นักวิชาการม.เกษตรฯร่วมแต่งชุดดำ หาบสารประท้วงยกเลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401159?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นักวิชาการม.เกษตรฯร่วมแต่งชุดดำ หาบสารประท้วงยกเลิก

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 15:44 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,นักวิชาการ,มเกษตร
เปิดอ่าน 300 ครั้ง

  นักวิชาการม.เกษตรฯร่วมแต่งชุดดำ หาบสารไกลโฟเซต พาราควอต ประท้วง หากแบน 3 สาร เกิดหายนะเศรษฐกิจประเทศไทย

26 พฤศจิกายน 2562 รศ.อรรควุฒิ​ ทัศน์​สองชั้น​ ผู้ทรงคุณวุฒิ​พิเศษ​ ภาควิชา​พืชไร่​นา​ คณะเกษตร​ มหาวิทยาลัย​เกษตร​ศาสตร์​แต่ง​ชุด​ดำหาบพาราควอต​และ​ไกลโฟเซต​ เดินประท้วงร่วมขบวนกับเกษตรกร​แต่งชุดดำ ที่ค้านการออกกฎหมาย​ยกเลิก​สารเคมี​ทาง​การเกษตร​ 3​ ชนิด​

​รศ.​อรรควุฒิ​ กล่าวถึงเหตุผล​ที่​คัดค้าน​ ว่าการบังคับใช้​กฎหมาย​ยกเลิก​สารเคมี​ทาง​การเกษตร​ 3​ ชนิด​จำเป็นต้อง​ชะลอ​ออกไป​ก่อนเนื่องจาก​รัฐบาล​ยังไม่สามารถ​หาสารที่มีประสิทธิภาพ​ทัดเทียม​กัน และมีความปลอดภัยมากกว่า มาให้​เกษตร​กรใช้และมติ​คณะกรรมการ​วัตถุ​อันตราย​ รวมทั้ง​นโยบาย​ของ​รัฐ​มนตรี​บางคน​นั้นตัดสินใจ​โดยไม่ใช้​ข้อมูล​ทางวิทยาศาสตร์​ที่ได้มาตรฐาน​สากล​ หากรัฐยังคง​ยืนยัน​ที่จะ​ออกประกาศ​กระทรวง​อุตสาหกรรม​ยกเลิก​ 3 สารวันที่​ 1 ธ.ค.​นี้​ เกษตรกร​กรจะเดือดร้อน​จาก​ต้นทุน​การผลิต​ที่​สูงขึ้​นและผลผลิต​ต่ำลง​โดยเฉพาะกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลักจะ​เกิดความเสียหาย​ร้ายแรง​ต่อเศรษฐกิจ​ของประเทศ​ไทย

กลุ่มเกษตรกรชุดดำ คัดค้านการแบน 3 สารเคมี เดินหน้ายื่นหนังสือถึงนายกฯแสดงจุดยืนไม่ส่งคืน 3 สาร เรียกร้องตีกลับใช้มาตรการจำกัดแทน

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรแต่งชุดดำคัดค้านการยกเลิกใช้ 3 สารเคมี ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส กว่าพันคน เดินทางมารวมตัว เพื่อยื่นหนังสือต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติการแบน 3 สารเคมีของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน ยืนยันจะไม่ส่งมอบคืนสารเคมีที่เสียเงินซื้อมา ในวันที่ 1 ธ.ค.62 แน่นอน เพราะยังไม่เห็นแนวทางเยียวยาที่ชัดเจนจากภาครัฐ และ อยากให้หาแนวทางที่ชัดเจนในการใช้สารทดแทนหรือสารทางเลือกต่างๆที่เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรก่อนที่จะมีการยกเลิกการใช้

นายชัยภัฏ จันทรวิไล ประธานเครือข่ายเกษตรกรและแนวร่วมผู้ได้รับผลกระทบจากการแบน 3 สารเคมีเกษตร ระบุว่า เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบกับเกษตรกรและภาคเศรษฐกิจโดยรวมขอให้ภาครัฐยุติการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จนกว่าจะมีผลการศึกษาทบทวนข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างถี่ถ้วนรอบด้านและเปิดให้ประชาชนรับทราบผลการศึกษาอย่างชัดเจนก่อน

รวมถึงให้บังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระหว่างที่มีการศึกษาทบทวน เพื่อส่งเสริมการใช้สารเคมีเกษตรอย่างถูกต้องและปลอดภัย ภายใต้แนวทางเกษตรปลอดภัย หรือ GAP ซึ่งที่ผ่านมามีการอบรมเกษตรกรไปแล้วกว่า 4 แสนคน แต่สุดท้ายต้องหยุดการอบรมไป

ม็อบเกษตรกรชุดดำ ลุกฮือไล่มนัญญาพ้นรมช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401154?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบเกษตรกรชุดดำ ลุกฮือไล่มนัญญาพ้นรมช.

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 15:28 น.
ม็อบเกษตรกร,มนัญญา,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

ม็อบเกษตรกร ชุดดำ ยื่นหนังสือรมว.เกษตรฯเรียกร้องกลับมาใช้มาตรการจำกัดการใช้สาร จี้ มนัญญา​ ลาออก​ รับผิดชอบผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร

26 พฤศจิกายน 2562 ม็อบเกษตรกร ชุดดำ ยื่นหนังสือรมว.เกษตรฯเรียกร้องกลับมาใข้มาตรการจำกัดการใช้สาร จี้ มนัญญา​ ลาออก​ รับผิดชอบผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร จี้กระทรวงสาธารณสุข​ มอบหลักฐานผลตรวจสารตกค้างสารเคมี​ 3​ ชนิด​ ที่กระทรวง​อุตสาหกรรม​ หากไม่นำมาให้ถือว่าผลตรวจเป็นเท็จ

ที่หน้ากระทรวงเกษตรฯน.ส.อัญชุลี​ ลักษณ์​อำนวยพร​ ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง​ ตัวแทนเกษตรกร นำเกษตรกรกว่าพันคน อ่านแถลงการณ์ และยื่นหนังสือคัดค้านแบน 3 สาร และเรียกร้องให้น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯลาออกจากตำแหน่ง โดยมายื่นข้อเรียกร้องต่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯซึ่งส่งนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรมว.เกษตรฯมารับแทน

ต่อจากนั้นม็อบเกษตรกรชุดดำ ได้ขึ้นรถบัสเดินทางไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยื่นหนังสือให้นำมาตรกำจัดการใช้สาร 3 ชนิด กลับมาบังคับใช้ใหม่ ต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมกับจะปักหลักอยู่กรุงเทพฯ รอฟังมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะมีการประชุมวันที่27พ.ย.นี้ด้วย เพื่อให้พลิกมติแบน 3สาร

ในแถลงการณ์ ระบุว่าจากการรับฟังความคิดเห็นของกรมวิชาการเกษตร โดยมีผู้แสดงความคิดเห็น 47,789 คนมีคนคัดค้าน 75% เห็นด้วย 25% กลุ่มเกษตรกรมีความคิดเห็นโดยสรุปว่า​ เกษตรกรยังคงมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด​ เนื่องจากเป็นปัจจัยในการผลิตของเกษตรกรและเหตุผลในการยกเลิกไม่เพียงพอ ชัดเจนและยังมีข้อโต้แย้งทางวิชาการที่ยังไม่ได้ข้อยุติ

ที่สำคัญคือไม่มีสารทดแทนหรือวิธีการทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพและราคาเทียบเท่าได้กับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดอีกทั้งสารชีวภัณฑ์​ เมื่อมีการตรวจสอบสารออกฤทธิ์ในขวดก็พบว่ามีสารเคมีพาราควอตและไกลโฟเซตเป็นส่วนผสมในสารชีวภัณฑ์นั้น ดังนั้นการยกเลิกการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดจึงสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรอย่างร้ายแรง​ อีกทั้งยังส่งผลต่ออุตสาหกรรม​ ที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรอีกด้วยเช่นอาหารสัตว์​ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ตลอดระยะเวลา​ นับแต่การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ของนางสาวมนัญญา​ ไทยเศรษฐ์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ที่มีเป้าหมายในการยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิด​ โดยไม่มีการพิจารณาข้อมูลทางวิชาการข้อเท็จจริงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบและบิดเบือนบัญชานายกรัฐมนตรี​ โดยใช้อำนาจการเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตร​ กดขี่บังคับขู่เข็ญข้าราชการ​ สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ให้กับเกษตรกรทุกหย่อมหญ้าไม่เคารพกฎหมาย​ ไม่ฟังเสียงร้องทุกข์ของเกษตรกรและภาคส่วนอื่นจึงเป็นเหตุผลในการร่วมชุมนุมในวันนี้

โดยมีข้อเรียกร้องต่อประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรีคือ 1 เกษตรกรขอใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญทวงสิทธิ์ผลการรับฟังความคิดเห็นว่าเสียงส่วนใหญ่คัดค้านการแบนสารเคมี 2 แจ้งนายกรัฐมนตรีให้ทราบไปถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าการแบนสารเคมีส่งผลกระทบถึงสนธิสัญญาและข้อผูกพันระหว่างประเทศอื่น 3 ขอให้นางมนัญญา​ ไทย​เศรษฐ์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

4 ขอเรียกร้องให้นายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข​ นายแพทย์ธีระวัฒน์​ เหมะจุฑาปลัดสธ.​ เลขา​ อย.​ อธิบดีกรมอนามัย​ อธิบดีกรมการแพทย์ นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะใบรายงานการตรวจสอบ​ที่ยืนยันว่า​ ตรวจพบการตกค้างของสารเคมี 3 ชนิด​ ในผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะจังหวัดราชบุรี​ พร้อมเซ็นชื่อรับรอง​ และขอรับเอกสารหลักฐานดังกล่าว​ 15.00​ น.​ วันนี้ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม​ ถ้าไม่เอาเอกสารมามอบให้ หมายถึงว่าการ​ ผลการตรวจการตกค้างในผักและผลไม้เป็นเท็จและ 5 ข้อเรียกร้องให้กลุ่มนักวิชาการ​ ที่ออกมาต่อต้านสารเคมีแสดงความรับผิดชอบและยืนยันว่างานวิชาการที่ตนวิจัยนั้นมีความถูกต้อง

กลุ่มเกษตรกร​ จึงขอคัดค้าน​ มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย​ แต่สนับสนุนมาตรการจำกัดการใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตร 5 ฉบับ​ ที่มีผลบังคับใช้ให้มีการอบรม​ ผู้ฉีดพ่น​ และผู้ขาย​ ซึ่งการสอบผ่านแล้ว 5​ แสนราย​ อีกทั้งเป็นการยกระดับเกษตรกรไทยในการเกษตรที่ดี​ GAP คือทำเกษตรอย่างปลอดภัยใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง

เกษตรกรขอความเป็นธรรมและขอความเมตตาจากนายกรัฐมนตรี​ เห็นถึงความจำเป็นในการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด​ เพราะเป็นปัจจัยผลผลิตของเกษตรกร

ขณะนี้เกษตรกรทุกคนประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อน​ อีกทั้งมีวิกฤต​ิที่จะเป็นห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ​ โดยขอให้เกษตรกรได้มีโอกาสใช้ 3 สารดังกล่าว​ ตามกรอบมาตรการจำกัดการใช้ต่อไป​ และขอเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบการกระทำที่นำข้อมูลของ NGO มาใช้โดยไม่มีการตรวจสอบและทบทวนย้อนกลับส่งผลเสียหายต่อเกษตรกรและระบบราชการ

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดใหญ่งานมหกรรมภูมิพลังแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดใหญ่งานมหกรรมภูมิพลังแผ่นดิน

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 14:38 น.
พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดใหญ่งานมหกรรมภูมิพลังแผ่นดิน

เมื่อเวลา 10.00 น.  วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จัดงานแถลงข่าวเตรียมเปิดงานมหกรรม“ภูมิพลังแผ่นดิน”เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สดุดีพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร              มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันดินโลก 5 ธันวาคม ที่ทรงพระราชกรณียกิจพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน

      นายสหภูมิ   ภูมิธฤติรัฐ

นายสหภูมิ   ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัว ประธานแถลงข่าวเปิดเผยว่า “พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เตรียมจัดงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน”เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณพระปรีชาสามารถพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านอนุรักษ์ทรัพยากรดินและการพัฒนาดิน ระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2562 เวลา 08.00 – 18.00 น. โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการของขวัญจากดิน จัดแสดงเส้นทางการเรียนรู้ตามสายธารน้ำที่หลั่งไหลจากภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ผ่านแนวคิด ดินให้ชีวิต(รักษ์ดิน น้ำ ป่า รักทรัพยากรแห่งชีวิต) ดินให้อาหาร (สร้างดินอุดม อาหารดีสม ไร่ นา สวน) และดินให้วิถี (บูชาพระแม่ธรณี วิถี ประเพณี วัฒนธรรม) นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือ  เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ                  จ.ฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จ.เชียงใหม่ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ นิทรรศการหญ้าแฝกพืชมหัศจรรย์ นิทรรศการดินของพ่อ นอกจากนี้ยังมีถ่ายทอดความรู้วิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30 วิชา จากปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการพิเศษบริเวณบ้านเรือนไทย 4 ภาค นำเสนอนิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต และกิจกรรมพิเศษมากมายให้ทุกท่านได้ร่วมเรียนรู้ อาทิ เปิดเข้าชมนิทรรศการทั้ง 5 พิพิธภัณฑ์ เพาะแจกแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้ กิจกรรมภาพพิมพ์ ประคบทอง เกมงานวัดย้อนยุค การแสดงดนตรีจากน้องๆโรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง จ.บุรีรัมย์ ขอเชิญชวนคนไทยพกถุงผ้ามา ชม ช้อป สินค้าเกษตร อาหารพื้นบ้าน คาว หวานกว่า 300 บูธ ”

ในวันเดียวกันนี้มีตัวแทนเครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จำนวน 4 ท่านได้ร่วมแถลงข่าวในการจัดงานครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์ขวัญชัย  รักษาพันธ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2555 สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ผู้เชี่ยวชาญ                   ด้านประเพณีวัฒนธรรมเกี่ยวกับดิน มาเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องการบูชาพระแม่ธรณี ความเชื่อในการขอขมาดินก่อนการทำเกษตร อาจารย์เสถียร  ทองสวัสดิ์ เกษตรกรผู้เรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ลงมือปฏิบัติจริงจนประสบความสำเร็จมาส่งต่อความรู้และประสบการณ์เรื่องจุลินทรีย์พลังง้วนดินบำบัด และฟื้นฟูดิน อาจารย์เฉลิม พีรี ปราชญ์ชาวบ้าน เจ้าของรางวัลแทนคุณแผ่นดิน ปี 2559 ผู้ศึกษาและทดลองเรื่องจุลินทรีย์เบญจคุณ ช่วยบำรุงและดูแลดิน และอาจารย์ปรีชา บุญท้วม ผู้ช่ำชองเรื่องจุลินทรีย์ดินหอม เพื่อบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก นิทรรศการจุลินทรีย์ตัวจิ๋วเปลี่ยนโลก สร้างของขวัญจากดินและนิทรรศการ Stop Soil Erosion, Save Our Future ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน โดยมีคุณปุ๊ก อรอุมา เกษตรพืชผล เป็นผู้ดำเนินรายการ

ทั้งนี้งานมหกรรมภูมิพลังแผ่นดิน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2562 ภายในงานจัดนิทรรศการของขวัญจากดิน นิทรรศการพ่อแห่งแผ่นดิน นิทรรศการดินของพ่อ นิทรรศการปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน นิทรรศการดินดล ดลบันดาลชีวิต                      นิทรรศการพิเศษจากภาคีความร่วมมือทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศาสตร์พระราชาจากการอบรมวิชาของแผ่นดิน และอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 30.วิชา ชม ชิม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรตัวจริงในตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 300.บูธ พิเศษวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เวลา 9.00 น. ร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 89 รูป เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลเชิดชูสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ชมการแสดงดนตรีและการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย 4 ภาค และเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดีผู้ทรงเป็นดั่งกำลังของแผ่นดิน พลังของปวงชนชาวไทย                     ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 มือถือ 087-359-7171 , 094-649-2333  www.wisdomking.or.th facebook : พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ และ Line ID: @wisdomkingfan

ก. เกษตรฯบุกจีนยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401126?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ก. เกษตรฯบุกจีนยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรไทย-จีน

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 14:22 น.
เฉชิมชัย,ไทยจีน,การค้า
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

ก. เกษตรฯบุกจีนยกระดับความร่วมมือภาคการเกษตรไทย-จีน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังนำคณะทำงาน เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ และข้อตกลงความร่วมมือทางด้านการค้าการเกษตร ทั้งยางพารา ข้าว และเพื่อศึกษาดูงานเทคโนโลยีการเกษตรต่าง ๆ มาปรับใช้ภายในประเทศไทย


นายเฉลิมชัย เผยต่อว่า ได้หารือร่วมกับผู้บริหาร บ.ชิโนเคม กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับฝ่ายจีน ว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและมีมาตรการต่าง ๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในเรื่องยางพารา ซึ่งล่าสุด บ. Sino – Chem International มีแผนเข้ามาลงทุนธุรกิจยางพาราในจังหวัดระยอง
ทั้งยัง ได้นำผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ และการยางแห่งประเทศไทย จับมือ 3 บริษัทน้ำยางข้นยักษ์ใหญ่จีน ลงนามความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางด้านธุรกิจระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กับ 3 บริษัทน้ำยางข้นจีน ได้แก่ 1. บ. GOAMI ZHENGFENG TRADING (บ. นำเข้าน้ำยางข้น อันดับ1 ของจีน) 2. บ. NINGBO CHANGHKEN (บ.นำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเป็นอันดับ1) 3. บ. SANGDONG XINGYU (บ. ใช้น้ำยางข้นผลิตถึงมือยางอันดับ 1 ของจีน) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชาจีน
ทั้งนี้ ปี 2561 อุตสาหกรรมน้ำยางข้นไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก ไทยส่งออกน้ำยางข้นลดลง 14 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะตลาดจีนลดลงกว่า 23 เปอร์เซนต์ ซึ่งการลงนามในวันนี้ จะเป็นการรักษาฐานลูกค้าจากประเทศผู้ซื้อยางเดิม เพิ่มมูลค่าทางการค้าให้สินค้ายางพาราของไทย เป็นการเพิ่มช่องทางหาตลาดใหม่ๆ เพื่อสร้างเสถียรภาพราคายางให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางของไทย
ทางด้านการส่งออกข้าว นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เข้าพบหารือกับนายจาง จี้เหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 เพื่อขอบคุณ GACC ที่ได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกข้าวจากไทยไปจีน โดยฝ่ายไทยได้เสนอรายชื่อผู้ผลิตฯ ชุดที่ 2 ให้ GACC เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่ง GACC แจ้งว่า จะเร่งพิจารณารายละเอียดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตฯ ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด


“วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ ที่ผมและคณะผู้บริหารกระทรวง ได้มาพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของจีน ซึ่งจีนแจ้งว่า ข้าวไทยเป็นที่นิยมอย่างมากในจีน และจีนให้ความสำคัญกับการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวจากไทย ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 49 ราย ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME รายย่อย จึงมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเพื่อส่งออกไปจีน วันนี้ จึงถือเป็นข่าวดียิ่งที่ฝ่ายจีนตอบรับที่จะให้การสนับสนุนและเร่งรัดในการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอีกล็อตใหญ่ ซึ่งคาดว่าข้าวไทยกว่า 1 ล้านตัน จะถูกส่งออกมายังจีนในเร็ววันนี้” นายเฉลิมชัยกล่าว
ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ร่วมลงนามพิธีสารด้านมาตรการสุขอนามัยฯ กับผู้แทนรัฐบาลจีน เพื่อเปิดตลาดใหญ่ส่งออกรำข้าวสกัดน้ำมันและกากเนื้อในเมล็ดปาล์มไปจีนเป็นครั้งแรก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชในการนำเข้ารำสกัดน้ำมันและกากเนื้อในเมล็ดปาล์มจากประเทศไทย ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกรำสกัดน้ำมันและกากเนื้อในเมล็ดปาล์ม ซึ่งเป็นกากที่เหลือจากการสกัดน้ำมันพืชไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนได้
พิธีสารดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเปิดตลาดการส่งออกสินค้ารำสกัดน้ำมันและกากเนื้อในเมล็ดปาล์มไปยังประเทศจีนเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ นับเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของไทย เป็นการเพิ่มโอกาสและสร้างมูลค่าให้กับสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตร โดยไทยมีศักยภาพในการผลิตกากรำข้าวราว 280,000 ตันต่อปี และกากเนื้อในเมล็ดปาล์มราว 250,000 ตันต่อปี


นอกจากนี้ทางด้านความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางพร้อมด้วยนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เข้าพบหารือคณะกรรมาธิการเกษตรเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Municipal Agriculture and Rural Affairs Commission) เพื่อหารือแนวทางการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยีและความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรระหว่างกัน และการเพิ่มขีดความสามารถในพัฒนาการเกษตรของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ตอบโจทย์ความท้าทายการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
“ขอให้ผู้บริหารระหว่างสองประเทศผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตรกับจีนอย่างต่อเนื่อง เช่น การบริหารจัดการน้ำสำหรับฤดูแล้ง การทำเกษตรกรรมแม่นยำ ผ่านความร่วมมือด้านการเกษตรไทย – จีน ได้แก่ ความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร (Sino – Thai Agricultural Technical Cooperation) ความร่วมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการไทย -จีน เป็นต้น โดยความร่วมมือดังกล่าวจะต้องเกิดผลโดยตรงกับเกษตรกร” นายเฉลิมชัยกล่าว

จัดใหญ่”มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย” ครั้งที่15

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401072?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จัดใหญ่”มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย” ครั้งที่15

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 12:12 น.
มหกรรมสัตว์เลี้ยง,ซีพี
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

จัดใหญ่”มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย” ครั้งที่15

26 พฤศจิกายน 2562 – เครือซีพีจับมือภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนและชมรมสัตว์เลี้ยงกว่า 50 องค์กร จัดงานใหญ่ประจำปี “มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15” มุ่งยกระดับมาตรฐานสัตว์เลี้ยงไทย เพิ่มรายได้จากการส่งออก พร้อมชมไฮไลต์สุดพิเศษโชว์ความสามารถหลากหลายของสุนัขทรงเลี้ยง และการแข่งขันประชันเสียงอันไพเราะของนกเลิฟเบิร์ดครั้งแรกในประเทศไทย

นายวัลลภ เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย นายสารกิจ ถวิลประวัติ รองประธานคณะกรรมการฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15 ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พบกับการจัดแสดงสัตว์เลี้ยง สัตว์แปลก สัตว์หายาก และการประกวดสัตว์เลี้ยงชิงถ้วยรางวัลพระราชทานยิ่งใหญ่ระดับประเทศ มุ่งหวังเป็นเวทีช่วยพัฒนาวงการสัตว์เลี้ยงไทยเข้าสู่มาตรฐานสากลและช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกสัตว์เลี้ยงเข้าสู่ประเทศ

นายวัลลภ เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 โดยความร่วมมือระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา รวมทั้ง สมาคม ชมรมสัตว์เลี้ยงต่างๆ กว่า 50 องค์กร ซึ่งในปีนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสุนัขทรงเลี้ยง จำนวน 9 สุนัข ได้แก่ คุณปิง คุณวัง คุณน่าน คุณป่าสัก คุณแกงแค คุณเบอร์หนึ่ง คุณเบอร์สอง คุณเบอร์สาม คุณบิ๊กฟลาเวอร์ เข้าร่วมแสดงความสามารถทั้ง 3 วันของการจัดงาน โดยจะทำการแสดงวันละ 3 สุนัข และมีการประกวดสัตว์เลี้ยงชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี , สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี , สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยมีสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ เข้าร่วมประกวด ได้แก่ สุนัข แมว ปลาสวยงาม ปลาคาร์ฟ ปลาทองรันชู นกสวยงาม นกพิราบแข่ง ไก่แจ้ ไก่พื้นเมือง ไก่พื้นเมืองสายพันธุ์เหล่าป่าก๋อย แพะเนื้อและแพะนม แบ่งย่อยออกเป็นทั้งสิ้น 37 ชนิด รวมทั้งการประกวดจัดตู้พรรณไม้น้ำเลียนแบบธรรมชาติประเภทนักเรียน

“การจัดงานครั้งนี้ มุ่งหวังเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์สัตว์เลี้ยงของไทยให้ได้มาตรฐานสู่สากล ตลอดจนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้และการเพิ่มศักยภาพให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของตลาดสัตว์เลี้ยงให้เป็นสินค้าส่งออก นำรายได้เข้าสู่ประเทศ ขณะเดียวกันเป็นการให้ความรู้ด้านสัตว์เลี้ยงในแต่ละสายพันธุ์ให้กับเด็กและเยาวชน ช่วยส่งเสริมสถาบันครอบครัว เพราะสัตว์เลี้ยงจะเป็นสื่อกลางสร้างความรัก ความอบอุ่นและความผูกพันในครอบครัวผ่านกิจกรรมต่างๆภายในงาน ทั้งการประกวด การจัดนิทรรศการ และการจัดแสดงสัตว์เลี้ยงสายพันธุ์ใหม่ สัตว์หายากนานาประเทศมาไว้ในงานอีกด้วย”

