาตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ทำให้น้ำจากแม่น้ำชมพูล้นตลิ่งท่วมพื้นที่เกษตร แล้วไหลลงมาท่วมอำเภอบางกระทุ่ม ก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำน่านที่อำเภอเมือง จ.พิจิตร ขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ส่วนที่อำเภอวังทองซึ่งแม่น้ำวังทองที่ไหลผ่านมีระดับสูงขึ้นจนล้นตลิ่งเนื่องจากฝนตกหนักในเทือกเขาเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นต้นน้ำและตกหนักในอำเภอวังทองด้วย ขณะนี้ระดับน้ำลดลงแล้ว หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติใน 2-3 วัน

สำหรับการแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนในจ.พิษณุโลกที่นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นโครงการที่ชาวพิษณุโลกต้องการได้แก่ โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพู ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง ความจุ 90 ล้านลบ. ม. ซึ่งจะสามารถบรรเทาภัยน้ำท่วมในอำเภอเนินมะปรางและบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก รวมทั้งอำเภอเมือง จ.พิจิตร งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนโครงการพัฒนาลุ่มน้ำวังทองซึ่งจะสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่งได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยระเบย ความจุ 40 ล้านลบ. ม. งบประมาณ 1,550 ล้านบาทและอ่างเก็บน้ำห้วยแยง ความจุ 40 ล้านลบ. ม. เช่นกันที่ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย สำหรับบรรเทาอุทกภัยในอำเภอวังทองและบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก รวมทั้งอำเภอเมือง จ.พิจิตร งบประมาณ 846 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 3,996 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยซ้ำซากและเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งอย่างพอเพียง

สำหรับจ.สุโขทัยมีแผนงานปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำทั้งระบบของแม่น้ำยม โดยมีเป้าหมายให้สามารถรองรับน้ำที่ไหลผ่านอำเภอศรีสัชนาลัยได้สูงสุด1,400 ลบ. ม./วินาทีประกอบด้วยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในลำน้ำสาขาและประตูระบายน้ำแม่น้ำยมในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนและตอนกลางเพื่อเก็บกักน้ำในลำน้ำสาขาของแม่น้ำยม ลดยอดน้ำของแม่น้ำยมตอนบนและตอนกลางที่จะไหลลงพื้นที่แม่น้ำยมตอนล่าง ปรับปรุงคลองผันน้ำและประตูระบายน้ำเพื่อให้สามารถผันน้ำเลี่ยงเขตเศรษฐกิจเมืองสุโขทัยออกทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำยม จากเดิมที่เคยรองรับน้ำได้ศักยภาพสูงสุดประมาณ 250 ลบ. ม./วินาทีเพิ่มเป็นศักยภาพสูงสุดประมาณ 500 ลบ. ม./วินาทีลงสู่คลองยมน่าน 300 ลบ. ม./วินาที และลงสู่แม่น้ำยมสายเก่า 200 ลบ. ม./วินาที ปรับปรุงคลองระบายน้ำฝั่งขวาที่รับจากน้ำจากประตูระบายน้ำฝั่งขวาเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ให้สมบูรณ์ทั้งระบบเพื่อให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 100 ลบ. ม./วินาที และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเข้าสู่คลองธรรมชาติทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาที่เชื่อมกับแม่น้ำยมเพื่อผันน้ำเข้าสู่ทุ่งและแก้มลิงธรรมชาติ จากเดิมที่สามารถตัดยอดน้ำได้ 130 ลบ. ม./วินาทีเพิ่มเป็นศักยภาพสูงสุดประมาณ 250 ลบ. ม./วินาทีซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างปีหน้า
“ผมได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในสังกัดให้ มีการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง         โดยบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน เตรียมฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่งความช่วยเหลือให้ประชาชนอย่างเร็วที่สุด ซึ่งจะต้องเร่งเข้าตรวจสอบข้อมูลความเสียหาย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเกษตรอำเภอ เกษตรตำบลทุกพื้นที่ ต้องเร่งสำรวจความเสียหาย และภายใน 1 สัปดาห์หลังน้ำลดจะต้องมีการรายงานข้อมูลเข้ามา พร้อมกับย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามจูงน้ำมาใช้ประโยชน์ ในภายหลัง และจะต้องพิจารณาแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม ขณะที่กรมประมงจะต้องจัดหาพันธุ์ปลาเลี้ยง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง ส่วนพืชไร่พืชสวน ที่ได้รับความเสียหาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดูเรื่องเมล็ดพันธุ์ การปลูกพืชทดแทน นายเฉลิมชัย  กล่าว

รมว. เกษตรฯ กำชับกรมชลฯ รับอิทธิพลพายุลูกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386281

