กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมหวังครองใจคนทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมหวังครองใจคนทั่วโลก

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:22 น.
กรมการข้าว,เมล็ดพันธุ์ข้าว,วิจัย,ข้าวหอมมะลิ
เปิดอ่าน 55 ครั้ง

กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอม ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นทั้งด้านความหอม รสชาติ ความเหนียวนุ่ม หวังครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับต้นของโลกต่อไป 

21 พฤศจิกายน 2562 กรมการข้าวเร่งวิจัยพันธุ์ข้าวหอมที่มีศักยภาพการจำหน่ายในตลาดโลกให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นทั้งด้านความหอม รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปลักษณะ ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรถึงระบบการปลูก การเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาเพื่อให้ข้าวหอมไทยยังครองใจของผู้บริโภคเป็นอันดับต้นของโลกต่อไป

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนาข้าวหอมมะลิของไทยว่า ปัจจุบันข้าวหอมมะลิไทยส่งออกได้มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่กรมการข้าวยังคงส่งเสริมศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดเพื่อให้ไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิชั้นเลิศที่ดีที่สุด โดยจะเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้านุ่ม ข้าวเจ้านุ่มหอม

รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว การอบลดความชื้น และการเก็บรักษาเพื่อยกระดับคุณภาพและความหอมตามเอกลักษณ์ข้าวหอมมะลิไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวหอมมะลิชั้นดี รวมทั้งให้มีการผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

สำหรับการเก็บรักษาข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วจะสนับสนุนเครื่องอบลดความชื้น การสร้างยุ้งฉางให้แก่สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรเพื่อรักษาคุณภาพ ความหอม และทยอยผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อไม่ให้ถูกกดราคา ในด้านการตลาดนั้นจะเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุก

โดยการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่า คุณภาพ และเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทยทั้งภายในและต่างประเทศให้แพร่หลายมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการส่งออกข้าวหอมมะลิของประเทศไทยให้มากขึ้น ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบนโยบายให้บูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการวิจัยและส่งเสริมการผลิตและขยายตลาดข้าวหอมมะลิไทยอย่างเต็มที่

ทั้งนี้กรมการข้าวมั่นใจว่า  การวิจัยและพัฒนาดังกล่าวจะทำให้ไทยมีโอกาสจะคืนตำแหน่งอันดับหนึ่งในการประกวด “ข้าวที่ดีที่สุดในโลก” (Best Rice in the World) ได้อีกแน่นอน ปัจจุบันในโลกมีข้าวมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ ซึ่งได้มีจัดการประกวดข้าวโลกของงาน World Rice Conference ทุกปี

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อยกย่องข้าวคุณภาพของแต่ละประเทศและกระตุ้นให้มีการพัฒนาสินค้าข้าวของผู้ส่งออกในแต่ละตราสินค้า จากการประกวด 11 ครั้งในงานนี้ข้าวหอมมะลิไทยชนะเลิศ 5 ครั้ง จากทั้งหมด 11 ครั้ง ขณะที่กัมพูชาชนะเลิศ 4 ครั้ง และเวียดนามชนะเลิศเป็นครั้งแรกในปีนี้

นอกจากนี้มีเมียนมาที่ชนะเลิศ 1 ครั้ง สหรัฐอเมริกาชนะเลิศ 2 ครั้งโดยข้าวหอมมะลิไทยได้อันดับที่ 2  เกณฑ์การตัดสินพิจารณา 4 ด้านได้แก่ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และ รูปร่างลักษณะของเมล็ด ดังนั้นกรมการข้าวจะเร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิของไทยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นตามเกณฑ์การตัดสินซึ่งจะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในด้านคุณภาพมากขึ้นและส่งผลให้ตลาดส่งออกขยายตัวขึ้นด้วย

ฟาร์มไก่ปารีณาต้องหยุดกิจการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฟาร์มไก่ปารีณาต้องหยุดกิจการ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:04 น.
สปก,ธรรมนัส,ปารีณา
เปิดอ่าน 138 ครั้ง

ธรรมนัส ระบุ ฟาร์มไก่ ปารีณา ต้องหยุดกิจการ หลังปิดป้าย สั่งส.ป.ก.ทุกจังหวัดสแกนผู้ถือครองผิดกฎหมายทุกรายห้ามเลือกปฏิบัติ

21 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)

ให้แถลงข่าวความคืบหน้าการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด ร่วมกับกรมป่าไม้ ในกรณีการตรวจสอบพื้นที่ส.ป.ก.และป่าไม้ ถือครองโดยน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กว่า1.7พันไร่ ตั้งฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หลังจากที่ส.ป.ก.เข้าปิดป้ายแสดงสิทธิในที่ดินเป็นที่ดินของส.ป.ก.บุคคลภายนอกข้ามเข้า เพื่อดำเนินการทางกฎหมายส.ป.ก.ยึดคืนพื้นที่และต้องหยุดกิจการ ส่วนจะหยุดเมื่อใดนั้นตนไม่มั่นใจ ต้องถามเลขาฯส.ป.ก.เพราะขั้นตอนกฎหมายมีกรอบช่วงเวลาให้ปฏิบัติชัดเจนอยู่แล้ว

พร้อมกันนี้ได้กำหนดเป็นนโยบายให้เข้าการตรวจสอบที่ดินส.ป.ก.ทั่วประเทศ ได้สั่งสแกนทุกแปลง อย่าเลือกปฏิบัติ หากรายใดถือครองผิดกฎหมาย  เร่งดำเนินการตามกฎหมายยึดคืนทั้งหมดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี  ให้จัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้ เกษตรกรภายใต้นโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

