ทวงจุดยืน สุริยะ เลื่อนแบน 3 สารอีก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400804?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ทวงจุดยืน สุริยะ เลื่อนแบน 3 สารอีก 6 เดือน

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบนสารเคมี,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

เครือข่ายแบน 3 สาร ทวงจุดยืน สุริยะ เลื่อนแบน อีก 6 เดือน จริงหรือไม่ ถามยื้อเวลาเพื่อการค้าระหว่างประเทศ หรือผลักระบายสู่เกษตรกร แฉเอกชนส่งสารกลับประเทศต้นท

24 พฤศจิกายน 2562  เครือข่ายแบน 3 สาร ทวงจุดยืน สุริยะ เลื่อนการแบน อีก 6 เดือน จริงหรือไม่ ถามยื้อเวลาเพื่อการค้าระหว่างประเทศ หรือผลักระบายสู่เกษตรกร แฉเอกชนส่งสารกลับประเทศต้นทางไม่ได้ เพราะลักลอบเข้ามาหรือไม่ ทำให้ไม่มีที่มาของสาร

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่าจุดยืนของเครือข่ายต้านสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร กว่า 300 องค์กร ยืนยันให้คงมติแบน 3 สารพิษ ในวันที่ 1 ธ.ค.62 และสต๊อกสารเคมี 3 ชนิดที่ยังเหลือ 40 ล้านกก.ให้ส่งกลับคืนประเทศต้นทางตามหลักการปฏิบัติของกว่า 50 ประเทศ ที่ประกาศแบน 3 สารนี้ล้วนดำเนินการมาแล้ว

หากเลื่อนระยะเวลาบังคับใช้การแบนสารไปอีก 6 เดือน จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร ไม่ให้สต๊อก 3 สารที่เหลือจะเกือบ 3 -4 หมื่นตัน ตัวเลขก็ยังไมนิ่ง ผลักระบายไปสู่ภาคเกษตร และไม่ควรเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจะเป็นเรื่องน่าสงสารมากทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค

“การประกาศให้มีผลการแบน 3 สาร ต้องไม่ทบทวน ยืนยันวันที่ 1 ธ.ค. แต่ว่าประกาศมีผลบังคับใช้ เมื่อไหร่ กระทรวงเกษตรฯต้องพิจารณา ในส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงระหว่างประเทศที่มีกรอบเวลา เป็นเงื่อนไขปฏิบัติการค้าระหว่างประเทศที่ต้องแจ้งภายใน 6 เดือน ที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเรื่องการกีดกันทางค้า สำหรับประเทศที่ส่งสินค้ามาไทย

นอกจากนี้ในเรื่องหนังสือของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯที่เพิ่งส่งให้กับองค์การค้าโลก ลงวันที่ 6 พ.ย.ยื่นในเรื่องแนวปฏิบัติ เรื่องสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ความตกลงภายใต้องค์การค้าโลก ที่ต้องแจ้งการแบนสารเคมี ภายใน 60 วัน แต่กระทรวงเกษตรฯ ส่งไปองค์การการค้าโลกว่า มีผลแบน 3 สารวันที่ 1 ธ.ค.62 ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากรอบระยะเวลา กำหนดให้ส่งล่วงหน้าภายใน 6 เดือน

ถามว่าข้าราชการ รู้แต่ทำไมไม่แจ้งรัฐมนตรีเกษตรฯ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการประจำในขั้นตอนการยื่นองค์การการโลก กลายเป็นว่าข้าราชการ ต้องการยื้อเอง จริง ๆ ควรบอกล่วงหน้าตั้งแต่เดือนมิ.ย.เพื่อ ให้มีผล เดือน ธ.ค.  แต่ทั้งนี้กรอบข้อตกลงเป็นเรื่องทางเทคนิกระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เกี่ยวกับกฎหมายการแบนสาร 3 ชนิดในประเทศไทย

ทั้งนี้ในทางปฏิบัติของกฎหมายก็เหมือนกับได้แบน 3 สารมาแล้ว เนื่องจากผ่านมากระทรวงเกษตรฯโดยน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯได้ออกคำสั่งห้ามนำเข้า 3 สาร ตั้งแต่ 30 มิ.ย.62 ดังนั้นผู้ประกอบการ รู้แล้วว่าต้องส่งสารเคมี ที่ค้างสต๊อกส่งกลับประเทศต้นทาง เพื่อไม่ให้ระบายไปภาคเกษตร ซึ่งกลุ่มเกษตรกร หรือม็อบชุดดำ ที่ออกมาประท้วง อาจยังไม่เข้าใจแนวทางช่วยเหลือ ถ้ากระทรวงเกษตรฯมีมาตรการรองรับ ทางเลือกชัดเจน เกษตรกรก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะไม่ยอมรับ คงเหลือแต่ผู้ประกอบการเท่านั้น

นายวิฑูรย์ กล่าวว่ากรณีที่สต๊อกสารเคมี ตัวเลขยังไม่นิ่ง อาจมียอดจากลักลอบนำเข้า นี่เป็นประเด็นสาเหตุทำไมต้องการยืดเวลาแบน เพราะส่งกลับประเทศต้นทางไม่ได้เพราะไม่มีที่มาของสาร

“ปริมาณสารเหลือ 40 ล้านกก.เป็นยอด 20% ของการนำเข้าทุกปี 200 ล้านกก.สาร 3 ตัว ยอด 3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันคงเหลือประมาณ 6 พันล้านบาท ยังมีการลักลอบนำเข้าตามชายแดน นี่คือเหตุทำไมต้องการยืดเวลา ในด้านหนึ่งเพื่อผลักภาระให้ 3 สารเคมีไปอยู่มือเกษตรกร เพราะส่งกลับไม่ได้ ไม่มีที่มา” นายวิฑูรย์ กล่าว

ในส่วนกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ระบุว่าจะเลื่อนแบน 3 สาร นั้นตนไม่แน่ใจคำพูด นายสุริยะ จริง ๆ หรือไม่ ซึ่งทวงถามจุดยืนของนายสุริยะ ด้วยกระแสสังคมต้องการให้แบนโดยเร็วที่สุด แต่ให้การแบนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ต้องมีความชัดเจน ถ้าไปยึดกรอบองค์การค้าโลก ที่เป็นปัญหาเทคนิค ขั้นตอนการส่งหนังสือของกระทรวงเกษตรฯแจ้งเรื่องการแบน ส่งองค์การค้าโลก ส่งไปเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ตามขั้นตอนต้องส่งล่วงหน้า 60 วัน หลังจากประกาศอย่างเป็นทางการ

ธรรมนัส ลั่นเคลียร์นอมีนี พ้นสวนปาล์มกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส ลั่นเคลียร์นอมีนี พ้นสวนปาล์มกระบี่

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 17:42 น.
ธรรมนัส,สปก,แจกที่ดิน
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

ธรรมนัส ลั่นเคลียร์นอมีนี พ้นสวนปาล์มกระบี่ แจก เกษตรกรคนจนภายใน 180 วัน  กว่า 1 หมื่นไร่ หากไม่จบเด้งส.ป.ก.จังหวัดแน่

24 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรมเผ่า รมช.เกษตรฯเปิดเผยว่าจากการตรวจเยี่ยมพบประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ อำเภอเหนือคลอง จังหวัดระบี่

ซึ่งมีประชาชนและเกษตรกรจำนวนมาก เดินทางมาร้องเรียน ขอให้กระทรวงเกษตรฯเร่งรัดในการจัดหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) มีคำสั่งไปยังที่ส.ป.ก.จ.กระบี่ เพื่อให้นายทุนที่ครอบครองที่ดินส.ป.ก.ทำสวนปาล์มน้ำมัน ระงับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่ดินทันที

พร้อมกับส่งทีมกฎหมายจากส่วนกลาง ลงพื้นที่ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติการเร่งรัดเข้าฟ้องขับไล่ยึดคืนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1 หมื่นไร่ นำมาจัดสรรให้เกษตรกร และผู้ยากไร้ ที่เป็นคนในพื้นที่จริง ๆ ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ไม่ใช่นอมินีของบริษัท

ที่ผ่านมานายทุนได้ให้นอมินี ที่เป็นชาวบ้านจากพื้นที่อื่นเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่สวนปาล์มโดยนายทุนยังมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มออกจำหน่าย เมื่อเจ้าหน้าที่จะเข้าไปจัดสรรพื้นที่ ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนายทุนและชาวบ้านที่เป็นนอมินี เกิดปัญหาบานปลายขัดแย้งกับคนในพื้นที่มายาวนาน

ทั้งนี้ตนได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ ที่เดินทางมาร้องเรียนในปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ โดยแจ้งว่าที่ผ่านมาทางกระทรวงเกษตรฯ มีความพยายามจะเร่งรัดในการจัดการปัญหาการถือครองที่ดินส.ป.ก.ผิดกฎหมาย ให้เร็วที่สุด โดยขวนการจัดสรรทิ่ดินให้กับเกษตรกรนั้น นอกจากการจัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วยังจะมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ที่ยังขาดแคลนที่พักอาศัย

ซึ่งเบื้องต้นได้ประสานงานกับทาง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงคงของมนุษย์ เพื่อสร้างที่พักอาศัย ให้กับเกษตรกรผู้อยากไร้ ให้มีที่พักพิง และวางระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกร สามารถ ทำการเกษตร อย่างยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไร่ก็ตามในส่วนพื้นที่สวนปาล์ม ที่เป็นพื้นที่ส.ป.ก.หากมีเกษตรกรรายใดที่เข้าไปครอบครอบโดยผิดกฏหมาย โดยเข้าไปยึดครองหลังจากที่บริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม หมดสัญญาสัมปทาน ขอให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเข้าสู่ขบวนการจัดสรรตามกฎหมาย

โดย เกษตรกร สามารถแจ้งความประสงค์ ต่อเจ้าหน้าที่โดยให้เป็นไปตามขั้นตอนการพิจารณา ของทาง ส.ป.ก.อย่างเคร่งครัด  โดย ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาจัดสรรที่ดินทำกินจะต้องเป็นเกษตรกร  ที่ขาดแคลนที่ดินทำกินและมีคุณสมบัติเป็นเกษตรจริงเท่านั้น

“สวนปาล์ม ที่มีอยู่ผมมีความจำเป็นยึดคืนก่อน และให้พี่น้องทุกคนไร้ที่ดินทำกิน ยากจนเป็นเกษตรกรไปขึ้นทะเบียนกับจังหวัด เมื่อขึ้นทะเบียนแล้วเข้าสู่ระบบจัดสรรเข้าสู่กระบวนกระจายสิทธิ แล้วผมรับปากพี่น้องว่าภายใน180วันถ้าไม่สามารถ จัดสรรที่ดินทำกินให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้อย่างอย่างชัดเจนตามข้อกำหนดมีระยะเวลาไว้ ผมจะย้ายส.ป.ก.จ.ทันที   “ ร.อ.ธรรมนัส  กล่าว

มนัญญาเดือดกรมวิชาการกลับลำยืดแบน 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มนัญญาเดือดกรมวิชาการกลับลำยืดแบน 3 สารเคมี

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 17:39 น.
มนัญญา,กรมวิชาการเกษตร,พาราควอต,แบนสารเคมี
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

มนัญญา เดือด จี้กรมวิชาการเกษตรทำหนังสือด่วนชี้แจงข้อเท็จจริง เสนอยืดเวลาจัดเก็บ 6 เดือนหลังแบน 3 สาร

24 พฤศจิกายน 2562  มนัญญา เครื่องร้อน จิก กรมวิชาการเกษตร ทำหนังสือด่วนชี้แจงข้อเท็จจริง เสนอยืดเวลาจัดเก็บ 6 เดือนหลังแบน 3 สาร .อ้างเคลียร์สต๊อก 3สารพิษ ไม่ทัน สงสัย สต๊อกสารเหลือ เพิ่มลดฮวบฮาบ จาก3.8หมื่นตัน เป็น 2.8 หมื่นตัน จี้ถามทำไมประชุมเช้ายังยืนยันจัดเก็บคืนได้หมดภายใน 30 วันแต่ประชุมบ่ายกลับคำ ขอเวลาอีก 180 วัน

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าวันที่ 25 พ.ย.นี้ตนจะสั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ทำหนังสือมาชี้แจงโดยด่วนถึงข้อเสนอเรื่องการยืดเวลาบังคับใช้ในการจัดเก็บคืนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด

ทั้งนี้คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 180 วัน หรือ 6 เดือน อ้างว่ามีสต๊อกเหลือกว่า 2 หมื่นตัน หลังจากที่มีการประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธ.ค.62 ซึ่งตนจะทำเรื่องไปถามกรมวิชาการเกษตร ถึงเหตุผลอย่างไรในการยืดเวลาจัดเก็บสาร ที่ผ่านมาได้ประชุมหลายครั้งไม่ได้มีการแจ้งจะยืดเวลาจัดเก็บสารแต่อย่างใด

เป็นที่น่าสังเกตในช่วงเช้าเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ได้เรียกประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศกว่า 300 คน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติในทุกขั้นตอนการจัดเก็บ 3 สารเคมี ได้ถามย้ำถึง 3 รอบและใกล้จบการประชุมยังถามย้ำอีกว่าใครมีปัญหาในการลงพื้นที่จัดเก็บสารเคมีหรือไม่ ในช่วงเวลาบังคับใช้ 30 วัน เพราะมีการประกาศแบน 3 สารให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.ต้องทำทันทีในการแจ้งครองครองสาร 15 วันและส่งมอบคืนใน 15 วัน ทุกคนบอกไม่มีปัญหา

“ปรากฏว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมวิชาการเกษตร มาเสนอที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบเกษตรกรหลังเลิกใช้ 3 สาร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน กลับมีการเสนอขอยืดเวลาการบังคับใช้แบน 3 สาร ไปอีก 6 เดือน อ้างว่า 30 วันจัดเก็บสารส่งคืนบริษัทไม่ทัน ทั้งนี้ยังมีเรื่องสต๊อกสารคงเหลือยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประชุมวันที่ 21 พ.ย.รายงานเหลือ 3.8 หมื่นตัน มาอีกวันเหลือ 2.8 หมื่นตัน ดังนั้นกรมวิชาการเกษตร ต้องทำหนังสือชี้แจงมาทั้งหมด”รมช.เกษตรฯกล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าตนจะมีหนังสือถามไปเรื่องเสนอยืดเวลาว่าทำไมตอนประชุมกรมวิชาการเกษตร ไม่มีการคัดค้าน ได้ถามถึง 3 – 4ครั้ง มีปัญหาไหมในการจัดเก็บคืน ซึ่งสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง อยู่ฟังในห้องด้วยกันเป็นพยานได้ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ต้องมีหนังสือมาตอบให้ชัดเจน และเป็นกรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน

อีกทั้งตัวเลขงบเยียวยาเกษตรกรกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขที่ห่างไกลกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ของบในการดำเนินการเรื่องจักรกลการเกษตร มาช่วยลดต้นทุนทำเกษตร และมีความถาวร ซึ่งได้สอบถามความต้องการของเกษตรกรมาทั้งหมดเลย เป็นเกษตรกรแท้จริง มีตัวตน แท้จริง อยู่ที่ไหน ทำเพาะปลูกอะไร มีรายชื่อชัดเจน มีรายชื่อทุกสหกรณ์ ของบแค่ 200 กว่าล้าน เกษตรกรกว่า 1 แสนคนเท่านั้น

สำหรับกลุ่มที่โจมตีรมช.เกษตรฯว่าจัดตั้งม็อบเสื้อขาว ถามว่าทำไมต้องจัดตั้ง และที่บอกจัดตั้งคืออะไร ยังนำไปตีความเป็นม็อบเสื้อกาวน์ ทำไมจึงชอบไปตีความให้เกิดความแตกแยก อย่ามาถามว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะ เป็นรัฐมนตรีตนไม่เคยก้าวล่วงใคร เพราะมีหน้าที่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน เกษตรกร ผู้บริโภค และทุกคนมีสิทธิในการคุ้มครองตัวเอง รมช.เกษตรฯกล่าวว่าเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร เป็นผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ติดปัญหาใด ๆ ในการจัดเก็บ เป็นที่ยอมรับในที่ประชุมตอนเช้าวันที่ 22 พ.ย. พอช่วงบ่ายกรมวิชาการเกษตร เปลี่ยนไปได้อย่างไรในเรื่องจัดเก็บสาร

ทั้งที่สารวัตรเกษตร กว่า 300 คนบอกไม่มีปัญหา ในฐานะดูแลกรมวิชการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติทุกพื้นที่ ไม่มีปัญหาใด แต่คณะทำงานที่ปลัดเกษตรฯเป็นประธานไปประชุมกันกลับเป็นอีกอย่าง ซึ่งไม่ทราบเช่นกันทำไมเปลี่ยนไป และยังไม่รู้ว่าจะนำเรื่องยืดเวลา 6 เดือน เข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะประชุมวันที่ 27 พ.ย.นี้ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน หรือไม่ จึงต้องเรียกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงจากกรมวิชาการเกษตร มาถึงตนในวันจันทร์นี้

“พี่ทำมาสุดมือทำสุดเอื้อมเพื่อพี่น้องประชาชน รักษาพี่น้องคนไทย รักษาเกษตรกร ทำในฐานะที่ดูแล กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพราะต้องการรักษาสุขภาพเกษตรกร รักษาสุขภาพคนไทยให้เป็นของขวัญปีใหม่ ไปเที่ยวกับครอบครัวทุกคนได้กินอาหารที่ปลอดภัยได้สูดอากาศบริสุทธิ์”น.ส.มนัญญา กล่าว

แบนสารเคมีสะเทือน 4 วิบัติเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400638?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แบนสารเคมีสะเทือน 4 วิบัติเศรษฐกิจไทย

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 00:21 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,ภาคการเกษตร,วิบัติเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 763 ครั้ง

อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร สิ่งทอ ผนึกมือเกษตรกร ฉะสภาหอและภาครัฐ เร่งรัดแบน 3 สาร เตรียมเผชิญ 4 วิบัติเศรษฐกิจไทยปีหน้า

24 พฤศจิกายน 2562 อุตสาหกรรมเกษตร สงสัยการทำงานของ 3 พรรคกระทรวงใหญ่ เหตุใดเร่งรีบ แบน 3 สารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส แถมจัดเต็มงบประมาณซื้อเครื่องจักร งบทำลายสารเคมีเกษตร เอื้อกลุ่มทุนสารเคมีทดแทน เผยเศรษฐกิจไทยเตรียมพบ 4 วิบัติจากผลพวงวิกฤตการเกษตร

นายภมร ศรีประเสริฐ อุปนายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า การแบนสารกำจัดวัชพืชจะกระทบกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นมูลค่า 5.8 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาไทยส่งออกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด สร้างรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาท และเป็นที่ยอมรับจากประเทศคู่ค้าไม่เคยพบปัญหาสารตกค้าง จึงมองว่ารัฐควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจทำอะไร

ล่าสุด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำภาคธุรกิจมันสำปะหลังไปทำข้อตกลงเปิดตลาดส่งออกซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ตอนนี้กังวลว่าจะผลิตมันสำปะหลังส่งออกให้กับตลาดเหล่านี้ได้อย่างไร มันสำปะหลังมีความจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช เครื่องจักรกลไม่สามารถใช้ได้

ปัจจุบัน มันสำปะหลังใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ หากต้นทุนสูงขึ้น จะเป็นการเปิดโอกาสและสนับสนุนการนำเข้าวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำกว่าเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 1.5 ล้านคน และอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาลอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้ การแบนสารเคมีเกษตร คาดการณ์ผลผลิตจะลดลง 20%-50% หากไม่ใช้สารพาราควอตในช่วงอ้อยย่างปล้อง จะทำให้อ้อยหายไปสูงสุดถึง 67 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีมูลค่าถึง 1.5 แสนล้านบาท เกษตรกรสูญรายได้ไปกว่า 5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังสะเทือนมูลค่าอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลโดยรวมทั้งหมด 3 แสนล้านบาท ทำให้เกษตรกร 1.2 ล้านคน และโรงงานน้ำตาลทั้งหมด 57 โรงงาน อาจถึงขั้นเลิกทำอาชีพการเกษตร และโรงงานอาจมีการเลิกจ้างงานในที่สุด มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.7 ล้านล้านบาทต่อปี หายไปแน่นอนจากการแบน 3 สารเคมีเกษตร

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย อธิบายว่า เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย แรงงานภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบ 12 ล้านคน อุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมน้ำมันถั่วเหลือง อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ 1,100,000 ล้านบาทต่อปี อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาลและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง 300,000 ล้านบาทต่อปี  อุตสาหกรรมมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง 300,000 ล้านบาทต่อปี อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ 15,000 ล้านบาทต่อปี

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า หลังมติการแบนสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562  นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันโอชา ให้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด ภายใต้กระทรวงเกษตร และอุตสาหกรรม เพื่อดูผลกระทบเกษตรกร จนบัดนี้ ยังไม่มีความคืบหน้า สมาพันธ์ฯ พยายามนัดหมายหลายครั้งก็บ่ายเบี่ยงตลอดมา

ทุกวันนี้ รู้แต่ว่าหลังวันที่ 1 ธันวาคม จะโดนทั้งปรับและจำคุก พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การดำเนินงานของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังคงทำตัวเป็นหลุมดำที่ไม่มีข้อสรุป หรือกลัวกระทบหุ้นส่วนนามสกุลเดียวกันที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทรายเดียวที่ได้รับการผูกขาดให้รับผิดชอบทำลายสารเคมีเกษตรมูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านบาท

ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การดำเนินงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศแบนสารเคมีเกษตรและเร่งรีบดำเนินการ โดยไม่มีมาตรการ สิ่งทดแทน และเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกร รวมทั้ง อาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนสารเคมีเกษตรรายใหม่ มูลค่านับหมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การดำเนินงานของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอาใจเกษตรกรด้วยนโยบายแจกเงิน แต่ก็เตรียมของบประมาณชุดใหญ่จัดหาเครื่องจักรกลให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ข้อเสนอแบบสองมาตรฐานของทั้งองค์กรอิสระ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดโอกาสให้นำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่เพาะปลูกโดยใช้สารเคมีเกษตรทั้งสามชนิดมาไทยได้ แต่ห้ามเกษตรกรไทยใช้ เท่ากับเป็นการ “ฆ่าเกษตรกร” ถึง 2 รอบ ครั้งแรก ไม่ให้ใช้สารเคมีฯ ไปหาวิธีการอื่นเพิ่มต้นทุน จนไร้กำไร

ครั้งที่ 2 สนับสนุนการนำเข้าวัตถุดิบเกษตรจากต่างประเทศซึ่งมีราคาที่ต่ำกว่า และมีการใช้สามสารเคมี “เกษตรกรตายยกประเทศ” โดยเฉพาะ สภาหอการค้าฯ หากยังมองไม่เห็นถึงผลกระทบและความเสียหายกับประเทศชาติยังไง ก็ไม่ควรมานั่งดูเรื่องการค้า เป็นที่พึ่งพาของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้

ท้ายที่สุด ปีหน้า ไทยคงหนีไม่พ้น 4 วิบัติทางเศรษฐกิจ เป็นผลจากวิกฤตเกษตร ได้แก่ 1) เกษตรกรเปลี่ยนการเพาะปลูกไปยังพืชชนิดอื่น เกษตรกรชาวไร่คงต้องเลิกปลูกอ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง เพราะไม่มีพาราควอต 2) ผลผลิตในประเทศลด หันไปนำเข้าจากต่างประเทศแทน การส่งออกแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้

3) ต้นทุนภาคการเกษตรสูงขึ้น รัฐบาลต้องนำเงินมาช่วยเหลือมากขึ้น ดึงเงินจากส่วนต่าง ๆ มาใช้ในนโยบายประชานิยม เกิดการจ่ายเงินเกินตัวของรัฐ 4) GDP ภาคการเกษตรลดลง ส่งผล GDP ประเทศสูญหาย การส่งออกตกต่ำสุดในประวัติการณ์ ดังนั้น จึงอยากให้รัฐทบทวนทางออกที่เหมาะสม คือ มาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีเกษตร แทนการยกเลิก ทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

รวมทั้ง ดำเนินการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ครบถ้วนและทั่วถึง มีหลายคนบอกว่า มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเปลี่ยนไม่ได้ ผมขอถามว่า แล้วเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมาทำไมจึงมีการเปลี่ยนมติจาก 2 ครั้งแรกได้ และใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเปลี่ยนมติเดิม เพราะฉะนั้นอย่ามาบอกผมว่าเปลี่ยนไม่ได้ รัฐมนตรี นักการเมือง โดยเฉพาะข้าราชการ ที่เป็นข้าของแผ่นดิน ต้องตั้งสติคิดให้ได้ว่าท่านจะพาประเทศชาติไปทางไหน” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

มนัญญา ข้องใจงบช่วยเกษตรกรเลิกสารสูงเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400686?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มนัญญา ข้องใจงบช่วยเกษตรกรเลิกสารสูงเกินไป

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 00:07 น.
เซ็นส่งออกสาร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,แบน 3 สาร,พาราควอต
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

มนัญญา จ่อเซ็นส่งออก 3 สารพิษกว่า 1.5 ล้านลิตร ติงตัวเลขช่วยเกษตรกรกว่า 3 หมื่นล้าน สหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ 700 แห่งขอไม่เกิน 200 ล้าน

24 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้กรมวิชาการเกษตร ได้เคยเสนอขอขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือน ในการจัดการสตอกสารเคมี ก่อนมีมติแบนสาร 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส เมื่อวันที่ 22 ต.ค.

ทั้งนี้ตนไม่เข้าใจว่าทำไมกรมวิชาการเกษตร ยังเสนอเข้าใหม่อีกรอบต่อคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบยกเลิกใช้ 3 สารที่มีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน ชุดที่แต่งตั้งโดยรมว.เกษตรฯ

อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเสนอตัวเลขงบเยียวยากว่า 3.3 หมื่นล้านบาท ชดเชยค่าต้นทุนการผลิตที่คาดว่าจะสูงขึ้น ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดกว่า 5.2 แสนครัวเรือน และยังไม่รวมจำนวนเกษตรกรสวนยาง อาจจะทำให้มีงบเยียวยาเพิ่ม 4 หมื่นล้านบาท

ขอตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขงบเยียวยาและจำนวนเกษตรกร ทำไมจึงสูงมาก เพราะในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ตนดูแลได้สั่งให้ไปหามาตรการรองรับช่วยเกษตรกร ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศ กว่า 700 แห่ง ของบช่วยเหลือมาเพียง 100 – 200 ล้านบาท ในการจัดหาเครื่องจักรกำจัดวัชพืช และจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกพืช6ชนิด ข้าวโพด ยาง มัน ปาล์ม อ้อย ไม้ผล  มีกว่า1แสนรายที่ได้รับผลกระทบ ที่ตนจะเสนอเข้าครม.

หากยึดความถูกต้อง  เอาความจริงมาพูดกัน จะสามารถทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เกษตรกร ประเทศชาติ ได้สูงสุด ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ไม่อย่างนั้น จะไม่ได้เริ่มอะไรใหม่ๆที่ดีขึ้นอย่างแท้จริงกับคนไทย โดยมติแบน 3 สารมีผลวันที่ 1 ธ.ค.นี้ขอให้มาร่วมมือกันกำจัดให้หมดไปจากประเทศไทยและไม่อยากให้มีการดำเนินคดีกับเกษตรกร

“ทุกหน่วยงานจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจส่งสารคืนบริษัทต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาทั้งนำเข้า ส่งออกไม่เสียภาษีเลย ทั้งนี้เราไม่ได้ทำเพื่อใคร เราทำเพื่อพี่น้องประชาชน เกษตรกร ในวันที่ 25 พ.ย.นี้จะเชิญสหกรณ์จังหวัด77จังหวัด มาฟังมาตรการกำกับดูแลการเก็บคืน 3 สาร ให้ลงพื้นที่ทันที ช่วยให้เกิดเข้าใจอย่างทั่วถึง”รมช.เกษตรฯกล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าเตรียมลงนามอนุญาตให้เอกชนที่ครอบครองสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด ซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้เป็นสารเคมี วอ.4 ห้ามผลิต จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง นำเข้า ส่งออก หลังวันที่ 1 ธ.ค.62 จะมีผลบังคับใช้ เพื่อขณะนี้สามารถส่งไปประเทศทึ่3หรือประเทศต้นทาง โดยขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ออกใบอนุญาตส่งออกให้แล้ว ซึ่งจะดำเนินให้ทุกฉบับที่ขอส่งออกไปต่างประเทศ

โดยวัตถุอันตรายทั้งหมด 60 ฉบับ ปริมาณทั้งหมด 2,829,913 ลิตร ประกอบด้วย

1. พาราควอตไดคลอไรด์ 5 ฉบับ ปริมาณ 1,480,000 ลิตร
2. ไกลโฟเซต-ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม 2 ฉบับ ปริมาณ 9,552 ลิตร
3. คลอร์ไพริฟอส + ไซเพอร์เมทริน 1 ฉบับ ปริมาณ 12,480 ลิตร
4. คลอร์ไพริฟอส 1 ฉบับ ปริมาณ 13,860 ลิตร
5. สารชนิดอื่น 51 ฉบับ ปริมาณ 1,314,021 ลิตร
ยอดรวม 3 สาร 1,515,892 ลิตร

ม็อบแต่งดำมาแน่รวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯสัปดาห์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400642?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ม็อบแต่งดำมาแน่รวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯสัปดาห์นี้

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 14:50 น.
ม็อบแต่งดำ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ต้านแบน 3 สาร
เปิดอ่าน 1,119 ครั้ง

ม็อบแต่งชุดดำ มาแน่ นัดรวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรฯ 25-26พ.ย.บุกร้องนายกฯเลิกแบน3สาร  จวก มนัญญา จัดตั้งม็อบเสื้อกาวน์ มาชนเกษตรกร

23 พฤศจิกายน 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม เกษตรกรจะไม่ส่งมอบคืนสารให้กรมวิชาการเกษตร

เนื่องจากใช้เงินตัวเองซื้อมาในขณะที่เป็นของถูกกฎหมาย ในวันที่ 26 พ.ย. นี้จะแต่งชุดดำแล้วไปรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงเช้า โดยหวังว่าจะพบกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯตามที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายเฉลิมชัยรับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกร จากนั้นจะเดินไปพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ให้ทบทวนมติแบน 3 สาร ซึ่งบางส่วนจะทยอยเดินทางมาตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.มาปักหลักหน้ากระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้การที่เกษตรกรแต่งชุดดำนั้นเพื่อไว้อาลัยต่อกฎหมายอยุติธรรม เป็นการรวมตัวกันโดยสงบและใช้หลักอหิงสา ไม่ใช่การก่อม็อบ ส่วนที่น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯระบุว่า หากมากดดัน ม็อบเสื้อขาวจะมาเหมือนกัน เห็นว่า ไม่สมกับเป็นคำพูดของรัฐมนตรีเกษตรฯ นอกจากไม่ช่วยเกษตรกรแล้ว ยังข่มขู่อีกด้วย ซึ่งม็อบเสื้อขาวเป็นม็อบเสื้อกาวน์ ใช่ไหม เท่ากับเป็นการจัดตั้งม็อบมาชนเกษตรกร

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมกล่าวถึง ผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สาร 3 ชนิดว่า ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมี 2 ด้านคือ ผลกระทบต่อการเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเนื่องจากสารทั้ง 3 ชนิดมีความจำเป็นต่อเกษตรกรในการป้องกันและกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช

การลงมติให้ยกเลิกอย่างกระทันหันจึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ผลผลิตลดลง ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุปทาน (supply) ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และตลอดจนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ที่ต้องใช้ผลผลิตในประเทศเป็นวัตถุดิบเพื่อการแปรรูป

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตและแปรรูป สินค้าอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกนั้น เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก แต่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูปเป็นอาหารและอาหารสัตว์ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี แป้งข้าวสาลี กาแฟ โกโก้ เป็นต้น

หากปรับสถานะให้ 3 สารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวได้เพราะการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าอาหารของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง สารพิษตกค้างซึ่งกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด

โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งกำหนดให้ปริมาณสูงสุดของสารตกค้างในสินค้าเกษตรในระดับที่ปลอดภัย ต้องเป็นไปตามค่าที่ประเทศไทยกำหนด

หรืออ้างอิงกับค่าที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร (Codex; Joint FAO/WHO Food Standards Programme) และต้องไม่พบวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

แม้ว่าสินค้าเกษตรที่นำเข้าจะมีระดับการตกค้างจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยของ Codex ก็ไม่สามารถนำเข้าได้เนื่องจากเงื่อนไขที่การตกค้างของอันตรายทางการเกษตรชนิดที่ 4 ต้องมีค่าเป็น 0 (zero tolerance) เมื่อการผลิตหยุดชะงักจะเกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ดึงวันแมปแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400596?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ดึงวันแมปแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 09:57 น.
วันแมป,สปก,ที่ดิน,อุทยาน,นราธิวาส,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

ธรรมนัส เตรียมเสนอครม.ดึงวันแมป แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั่วประเทศ  ลั่นเดินหน้าจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ให้คนยากจน อีก 2 หมื่นไร่จบใน 180 วันทุกขั้นตอนโปร่งใส

23 พฤศจิกายน 2562  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหากับเกษตรกร ในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมผลงานของโรงเรียน ณ โรงเรียนนราสิกขาลัย อ.เมืองนราธิวาส และรับฟังปัญหา แนวทางการพัฒนา การศึกษา

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯมีแนวทางและแนวคิด ที่จะร่วมกับสถานศึกษา ให้มีองค์ความรู้ ด้านการเกษตรฯให้กับทางโรงเรียน ใช้ในการสอนให้กับเด็กนักเรียน ในเรื่องการส่งเสริมการทำเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรฯ ที่ยึดแนวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดเพื่อให้เด็กนักเรียนนำไปเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องในการปลูกพืชผัก สวนครัว  เสี้ยง สัตว์  ไก่ไข่  ซึ่งจะมีการ ฝึกให้กับเด็กนักเรียน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

ในส่วนการส่งเสริมการปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์ สามารถนำมาเป็นอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน และอาจขยายต่อในการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียน และนำไปพัฒนา สู่แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาประเทศ ให้มีความมั่นคงในอนาคต เป็นส่วนหนึ่งที่ทางโรงเรียนมีทบาทต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ร้อยเอกธรรมนัสได้เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอสุไหปาดี เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาเรื่องที่ดินและพื้นที่ที่มีปัญหาจากเกษตรกร นอกจากนี้ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการแปรรูปข้าว และพบปะเกษตรกรกลุ่มปลูกข้าวหอมกระดังงา ณ บ้านตอหลัง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาจากเกษตรกร ในพื้นที่ จ. นราธิวาส เกษตรกรส่วนใหญ่ ยังมีปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินจำนวนมาก เช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ จึงได้สั่งการในสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรหรือ สปก.เร่งรัดในการจัดรูปที่ดินให้กับเกษตรกร ให้เร็วที่สุด ยอมรับว่าการจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรขณะนี้ค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากมีพื้นที่ทับซ้อนกับส.ป.ก.จำนวนมาก มีทั้งพื้นที่อุทยาน พื้นที่กรมป่าไม้  จนเป็นปัญหาต่อการจัดสรรพื้นที่ ทำกินให้กับเกษตรกร

อย่างไรก็ตามจากปัญหาที่เกิดขึ้นเบื้องต้นทางรัฐบาล กำลังเร่งรัดในการแก้ปัญหา ในส่วนพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมด โดยจะให้ใช้มาตราส่วนเดียวกันทั้งหมดทุกหน่วยงานคือ 1 ต่อ 4,000 หรือวันแมปเพื่อป้องกันการทับซ้อน จะใช้เป็นเพื่อไม่ให้เกิดการทับซื้อน ตนจะเสนอแนวทางให้กับนายกรัฐมนตรีรับทราบและเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวแล้วให้เร็วที่สุด และคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนได้

จ่อเลื่อนแบน 3 สารอีก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400590?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จ่อเลื่อนแบน 3 สารอีก 6 เดือน

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 08:54 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

ปลัดเกษตรฯผงะ งบบานกว่า 3 – 4 หมื่นล้าน เยียวยาเกษตรกรเกือบ 6 แสนครัวเรือน รับผลกระทบยกเลิก3สาร ตีกลับทำตัวเลขใหม่สรุปครั้งหน้า จ่อเลื่อนแบนอีก 6 เดือน

23 พฤศจิกายน 2562 ปลัดกระทรวงเกษตรฯผงะ งบบานทะโล่ กว่า3-4หมื่นล้านบาท เยียวยาเกษตรกรเกือบ6แสนครัวเรือน รับผลกระทบยกเลิก3สาร ตีกลับทำตัวเลขใหม่สรุปครั้งหน้า

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 5ชนิด ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้3สารเคมี ว่าที่ประชุมได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำข้อมูลมาใหม่ เพื่อเสนอการประชุมในสัปดาห์หน้า จึงจะได้สรุปมาตรการรองรับผลกระทบเยียวยาเกษตรกร เพราะในครั้งนี้เสนองบประมาณเยียวยามามากเกินไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท เกษตรกรกว่า5.2แสนครัวเรือน

ขณะนี้ยังไม่รวมเกษตรกรชาวสวนยาง จึงได้ให้ไปรวบรวมมาด้วย คาดว่าจะมีเกือบ 6 แสนครัวเรือน ซึ่งงบเยียวยาอาจมากไปถึง 4 หมื่นล้านบาท  ทั้งนี้มาตรการจ่ายเงินเยียวยาให้ทำเป็นกลุ่มพืชไร่  ไม่ต้องลงเป็นรายชนิดพืช

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตร ยังเสนอให้ยืดเวลาไปอีก 6 เดือน ระยะเวลาเคลียร์สารเคมี ที่อยู่มีปัจจบัน 2.8 หมื่นตันถ้าใช้เวลาการเก็บคืนให้หมด  น่าจะต้องขอขยายเวลา 6 เดือน หลังจากที่มีประกาศแบน 3 สาร วันที่ 1 ธ.ค.62 และให้บังคับใช้ออกไปอีก 6 เดือน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติตามความเห็นของ 3 กระทรวงให้แบน 3 สาร ส่งผลให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันสาคม 2562 ที่จะมาถึงนี้

ผลของการบังคับใช้ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการและผู้ครอบครองต้องทำลายสารเคมีทั้งสามชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส หรือการส่งสินค้าคงค้างกลับบริษัทผู้ผลิตและส่งไปขายยังประเทศที่ 3 แต่ก็มีผู้ประกอบการออกมาบอกว่าคงไม่สามารถดำเนินการได้ทันเนื่องจากสต๊อกสินค้ามีกว่า 20,000 ตัน แต่เหลือระยะเวลาเพียง 11 วันที่กฎหมายยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้แล้ว

โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 07:34 น.
โรคฉี่หนู
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก  viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ วันนี้อยากเตือนเรื่องของโรคฉี่หนู (Leptospirosis) ซึ่งเป็นโรคของสัตว์ที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ (Zoonosis) และมักจะระบาดในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำท่วมขัง แม้ว่าในช่วงนี้จะไม่ใช่ฤดูฝนที่มักจะเป็นช่วงที่มีการระบาดก็ตามครับ เพราะมีเพื่อนมาปรึกษาถึงอาการเจ็บป่วยของสุนัขที่เลี้ยงไว้ว่า สัตวแพทย์ที่รักษาสงสัยว่าสุนัขของเพื่อนจะเป็นโรคฉี่หนู เพื่อนจึงสงสัยอย่างมากว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะที่บ้านของเพื่อนไม่มีน้ำท่วมและอยู่ในเมือง

เพราะฉะนั้นโรคฉี่หนูที่อยากคุยถึงวันนี้เป็นเรื่องโรคฉี่หนูในสุนัข ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ชิดกับคนมาก โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีการเลี้ยงสุนัขนอกบริเวณบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบทสุนัขก็สามารถเป็นโรคฉี่หนูได้ ที่หมอห่วงคือ เมื่อสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับคนมาก โอกาสที่คนจะติดเชื้อฉี่หนูก็สูงตามไปด้วยครับ

เราจะมารู้จักโรคฉี่หนูกันนะครับ โรคฉี่หนูเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับคนและสัตว์ การติดเชื้อในคนมีสาเหตุมาจากการสัมผัสดิน น้ำ อาหารที่ปนเปื้อนปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อของของสัตว์ที่ติดเชื้อชนิดนี้ เช่น สุนัข วัว ควาย หนู หมู ม้า เป็นต้น

ส่วนอาการมีหลากหลายขึ้นกับชนิดของเชื้อ และปริมาณของเชื้อที่ได้รับ บางรายไม่แสดงอาการ แต่บางรายอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็มี ส่วนชนิดของเชื้อเราไม่จำเป็นต้องรู้จักก็ได้ครับเพราะมีหลายชนิดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์ในการวินิจฉัยเพื่อรักษา

แต่เราจำเป็นต้องทราบว่าโรคฉี่หนูมีการติดต่ออย่างไรเพื่อจะได้สามารถป้องกันได้

เชื้อฉี่หนูจะออกมากับปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อ และอยู่ตามน้ำ ดินที่แฉะ หรืออาหาร โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลรวมถึงรอยขีดข่วน หรือเยื่อบุต่างๆ เช่นปาก ตา จมูก หรือผิวหนังปกติแต่แช่น้ำนานๆ ทำให้ผิวอ่อนนิ่ม ในคนมักติดเชื้อเพราะเหตุนี้ล่ะครับ คือเหยียบดินที่เปียกแฉะ หรือต้องเดินในน้ำท่วมขัง หรืออาจจะติดโรคจากการสัมผัสเชื้อในปัสสาวะสัตว์หรือเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ และเชื้อก็อาจจะเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป แต่ก็พบได้น้อย

ส่วนอาการที่ปรากฏคือ มีไข้ ป่วยเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ สังเกตจากสุนัขจะไม่อยากขยับตัว อ่อนแรง ซึม เบื่ออาหาร กินน้ำเยอะ ตับและม้ามโต ปัสสาวะมีสีเข้มมาก ซึ่งหากสัตวแพทย์สงสัยก็จะส่งตรวจหาเชื้อ

ซึ่งหากสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงเป็นโรคฉี่หนู หากคนเลี้ยงหรือคนที่สัมผัสสุนัขนั้นรู้สึกไม่ค่อยสบาย รู้สึกปวดเมื่อย ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะโรคฉี่หนูถ้าทราบเร็วจะสามารถรักษาให้หายได้ไม่น่ากังวล แต่ถ้าปล่อยจนอาการแสดงออกมากนั่นคือสิ่งที่น่าเป็นห่วงครับ

วันนี้หมอเลยอยากทำความเข้าใจว่าโรคฉี่หนูสามารถพบได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ฤดูฝน ไม่มีน้ำท่วมขัง และอยู่ในเมือง เพียงแต่พบได้น้อยเท่านั้นครับ

ที่สำคัญ.. อย่าลืมดูแลความสะอาด จัดบ้านให้โปร่ง และกำจัดแหล่งอาหารของหนูนะครับ

“ดิฟเฟนบาเกีย”ปลูกเลี้ยงง่าย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ดิฟเฟนบาเกีย”ปลูกเลี้ยงง่าย!

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 07:18 น.
ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล    udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

ส่วนการผลิตเชิงอุตสาหกรรมในต่างประเทศนั้นเรามักไม่ค่อยเห็นจากแหล่งผลิตโดยตรงเลย หากจะพบเห็นได้คงมีเพียงต้น ส่วนที่พร้อมใช้ และมีการกระจายในตลาดแล้ว ซึ่งต้นเหล่านั้นคงเกิดแต่ผู้ผลิตที่มีความพร้อมและเห็นโอกาสในมุมมองที่ต่างกันออกไป

ชนิดและต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพจนพร้อมใช้งาน ส่วนหนึ่งมักเกิดจากความเข้าใจในการปลูกเลี้ยง โดยมีปัจจัยการผลิตหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาชนะและขนาดที่เหมาะสม วัสดุปลูกที่เก็บความชื้นและระบายน้ำได้ดี มีสารอาหารที่เหมาะกับพืชชนิดนี้ รวมถึงการจัดการที่ดีพร้อมมีสถานที่จัดวางที่เหมาะ สภาพแสงไม่เข้มหรือร่มมากจนเกินไปและปัจจัยอื่นๆ ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต

โดยที่รู้กันในหมู่นักปลูกเลี้ยงว่า ดิฟเฟนบาเกีย เป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ปลูกเลี้ยงง่าย และที่สำคัญคือไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวนหรือเข้าทำลาย อันอาจเพราะยางของไม้ชนิดนี้มีผลต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆด้วยไม่ใช่เพียงเฉพาะมนุษย์เท่านั้น จึงทำให้ภาพโดยรวมของไม้ชนิดนี้มักไม่ค่อยมีร่องรอยการทำลายจากสัตว์และแมลงศัตรูพืชอื่นใดเลย ซึ่งนับเป็นต้นทุนทางปัจจัยการผลิตอีกประการหนึ่งที่ไม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเฉกเช่นไม้ประดับอีกหลายๆ ชนิดที่ปลูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

ปัจจุบันไม้ประดับสกุลนี้จึงค่อยๆ ได้รับความสนใจ และมีการนำมาใช้ประดับยังสถานที่ต่างๆ อย่างแพร่หลายเพิ่มขึ้น ด้วยชนิดพันธุ์ที่มีความสวยและมีราคาที่จับต้องได้โดยไม่สูงมากจนเกินไปสำหรับต้นที่มีขนาดพอดีพร้อมใช้ไม่เล็กหรือใหญ่เกินขนาด

แต่อาจจะพบบ้างในบางชนิดที่มีความพิเศษจากสภาพการเป็นไม้ลูกผสมชนิดใหม่หรือแม้จะเป็นพันธุ์เก่าหายากก็ตามที ที่มีปริมาณไม่ค่อยมากนักและยังคงมากด้วยคุณค่า สวยแปลกตาหายากมากกว่าชนิดพันธุ์อื่นที่มีทั่วไป และคงมีความต้องการตามระบบกลไกตลาดนั่นเอง จึงนับเป็นอีกโอกาสที่พร้อมจะเป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่ง แม้จะเป็นไม้ที่ทั่วไปรู้ว่ามีพิษ แต่ใช่ว่าจะมองผ่านเลยไปเพียงเพราะเหตุที่ขาดความเข้าใจโดยถ่องแท้ จนเข้าไม่ถึงคุณค่าของไม้ประดับที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์นี้อย่างที่น่าเสียดาย..