รมว. เกษตรฯ กำชับกรมชลฯ รับอิทธิพลพายุลูกใหม่

วันที่ 2 กันยายน 2562 – 11:05 น.
รมวเกษตร

รมว. เกษตรฯ กำชับกรมชลฯ รับอิทธิพลพายุลูกใหม่ ย้ำบรรเทาผลกระทบให้มากที่สุด

รมว. เกษตรฯ ย้ำกรมชลประทานเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังภาคอีสานที่จะมีฝนตกหนักอีกระลอกจากพายุลูกใหม่ ขณะเดียวกันสั่งการกรมปศุสัตว์เร่งอพยพสัตว์จากพื้นที่น้ำท่วม สนับสนุนเสบียง และดูแลสุขภาพสัตว์ของเกษตรกร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยได้เริ่มคลี่คลาย โดยเหลือพื้นที่น้ำท่วม16 จังหวัดได้แก่ แพร่ พิจิตร น่าน พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร สกลนคร ส่วนพื้นที่ที่เข้าสู่ภาวะปกติแล้วมี 5 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สระแก้ว ชุมพร และระนอง ทั้งนี้ได้กำชับนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานให้เร่งสูบน้ำจากทั้งพื้นที่เกษตรเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรเนื่องจากหลายพื้นที่ใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว  ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนที่เหลือให้เร่งระบายน้ำออกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนด้วย

ทั้งนี้จากการที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนว่า พายุดีเปรสชันที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะไหหลำในวันนี้ (2 กันยายน 62) จะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักบางแห่ง โดยอาจน้ำท่วมฉับพลันและน้ำไหลหลากได้ จึงให้กรมชลประทานเตรียมรับสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มีน้อยที่สุด

สำหรับพื้นที่ที่น้ำลดแล้วได้สั่งการนายสำราญ สารบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรให้มอบหมายเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดเข้าสำรวจโดยด่วน รวบรวมข้อมูลความเสียหายมายังกระทรวงเกษตรฯ เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือต่อไป

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ได้รับรายงานจากนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ถึงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำปศุสัตว์แล้วประสบภัยน้ำท่วม โดยสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์เป็นหญ้าแห้งแก่เกษตรกรที่เลี้ยงโค-กระบือในอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ส่วนที่จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดได้ช่วยอพยพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรได้แก่ สุกร 12 ตัวและโค 3 ตัว พร้อมมอบเวชภัณฑ์ เสบียงอาหารสัตว์ และแนะนำการดูแลสุขภาพเลี้ยงสัตว์

ส่วนที่จังหวัดร้อยเอ็ดนั้นได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่บ้านโนนเชียงหวาง หมู่ที่ 7และ 10 ตำบลโคกกกม่วง อำเภอโพนทอง จากนั้นได้แจกหญ้าแห้งอัดฟ่อน 200 ฟ่อนแก่เกษตรกรที่ขาดแคลนอาหารสัตว์ และที่จังหวัดยโสธร เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอป่าติ้วมอบหญ้าแห้งอัดฟ่อน 5,000 กิโลกรัมแก่เกษตรกร  24 รายเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นโค 126 ตัวที่จุดอพยพสัตว์โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงเพ็ง ตำบลเชียงเพ็ง

นอกจากนี้ปศุสัตว์จังหวัดยโสธรยังเข้าช่วยเหลือสุนัขที่ศูนย์พักพิงสุนัขบ้านเมตตาซึ่งประสบภัยน้ำท่วม โดยศูนย์พักพิงนี้อยู่ที่ตำบลน้ำคำใหญ่ อำเภอเมืองยโสธรซึ่งเลี้ยงสุนัขไว้ 90 ตัว โดยมอบเตียงไม้ไผ่ (ตะแคร่) สำหรับให้สุนัขหนีน้ำขึ้นมาพัก 3 เตียงและยาฆ่าเชื้อ 3 ขวด พร้อมให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพสัตว์ในช่วงฝนตกและมีน้ำท่วมขัง อีกทั้งจัดชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วสำหรับการให้การดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ หรือ Farmer Center ซึ่งเข้าถึงทุกพื้นที่ได้ทันที

“ขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการดูแลติดตาม ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติในทุกพื้นที่ แล้วรายงานมายังศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติกระทรวงเกษตรฯ ทุกวัน กรณีที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางให้เสนอเข้ามาโดยด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ” นายเฉลิมชัยกล่าว

ธรรมนัส​ – มาดามเดียร์​ ลุยตรวจน้ำท่วม​ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386233

ธรรมนัส​ – มาดามเดียร์​ ลุยตรวจน้ำท่วม​ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น​