เดินหน้ายึดคืนแปลงส.ป.ก.ฟาร์มไก่ เอ๋ ปารีณา หลังปักป้ายหน้าแปลง ให้เวลา30วัน หาหลักฐานโต้แย้ง ระบุทางออกยอมคืนเรื่องจบ

แหล่งข่าวจากสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯสั่งให้คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย จากส่วนกลาง เข้าดำเนินการตามกฎหมายส.ป.ก.กับแปลงฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เนื้อที่กว่า1.7พันไร่ หลังจากที่ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี ได้ปักป้ายหน้าฟาร์มไก่ ว่าเป็นพื้นที่ของปฏิรูปที่ดินห้ามบุคคลภายนอกเข้า โดยไปปักป้ายไว้ตั้งแต่สองวันที่ผ่านมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแนวเขตพื้นที่ร่วมกับกรมป่าไม้ เพื่อยึดคืนพื้นที่ ซึ่งจากนี้ส.ป.ก.ให้เวลา30วันในการแสดงหลักฐานการถือครองที่ดินแปลงส.ป.ก.

“ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี นำป้ายไปปักแล้วเป็นที่ดินส.ป.ก.ห้ามเข้า เมื่อ 2-3วันแล้ว โดยในระหว่างนี้ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ จะเข้าวัดพิกัดแนวเขตพื้นที่ทั้งหมด พร้อมภาพถ่ายทางอากาศ จะทำให้กำหนดแนวเขตได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้ง น.ส.ปารีณา จะต้องนำหลักฐานมาโต้แย้งภายใน 30 วัน  ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ในพื้นที่ยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ สั่งให้เบรกเรื่องการตรวจสอบยึดคืนพื้นที่นี้แต่อย่างใด”แหล่งข่าว กล่าว

หวั่นโทษหนักเกษตรพร้อมคืน 3 สารต้องห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400160?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หวั่นโทษหนักเกษตรพร้อมคืน 3 สารต้องห้าม

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สารเคมี,แบน 3 สาร,มนัญญา,เกษตรกร,คืนสารเคมี
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

เกษตรกรพร้อมนำสารเคมี 3 ชนิดคืนรัฐทันทีที่ประกาศยกเลิกมีผล หวั่นโทษหนักปรับสูงนับล้าน

21 พฤศจิกายน 2562 เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยระบุ เกษตรกรจะนำสารเคมี 3 ชนิดไปคืนรัฐทันทีที่ประกาศยกเลิกการใช้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม หวั่นติดคุกติดตารางและเสียค่าปรับเป็นแสนเป็นล้าน ขอรมต.ที่เกี่ยวข้อง 3 กระทรวงรอรับจะนำไปมอบคืนถึงห้องทำงาน ทางด้านกลุ่มผู้เห็นด้วยกับการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวถึงกรณีที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ในวันที่ 1 ธันวาคม สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสจะกลายเป็นสิ่งกฎหมาย ผู้ใดมีไว้ในครอบครองจะมีโทษหนัก ทั้งนี้ได้ศึกษาบทลงโทษตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย มาตรา 74 ระบุว่า มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ากระทำผิดโดยประมาทมีโทษปรับไม่เกิน 800,000 บาท

ทำให้เกษตรกรราว 20,000 คนซึ่งเกรงกลัวโทษได้ประสานมายังสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเพื่อจะขอนำมาส่งคืนรัฐด้วยตนเอง โดยจะไปคืนที่ห้องทำงานนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ น.ส. มนัญญา รมช. เกษตรฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว. สาธารณสุข และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม นอกจากนี้เกษตรกรยังมีความกังวลเรื่องค่าทำลายสารเคมีเนื่องจากรมช. มนัญญาระบุว่า เป็นภาระของผู้ครอบครอง ใครใช้เงินหลวงทำลายถึงขั้นติดคุก จึงต้องการถามกระทรวงเกษตรฯ ว่า เกษตรกรซึ่งซื้อสารเคมีไว้เพื่อใช้ในไร่ในสวน แล้วยังมีเหลือคงค้างอยู่จะหาเงินจากไหนมา

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า การยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยเฉพาะพาราควอตกับไกลโฟเซตซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพ โดยเกษตรกรใช้กันมาเกือบ 50 ปีทำให้เกษตรกรขาดเครื่องมือในการประกอบอาชีพ โดยที่กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่มีมาตรการรองรับใดๆ ออกมานั้น ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศแจ้งมาว่า ต้องการร้องต่อศาลปกครอง ทางสมาพันธ์จึงได้จัดทำแบบฟอร์มให้ผู้ที่เดือดร้อนลงชื่อเป็นโจทย์ร่วมกัน โดยสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมดให้ทนายนำร้องศาลปกครองในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ทันทีที่กฎหมายยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรมั่นใจว่า เกษตรกรรมวิถีอินทรีย์เป็นคำตอบให้เกษตรกรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล ทางเครือข่ายเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการทางการเงินมาช่วยเหลือเกษตรกร

ทั้งนี้ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนชดเชย เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในช่วงปรับเปลี่ยน รวมถึงจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรกรรมยั่งยืน มาตรการทางภาษี โดยลดภาษีนำเข้าเครื่องมือ-อุปกรณ์การเกษตรที่เข้ามาทดแทนการใช้สารเคมีและส่งเสริมการพัฒนาเครื่องและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร มาตรการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเช่น จัดตั้งพ.ร.บ. ควบคุมสารเคมีโดยให้แยกออกจากพ.ร.บ. วัตถุอันตรายและจัดตั้งพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืน

ทั้งนี้เครือข่ายเกษตรอินทรีย์อยู่ทั่วประเทศพร้อมจะเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าไปเรียนรู้พร้อมเผยแพร่เทคนิคและวิธีการจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สามารถทำบนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ระดับ 400-500 ไร่ได้ ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรยั่งยืนประมาณ 33 ล้านไร่ โดยเป็นเกษตรอินทรีย์กว่า 1 ล้านไร่และได้รับการรับรองแล้วประมาณ 500,000 ไร่

“แม้มีกลุ่มผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเรียกร้องให้มีการคงระดับค่าตกค้างสารเคมีในผลผลิต รวมไปถึงให้ทบทวนการยกเลิกใช้เช่นเดียวกับการมีเสียงข้อเรียกร้องในวงวิชาการบางส่วนให้มีการเลื่อนยกเลิกสารพาราควอตออกไปก่อน แต่ทางเครือข่ายยืนยันข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดตามระยะเวลาที่กำหนด” นายวิฑูรย์กล่าว

ได้ฤกษ์…รังวัดแนวเขตฟาร์มไก่ปารีณาศุกร์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400149?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ได้ฤกษ์…รังวัดแนวเขตฟาร์มไก่ปารีณาศุกร์นี้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
อรรถพล เจริญชันษา,อธิบดีกรมป่าไม้,สปก,ธรรมนัส,ปารีณา,ฟาร์ไก่,เขาสนฟาร์ม
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

22พ.ย.ได้กฤษ์ กรมป่าไม้ -ส.ป.ก.เข้ารังวัดและชี้แนวเขต ฟาร์มไก่ ปารีณา

21 พฤศจิกายน 2562  นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

ซึ่งน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐระบุว่า ทำฟาร์มไก่ รวมทั้งได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ด้วย ทั้งนี้นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้เร่งรังวัดใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ทราบพิกัดว่า แปลงใดอยู่ในเขตป่าไม้และแปลงใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งเนื้อที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานมีเท่าไรเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

สำหรับคณะทำงานตรวจสอบประกอบด้วยนายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้เป็นประธานและมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของกรมป่าไม้ รวม 13 คนเป็นกรรมการ ประกอบด้วยป่าไม้จังหวัด ปฏิรูปที่ดินจังหวัด และฝ่ายความมั่นคงที่กำลังนัดหมายน.ส. ปารีณาอีกครั้ง หลังจากที่ได้นัดหมายมาครั้งหนึ่งซึ่งน.ส. ปารีณาแจ้งว่า ไม่สะดวกเนื่องจากติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกทั้งต้องปิดฟาร์มเพื่อฉีดยาให้ไก่ ตามกำหนดวงรอบ 45 วัน จะให้เข้ารังวัดและนำชี้แนวเขตได้ในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้

โดยจะทำงานร่วมกับคณะทำงานของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมีพันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการส.ป.ก. เป็นประธาน ขณะนี้คณะทำงานของกรมป่าไม้เตรียมนัดหมายคณะทำงานของส.ป.ก. เข้ารังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว ตามขั้นตอนจะต้องให้ผู้ครอบครองนำชี้แนวเขตด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างที่คณะกรรมการตรวจสอบการครอบครองที่ดินของรัฐที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นประธาน

ก่อนหน้านี้ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรววงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศที่ดินแปลงที่น.ส. ปารีณาครอบครองอาจทับซ้อนกันระหว่างเขตส.ป.กและเขตป่าไม้ แต่มีข้อสังเกตว่า บริเวณที่อยู่กลางเขาไม่น่าจะเป็นที่ของส.ป.ก. จึงสั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. เร่งประสานอธิบดีกรมป่าไม้เข้าตรวจสอบ

แหล่งข่าวจากส.ป.ก. เปิดเผยว่า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดได้ไปติดประกาศหน้าฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” ว่า เป็นเขตส.ป.ก. มา 3 วันแล้ว ซึ่งผู้ครอบครองต้องนำหลักฐานการครอบครองที่ดินส.ป.ก. มาแสดงภายใน 30 วัน  สำหรับที่ดินบริเวณดังกล่าวเดิมเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2527

ต่อมากรมป่าไม้มอบให้ส.ป.ก. ในปี 2536 โดยส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินในปี 2554 ทั้งนี้หลังจากได้รับมอบที่จากรมป่าไม้แล้ว การที่ส.ป.ก. จะนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ต้องรังวัดที่ดิน แต่เมื่อแจ้งการเข้ารังวัด ทางครอบครัวน.ส. ปารีณาไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. จึงรังวัดจากแปลงโดยรอบพบว่า เป็นเขตปฏิรูปที่ดินประมาณ 1,000 ไร่และเป็นเขตป่าไม้ประมาณ 700 ไร่

ดังนั้นการรังวัดใหม่ครั้งนี้จะได้ข้อมูลชัดเจนว่า ที่ดินอยู่ในเขตของส.ป.ก. และกรมป่าไม้จำนวนเท่าไร อีกทั้งต้องตรวจสอบถึงการได้มาของที่ดิน ระยะเวลาที่เข้าครอบครอง หากพบว่า เข้าข่ายการยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะสามารถดำเนินคดีได้ทั้งตามประมวลกฎหมายปฏิรูปที่ดินและการป่าไม้

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ดันศักยภาพเกษตรผ่านเทคโน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ดันศักยภาพเกษตรผ่านเทคโน

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 19:17 น.
เฉลิมชัย,หารือจีน,กมธเกษตร,เซี่ยงไฮ้,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

เฉลิมชัย จับมือกมธ.เซี่ยงไฮ้ ผลักดันศักยภาพภาคเกษตร ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ฝึกอบรมกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่

