เฉลิมชัย โต้ไม่ได้ลงนามหนังสือขยายระยะเวลาแบนสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401425?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย โต้ไม่ได้ลงนามหนังสือขยายระยะเวลาแบนสารเคมี

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,แบนสารเคมี,กระทรวงเกษตร,มนัญญา,เลื่อนแบนสาร,พาราควอต
เปิดอ่าน 215 ครั้ง

เฉลิมชัย ยันไม่ได้ลงนามในเอกสารส่งปลัดเสนอคกก.วัตถุอันตราย ชี้การลงความเห็นของกรรมการผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ 4 คนเป็นดุลพินิจ ไม่ได้ชี้นำ 

28 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข่าวที่ระบุว่า ตนลงนามในหนังสือขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้สารเคมี 3 ชนิด แล้วให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นำเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย

อ่านข่าว
ม็อบเกษตรกรชุดดำค้านแบน 3 สารบุกทำเนียบ
แบน 3 สารพิษเป็นมติ ไม่ใช่สั่งขี้มูกจะมาทบทวนใหม่
ไม่จบง่าย ๆ แบน 3 สารเตรียมฟ้องนายกฯ กพร.สอบกรมวิชาการเกษตร

โดยนายเฉลิมชัยกล่าวว่า ไม่ได้ลงนามในหนังสือหรือเอกสารใดๆ ทั้งนั้น วาระการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า พิจารณาเรื่องใดบ้างนั้นไม่ได้แจ้งมายังรมว. เกษตรฯ แต่แจ้งไปยังกรรมการ 4 คนโดยตรง ทั้งนี้กรมวิชาการเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายตามมติที่ประชุมวันที่ 22 ตุลาคมที่ให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำยกร่าง ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. … และให้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศดังกล่าว

รวมถึงพิจารณาระยะเวลาและความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากประกาศบังคับใช้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ส่วนผลการศึกษาข้อมูลและหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบของคณะทำงานฯ ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่ได้รายงานผลให้ทราบ

สร้างรายได้ ลดนำเข้าพลังงาน ผลิตไฟฟ้าจากโรงสกัดปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401415?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สร้างรายได้ ลดนำเข้าพลังงาน ผลิตไฟฟ้าจากโรงสกัดปาล์ม

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน,สหกรณ์,ปาล์มน้ำมัน,สหกรณ์นิคมท่าแซะ,โรงสกัดน้ำมันปาล์ม
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

เฉลิมชัย ลงพื้นที่ชุมพรตรวจเยี่ยมโรงสกัดน้ำมันปาล์มสหกรณ์นิคมท่าแซะผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทิ้งของโรงงาน สร้างรายได้ลดนำเข้า พลังงาน

28 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 49 ของสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด โดยบอกว่าการประชุมใหญ่ของสหกรณ์มีความสำคัญมาก ที่ทุกฝ่ายจะได้มาร่วมกันพิจารณาระเบียบวาระต่าง ๆ  ร่วมกันแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของสหกรณ์ และให้ข้อเสนอแนะ

พร้อมทั้งวางแผนปรับปรุงฟื้นฟูสหกรณ์และอาชีพให้กับสมาชิก ซึ่งสหกรณ์จะต้องวางแนวทางการบริหารงานเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในปีต่อไป และเพื่อให้สหกรณ์เป็นสถาบันที่ให้บริการแก่สมาชิกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วิธีการสหกรณ์เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศให้ดีขึ้นและเป็นกลไกในการขับเคลื่อนตามนโยบายภาครัฐ

รัฐบาลจึงได้พยายามเข้ามามีบทบาทสนับสนุนส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรแปลงใหญ่ ทฤษฎีใหม่ เพื่อให้สหกรณ์ช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างแท้จริงตามหลักสหกรณ์ ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานของสหกรณ์ มุ่งเน้นการดูแลความเป็นอยู่ของสมาชิก สมาชิกเป็นทั้งเจ้าของสหกรณ์ และเป็นผู้ใช้บริการในธุรกิจต่าง ๆ ของสหกรณ์อย่างครบวงจร  ซึ่งนับว่าสมาชิกสหกรณ์มีส่วนสำคัญต่อการดำเนินงานและความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจสหกรณ์

ทั้งนี้ สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จังหวัดชุมพร ก่อตั้ง เมื่อ พ.ศ. 2506 ได้รับจดทะเบียน เป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์นิคม เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2514 ชื่อว่า ” สหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด” ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 3,994 คน  ทุนดำเนินงาน 676 ล้านบาท รวบรวมผลผลิตปาล์มน้ำมัน 167,027 ตัน ส่งออก  5,957 ตัน แปรรูป 161,213 ตัน  เป็นน้ำมันปาล์มดิบ  28,981 ตัน เมล็ดในปาล์ม 8,561 ตัน กะลาปาล์ม 7,080 ตัน ทะลายเปล่า 34,114 ตัน เส้นใยปาล์ม 351 ตัน ปริมาณแก๊ส  4,540,360 หน่วย และมีรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ 484 ล้านบาท เมล็ดในปาล์ม 79 ล้านบาท กะลาปาล์ม 12 ล้านบาท ทะลายเปล่า 4.6 ล้านบาท เส้นใยปาล์ม  192,756 บาท และขายกระแสไฟฟ้า 15.05 ล้านบาท

สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 เพื่อก่อสร้างโรงคลุมลานสต๊อกปาล์ม จำนวน 4,970,000 บาท สหกรณ์ออกเงินสมทบ จำนวน 497,000 บาท ก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2561 สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคตนั้น สหกรณ์ได้มีแผนในการส่งเสริมสมาชิกของสหกรณ์ โดยจัดทำโครงการ จำนวน 2 โครงการ คือโครงการเปลี่ยนพันธุ์ปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีทดแทนต้นปาล์มเดิม และโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มและกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากไบโอแก๊ส

