ท่อง”ฟาร์มสเตย์ดร.เสรี”ยลวิถีพอเพียงเมืองน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 ท่อง”ฟาร์มสเตย์ดร.เสรี”ยลวิถีพอเพียงเมืองน่าน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 06:49 น.
ฟาร์มสเตย์,เสรี ทองมาก
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

 ท่อง”ฟาร์มสเตย์ดร.เสรี”ยลวิถีพอเพียงเมืองน่าน

น่าน มนต์เสน่ห์เมืองเหนือที่เป็นจุดหมายปลายทางของหลายๆ คน  น่านวันนี้หลายพื้นที่ถูกพัฒนาจากพืชเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรผสมผสาน พร้อมทั้งลด ละ เลิก การใช้สารเคมีหันมาทำเกษตรอินทรีย์และปรับพื้นที่เป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร หวังให้เป็นอีกทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องจำเจอยู่กับยอดเขายอดดอย

ดร.เสรี ทองมาก กับโรงปุ๋ยอินทรีย์

หนึ่งในนั้นคือ“ฟาร์มสเตย์ของ ดร.เสรี ทองมาก” นักคิด นักพัฒนาสังคมแลผู้จัดการมูลนิธิพัฒนรักษ์ ที่นำองค์ความรู้จากการทำงานเพื่อสังคมมาค่อนชีวิต เนรมิตพื้นที่รกร้างว่างเปล่าจากแปลงปลูกมันสำปะหลังและไร่ข้าวโพดใน ต.ภูเพียง อ.ภูเพียง จ.น่าน มาทำเป็นฟาร์มสเตย์และศูนย์เรียนรู้ฟาร์มโคเนื้ออินทรีย์ครบวงจรให้คนในพื้นที่ได้มาศึกษาเรียนรู้ พร้อมนำไปปรับใช้สำหรับการประกอบอาชีพเพื่อลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมี

โฮมสเตย์ ภายในฟาร์มรองรับผู้มาเยือน

ขณะเดียวกันยังเปิดให้นักท่องเที่ยวและคนภายนอกที่สนใจได้มาสัมผัส พร้อมมีที่พักระดับวีไอพีรองรับ(มีห้องจำนวนจำกัด) และยังให้บริการอาสาพาชมเมืองน่านหากลูกค้าใช้บริการที่พักสนใจในราคาเป็นกันเอง สนใจโทร.08-1257-8538, 08-19111446

   “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตาม “ดร.เสรี ทองมาก” นักคิด นักพัฒนาสังคมและผู้จัดการมูลนิธิพัฒนรักษ์ ไปสัมผัสอาณาจักรฟาร์มสเตย์ ดร.เสรีและศูนย์เรียนรู้ฟาร์มโคเนื้อครบวงจร ที่ ดร.เสรีและภรรยาได้ริเริ่มดำเนินการเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หวังให้เป็นสถานที่เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการโคเนื้อและเกษตรอินทรีย์ครบวงจร โดยใช้โคเป็นตัวจักรในการขับเคลื่อน เนื่องจากโค ถือเป็นต้นน้ำสำคัญที่สามารถต่อยอดไปได้อีกหลากหลายอาชีพทางด้านการเกษตรในการสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว ภายใต้สโลแกน “3 ปีแรกคนเลี้ยงโค 3 ปีต่อมาโคเลี้ยงคน”

ฟาร์มสเตย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 28 ไร่ ใน ต.ภูเพียง อ.ภูเพียง จ.น่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองน่านไปทางวัดพระธาตุแช่แห้ง ประมาณ 15 กิโลเมตร ตามถนนลาดยางสองเลน เลยวัดภูเพียงประมาณ 1 กิโลเมตรจะมีป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางถนนลูกรังที่รายล้อมไปด้วยสวนยางพาราอยู่ในระยะเปิดกรีดอีกประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองถึงสถานที่ตั้งฟาร์มประมาณ 20 นาที บริเวณมีรั้วรอบขอบชิดด้วยลวดหนาม จะสังเกตเห็นโฮมสเตย์หลังสีแดงเข้มสองชั้นตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางฟาร์มไว้สำหรับรองรับผู้มาเยือน

ฟาร์มโคเนื้อ

        “อยากทำเกษตรอินทรีย์ แต่ทำไมต้องมาเริ่มที่โค” เปิดประเด็นคำถามด้วยความสงสัยระหว่างเดินชมฟาร์ม ก่อนได้รับคำเฉลยจากเจ้าของฟาร์มว่าก็เพราะต้องการใช้โคเป็นสะพานเชื่อมจุดเริ่มต้นเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มจากผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์จากมูลโคเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ฟาร์ม ส่วนที่เหลือนำมาใช้ปรับปรุงบำรุงดินเสริมธาตุอาหารให้กับพืชผักสมุนไพรที่ปลูกภายในฟาร์ม หลังผืนดินดังกล่าวใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรมาอย่างยาวนานจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทั้งข้าวโพดและมันสำปะหลัง

ดร.เสรียอมรับว่าไม่ง่ายในการปรับสภาพดินที่เต็มไปด้วยสารเคมี ต้องใช้เวลากว่า 3 ปีที่เริ่มลงมือดำเนินการในขั้นตอนแรกคือเรื่องดิน จนวันนี้สภาพดินเข้าสู่ความเป็นอินทรีย์เกือบ 100% โดยเห็นได้จากไส้เดือนที่มีอยู่เต็มไปหมดภายในพื้นที่ฟาร์มเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความปลอดภัยและความเป็นอินทรีย์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากมูลโคภายในฟาร์ม จากเริ่มต้นเพียง 16 ตัว วันนี้ออกลูกออกหลานมีจำนวนมากถึง 39 ตัว

“มีมาเกือบทุกวันทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ ถ้าเป็นคนนอกจะมากันเป็นครอบครัว มาพักที่นี่เช้าออกไปเที่ยวอื่นเย็นกลับมาพักที่นี่ ซื้อของจากข้างนอกกลับมาทำกันเอง เพราะห้องครัวให้ทำกันเอง หรือบางคนก็กินมาจากข้างนอก  ที่พักเราเป็นแบบฟาร์มสเตย์ มีบริการเฉพาะกาแฟและอาหารเช้า หากเป็นมื้อใหญ่ลูกค้าส่วนใหญ่จะไปกินกันข้างนอก แต่ถ้าเป็นคนในพื้นที่ก็จะมาเป็นกลุ่มมาศึกษาดูงานอย่างเดียวไม่ได้พักที่นี่” ดร.เสรีให้ข้อมูล

โชคดีวันนี้มีกลุ่มแม่บ้านอสม.ของ จ.น่าน มาดูงานประมาณ 20 คน จึงได้ร่วมคณะเดินเยี่ยมชมกับเขาด้วย โดยจุดแรกเป็นคอกเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งตั้งอยู่ทางท้ายฟาร์ม แบ่งเป็นคอก ประกอบด้วย คอกพ่อแม่พันธุ์ คอกลูกโคขุนและคอกลูกโคเกิดใหม่ มีคนงานคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อเข้าไปใกล้กลับรู้สึกไม่เหม็นกลิ่นมูลโคเหมือนคอกโคทั่วไป ซึ่งเจ้าของฟาร์มอธิบายว่าที่ไม่มีกลิ่นเป็นเพราะภายในคอกจะโรยแกลบและราดด้วยน้ำอีเอ็มกำจัดกลิ่น

หลังใช้เวลาเดินสำรวจกิจกรรมบริเวณฟาร์มโคพักใหญ่ จากนั้นจึงเดินข้ามฝั่งมายังโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ที่ดร.เสรีบอกว่าเป็นสูตรเฉพาะที่คิดค้นขึ้นเอง ซึ่งประกอบด้วย 3 สูตร ได้แก่ สูตรแรก นำขี้ไส้เดือนมาผสมกับแกลบมูลวัว จากนั้นทำการหมักไว้ประมาณ 10 วัน โดยใช้เชื้อจุลินทรีย์เป็นส่วนผสมเพื่อการย่อยสลาย ก่อนนำไปใส่พืชผัก ต้นไม้และใส่เพื่อปรับปรุงบำรุงดินต่อไป สูตรที่สอง เป็นการนำสูตรแรกมาบดให้ละเอียด โดยเครื่องบดปุ๋ย ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ ส่วนสูตรที่สาม เป็นการนำสูตรที่สองมาอัดเม็ดแล้วใส่จุลินทรีย์บางตัวเข้าไป ก่อนจะนำไปบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายและใช้ประโยชน์ต่อไป โดยสูตรนี้จะเหมาะกับไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่างๆ รวมถึงกล้วยไม้ทุกสายพันธุ์

ดร.เสรียืนยันว่าทุกวันนี้รายได้หลักของฟาร์มมาจากการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมีกำลังผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ตันต่อเดือน สนนราคาจำหน่ายสูตรแรก 5 บาทต่อกิโลกรัม สูตรสอง 10 บาท และสูตรสาม 15 บาท โดยบรรจุถุง ถุงละ 5 กิโลกรัมเพื่อสะดวกในการขนส่ง ปัจจุบันปุ๋ยอินทรีย์สูตร ดร.เสรี ส่วนใหญ่จำหน่ายอยู่ในพื้นที่จ.น่าน และตอนนี้ยังผลิตไม่พอจำหน่ายอีกด้วย