วันที่ 1 กันยายน 2562 – 21:21 น.
ธรรมนัส,น้ำท่วม

ธรรมนัส​ – มาดามเดียร์​ ลุยตรวจน้ำท่วม​ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น​            

ร.อ.ธรรมนัส​ พรหมเผ่า​ รมช.เกษตรฯ พร้อม​ น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี  “มาดามเดียร์” ลงพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมมอบถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย

วันที่ 1 ก.ย.2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ​  อาทิ “มาดามเดียร์”  น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายวัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ และ น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ  ได้ขึ้นเครื่องบิน​เฮลิคอปเตอร์ ลงพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จากผลกระทบพายุโซนร้อน โพดุล  สร้างความเดือดร้อนให้ประชาขนเป็นจำนวนมาก

โดย จุดแรก​ ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลบ้านไผ่ เพื่อมอบกระเช้าและเงินช่วยเหลือประชาชน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ได้รับบาดเจ็บจากการเข้าช่วยเหลือน้ำท่วม รวมทั้งมอบเงินช่วยเหลือแก่ นางศิลากร จันโทแพง ซึ่งลูกชายวัย 20 ปี เสียชีวิตจากไฟฟ้าซ็อต ขณะช่วยเพื่อนบ้านขนของ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบนามบัตรส่วนตัวไว้ให้ด้วย​ สำหรับโทรติดต่อขอความช่วยเหลือในเรื่องที่เดือดร้อน​ ก่อนจะเดินทางไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่ศูนย์บัญชาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากพายุ โพดุล บริเวณหน้าโรงเรียนกรุณาศึกษา อ.บ้านไผ่ ตามลำดับ​

ร้อยเอก​ ธรรมนัส​ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่า​  วันนี้มาในนามรัฐบาล​ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม​ และพลเอกประวิตร​ วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี​ ในฐานะกำกับดูแลคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ มีความห่วงใยประชาชนและเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน จึงสั่งการให้ตนลงพื้นที่เพื่อมาติดตามสถานการณ์ พร้อมกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มาพบและช่วยเหลือประชาขน ที่ อ.บ้านไผ่​ ที่ได้รับผลกระทบพายุโซนร้อน โพดุล

สำหรับสถานการณ์ที่ อ.บ้านไผ่ ณ เวลานี้ เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ถนนทุกสายสามารถใช้การได้ตามปกติ   แต่สิ่งที่ต้องดูแลหลังจากนี้  คือพี่น้อง ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งเรื่องบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า พืชผลทางการเกษตร ตลอดจนสัตว์เลี้ยงได้รับความเสียหาย ซึ่งทางรัฐบาลต้องดูแล ส่วนกรณีมีประชาชนถูกไฟฟ้าซ็อตเสียชีวิตนั้น ตนเองได้เดินทางไปพบกับแม่และญาติผู้เสียชีวิตแล้ว ขณะที่ทางจังหวัดช่วยเรื่องค่าจัดการศพ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการไปแล้ว ซึ่งเหตุการณ์น้ำหลากที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากปริมาณฝนที่ตกหนัก จากพายุ ถือเป็นเหตุสุดวิสัย หลังจากนี้ต้องไปศึกษาว่าเหตุใดการระบายน้ำจึงล่าช้า เพื่อแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้​  ร้อยเอก ธรรมนัส​ ยังเปิดเผยว่า​ ในส่วนของการเยียวยาพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น​ เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำรวจ พื้นที่เกษตร  เพื่อเร่งเยียวยาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

จากนั้น​ ร.อ.ธรรมนัส​ พร้อมคณะได้ เดินทางไปเยี่ยมประชาชนที่ชุมชนสะพานขาว ซึ่งหนีน้ำมาอาศัยอยู่หลายครอบครัว ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบหมายให้ทางจังหวัดเข้ามาสำรวจความเสียหายเพื่อเร่งช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน​ เวลาต่อมา ร.อ.ธรรมนัส พร้อมคณะเดินทางไปมอบถุงยังชีพให้แก่พี่น้องประชาชนชาว อ.บ้านไผ่ จำนวน 2 พันคน พร้อมรับปากกับประชาชนว่า รัฐบาลจะไม่ทิ้งพี่น้องประชาชน และไม่ปล่อยให้ท่านอยู่ตามลำพังอย่างแน่นอน

ทั้งนี้​ ร.อ.ธรรมนัส​ พร้อมคณะ​ ยังได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์​ ไปที่บ้านคงน้อย​ ต.แวงน่าน อ.เมือง จ.มหาสารคาม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม​ ก่อนจะเดินทางกลับไปที่สนามบินขอนแก่น​ และเข้าที่พักภายในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น​ เพื่อปฎิบัติภารกิจต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้(2ก.ย.)