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังได้ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งสินเชื่อและจัดหาแหล่งเงินทุนให้สมาชิกกู้ยืม จัดหาปัจจัยการผลิตแก่สมาชิก จัดหาสินค้ามาจำหน่าย ทั้งสินค้าอุปโภค-บริโภค การถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการและส่งเสริมการเกษตร และธุรกิจรวบรวมผลผลิต ซึ่งในช่วงที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันล้นตลาดไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามความต้องการของสมาชิกทุกคน

คณะกรรมการจึงได้หาแหล่งเงินทุนสร้างโรงงานเพื่อรองรับผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มของปาล์มน้ำมัน พร้อมทั้งลดผลกระทบของโรงงานที่มีต่อปัญหาสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่ สหกรณ์ฯ จึงสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทิ้งของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ซึ่งนอกเหนือจากการแก้ปัญหาให้แก่สมาชิกแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับสหกรณ์ และเป็นการลดการนำเข้าพลังงานของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งสหกรณ์ดังกล่าวนี้ มีผลการจัดระดับชั้นสหกรณ์ที่ระดับชั้น 2 และมีผลการจัดมาตรฐานสหกรณ์ที่ระดับดี

“ถ้าเราให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ ซึ่งสหกรณ์ที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีสมาชิกที่ดีและมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังจะต้องมีผู้บริหารที่ดีด้วย ซึ่งจะต้องมีคุณธรรม มีความรู้ ความสามารถ และความเสียสละ สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหกรณ์ในการบริหารงานและแก้ไขปัญหาที่นอกเหนือจากสหกรณ์จะควบคุมได้  ซึ่งในวันนี้ผมมีโอกาสที่ได้เข้ามาดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ จึงมุ่งที่จะส่งเสริม สนับสนุน และเติมเต็มในส่วนที่ขาดให้กับพี่น้องเกษตรกร และหวังว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรมีความกินดีอยู่ดียิ่งขึ้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

สุริยะ ยันพิจารณารอบด้านก่อนเคาะเลื่อนแบนสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401423?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุริยะ ยันพิจารณารอบด้านก่อนเคาะเลื่อนแบนสาร

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 20:05 น.
แบนสารเคมี,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,อนุทิน,เลื่อนแบนสารเคมี
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

สุริยะ ยันพิจารณารอบด้านก่อนเคาะเลื่อนแบน 2 สารพิษทบทวนใช้ ไกลโฟเซต สธ.ไม่ติดใจ เชื่อไม่เป็นปมร้าวรัฐบาล ไม่หักหลังภูมิใจไทย

รัฐสภา –  27 พฤศจิกายน 2562  นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยืนยันว่ามติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ขยายเวลาการแบนสารพิษที่ใช้ในการเกษตร เป็นมติของคณะกรรมการทั้ง 24 คน

ทั้งนี้แม้จะไม่มีการออกเสียงลงมติ เนื่องจากในที่ประชุมได้สอบถามและนำมติของที่ประชุมต่อการขยายเวลาการแบนสารพิษ จากเดิม 1 ธันวาคม ไปเป็น 1 มิถุนายน 2562 ขึ้นจอหน้าห้อง และสอบถามว่ามีบุคคลใดคัดค้านหรือไม่ ปรากฎว่าไม่มีบุคคลใดเสนอความเห็นคัดค้าน

โดยในส่วนของกรรมการที่มาจากกระทรวงสาธารณสุข หลังจากที่รับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะระยะเวลาของการถือครองสารพิษของเกษตรกรและร้านค้าที่มีมูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท อาจระบายไม่ทัน ดังนั้นจึงขยายเวลาดังกล่าว ขณะที่การใช้สารเคมี เช่น ไกลโฟเซต ที่พบว่ามี 161 ประเทศทั่วโลกยังใช้ หากประเทศไทยยืนยันมติแบนการใช้สารเคมีดังกล่าว อาจมีผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าเกษตร จากต่างประเทศที่ใช้สารไกรโฟเซตในกระบวนการเพาะปลูกได้ เพราะอาจตรวจสอบพบการปนเปื้อนได้

นายสุริยะ กล่าวยืนยันว่า การประชุมได้พิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ ทั้งรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงความเห็นจากทุกภาคส่วน และความปลอดภัยของประชาชน ส่วนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดที่ผ่านมาที่มีมติแบน 3 สารพิษ ภายในวันที่ 1 ธันวาคมนั้น ที่ประชุมได้นำมาพิจารณาแต่ไม่ได้รับรองผลการประชุม เพียงแค่นำมาพิจารณาเพื่อทบทวนให้รอบด้านเท่านั้น อย่างไรก็ตามมติการแบนสารพิษนั้น ไม่ได้ยกเลิกเพียงแค่เลื่อนจากทันทีเป็นเดือนมิถุนายน 2563

“เรื่องนี้ไม่ใช่การหักหลังพรรคภูมใจไทย ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมเจอที่รัฐสภายังคุยและเดินมาด้วยกันหลังจาากที่ประชุมสภาฯ เสร็จ ขณะที่บุคคลอื่นเชื่อว่าไม่มีปัญหาและไม่มีเรื่องต้องเคลียร์ใจ อีกทั้งเชื่อว่าไม่เป็นรอยร้าวกับพรรคร่วมรัฐบาล” นายสุริยะ กล่าว

บึงกาฬทุ่ม 1,400 ล้าน สร้างนวัตกรรมยางพาราทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

บึงกาฬทุ่ม 1,400 ล้าน สร้างนวัตกรรมยางพาราทั้งระบบ

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 18:20 น.
ยางพารา,บึงกาฬ
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

งานใหญ่แห่งปี บึงกาฬพร้อมจัด งานวันยางพาราบึงกาฬ จัดเต็มกิจกรรม-นวัตกรรมให้ความรู้ ตอกย้ำ บึงกาฬโมเดล ทุ่ม 1,400 ล้าน สร้างนวัตกรรมยางพาราทั้งระบบ

27 พฤศจิกายน 2562 จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ องค์กรหน่วยงานราชการ และภาคเอกชน แถลงความพร้อมจัด “งานวันยางพาราบึงกาฬ 2563” ครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิด “บึงกาฬโมเดล 2020” ระหว่างวันที่ 12-18 ธันวาคม 2562 ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ

โดยมี นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, นายธวัชชัย ศรีทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ, นายนิพนธ์ คนขยัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ, นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน), นางมาลินี ยุวนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร, นายไอศูรย์ แสนคำ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน, ศาสตราจารย์ ดร.ปฏิพัทธ์ ทวนทอง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะเเละวัสดุเเห่งชาติ MTEC, นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน, น.ส.ปานบัว บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการ สายการตลาด บมจ.มติชน รวมทั้งผู้แทนองค์กรหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน และสื่อมวลชนร่วมงานจำนวนมาก

นายธวัชชัยกล่าวว่า จ.บึงกาฬเป็นที่ 1 ในการปลูกยางพาราในภาคอีสาน และเป็นอันดับ 7 ประเทศ มีประชากรที่ปลูกยางพาราราว 8 แสนไร่เศษ ดังนั้น เรื่องยางกับอาชีพจึงแยกกันไม่ออก เราดำเนินงานวันยางพาราบึงกาฬมา 8 ครั้งแล้ว ได้ตีโจทย์กันทุกครั้งว่าเมื่อจัดงานแล้วเกษตรกรในพื้นที่จะได้อะไร ส่วนตัวรับผิดชอบงานด้านเกษตร แต่ไม่มีความรู้เรื่องยางพาราจึงได้ศึกษาตั้งแต่กระบวนการผลิต ขนส่ง ราคาที่ตกต่ำว่ามีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ได้

ประกอบกับมีการจัดงานวันยางพาราขึ้น ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนและงบประมาณจังหวัดเรียบร้อยแล้ว สนับสนุนร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งนี้ ส่วนของจังหวัดที่ดำเนินการไปแล้วด้านการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราคือ มีการตั้งงบประมาณเพิ่มเติมเมื่อปี 2560 ปีนั้นได้งบมา 193 ล้านบาท เพื่อทำโรงงานต่างๆ ให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น โรงผลิตน้ำยางข้น โรงผลิตนวัตกรรมเป็นหมอน ที่นอน หรือส่งเสริมมูลค่ายาง

นายธวัชชัยกล่าวว่า ส่วนตัวได้ลงพื้นที่ในการดูแลพี่น้องประชาชน ดูการรับซื้อยางในอำเภอต่างๆ พบแม้กระทั่งการโกงตราช่างเพื่อให้น้ำหนักขึ้น การขนส่งนำไปโรงงานต่างๆ นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาเรื่องกลิ่น การรั่วไหลของน้ำยาง ทั้งหมดนี้เรากำลังดำเนินการแก้ไขอยู่อย่างต่อเนื่อง สำหรับเป้าหมายที่จะดำเนินต่อไปคือการเห็นชอบในมติ ครม.สัญจร ในหลักการที่ให้เราเป็น “บึงกาฬรับเบอร์อีโคโนมิกคลัสเตอร์” หรือเป็นหัวหน้ากลุ่มยางพารา ได้งบประมาณราว 1,400 ล้านบาท ในการทำนวัตกรรมยางพาราให้เป็นระบบ ซึ่งเราประชุมติดตามงานตลอด เช่น การออกแบบโรงงาน จุดรับซื้อยาง รวมทั้งการทำการตลาด

“ด้านการร่วมมือ ลงนามเอ็มโอยู ฝ่ายราชการได้ร่วมกับสมาคมยางพาราในพื้นที่ ลงนามกับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ในการช่วยเหลือเรื่องความรู้ รวมทั้งนวัตกรรมต่างๆ ทั้งนี้ การจัดงานตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เราได้รับประโยชน์ทั้งด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งต่างชาติเข้ามาร่วมทำเอ็มโอยู เจรจาซื้อขาย จังหวัดบึงกาฬเต็มใจและเต็มที่ที่จะสนับสนุนการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ หวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นเตือนให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเพิ่มมูลค่าการผลิตมากขึ้น” นายธวัชชัยกล่าว

นายพินิจกล่าวว่า งานของเราเดินทางมาเพียง 8 ปี ระยะเวลายังสั้นมาก แต่แค่ 8 ปี ผลของการจัดงาน ระหว่างจังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ เครือมติชน ร่วมกับทัพพันธมิตรได้สร้างผลลัพธ์ที่เป็นคุณูปการต่อประเทศ ต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องยางพารามากมาย ซึ่งมีนวัตกรรม มีการเผยแพร่การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ แบบปีต่อปี อีกทั้งมีการเพิ่มพูนอยู่ตลอด ทำให้งานวันยางพาราบึงกาฬเป็นที่โจษขาน สามารถยกระดับเป็นงานเอ็กซ์โประดับชาติ ต่างชาติเริ่มรู้ เริ่มมาที่บึงกาฬ ทั้งนี้ งานวันยางพาราบึงกาฬได้เผยแพร่ความจริงให้ชาวโลกรับรู้อย่างมาก ซึ่งการแถลงข่าววันนี้ไม่เฉพาะชาวบึงกาฬ หรือชาวสวนยางทั่วประเทศไทย แต่ในระดับอาเซียน ตลอดจนสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ดีใจว่างานนี้ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาเรื่อยมา

นายพินิจกล่าวว่า เราจัดงานท่ามกลางสงครามการค้า ซึ่งเป็นเรื่องวิเศษที่สุด เพราะจะได้รู้ว่าความสามารถ ความรู้ ความเก่งกาจของชาวสวนยางพาราและชาวไทยมีมากขนาดไหน จะสามารถฟันฝ่า หรือร่วมในชะตากรรมสงครามการค้าได้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ มติชนได้ทุ่มเท เอาใจใส่ ช่วยเหลือในภาคยางพารามาโดยตลอด เชื่อว่ายังมีการพัฒนาอีกมาก อย่างไรก็ดี การที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน แสดงว่ารัฐบาลให้ความสนใจ

“งานนี้อาจมีทีเด็ด ผมกำลังเจรจากับผู้นำเข้าหมอนยางพาราขนาดใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเจรจาเชิญชวนร่วมงาน ตลอดจนการเจรจาทำสัญญารับซื้อหมอนยางพารา เหล่านี้ล้วนเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้ของการจัดงานยางพาราบึงกาฬ” นายพินิจกล่าว

นายนิพนธ์กล่าวว่า สถานการณ์ยางในบึงกาฬนั้น อาทิตย์หนึ่งคนบึงกาฬสามารถขายยางได้เงินราว 3,000-5,000 บาท ซึ่งอยู่ได้ แต่อยู่แบบทรมาน แต่ที่ต้องสู้ต่อนั่นเพราะเพื่ออนาคตของคนบึงกาฬและของประเทศไทย ความหวังวันนี้จึงอยู่ที่รัฐบาล เพราะสถานการณ์ดีมานด์ ซัพพลายไม่ได้ต่างกันมาก รัฐบาลซึ่งทำถูกทางแล้วแต่ยังไม่ถึงที่สุด ต้องเร่งขันเกลียวให้เร็วกว่านี้ ดังนั้น จึงขอฝากรัฐบาลว่าการแก้ไขปัญหายางพารานั้น ต้องแปรรูป เพิ่มมูลค่า ระบายยาง เช่น การให้หน่วยงานรัฐสนับสนุนผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพารา

โดยซื้อจากสถาบันเกษตรกรเท่านั้น สำหรับผลิตภัณฑ์ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด จะนำไปจำหน่ายในงาน ปีนี้เราจำหน่ายหมอนยางพารา ราคา 299 บาท จำนวน 10,000 ใบ และที่นอนขนาดยาว 6 ฟุต หนา 10 ซม. จำหน่ายในราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาทด้านนายกมลดิษฐกล่าวว่า ทุกครั้งที่จัดงานได้รับความสำเร็จมหาศาล ซึ่งการจัดงานแต่ละครั้งเราทำให้เกิดความแตกต่างและมีความพิเศษขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมามีเวทีประกวดไทยแลนด์ลูกทุ่งคอนเทสต์ นำแชมป์จากหลายจังหวัดมาร่วมแข่งขันกัน แต่ปีนี้มีความพิเศษเพราะจำกัดเฉพาะภาคอีสานเท่านั้น

นอกจากนี้ ปีนี้เป็นปีแรกที่เราจัดการแข่งขัน “คาราบาวบึงกาฬลั่นทุ่ง 2020” สนับสนุนให้เยาวชนกล้าแสดงออก สำหรับกิจกรรมคอนเสิร์ตมอบความบันเทิง ได้ส่งวงคาราบาวเต็มวงร่วมมอบความสนุกให้ชาวบึงกาฬตั้งแต่วันแรกของการจัดงาน อย่างไรก็ตาม คาราบาวแดงยังนำสินค้าไปจำหน่ายในงานมากมาย สามารถซื้อได้ในราคาพิเศษ พร้อมลุ้นรับรางวัลใหญ่

สำหรับไฮไลต์ภายในงานมีการจัดแบ่งโซนนิทรรศการและกิจกรรมออกเป็น 10 โซน อาทิ โซนสวนไฟเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และนิทรรศการขบวนเรือพระราชพิธี “พระเสด็จโดยแดนชล”, โซนบึงกาฬโมเดล 2020 นำเสนอ 7 ปีกับความก้าวหน้า “เมืองศูนย์กลางยางพารา” แบบอย่างความสำเร็จในการแก้ปัญหาและพัฒนายางพาราอย่างเป็นระบบ, โซนเวทีคอนเสิร์ตและการประกวด “ไทยแลนด์ลูกทุ่งคอนเทสต์ 2020” ชิงแชมป์ภาคอีสาน ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท

การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “คาราบาวบึงกาฬลั่นทุ่ง 2020” ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม 60,000 บาท โดยบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้ร่วมสานฝันก้าวสู่การเป็นศิลปิน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากครูเพลงผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรีและการแสดงประกอบเพลง ได้แก่ ครูสลา คุณวุฒิ, ครูเทียม ชุติเดช ทองอยู่ และครูเรืองยศ พิมพ์ทอง ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

นอกจากสาระความรู้เรื่องยางพารา และความสนุกสนานในกิจกรรมต่างๆ แล้ว ครั้งนี้จัดให้มี การแข่งขันกีฬาวันยางพาราจังหวัดบึงกาฬ ชิงเงินรางวัลกว่า 1,345,000 บาท อาทิ มวยไทยศึกวันทรงชัยสัญจร, เปตอง, วอลเลย์บอล, ฟุตบอล, เซปักตะกร้อ, จักรยาน มอเตอร์ครอส และโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์

อนุทิน เคารพมติยืดแบนสารบอกไม่ใช่เรื่องการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401392?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อนุทิน เคารพมติยืดแบนสารบอกไม่ใช่เรื่องการเมือง

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 18:04 น.
แบนสารเคมี,อนุทิน,มนัญญา
เปิดอ่าน 98 ครั้ง

อนุทิน ไม่ติดใจ มติวัตถุอันตราย กลับมติ บอกไม่ใช่ปมการเมือง-ไม่ขัดแย้งกับรัฐบาล มนัญญา ติดใจวิธีการประชุม ไม่ถามมติแบนสารพิษก่อนหน้านั้น

27 พฤศจิกายน 2562 อนุทิน ไม่ติดใจ มติวัตถุอันตราย กลับมติ บอกไม่ใช่ปมการเมือง-ไม่ขัดแย้งกับรบ. “มนัญญา” ติดในวิธีการประชุม ไม่ถามมติแบนสารพิษก่อนหน้านั้น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ต่อมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุตสาหกรรม เป็นประธาน มีมติเลื่อนแบน 3 สารพิษ และต่ออายุพาราควอต คลอร์ไพริฟอส อีก 6 เดือน  ว่า ตนเคารพมติที่ออกมา แต่ยืนยันว่ามติของคณะกรรมการดังกล่าวไม่เป็นเอกฉันท์ตามที่นายสุริยะให้สัมภาษณ์ เพราะกรรมการในสัดส่วนของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 2 คนนั้นไม่ได้ลง ดังนั้นต้องสอบถามรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามตนและน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ยืนยันที่จะแบนสารพิษดังกล่าวตามที่กรรมการชุดเดิมเห็นชอบและลงมติ เนื่องจากมองว่าเป็นผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของประชาชน แต่การกลับมติดังกล่าวตนมองว่าไม่มีประเด็นที่เป็นเบื้องหลัง หรือมีนอก มีใน เพราะเป็นกรณีที่แต่ละกระทรวงทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุขนั้นมองในคนละมิติกัน ทั้งนี้คงไม่ต้องทำความเข้าใจกันในมิติที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณาสุขต้องเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชาชนต่อไป

“เป็นคนละเรื่องกับการที่พรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาล ซึ่งเสียงที่ออกมาผมพร้อมเคารพและจะไม่นำมาเป็นประเด็นที่กระทบต่อสัมพันธภาพกับการร่วมของรัฐบาล ซึ่งต่อให้มติที่ออกมาเป็นอย่างไร ต้อง โก ออน ทั้งนี้ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง” นายอนุทิน กล่าว

ขณะที่น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ตนยืนยันมติของตนเอง ที่ต้องการแบนสารพิษ ดังกล่าว ทั้งนี้การเข้าประชุมทุกครั้งต้องรับรองการประชุมครั้งก่อนหน้า แต่การประชุมประธานต้องถามครั้งที่หนึ่งหรือครั้งที่สองว่าเอาอย่างไร แต่ไม่มีการถามก่อนว่าจะเห็นว่าอย่างไร เมื่อไม่ถามกับที่ประชุม ประเทศไทยเลือกตั้ง มาจากประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการ ต่อสู้ต่อไปคงทำไม่ได้ เพราะต้องเป็นไปตามมติใหม่ที่ออกมา ทั้งนี้ต้องไปสอบถามกรรมการ 24 คน ว่าได้ยกมือ ลงมติหรือไม่ หากจะเดินหน้าต่อไปขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

วิฑูรย์ ผิดหวังไม่แบนสารเคมี จี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401355?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

วิฑูรย์ ผิดหวังไม่แบนสารเคมี จี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 15:32 น.
แบน 3 สาร,ไบโอไทย,วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ,พาราควอต,มูลนิธิชีววิถี
เปิดอ่าน 129 ครั้ง

วิฑูรย์ ผิดหวัง คกก.วัตถุอันตราย ไม่แบน 3 สารเคมีผลักภาระความเสี่ยงให้ประชาชน จี้หาคนรับผิดชอบ

27 พฤศจิกายน 2562  นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี ผิดหวังกับมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย หลังออกมาไม่แบน 3 สารเคมีซึ่งถือเป็นการผลักภาระความเสี่ยงให้กับเกษตรกรและประชาชน และยังบอกอีกว่า การตัดสินใจครั้งนี้ต้องมีคนออกมารับผิดชอบกับความเสี่ยงของประชาชน

หลังจากที่ คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีนายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุม(27 พ.ย. 2562) มีมติเลื่อนการแบน 2 สารเคมีประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 6 เดือนจากเดิมที่มีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคม 2562 เป็น 1 มิถุนายน  2563 พร้อมกันนี้ยังมีมติจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต โดยที่ประชุมคณะกรรมการ 29 คน(มาประชุม 24 คน)มีมติเป็นเอกฉันท์

ด้านผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เปิดเผยว่า รู้สึกผิดหวังกับมติในครั้งนี้ โดยเฉพาะการไม่แบนสารไกลโฟเซตแต่เป็นการจำกัดการใช้แทน ถือว่าเป็นการผลักภาระความเสี่ยงให้กับเกษตรกรและประชาชนที่ต้องบริโภคผักต่างๆ ซึ่งสารดังกล่าวนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นสารที่ก่อมะเร็ง และอีกหนึ่งมติที่เลื่อนแบน พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ก็ผิดหวังเหมือนกัน ซึ่งเห็นอยู่แล้วว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการผลักภาระความเสี่ยงให้กับเกษตรกร ซึ่งการมีมติแบบนี้ออกมาเชื่อว่า เพื่อเอื้อประโยชน์บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เกี่ยวกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ เพื่อให้บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องรับภาระสินค้าที่สต๊อกไว้ไปยังประเทศต้นทางหรือประเทศที่ 3
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ทางเครือข่ายขอหารือก่อนว่าจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไร ซึ่งมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้ต้องมีคนออกมารับผิดชอบทางการเมืองและความเสี่ยงของประชาชนด้วย

นางสาวอัญชุลี​ ลักษณ์​อำนวยพร​ ประธานเครือข่ายกลุ่มคนรักแม่กลอง​ กล่าวภายหลังทราบมติคณะกรรมการวัตถุอันตรา​ย​ ว่าเคารพในมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย​ แต่ขอโฟกัสไปที่เงื่อนไขการแบนสารเคมี 2 ชนิดคือ​ พาราควอต​ และคลอไพริฟอส​ ที่เลื่อนเวลาออกไปวันที่ 1 มิถุนายน​ 63​ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรบอกว่าจนถึงเวลานี้ยังไม่สามารถหาสารทดแทน​ ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ 2 สารและมีราคาถูกกว่า  และวิธีการอื่นที่ดีกว่าได้​ ดังนั้นจึงต้องจับตาดูว่าก่อนถึงวันที่ 1 มิถุนายน​ 63​ กรมวิชาการเกษตร  จะสามารถหาสารทดแทนได้หรือไม่​ ซึ่งหากไม่ได้กลุ่มเกษตรกรก็จะออกมาเคลื่อนไหวต่ออย่างแน่นอน

มนัญญา​ ฉุน​ ปลัดกษ.ลักไก่​ส่งเอกสารเลื่อนแบนสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401328?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา​ ฉุน​ ปลัดกษ.ลักไก่​ส่งเอกสารเลื่อนแบนสารพิษ

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 15:21 น.
มนัญญา,แบนสารเคมี,กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 171 ครั้ง

อนุทิน-มนัญญา ฉุนหนักเกิดรอยร้าวในรัฐบาลแน่ ปชป.เจาะยางวางกับดักทุกทาง เฉลิมชัย ลงนามให้ปลัดเกษตรฯลักไก่ ส่งเอกสารจากกรมวิชาการเกษตร ขยายเวลาแบน 3 สาร

27 พฤศจิกายน 2562 รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่พอใจกรมวิชาการเกษตรแอบทำหนังสือขอขยายระยะเวลา 3 กรณี หลังจากมติแบน 3 สารเคมีเกษตร

อ่านข่าว
ม็อบเกษตรกรชุดดำค้านแบน 3 สารบุกทำเนียบ
แบน 3 สารพิษเป็นมติ ไม่ใช่สั่งขี้มูกจะมาทบทวนใหม่

โดยแบ่งเป็น 1. ขยายระยะเวลา 1 เดือน 2.ขยายระเวลา 3 เดือน 3.ขยายระยะเวลา 6 เดือน โดยไม่แจ้งให้ทราบ มาแอบเห็นเอกสารในภายหลังจากที่ส่งเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้ว อย่างไรก็ตามในวันนี้  น.ส.มนัญญา จะแถลงข่าวที่กระทรวงเกษตรฯ หลังทราบผลมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน

รองนายกฯอนุทิน และ รมช.มนัญญา มีความไม่พอใจอย่างมากที่กรมวิชาการเกษตร ทั้งที่เป็นหน่วยงานในการดูแลของรมช.เกษตรฯกลับไม่เสนอเอกสารมาให้ตรวจก่อนที่นำเข้าในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเอกสารดังกล่าวลงนามโดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯและปลัดกระทรวงเกษตรฯนำส่งเข้าที่ประชุมทันที

ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ได้เรียกน.ส.มนัญญา ไปที่รัฐสภา เพื่อประชุมพรรคแสดงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย และรอมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย อีกทั้งนายอนุทิน ไม่พอใจอย่างมากและเป็นรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลถึงการปรับครม.ที่เร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ ที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เล่นเกมการเมืองใต้ดิน

“โดยการส่งอดีตผู้สมัครส.ส.จันทบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์ เข้าเป็นแกนนำม็อบเกษตรกรแต่งชุดดำ ต่อต้านการแบน 3 สาร นำเกษตรกร และร้านค้าจำหน่ายสารเคมี มาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องร่วมกับสมาคม เอกชนนำเข้าสารเคมี จนส่งผลขยายเวลาการแบนสาร”แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรฯระบุ

ด่วน ! เลื่อนแบน 2 สาร 6 เดือน จำกัดการใช้ไกลโฟเซต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401311?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ด่วน ! เลื่อนแบน 2 สาร 6 เดือน จำกัดการใช้ไกลโฟเซต

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 14:50 น.
เลื่อนแบนสารเคมี,คณะกรรมการวัตถุอันตราย,พาราควอต,ไกลโฟเซต
เปิดอ่าน 531 ครั้ง

คกก.วัตถุอันตรายมีมติเอกฉันท์เลื่อนแบนพาราควอต คลอร์ไพริฟอส เป็น 1 มิถุนายน 63 ส่วนสารไกลโฟเสตให้จำกัดการใช้ เหตุกระทบนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

27 พฤศจิกายน 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มี นายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุม(27 พ.ย. 2562) มีมติเลื่อนการแบน 2 สารเคมีประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 6 เดือน จากเดิมที่มีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคม 2562 เป็น 1 มิถุนายน  2563 พร้อมกันนี้ยังมีมติจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต โดยที่ประชุมคณะกรรมการ 29 คน(มาประชุม 24 คน)มีมติเป็นเอกฉันท์

อ่านข่าว – ไม่จบง่าย ๆ แบน 3 สารเตรียมฟ้องนายกฯ กพร.สอบกรมวิชาการเกษตร

คลิปที่ 2

นายสุริยะ​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม​ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย​ ว่าตามที่มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา​ ซึ่งได้แบน​ สารเคมี 3 ชนิด​ คือ​ พาราควอต ไกลโฟเซต​ และคลอร์ไพริฟอส ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร​ เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4

โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม​ และให้กรมวิชาการเกษตร​ไปยกร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม​ ว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย​ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น​ รวมทั้งขอให้กรมวิชาการเกษตรไปพิจารณาระยะเวลาความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตราย​ ที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากประกาศผลบังคับใช้​ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วมาเสนอกรรมการในการพิจารณาประชุมครั้งต่อไปนั้น

การประชุมในวันนี้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการว่าได้มีการประชุมหารือแนวทางในการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่​ รวมถึงผลกระทบด้านอื่นๆ​ พบว่ามีข้อจำกัดในการปฏิบัติ​ หากจะให้การยกเลิกใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการมีผลในวันที่ 1 ธันวาคมนี้​ รวมทั้งผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นซึ่งพบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยและมีข้อเสนอแนะจำนวนมาก

ทั้งนี้การจัดการสารพิษตกค้างซึ่งมีจำนวน 23,000 ตัน โดยประมาณ​ หากต้องทำลาย​จะต้อง​มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากและบางส่วนไม่สามารถผลักดันส่งกลับไปได้​ อีกทั้งผลกระทบที่เกิดต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง​ เช่นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ซึ่งอาจไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นผลผลิตทางการเกษตร​ ​เนื่องจากมีสารตกค้างอยู่ในผลผลิตดังกล่าว​ ในประเด็นนี้ยังไม่มีมาตรการในการจัดการ​ และยังมีข้อกังวลเรื่องของผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ

มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันนี้​ ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้เลื่อนการปรับระดับการควบคุม​ สารพาราควอตและและคลอร์ไพริฟอส​ เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 จากวันที่ 1 ธันวาคม​ เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ส่วนสารไกลโฟเสตให้จำกัดการใช้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม​ ให้เหตุผลว่าที่ต้องแยกไกลโฟเสทออกมาเป็นเพียงจำกัดการใช้​นั้น​ เพราะว่าจะกระทบต่อการนำเข้าถั่วเหลือง​ และข้าวสาลีซึ่งมีผลต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง​ ตามที่นายกสมาคมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ร้องเรียนมา ซึ่งหากไม่สามารถนำเข้าถั่วเหลืองได้ก็จะไม่สามารถผลิตอาหารสัตว์ได้ มีมูลค่าความเสียหายเป็นหมื่นล้านบาท

นายอนันต์​ สุวรรณรัตน์  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ บอกว่า สำหรับพาราควอต​ เป็นสารเคมี กำจัดวัชพืช  ที่เสมือนเป็นยาสามัญประจำบ้าน​ เพราะใช้มาเป็นระยะเวลานานในทุกครัวเรือน​ เมื่อมีการแบนจะต้องมีการหาสารทดแทน​ และการจัดการแบบผสมผสาน​ แต่ยอมรับว่าการหาสารทดแทนนั้น​ ค่อนข้างยาก​ ทุกหน่วยงานราชการจึงต้องช่วยกันหาแนวทาง​ ก่อนถึงวันที่ 1 มิถุนายนปีหน้า ที่จะไม่ไปเปลี่ยนแปลงมติในวันนี้อีก​

อย่างไรก็ตาม​ หลังจากที่คณะกรรมการ​วัตถุ​อันตราย​ มีมติในวันนี้​ ก็จะประกาศลงราชกิจจานุเบกษา​ มีผลให้ พาราควอต​ และคลอไพริฟอส​  เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 วันที่ 1 มิถุนายน​ มีผลในทางกฎหมาย​ แต่ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มี สารทดแทนคลอร์ไพลิฟอส ในการกำจัดหนอนทุเรียนได้

ทั้งนี้ สารเคมี พาราควอต​ และคลอร์ไพริฟอส​ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ 23,000 ตัน​  จะต้องระบายและจัดการให้หมดก่อนวันที่ 1 มิถุนายน​ 63​ โดยปัจจุบันไม่มีการนำเข้ามาเพิ่มแล้ว ส่วนไกลโฟเสตยังสามารถนำเข้าได้เพราะเป็นเพียงจำกัดการใช้

4 ชาติน้ำโขง รุกยุทธศาสตร์แก้แล้ง 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

4 ชาติน้ำโขง รุกยุทธศาสตร์แก้แล้ง 5 ปี

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 14:24 น.
สทนช,เขื่อนปากแบง
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

4 ชาติน้ำโขง รุกยุทธศาสตร์แก้แล้ง 5 ปี

เวทีรัฐมนตรีลุ่มน้ำโขงไฟเขียวยุทธศาสตร์ 5 ปี จัดการความเสี่ยงภัยแล้งในภูมิภาค ไทยประกาศความพร้อมนั่งแทนประธานคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศปีหน้า ชิงบทบาทนำการเชื่อมโยง-แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำโขงบรรเทาผลกระทบแล้งในภูมิภาค

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในโอกาสได้รับมอบหมายจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 26 ซึ่งเป็นการประชุมสามัญประจำปีระดับรัฐมนตรีของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2562 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า

ประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)  4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ไทย และเวียดนาม รวมถึงประเทศที่ให้การสนับสนุนแผนงานโครงการในลุ่มน้ำโขง อาทิ เยอรมัน ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น ได้เห็นพ้องร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาค ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีประเด็นสำคัญและทุกฝ่ายให้ความสำคัญเพื่อเร่งผลักดัน คือ แผนการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยงภัยแล้งในภูมิภาคระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2563 – 2568) ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้สนับสนุนงบประมาณดำเนินการตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปในโครงการศึกษา

โดยเฉพาะสาเหตุของวิกฤตการณ์ภัยแล้งที่เกิดในภูมิภาคนี้ โดยสาระสำคัญของร่างยุทธศาสตร์การจัดการภัยแล้งจะครอบคลุมใน 5 ประเด็นหลัก คือ 1.ดัชนีภัยแล้ง 2.การพยากรณ์ภัยแล้งและการเตือนภัยล่วงหน้า 3.การสร้างขีดความสามารถของบุคลากร 4.มาตรการบรรเทาผลกระทบ และ 5.การแบ่งปันและการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งในปี 2563 ประเทศไทย โดย สทนช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) จะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่วม (Joint Committee: JC) คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง จะถือโอกาสนี้เร่งผลักดันและขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ และการวางกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างชาติสมาชิก เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาร่วมกันภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกทั้ง 4 ประเทศโดยเร็ว
“ประเด็นวิกฤติการณ์ภัยแล้งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นประเด็นที่ประเทศสมาชิกมีความกังวลและเร่งแสวงหาแนวทางความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบร่วมกัน โดยล่าสุดข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCs) ได้วิเคราะห์คาดการณ์พื้นที่ที่ประสบภัยแล้งในลุ่มน้ำโขงช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า เนื่องจากจะมีปริมาณฝนตกน้อยมาก โดยเฉพาะภาคอีสานของไทย ซึ่งประเทศสมาชิกในลุ่มน้ำโขงต่างก็ออกมาตรการคุมเข้มการใช้น้ำเพื่อให้เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ รวมถึงไทยที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบมาตรการเพื่อป้องกันและลดผลกระทบให้กับประชาชนริมแม่น้ำโขงด้วยเช่นกัน

“โดยในเวทีนี้ไทยได้แสดงจุดยืนในการให้ความสำคัญกับปัญหาภัยแล้งในลุ่มน้ำโขง และเน้นย้ำถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นแม้จะส่งผลดีต่อการบริหารจัดการน้ำ แต่ก็ยังมีโอกาสและความท้าทายในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดภัยแล้งรวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา ดังนั้น เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ฝ่ายไทยแสดงความพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาคร่วมกันกับประเทศสมาชิกของแม่น้ำโขง” ดร.สมเกียรติ กล่าว
ขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ประเทศที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง (MRC) ต่างเรียกร้องให้สมาชิกลุ่มน้ำโขงให้ความเห็นชอบหลักการและแนวทางปฏิบัติเพื่อประเมินและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ตามหลักสากล รวมถึงแนวปฏิบัติในการออกแบบเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของ MRC ที่ใช้เป็นคู่มือตรวจสอบในกระบวนการออกแบบเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่สร้างในลำน้ำโขง ซี่งมีประเด็นในเชิงเทคนิคที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมด้านอุทกวิทยา-ชลศาสตร์ การพัดพาตะกอน คุณภาพน้ำ นิเวศวิทยาทางน้ำ การเดินเรือ ความปลอดภัยเขื่อน รวมถึงผลกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนริมน้ำโขง

และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขงปี 2563 – 2573 พร้อมทั้งเห็นควรผลักดันให้เกิดการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ใน 2 โครงการที่ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) เรียบร้อยแล้ว คือ เขื่อนปากแบง และเขื่อนปากลาย ของ สปป.ลาว ซึ่งแผนปฏิบัติการร่วมประเทศสมาชิกจะได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ประเด็นข้อกังวลต่างๆ ที่อาจะส่งผลกระทบกับลุ่มน้ำโขงมาพิจารณาร่วมกัน โดยจะมีผลกับแผนการจัดทำกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) สำหรับโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้เกิดความครอบคลุมชัดเจนในทางปฏิบัติด้วย

ม็อบสตรีกทม.อุ้มลูกวัยเดือนเศษ คนท้อง ให้กำลังใจมนัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบสตรีกทม.อุ้มลูกวัยเดือนเศษ คนท้อง  ให้กำลังใจมนัญญา

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 14:10 น.
มนัญญา,ม็อบสตรี,อุ้มลูก,เกษตรอินทรีย์,แบนสารเคมี
เปิดอ่าน 155 ครั้ง

ม็อบสตรีกทม.อุ้มลูกวัยเดือนเศษ คนท้อง ให้กำลังใจมนัญญา ลั่นไม่ท้อต่ออุปสรรค ระบุมีคนบอกแต่แรก แบนยาก รับเงินง่ายกว่า เผยกรมวิชาการเกษตรชง 3 โมเดลยืดแบนสารเคมี

27 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายสตรีในชุมชนกทม. กับมูลนิธิเครือข่ายหญิงชายก้าวไกล ทั้งมีแม่อุ้มลูกชายแบเบาะวัยเพียงเดือนเศษ และหญิงตั้งครรภ์ เดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ น.ส.นนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ

รวมทั้งชูป้าย ติดแฮทแท็กเซฟมนัญญา ให้เดินหน้าแบน 3 สารต่อไปเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย เมื่อน.ส.มนัญญา มาถึงกระทรวงฯได้รีบลงจากรถมาอุ้มเด็กชาย พร้อมกับกล่าวขอบคุณทุกคนที่มายืนเคียงข้าง จะเดินหน้าทำในเรื่องที่ดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ไม่ท้อต่ออุปสรรคที่เข้ามาด้วยความมุ่งมั่นสิ่งที่ทำจะเกิดสิ่งที่ดีที่สุดกับประเทศและคนไทย

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าก่อนหน้านี้มีคนบอกแล้วว่า ถ้ารัฐมนตรีจะรับเงินง่ายกว่า แต่รัฐมนตรีแบนทำยาก ถามว่ารับเงินแล้วไปทำอะไรเงิน แต่แบนสารพิษมีผลประโยชน์กับผู้หญิง และเด็กที่กำลังจะเกิดมาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจดีสมองดี เรื่องการแบนสารมีผลประโยชน์กับประชาชนทุกคน

เด็กเล็กๆ เขารับรู้อะไร อยู่ดีๆมารับสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำเอาไว้  พี่ไปอ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เด็กนักเรียนที่นั่นน่าสงสารมาก สาธารณสุขไปตรวจเลือด พบมีสารตกค้างปนเปื้อนในเลือด ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่อึดใจ จะรู้มติการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไม่หนักใจเพราะยืนยันทุกอย่างทำเพื่อสุขภาพพี่น้องคนไทยได้ผลักดันการแบน 3 สาร เต็มที่แล้ว ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรจะเดินหน้าต่อไปทั้งนี้

มีรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันนี้ กรมวิชาการเกษตรเสนอให้ยืดระยะเวลาหลังจากแบนสารใน 3 โมเดล1.ยืดจากมีประกาศแบนไป 1 เดือน 2 .ยืดไป 3 เดือน และ ยืดไป 6 เดือน

นางสาวอังคณา อินทะสา ตัวแทนมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า การเดินทางมาครั้งนี้ต้องการให้น.ส.มนัญญา หลังถูกโจมตีจากฝ่ายสนับสนุนให้ใช้สารเคมี เพื่อให้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อป้องกันสุขภาพประชาชนต่อไป และถือเป็นความกล้าหาญทางนโยบายที่จะถูกบันทึกไว้ เพราะมีกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการแบนครั้งนี้ต้องการขัดขวางและยืดเวลาออกไปอีก 6 เดือน ไม่ควรมีการขยายเวลาต่อไปอีกในฐานะผู้บริโภคต้องการวัตถุดิบที่ปลอดภัยในการทำอาหาร และผลักดันการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมี