รัฐเร่งแผนพัฒนา”แหล่งน้ำต้นทุน” รับพื้นที่อีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401245?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 รัฐเร่งแผนพัฒนา”แหล่งน้ำต้นทุน” รับพื้นที่อีอีซี

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 05:15 น.
สทนช,อีอีซี
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

 รัฐเร่งแผนพัฒนา”แหล่งน้ำต้นทุน” รับพื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออก           

จากผลการศึกษาพบว่าในปี 2570 จังหวัดในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี(EEC:Eastern Economic Corridor)นั้นมีความต้องการน้ำสูงถึง 2,888 ล้านลบ.ม. ในขณะพื้นที่ทั้งภาคตะวันออกต้องการน้ำ 5,481 ล้านลบ.ม. และในปี 2580 ภาคตะวันออกต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นรวมกัน 5,775 ล้านลบ.ม. ในขณะที่จังหวัดในพื้นที่อีอีซี(EEC) ประกอบด้วยฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มเป็น 3,089 ล้านลบ.ม. จะเห็นว่าจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมีความต้องการใช้น้ำมากกว่าครึ่งของความต้องการใช้น้ำทั้งภาครวมกัน

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ (ขวาสุด) เลขาธิการสทนช.

ด้วยเหตุนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)จึงเร่งจัดทำแผนแม่บทพัฒนาทรัพยากรน้ำเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนปัจจัยสำคัญ บรรเทาปัญหาด้านน้ำและช่วยเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาประเทศ ทั้งในพื้นที่อีอีซี รวมถึงภาคตะวันออกทั้งหมด ครอบคลุมทั้ง 4 ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาป และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ต่างเชื่อมโยงถึงกันให้สมดุลและเกิดประโยชน์มากที่สุด ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการจัดการคุณภาพน้ำ และสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมด้วย

“นับจากวันนี้ไปอีก 20 ปีข้างหน้าพื้นที่อีอีซี(EEC)จะเกิดการขยายตัวทั้งภาคการผลิต เกษตรและอุตสาหกรรม ประชากรจะเพิ่มจาก 4 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 6 ล้านคน ความต้องการใช้น้ำภาคอุปโภคบริโภคมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึงร้อยละ 56 รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 43 และภาคเกษตรกรรมร้อยละ 17 รวมเป็นปริมาณความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 670 ล้านลบ.ม.ต่อปี”

        ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยระบุว่า เมื่อปี 2560 พื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายกและสระแก้ว มีการใช้น้ำบาดาลและน้ำผิวดินเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม และท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 4,167 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เฉพาะในเขตจ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกใช้น้ำรวมกัน 2,419 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 58 ของความต้องการใช้น้ำภาคตะวันอออก

เลขาฯ สทนช. กล่าวต่อไปว่าสำหรับเป้าประสงค์ของแผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก นอกจากที่กล่าวแล้ว ยังต้องให้เกิดการพัฒนาแหล่งน้ำบนดินและใต้ดิน เพิ่มประสิทธิภาพแหล่งเก็บน้ำและระบบกระจายน้ำของเดิม เพื่อเตรียมความพร้อมด้านน้ำให้พื้นที่ทั้งหมดสามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สทนช.ได้นำแผนงานและโครงการต่าง ๆ ที่คาดว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติในช่วงระยะเวลาอีก 20 ปีข้างหน้า มาให้ภาคประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนพิจารณาหาข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก่อนจะนำเสนอต่อคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ ประกาศเป็นแผนแม่บทเพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการน้ำในทิศทางเดียวกันต่อไป

“แผนการพัฒนามีทั้งสิ้น 30 โครงการ แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่ปี 2563-2570 ประกอบด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 9 แห่ง ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมเพื่อเพิ่มความจุ 6 แห่ง ปรับปรุงระบบเครือข่ายน้ำเดิม 2 ระบบ ก่อสร้างระบบเครือข่ายน้ำใหม่ 2 ระบบ ก่อสร้างระบบสูบกลับ 2 ระบบ ขุดลอกคลองในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองพระองค์ไชยยานุชิต พัฒนาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากบางพลวงให้เป็นแก้มลิง จัดหาพื้นที่ขุดบ่อเก็บน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม และสระเอกชนในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองทับมา ทั้งหมดจะได้น้ำต้นทุน 704.8 ล้านลบ.ม.”

สำหรับช่วงที่สอง ตั้งแต่ปี 2571-2580 นั้น มีการก่อสร้างระบบสูบกลับ 2 ระบบ สร้างอุโมงค์ส่งน้ำอ่างเก็บน้ำพระสะทึง-อ่างเก็บน้ำคลองสียัด และก่อสร้างระบบเครือข่ายน้ำวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ กับระบบเครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำคลองโพล้-อ่างฯ ประแสร์ ได้น้ำต้นทุนทั้งสิ้นรวม 166 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2563-2580 ประมาณ 870.8 ล้านลบ.ม. นอกจากนี้ยังจะได้เสนอนวัตกรรมผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลสามารถเพิ่มน้ำต้นทุนได้อีก 50-75 ล้านลบ.ม. ทั้งหมดจะดำเนินการโดยผ่านหน่วยงานของกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และอิสต์ วอเตอร์(East Water)

นอกจากแผนเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน สทนช. ยังมีแผนจัดการความต้องการใช้น้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ส่งเสริมมาตรการ 3Rs ( Reduce:ลดการใช้ , Reuse:ใช้ซ้ำ , Recycle:นำกลับมาใช้ใหม่ ) ปรับปรุงท่อส่งจ่ายน้ำระบบประปาลดปริมาณการสูญเสีย มาตรการบังคับให้ภาคอุตสาหกรรมต้องมีบ่อสำรองน้ำไว้สำหรับฤดูแล้ง หรือใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ทบทวนพืชที่ปลูกให้สอดคล้องกับสภาพดินและศักยภาพน้ำต้นทุน ส่งเสริมเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและประหยัดทรัพยากร เป็นต้น เหล่านี้จะช่วยประหยัดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ชะลอการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่ม ลดปริมาณน้ำเสีย ได้เป็นอย่างดี

“แผนดังกล่าวจะใช้เป็นกรอบที่จะบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายที่กำกับดูแลปริมาณน้ำต้นทุน รวมถึงเครือข่ายที่ดูแลเรื่องความต้องการใช้น้ำ จะได้ยึดแผนนี้เป็นแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำภาพรวมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี เพื่อสนับสนุนให้ปัจจัยพื้นฐานนี้มีความมั่นคง เป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศต่อไป” ดร.สมเกียรติ กล่าวย้ำทิ้งท้าย

สทนช.ถกแผนป้องภัยแล้งมอบเจ้าภาพหลักรายพื้นที่

การประชุมร่วมระหว่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ 25 หน่วยงานเพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2562/63 ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ)เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีข้อสรุปที่สำคัญ 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการจัดสรรน้ำและระบายน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งสทนช.ได้ติดตามแผนการจัดสรรน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ พบว่ามีการจัดสรรน้ำเกินแผนแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่มอก เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนกระเสียว

ที่ประชุมจึงได้เน้นย้ำกรมชลประทาน (ชป.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ควบคุมการจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ ตามปริมาณน้ำที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยขอให้จังหวัด กำกับ ดูแลพร้อมสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อป้องกันปัญหาการสูบน้ำไว้ใช้ระหว่างการส่งน้ำ ทั้งนี้ หากมีเหตุจำเป็นที่ต้องมีการจัดสรรน้ำมากกว่าแผน ต้องมีการรายงานให้ สทนช.ทราบก่อนด้วย เพื่อพิจารณาความเหมาะสมเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้ในการจัดสรรน้ำตลอดฤดูแล้งนี้และต้นฤดูฝนปี’63

2.การกำหนดเจ้าภาพหลักในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่เป้าหมายเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งเบื้องต้นที่ประชุมได้มอบหมายให้การประปานครหลวง (กปน.) พิจารณาการใช้น้ำจากฝั่งตะวันตกมาทดแทนการใช้น้ำจากฝั่งตะวันออกให้มากขึ้น พร้อมทั้งดำเนินการร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อสำรองน้ำเพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคในเขตการประปาภูมิภาค (กปภ.) 48 สาขา 64 อำเภอ 26 จังหวัด ที่มีการสำรวจไว้เดิม และอีก 13 แห่งของ กปภ.ริมแม่น้ำโขง ใน 7 จังหวัด 19 อำเภอ ได้มอบหมายกรมทรัพยากรน้ำบาดาลพิจารณาสนับสนุนการดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาล 13 แห่ง รวมถึงมอบกรมชลประทานจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม 19 แห่ง ส่วนอีก 29 แห่งที่เหลือให้ กปภ.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับนอกพื้นที่บริการ กปภ. ที่มีความเสี่ยง 38 จังหวัด

โดยเฉพาะประปาชุมชนและประปาหมู่บ้าน ซึ่งมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทุกปี หากพื้นที่ใดมีความเสี่ยงขาดน้ำต้องประสานกับกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดลจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำบาดาล เป็นแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำรวมถึงพิจารณาหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่การเกษตรที่เป็นไม้ผล พืชต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสทนช.ได้ประสานกระทรวงสาธารณสุขสำรวจพื้นที่ให้บริการต่างๆ โดยประสานกับหน่วยบริการจ่ายน้ำ เพื่อให้ได้ข้อมูลโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีความเสี่ยงขาดน้ำในฤดูแล้ง 38 จังหวัด เพื่อวางมาตรการป้องกันโดยเร่งด่วนด้วย

และ3.การพิจารณาพื้นที่นำร่องในการกำหนดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำสำหรับหน่วยงานเก็บกักน้ำหลากเพื่อดำเนินการในฤดูฝนหน้าโดยที่ประชุมมอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง 12 ทุ่ง และทุ่งบางระกำ โดยเพิ่มเติมโครงการนำร่องพื้นที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยัง จ.ร้อยเอ็ด และบางพลวง จ.ปราจีนบุรี พร้อมทั้งให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง พิจารณาแนวทางการจ่ายค่าชดเชยตามมติครม. 3 กันยายน 2562 ที่ผ่านมาด้วย

ทั้งนี้ สทนช.ได้สรุปผลการประชุมเพื่อนำเสนอต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมทำหนังสือถึงหน่วยงานเกี่ยวข้องรับทราบมติที่ประชุมข้างต้น เพื่อให้เกิดผลที่ชัดเจนในทางปฏิบัติในการดำเนินการเชิงป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2563

เปิดตัวเมล็ดคะน้าเคลือบต้านด้วงหมัดกระโดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดตัวเมล็ดคะน้าเคลือบต้านด้วงหมัดกระโดด

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 00:29 น.
คะน้า,เมล็ดพันธุ์
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

ศรแดงเปิดตัวเมล็ดคะน้าเคลือบ รายแรกในวงการเมล็ดพันธุ์ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันด้วงหมัดกระโดดปัญหาใหญ่ของเกษตรกร

27 พฤศจิกายน 2562 คะน้าถือว่าเป็นผักเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย เพราะเป็นผักที่บริโภคได้ทุกเพศทุกวัย มีคุณค่าทางสารอาหารสูง มีเส้นใยมาก ทำอาหารได้หลากหลาย ตลาดมีความต้องการสูง จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นเกษตรกรไทยนิยมปลูกเป็นอาชีพ

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ เมล็ดคะน้าที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นมล็ดพันธุ์ประเภท OP (พันธุ์ผสมเปิด) ทั้งหมด แต่อีสท์ เวสท์ ซีด เราเป็นบริษัท ฯ ที่ศึกษาและสำรวจปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกคะน้าอยู่ตลอดเวลา พบว่าปัญหาใหญ่คือ ด้วงหมัดกระโดดระยะกล้า ที่ทำความเสียหายให้กับแปลงเกษตรกรเป็นอย่างมาก เรานำปัญหาตรงนี้มาวิเคราะห์ และนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวคะน้า พันธุ์บางบัวทอง 35 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรและตลาดให้การยอมรับเป็นอย่างสูงอยู่แล้ว จนได้มาเป็น คะน้า พันธุ์บางบัวทอง 35 พรีเมี่ยม “

“ คะน้า พันธุ์บางบัวทอง 35 พรีเมี่ยม เริ่มต้นจากเราทำการคัดเมล็ดให้ได้ขนาดเมล็ดที่ใหญ่สม่ำเสมอ แล้วนำมาเคลือบสารเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าอีสท์ เวสท์ ซีด เราเป็นรายแรกในวงการเมล็ดพันธุ์ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับกลุ่มสินค้า OP โดยสารเพิ่มประสิทธิภาพนี้มีประโยชน์ต่อเกษตรกรนั่นก็คือ

1. ป้องกันด้วงหมัดกระโดดในระยะกล้า หรือในช่วง 21 วันแรก ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านสารเคมีลงได้

2. ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10% ทำให้เกษตรกรได้รับรายได้เพิ่มขึ้น “

สำหรับผลตอบรับของเกษตรกรที่ได้ทดลองปลูก คะน้า พันธุ์บางบัวทอง 35 พรีเมี่ยมนั้น คุณนิคม เกียวเจริญศิลป์ เกษตรกรจาก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กล่าวว่า “ผมปลูกคะน้าเป็นอาชีพอยู่แล้ว เดิมใช้พันธุ์บางบัวทอง 35 ของศรแดงอยู่ และได้มีเจ้าหน้าที่มาแนะนำให้ทดลองปลูก พันธุ์บางบัวทอง 35 พรีเมี่ยม สิ่งที่ผมชอบก็คือ ความงอกดี งอกสม่ำเสมอ ทิวออกน้อย ต้นใหญ่สม่ำเสมอกันเกือบทั้งแปลง น้ำหนักดี จะลงปลูกอีกรอบคือต้นเดือนมกราคมปี 63 ก็จะซื้อ คะน้า พันธุ์บางบัวทอง 35 พรีเมี่ยมมาปลูกต่อครับ “