สำหรับไฮไลต์การแสดงสัตว์เลี้ยงต่างๆ ภายในงานปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น นอกจากจะมีการจัดแสดงนกสวยงามในกรงขนาดยักษ์ โชว์นกตระกูลฟินซ์ นกเลิฟเบิร์ด นกมาคอว์ซันคอนัวร์ ที่จะบินอิสระอยู่ภายในงานแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการแข่งขันประชันเสียงนกเลิฟเบิร์ดในประเทศไทย การประกวดเกมกีฬาสุนัขพันธุ์ใหญ่และสุนัขพันธุ์เล็ก พร้อมการโชว์สุนัขบวกเลข การแสดงสุนัขช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย การแสดงโชว์ความน่ารักของแมวเปอร์เซีย แมวไทยขาวมณี ที่ไปคว้ารางวัลการประกวดในต่างประเทศ การประกวดปลาทองรันชู ปลาคาร์ฟ การจัดแสดงแพะแคระที่ตัวเล็กเท่าลูกสุนัข รวมทั้งการจัดแสดงและให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์แปลกหายาก (Exotic Pet) เช่น ลิงกระรอก อามาดิลโล ตั๊กแตนใบไม้ โดยงานนี้ยังได้รวมการประกวดไก่หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดในประเทศ ทั้งไก่พื้นเมือง ไก่พื้นเมืองสายพันธุ์เหล่าป่าก๋อย ไก่แจ้ ไก่สวยงามนานาชาติ และการประชันเสียงไก่แจ้สายพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมแจกลูกไก่แจ้ให้กับคนที่มาร่วมงานด้วย

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการให้ความรู้ต่างๆ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการปลาสวยงามที่มีการส่งออกมากที่สุด 10 ชนิดจากกรมประมง นิทรรศการแสดงพันธุ์ไก่พื้นเมืองเชิงอนุรักษ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ประดู่หางดำ, พันธุ์เหลืองหางขาว, พันธุ์แดง และพันธุ์ชี พร้อมจัดแสดงไก่แจ้สวยงามและไก่ต๊อก ทั้งนี้ยังมีการจัดแสดงสัตว์ป่าที่เพาะเลี้ยง เพาะพันธุ์ได้ ได้แก่ ไก่ฟ้า ไก่จุก ไก่ฟ้าพญาลอ กระจงเล็ก นิทรรศการเกี่ยวกับการเลี้ยงและวงจรชีวิตของผีเสื้อ จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยผู้มาร่วมงานยังสามารถนำสัตว์เลี้ยงมาตรวจสุขภาพและขอรับคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงต่างๆ อาหารและยาสำหรับสัตว์เลี้ยง รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในราคาพิเศษอีกด้วย

ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา เที่ยวชมงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยเข้าชมฟรี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง (ฟิชวิลเลจ) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โทร. 08 – 9638 – 6739 ฝ่ายประชาสัมพันธ์งาน โทร. 0 – 2638 – 2827 หรือติดตามรายละเอียด ได้ที่ Facebook : Thailand’s Grand Pet Show

คุมเข้มพื้นที่เสี่ยงพิพาทประมงผิดกฏหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คุมเข้มพื้นที่เสี่ยงพิพาทประมงผิดกฏหมาย

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กรมประมง,อลงกรณ์ พลบุตร,ประมง
เปิดอ่าน 288 ครั้ง

อลงกรณ์…ลงพื้นที่กระบี่ พังงา ภูเก็ต รับฟังปัญหาความเดือดร้อน พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงพิพาทประมงผิดกฏหมาย  

26 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพประมง และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

​​นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า  ได้เข้าเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) และศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมง (PIPO) จังหวัดกระบี่ กรมประมง

​​พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานควบคุมการทำประมงในอ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งการทำการประมงในอ่าวปากพนัง เป็นการทำประมงชายฝั่ง ประมงพื้นบ้าน มีเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงได้แก่ อวนลอยกุ้ง อวนลอยปลา อวนจมปู เบ็ดราว อวนลอยปูม้า งมหอย ฯลฯ

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า แต่ด้วยสภาพปัญหาของอ่าวปากพนังในปัจจุบัน ได้มีการลักลอบใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง มีความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้เครื่องมือประมงถูกกฎหมายและเครื่องมือผิดกฎหมาย มีการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย การขัดขวาง ปิดล้อม ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการขาดจิตสำนึกของชาวประมงบางกลุ่ม เนื่องจากมีเรื่องรายได้เป็นสิ่งล่อใจในการทำประมงผิดกฎหมาย

ในพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย เช่น คราดหอย อวนรุน อวนลาก ยอปีก โพงพาง ลอบพับได้ หรือไอ้โง่​ที่ผ่านมาในอ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผลคดีการกระทำผิดในพื้นที่หลายคดี มีความขัดแย้งในพื้นที่ มีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงาน มีการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีการแย่งชิงตัวผู้ต้องหาและแย่งชิงของกลาง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 2 (สงขลา) กรมประมง ได้หาแนวทางในแก้ไขปัญหา โดยการจัดชุดปฏิบัติการในการเข้าควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงและที่สำคัญยังได้ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เช่น การสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยและหลบภัยของสัตว์น้ำ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำ ควบคุมเผ้าระวังร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อความสุขและความยั่งยืนของทรัพยากร

ม็อบเกษตรกรชุดดำค้านแบน 3 สารบุกทำเนียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401015?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบเกษตรกรชุดดำค้านแบน 3 สารบุกทำเนียบ

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สุกรรณ์ สังข์วรรณะ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,กระทวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 486 ครั้ง

เฉลิมชัย แจงจุดยืน 3 สารพิษ พร้อมรับฟังแก้ไขปัญหาทุกฝ่าย ไม่ตัดสินด้วยอารมณ์ ส่วนม็อบเกษตรกรชุดดำระดมพลพรุ่งนี้บุกทำเนียบ นัด 27 พ.ย.ลุยกระทรวงอุตฯ

25 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับฟังปัญหาจากแกนนำเกษตรกรกว่า 20 คน ที่เป็นตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ได้รับผลกระทบหากแบน 3 สาร  

พร้อมยื่นหนังสือจาก 19 องค์กรเกษตรกร แต่งชุดดำ คัดค้านการแบน 3 สาร โดยให้กลับไปใช้มติเดิม คือมาตรการกำจัดการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางเกษตร โดยวันที่ 26 พ.ย.ยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และวันที่ 27 พ.ย.ไปรวมตัวที่กระทรวงอุตสาหกรรม รอฟังมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

โดยนายเฉลิมชัย กล่าวว่าได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรีให้มารับฟังรวบรวมปัญหาเสนอท่านนายกฯเพราะกรณี 3 สารเป็นปัญหามากว่า 2 เดือน ที่มีความเห็นแตกต่างกัน ทั้งนี้ในส่วนหนึ่งต้องฟังเหตุผลกันเพื่อให้ทุกฝ่ายมีผลกระทบน้อยที่สุด ในเรื่องได้มอบให้คณะทำงานของกระทรวงฯไปรวบรวมปัญหาทุกด้าน

ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร จะเป็นตัวเลขกว่า 3 หมื่นล้านบาทหรือไม่ กำลังให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรฯไปทำตัวเลขมาเสนอต้องดูผลกระทบด้านอื่นๆด้วย ทั้งนี้คงไม่ต้องคุยกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯโดยตนได้เรียนตั้งแต่ต้นให้ฟังรอบด้าน และได้มอบหมายให้รมช.เกษตรฯไปดำเนินการ ไม่ว่าอย่างไรมีผลกระทบหมด เวลามีประเด็นต้องมีเหตุผลสนับสนุน

“จุดยืนผมคือต้องแก้ไขปัญหาอะไรทุกด้านที่เกิดขึ้นมีหน้าที่รับฟังปัญหาเกษตรกร ประชาชน เพราะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ต้องฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่อารมณ์ตัดสิน ”นายเฉลิมชัย กล่าว
นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เกษตรกรมีความเดือดร้อนจากการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ต่างอยู่ไกลปืนเที่ยง อยู่ ๆ ก็จะให้คืนสารเคมีที่เสียเงินซื้อมา ในวันที่ 1 ธ.ค.ยังขู่ว่ามีโทษหนักติดคุก ปรับเป็นแสนเป็นล้าน คนมีสารอยู่ในมือต้องส่งคืน หากมีไว้จะผิดกฎหมาย เมื่อเกษตรกรซื้อมาเพื่อใช้ และกลายมาผิดกฎหมายให้ส่งคืนร้านค้านจะได้เงินคืนหรือไม่ เป็นความวิตกกังวล เกษตรกร และร้านค้าต่าง ๆ ในชุมชน เป็นปีที่มีสารไปอยู่ในร้านมากมายมหาศาล เพราะเกิดภัยแล้ง เกษตรกรไม่ซื้อไปใช้ ส่วนที่มีอยู่ในมือจะให้เททิ้งไปได้หรือไม่

ทั้งนี้เกษตรกรขอเรียกร้องให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้สาร ที่ผ่านมาอบรมเกษตรกร 4 แสนคน แต่หยุดการอบรม ไปแล้ว จากเป้าอบรม 1 ล้านคน แต่ปรากฏว่า คณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับมติ วันที่ 22ต.ค.เป็นแบน 3 สาร ซึ่งเกษตรกรรับไม่ได้ เป็นการกระทำผิดของกระทรวงเกษตรฯ เพราะรมว.เกษตรฯเซ็นหนังสือไปให้แบน 3 สาร เกิดผลกระทบต่อเนื่อง จนเกษตรกรที่มีสารกลายเป็นคนผิดต้องติดคุก ถ้ามีไว้โดยประมาทก็โดนปรับเป็นล้านบาท ต่างตกอกตกใจ ทั้งที่ซื้อมาด้วยเงินตัวเอง

สำหรับวันนี้ พี่น้องเกษตรกรจะมาแสดงพลังจากทั่วประเทศกว่า 5 พันคน ไปทำเนียบรัฐบาล สมาพันธ์ ต่างๆ โดยไม่ต้องการให้ยืดการแบนสารแค่ 6 เดือนเท่านั้น การจะแก้ปัญหาพี่น้องเกษตรกรได้ ต้องไปใช้มติเดิม คือจำกัดการใช้ โดยม็อบเกษตรกรจะแต่งชุดดำเดินไปทำเนียบฯและวันที่ 27 พ.ย.ไปกระทรวงอุตสาหกรรม รอฟังมติจากที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ถ้ายังแบน 3 สาร ผู้บริโภคไม่ได้ประโยชน์ เพราะยังบริโภคสิ่งที่เป็นอันตราย เกษตรกรยังใช้สารเคมี อีก 200 – 300 ชนิด ที่มีอยู่ในท้องตลาดและจะนำเข้ามาใหม่อีกไม่รู้กี่ชนิด

ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูก อ้อย มัน ปาล์ม ยาง ข้าวโพด จะเดินหน้าคัดต้านการแบน 3 สารจนถึงที่สุด  เพื่อให้ได้ทำมาหากินปกติ ระหว่างนี้มีเทคโนโลยีใหม่ก็นำเข้ามาได้ โดยไม่ต้องแบนสาร หากจะพูดถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคคือคนทั้งหมด เกษตรกรอย่างไรก็สัมผัสสารมากกว่า ซึ่งตนใช้สาร ก็ไม่เคยเป็นเนื้อเน่า ถ้ามีมติแบนจริง สิ่งเกิดขึ้นสารเคมี ยังมีใช้หลายกว่า 100 ประเทศ เราก็ยังบริโภคของปนเปื้อนจากสินค้านำเข้า ดังนั้นการอ้างความไม่ปลอดภัยที่คุมเครือ การอ้างคนป่วยมากขึ้น จริงๆมาจากยาฆ่าแมลง ไม่ใช่ พาราควอตและ ไกลโฟเซต แต่กระทรวงเกษตรฯกลับมาทำร้ายเกษตรกรเสียเอง

ขณะเดียวกันก็ขอให้ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและกลับไปใช้มาตรการจำกัดการใช้ฯ ตามข้อเสนอของเกษตรกรกว่า 1.5 ล้านราย ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง เกือบ 2 ล้านล้านบาท  หากยังมีมติแบน จะไปฟ้องศาลเอาผิดกับผู้ลงนามทุกราย ทุกกรม ทุกกระทรวง และนักวิชาการอิสระ พร้อมแบน พรรคประชาธิปัตย์ ที่รมว.เกษตรฯกลับคำไม่ทำตามเกษตรกรเรียกร้อง

รมช.มนัญญา ประชุมด่วนสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400971?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รมช.มนัญญา ประชุมด่วนสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 17:01 น.
3สารเคมี,มนัญญา
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

รมช.มนัญญา ประชุมด่วนสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศชี้แจงมาตรการเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ที่รับผลกระทบจากการแบน 3 สารเคมี

25 พ.ย.62 –  รมช.มนัญญา ประชุมชี้แจงมาตรการเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีจำกัดวัชพืชด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร หลังจากที่ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด รับสมัครสหกรณ์เข้าร่วมโครงการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์กำจัดวัชพืชมาบริการสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป  เบื้องต้นมีสหกรณ์สนใจ 169 แห่ง เปิดรับสมัครเพิ่มจนถึง 29 พ.ย. นี้ ก่อนเสนอรัฐบาลขอเงินอุดหนุนให้สหกรณ์จัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร หวังก้าวสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านลดละเลิกใช้สารเคมี


นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงมาตรการเยียวยาสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีจำกัดวัชพืชด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร หลังจากที่ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด  โดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหาร สหกรณ์จังหวัดและข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมดังกล่าว กว่า 200 คน  ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้สหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ขอความร่วมมือ ไปยังร้านค้าสหกรณ์ให้เตรียมนำสารเคมีออกจากร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์ตามระยะเวลา              ที่กฎหมายกำหนด  และสำรวจความต้องการของสหกรณ์การเกษตรที่พร้อมจะเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน ในการลดละเลิกการใช้สารเคมี โดยให้สหกรณ์จัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะใช้สำหรับกำจัดวัชพืชและเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูก เช่น รถไถ เครื่องตัดหญ้า รถแทรคเตอร์ นำไปบริการแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป                         โดยจะขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นเงินอุดหนุน 90% และให้สหกรณ์สมทบอีก 10%  เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ดังกล่าว
เบื้องต้นได้มีการสำรวจสหกรณ์ที่สนใจและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ 169 สหกรณ์ สมาชิก 101,400 ราย เป็นสหกรณ์ที่ผลิตข้าวโพด 44 แห่ง อ้อย 5 แห่ง มันสำปะหลัง 11 แห่ง ไม้ผล 6 แห่ง ยางพารา 78 แห่ง และปาล์มน้ำมัน 19 แห่ง และคาดว่าจะมีสหกรณ์สนใจจะสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดจะดำเนินการสำรวจเพื่อให้ได้จำนวนที่ชัดเจนอีกครั้งภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน นี้

ซึ่งสหกรณ์ที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรจะต้องกำหนดระเบียบการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร และมีการวางแผนการให้บริการ รวมถึงจัดทำทะเบียนควบคุมการใช้งาน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีการกำจัดวัชพืช ด้วยเครื่องจักรกล การใช้อุปกรณ์และการดูแลบำรุงรักษาเครื่องมือต่าง ๆ ให้กับสหกรณ์ พร้อมทั้งติดตามประเมินผล อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะจัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าวให้กับสหกรณ์ที่สมัคร เข้าร่วมโครงการ

ในวันที่ 3 ธันวาคม 2562 นี้ เพื่อเดินหน้านโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง และตั้งเป้าหมายที่จะใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี โดยการหันมาใช้เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ในการกำจัดวัชพืชแทน

กรมส่งเสริมฯขยายผลสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400967?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมส่งเสริมฯขยายผลสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่น

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 16:52 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรขยายผลสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่นรองรับการใช้เครื่องจักรกลเกษตร

จากความสำเร็จของโครงการพัฒนาความรู้เทคนิคการใช้บำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับเกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่น เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมขยายผลต่อเนื่องปี 2563 สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นเพิ่มอีก 3,500 คน มุ่งเน้นพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร ให้สามารถซ่อมแซมแก่เกษตรกรด้วยกันในท้องถิ่นได้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรได้นำเครื่องยนต์เกษตรมาใช้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมทดแทนแรงงานมากขึ้น ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรให้เป็นกลไกในการพัฒนาการเกษตรยุคใหม่ของประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตรทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และเวลา

โดยมุ่งเป้าพัฒนาในพืชเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันดับแรก ดังนั้น กรมจึงเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็น “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร กิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น ปี 2563 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านเทคนิคการใช้ การซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่นสำหรับรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีการถือครองเครื่องยนต์เกษตรอยู่ประมาณ 2.9 ล้านเครื่อง


สำหรับในปี 2563 มีเป้าหมายสร้าง “ช่างเกษตรท้องถิ่น” จำนวน 3,500 ราย โดยคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีเครื่องยนต์เกษตรหนาแน่นใน 72 จังหวัดครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 จำนวน 3,000 ราย รวม 120 รุ่น ๆ ละ 25 ราย เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ด้านเทคนิคการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้อย่างถูกต้อง ได้แก่ การใช้งานเครื่องยนต์เกษตร การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ก่อนและหลังการใช้งาน การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง การจำแนก และเลือกใช้อะไหล่แท้จากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้และสามารถถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้กับเพื่อนบ้านได้
หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 จำนวน 300 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคเพิ่มเติม รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือช่างที่จำเป็นให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เพื่อให้สามารถถอดประกอบเครื่องยนต์ ซ่อมแซมระบบกำลังอัด เช่น เปลี่ยนแบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง แบริ่งก้านสูบ แหวนลูกสูบ ลูกสูบ ปรับตั้งมาร์คเฟือง บดวาล์ว และตั้งวาล์ว เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องของเครื่องยนต์ การซ่อมแซมระบบน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น ชุดไส้กรอง ชุดปั๊ม และชุดหัวฉีด ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้และให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรข้างเคียงได้ และหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 จำนวน 200 ราย                    โดยคัดเลือกผู้ผ่านการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคเพิ่มเติมให้สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการผิดปกติของการทำงานของเครื่องยนต์และชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ ให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul) ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมกรมจะจัดงานบริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยนำช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 ที่ผ่านการอบรมแล้วออกให้บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรทั่วไป รวม 2 ครั้ง
ทั้งนี้ เกษตรกรผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเป็น”ช่างเกษตรท้องถิ่น” ติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร หรือกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-6177 ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับจำนวนจำกัดและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

สำหรับโครงการดังกล่าวที่ผ่านมาได้มีการติดตามประเมินผลโครงการโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ พบว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ เกษตรกร 97% มีเครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่เป็นเครื่องตัดหญ้า เครื่องพ่นยาพ่นปุ๋ย รถไถเดินตาม เครื่องสูบน้ำ รวมทั้งรถไถขนาดใหญ่ และรถอีแต๋น หลังจากเข้าร่วมโครงการ เกษตรกร 98% เห็นว่า เนื้อหาของหลักสูตรตรงกับความต้องการ ในจำนวนนี้ 97% ได้นำความรู้ไปปรับใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ และสายพาน เกษตรกรที่ผ่านการอบรม 73% สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้เพื่อนบ้าน สมาชิกในครอบครัว สำคัญที่สุด คือ สามารถลดการจ้างแรงงานซ่อมแซม ปรับปรุงเครื่องจักรกลทางการเกษตรได้เฉลี่ยเครื่องละ 624.44 บาทต่อปี

ติวเข้มจิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/400931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ติวเข้มจิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 15:13 น.
ฝนหลวง
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

ติวเข้มจิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวง

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีการจัดอบรมจิตอาสาช่วยพระบิดาปฏิบัติการฝนหลวงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมเดอะ คอนวีเนี่ยน 2013 โฮเทล จังหวัดขอนแก่น โดยมีผู้แทนเกษตรกรจาก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 100 คน เข้าร่วม

ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวจะประกอบไปด้วยองค์ความรู้เรื่องของอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช                     บรมนาถบพิตร ข้อมูลการปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนต่างๆ และเงื่อนไขของสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งอาสาสมัครฝนหลวงที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรนี้จะเป็นตัวแทนในพื้นที่ของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาคที่จะส่งข้อมูล พื้นที่การเพาะปลูกพืช อายุของพืช และความต้องการใช้น้ำของพืช รวมไปถึงปริมาณฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวงให้แก่ทาง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อที่จะติดตามและวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำทันที
สำหรับวันที่ 22-24 พ.ย.62 ที่ผ่านมาไม่มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เข้าเงื่อนไขต่อการปฏิบัติการฝนหลวง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ในหลายพื้นที่ยังมีความต้องการน้ำอยู่ ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
ด้านแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ตามข้อมูลสถานการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณน้ำเก็บกัก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 10 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 77 แห่ง การคาดการณ์พื้นที่ประกาศเสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมากจากกรมอุตุนิยมวิทยาวันนี้ คาดการณ์ว่ามีพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักอยู่ที่บริเวณ จ.กระบี่ ตรัง พัทลุง  สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส            ด้านคุณภาพอากาศในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ค่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศปานกลางถึงคุณภาพอากาศดี และมีบางส่วนอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกะทบต่อสุขภาพ ด้านแผนที่ปริมาณน้ำฝนสะสม            1 สัปดาห์ (18–24 พ.ย.62) พบว่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ปริมาณน้ำฝนสะสมต่ำกว่า 10 มิลลิเมตร ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าวหากสภาพอากาศเหมาะสม
ด้านการติดตามสภาพอากาศเพื่อวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า                          ผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์อมก๋อย สถานีเรดาร์ร้องกวาง และสถานีเรดาร์ของกรมอุตุนิยมวิทยา            จ.เชียงใหม่ มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 50% (อมก๋อย) 40% (ร้องกวาง) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับ         การพัฒนาตัวของเมฆ 11% (อมก๋อย) 11% (ร้องกวาง) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 7.7 (อมก๋อย) 7.9 (ร้องกวาง) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 17 กม./ชม. (อมก๋อย) 5 กม/ชม. (ร้องกวาง) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก และ จ.ตาก ขอติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากเงื่อนไขของสภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการฝนหลวง หากสภาพอากาศเหมาะสมทั้ง 3 หน่วยปฏิบัติการฯจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที
พื้นที่ภาคกลาง พบว่าผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ตาคลี จ.นครสวรรค์ ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 48% ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 37% ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 7.5 และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 9 กม./ชม. หน่วยปฏิบัติการฯ จ.นครสวรรค์ ขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน เนื่องจากอาการมีเสถียรภาพ ดัชนีการยกตัวของมวลอากาศระดับล่างและระดับบนไม่มีการยกตัว และความชื้นสัมพัทธ์มีค่าต่ำกว่า 60% หากสภาพอากาศเหมาะสมจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที
พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการตรวจอากาศของสถานีเรดาร์ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ                     สถานีเรดาร์พิมาย จ.นครราชสีมา และสถานีเรดาร์บ้านผือ จ.อุดรธานี พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 58% (ราษีไศล) 57% (พิมาย) 57% (บ้านผือ) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 10% (ราษีไศล)
10% (พิมาย) 11% (บ้านผือ) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 5.9 (ราษีไศล) 6.3 (พิมาย) 8.4 (บ้านผือ) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 5 กม./ชม. (ราษีไศล) 5 กม./ชม. (พิมาย) 19 กม./ชม. (บ้านผือ) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา และ จ.สุรินทร์ ขอติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนา   ตัวของเมฆ ยังไม่เข้าเงื่อนไขต่ออการปฏิบัติการฝนหลวง หากสภาพอากาศเหมาะสม ทั้ง 3 หน่วยปฏิบัติการฯจะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที
พื้นที่ภาคตะวันออก ผลการตรวจวัดอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 92% ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 42% ค่าดัชนีการยกตัว
ของอากาศ 2.2 และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 23 กม./ชม. หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ระยอง ขอติดตาม            สภาพอากาศระหว่างวัน เนื่องจากอาการมีลักษณะทรงตัว หากสภาพอากาศเหมาะสม หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ระยอง จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที
และพื้นที่ภาคใต้ ผลการตรวจวัดอากาศขอสถานีเรดาร์พนม จ.สุราษฎร์ธานี และสถานีเรดาร์
ปะทิว จ.ชุมพร พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 42% (พนม) 85% (ปะทิว) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 73% (พนม) 52% (ปะทิว) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 0.1 (พนม) 1.5 (ปะทิว) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 19 กม./ชม. (พนม) 36 กม./ชม. (ปะทิว) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุราษฎร์ธานี      จึงขอติดตามสภาพอากาศ หากสภาพอากาศเหมาะสม หน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุราษฎร์ธานี จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บบางวาด อ่างเก็บน้ำคลองเหนียวดำ และอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ จ.ภูเก็ตต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่ทันทีเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม ทั้งนี้ สามารถแจ้งการขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในทุกภูมิภาคของประเทศ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร