แพะ แกะ อีกทางเลือก อนาคตสดใสตลาดใน ต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401636?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แพะ แกะ อีกทางเลือก อนาคตสดใสตลาดใน ต่างประเทศ

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เลี้ยงแพะ,แกะ,สภาเกษตรกรแห่งชาติ
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

สภาเกษตรกรฯ หนุนทำการเกษตรเชิงคู่ เพื่อเสริมรายได้ให้มั่นคง แพะ แกะ อีกทางเลือก อนาคตสดใสตลาดใน ต่างประเทศ

29 พฤศจิกายน 2562 นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวถึง การสร้างความมั่นคงของภาคการเกษตรว่า ภาคการผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เมื่อผลผลิตออกมาเกินความต้องการของตลาดทำให้เกิดราคาตกต่ำจนเกษตรกรหลายคนถอดใจ

สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่ปลูกปาล์ม ยางพารามาหลายชั่วอายุคนปัญหาคือ เมื่อถึงรุ่น 2 – 3 ดินเสื่อมคุณภาพ การปลูกหนาแน่นเกินไปแดดส่องไม่ทั่วถึงเกิดโรคระบาดเยอะ  อย่างไรก็ตาม ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศมาเลเซียซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมนิยมบริโภคเนื้อแพะ/แกะ มีความต้องการแพะ/แกะอย่างมาก การตลาดยังเปิดกว้าง

ปัจจุบันมาเลเซียสั่งนำเข้าแพะ/แกะจากประเทศออสเตรเลียซึ่งระยะทางไกล แต่เมื่อเทียบกับแพะ/แกะจากประเทศไทยคุณภาพที่ดีกว่า จึงเกิดแนวคิดการทำเกษตรเชิงคู่เพื่อเสริมรายได้ซึ่งกันและกันด้วยการจัดการสวนยางปลูกระยะห่างอย่างเหมาะสม โดยปรับเปลี่ยนภายใต้ระเบียบของกยท. สวนปาล์มก็เช่นกันขยายจากการปลูกแบบ 9X9 เมตร ขยายเป็น 10X10 – 12X12 เมตร วางแปลนโครงสร้างสวน แล้วปล่อยแพะ/แกะเพื่อเป็นเครื่องตัดหญ้า  มูลแพะ/แกะนำไปเป็นปุ๋ยบำรุงได้

แพะ/แกะกินอยู่ง่ายสามารถเลี้ยงควบคู่ได้ทั้งการทำสวนปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น โดยเกษตรกรต้องศึกษาเทคนิคในการเลี้ยงโดยเฉพาะแบบเปิด แพะ/แกะสามารถขายได้ทุกเดือนทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอายุที่เหมาะสมในการขายคือ 8 เดือน แพะ/แกะที่หลุดสเปคหรือแพะ/แกะที่ปลดระวางราคาอาจลดลงก็สามารถจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นหรือตามเมืองท่องเที่ยว เช่น พังงา ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย ก็มีความต้องการบริโภคเช่นกัน

“สภาเกษตรกรฯอยากให้เกษตรกรสามารถกำหนดการผลิต การตลาดและราคาได้เอง เราสนับสนุนให้เกษตรกรยืนอยู่บนขาและพึ่งพาตัวเองด้วยการทำการเกษตรอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 ได้นำเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ภาคใต้ทำบันทึกข้อตกลงการซื้อ-ขายกับภาคเอกชนจากประเทศมาเลเซีย ตกลงซื้อแพะและแกะมีชีวิต น้ำหนัก 25-40 กิโลกรัม/ตัว ในราคา 135 บาท / กิโลกรัม ต่อเดือนส่งขายไม่ต่ำกว่า 150 ตัว และสามารถขยับยอดขายได้ 2,000-3,000 ตัว/เดือน ซึ่งทางประเทศมาเลเซียยินดีขยายตลาดไปยังประเทศกาตาร์และประเทศอื่นที่มีชาวมุสลิมให้ด้วย”

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 การรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ มีเกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงแพะ/แกะภาคใต้รวม 44 กลุ่ม สมาชิก 2,453 คน หากเกษตรกรมีความต้องการทำการเกษตรเชิงคู่ หรือสนใจการเลี้ยงแพะ/แกะเป็นส่วนเสริมรายได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ยกทัพสินค้าสหกรณ์จัดกระเช้าส่งความสุขปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401633?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยกทัพสินค้าสหกรณ์จัดกระเช้าส่งความสุขปีใหม่

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 19:30 น.
ของขวัญปีใหม่,สหกรณ์,มนัญญา
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

มนัญญา เชิญชวนมอบความสุขด้วยกระเช้าสินค้าสหกรณ์เปิดจำหน่ายตั้งแต่ 2 ธ.ค. 62 – 12 ม.ค. 63 ยกทัพสินค้าคุณภาพให้คนที่รัก

28 พฤศจิกายน 2562 รมช.เกษตรฯ เปิดโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2563 ชูแนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” คัดสรรสินค้าสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอาชีพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน จัดลงกระเช้า

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ โดยรวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพจากจังหวัดต่าง ๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้า เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดให้กับสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคจะได้รับสินค้าดีมีคุณภาพ มอบให้กันเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

สินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวกข 43 รวมถึงสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบหมูฝอย เนื้อทุบ เนื้อกระจก กุนเชียง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คุกกี้รสงา คุกกี้รสจมูกข้าวกล้อง ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอรี่ เส้นหมี่โคราช ปลาร้าทรงเครื่อง และน้ำพริกประเภทต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทสมุนไพรและธัญพืช อาทิ สมุนไพรชงดื่ม ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย ชาใบหม่อนอินทรีย์ ชาเขียวข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร้อมดื่ม นม UHT นมปรุงแต่งชนิดเม็ด น้ำผลไม้ กาแฟชงพร้อมดื่ม กาแฟดริป ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย สินค้าหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์แก้วเบญจรงค์ แก้วมุก และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากยางพารา และผลิตภัณฑ์อาหารจากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและโครงการหลวงดอยคำ

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่าง ๆ มาจัดวางและตกแต่งให้สวยงาม ราคากระเช้ามีตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมฯได้จัดเตรียมห้องจัดแสดง และจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์

เริ่มโครงการ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 12 มกราคม 2563 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์ – ศุกร์ เปิดจำหน่าย ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. หน่วยงานต่าง ๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coop market และทาง ID Line : cpd.shop หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 02 – 2807506 หรือ 065 – 5241124 ซึ่งกรมฯมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ทั้งนี้ การจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ครั้งนี้จะช่วยสร้างรายได้สู่เกษตรกร เม็ดเงินจะหมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชน ในจังหวัดต่างๆ เบื้องต้นได้ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในปีนี้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท พร้อมทั้งขอเชิญชวนให้คนไทยหันมากินของไทยใช้ของไทย ด้วยการอุดหนุนสินค้าของเกษตรกร เพื่อมอบเป็นของขวัญอันทรงคุณค่าแก่ญาติสนิท เพื่อนฝูงหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เนื่องในเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้

ขอความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานภายนอก และประชาชนทั่วไปอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนการสร้างอาชีพและส่งเสริมรายได้แก่เกษตรกร และเป็นกำลังใจให้เกษตรกรได้พัฒนาและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อสุขภาพและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคต่อไป

สุริยะ ยันเลื่อนแบนสารเหมาะกับสถานการณ์ ไม่มีใครค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401629?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุริยะ ยันเลื่อนแบนสารเหมาะกับสถานการณ์ ไม่มีใครค้าน

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 19:01 น.
เลื่อนแบนสาร,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,ลาออกคณะกรรมการวัตถุอันตราย,รศจิราพร ลิ้มปานานนท์
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

สุริยะ ยืนยัน เลื่อนแบนสารไม่มีใครคัดค้าน ข้องใจจิราพรเปลี่ยนท่าที ชี้มติคกก.วัตถุอันตรายเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้

28 พฤศจิกายน 2562 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายกล่าวถึงเรื่องที่รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม กรรมการวัตถุอันตรายผู้ทรงคุณวุฒิ

โดยได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ขอลาออกจากกรรมการวัตถุอันตรายผู้และขอแย้งการแถลงข่าวของประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายเนื่องจากไม่ได้มีการลงมติอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่ในแต่ละประเด็น แต่เป็นภาวะจำยอมในการรับมติ จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น มติเอกฉันท์ เพราะหากพิจารณาในการอภิปรายจะพบว่า ดิฉันยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดในการแบนสารทั้งสาม และยืนยันให้คงมติวันที่ 22 ต.ค. 2562 และขอแย้งการแถลงข่าวที่ว่า ไกลโฟเซตไม่เป็นอันตราย เพราะกรรมการรวมทั้งดิฉันได้อภิปรายถึงผลเสียต่อสุขภาพและไม่สามารถจะจัดการความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จนพบปนเปื้อนทั้งในสิ่งแวดล้อม ผัก ผลไม้ และน้ำนมแม่”

นายสุริยะกล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวานนี้ (27 พ.ย. 62) กรรมการทุกคนร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน โดยพิจารณาข้อมูลจากตัวแทนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาเสนอในที่ประชุม เปิดให้นำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่โดยไม่ปิดกั้น รับฟังและหารือร่วมกันจนถึงขั้นการเสนอมติฯ จากข้อมูล ข้อเท็จจริง และสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน จากนั้นกรรมการทุกคนช่วยร่วมกันร่างมติและเลขานุการฯ เป็นคนพิมพ์มติในห้องประชุม

โดยที่ทุกคนสามารถแสดงความเห็นจนได้มติที่คณะกรรมการเห็นว่า เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้และไม่มีใครคัดค้านเลย โดยเฉพาะรศ. จิราพรนั้น ร่วมแสดงความคิดเห็นและพูดคุยกับฝ่ายเลขานุการร่างมติอยู่ตลอด จึงไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงออกมากล่าวว่า ไม่เห็นด้วย หลังจากประชุมเสร็จสิ้นแล้ว