20 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเข้าพบหารือกับคณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรร่วมกัน

โดยบอกว่า เซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมาก มีนโยบายหลักในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและดิน การคัดเลือกพันธุ์ การปลูก การดูแลและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ใช้พื้นที่เกษตรน้อยแต่ได้ผลผลิตมาก เน้นการฝึกอบรม ให้ความรู้ แก่เกษตรกรรุ่นใหม่ การผลักดันการจ้างงาน การบริหารจัดการรายได้ให้เกษตรกรรายบุคคล และการให้สวัสดิการด้านสุขภาพต่าง ๆ เพื่อดึงแรงงานกลับภาคการเกษตร แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานจากปัญหา Aging Society นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องการรวมกลุ่มพื้นที่ในทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระบบสหกรณ์ และสินค้าเกษตรปลอดภัยที่ลดการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

สำหรับประเทศไทยมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรที่สอดคล้องกับแนวทางของจีน อาทิ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคเกษตรผ่านการฝึกอบรมเกษตรกรที่อายุไม่เกิน 45 ปี นโยบายตลาดนำการผลิตผ่านระบบสหกรณ์ และการทำ Zoning พื้นที่เกษตร โดยฝ่ายไทยมุ่งเน้นในเรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัย และการปรับปรุงมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายมีความยินดีที่จะมีความร่วมมือกันในด้านการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการฝึกอบรมระหว่างเกษตรกรของสองประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งสองฝ่ายพร้อมจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันในเร็ววันนี้

สยามคูโบต้าตอกย้ำเกษตรปลอดการเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400140?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สยามคูโบต้าตอกย้ำเกษตรปลอดการเผา

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 19:06 น.
คูโบต้า,เกษตรปลอดการเผา
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

สยามคูโบต้า จับมือหน่วยงานด้านการเกษตร เสวนากระตุ้นตอกย้ำโครงการเกษตรปลอดการเผา (ZERO BURN)

20 พฤศจิกายน 2562 บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือหน่วยงานด้านการเกษตรชั้นนำของไทย ได้แก่ กรมการข้าว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดยได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา ทำได้อย่างไร?” ตามโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาการเผาจากภาคการเกษตร กระตุ้นให้เกษตรกรไทยในจังหวัดเชียงใหม่ รวมไปถึงภาคเหนือ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญ ตลอดจนได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำเกษตรปลอดการเผา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ และเขตพื้นที่ภาคเหนือ

สำหรับการจัดงานเสวนา นายทองมา มานะกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ นายครองชัย ตรีสัตย์ ผู้จัดการฝ่ายเครื่องจักรกลการเกษตร บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด รศ.ดร.ณัฐา โพธาภรณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายสุชาติ นิตยพงศ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมทำพิธีเปิดงานเสวนา “เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)” ในงาน “งานวันเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 9” ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

ในช่วงของการเสวนาดำเนินไปอย่างเข้มข้นจากวิทยากรของแต่ละหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ นางนิตยา รื่นสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี นายศักดา ศิริวิโรจน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผศ.ดร.สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายอำนาจ บุตรทองคำวงษ์ ผู้จัดการส่วนคูโบต้าโซลูชั่น บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด

โดยมีเนื้อหาสาระของสถานการณ์ปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาในภาคเหนือ การชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำการเกษตรแบบปลอดการเผา หลักการแนะนำองค์ความรู้ วิธีการที่จะทดแทนการเผาจากทุกหน่วยงาน ตลอดจนนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องเผาซึ่งช่วยให้เกษตรกรทำงานได้สะดวกขึ้น ตลอดจนการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา

โดยมี ผศ.ดร.จิรวรรณ กิจชัยเจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาหลักสูตร และกรรมการคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ได้นำเครื่องจักรกลการเกษตรที่ช่วยทำเกษตรปลอดการเผามาจัดแสดง อาทิ แทรกเตอร์ CHANGSUEK EDITION รถเกี่ยวนวดข้าว เครื่องสางใบอ้อย เครื่องอัดฟาง ฯลฯ นิทรรศการความรู้การจัดการและสร้างรายได้จากวัสดุทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวแบบไม่เผา รวมไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ร่วมจัดนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการส่งเสริม และสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว

ซีพีเอฟ ร่วมฟื้นฟูอาชีพชาวฟิลิปปินส์จากแผ่นดินไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400139?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ซีพีเอฟ ร่วมฟื้นฟูอาชีพชาวฟิลิปปินส์จากแผ่นดินไหว

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 18:54 น.
ซีพีเอฟ,แผ่นดินไหว,่ฟิลิปปินส์
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ร่วมฟื้นฟูอาชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในระยะยาว

20 พฤศจิกายน 2562 นายเอ็มมานูเอล ปิโยล  ประธานองค์กรพัฒนามินดาเนาของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (The Mindanao Development Authority) กล่าวว่า รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการ “การสร้างโอกาสทางอาชีพเพื่อยกระดับเศรษฐกิจในชุมชน” ลิปปินส์อย่างยั่งยืนอีกด้วย./

ทั้งนี้เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือชุมชนในเกาะมินดาเนาหลังได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ เป็นภาคเอกชนไทยที่จะนำความเชี่ยวชาญภาคปศุสัตว์ที่ทันสมัยมาช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์มีรายได้ที่มั่นคง

นายสกล ชีวะโกเศรษฐ รองประธานกรรมการ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกิจการต่างประเทศของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ ได้ร่วมมือกับ องค์กรพัฒนามินดาเนาของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์   โดยเข้ามาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวสามารถฟื้นฟูอาชีพและมีรายได้ได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ จะให้การสนับสนุนโครงการฯ ตามรูปแบบของ 4 ประสาน เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมทันสมัยที่ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ผู้ที่ประสบภัยธรรมชาติในมินดาเนา ซึ่งเป็นตามหลักปรัชญา “3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ควบคู่กัน” นายสกล กล่าว

ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ประสาน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล บริษัทเอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร โดย รัฐบาลทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่าย และอำนวยความสะดวกในการจัดสรรพื้นที่โครงการฯ ซึ่งจะก่อเริ่มสร้างในต้นปี 2563 ที่จะถึงนี้ ขณะที่ ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเทคโนโลยี ความรู้ พันธุ์สัตว์ อาหาร รวมทั้งมีสัตวแพทย์ให้บริการคำแนะนำในการเลี้ยงหมู และไก่เนื้อแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจน ช่วยรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์ตามเงื่อนไข

ซึ่งมีธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งฟิลิปปินส์ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ชุมชนสำหรับการก่อสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์และการดำเนินการต่างๆ  ส่วนชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์จะทำหน้าที่เลี้ยงสัตว์โดยมีรายได้จากผลกำไรของสหกรณ์ที่มาจากดำเนินงานโครงการ

ความร่วมมือในรูปแบบ “4 ประสาน” ไม่เพียงจะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการเกษตรทันสมัยของฟิลิปปินส์ ยังจะนำไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ส.ภัตตาคารไทยทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ส.ภัตตาคารไทยทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 11:18 น.
กุ้งก้ามกราม
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

ส.ภัตตาคารไทยทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”

สมาคมภัตตาคารไทย ผนึก Travel Radio 104.5 MHz  สานต่อบทบาท ซีเอสอาร์ เรดิโอ  อาสาโดดอุ้มกุ้ง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล ช่วยเกษตรกรไทย ทำแคมเปญ “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”  สนับสนุน นโยบายส่งเสริมการบริโภคกุ้งก้ามกราม ให้คนไทยมีโอกาสกินกุ้งคัดเกรดคุณภาพส่งออก ในราคาถูกพิเศษ  ขานรับมาตรการกรมการค้าภายในเปิดรับออเดอร์แล้ว  เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งยิ้มแป้น  ส. ภัตตาคารไทย – Travel Radio  เปิดเพจ – อิ่มสุข Delivery  และสายตรงเดลิเวอรรี่ 094-479-8118  พร้อม วางจุดเผาและจัดส่งกุ้งครอบคลุม  4 ทิศของ กทม  ให้ได้กินกุ้งเผาสดๆ ที่รวดเร็วทันใจ

จากผลการประชุมเชื่อมโยงเจรจาสนับสนุนเกษตรกรเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม  ระหว่างกรมการค้าภาย ใน   กับ สมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย โดย นายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคม  เพื่อขอภาครัฐสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อบริหารจัดการด้านต้นทุนให้ต่ำลง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาด   ซึ่งปัจจุบัน  การเพาะเลี้ยงฟาร์มกุ้งมีความได้เปรียบในเชิงพื้นที่ที่มีศักยภาพ พร้อมเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีการนำมาใช้อยู่แล้ว

นางฐนิวรรณ นายกสมาคมภัตตาคารไทย และ ผู้บริหารคลื่นสถานี Travel Radio FM 104.5 MHz ภายใต้บริษัท TNN Media 77  เปิดเผยว่า  “ภาครัฐบาลโดยกรมการค้าภายใน ให้มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้าม กรามโดยเชื่อมโยงภาคธุรกิจการค้าเพื่อช่วยกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค   โอกาสนี้ สมาคมภัตตาคารไทย  และ Travel Radio  ขันอาสารับกระจายกุ้งก้ามกราม ถึง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล ตรงสู่ผู้บริโภค ผ่านจุดแข็งของเครือข่ายร้านอาหาร ภายใต้สมาคมภัตตาคารไทย และ ความเป็นสื่อวิทยุยุคใหม่ ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม O2O (Offline to Online)  ทีได้กลายเป็น CSR Radio  ชุมชนของคนที่มีแนวคิด Caring & Sharing  โดยทำแคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน”   เพื่อประโยชน์ของสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  กลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคร่วมกัน
นางฐนิวรรณเผยเพิ่มเติมว่า  “แคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” นี้  จะเป็นการกระจายกุ้งก้ามกราม จากเกษตรกรตรงสู่ผู้บริโภค  ตัดช่องทางพ่อค้าคนกลาง  ผู้บริโภคจะได้กินกุ้งก้ามกรามในราคาถูกกว่าท้องตลาด และในคุณภาพที่เหนือกว่า  เป็นกุ้งก้ามกรามคุณภาพส่งออกขายยังต่างประเทศ  เพื่อช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหาการส่งออกกุ้งก้ามกรามในปัจจุบัน
กุ้งก้ามกรามที่นำมาจำหน่าย ผ่าน “แคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” นี้ เป็นกุ้งเกรดพรีเมี่ยม  ที่มีการคัดทั้งด้านคุณภาพและขนาดทุกตัว  ยิ่งกว่านี้ ความสดที่เน้นแม้เปลือกกุ้งที่ยังต้องคงสภาพความแข็ง   เมื่อนำมาเผาแล้วจะสด  หวานและอร่อยมาก เนื้อไม่ยุ่ย   กุ้งก้ามกรามล็อตพิเศษนี้   ได้มีการพัฒนาการเลี้ยงแบบอิสราเอล  คือ เลี้ยงเฉพาะกุ้งเพศผู้  โดยคัดแยกตั้งแต่ยังเล็ก ๆ

และทำการคัดเลือกเฉพาะพันธุ์พ่อแม่ที่ตัวโตก้ามเล็กเพราะคนไทยไม่ชอบกินก้าม  โดยได้รับใบรับรองการเลี้ยงในระบบใหม่ปลอดสารพิษ. ไม่มีสารตกค้าง ปลอดเชื้อ
การกระจายกุ้งก้ามกราม ตาม “แคมเปญพิเศษ  “ทุบราคา-กุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน” ของ สมาคมภัตตาคารไทย และ Travel Radio นี้   จะมีจำนวนเพียง 12 ตัน หรือ 12,000 กิโล  เป็นกุ้งเกรดพรีเมี่ยมคัดทุกตัว  มี  2  ขนาด  ขนาด  8 – 10 ตัว /กิโล  และ  ขนาด  11 – 13 ตัว / กิโล   โดยจำหน่ายในลักษณะ  กุ้งก้ามกรามเผาสดๆ พร้อมน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเข้มข้น จัดจ้าน  บรรจุในกล่องภาชนะพิเศษ   รับออเดอร์ผ่านช่องทางออนไลน์  โดยทำการเปิดเพจ อิ่มสุข Delivery  และเปิดสายตรง-เดลิเวอรี่ 093–479-8118  และรับออเดอร์ตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป   ยิ่งกว่านี้  ยังได้จัดวางจุดกระจายสินค้าที่ใช้เป็นจุดทำการเผากุ้งและจัดส่งที่ครอบคลุม  4 ทิศของกรุงเทพและปริมณฑล   เพื่อให้กุ้งไปถึงมือและครัวของผู้บริโภคแบบเผาสดๆ อย่างรวดเร็ว  ที่สำคัญที่สุด  คอกุ้งทั้งหลายจะได้กินกุ้งคุณภาพส่งออกในราคาถูกกว่าท้อง ตลาด และยังได้กินกุ้งที่มีคุณภาพสุงกว่า จากปากบ่อถึงครัวบ้าน   นางฐนิวรรณกล่าวปิดท้าย
อย่างไรก็ตามสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย  ขอผู้บริโภคร่วมใจสนับสนุนเกษตรกรผุ้เพาะเลี้ยง  สั่งด่วน บ้านละ  1- 2 กิโล ให้การกระจายกุ้งก้ามกราม  12 ตัน บรรลุเป้าหมาย
ส่วนทางด้านนายประกอบ  ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย  กล่าวเสริมว่า  “นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่สังคมไทยมีความเอื้ออาทรต่อกัน  การรับเป็นช่องทางกระจายกุ้งให้กับกลุ่มเกษตรกรของ สมาคมภัตตาคารไทย และ Travel Radio ในครั้งนี้   จะทำให้เกิดสีสันในสังคมและเป็นจุดกระตุ้นและตอกย้ำจิตสำนึก  Caring & Sharing  ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสังคมทุกภาคส่วน  กลุ่มเกษตรกรทั้งหลายจะมีกำลังใจในการพัฒนาทั้งวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอื่นๆ ให้สินค้ามีคุณภาพ และ ปลอดภัย ถึงปากผู้บริโภคทั้งชาวไทยและคนทั่วโลก และขอให้ผู้บริโภคร่วมใจสั่งกุ้งก้ามกรามเผา บ้านละ 1-2 กิโล ให้ 12 ตัน บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว เพื่อความหวังของเกษตรกรไทยผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ในครั้งนี้
กุ้งก้ามกรามนี้  สามารถนำมาปรุงได้หลากหลายเมนู เช่น ต้มยำ กุ้งเผา หรือแม้แต่ทอด เพราะมีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย จากความต้องการที่มีมาก แต่ปริมาณกุ้งชนิดนี้กลับมีน้อยลงในธรรมชาติ ทำให้กุ้งมีราคาแพง จึงทำให้ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด เช่น นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ฯลฯ

“เปลือกไม้ใบคราม”ผลิตภัณฑ์เด่นส่งขาย”ญี่ปุ่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399980?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“เปลือกไม้ใบคราม”ผลิตภัณฑ์เด่นส่งขาย”ญี่ปุ่น”

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 09:12 น.
ผ้าย้อมคราม
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

“เปลือกไม้ใบคราม”ผลิตภัณฑ์เด่นส่งขาย”ญี่ปุ่น”         

สกลนคร เป็นจังหวัดหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องของผ้าย้อมคราม เพราะเป็นจังหวัดที่ผลิตผ้าย้อมครามออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก แต่ถ้านึกถึงผ้าย้อมครามของสกลนครนั้น มีกลุ่มแม่บ้านกลุ่มหนึ่งในอำเภออากาศอำนวยที่มีการทำผ้าย้อมครามคุณภาพดีออกสู่ตลาดมาอย่างยาวนาน และไม่แค่เพียงทำผ้าย้อมครามเท่านั้น แต่กลุ่มแม่บ้านกลุ่มนี้ยังย้อมผ้าจากเปลือกไม้ ซึ่งเป็นเปลือกไม้ที่สามารถหาได้ตามท้องถิ่น การทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้นี้ก็สร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านและยังสร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวอีกด้วย

    ศิรายุทธ นนธิบุตร หัวหน้ากลุ่มทอผ้ามัดหมี่ ผ้าย้อมคราม และผ้าย้อมเปลือกไม้ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร เล่าว่า เริ่มต้นจากกลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านมีโครงการจัดทำเป็นกลุ่มทอผ้าลายมัดหมี่ขึ้น และมีการส่งออกไปจำหน่ายในสถานที่ต่างๆ ต่อมากลุ่มแม่บ้านก็มีความคิดเห็นกันว่าต้องการที่จะแปรรูปผ้าลายมัดหมี่นั้นให้เป็นกระเป๋า เสื้อผ้า พวงกุญแจ ร่ม และกิฟต์ช็อปต่างๆ

หลังจากนั้นกลุ่มแม่บ้านจึงเล็งเห็นว่าผ้าลายมัดหมี่ต่างๆ มีความสวยงาม เพราะเป็นผ้าลายมัดหมี่ ที่ทำขึ้นมาเองโดยสมาชิกกลุ่มแม่บ้าน และมองเห็นว่าถ้าจำหน่ายเฉพาะผ้าลายมัดหมี่ที่ทอขึ้นมาเพียงอย่างเดียว รายได้ที่ได้จากการจำหน่ายค่อยข้างน้อย ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัว หลังจากนั้นจึงลองนำผ้ามัดหมี่มาย้อมตามสีธรรมชาติ นั่นก็คือ สีครามและสีจากเปลือกไม้ ซึ่งสีครามนั้นก็ได้จาก ต้นคราม และสีจากเปลือกไม้ก็ได้จากเปลือกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่น เป็นเปลือกไม้ที่มียาง ย้อมแล้วสีของเปลือกไม้สามารถติดกับผ้ามัดหมี่ได้และติดทนนาน เช่น เปลือกประดู่ เปลือกต้นกระโดน เปลือกเพกา เป็นต้น

เขาเล่าต่อว่า ในการย้อมผ้าครามและย้อมผ้าจากเปลือกไม้ สีสันอาจจะมีแค่สีคราม และสีของเปลือกไม้เท่านั้น ทางกลุ่มแม่บ้านจึงมีการนำดอกไม้ที่มีสีสันสวยงามมาย้อมเข้ากับสีครามและสีของเปลือกไม้ให้มีสีสันมากขึ้น ซึ่งดอกไม้ที่นำมาย้อมให้เกิดสีสันก็จะมีดังนี้ ดอกดาวเรือง ผ้าก็จะออกมาเป็นสีเหลือง ดอกอัญชัน ผ้าก็จะออกมาเป็นสีม่วง แต่สีที่นำมาย้อมส่วนใหญ่ก็จะเป็นสีเหลืองที่ได้จากดอกดาวเรือง เพราะเป็นดอกไม้ที่หาได้ง่ายตามหมู่บ้าน ดังนั้นในการทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ใน อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร สามารถสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มแม่บ้านในการเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างเพียงพอ

“วิธีการทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ของกลุ่มแม่บ้านใน อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร คือ การนำต้นครามมาต้มในน้ำเดือดให้สีของต้นครามออกมาเป็นสีครามเข้ม หลังจากที่ได้สีครามก็นำผ้าฝ้ายหรือเสื้อผ้าที่กลุ่มแม่บ้านทอขึ้น ลงไปในน้ำต้มสีครามที่ได้จากการต้มต้นคราม และหมักไว้เป็นเวลา 1 ปี จึงจะได้ผ้าย้อมครามตามที่ต้องการ”

ส่วนวิธีการทำผ้าย้อมจากเปลือกไม้ คือ นำเปลือกไม้มาต้มในน้ำเดือด แต่เปลือกไม้ที่นำมาต้มเป็นเปลือกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่น และเป็นเปลือกไม้ที่มียางเท่านั้น จึงจะทำให้สีของเปลือกไม้ติดทนกับผ้าได้ หลังจากนั้นนำเปลือกไม้ที่ต้มออกจากหม้อ ให้เหลือแค่น้ำของเปลือกไม้ไว้ แล้วนำผ้าฝ้ายหรือเสื้อผ้าลงไปในน้ำต้มของเปลือกไม้ ต้มไว้เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหรือตามความพึงพอใจว่าต้องการสีเข้มหรือสีอ่อน ถ้าต้องการสีอ่อนก็ไม่ต้มนาน แต่ถ้าต้องการสีเข้มก็ต้มนาน จากนั้นนำผ้าที่ต้มแล้วมาตากให้แห้ง ก็จะได้สีผ้าที่ย้อมจากเปลือกไม้ตามที่ต้องการ

“กลุ่มแม่บ้านที่ทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้เห็นว่าสีที่ได้จากต้นครามและเปลือกไม้เป็นสีเดิมๆ บางคนก็อาจจะเกิดความเบื่อสีคราม และสีของเปลือกไม้ จึงมีการนำดอกไม้มาย้อมเข้ากับสีครามและสีของเปลือกไม้ให้เกิดสีสันที่แปลกใหม่ และสะดุดตาผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งสีที่ได้จากดอกไม้ก็คือ สีเหลือง ที่ได้จากดอกดาวเรือง และสีม่วง ที่ได้จากดอกอัญชัน เป็นต้น”

หัวหน้ากลุ่มทอผ้ามัดหมี่คนเดิมกล่าวถึงจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนสนใจผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ของ อ.อากาศอำนวย ว่าสีที่นำมาย้อมผ้านั้นเป็นสีจากธรรมชาติ ไม่มีสีเคมีเจือปนในการย้อม ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภค สีที่ได้จากธรรมชาติก็คือ สีจากต้นครามที่เกิดตามธรรมชาติ และสีของเปลือกไม้ ซึ่งเป็นเปลือกไม้ที่มียาง สามารถย้อมแล้วติดทนกับผ้าได้ และเป็นเปลือกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่น และมีการนำดอกไม้ที่หาได้ตามท้องถิ่นมาย้อมให้เป็นสีสันสวยงามสะดุดตาอีกด้วย

นอกจากผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ อ.อากาศอำนวย มีจำหน่ายใน จ.สกลนคร แล้ว ก็มีการส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศไทยไปตามจังหวัดต่างๆ อีกด้วย เพราะในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้า ทำให้การจำหน่ายผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และไม่เพียงเท่านั้นยังถูกส่งออกไปขายในต่างประเทศ นั่นก็คือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นมีความนิยมและชื่นชอบสวมใส่ผ้าสีที่ได้จากธรรมชาติ ในประเทศญี่ปุ่นจึงต้องการผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้เป็นจำนวนมาก

“ขั้นตอนในการส่งออกคือ มีพ่อค้าจากญี่ปุ่นเดินทางมารับผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ที่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ด้วยตนเอง เหตุผลที่พ่อค้าจากญี่ปุ่นเดินทางมารับสินค้าด้วยตนเองเพราะต้องการทราบว่าผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้มีกลวิธีการย้อมที่มาจากธรรมชาติจริงหรือไม่ เมื่อพ่อค้าจากญี่ปุ่นเดินทางมาพบเห็นว่าผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ มีกลวิธีการผลิตมาจากธรรมชาติจริง ก็มีการสั่งอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศของตนเอง” ศิรายุทธกล่าว

“ผ้าย้อมคราม” และ “ผ้าย้อมจากเปลือกไม้” อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร นอกจากจะเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านแล้ว ยังสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน และเนื่องจากสินค้าเป็นผลงานของกลุ่มแม่บ้านในชุมชน จึงนำรายได้ที่ได้รับเข้าสู่ชุมชนเพื่อพัฒนากลุ่มแม่บ้านที่ทำผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ต่อไป ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับผ้าย้อมครามและผ้าย้อมจากเปลือกไม้ สามารถติดต่อได้ที่ โทร.09-3084-8249 ตลอดเวลา

แล้งส่อเยือน…เตือนประหยัดน้ำ ฝนทั่วประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แล้งส่อเยือน…เตือนประหยัดน้ำ ฝนทั่วประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 00:27 น.
กรมชลประทาน,น้ำน้อย,ภัยแล้ง,ประหยัดน้ำ,ฝนตกน้อย
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย ระบุฝนทั่วประเทศ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ40 ชี้ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ได้ 2.5หมื่นล้านลบ.ม.หรือ มีน้ำเพียง 50% เร่งทุกพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริง

20 พฤศจิกายน 2562 กรมชลฯห่วงปีนี้น้ำน้อย ระบุฝนทั่วประเทศ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ40 ชี้ปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ได้ 2.5หมื่นล้านลบ.ม.หรือ มีน้ำเพียง 50% เร่งทุกพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงมีน้ำเหลือไม่มากต้องใช้ถึงฤดูฝนหน้า สำรองฝนทิ้งช่วงถึงเดือนก.ค. 63วอนช่วยประหยัดน้ำ

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชุมทางไกลไปยังสำนักงานชลประทานทั่วประเทศ สรุปสถานการณ์น้ำล่าสุด สภาพฝน ภาคใต้มีฝนปานกลางในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า ปริมาณฝนใกล้เคียงกับค่าปกติ จะน้อยกว่าในบางช่วง ส่วนปริมาณฝนรวมบริเวณ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 40

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(19 พ.ย. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 49,787 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 25,889 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของปริมาณน้ำใช้การได้ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกัน 11,847 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 5,151 ล้าน ลบ.ม. สถานการณ์น้ำในอ่างฯ อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลัก

สภาพน้ำท่าทางตอนบนของประเทศไทย ปัจจุบัน(19 ต.ค. 62) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ วัดได้ 250 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 240 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 8.69 เมตร และคงปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 70 ลบ.ม./วินาที มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่ อ.บางไทร เฉลี่ย 96 ลบ.ม./วินาที(เมื่อวาน 97 ลบ.ม./วินาที) สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ส่วนทางภาคใต้อยู่ในเกณฑ์น้ำปานกลาง – มาก

ด้านแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 2562 ทั้งประเทศ ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำรวม 17,699 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน (19 พ.ย. 62) ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว  1,738 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 10 เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้ง รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน (19 พ.ย. 62) ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 514 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 13

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 34 ของแผนฯ) , พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 7 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 4.01 ล้านไร่ (คิดเป็นร้อยละ 59 ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มน้ำแม่กลอง มีแผนเพาะปลูกรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 41 ของแผนฯ) , พืชไร่-พืชผัก 0.69 ล้านไร่(คิดเป็นร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ (คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ) ด้านลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จึงมีแผนเพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆ เช่น อ้อย ที่ต้องใช้การเพาะปลูกแบบต่อเนื่องเท่านั้น รวมจำนวน 0.99 ล้านไร่

จากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การสนันสนุนน้ำเพื่อการเกษตรและการประมง จึงมีแผนการจัดสรรอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน อีกทั้ง กรมชลประทาน จะต้องดำเนินการตามแผนจัดสรรน้ำอย่างเคร่งครัด จัดหาแหล่งน้ำสำรอง ให้ความรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ

ในขณะนี้มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่ต้องใช้ถึงหน้าฝนปีหน้า และสำรองน้ำไว้หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เดือนมิ.ย.ก.ค.63 จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนประหยัด พร้อมทั้งสร้างกระบวนการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงของปริมาณน้ำ รวมทั้ง ตรวจสอบคุณภาพของน้ำ ค่าความเค็ม อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ ไว้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสามารถสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มความสามารถ