เสร็จแล้วไปดูจุดสุดท้ายเป็นพื้นที่โล่งประมาณ 10 กว่าไร่ที่เจ้าของฟาร์มตั้งใจแบ่งให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงในการปลูกพืชผักสมุนไพรฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตภายในฟาร์มและเมล็ดพันธุ์เองเท่านั้น โดยพื้นที่บริเวณนี้เจ้าของฟาร์มมีความตั้งใจอยากให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมและมาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ภายในฟาร์มร่วมกันเพื่อจุดประกายแนวคิดเกษตรอินทรีย์ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเองต่อไป

    สนใจเยี่ยมชมฟาร์มสเตย์ ดร.เสรี ทองมากเป็นหมู่คณะโทร.08-1257-8538, 08-19111446

มนัญญา แฉมีกระบวนการตีกินจัดฉากจับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มนัญญา แฉมีกระบวนการตีกินจัดฉากจับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบนสารเคมี,พาราควอต,มนัญญา,เกษตรกร
เปิดอ่าน 275 ครั้ง

มนัญญา เตือนเกษตรกรเร่งส่งคืน 3 สารแฉเริ่มมีกระบวนการตีกิน จัดฉาก จับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป

23  พฤศจิกายน 2562 มนัญญา เตือนเกษตรกรเร่งส่งคืน 3 สารแฉเริ่มมีกระบวนการตีกิน จัดฉาก จับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป อาจเสี่ยงติดคุกเสียค่าปรับเป็นล้าน เพื่อโยนความผิดนโยบายรมต.เกษตรฯ  จี้ทุกหน่วยงานเร่งด่วนดูแลประชาชน เกษตรกร พร้อมสยบม็อบเสื้อดำ หากมากดดันจะเจอม็อบเสื้อขาว ส่วนกรมวิชาการเกษตร ชงสารเคมี 17 ชนิดกำจัดวัชพืช 9ชนิด กำจัดศัตรูพืช ทดแทน3สาร วิธีทำเกษตรลดต้นทุนแล้ว

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายในการควบคุมกำกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ให้กับสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า 300 คน ได้รับแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานทันทีที่มีประกาศของคณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส โดยจะมีผลห้ามนำเข้า ส่งออก จำหน่าย ผลิต ครอบครอง ในวันที่1ธ.ค.62

โดยกล่าวว่าที่เรียกมาประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันถึงการปฏิบัติต่อร้านค้า เกษตรกร บริษัทและผู้ครอบครอง ทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีปัญหาว่ามีเกษตรกร หรือประชาชน ถูกจับดำเนินคดีที่ครอบครองสารเหล่านี้ ทั้งนี้ย้ำว่าอย่าให้มีเรื่องการไปเรียกรับผลประโยชน์ จะไปเข้าทางคนที่จ้องอยู่ เพราะเริ่มขบวนการดิสเครดิต กลั้นแกล้ง ทั้งตัวรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯและกรมวิชาการเกษตร หากมีจัดฉากเข้าไปหาเกษตรกรที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือคนที่ตั้งใจกระทำผิดเพื่อให้เกิดประเด็นข่าวว่านโยบาย 3 สารทำให้เกษตรกรติดคุก โดนปรับ 8 แสนบาท เป็นล้านบาท เพราะขณะนี้มีคนรอดิสเครดิต จัดฉากอยู่

ดังนั้นให้สารวัตรเกษตร ทุกคนลงพื้นที่ประสานกับท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกรมฯประสานกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด ออกเสียงตามสาย หอกระจาย สร้างการรับรู้ให้เกษตรกร ชาวบ้าน ได้รับทราบโดยเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับวันที่1ธ.ค.ไปชี้แจงให้ชัดว่าเกษตรกรต้องทำอย่างไร นำสารมาคืนจุดไหน และถ่ายรูป ลงบันทึกไว้ให้ชัดเจน

หากทุกคนทำให้ถูกต้องเราพร้อมจะปกป้องเวลาใครมาด่ากรม เราก็ไม่พอใจ แต่ลูกน้องเรา เราด่าได้ เพราะฉะนั้นอย่าให้มีเด็ดขาด กรณีไปจับเกษตรกรเข้าคุก และวันจันทร์ที่ 25 พ.ย.จะประชุมกับสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศเพื่อสั่งการแนวทางควบคุม 3 สารที่อยู่ในมือของสหกรณ์การเกษตร ร้านค้าสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะได้ช่วยกันทำให้สารพิษเหล่านี้หมดไปจากประเทศไทย และฝากย้ำอย่าให้มีข่าวว่าสารวัตรเกษตร ไปตีกิน ไม่อยากให้มีภาพแบบนี้

จะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิด รวมทั้งขณะนี้ร้านค้า ต่างๆ บริษัทค้าสารเคมีหลายแห่ง ที่มีข่าวว่าจัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ เพื่อผลักให้สารเคมีกับไปอยู่ในมือเกษตรกร ดังนั้นต้องช่วยกันดูแลเกษตรกร ไม่ให้กลายเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งสารวัตรเกษตร อยู่ในพื้นที่รู้ดีว่าสารอยู่ในมือใครบ้าง ทั้งหน้าร้าน หลังร้าน อย่ามาคิดว่าจะไม่ตั้งใจทำ เพราะยังมั่นใจว่าจะไม่แบน ขอให้เลิกคิด เพราะมติออกมาแล้ว ใครจะมากลับมติให้ตอบสังคมด้วย จึงไม่กังวล มีการนัดใส่เสื้อดำมากดดันการประชุมครม.วันอังคารหน้า อย่าลืมว่าเมื่อมีม็อบเสื้อดำ เดี่ยวเสื้อขาวก็ออกมา ม็อบเสื้อขาวก็เกิดได้เหมือนกัน

การเมือง/22 พ.ย.
“มนัญญา เตือนเกษตรกรเร่งส่งคืน3สารพิษ แฉเริ่มมีกระบวนการตีกิน จัดฉาก จับเกษตรกรเป็นแพะรับบาป อาจเสี่ยงติดคุกเสียค่าปรับเป็นล้าน เพื่อโยนความผิดนโยบายรมต.เกษตรฯแบน3สาร จี้ทุกหน่วยงานเร่งด่วนดูแลประชาชน เกษตรกร พร้อมสยบม็อบเสื้อดำ หากมากดดันจะเจอม็อบเสื้อขาว ส่วนกรมวิชาการเกษตร ชงสารเคมี 17 ชนิดกำจัดวัชพืช 9ชนิด กำจัดศัตรูพืช ทดแทน3สาร วิธีทำเกษตรลดต้นทุนแล้ว”

เมื่อวันที่ 22พ.ย.น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมมอบนโยบายในการควบคุมกำกับวัตถุอันตรายชนิดที่4 ให้กับสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า300คน ได้รับแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานทันทีที่มีประกาศของคณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการใช้ 3สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส โดยจะมีผลห้ามนำเข้า ส่งออก จำหน่าย ผลิต ครอบครอง ในวันที่1ธ.ค.62 ว่าที่เรียกมาประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันถึงการปฏิบัติต่อร้านค้า เกษตรกร บริษัทและผู้ครอบครอง ทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีปัญหาว่ามีเกษตรกร หรือประชาชน ถูกจับดำเนินคดีที่ครอบครองสารเหล่านี้ ทั้งนี้ย้ำว่าอย่าให้มีเรื่องการไปเรียกรับผลประโยชน์ จะไปเข้าทางคนที่จ้องอยู่ เพราะเริ่มขบวนการดิสเครดิต กลั้นแกล้ง ทั้งตัวรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯและกรมวิชาการเกษตร หากมีจัดฉากเข้าไปหาเกษตรกรที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือคนที่ตั้งใจกระทำผิดเพื่อให้เกิดประเด็นข่าวว่านโยบาย3สารทำให้เกษตรกรติดคุก โดนปรับ8แสนบาท เป็นล้านบาท เพราะขณะนี้มีคนรอดิสเครดิต จัดฉากอยู่ ดังนั้นให้สารวัตรเกษตร ทุกคนลงพื้นที่ประสานกับท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกรมฯประสานกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด ออกเสียงตามสาย หอกระจาย สร้างการรับรู้ให้เกษตรกร ชาวบ้าน ได้รับทราบโดยเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับวันที่1ธ.ค.ไปชี้แจงให้ชัดว่าเกษตรกรต้องทำอย่างไร นำสารมาคืนจุดไหน และถ่ายรูป ลงบันทึกไว้ให้ชัดเจน

“หากทุกคนทำให้ถูกต้องเราพร้อมจะปกป้องเวลาใครมาด่ากรม เราก็ไม่พอใจ แต่ลูกน้องเรา เราด่าได้ เพราะฉะนั้นอย่าให้มีเด็ดขาด กรณีไปจับเกษตรกรเข้าคุก และวันจันทร์ที่25พ.ย.จะประชุมกับสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศเพื่อสั่งการแนวทางควบคุม3สารที่อยู่ในมือของสหกรณ์การเกษตร ร้านค้าสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะได้ช่วยกันทำให้สารพิษเหล่านี้หมดไปจากประเทศไทย และฝากย้ำอย่าให้มีข่าวว่าสารวัตรเกษตร ไปตีกิน ไม่อยากให้มีภาพแบบนี้ จะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิด รวมทั้งขณะนี้ร้านค้า ต่างๆ บริษัทค้าสารเคมีหลายแห่ง ที่มีข่าวว่าจัดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ เพื่อผลักให้สารเคมีกับไปอยู่ในมือเกษตรกร ดังนั้นต้องช่วยกันดูแลเกษตรกร ไม่ให้กลายเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งสารวัตรเกษตร อยู่ในพื้นที่รู้ดีว่าสารอยู่ในมือใครบ้าง ทั้งหน้าร้าน หลังร้าน อย่ามาคิดว่าจะไม่ตั้งใจทำ เพราะยังมั่นใจว่าจะไม่แบน ขอให้เลิกคิด เพราะมติออกมาแล้ว ใครจะมากลับมติให้ตอบสังคมด้วย จึงไม่กังวล มีการนัดใส่เสื้อดำมากดดันการประชุมครม.วันอังคารหน้า อย่าลืมว่าเมื่อมีม็อบเสื้อดำ เดี่ยวเสื้อขาวก็ออกมา ม็อบเสื้อขาวก็เกิดได้เหมือนกัน “น.ส.มนัญญา กล่าว

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯและประธานคณะทำงานตรวจสอบสตอก3สาร กล่าวว่าจากนี้สารวัตรเกษตร ต้องลงพื้นที่ไปปฏิบัติงานในทิศทางเดียวกันหลังจากนี้กรมวิชาการเกษตร ต้องออกแนวปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรและผู้ที่เกี่ยวข้อง  ในข้อปฏิบัติกรณีวัตถุอันตรายชนิดที่4 ไกลโฟเซต พาราควอต คลอร์ไพริฟอส เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติเนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีร้านค้าสารเคมีเกษตรทั่วประเทศ 14,000 ร้านค้า ข้อมูล ณ วันที่12 พ.ย.62 เพราะฉะนั้นหากแต่ละร้านค้าขายไปรายละ10ขวดเท่ากับเป็นแสนขวดอยู่ในมือเกษตรกร ที่ไม่รู้จักสาร ที่ซื้อเพราะยี่ห้อ ไม่รู้จะมาสารประกอบอะไร บางยี่ห้ออาจมี3สารนี้ จะเสี่ยงที่จะมีความผิดได้เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รมช.เกษตรฯได้ย้ำมาตลอดให้เร่งรัดทำความเข้าใจสื่อสารในพื้นที่ผ่านหอกระจายข่าว

“เราห่วงเกษตรกร เพราะเข้าไม่รู้ แต่สำหรับร้านค้า บริษัท นำเข้า ผลิต พวกนี้รู้แน่นอน และรัฐมีท่าทีจะแบน3สารตั้งแต่ปี60แล้ว ดังนั้นรู้กันอยู่ในเรื่องกฎหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่เองบางรายสบช่องหาผลประโยชน์ อย่าทำร้ายเกษตรกรเลย ดังนั้นสิ่งที่รมช.เกษตรฯย้ำให้เกิดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อต้องการไม่ให้เกิด คำว่า คิดว่า คาดว่า เพื่อเป็นช่องใช้ดุลพินิจเรียกประโยชน์ หรือทำให้มีเรื่องเล็ดรอดไปขายหลังร้าน “นายฉกรรจ์ กล่าว

ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯกล่าวว่าในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่27 พ.ย.นี้เป็นการประชุมรับรองมติแบน3สารของมติเมื่อวันที่22 ต.ค.ของคณะกรรมการชุดเดิม ดังนั้นหากคณะกรรมการกอ.ชุดใหม่ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน แต่กรรมการเป็นชุดเดิมเกือบทั้งหมด ซึ่งจะหยิบเรื่องมติแบนมาทบทวนหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่รมว.อุตสาหกรรม ต้องสังคมให้ได้ว่ามีเหตุอะไรใหม่จึงนำมาทบทวน เพราะกรรมการชุดที่แล้ว ก็ล้วนเป็นผู้มีคุณสมบัติวุฒิภาวะ คุณวุฒิ อย่างไรก็ตามกรรมการผู้ทรงวุฒิ บางคนก็มาจากตัวแทนสมาคมผู้ค้าสารเคมี ที่คัดเลือกกันมา เป็นกรรมการอยู่ด้วย อาจเสนอทบทวนขึ้นมาได้ แต่ขึ้นอยู่กับประธาน จะรับเรื่องมาเป็นวาระในการประชุมเพื่อทบทวนหรือไม่ ซึ่งขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ดูผลการประชุมสภาด้วยมีการโหวตให้ผ่านพ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน ด้วยเสียงท้วมท้น หากพลิกมติแบน ตนเกรงว่าบ้านเมืองจะวุ่นวายหนัก

นายสุรเดช ปัจฉิมกุล รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าสารวัตรเกษตรทุกคนเข้าใจถึงวิธีการเก็บคืนสาร ได้ถามในการประชุมไม่มีใครมีปัญหา มีคู่มือปฏิบัติชัดเจนว่า ขั้นตอนแรกต้องไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเกษตรกร ไม่ใช่ไปจับกุม และหากพบสาร ให้มีการถ่ายรูปบันทึก ลงแบบฟอร์ม ที่กรมกำหนด พร้อมเก็บคืนภายในเวลา30วัน ไม่มีการดำเนินคดีกับเกษตรกร โดยมีสำนักงานควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร 8 แห่งทั่วประเทศ และสำนักวิจัยพัฒนาพันธ์พืช รวม63แห่ง อีกทั้งอาจให้ศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตการเกษตร 882 ศูนย์ ทุกอำเภอ เป็นจุดรับเก็บคืนสารจากเกษตรกรเพื่ออำนวยความสะดวกด้วย ซึ่งปัญหาเรื่องการขายสารหลังร้านจะไม่เกิดขึ้นเพราะตั้งแต่วันที่1ธ.ค.ในระยะเวลา 30 วันจากที่มีประกาศคณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกใช้3สาร จะต้องไม่มีสาร3ตัวนี้ในประเทศไทย เพราะนอกจากบังคับใช้พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แล้วยังมีพ.ร.บ.พันธ์พืช พ.ร.บ.เมล็ดพันธ์ ด้วย

ทั้งนี้กรมวิชาการเกษตร ได้เสนอข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี คงเหลือและสารเคมีทดแทน วิธีทำเกษตรและสารทดแทน3สารเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร หลังเลิกพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยแบ่งเป็นการกำจัดวัชพืช มีสารเคมีทดแทน 17 ชนิด และวิธีการกำจัดวัชพืช มี2-6แบบ การกำจัดแมลงศัตรูพืช มีสารเคมี ทดแทน คลอร์ไพริฟอส 9ชนิด และมีแนวการใช้เครื่องจักรกลเกษตรผสมผสานกับสารเคมี กำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก สามารถทดแทนสารเคมีกำจัดวัชพืชได้ รวมทั้งควรจะมีการจัดรูปที่ดินเพื่อให้บริหารจัดการเครื่องจักรทำงานพื้นที่กว้างได้ง่ายส่งผลต่อต้นทุนการจ้างและควรหาเครื่องเหมาะสมกับการบริหารจัดการแปลง ทั้งการจ้างเครื่องจักร การใช้สารเคมีที่ลดต้นทุนได้ อีกทั้งประเทศไทยสามารถผลิตเครื่องจักรการเกษตรได้เอง ไม่ต้องพึ่งการนำเข้าเหมือนสารเคมี

กรมวิชาการเกษตร ได้รายงานข้อมูลเกษตรกร อ้างอิงสำนักนำงานสถิติแห่งชาติ ว่าครัวเรือนเกษตรกร 3.093 ล้านครัวเรือน หรือ 56.36เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช นอกจากนั้นงานวิจัยการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่าเกษตรกรสวนปาล์มจ.กระบี่ ใช้สารกำจัดวัชพืชเพียง26เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรชาวสวนยาง จ.สงขลา ใช้สารกำจัดวัชพืชเพียง11.52 เปอร์เซนต์ อีก71.99 เปอร์เซ็นต์ ใช้เครื่องตัดหญ้า 9.68เปอร์เซ็นต์ ใช้รถไถ

สำหรับคู่มือการปฏิบัติงานสารวัตรเกษตรฯกรณี3สารเป็นวัตถุอันตรายประเภท4 เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ที่1511/2562 เรื่องการดำเนินการกับวัตถุอันตรายชนิดที่4 ในข้อปฏิบัติสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง กำหนดให้การแจ้งปริมาณการครอบครองให้แจ้งปริมาณที่มีไว้ครอบครองกับพนักงาน ตามแบบฟอร์ม การแจ้ง การครอบครอง ณ พื้นที่สำนักงานควบคุมพืช วัสดุการเกษตร กทม.และต่างจังหวัด ศูนย์วิจัยพัฒนาพันธ์พืช โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ผู้ผลิตนำเข้า ผู้จำหน่าย ร้านค้าและผู้มีไว้ในครอบครอง ต้องตรวจนับปริมาณการครอบครองทำการอายัด วัตถุอันตรายดังกล่าว ไว้ที่โรงงาน หรือร้านค้า หรือสถานที่มีไว้ในครอบครอง เมื่อพ้นกำหนด15วันที่แจ้งครองครองแล้ว ให้รอส่งมอบและขนย้ายภายใน15วัน เพื่อไปเก็บรักษาไว้ที่จุดรวบรวมที่กรมกำหนด

ในส่วนการทำลายสาร ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2535 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 52 กำหนดเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้นำผ่าน ผู้ส่งออก ผู้นำกลับเข้ามา ผู้ส่งกลับออกไป หรือผู้ที่ไว้ในครอบครอง เป็นผู้มีภาระในการกำจัดสาร กรณีหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเจ้าของวัตถุอันตรายต้องชดใช้เงินแก่ราชการ หากดำเนินการเปิดรับบริษัทรับจ้างทำลาย จะมีการว่าจ้างบริษัทรับทำลาย มีการประกวดราคาตามที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัทรับจ้างทำลายต้องมีการขนย้าย วัตถุอันตรายตามจุดรวบรวมด้วย

นอกจากนั้นได้มีมาตรการป้องกันลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจพืช ตรวจสอบการนำเข้าวัตถุอันตรายร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนการตรวจภายในประเทศให้สารวัตรเกษตร ดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้จัดจำหน่าย ร้านค้า และผู้มีไว้ครอบครองอย่างเข้มงวดทุกราย ถ้าพบผิดดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ให้เครือข่ายอาสาสารวัตรเกษตร เป็นผู้เฝ้าระวังและแจ้งเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้กรณีที่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 มีการผลิต นำเข้าหรือครอบครอง ผู้มีสารครอบครองภายหลังเวลาประกาศห้ามต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีกระทำโดยประมาท ระวางโทษปรับไม่เกิน 8 แสนบาท

ส่วนสต๊อก 3 สาร ตัวเลข 1 ม.ค.-30 มิ.ย.62 รวม 36,243ตัน  แบ่งเป็น ไกลโฟเซต นำเข้า 25,283ตัน จาก82บริษัท มีเพียง 23 บริษัท สัดส่วนนำเข้า 71 เปอร์เซ็นต์ พาราควอต นำเข้า 9,944 ตันจาก 40 บริษัท มี 7 บริษัท นำเข้า 71 เปอร์เซ็นต์ คลอร์ไพริฟอส นำเข้า 1,016 ตัน จาก 23 บริษัท มี 6 บริษัทนำเข้า 70 เปอร์เซนต์ทั้งนี้ปริมาณสารคงเหลือล่าสุด3สาร วันที่ 12 พ.ย.62 รวม 38,855.36 ตัน

จีนเร่งขึ้นทะเบียนผู้ผลิตคาดนำเข้าข้าวไทยกว่าล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400565?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จีนเร่งขึ้นทะเบียนผู้ผลิตคาดนำเข้าข้าวไทยกว่าล้านตัน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ส่งออกข้าว,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,จีน
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

ชาวนาไทยเฮ เฉลิมชัย ขอให้จีนเร่งขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าวล็อตที่ 2 คาดส่งออกข้าวเพิ่มอีกมากกว่า 1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 27,000 ล้านบาท

23 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าพบหารือกับนายจาง จี้เหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC)

ทั้งนี้เพื่อขอบคุณ GACC ที่ได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกข้าวจากไทยไปจีน โดยฝ่ายไทยได้เสนอรายชื่อผู้ผลิตฯ ชุดที่ 2 ให้ GACC เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่ง GACC แจ้งว่า จะเร่งพิจารณารายละเอียดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตฯ ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

“ถือเป็นโอกาสสำคัญ ที่ผมและคณะผู้บริหารกระทรวง ได้มาพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของจีน ซึ่งจีนแจ้งว่า ข้าวไทยเป็นที่นิยมอย่างมากในจีน รวมทั้งจีนให้ความสำคัญกับการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวจากไทย ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 49 ราย รัฐบาลไทยมีนโยบายให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME รายย่อย จึงมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเพื่อส่งออกไปจีน วันนี้ จึงถือเป็นข่าวดียิ่งที่ฝ่ายจีนตอบรับที่จะให้การสนับสนุนและเร่งรัดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอีกล็อตใหญ่ ซึ่งคาดว่าข้าวไทยกว่า 1 ล้านตัน จะถูกส่งออกมายังจีนในเร็ววันนี้” นายเฉลิมชัยกล่าว

นอกจากนี้ สองฝ่ายยังได้หารือเพิ่มเติมในด้านการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนที่สำคัญ อาทิเช่น การเร่งรัดพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกจากไทยไปจีน, การเร่งรัดการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้เพิ่มเติม, การส่งออกสุกรแช่เย็นแช่แข็งของไทย, การส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากไทยไปจีน, การส่งออกรังนกดิบ, การตรวจประเมินโรงงานผู้ผลิตสัตว์ปีก

รวมทั้ง การขอให้ด่านตงซิง ซึ่งเป็นด่านนำเข้าผลไม้แห่งที่สองของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งรัฐบาลจีนอนุญาตให้สามารถนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศแล้ว สามารถนำเข้าผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางบก เช่นเดียวกับด่านโหย่วอี้กว่าน เพื่อรองรับการส่งออกผลไม้จากไทยไปจีนในอนาคต

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนรับจะนำทุกข้อเสนอของฝ่ายไทยไปพิจารณาในข้อมูลด้านเทคนิค และจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายไทย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจอย่างเร็วที่สุด

ป่าไม้เมินปารีณาไม่นำชี้แนวเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400541?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ป่าไม้เมินปารีณาไม่นำชี้แนวเขต

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ฟาร์มไก่,ปารีณา,สปก,กรมป่าไม้,รังวัดแนวเขต
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

อธิบดีกรมป่าไม้เผยคณะทำงานเตรียมข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ แผนที่พร้อมตรวจสอบฟาร์มไก่ เมินปารีณาหากไม่นำชี้แนวเขต พร้อมลุยพิสูจน์ข้อเท็จจริง

23 พฤศจิกายน 2562 อธิบดีกรมป่าไม้เผยคณะทำงานร่วมกรมป่าไม้และส.ป.ก.เตรียมประชุมรวบรวมข้อมูลทั้งทางเอกสาร ตรวจสอบแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณฟาร์มไก่ของ “ปารีณา” เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้ารังวัดและชี้แนวเขตวันที่ 24 พ.ย. นี้ ยืนยัน แม้ “ปารีณา” ไม่มานำชี้แนวเขต คณะทำงานจะเข้าตรวจสอบแน่นอน ระบุ รมต. ทั้ง 2 กระทรวงย้ำให้ทำอย่างรวดเร็วและรอบคอบ

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า คณะทำงานทั้งของกรมป่าไม้และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมประชุมกันเพื่อตรวจสอบเอกสารการส่งมอบพื้นที่จากกรมป่าไม้ให้ส.ป.ก. จัดทำเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน แผนที่ของทั้ง 2 หน่วยงาน และภาพถ่ายทางอากาศบริเวณที่น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้

รวมทั้งระบุว่า ทำฟาร์มไก่ เนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งกำชับให้นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ประธานคณะทำงานและกรรมการซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของกรมป่าไม้ รวม 13 คนพิจารณาเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้พร้อมรังวัดพื้นที่จริงร่วมกับคณะทำงานของส.ป.ก. ที่มีพันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการส.ป.ก. เป็นประธาน

นายอรรถพล  กล่าวด้วยว่า คณะทำงานของส.ป.ก. ได้มีการทำหนังสือแจ้งน.ส. ปารีณาให้มานำชี้แนวเขตที่ดินซึ่งครอบครอง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบว่า จะมาหรือไม่ แต่แม้ไม่มาและไม่ได้มอบหมายผู้แทนให้มานำชี้แนวเขต คณะทำงานทั้ง 2 หน่วยงานจะเดินหน้าตรวจสอบพื้นที่จริงในวันที่ 24 พฤศจิกายนแน่นอน

ทั้งนี้นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้รังวัดใหม่ทั้งหมดเพื่อจะได้ทราบพิกัดว่า แปลงใดอยู่ในเขตป่าไม้และแปลงใดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งเนื้อที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานมีเท่าไรเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการต่อไป อีกทั้งย้ำว่า ให้ทำด้วยความรวดเร็วและละเอียดรอบคอบ โดยยึดตามมาตรฐานเดียวกับการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าทุกราย

ข้าวน่านเพื่อชาวน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400380?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 ข้าวน่านเพื่อชาวน่าน

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 04:50 น.
ข้าวน่าน,ชาวน่าน
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

 “ข้าวน่านเพื่อชาวน่าน”อานิสงส์โรงสีข้าวพระราชทาน 

โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ในต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ซึ่งภายหลังปี 2549 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรผลผลิตการเกษตรเสียหาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศในขณะนั้น รับสั่งให้กองราชเลขาธิการในพระองค์ มาตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อ.ท่าวังผา และเห็นว่าประชาชนประสบปัญหาและได้รับเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนอาหารเพื่อการบริโภค จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนข้าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่หันมาปลูกข้าวเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ชุมชน และพัฒนามาสู่แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

“คนที่นี่ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ ไม่เคยละทิ้งประชาชนเลย สายตาพระองค์ท่านมองเห็นและนึกถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งหมด”

สำเนียง ส่างคำ ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทาน เล่าเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป็นกองทุนข้าวพระราชทานในช่วงแรกเริ่มเพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทุนในการสร้างความมั่นคงของอำเภอท่าวังผาให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในพื้นที่ เมื่อกองทุนข้าวพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องยังได้ทรงพระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชนสำหรับตั้งเป็นโรงสีข้าวพระราชทานให้กับราษฎรและทรงเสด็จมาเปิดด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 52

โรงสีพระราชทานแห่งนี้ยังได้นำหลักการสหกรณ์ มาปรับใช้ในการบริหารงาน ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวมรวมและรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อแปรรูปและบริการสีข้าว ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายแก่สมาชิก ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจบริการรถไถนาและเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจร้านกาแฟ โดยกิจกรรมรวบรวมและรับซื้อข้าวมาแปรรูป โรงสีจะคิดค่าบริการสีข้าว สำหรับสมาชิกคิดอัตราบริการกิโลกรัมละ 1 บาท สีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 1.50 ส่วนบุคคลทั่วไปจะคิดค่าบริการสีข้าวกิโลกรัมละ 1.50 บาท และสีข้าวกล้อง กิโลกรัมละ 2 บาท ส่วนของแกลบที่ได้จากการสีข้าว สหกรณ์จะบรรจุใส่ถุงขายกิโลกรัมละ 45 สตางค์ ขายให้ชาวบ้านเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยหมักหรือรองพื้นโรงเลี้ยงสัตว์ ส่วนรำข้าว เกษตรกรบางรายซื้อไปผสมอาหารให้แพะกิน ซึ่งผลพลอยได้จากการสีข้าว ทั้งแกลบและรำข้าว ช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้กับที่นี่ด้วย

สำเนียงเล่าต่อว่า เมื่อกิจการของโรงสีข้าวได้ขยายเพิ่มขึ้น ทางบริษัทเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี. มาช่วยปรับปรุงโรงสีให้มีกำลังการผลิตที่สามารถรองรับปริมาณข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้สามารถสีข้าวได้ 6 ตันต่อวัน และผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรการผลิตที่ดี หรือ GMP ซึ่งทางโรงสีได้รับซื้อข้าวจากสมาชิกเป็นหลักและได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัยและข้าวอินทรีย์ ทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวกข 6 ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ทว่าภายหลังที่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้ข้าวของโรงสีข้าวพระราชทานนี้มีคุณภาพดีและได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันได้มีการแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน” โดยจะเน้นจำหน่ายตลาดภายในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้คนน่านได้บริโภคข้าวสารที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งทางโรงสีได้วางจำหน่ายที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนและหน่วยงานทหารในพื้นที่

“การนำวิธีการและรูปแบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทานซึ่งมีสมาชิกประมาณ 1,400 กว่าคน ทำให้สมาชิกยึดในหลักการร่วมกันคิดร่วมกันทำและมีการอบรมให้ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ ช่วยลดต้นทุนการทำนาต่อไร่เหลือเพียง 2,000 บาท เพราะเราได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ผลประกอบการโรงสีในปีที่ผ่านมามีกำไรประมาณ 560,000 – 600,000 บาทต่อปี เมื่อถึงสิ้นปีจะมีการจ่ายปันผลคืนให้สมาชิก แม้ผลกำไรอาจจะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่สมาชิกทุกคนมีความสุขเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีที่ดินทำกินไม่เกิน 10 ไร่ ดังนั้นข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือเล็กน้อยถึงนำมาขายและโรงสีตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เดินทางไปมาได้สะดวก อีกทั้งราคาข้าวที่รับซื้อก็จะมีการปิดประกาศให้สมาชิกทราบโดยตลอด และจะอิงกับราคาตลาด”สำเนียง กล่าว

เขาระบุอีกว่า ปัจจุบันสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกผลิตข้าวอินทรีย์ในกลุ่มของข้าวเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เช่นข้าวหอมนิล ข้าวหอมทับทิมชุมแพ ข้าวก่ำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่และข้าวหอมมะลิ และรับซื้อมาป้อนเข้าโรงสีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวกล้องวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้านเลมอนฟาร์มและร้านสหกรณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“อีกสิ่งสำคัญที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯได้ทรงฝากไว้ คือการทำอย่างไรที่จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในพื้นที่เรียนรู้ สืบสานการทำนา สืบสานอาชีพด้านการเกษตร จากโจทย์นี้ทางโรงสี จึงได้ร่วมมือกับโรงเรียน บ้านและวัดในอำเภอท่าวังผา เพื่อพัฒนาหลักสูตรการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนได้มีประสบการณ์วิชาชีพการทำเกษตร โดยอิงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เป็นต้น”

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ยังเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟภูพยัคฆ์ ซึ่งมีการตกแต่งสวยงาม รูปแบบของร้านยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะชาวจังหวัดน่าน ซึ่งร้านกาแฟภูพยัคฆ์แห่งนี้เกิดจากการที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ รับสั่งว่าให้ทำโรงสีข้าวฯ เป็นประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ในช่วงเทศกาลจึงเปิดให้เป็นจุดพักรถและเริ่มนำกาแฟสดมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

“คนส่วนมากไม่รู้จักโรงสีข้าว แต่เพราะแวะมาดื่มกาแฟ มานั่งพักและเดินชมดอกไม้ภายในบริเวณโดยรอบร้านกาแฟภูพยัคฆ์ ทำให้ได้รู้จักโรงสีข้าวของที่นี่ไปด้วย และยิ่งเมื่อทราบว่าเป็นโรงสีข้าวพระราชทาน ก็ยิ่งสนใจมากขึ้น เข้ามาสอบถามข้อมูลและเดินมาเยี่ยมชมกระบวนการทำงานภายในโรงสี รวมถึงซื้อข้าวสารของที่นี่ไปทดลองบริโภคด้วย นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานและผู้นำเกษตรกรจากชุมชนต่าง ๆ ทั้งในจ.น่านและนอกพื้นที่ ติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมงานที่โรงสีข้าวแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทานกล่าวย้ำ

โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนสายธารแห่งพระเมตตาที่ช่วยโอบอุ้มราษฎรชาวท่าวังผาในยามที่ได้รับความทุกข์ร้อนให้สามารถลุกขึ้นยืนและเดินต่อได้ ด้วยอาศัยแนวทางของสหกรณ์ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่งเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และสร้างอาชีพและรายได้จากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์ในดิน ผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”อย่างแท้จริง

กรมชลยันทุกเขื่อนไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400368?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมชลยันทุกเขื่อนไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:01 น.
เขื่อนแข็งแรง,แผ่นดินไหว,กรมชลประทาน,ภาคเหนือ
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

กรมชลยันทุกเขื่อนภาคเหนือ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ยืนยันติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหว ตรวจสอบอาคารชลประทานเสมอ สร้างความมั่นใจประชาชนอยู่ท้ายเขื่อน

22 พฤศจิกายน 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  (21 พ.ย. 62) เวลา 04.03 น. วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.9 ที่ความลึก 5 กิโลเมตร และเวลา 06.50 น. วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.4 ที่ความลึก 3 กิโลเมตร นั้น

อ่านข่าว –  แผ่นดินไหวที่สปป.ลาว คนพะเยารับรู้ถึงความสั่นสะเทือน

กรมชลประทานโดยฝ่ายปลอดภัยเขื่อน สำนักงานชลประทานที่ 1  ได้ตรวจสอบข้อมูลจากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวของกรมชลประทาน ในเขต จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าความเร่งสูงสุดที่ตรวจวัดได้มีค่าเท่ากับ 0.0089 g ซึ่งความเร่งสูงสุดที่ใช้ในการออกแบบเขื่อนเพื่อรองรับแผ่นดินไหวมีค่า 0.2 g

หลังจากตรวจสอบเขื่อนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล  เขื่อนแม่แหลงหลวง  เขื่อนแม่ทะลบหลวง เขื่อนห้วยแม่ออน  เขื่อนแม่จอกหลวง  และเขื่อนห้วยมะนาว  จังหวัดเชียงใหม่ , เขื่อนแม่สรวย และเขื่อนดอยงู จังหวัดเชียงราย และอ่างเก็บน้ำแม่ถาง อำเภอสอง จังหวัดแพร่

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อเขื่อนขนาดกลาง และขนาดใหญ่ของกรมชลประทานแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวในเขตภาคเหนือ ได้เพิ่มขึ้นบ่อยครั้งและถี่มากขึ้น  โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน กรมชลประทาน

เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

ฝ่ายปลอดภัยเขื่อน สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวที่อาคารชลประทานจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ และอ่างเก็บน้ำโป่งอ่อน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้ง 3 แห่งนี้ เครื่องมือยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ หลังจากการตรวจสอบแล้ว พบว่าตัวเขื่อนยังมีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัย

ส่วนอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เครื่องมืออยู่ระหว่างเร่งซ่อมแซมปรับปรุง เบื้องต้นได้เข้าดำเนินการตรวจสอบทางกายภาพแล้ว พบว่าทำนบดินยังคงมีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยดี

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณเขื่อนต่างๆ กรมลประทาน มีแผนที่จะดำเนินการติดตั้งเครื่องมือวัดผลกระทบจากแผ่นดินไหวเพิ่มเติมที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 นี้

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา

กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าได้ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของเขื่อนอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี พร้อมทั้งติดตามข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนทุกแห่งของกรมชลประทาน

ป่าไม้ สปก.ลุยตรวจสอบฟาร์มไก่ ลุ้นปารีณานำชี้แนวเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ป่าไม้ สปก.ลุยตรวจสอบฟาร์มไก่ ลุ้นปารีณานำชี้แนวเขต

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สปก,ปารีณา,ฟาร์มไก่,กรมป่าไม้,รังวัด
เปิดอ่าน 196 ครั้ง

ป่าไม้ ส.ป.ก.ลงพื้นที่ลุยสอบการครอบครองที่ดินปารีณาอาทิตย์นี้ แจ้งเจ้าตัวแล้ว ลุ้นนำชี้แนวเขตเองหรือไม่

22 พฤศจิกายน 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า คณะทำงานของกรมป่าไม้ ได้ประสานกับคณะทำงานของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

ทั้งนี้เพื่อเข้าตรวจสอบที่ดินฟาร์มไก่ของน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีในวันที่ 24 พฤศจิกายน นี้ โดยส.ป.ก.ทำหนังสือแจ้งน.ส.ปารีณาซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินนำชี้แนวเขต แต่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าจะมาหรือไม่ซึ่งรัฐไม่มีอำนาจบังคับ ในการรังวัดครั้งนี้จะทำอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตส.ป.ก. จำนวนเท่าไรและอยู่ในเขตป่าไม้หรือไม่ เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนจึงจะกำหนดแนวทางการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งการให้ประสานกับทุกหน่วยงานที่ดูแลที่ดินของรัฐทุกประเภทเพื่อเร่งปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4,000 (One Map)

เพื่อสนองนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ที่ผ่านมาติดขัดเรื่องการทับซ้อนของแนวเขต ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้จัดทำ One Map ให้แล้วเสร็จเพื่อที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะดำเนินการนำที่ดินของรัฐที่ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาจัดสรรสิทธิ์ให้เกษตรกรและผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกิน

สำหรับกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เนื่องจากที่ดินของรัฐนั้นมีทั้งที่ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ดินเอกสารสิทธิ์ของกรมที่ดิน ที่ราชพัสดุ ที่นิคมสร้างตนเอง ขณะนี้แต่ละหน่วยงานมีเพียงข้อมูลของตัวเองเท่านั้นจึงต้องปรับแนวเขตให้ถูกต้องและตรงกัน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ตามมติครม. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 กำหนดให้ผู้ยากไร้และผู้ที่เข้าทำกินก่อนปี 2557 ได้รับการพิจารณาจัดสรรสิทธิ์ตามคทช. แต่หากบุกรุกหลังปี 2557 ต้องถูกดำเนินคดี รัฐไม่ได้มุ่งที่จะเอาผิดหรือขับไล่กลุ่มดังกล่าวในพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ต้องให้มาอยู่ในการจัดระเบียบของรัฐเพราะที่ดินเป็นของรัฐ แต่รับรองสิทธิ์ให้อยู่และทำกินอย่างถูกต้อง

ทั้งในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือที่สาธารณะอื่นๆ ซึ่งจะต้องแก้ไขปัญหา ให้สอดคล้องกับสถานภาพและสถานการณ์ปัจจุบันอีกทั้งทั้งนี้พื้นที่ที่ประชาชนเข้าไปทำกินอยู่นานแล้วหรือทำกินอยู่เดิมนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะเปลี่ยนแปลงให้กลับมาเป็นสภาพป่า การแก้ปัญหาต้องสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน

“การปรับปรุง One Map จะกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุดและกระทบประชาชนน้อยที่สุด เมื่อแล้วเสร็จจะเสนอคทช. เพื่อพิจารณาเรื่องการจัดสรรสิทธิ์แก่ผู้ไม่มีที่ดินทำกิน อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐได้ด้วย” นายอรรถพลกล่าว

FAOยกย่องไทยต้นแบบพัฒนาเกษตรยั่งยืน ต้านไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

FAOยกย่องไทยต้นแบบพัฒนาเกษตรยั่งยืน ต้านไอยูยู

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เอฟเอโอ,ไอยูยู,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เกษตรกรรมยั่งยืน
เปิดอ่าน 178 ครั้ง

เอฟเอโอ.ยกย่องไทยต้นแบบพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการต่อต้านไอยูยูสำเร็จเสนอเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตร

21 พฤศจิกายน 2562 เอฟเอโอยกย่องไทยเป็นต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการต่อต้านไอยูยูสำเร็จพร้อมหนุนบทบาทไทยในเวทีระหว่างประเทศ เสนอไทยเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตร ขณะที่“อลงกรณ์”เตรียมเสนอรายงาน”เฉลิมชัย”ผนึกพลังกับยูเอ็นเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรและอาหารของโลกและประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลกของยูเอ็น

ที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรของไทยประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)นายอลงกรณ์ พลบุตร พร้อมด้วย นายพลพิศิลป์ สุวรรณชัย ผู้อำนวยการกองประมงต่างประเทศ นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (FAO/IFAD/WFP) ณ กรุงโรม เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ นายเดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ:FAO)ณ สำนักงานใหญ่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

โดยนายเดเนียล กุสตาฟสัน รองผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติและแสดงความยินดีที่ผู้แทนไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก (CFS)

พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ FAO ในเรื่องการป้องกันปัญหาโรคระบาด ปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตร ปศุสัตว์ และประมง นโยบายสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) และนโยบายต่อต้านประมงผิดกฎหมายพร้อมกับขอให้ไทยสนับสนุนข้อริเริ่มของผู้อำนวยการใหญ่เอฟเอโอเรื่องการร่วมมือทำงานใกล้ชิด(hand in hand )

โดยการส่งเสริมโครงการการพัฒนาเกษตรอาหารและประมงกับประเทศอาเซียนและประเทศยากจนในภูมิภาคต่างๆโดยเอฟเอโอ.พร้อมขยายความร่วมมือกับไทยและสนับสนุนการเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรอาหารและประมงของโลก

นายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณเอฟเอโอที่สนับสนุนและร่วมมือกับประเทศไทยอย่างดียิ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอยืนยันว่าประเทศไทยสนับสนุนแนวคิดการจับคู่เพื่อการพัฒนา “Hand-in-Hand Initiative” ของผู้อำนวยการใหญ่ FAO คนใหม่ และข้อริเริ่มการพัฒนาปประมงยั่งยืน(Blue Growth Initiative)รวมทั้งการสร้างความร่วมมือในกรอบใต้-ใต้(South-South and Triangular Cooperation:SSTC)ที่ผ่านมา

โดยไทยได้ขยายความร่วมมือในการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นนอกอาเซียน ร่วมกับภาคเอกชนของไทย ทั้งนี้ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือและถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาภาคเกษตรแบบครบวงจนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยกลุ่มสตรีและเยาวชนพร้อมยกระดับไทยเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านการเกษตรและอาหารในระดับภูมิภาค

รัฐบาลไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ให้ความสำคัญในด้านเกษตรและประมงเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับที่ 12 ของโลก ไทยได้พัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โดยในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาค ไทยได้เสนอ  โครงการ”ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการประมงที่ยั่งยืนในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน” ผลักดันการจัดทำนโยบายประมงอาเซียน และการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และการควบคุม (IUU)

ขณะเดียวกันที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ ได้แจ้งให้ FAO ทราบถึงการขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการทำงานใหม่ โดยขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 นำระบบข้อมูลเทคโนโลยีดิจิตอลมาสนับสนุนการผลิตภาคเกษตร เช่น โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (AgriTech and Innovation Center) ใน 77 จังหวัด

โดยเป็นการทำงานเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และสถาบันเกษตรกรรวมทั้ง พัฒนาระบบอีคอมเมอร์ซเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสําคัญในเรื่องการผลิตเกษตรอินทรีย์และอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยผลักดันให้มีการรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกลุ่มของเกษตรกร และยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ให้ทำงานหรือบริหารจัดการธุรกิจร่วมกันเพื่อลดต้นการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม

นายอลงกรณ์ พลบุตร และคณะได้เข้าเยี่ยมคารวะ Mr. Gilbert Houngbo ประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) โดยนายกิลเบิร์ตกล่าวว่า IFAD เป็นหนึ่งในองค์กรของสหประชาชาติ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนธนาคารเกษตรของโลก จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ช่วยเหลือประเทศสมาชิก ซึ่งมีอยู่ 176 ประเทศ ในการพัฒนาและสนับสนุนการเชื่อมโยงภาคเกษตรกับภาคธุรกิจให้เกิดการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา

เพื่อสร้างความเข้มเข็งและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกร เยาวชน และสตรีในชนบท ซึ่งความช่วยเหลือส่วนใหญ่อยู่ในรูปของโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant) สำหรับการพัฒนาด้านวิชาการ ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ด้านการเงินและการตลาด

ประธาน IFAD กล่าวขอบคุณประเทศไทยในความร่วมมือระหว่างกันและมองว่า ประเทศไทยมีประสบการณ์ในการพัฒนาด้านการเกษตร และมีผลสำเร็จที่สามารถถอดแบบตัวอย่างเพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับประเทศอื่นๆยิ่งกว่านั้นไทยยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกพร้อมที่จะสร้างบทบาทการเป็นประเทศผู้นำและผู้ให้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน กับองค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งIFADพร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศไทยรวมทั้งเรื่องโลจิสติกส์กรณีเกิดภัยพิบัติและวิกฤตด้านอาหารและความอดอยากขาดแคลนแบบเร่งด่วน

ในระหว่างการหารือ นายอลงกรณ์ ได้กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้านต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาล เพื่อมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาการผลิตมากขึ้น โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ ธกส. และธนาคารออมสิน จัดตั้งโครงการสินเชื่อประมงดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องและการฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโมเดลตัวอย่างสำหรับIFADและประเทศสมาชิก

นอกจากนี้ ยังมีโมเดลการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกรเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการค้าเช่นโครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจสเตย์และโครงการออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลBig DataและAIภาคเกษตรให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และไทยได้นำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนั้นนายอลงกรณ์ยัง ได้ขอบคุณ IFAD ที่ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “Mekong Knowledge and Sharing Fair” เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของประเทศลุ่มน้ำโขง เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อยกับภาคเอกชนและสถาบันการเงินภาคเกษตร” และขอบคุณ IFAD ที่ให้การสนับสนุนไทยดำรงตำแหน่งประธานความมั่นคงอาหารโลก (World Food Security หรือ CFS) ด้วย
และเตรียมเสนอรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนเรื่องความร่วมมือกับFAOและIFADเพื่อผนึกพลังกับยูเอ็นเพิ่มบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านเกษตรและอาหารของโลกต่อไปและในโอกาสที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก(Committee on World Food Security:CFS)ระหว่างปี2019-2021

งง 3 สารยิ่งแบนยิ่งโผล่พรวดเดียวเกือบสี่หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400372?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

งง 3 สารยิ่งแบนยิ่งโผล่พรวดเดียวเกือบสี่หมื่นตัน

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,สารพิษ,3 สาร
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

มนัญญา ลั่นพร้อมเซ็นส่งออก 3 สารพิษทันที งง ยิ่งแบนยิ่งโผล่พรวดเดียวเกือบสี่หมื่นตัน โบ้ยเอกชนรับภาระส่งกลับหรือทำลาย

22 พฤศจิกายน 2562  น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในประชุมรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการนำเข้า ส่งออก สารเคมี 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ก่อนที่จะยกเลิกใช้ 3 สารวันที่ 1 ธ.ค.นี้

อ่านข่าว – ตั้งทีมช่วยเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร

โดยบอกว่า จนถึงขณะนี้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการหารือกับเอกชน ผู้นำเข้า ส่งออก 4 สมาคม คือสมาคมธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืช สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย และวันนี้ (22 พ.ย.) จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคน

ทั้งนี้เพื่อซักซ้อมแนวทางดูแลประชาชนและเกษตรกร ในการคืน 3 สารอันตราย เพื่อให้ไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้แบน 3 สารในวันที่ 1 ธ.ค.62 ดังนั้นการที่มีข่าวว่าในวันที่ 27 พ.ย.คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะประชุมอาจมีการทบทวนสารบางตัว เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กอ.ต้องตอบคำถามให้กับประชาชนทุกข้อ ในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร จะต้องทำให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบประชาชนและเกษตรกร เนื่องจากมีโทษตามกฎหมายสูงหาก3สารมีอยู่ในครอบครองหลังวันที่1ธ.ค.

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าในส่วนภาคเอกชน ตนยืนยันว่าหากต้องการส่งออก พร้อมเซ็นอนุมัติให้ทันทีในเวลาทำการ 1-3วัน ขณะนี้มีเอกชน ยื่นขอส่งออก3สาร700กว่าตัน พร้อมส่งไปประเทศที่สาม แต่ในส่วนสารที่มีคงเหลืออยู่ประมาณกว่า 3.8หมื่นตัน ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของบริษัทผู้นำเข้า ต้องรับผิดชอบในการทำลาย เป็นเรื่องที่แปลกทั้งที่รู้ว่ารัฐบาลจะห้ามการใช้สารเคมี 3 สาร ก็ยังมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง เพราะเอกชนต่างก็มั่นใจว่ายังงัยไม่มีทางแบนได้

ในขณะที่ฝ่ายการตลาดของบริษัท ไปขายแบบลดแลกแจกแถมซื้อ1ลิตรแถม3ลิตร เพื่อให้ไปอยู่มือเกษตรกร ไว้เยอะๆ จริงๆแล้วในเรื่องส่งออก นำเข้าสารเคมี มีกฎหมายแรงมาก ขนาดต้องปิดบริษัท ตนได้ให้กรมวิชาการเกษตร ดึงกฎหมายนี้ กลับมาก่อน เพื่อมาหารือกันก่อน มิฉะนั้นเจ๊งกันหมด ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลนี้ทำงานทุกอย่างอยู่บนโต๊ะ ไม่มีใต้โต๊ะ ต่อไปการส่งออกต้องมีการเสียภาษี จะน้อยจะมากต้องเสียภาษีและเอาเรื่องเหล่านี้มาอยู่บนโต๊ะ ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยให้นำเข้าสารเคมี ภาษีเป็นศูนย์ เพราะต้องการทำให้สินค้าถึงมือเกษตรกรในราคาที่ถูก แต่กลายเป็นช่องทางนำเข้า ไปส่งออก

“ไม่ว่าไปทางซ้ายหรือขวา ต้องมาคุยกันเราเป็นพี่น้องคนไทยด้วยกัน ซึ่งขอถามว่าทำไมที่ผ่านมาเอาเข้ามาเป็นแสนตันต่อปี ก็ขายได้หมด แต่ปีนี้เอาเข้ามาน้อยกลับยังมีสารเหลือ ถึงเวลาที่ทุกคนควรพูดความจริง ยึดประโยชน์สูงสุดคือเกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติ ที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันได้ ดิฉันลงพื้นที่ถามเกษตรกร สหกรณ์ต่างๆทุกวันนี้เลิกใช้สารเคมีกันไปมากแล้ว ซึ่งทางสหกรณ์บอกว่าเขาต้องการเครื่องตัดหญ้า นี่คือความต้องการของเกษตรกร จะประชุมสารวัตรเกษตร เพื่อย้ำว่าประเทศไทยจะต้องไม่มีการจับเกษตรกร ไม่ทำร้ายเกษตรกร หากพื้นที่ไหนเกษตรกรถูกจับเพราะครอบครอง 3 สาร แสดงว่าหน่วยงานล้มเหลวในการทำความเข้าใจกับเกษตรกร” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ในการลงพื้นที่ไปตรวจบริษัท พบว่าแม้ว่าบริษัทนำเข้าอาจมีมาตรฐานของโรงงาน แต่บริษัทที่ซื้อนำไปผลิตในยี่ห้ออื่น ๆ ต้องยอมรับมีการนำไปผสมในสัดส่วนต่างกันไปตรงนี้ไม่มีใครคุม แต่เกษตรกรรับกรรม จากใช้สารไม่ตรงตามคุณภาพ เรื่องนี้ต่อไปจะเข้มงวดคุมตั้งแต่ต้นน้ำ และยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกสาร 3 ตัวนี้เพื่อให้มีการนำเข้าสารตัวใหม่ เพราะดิฉันไม่เคยแทรกแซงกรมวิชาการเกษตร

ถ้าในอนาคตจะมีการนำเข้าเป็นเรื่องว่ากันไปตามหลักวิชาการ เรื่องพวกนี้ก็แปลกเวลาเชิญประชุมไม่มา กันแต่ไปให้เงินทำเสื้อมาด่า จ้างมาด่า ทั้งที่เราทำเพื่อประชาชน ลงพื้นที่ร้านค้า ก็บอกว่าบริษัทใหญ่ จ่ายตังรัฐมนตรีเกษตรแล้ว ยังงัยก็ไม่มีทางแบน จึงทำให้ไม่มีการเตรียมการอะไรกันเลย ทั้งที่ดิฉัน เข้ามารับตำแหน่งวันแรกก็มีนโยบายแบน3สาร เพราะได้มีข้อมูลหนักแน่น ในเรื่องผลกระทบเป็นพิษภัยต่อร่างกายมนุษย์เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เสนอแบน3สารมาตั้งแต่ปี2560

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และประธานคณะทำงานตรวจสอบสต๊อก 3 สาร กล่าวว่าผลการตรวจสอบพบว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย.62 มีผู้นำเข้า 103 บริษัท จำนวน 36,343 ตัน หลังจากนั้นมีการตรวจสอบรายงานสต๊อกครั้งที่ 1 วันที่ 5 ก.ค.พบว่ามีการนำเข้าจริง 34,688 ตัน และการตรวจสต๊อกครั้งที่สอง วันที่ 30 ก.ย.มีจำนวน 39,689 ตัน ตรวจครั้งที่สาม วันที่ 30 ต.ค.สต๊อกเหลือ 23,263 ตัน ตรวจครั้งที่สี่ วันที่ 12 พ.ย.พบว่าสต๊อกมีอยู่ 38,885 ตัน คำถามทำไมสตอกของกรมวิชาการเกษตร จึงดิ้นได้

ส่วนที่บอกว่าข้อมูลของเราเป็นวิทยาศาสตร์เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ไม่ได้มโน จะพบว่าปี 58 นำเข้า 91,000 ตัน ปี 59 นำเข้า 96,000ตัน ปี 2560 นำเข้าแสนกว่าตัน และปี 2561 นำเข้า 8.1 หมื่นตัน พอปี 2562 นำเข้า 3.6 หมื่นตัน เพราะมีการห้ามนำเข้าเมื่อเดือนมิ.ย. ดังนั้นจะเห็นว่าปี 2560 ทำไมนำเข้าถึงแสนกว่าตัน ทั้งที่มีนโยบายจะแบนสารมาแล้ว ซึ่งสต๊อกมีชีวิตตลอดเวลาหรือสต๊อกที่แจ้งเป็นของตนหรือของสตอกคนอื่นด้วย แม้กระทั่งตนเป็นอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จะขอตัวเลขสตอก แต่ทางกรมบอกว่าต้องขอเป็นทางการ จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสต๊อก

นอกจากนี้จากที่มีมาตรการจำกัดการใช้ และมาตรอบรมเกษตรกร เป้าหมายอบรม1ล้านราย แต่มีเกษตรกรมาแจ้งอบรมใช้สาร 4 แสนราย ณ วันที่ 13 พ.ย.2562 ผ่านอบรมแล้ว 3 แสนราย ยกตัวอย่างกรณี จ.นครราชสีมา  มีเกษตรกร ผ่านอบรม 3 หมื่นคน พื้นที่ปลูกพืช 7 แสนไร่ ที่ใช้สารเคมี ในข้าวโพด อ้อย มัน มีความต้องการใช้3สาร 675 ตัน เท่ากับไร่ละไม่ถึง 1 ลิตร

ดังนั้นขณะนี้กำลังให้ทุกจังหวัดทำรายละเอียดเข้ามาว่าผลการอบรมและการผ่านอบรมทั้งหมดเท่าไหร่ และปริมาณสารต้องการใช้จริง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการใช้จริงเท่าไหร่  ทั้งนี้ยืนยันว่าความเดือดร้อนทุกภาคส่วนไม่ได้ละเลย แต่กฎหมายมาตรา 52 กำหนดว่าค่าใช้จ่ายในการทำลายเป็นภาระของเอกชนผู้นำเข้า ในส่วนราชกิจจาฯที่กำหนดระยะเวลาส่งเก็บคืน3สารทั้งหมดภายใน30วัน แบ่งเป็นแจ้งเตือน ส่งมอบ คราวละ15วัน ทั้งนี้มีผลต่อเมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีประกาศในราชกิจจาฯแล้ว

ด้านนายสกล มงคลธรรมากุล ที่ปรึกษาสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่าการดำเนินการเรื่องนี้มีระยะเวลาให้เอกชนเก็บคืนสาร ให้เวลาน้อยเกินไปเพราะได้กระจายจำหน่ายสารไปแล้ว ต้องมีขบวนการเรียกคืน นำส่ง ร่วมถึงติดตามที่ไปของสาร ขณะเดียวกันหากให้ส่งคืนประเทศต้นทาง คงเป็นเรื่องยากบริษัทต้นทางจะรับกลับ เพราะได้ซื้อจ่ายขาด และการเผาทำลายต้องทำถึง 2 ครั้งคือเผาสารและเผาควัน เป็นสารพิษร้ายแรง เกิดสารไดอ๊อกซินทางอากาศมหาศาล ใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเผาหมด เพราะฉะนั้นควรชะลอการบังคับกฎหมายแบน3สาร ออกไปอีก2ปีหรือสองรอบการเพาะปลูก จะทำให้ใช้ในภาคเกษตรหมด ถ้าหากแบนจริงวันที่1 ธ.ค.นี้จะฟ้องศาลในเรื่องความเสียหายของ 3 สารไปเจอกันที่ศาล

แต่งชุดดำร้องนายกฯต้านแบน 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400366?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แต่งชุดดำร้องนายกฯต้านแบน 3 สารเคมี

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนัดแต่งชุดดำเข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล 28 พ.ย

22 พฤศจิกายน 2562 นายกฯมอบหมายรมว.เกษตรฯ พบผู้แทนเกษตรกรรับทราบความเดือดร้อนและชี้แจงมาตรการรองรับ ด้านผู้ประกอบการสารเคมีทางการเกษตรที่จะประชุมกับคณะทำงานของรมช. มนัญญาระบุ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับแนวทางส่งสินค้าคงค้างออกหรือกลับบริษัทผู้ผลิตเพราะเหลือเวลา 11 วัน ทำไม่ทันแน่นอน

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสจะแต่งชุดดำ รวมตัวไปเรียกร้องต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้แก้ไขปัญหาด่วนที่สุด ก่อนที่จะมีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้ 3 สารในวันที่ 1 ธันวาคม ทั้งนี้เกษตรกรได้ติดต่อกันผ่านทุกช่องทางสื่อสารโดยติด #SAVEเกษตรกรไทย เพื่อจะให้รัฐเห็นถึงความเดือดร้อนจากนโยบายดังกล่าว

นายสุกรรณ์ กล่าวต่อว่า จากการที่สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเข้าชี้แจงความเดือดร้อนและผลกระทบในการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจประเทศที่จะเกิดขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับเรื่องแทน

โดยนัดหมายให้ผู้แทนสมาพันธ์ 10 คนเข้าพบในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายนเช่นกัน ซึ่งจะได้สอบถามด้วยว่า หากยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกษตรกรทั้งประเทศเตรียมมาตรการรองรับไว้พร้อมหรือยัง ส่วนที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งมาว่า จะให้ผู้แทนเกษตรกรเข้าพบ จนถึงขณะนี้เรื่องเงียบหายไป

นายวีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า ได้มอบหมายผู้แทนไปร่วมกับสมาคมอารักขาพืชไทยและสมาคมเพื่อการค้าและนวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยไปประชุมกับคณะทำงานของน.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรและสหกรณ์ โดยไม่ได้พบกับน.ส.มนัญญาซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปราชการที่ประเทศจีน

ทั้ง 3 สมาคมไม่ได้คาดหวังว่า นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานที่ปรึกษาของรมช. มนัญญาซึ่งจะเป็นประธานการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ (21 พฤศจิกายน) จะรับฟังเหตุผลใดๆ จากสมาคมผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร แต่ที่ต้องไปร่วมประชุมเนื่องจากมีการระบุว่า หากไม่มาประชุมแสดงว่า ไม่เดือดร้อน

ส่วนประเด็นที่รมช. มนัญญาระบุว่า จะให้กรมวิชาการเกษตรออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการส่งสินค้าคงค้างกลับบริษัทผู้ผลิตและส่งไปขายยังประเทศที่ 3 นั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้ทันเนื่องจากสตอกสินค้ามีกว่า 20,000 ตัน แต่เหลือระยะเวลาเพียง 11 วันที่กฎหมายยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้แล้ว