คุณพงษ์กฤตย์ ทรงเพียรทรัพย์ เกษตรกรจาก อ. สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี กล่าวว่า “ ปัญหาส่วนใหญ่ของผมที่พบก็คือ เรื่องด้วงหมัดกระโดดระยะกล้า บางรอบถ้าเจอด้วงหมัดกระโดดระยะกล้า นี้ไปก็ทำความเสียหายเยอะอยู่เหมือนกันครับ จนได้มาปลูก คะน้า พันธุ์บางบัวทอง 35 พรีเมี่ยมของศรแดง ตอนแรกแปลกตากับเมล็ดที่เคลือบสีชมพู แต่พอได้ทดลองปลูกสิ่งที่ดีขึ้นจากเดิมก็คือ เมื่อหว่านไปแล้ว ความงอกดี งอกสม่ำเสมอ ต้นกล้าคะน้าที่ขึ้นมามีความแข็งแรง ป้องกันด้วงหมัดกระโดดระยะกล้าได้ดี ทำให้ลดการใช้สารเคมีลงไป 20-30% ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปเลยครับ ส่วนต้นคะน้าที่ขึ้นมาต้นแข็งแรง ต้นใหญ่สม่ำเสมอ น้ำหนักดี บำรุงดี ๆ ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 20% เลยครับ “

ปารีณาดอดพบเลขาส.ป.ก.ร้องรังวัดฟาร์มไก่อีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401234?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปารีณาดอดพบเลขาส.ป.ก.ร้องรังวัดฟาร์มไก่อีกรอบ

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 00:14 น.
สปก,ปารีณา,รังวัด
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

เลขาฯส.ป.ก.ตั้งคณะทำงานชุดใหม่ ตรวจวัดส.ป.ก.ฟาร์มไก่ ปารีณา หลัง ปารีณา ดอดพบยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้ส.ป.ก. ตรวจสอบแนวเขตอีกรอบ

27 พฤศจิกายน 2562 เลขาฯส.ป.ก.ตั้งคณะทำงานชุดใหม่ ตรวจวัดส.ป.ก.ฟาร์มไก่ ปารีณา หลัง ปารีณา ดอดพบยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้ส.ป.ก. ตรวจสอบแนวเขตอีกรอบ อ้างครอบครัวที่ดินถือครอง ไม่รู้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือป่าไม้กันแน่ ชี้  2 หน่วยงานใช้แผนที่คนละฉบับ ระบุ ร.อ.ธรรมนัส สั่งด่วน180วันรื้อส.ป.ก.40ล้านไร่ ใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกัน ยึดคืนที่ส.ป.ก.จากนายทุน ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง คนรวย มาแจกคนจนกว่า9แสนรายขึ้นทะเบียนผู้ยากไร้ ตามนโยบายคทช.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้มายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อส.ป.ก.แต่ไม่ได้พบกันเนื่องจากตนเดินทางไปชี้แจงงบประมาณที่รัฐสภา ซึ่งทางศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านปัญหาที่ดินได้รับหนังสือไว้

ในหนังสือได้ร้องขอให้เลขาธิการส.ป.ก. ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ที่ดินที่น.ส. ปารีณาครอบครองนั้นอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือพื้นที่ป่าไม้กันแน่เนื่องจากส.ป.ก. ใช้แผนที่มาตราส่วน 1 : 100,000  แต่กรมป่าไม้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1 : 400,000 จึงเกรงว่า การรังวัดแนวเขตอาจคลาดเคลื่อนหรือมีการทับซ้อนของแนวเขตระหว่าง 2 หน่วงาน จึงขอความเป็นธรรมเพื่อที่ตนเองจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

นอกจากนี้น.ส.ปารีณายังระบุว่า ทางครอบครัวเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวก่อนที่กรมป่าไม้จะส่งมอบให้ส.ป.ก. ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินในพ.ศ. 2536 เช่นเดียวกับชาวบ้านอีกหลายราย อีกทั้งยืนยันว่า พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ

ทั้งนี้ส.ป.ก.จะเร่งประสานกับกรมป่าไม้เพื่อตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบแนวเขตใหม่ โดยใช้แผนที่มาตราส่วนเดียวกัน เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องตรงกันแล้วจะทำตามขั้นตอนของแต่ละหน่วยงาน จากนั้นทางส.ป.ก. จะแถลงข่าวเพื่อให้สังคมรับทราบข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้เกิดความกระจ่างทุกประเด็น

ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างโปร่งใสที่สุด แต่การจะกล่าวหาอะไรกันและบังคับใช้กฎหมาย จำเป็นต้องมีหลักฐานชัดเจน ดังนั้นจึงจะต้องตรวจสอบร่วมกับกรมป่าไม้อีกครั้ง สำหรับพื้นที่ที่ตรวจสอบแล้วพบว่า อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน จะนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์มอบส.ป.ก. 4-01 ให้แก่ผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมาย

หากน.ส.ปารีณาจะยื่นขอรับการจัดสรรสิทธิ์ก็สามารถทำได้ แต่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินระดับจังหวัดต้องตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียดว่า เข้าเกณฑ์ที่จะเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ส.ป.ก. ได้หรือไม่เป็นมาตรฐานเดียวกับราษฎร เกษตรกร คนยากจนรายอื่นๆ ตามคำสั่งของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ

รวมทั้งได้สั่งการด่วนให้รื้อพื้นที่ส.ป.ก.ทั่วประเทศกว่า 40 ล้านไร่ ตรวจการถือครองผิดกฎหมาย ภายใน180 วัน หากพบนายทุน รายใหญ่ นักการเมือง ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น คนร่ำรวย ถือครองไว้ ทำผิดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินส.ป.ก.โดยเฉพาะพื้นที่ส.ป.ก.กลายเป็นทำเลทอง ได้ถูกบุกรุก ซื้อขาย เปลี่ยนมือ สร้างรีสอร์ต บ้านพักหรู จำนวนมาก เช่นวังน้ำเขียว เขาใหญ่  กาญจนบุรี ภูเก็ต ให้เร่งยึดคืนหลวงทันที เข้าดำเนินคดีบังคับใช้กฎหมายส.ป.ก.อย่างเคร่งครัดตั้งแต่บัดนี้

โดยส.ป.ก.จังหวัดทุกพื้นที่ จะต้องเร่งรัดดำเนินการหากไม่เสร็จภายใน180วัน จะย้ายส.ป.ก.จังหวัดออกนอกพื้นที่ทันที ที่มีปัญหาทุกแห่ง ไม่ให้ส.ป.ก.เกิดการตรวจสอบที่ดินส.ป.ก.ล่าช้าหมักหมมปัญหาไว้อีกต่อไป เพื่อนำมาจัดสรรให้คนยากจนเข้าทำกินในพื้นที่รอที่ดิน ขึ้นทะเบียนผู้ยากไร้ ไว้กับทุกจังหวัดเกือบ9แสนราย ตามนโยบายคณะกรรมการที่ดินแห่ชาติ(คทช.)ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน “นายวิณะโรจน์ กล่าว

ส่อยืดระยะเวลาแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่อยืดระยะเวลาแบน 3 สาร

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ยกเลิก 3 สาร,มนัญญา,คณะกรรมการวัตถุอันตราย
เปิดอ่าน 203 ครั้ง

เปิดเอกสารลับที่สุด รมว.เกษตรฯลงนามส่ง เข้าที่ประชุมกก.วัตถุอันตราย ทั้งแผนรองรับงบเยียวยาเกษตรกร 6 แสนราย  3.3 หมื่นล้าน ส่อยืดแบน 3 สาร

27 พฤศจิกายน 2562 เปิดเอกสารลับที่สุดรมว.เกษตรฯลงนามส่ง เข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย พรุ่งนี้ ทั้งแผนรองรับงบเยียวยาเกษตรกร 6 แสนราย  3.3 หมื่นล้านบาท แนบผลรับฟังความเห็นพบกลุ่มจัดตั้งเกือบ 2 หมื่นราย ใส่มือ สุริยะ จ่อยืดเวลาแบนสาร 6 เดือน นายทุนสบช่อง ยัดยาใส่มือเกษตรกร

แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯเตรียมลงนามเอกสารลับที่สุด ของกระทรวงเกษตรฯที่คณะทำงานพิจารณาแนวทางผลกระทบเกษตรกร มีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน ในการยกเลิกใช้ 3 สาร  พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ที่จะยกระดับจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร จากบัญชี 3 ขึ้นเป็นบัญชี 4 ห้ามมีไว้ครอบครอง ผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก จากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชุดเดิม มีมติแบนเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ให้มีผลในวันที่ 1 ธ.ค.2562  ต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชุดใหม่ ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน เพื่อให้พิจารณาผลกระทบอีกครั้งก่อนที่รมว.อุตสาหกรรม ลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม แบน3สาร

ทั้งนี้ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯในฐานะคณะทำงานพิจารณาผลกระทบ ได้ประชุมเมื่อวันที่ 22 พ.ย.โดยกรมวิชาการเกษตร เสนอให้เลื่อนการบังคับใช้ไปอีก 6 เดือน เนื่องจากการจัดเก็บสารเคมี มีกว่า 2.8 หมื่นตัน ทำไม่ทันในระยะเวลา 30 วัน โดยเสนอเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมกับเอกสารที่กรมวิชาการเกษตร

ได้มีการสรุปผลรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ฉบับที่ พ.ศ…. พบว่ามีการแสงดความคิดเห็นผ่านช่องทางเว็บไซด์ กรมวิชาการเกษตร เห็นด้วย 12,139 ราย ไม่เห็นด้วย 17,256 ราย รวม 29,395 ราย ผ่านแบบแสดงความคิดเห็น เห็นด้วย 4 รายไม่เห็นด้วย 1,863 ราย รวม1,867 ราย

แสดงความเห็นผ่านทางสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เห็นด้วย 0 ไม่เห็นด้วย 13,441 ราย รวม 13,441 ราย  แสดงความเห็นผ่านเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เห็นด้วย 0 ไม่เห็นด้วย 4,086 ราย รวม 4,086 ราย สรุปผลความเห็นทั้งหมด ณ วันที่ 14 พ.ย.2562 เห็นด้วย รวม 12,143 ราย ไม่เห็นด้วย 36,646 ราย รวมผู้แสดงความคิดเห็นทั้งหมด 48,789 ราย

ทำให้เห็นว่ามีการจัดตั้งการแสดงความเห็นของกลุ่มสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยและกลุ่มเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้สำเนาเอกสารของกรมไปแจกให้ในกลุ่มสมาชิกตนเองที่ไปรวบรวมมา ของ 2 กลุ่มนี้ มีแต่ไม่เห็นด้วยเกือบ 2 หมื่นราย เท่านั้นและเป็นการจัดตั้งครึ่งหนึ่งจากจำนวนผู้แสดงความเห็น

นอกจากนั้นปลัดกระทรวงเกษตรฯจะนำแนวทางเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันนี้ด้วย จากที่ได้รวบรวมผลกระทบสรุปรวมเป็นค่าชดเชยทั้งสิ้น 33,417 ล้านบาท โดยมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 6 แสนราย แบ่งเป็น พาราควอต และไกลโฟเซต คิดเป็นค่าชดเชยทั้งสิ้น 32,867ล้านบาท

จำแนกเป็นเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพด พื้นที่5.52 ล้านไร่ ไร่ละ 1,114 บาท รวม 7,807 ล้านบาท อ้อย พื้นที่ 2.33ล้านไร่ ไร่ละ 4,136 บาท รวม 9,650 ล้านบาท มันสำปะหลัง พื้นที่ 3.04 ล้านไร่ ไร่ละ1,167 บาท รวม3,550 ล้านบาท ยางพารา พื้นที่ 2.85 ล้านไร่ ไร่ละ 1,725 บาท รวม 4,922 ล้านบาท ปาล์มน้ำมัน พื้นที่ 1.92ล้านไร่ ไร่ละ 1,766 บาท รวม 3,396 ล้านบาท ไม้ผล อื่นๆพื้นที่ 1.81 ล้านไร่ ไร่ละ 1,950 บาท รวม 3,545 ล้านบาท

คลอร์ไพริฟอส เป็นค่าชดเชย ทั้งสิ้น 550 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้ปลูกข้าวโพด พื้นที่ 5.52 ล้านไร่ ไร่ละ79 บาท ค่าชดเชย 434 ล้านบาท  ผู้ปลูกอ้อย พื้นที่ 2.33 ล้านไร่ ไร่ละ22 บาท รวม 51 ล้านบาท มันสำปะหลัง พื้นที่3.04 ล้านไร่ ไร่ละ 21 บาท ค่าชดเชย65ล้านบาท ไม้ผล พื้นที่ 1.81 ล้านไร่ (ไม่ชดเชย เนื่องจากทุนสารทางเลือกใกล้เคียงกัน )ผู้ปลูกไม้ดอก พื้นที่1.5 หมื่นไร่(ไม่ชดเชย ต้นทุนสารทางเลือกใกล้เคียงกัน) กลุ่มผู้ปลูกพืชไร่ (ไม่รวมข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง )พื้นที่2.05แสนไร่ ไร่ละ28บาทค่าชดเชย 6 ล้านบาท

แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่าในวันนี้มีแนวโน้มที่นายสุริยะ จะออกมติชะลอการแบน 3 สาร ไปอีก 6 เดือน เพื่อเป็นช่องทางให้ระบายสารในสต๊อก ลดภาระเอกชนใช้เงินทำลายสารตามมาตรา 52 กับอีกแนวทางหนึ่งคือให้มีมติให้แบนสาร มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธ.ค.62 แต่ให้กรมวิชาการเกษตร ไปแก้ประกาศในราชกิจจาออกฉบับใหม่ เพื่อขยายเวลาการจัดเก็บสารไปอีก 6 เดือน

ทั้งสองแนวทางเป็นช่องโหว่ทำให้เอกชนระบายสารไปอยู่ในมือเกษตรกร เพราะจนถึงขณะนี้สต๊อกของกรมวิชาการเกษตร รายงานมายังไม่นิ่ง รวมทั้งได้มีบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายต้านแบนสาร ได้นำเส้นทางการจัดตั้งกลุ่มผู้ต่อต้าน มาพร้อมหลักฐานให้กับผู้ใหญ่ในกระทรวงรับทราบ ใครผู้อยู่เบื้องหลังพบว่าเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯกับเอกชนที่มีโรงงานนำเข้าสารเคมี จ.นครปฐม เป็นหัวเรือใหญ่ จัดตั้งม็อบเกษตรกรชุดดำครั้งนี้

โรคใบร่วงในยางพาราระบาดหนักทำสูญรายได้แล้วกว่า 200 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401214?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

โรคใบร่วงในยางพาราระบาดหนักทำสูญรายได้แล้วกว่า 200 ล้าน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
โรคใบด่าง,ยางพารา,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 129 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุ โรคใบร่วงในยางพาราที่ระบาดหนักในจังหวัดนราธิวาสและตรัง รวมพื้นที่กว่า 300,000 ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ถึง 253 ล้าน

27 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลาร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์

โดยพบว่า ขณะนี้มีการระบาดของโรคดังกล่าว ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและตรัง รวม 365,883 ไร่  คิดเป็นร้อยละ 17 ของเนื้อที่กรีดได้ (ข้อมูลวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562) แบ่งเป็นจังหวัดนราธิวาส  12 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ยี่งอ รือเสาะ เจาะไอร้อง จะแนะ สุคิริน แว้ง ระแงะ สุไหงปาดี สุไหงโก-ลก ศรีสาคร และตากใบ เนื้อที่ 365,483 ไร่ ส่วนจังหวัดตรังพบการระบาดเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองตรัง  400 ไร่

ทั้งนี้สศก.วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากพื้นที่ระบาดของทั้ง 2 จังหวัด ปกติแล้วปริมาณผลผลิตทั้งปีรวม 93,305 ตัน แต่เมื่อเกิดโรคทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 30 – 50 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2562 จะส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียรายได้มูลค่า 253 – 423 ล้านบาทหรือ เฉลี่ยเดือนละ 126 – 211  ล้านบาท

หากไม่สามารถควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคได้จะทำให้ผลผลิตของทั้ง 2 จังหวัด ลดลงอีก โดยจากการคาดการณ์ผลผลิตปี 2563 ลดลงประมาณ 27,991 – 46,652 ตัน และอาจส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียรายได้มูลค่า 1,255 – 2,093 ล้านบาทต่อปีหรือเฉลี่ยเดือนละ 104 – 174 ล้านบาท

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้กยท. กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวัง พร้อมจัดทำคำแนะนำการป้องกันการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการในพื้นที่ ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างออกสำรวจ ติดตามพื้นที่การระบาด พร้อมให้คำแนะนำ ป้องกัน ให้ความรู้ พร้อมรายงานข้อมูลให้รับทราบต่อเนื่อง

นอกจากนี้กยท.และกรมวิชาการเกษตรได้นำร่องทดสอบการใช้โดรนพ่นสารกำจัดเชื้อราเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโรคใบร่วงดังกล่าวซึ่งกำลังติดตามผลสัมฤทธิ์ แต่เนื่องจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. แพร่ระบาดโดยลมและฝนจึงยากต่อการป้องกันและควบคุม ดังนั้น ขอให้เกษตรกรระมัดระวังหรืองดการเคลื่อนย้ายวัสดุปลูกและใบยางพาราโดยเฉพาะจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไปสู่พื้นที่อื่น

สำหรับต้นยางพาราที่พบว่าเป็นโรคใบร่วงระยะรุนแรงให้เกษตรกรใช้สารเคมีโดยวิธีฉีดพ่นลงดินด้วยสาร thiophanate methyl และพ่นทรงพุ่มยางด้วยสาร benomyl hexaconazole thiophanate methyl triadimefon และ difenoconazole เพื่อกำจัดเชื้อ รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่ป้องกันการระบาดเพิ่มโดยกันพื้นที่เป็นแนวป้องกัน (Buffer Zone)

ทั้งนี้ สศก. จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดตามสถานการณ์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อเตือนภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งหากเกษตรกรพบข้อสงสัยว่าจะมีการระบาดของโรคในพื้นที่ หรือต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดการระบาดและคำแนะนำสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยประจำจังหวัด

สศก.ยกระดับฐานข้อมูลยางพาราจับมือกยท.MOU เชื่อมบิ๊กดาต้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401217?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สศก.ยกระดับฐานข้อมูลยางพาราจับมือกยท.MOU เชื่อมบิ๊กดาต้า

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กยท,เอ็มโอยู,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 79 ครั้ง

สศก.ยกระดับฐานข้อมูลยางพารา จับมือกยท.MOU เชื่อมสู่ Big Data ให้เป็นเอกภาพ ภาคเกษตรเข้มแข็งยั่งยืน

27 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศยางพารา

โดยบอกว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความร่วมมือและบูรณาการด้านวิชาการ สู่การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลอย่างเป็นเอกภาพ และเกิดความเข้มแข็งของภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

สำหรับความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ สศก.ในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการจัดทำ Big Data กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีภารกิจหลักในการจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ศึกษา วิจัย ประเมินผล และเสนอแนะมาตรการ สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล จึงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนข้อมูลต่างๆ แก่ กยท. ทั้งด้านนโยบายของรัฐบาล  สถานการณ์การผลิต และการตลาดยางพารา เช่น ต้นทุน ผลตอบแทน ราคาที่เกษตรกรขายได้

รวมไปถึงข้อมูลเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น เนื้อที่ยืนต้น โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร พื้นที่ความเหมาะสมในการปลูกยาง นอกจากนี้ ยังพร้อมให้การสนับสนุนองค์ความรู้ทางด้านสถิติ เศรษฐศาสตร์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการวิจัย และสนับสนุนเครื่องมือสำหรับการจัดทำประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการจัดกิจกรรมต่างๆ ทางด้านวิชาการร่วมกัน

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลด้านสถิติ เศรษฐศาสตร์ เกษตรกรรม ภูมิสารสนเทศ ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญ ซึ่งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่รวดเร็ว ทันสมัย และถูกต้อง จะช่วยในการวางแผนและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการลดความซ้ำซ้อนด้านข้อมูลได้เป็นอย่างมาก

กยท. ในฐานะเป็นองค์กรที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบ และดำเนินการบริหารจัดการราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ บริหารจัดการเกี่ยวกับเงินกองทุนพัฒนายางพารา ส่งเสริม สนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการด้านยางพารา จึงมีความพร้อมและยินดีให้การสนับสนุนข้อมูลร่วมกับ สศก. ทุกด้าน เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ รวมไปถึงเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

สำหรับการยกระดับความร่วมมือของ สศก. และ กยท. ในครั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงาน มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงให้กับภาคเกษตร โดยพร้อมนำความรู้จากการศึกษา วิจัย ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีศักยภาพในการผลิต สามารถยกระดับรายได้และอาชีพให้มั่นคง  ส่งผลภาคให้เกษตรไทยมีความเข้มแข็งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรได้ทั้งในประเทศไทยและในเวทีสากล

ก.เกษตรฯจัดงาน “วันดินโลก” 5 – 8 ธันวาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401218?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ก.เกษตรฯจัดงาน “วันดินโลก” 5 – 8 ธันวาคม 2562

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 18:52 น.
วันดินโลก
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

ก.เกษตรฯจัดงาน “วันดินโลก” 5 – 8 ธันวาคม 2562 น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ            ในหลวงรัชกาลที่ 9

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก” 5 – 8 ธันวาคม 2562 น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ            ในหลวงรัชกาลที่ 9 “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรก และพระองค์เดียวของโลก

      ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันดินโลก” 5-8 ธันวาคม 2562 ภายใต้แนวคิด “ปกป้องอนาคต               ลดการชะล้างดิน : Stop Soil Erosion, Save our Future” น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรอย่างครบวงจร ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์หน้าดินให้คงความสมบูรณ์ พร้อมร่วมฟังเสวนาระดับนานาชาติ และนิทรรศการวิชาการ รวมถึงกิจกรรมต่างๆอีกมากมาย ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิน เสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี นอกจากนั้นในส่วนภูมิภาค สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร่วมกับส่วนราชการต่างๆและหน่วยงานในท้องถิ่นร่วมกันจัดกิจกรรมวันดินโลก ตลอดช่วงเดือนธันวาคม 2562 เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับทราบสถานการณ์ทรัพยากรดิน เกิดความตระหนักในการร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการผลิตปัจจัยสี่ในการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์


ทั้งนี้ กลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก (Global Soil Partnership – GSP) ได้จัดกิจกรรม           วันดินโลกเป็นประจำทุกปีและกำหนดหัวข้อหลักการจัดงานของแต่ละปี โดยคัดเลือกประเด็นสำคัญ ที่ต้องการผลักดันให้เกิดข้อสรุปหรือส่งผลต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลก โดยประเทศต่างๆ จะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างการรับรู้ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน สำหรับวันดินโลกในปี 2562 นี้ GSP            ได้กำหนดหัวข้อ “STOP SOIL EROSION, SAVE OUR FUTURE : ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน”             ซึ่งเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมขององค์กร และบุคคล สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันและลดการชะล้างการพังทลายของดินเพื่อรักษาระบบนิเวศให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน และประชาชน ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกับเครือข่ายดังที่กล่าวแล้ว             จะขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรดินตามศาสตร์พระราชาให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ภายในงานวันดินโลก ระหว่างวันที่             5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ                   อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิเช่น นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นิทรรศการพระราชกรณียกิจเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต  แสดงภาพ 3 มิติ การจัดการดินและที่ดิน ตั้งแต่ภูเขาจนถึงทะเล เพื่อให้เห็นภาพการป้องกันชะล้างพังทลาย            ของดิน การจัดประชุมวิชาการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ เสนอผลงานเด่น ความสำเร็จของ           การปกป้องดูแลดิน และการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างหมอดินอาสา เกษตรกรและนักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปกปักรักษาดิน มิให้เสื่อมโทรมจากการใช้ที่ดินของมนุษย์ และในพิธีเปิด จัดให้มีการมอบรางวัล King Bhumibol                   World Soil Day Award  ซึ่งเป็นรางวัลที่ประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations-FAQ) ร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อมอบแก่บุคคล องค์กร หรือประเทศ ที่รังสรรค์ผลงานการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินให้เป็นที่ประจักษ์ ในปี 2562 จะได้มีพิธีประกาศรางวัลและเข้ารับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award  ได้แก่ หน่วยงาน Costa Rican Soil Science Association (ACCS) ของสาธารณรัฐคอสตาริกา ซึ่งเป็นองค์กร                ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ที่ดำเนินงานด้านการจัดการดิน โดยกิจกรรมที่ส่งเข้าประกวด ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมักในพื้นที่สวนสาธารณะของเมืองซานโฮเซ ทุกวันที่ 5 ธันวาคม โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 จนเป็นประเพณี ซึ่งกิจกรรมได้เชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ 2 ประการคือ มลพิษทางดิน และ Climate change และยังส่งผลให้เกิดแผนระดับชาติในการลดปริมาณคาร์บอนในอากาศ นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ สำหรับเยาวชน และผู้เข้าชมงานทั่วไปอีกมากมาย อาทิ การประกวดวาดภาพกระดานดำ การประกวดถ่ายภาพ การจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเฉพาะของโครงการพระราชดำริและกิจกรรมเดิน Trail วันดินโลก @ เขาชะงุ้ม ตามรอยพระบาทบนแผ่นดินของพ่อ ในวันอาทิตย์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ ตั้งแต่เวลา ๐๖.๓๐ – ๐๙.๓๐ น.ระยะทาง ๒ กิโลเมตร           เพื่อขึ้นเขาไปชมพลับพลาที่ประทับทรงงานและชมทัศนียภาพที่ปัจจุบันมีความสวยงามในรูปแบบเบิร์ดอายวิวสามารถมองเห็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ที่เกิดมาจากพระราชดำริ “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่สามารถเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้เป็นป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ

นอกจากนั้นกิจกรรมที่สำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งในวันดินโลกปี 2562 คือ การแสดงพระธรรมเทศนา          “ภูมิกถา” ซึ่งเป็นกัณฑ์เทศน์ เกี่ยวกับดินและวันดินโลก ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้มีพระมหากรุณาธิคุณ            ให้มหาเถรสมาคมดำเนินการ โดยได้มีมติให้จัดทำกัณฑ์เทศน์ดังกล่าว เพื่อให้วัดทั่วประเทศไทยได้ใช้แสดงพระธรรมเทศนาให้พุทธศาสนิกชนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและร่วมกันปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรดินให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและเป็นสมบัติที่มีคุณค่าที่จะรักษาส่งมอบให้แก่ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์สืบไป  ด้วยเห็นว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและกว้างขวาง ดังนั้นในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 จะจัดให้มีการเทศนา ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม              อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี โดยพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ผู้ประพันธ์กัณฑ์เทศน์ เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา รวมทั้งจัดให้วัดทั่วประเทศได้แสดงพระธรรมเทศนาดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป
จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “วันดินโลก” (World Soil Day) ระหว่างวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันเสาร์ที่               7 ธันวาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 – 579 – 8515 หรือ http://www.worldsoil.in.th/

มนัญญา เย้ย ม็อบกดดันไม่มีผล รอมติคกก.วัตถุอันตรายพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา เย้ย ม็อบกดดันไม่มีผล รอมติคกก.วัตถุอันตรายพรุ่งนี้

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 18:00 น.
กรมวิชาการเกษตร,แบน 3 สาร,มนัญญา
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

มนัญญา ระบุ ม็อบเสื้อดำกดดันไม่มีผล ทุกอย่างดำเนินตามกฎหมาย ขอรอฟังมติกก.วัตถุอันตรายพรุ่งนี้ ก่อนตัดสินใจไปต่ออย่างไร แต่ถ้าลบล้างมติเดิมต้องเหตุผลหนักแน่น

25 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการแบน 3 สารเคมี ว่า ในวันพรุ่งนี้คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะมีการประชุมพิจารณา หลังกรมวิชาการเกษตรเสนอชะลอการแบน 3 สารเคมี จากวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ออกไปอีก 6 เดือน

โดยอ้างว่าจำเป็นต้องแจ้ง WTO ก่อน ซึ่งส่วนตัวก็ต้องรอฟังมติวันพรุ่งนี้ หากมีมติให้ชะลอ คณะกรรมการฯ ก็ต้องชี้แจงเหตุผล ว่ามีความจำเป็นอะไรที่ไปลบล้างมติครั้งแรก แต่ก็มีมาตรการดำเนินต่อไปอยู่แล้ว ขอเก็บไว้เป็นความลับ ยังไม่ขอพูดตอนนี้

ส่วนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หากมีการชะลอ จะให้ น.ส.มนัญญา แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง  น.ส.สนัญญา กล่าวว่า ขอให้ถึงวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมพูดติดตลกว่า หากมีการแสดงสปิริตจริงก็ให้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แสดงก่อน (ยืนอยู่ใกล้กัน)

ส่วนการที่มีการทำประชาพิจารณ์ว่าคนส่วนใหญ่ กว่า 70% ไม่อยากให้ยกเลิก 3 สารเคมีนั้น / น.ส.มนัญญา ถามกลับว่า ประชาพิจารณ์ไปเอามาจากไหน มีคำสั่งให้ทำหรือไม่ ทุกอย่างต้องมีลายลักษณ์อักษร และอยากรู้ว่าใครเป็นคนสั่งให้ทำ เพราะไม่ได้อยู่ในข้อตกลกที่กำหนดไว้ การทำประชาพิจารณ์ต้องถามเกษตกรทุกฝ่าย ไม่ใช่ถามแค่บางกลุ่ม

น.ส.มนัญญา ยังกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบเสื้อดำ ที่ต่อต้านการแบน 3 สารเคมีครั้งนี้ ไม่มีผลต่อการพิจารณา เพราะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าจะเดินหน้าไปแบบไหน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย

ส่วนที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นด้วยกับกลุ่มที่ต่อต้านนั้น ตนไม่ทราบ เพราะยังไม่เจอหรือพูดคุยกัน แต่เรื่องนี้เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ที่จะลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในประเทศไทยให้น้อยลง พร้อมยืนยัน ต้องทำตามนโยบาย เพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ หากมีการยกเลิก 3 สารเคมี ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ จะไม่มีการนำสารเคมีตัวใหม่เข้ามาทดแทน เพราะสารเคมีในประเทศไทยมีมากอยู่แล้ว โดยได้เตรียมการใช้เครื่องจักรเข้ามาแทน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรไปพิจารณาว่าเครื่องจักรแบบไหน เหมาะกับพืชแบบไหน

ลงแขกเกี่ยวข้าว ถอดบทเรียนมรดกทางปัญญาจากชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401197?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลงแขกเกี่ยวข้าว ถอดบทเรียนมรดกทางปัญญาจากชุมชน

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 17:41 น.
มหาวิทยาลัยขอนแก่น,ลงแขกเกี่ยวข้อง,ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

มข.เปิดโครงการชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง นำนศ.ลงแขกเกี่ยวข้าว ถอดบทเรียนมรดกทางปัญญาจากชุมชน แนะทำนาโยนได้ผลผลิตดี

25 พฤศจิกายน 2562 มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โดยสำนักบริการวิชาการ   คณะเกษตรศาสตร์ และวิทยาลัยนานาชาติ จัดโครงการ “ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง”  ร่วมกับอำเภอพระยืน  เทศบาลตำบลบ้านโต้น

สำนักกิจกรรมเพื่อสังคมเครือเบทาโกร เพื่อฟื้นฟูและสืบสานประเพณีอันดีงาม ถอดบทเรียนจากชุมชน “ลงแขกเกี่ยวข้าว” แบบวิถีพื้นบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น  โดยมี รองศาสตราจารย์เกรียงไกร  กิจเจริญ  รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล  รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ เป็นประธานในพิธีเปิด มีนักศึกษา  บุคลากร ผู้นำชุมชน  และเกษตรกรในชุมชน เข้าร่วมกิจกรรม “ลงแขกเกี่ยวข้าว” สืบทอดมรดกทางปัญญาจากรุ่นต่อรุ่นในอีกมิติหนึ่งให้หวนกลับมาอีกครั้ง

รองศาสตราจารย์เกรียงไกร  กิจเจริญ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ มข.  กล่าวว่า การบริการวิชาการด้านการส่งมอบคุณค่าแก่ประชาคม ตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในการปรับเปลี่ยนการบริการวิชาการ ในการพัฒนาด้านการบริการวิชาการ โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงให้ประชากรในพื้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมนั้น

จึงได้ทำโครงการสืบสานประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวขึ้น เพื่ออนุรักษ์ และเรียนรู้ประเพณีการเกี่ยวข้าว รวมทั้งสืบสานวัฒนธรรมการเกี่ยวข้าวของชาวอีสาน ให้นักศึกษาได้สัมผัสเรียนรู้การเกี่ยวข้าวทั้งทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ มีส่วนร่วม บูรณาการอยู่ในกิจกรรมการลงแขกและการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสร้างสรรค์ความสามัคคีในชุมชนความเป็นส่วนรวม สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่สรรค์สร้างที่สืบทอดสืบทอดมรดกทางปัญญาต่าง ๆ ของสังคมจากรุ่นต่อรุ่น

เราได้มีความร่วมมือทำโครงการแบบองค์รวมต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว ทำให้ทราบว่าชาวนาในภาคอีสานทำนาหว่าน ซึ่งใช้พันธุ์ข้าวปริมาณมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรค่อนข้างสูง  จึงได้นำ “ช่องสาลิกาโมเดล”ของบริษัทเบทาโกรที่จ.ลพบุรี ที่ทำนาโยนแล้วได้ผลดีมาใช้  โดยนำข้าวเจ้าหอมมะลิแดงจากลพบุรีมาลงที่บ้านโต้น เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีผลผลิตปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากที่แนแปลงนี้เป็นแปลงแรก

ดังนั้น เราจึงต้องทำวิจัยต่อไปว่า ผลผลิตที่ได้รับแตกต่างอย่างไร สามารถเพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิตได้เพียงใด  เพื่อให้มีความยั่งยืนตามมา  เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งนอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีการดูแลสุขภาพองค์รวม โดยมีคณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะสาธารณสุข คณะทันตแพทยศาสตร์ลงพื้นที่ให้บริการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนร่วมกันอีกด้วย

นางสมภาร  ผาเป้า  เกษตรกรเจ้าของแปลงนา  กล่าวว่า  “มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ได้มาช่วยให้ความรู้ในการทำนา  โดยแนะนำให้ปลูกถั่วลิสงบำรุงดินในช่วงหลังเก็บเกี่ยว โดยเมื่อปีที่แล้วนำพันธุ์ข้าวธัญศิรินทร์มาให้ปลูก  เดิมปลูกข้าวได้ผลผลิตไร่ละ 15 กระสอบ แต่พอมหาวิทยาลัยมาแนะนำ ก็ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นขึ้นถึง 45 กระสอบต่อไร่  ปีนี้เนื่องจากที่บ้านทำนากันเพียงสองคน จึงได้รับคำแนะนำให้ทดลองทำข้าวนาโยน ในพื้นที่ 1 ไร่

โดยวันนี้เก็บเกี่ยวแล้วไม่มีค่าจ้างเกี่ยวข้าว ทำให้ลดค่าใช้จ่าย รู้สึกดีใจมาก ๆ และภูมิใจที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่ทิ้งเกษตรกร ประชาชน รวมทั้งเทศบาลบ้านโต้นที่เข้ามาช่วยเหลือ  อยากให้มหาวิทยาลัยช่วยต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ประชาชนอ.พระยืนได้เห็นว่าการทำนาโยนดี ไม่ใช้แรงงานมาก แต่ได้ปริมาณผลผลิตมาก  ประหยัดค่าใช้จ่าย เดิมต้องจ้างแรงงานในการทำนาวันละ 300 บาท อย่างน้อยวันละ 5 คน แต่พอทำนาโยนก็ทำเองสองคนตายาย จำนวน 5 ไร่ ก็ไม่หนักมากสามารถทำได้เอง ต้นข้าวก็งอกงาม มีผลผลิตที่ดี

นายสุริวงสา ลัดสะหมี นักศึกษาแลกเปลี่ยน ระดับปริญญาเอก คณะสัตวแพทยศาสตร์ มข.และเป็นอาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว กล่าวว่า  วันนี้มากับอาจารย์รุ่นน้องจากสปป.ลาว ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทคณะเดียวกัน เป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาเห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน เหมือนเป็นพี่น้อง ได้มาแลกเปลี่ยนบทเรียนหลายด้าน เช่น วิถีเกี่ยวข้าว ทำงานร่วมกัน กินข้าวร่วมกัน เป็นจุดเริ่มต้นได้เผยแพร่วัฒนธรรมร่วมกัน ซึ่งที่สปป.ลาว ยังมีการดำรงชีวิตคล้ายกันกับทางขอนแก่น  ที่ยังคงวิถีการดำเนินชีวิต

โครงการ “ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง” ของสำนักบริการวิชาการ มข. นับเป็นการสร้างกลไกการขับเคลื่อนในการทำงานร่วมกับชุมชน  นอกจากการสืบสานประเพณีอันดี และการเรียนรู้เรื่องราวของพื้นที่ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนแห่งการเรียนรู้แล้ว  การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย  ยังพัฒนาส่งเสริมให้ชาวบ้านลดค่าใช้จ่าย และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มผลผลิต เป็นรูปแบบหนึ่งในการพัฒนาชุมชนที่จะส่งผลให้ชุมชนเติบโตมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิได้เฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401188?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิได้เฮ

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 17:05 น.
ชาวสวนยาง,อุทัย สอนหลักทรัพย์
เปิดอ่าน 197 ครั้ง

ชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิได้เฮ

26 พ.ย.62 – นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ตามที่ พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทยพศ.2558 หมวด3 การส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวยางและผู้ประกอบกิจการยางมาตรา36 เกษตรกรชาวสวนยางผู้ใดตั้งอยู่บนที่ดิน ที่ตนเองมีกรรมสิทธิ์ชอบโดยกฎหมาย

และมาตรา41เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาวและผู้ประกอบกิจการยางขอรับเงิยส่งเสริมสนับสนุนตามมาตรา49(2)_(6)ใด้ตามที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งสอดคล้อง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติและพันธุ์พืชที่บังคับใช้ในวันที่  25 พ.ย. 2562  และกำหนดให้แจ้งภายใน 240 วัน  โดยสิ้นสุดในวันที่  23 ก.ค. 2563 ถ้าผู้ใดใม่แจ้งในการครอบครองพื้นที่ๆไม่มีเอกสารสิทธิจะหมดสิทธิทันทีโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1.ผู้ที่เข้าครอบครองที่ดินมาก่อน 30 มิ.ย. 2541 มีสิทเข้าร่วมโดยไม่แยกนายทุนหรือคนจน
2.ผู้ที่เข้าครอบครองหลัง 41 มิ.ย. 2541 ถึง 17 มิ.ย. 2557 จะสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ไม่มีที่ทำกิน
3.หลังปี 2557 ทุกคนจะต้องคืนให้รัฐ

ดังนั้นเกษตรกรชาวสวนยาง จะต้องเริ่มทันทีเพราะที่ผ่านมาผู้ใดครอบครองปลูกยางในที่ป่าสงวน และที่ๆไม่มีเอกสารสิทธิ์จะมีความผิดดังนั้นจะต้องรีบเข้าแจ้งการครอบครอง  และตามมาตรา64 เกษตรกรชาวสวนยางที่ปลูกยางมาก่อนปี2557 ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์รีบดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ

อนึ่งหน้าที่ที่จะชี้แจงทำความเข้าใจจึงเป็นความรับผิดชอบของกยท.โดยตรงจะต้องเร่งให้เจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.อุทยานฯ มาอบรมกับเจ้าหน้าที่กยท.  จากนั้นทาง กยท.จะต้องกระจายไปให้ความรู้เกษตรกรทั่วประเทศที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์เป็นการด่วนภายใน 90 วัน  เกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์จะต้องรับทราบทุกคน