“ผมเองยังแปลกใจเลยว่า หลังจากผมให้ที่ประชุมช่วยกันเสนอมติฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย คุณจิราพรเองยังเป็นคนเดินไปให้ฝ่ายเลขาฯ แก้ไขข้อมูล และผมได้ถามย้ำหลายครั้งแล้วว่า มีใครคัดค้านไหม ในห้องไม่มีใครคัดค้าน มีเพียงกรรมการ 3 ท่านที่ขอตั้งข้อสังเกตว่า อยากให้ขยายเวลาการแบนออกไปเพื่อให้กรมวิชาการเกษตรฯ นำข้อมูลเรื่อง มาตรการรองรับให้รอบด้านและครบถ้วนกว่านี้ แต่เมื่อออกนอกห้องประชุมทำไมจึงเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น” นายสุริยะกล่าว

มนัญญา ลั่นไม่เคยหักหลังใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401622?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา ลั่นไม่เคยหักหลังใคร

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 18:04 น.
มนัญญา ไทยเศรษฐ์,แบนสาร
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

มนัญญา ลั่นไม่เคยหักหลังใครไม่คิดกลับมติแบน 3 สาร เป็นการหักหลัง สังคมจะเป็นผู้ตอบกับประชาชนเองว่าใครทำอะไรไว้   เดินหน้าเข้มการร้านจำหน่าย การอนุญาตใช้สาร  

28 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ  รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเมื่อมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายออกมาอย่างไรก็ต้องเคารพมติ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมติที่เป็นทางการออกมา

ฉะนั้นขณะนี้ต้องเดินหน้าไปตามมติเดิมที่มีผลทางกฎหมาย และเมื่อเช้าวันที่ 28 พ.ย. ได้ให้นโยบายกับกรมวิชาการเกษตรแล้วว่าให้เดินหน้าตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีผลทางกฏหมาย และต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง

“มีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายก็ได้ทำหน้าที่ถึงที่สุด จนเรื่องออกไปถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้ว แต่เมื่อผลเป็นอย่างอื่นก็ต้องว่ากันตามกฎหมายา ส่วนตัวไม่ได้เคยคิดหักหลังใคร ก็เลยไม่ได้คิดว่าใครจะมาหักหลัง วันนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบเองว่า ใครทำหน้าที่อย่างไร แต่เท่าที่ทราบก็มีการยืนยันจากกรรมการในคณะกรรมการวัตถุอันตรายบางท่าน ออกมาเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 27 พ.ย. 62  ไม่ได้มีการลงมติ จึงงง ที่มีการแถลงว่ามีมติเป็นเอกฉันท์ ดังนั้นขณะนี้ต้องว่ากันตามมติวันที่ 23 พ.ค. 62 ที่ให้มีการจำกัดการใช้ ทั้ง 3  สารจนกว่าจะมีการประกาศมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันที่ 27 พ.ย. 62 ในราชกิจจานุเบกษาเพื่อออกมาหักล้างมติ 23 พ.ค. 62 “รมช.เกษตรฯ กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า แต่ไม่ว่ามติจะเป็นอย่างไร วันนี้ก็จะเดินหน้าทำโครงการสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร จัดหาเครื่องกลทางการเกษตรเพื่อให้บริการสมาชิกในราคายุติธรรม ซึ่งในส่วนรายละเอียดจะสำนักเครื่องจักรกลการเกษตร จากกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้กำหนดแบบที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดและจะของบกลางจากรัฐบาลมาช่วยสหกรณ์ในการจัดหาเครื่องจักรดังกล่าว

“จะเป็นการให้เบ็ด ซึ่งมีความถาวรกว่า ไม่ได้ให้ปลา  สหกรณ์และแห่งจะได้จัดหาตามความต้องการของสมาชิก แต่ต้องเป็นไปตามหลักที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดแบบ“ รมช.เกษตรฯกล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า จะทำงานกับรมว.เกษตรฯ ต่อได้หรือไม่ เพราะมีปัญหาขัดแย้งกัน  น.ส.มนัญญา กล่าวว่า  ที่กระทรวงเกษตรฯบันไดเยอะเดินก็ต้องระวังตามสเต็ป  แล้วก็เข้าห้องทำงานไป ซึ่งเมื่อตนเองกำกับกรมวิชาการเกษตร ก็ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เมื่อวานตนเองก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หากใครเห็นว่าจะดูแลกรมวิชาการเกษตรได้ดีกว่าก็มาเอาไป แต่ขอกรมชลประทานมาให้ก็แล้วกันเพราะเกษตรกรกำลังลำบากมากไม่มีน้ำ และหากรมว.เกษตรฯ เรียกไปหารือ ก็พร้อมที่จะเข้าพบทุกเวลา

ทั้งนี้เครือข่ายผู้บริโภค ได้เข้าพบมอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจน.ส.มนัญญา ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยนายชนวน รัตนะวราหะ  อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า  เป็นตัวแทนอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯมาให้กำลังใจและดีใจที่กระทรวงเกษตรฯมีรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิงแกร่งที่สุด เป็นนักต่อสู้มากกล้าหาญลุกขึ้นมาปฏิวัติภาคเกษตรครั้งใหญ่ขอให้เดินหน้าต่อไป จะพลิกโฉมการเกษตรไทยได้ สำเร็จ หลุดพ้นจากทำเกษตรแบบดั้งเดิมมาหลายทศวรรษที่ไม่ได้พัฒนาไปไหน จนขณะนี้หลายประเทศที่ทำเกษตรล้าหลังไทย กลับก้าวไกลกว่าในเรื่องนำระบบเทคโนโลยีการเกษตรมาใช้ทำให้การผลิตได้ประสิทธิภาพที่แม่นยำ  ประหยัดต้นทุนได้จริง และขอประณามพรรคพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทค้าสารเคมีมากกว่าผู้บริโภค

น.ส.สารี อ่องสมหวัง ตัวแทนมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า เสนอให้ผ่าตัดโครงสร้างกระทรวงเกษตรให้มีกรมสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ที่ชัดเจน รวมทั้งเรียกร้องให้มีการแสดงฉลากที่สินค้าให้ผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกสินค้าเกษตร ผักผลไม้และอาหารที่มีการใช้สารเคมีอย่างชัดเจนเพื่อเป็นทางเลือกของประชาชน ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้กลับมติของตนเองให้ชะลอการเพิกถอนทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ไปอีก 6 เดือน และยกเลิกการเพิกถอนทะเบียนสารไกลโฟเสตให้อยู่ในระดับเพียงจำกัดการใช้ ที่เอื้อประโยชน์กับนายทุน เพราะการจำกัดการใช้ ไม่ได้ป้องกันเรื่องความปลอดภัย ผู้บริโภค ขนาดตรวจในน้ำส้มสด ยังพบสารตกค้าง 100%

น.ส.สารี กล่าวว่าสะท้อนให้เห็นถึง ความไม่คงเส้นคงวาไม่มีหลักวิชาการของคณะกรรมการวัตถุอันตราย พรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ที่เลือกข้างบริษัทสารเคมีและผลประโยชน์ส่วนตน นอกจากนี้ เรียกร้องให้ กระทรวงเกษตรฯ ผลักดันสินค้า เกษตรทั้งผักและผลไม้ ให้ระบุแหล่งที่มาว่าเป็นฟาร์มที่มีการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดหรือไม่เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้เลือก  และสนับสนุนให้ลดภาษีเครื่องจักรกลทางการเกษตรและสนับสนุนให้เกษตรกร ยืมเครื่องจักรกลใช้งานแทนการใช้สารเคมี เหมือนที่ให้นำเข้าสารเคมีเกษตรไม่ต้องเสียภาษี และผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปรับปรุงฉลากของผลิตภัณฑ์อาหาร ให้ระบุสารเคมีที่ใช้ในทางการเกษตรให้ครบถ้วน เช่นเดียวกับการใช้วัตถุเจือปนอาหารตามหลักเกณฑ์การแสดงฉลากอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

นายฉกรรจ์  แสงรักษาวงศ์ ที่ปรึกษารมช.เกษตรฯ กล่าวว่า เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย 27 พ.ย.  62 ไม่มีการรับรองมติผลประชุม  22 ต.ค. 62 ก็เท่ากับว่า มติแบน 22 ต.ค. ไม่มีผลบังคับใช้  ขณะเดียวกัน ทีประชุม  27 พ.ย. 62 ก็ยังมีข้อกถเถียงกันว่ามีมติหรือไม่  เพราะจากข้อเท็จจริงขณะนี้ยังไม่ชัด เพราะฉนั้นทางราชการก็ต้องยึดตามหนังสือราชการเท่านั้น

มติเป็นอย่างไร ไม่มีใครทราบ  มีการฟังมติผ่านทีวี  แต่ก็มีกรรมการออกมาแย้ง  เพราะฉะนั้นขณะนี้เรื่อง 3  สารมีทั้งหมด  3  เหตุคือมติวันที่ 23 พ.ค. 62  ที่มีการจำกัดการใช้ และอบรมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนอบรมการใช้สาร 4 แสนราย ผ่านการอบรม  3 แสนราย และร้านจำหน่ายต้องขึ้ทะเบียนผู้จำหน่าย ผู้ซื้อต้องมีใบอนุญาตซื้อในปริมาณที่กำหนด  และผู้รับจ้างพ่นสารต้องมีการอบรมและมีและมีใบอนุญาตรับจ่างพ่นสารเท่านั้น

ในขณะที่มติสองครั้งคือ  22 ต.ค.62 ไม่มีการรับรองมติเท่ากับไม่มีผลบังคับใช้และ  มติ 27 พ.ย.  62  ขณะนี้ยังไม่ชัด และยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นเกษตรกรที่ใช้สาร 3 ตัวคือพาราควอต คอลร์ไพริฟอส ไกลโฟเซส  ต้องเป็นไปตามมติ  23 พ.ค. 62  คือจำกัดการใช้  ส่วนสารที่เหลือ  2.3 หมื่นตันในสต๊อกเอกชนก็เป็นเรื่องที่เอกชนต้องไปบริหารจัดการให้เป็นไปตามกฏหมาย  ส่วนประเด็นการฟ้องศาลปกครองก็เป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนได้เสียจะดำเนินการกันเอง

เฉลิมชัย ยัน ไม่ได้ลงนามหนังสือส่งคกก.วัตถุอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401624?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ยัน ไม่ได้ลงนามหนังสือส่งคกก.วัตถุอันตราย

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 18:03 น.
แบนสารเคมี,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

เฉลิมชัย ยัน ไม่ได้ลงนามในหนังสือใดๆ ส่งคณะกรรมการวัตถุอันตราย ชี้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรไม่ว่ามติจะออกมาอย่างไร โต้ไม่ได้หักหลังและขัดแย้งพรรคร่วมรัฐบาล

28 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงข่าวที่ว่า ตนลงนามในเอกสารส่งถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายจนเป็นผลให้มติเปลี่ยนแปลงจากวันที่ 22 ตุลาคม

โดยนายเฉลิมชัย ยืนยันว่า ไม่ได้ลงนามในเอกสารใด ๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งหนังสือที่จะต้องนำเรียนนายกรัฐมนตรีซึ่งมอบหมายให้รับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกรก็ยังไม่ได้ลงนามเนื่องจากก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีไปราชการที่เกาหลี สำหรับการลงความเห็นของกรรมการวัตถุอันตรายที่เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ 4 คนนั้น ตนไม่ได้ชี้แนะเรื่องใด ๆ ให้เป็นดุลพินิจของแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อมูลของที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ที่มีการกล่าวหาว่า ใช้กลยุทธ์หักหลังพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ยืนยันไม่ได้หักหลังใคร โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทย ตนสนิทสนมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมดี นัดรับประทานอาหารด้วยกันบ่อยและหลังจากนี้จะนัดกันอีก

ส่วนที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ตนลงนามในหนังสือ อีกทั้งกรมวิชาการเกษตรเสนอข้อมูลเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รายงานน.ส.มนัญญาซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรนั้น นายเฉลิมชัยกล่าวว่า คงไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรกันเพราะเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว การเป็นรัฐมนตรีนั้นต้องทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ตนไม่ได้ติดใจเรื่องอะไร

สำหรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้ชะลอการยกเลิกใช้พาราควอตซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืชและคลอร์ไพริฟอสซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชออกไป 6 เดือนนั้น สำหรับสารชีวภัณฑ์ที่ใช้กำจัดศัตรูพืชนั้น กรมวิชาการเกษตรรายงานว่า มีขึ้นทะเบียนแล้ว 73 ชนิด แต่สารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชยังไม่มีจึงมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้จัดทำโครงการนำร่องในสหกรณ์การเกษตรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล

โดยจะสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อใช้แทนสารเคมีและแรงงานซึ่งในวันที่ 10 ธันวาคมนี้จะได้ข้อสรุปว่า สนับสนุนอะไรบ้างและใช้งบประมาณเท่าไร ส่วนไกลโฟเซตซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีมติให้จำกัดการใช้นั้น จะดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ที่กำหนดให้ใช้ในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดดังกล่าวเท่านั้น ห้ามใช้ในพื้นที่ต้นน้ำ ควบคุมปริมาณการจำหน่าย อีกทั้งเกษตรกร ผู้รับจ้างฉีดพ่น และผู้จำหน่ายต้องได้รับการอบรมเพื่อให้ใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัยสูงสุด

“คณะทำงานซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานมุ่งมั่นหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบทุกด้าน ยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคด้วย ดังนั้นจึงจะปรับแนวทางการทำเกษตรกรรม โดยส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรยั่งยืน” นายเฉลิมชัยกล่าว

มนัญญา ยันที่ประชุมไม่ได้ลงมติเลื่อนแบนสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401604?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา ยันที่ประชุมไม่ได้ลงมติเลื่อนแบนสารเคมี

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 17:26 น.
มนัญญา,สารเคมี,แบน 3 สาร,ผ่าตัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 67 ครั้ง

รมช.เกษตร ยืนยัน คกก.ไม่ได้ลงมติแต่อย่างใด ส่วนผลที่ออกมาเป็นเอกฉันท์นั้นให้ไปถามต่อที่กระทรวงอุตสาหกรรม เครือข่ายผู้บริโภค เสนอผ่าตัดกระทรวงเกษตรฯ

28 พฤศจิกายน 2562 หลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเลื่อนการแบน 2 สารเคมีประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 6 เดือนจากมติเดิมที่มีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคม 2562 เป็น 1 มิถุนายน  2563 พร้อมกันนี้ยังมีมติจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ บอกว่า ที่ผ่านมาได้ผลักดันสุดฝีมือแล้วหลังจากนี้อยู่ที่ประธานว่าจะตัดสินอย่างไรมติที่ออกมาสมบูรณ์แล้วหรือไม่ส่วนในเรื่องการลงมติเมื่อวานได้สอบถามตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันว่าเมื่อวานไม่ได้มีการลงมติแต่อย่างใด และยังบอกอีกว่า ตัวเองไม่โดนหักหลังเพราะไม่ยอมให้ใครมาหักหลังแน่ๆ
นอกจากนี้เครือข่ายผู้บริโภคนำโดยเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นางสาว สารี อ๋องสมหวัง มายื่นหนังสือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เพื่อเสนอให้ผ่าตัดโครงสร้างกระทรวงเกษตรให้มีกรมสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ที่ชัดเจน รวมทั้งเรียกร้องให้มีการแสดงฉลากให้ผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกสินค้าเกษตร ผักผลไม้และอาหารที่มีการใช้สารเคมีอย่างชัดเจน และยังขอประณามพรรคพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ที่เห็นแก่บริษัทสารเคมีมากกว่าผู้บริโภค

สำหรับข้อเรียกร้องต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ผลักดันให้สินค้าเกษตรทั้งผักและผลไม้ มีการระบุ แหล่งที่มาของสินค้า และกระบวนการผลิตว่า มีการใช้สารเคมีอันตรายหรือ เพื่อให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกและได้รับความปลอดภัย รวมทั้งเกษตรกรที่ยังยืนยันถึงความจำเป็นในการใช้สารเคมีขอให้ระบุสินค้าเกษตรของตนว่า กระบวนการผลิตมีการใช้สารเคมีอันตรายเหล่านี้

ผ่าตัดโครงสร้างของกระทรวงเกษตรให้มีหน่วยงานระดับกรม เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนและเกษตรอินทรีย์ ตามรายงานและข้อเสนอของสภาผู้แทนราษฎรที่มีมติเอกฉันท์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้ และเดินหน้าปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 100% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดภายในปีพ.ศ. 2573

สนับสนุนให้ลดภาษีเครื่องจักรกลทางการเกษตรและสนับสนุนให้เกษตรกร ยืมเครื่องจักรกลใช้งานแทนการใช้สารเคมี และร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปรับปรุงฉลากของผลิตภัณฑ์อาหาร ให้ระบุสารเคมีที่ใช้ในทางการเกษตรให้ครบถ้วน

เฉลิมชัย หนุนเกษตรปลอดภัยก้าวสู่ครัวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401586?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย หนุนเกษตรปลอดภัยก้าวสู่ครัวโลก

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 16:09 น.
เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

เฉลิมชัย หนุนการทำการเกษตรแบบปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค เตรียมพร้อมในการก้าวไปสู่การเป็นครัวโลก

28 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานมหกรรมอารยสถาปัตย์ และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 4 Thailand Friendly Design Expo 2019 ณ อิมแพค เมืองทองธานี  วไปสู่การเป็นครัวโลกต่อไป///

โดยบอกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังให้เกษตรกรมีรายได้และมีความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ อีกทั้งยังต้องสร้างความปลอดภัยให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตด้วย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นนโยบายที่จะต้องผ่านกระบวนการในการขับเคลื่อน อีกทั้งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม โดยที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมกันทำการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน เช่น การทำเกษตรแบบผสมผสาน และการทำเกษตรอินทรีย์ ที่เน้นย้ำให้ก้าวไปสู่เกษตรปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

ปัจจุบันผู้คนกลับมาให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัย กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรมีหลักในการทำการเกษตร โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต จะผลิตตามความต้องการของตลาด ซึ่งหากผู้บริโภคเน้นในเรื่องความปลอดภัย ในฐานะผู้ผลิตจึงต้องทำการเกษตรอย่างปลอดภัยด้วย

เริ่มจากเกษตรปลอดภัยและจะก้าวไปสู่เกษตรอินทรีย์ในอนาคต และสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน ซึ่งมีเครื่องหมายในการการันตีจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เช่น มาตรฐานสินค้า Q ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งของคนไทยเองและต่างชาติด้วย ซึ่งในอนาคตประเทศไทยจะต้องก้าวไปสู่การเป็นครัวโลกต่อไป

4 ชาติน้ำโขง รุกยุทธศาสตร์แก้แล้ง 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401410?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

4 ชาติน้ำโขง รุกยุทธศาสตร์แก้แล้ง 5 ปี

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 00:15 น.
สทนช,4 ชาติน้ำโขง,ยุทธศาสตร์,แก้แล้ง 5 ปี,เวทีรัฐมนตรีลุ่มน้ำโขง
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

เวทีรัฐมนตรีลุ่มน้ำโขงไฟเขียวยุทธศาสตร์ 5 ปี จัดการความเสี่ยงภัยแล้งในภูมิภาค ไทยประกาศความพร้อมนั่งแทนปธ.คกก.ร่วม 4 ประเทศปีหน้า

เวทีรัฐมนตรีลุ่มน้ำโขงไฟเขียวยุทธศาสตร์ 5 ปี จัดการความเสี่ยงภัยแล้งในภูมิภาค ไทยประกาศความพร้อมนั่งแทนประธานคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศปีหน้า ชิงบทบาทนำการเชื่อมโยง-แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำโขงบรรเทาผลกระทบแล้งในภูมิภาค

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในโอกาสได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 26 ซึ่งเป็นการประชุมสามัญประจำปีระดับรัฐมนตรีของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2562 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่า ประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ไทย และเวียดนาม รวมถึงประเทศที่ให้การสนับสนุนแผนงานโครงการในลุ่มน้ำโขง อาทิ เยอรมัน ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น ได้เห็นพ้องร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและกรอบความร่วมมืออื่นๆ ในภูมิภาค

ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีประเด็นสำคัญและทุกฝ่ายให้ความสำคัญเพื่อเร่งผลักดัน คือ แผนการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยงภัยแล้งในภูมิภาคระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2563 – 2568) ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้สนับสนุนงบประมาณดำเนินการตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปในโครงการศึกษา โดยเฉพาะสาเหตุของวิกฤตการณ์ภัยแล้งที่เกิดในภูมิภาคนี้ โดยสาระสำคัญของร่างยุทธศาสตร์การจัดการภัยแล้งจะครอบคลุมใน 5 ประเด็นหลัก คือ 1.ดัชนีภัยแล้ง 2.การพยากรณ์ภัยแล้งและการเตือนภัยล่วงหน้า 3.การสร้างขีดความสามารถของบุคลากร 4.มาตรการบรรเทาผลกระทบ และ 5.การแบ่งปันและการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งในปี 2563 ประเทศไทย โดย สทนช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) จะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่วม (Joint Committee: JC) คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง จะถือโอกาสนี้เร่งผลักดันและขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ และการวางกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างชาติสมาชิก เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาร่วมกันภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกทั้ง 4 ประเทศโดยเร็ว

“ประเด็นวิกฤติการณ์ภัยแล้งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นประเด็นที่ประเทศสมาชิกมีความกังวลและเร่งแสวงหาแนวทางความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบร่วมกัน โดยล่าสุดข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCs) ได้วิเคราะห์คาดการณ์พื้นที่ที่ประสบภัยแล้งในลุ่มน้ำโขงช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า เนื่องจากจะมีปริมาณฝนตกน้อยมาก โดยเฉพาะภาคอีสานของไทย ซึ่งประเทศสมาชิกในลุ่มน้ำโขงต่างก็ออกมาตรการคุมเข้มการใช้น้ำเพื่อให้เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ รวมถึงไทยที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบมาตรการเพื่อป้องกันและลดผลกระทบให้กับประชาชนริมแม่น้ำโขงด้วยเช่นกัน โดยในเวทีนี้ไทยได้แสดงจุดยืนในการให้ความสำคัญกับปัญหาภัยแล้งในลุ่มน้ำโขง และเน้นย้ำถึงการพัฒนาที่เกิดขึ้นแม้จะส่งผลดีต่อการบริหารจัดการน้ำ แต่ก็ยังมีโอกาสและความท้าทายในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดภัยแล้งรวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา ดังนั้น เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ฝ่ายไทยแสดงความพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาคร่วมกันกับประเทศสมาชิกของแม่น้ำโขง” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ประเทศที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง (MRC) ต่างเรียกร้องให้สมาชิกลุ่มน้ำโขงให้ความเห็นชอบหลักการและแนวทางปฏิบัติเพื่อประเมินและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ตามหลักสากล รวมถึงแนวปฏิบัติในการออกแบบเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของ MRC ที่ใช้เป็นคู่มือตรวจสอบในกระบวนการออกแบบเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่สร้างในลำน้ำโขง ซี่งมีประเด็นในเชิงเทคนิคที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมด้านอุทกวิทยา-ชลศาสตร์ การพัดพาตะกอน คุณภาพน้ำ นิเวศวิทยาทางน้ำ การเดินเรือ ความปลอดภัยเขื่อน รวมถึงผลกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนริมน้ำโขง และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขงปี 2563 – 2573

พร้อมทั้งเห็นควรผลักดันให้เกิดการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ใน 2 โครงการที่ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) เรียบร้อยแล้ว คือ เขื่อนปากแบง และเขื่อนปากลาย ของ สปป.ลาว ซึ่งแผนปฏิบัติการร่วมประเทศสมาชิกจะได้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ประเด็นข้อกังวลต่างๆ ที่อาจะส่งผลกระทบกับลุ่มน้ำโขงมาพิจารณาร่วมกัน โดยจะมีผลกับแผนการจัดทำกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) สำหรับโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้เกิดความครอบคลุมชัดเจนในทางปฏิบัติด้วย.

ขรก.เกษตรฯผิดหวังอย่างแรงรมว. ปลัด ล้มมติตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401401?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ขรก.เกษตรฯผิดหวังอย่างแรงรมว. ปลัด ล้มมติตัวเอง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบนสาร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 299 ครั้ง

“ขรก.เกษตรฯผิดหวังอย่างแรง รมว.เกษตรฯปลัดเกษตรฯ ล้มมติตัวเอง เซ็นแบน3สาร เมื่อ22 ต.ค. ชี้สถานะ สาร3ตัว กลับมานำเข้า จำหน่าย ผลิต ครอบครอง ได้ตามปกติ

28 พฤศจิกายน 2562 แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าข้าราชการกระทรวงเกษตรฯต่างวิพากษ์วิจารณ์ผิดหวังกับการทำงานของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯและนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯที่มีจุดยืนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่อยู่กับร่องกับรอย

ทั้งนี้จากก่อนหน้านี้เป็นผู้ลงนามและผู้เสนอเอกสารเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้แบน 3 สาร ทันทีมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธ.ค.2562 ทั้งที่มีกรรมการในกรรมการวัตถุอันตราย ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯระดับผู้บริหาร ถึง 4 คน จนกระทั่งมากลับลำ พลิกมติแบนสารเคมีของตัวเองโดยเลื่อนแบนไปอีก 6 เดือน โดยมีผลหลังวันที่ 1 มิ.ย.63 จึงจะยกเลิกใช้ 2 สาร คือสารพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ส่วนสารไกลโฟเซต ยกเลิกแบนทันที ให้ไปใช้มาตรการจำกัดการใช้

ดังนั้นในระยะเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากที่มีมติแบน 3 สารทันที เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.2562 ซึ่งนายเฉลิมชัย เป็นคนลงนาม จนมีประกาศของกรมวิชาการเกษตร ออกคำสั่งลงราชกิจจา เรียกเก็บคืนสาร 3 ชนิดภายใน 30 วัน ให้ยกระดับจากวัตถุอันตรายบัญชี 3 เป็นบัญชี 4 คือห้ามนำเข้า  จำหน่าย ผลิต ครอบครอง

ขณะนี้เกิดความไม่ชัดเจนว่าการที่จะแบนสาร เกิดขึ้นได้อีกหรือไม่ต่อไปในอนาคต เพราะการแบนสาร ต้องมีกระบวนการก่อนที่จะถึงวันที่ 1 มิ.ย.63 ที่มีผลห้ามนำเข้า ผลิต ครอบครอง จำหน่าย รวมทั้งอำนาจการอนุญาต นำเข้า ส่งออกเป็นอำนาจของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร  เกิดคำถามขึ้นมาว่าขั้นตอนระหว่างนี้ จนถึงต่อไปในปี 63 การเตรียมการเข้าสู่ขั้นตอนก่อนที่จะเลิกใช้ 2 สาร  จะทำได้หรือไม่และจะไปเริ่มที่ปลัดเกษตรฯหรืออธิบดีกรมวิชาการเกษตร และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ จะดำเนินการอย่างไร

ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาอย่างมากในการทำงานระหว่าง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯกับกรมวิชาการเกษตร ที่รมช.เกษตรฯกำกับดูแล แต่ไม่เคยให้ความร่วมมือในการแบนสาร ในความรู้สึกวันนี้ภาพพจน์ของกระทรวงเกษตรฯเสียหายหนัก จาก รมว.เกษตรฯ ลงนามและปลัดกระทรวงเกษตรฯ เสนอเอกสารให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ย้อนกลับไปพิจาณามติเดิมเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่มีมาตรการ จำกัดการใช้สาร เพื่อไม่ให้แบนสารไกลโฟเซต และล้มมติการแบนเมื่อวันที่22ต.ค. ซึ่งจะทำให้การนำเข้า  ผลิต ครอบครอง จำหน่าย 3 สาร กลับไปทำได้ตามปกติ  ด้วยเพื่อเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่ฝั่งตัวในกระทรวงมายาวนาน”แหล่งข่าว กล่าว

มนัญญาเสียใจ แต่ไม่ลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401420?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญาเสียใจ แต่ไม่ลาออก

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,แบนสารเคมี,กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 250 ครั้ง

มนัญญาเสียใจ แต่ไม่ลาออก เคืองกรมวิชาการเกษตร ข้ามหัวเสนอยืดแบนสารทั้งที่กำกับดูแล เปรียบเป็นอัยการส่งฟ้องอยู่ที่ศาลจะตัดสิน

28 พฤศจิกายน 2562 แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดน.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า น.ส.มนัญญารู้สึกผิดหวังต่อมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ชะลอการบังคับกฎหมายยกเลิก 3 สารออกไป

อ่านข่าว
ม็อบเกษตรกรชุดดำค้านแบน 3 สารบุกทำเนียบ
แบน 3 สารพิษเป็นมติ ไม่ใช่สั่งขี้มูกจะมาทบทวนใหม่
ไม่จบง่าย ๆ แบน 3 สารเตรียมฟ้องนายกฯ กพร.สอบกรมวิชาการเกษตร 

อีกทั้งไม่พอใจกรมวิชาการเกษตรที่ตนเองกำกับดูแลอยู่ แต่ไม่ตอบสนองนโยบายใด ๆ เลย ทั้งที่ได้ประกาศตั้งแต่ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้กำกับกรมวิชาการเกษตรแล้วว่า จะเดินหน้ายกเลิกสารเคมีทางการเกษตรวัตถุอันตราย 3 ชนิด แต่กรมวิชาการเกษตรไม่ให้ข้อมูล จนต้องไปตามทวงเอง จนกระทั่งล่าสุดเสนอการชะลอบังคับใช้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ไม่ได้มารายงานก่อน

ทั้งนี้ น.ส.มนัญญาไม่ต้องการตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องจะลาออกจากตำแหน่งรมช.เกษตรฯ หรือไม่เพราะไม่เคยพูดเรื่องนี้ ส่วนท่าทีของพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปให้สอบถามจากหัวหน้าพรรคโดยตรง ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า คณะทำงานของน.ส. มนัญญาได้ให้กำลังใจว่า ตั้งแต่เป็นรมช.เกษตรฯ ได้มุ่งมั่นการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยต้องการให้ได้กินอาหารปลอดสารพิษมาตลอด เปรียบเหมือนเป็นอัยการที่รวบรวมข้อมูลและหลักฐานเพื่อส่งฟ้องแล้ว ส่วนศาลมีคำพิพากษาอย่างไร ไม่ใช่ความผิดของอัยการ จึงไม่จำเป็นต้องลาออก

ทั้งนี้ในวันนี้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มี นายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุม(27 พ.ย. 2562) มีมติเลื่อนการแบน 2 สารเคมีประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 6 เดือน จากเดิมที่มีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคม 2562 เป็น 1 มิถุนายน  2563 พร้อมกันนี้ยังมีมติจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต โดยที่ประชุมคณะกรรมการ 29 คน(มาประชุม 24 คน)มีมติเป็นเอกฉันท์