เตือนภัยเกษตรกรโรคไหม้ข้าวระบาดแล้วกว่า4 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401979?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนภัยเกษตรกรโรคไหม้ข้าวระบาดแล้วกว่า4 แสนไร่

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,โรคไหม้ข้าว
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนภัยผู้ปลูกข้าวเฝ้าระวังการระบาดของโรคไหม้ข้าว พร้อมแนะมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาด

1 ธันวาคม 2562 นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าวซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับแจ้งรายงานประกอบกับข้อมูลจากแปลงติดตามสถานการณ์ระบาดศัตรูข้าว

โดยพบการระบาด 432,118 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม สระแก้ว ลำปาง เลย แพร่ ลำพูน กาฬสินธุ์ สงขลา ชัยภูมิ มุกดาหาร รวมถึงจังหวัดจันทบุรี  ระบาดมากในพื้นที่ที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, กข15 และ กข6 รวมถึงแปลงที่มีการปลูกข้าวหนาแน่น และใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูง

อีกทั้งช่วงนี้สภาพอากาศในหลายพื้นที่มีความแห้งในตอนกลางวัน ชื้นจัดและเย็นในเวลากลางคืน ช่วงน้ำค้างยาวนานถึงตอนสาย อุณหภูมิทั่วทุกภาคต่ำสุดที่ 22 – 27 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะสมต่อการเกิดโรคประกอบกับมีลมแรงทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคได้ดี

ดังนั้น เพื่อป้องกันและควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้ข้าวไม่ให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรทราบ พร้อมดำเนินการป้องกันและลดการระบาดตามมาตรการเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไหม้ข้าว ดังนี้

มาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันก่อนเกิดการระบาด สำหรับข้าวปลูกใหม่ ข้าวระยะกล้า และระยะแตกกอ 1) ให้ตรวจสอบข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลสภาพแวดล้อมจากหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เมื่อพบว่าสภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิระหว่าง 22 – 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่าร้อยละ 80 น้ำค้างแรงและมีหมอกจัด ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคไหม้ ให้สำรวจแปลงนาหากพบอาการของโรคให้แจ้งเตือนภัยในพื้นที่เพื่อเตรียมการจัดการอย่างเหมาะสม

2) สำรวจแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว และแปลงปลูกข้าวของตนเองอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ จำนวน 10 จุด จุดละ 10 ต้น/กอ เมื่อเริ่มพบลักษณะเป็นแผลคล้ายรูปตาขอบแผลสีน้ำตาลกลางแผลมีสีเทา อาจเห็นเป็นวงซ้อน ๆ กันที่กลางแผลเป็นอาการของโรคไหม้ หากพบอาการนี้โดยเฉลี่ยบนใบข้าว 1 – 2 แผลต่อจุด ให้รีบแจ้งเตือนภัยการระบาดในพื้นที่ และแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อดำเนินการควบคุมและรายงานพื้นที่การระบาดต่อกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างต่อเนื่องจนกว่าการระบาดจะสิ้นสุด

3) ใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำที่สอดคล้องกับระยะการเจริญเติบโตของพืช และมีความเหมาะสมกับสภาพของดินในแต่ละพื้นที่ ไม่ใส่ปุ๋ยที่ให้ไนโตรเจนสูงเกินไป 4) ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมกับการปล่อยน้ำในนาข้าว อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือผสมกับปุ๋ยอินทรีย์หว่านในนา อัตรา เชื้อสด : รำข้าวละเอียด : ปุ๋ยอินทรีย์ ในสัดส่วน  1 : 4 : 100 และ 5) พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 200 ลิตร ทุก 15 วัน จะสามารถป้องกันการระบาดของโรคไหม้ได้

มาตรการควบคุมการระบาด หรือการจัดการระหว่างการระบาด สำหรับข้าวทุกระยะที่พบการเกิดโรค (ยกเว้นระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว) 1) งดการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น 2) พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 100 ลิตร ทุก 7 วันจะสามารถลดการระบาดของโรคไหม้ได้ 3) ใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ บีเอส (BS; Bacillus subtilis) พ่นอัตราตามคำแนะนำในฉลาก

4) หากพบโรคไหม้มีอาการรุนแรง พบแผลไหม้ ร้อยละ 10 ของพื้นที่ใบ (สำหรับพันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทานหรือทนทาน) หรือร้อยละ 5 ของพื้นที่ใบในนาข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข15 และ กข6 ควรพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ไตรไซคลาโซล หรือคาซูกาไมซิน หรืออีดิเฟนฟอส หรือไอโซโพรไทโอเลน หรือคาร์เบนดาซิม ตามอัตราที่ระบุ และปรึกษาเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชในพื้นที่

5) หากต้องการปลูกข้าวทดแทนต้นกล้าที่เป็นโรคไหม้รุนแรงจนแห้งตาย ควรกำจัดต้นข้าวที่เป็นโรคออกจากแปลงนา เพื่อป้องกันการระบาดต่อเนื่องในข้าวที่ปลูกใหม่  6) หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อรีบป้องกันกำจัดก่อนจะระบาดไปสู่ข้าวระยะตั้งท้อง – ออกรวง

สำหรับข้าวระยะออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยว ให้พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาให้ทั่วแปลงนา อัตราเชื้อสด 1 กิโลกรัม : น้ำ 100 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อป้องกันการระบาดขยายพื้นที่ และเร่งดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเร็วที่สุด ไม่เก็บพันธุ์ข้าวมาใช้ในฤดูกาลถัดไป

มาตรการป้องกันการระบาดในฤดูถัดไป 1) ให้ใช้พันธุ์ข้าวค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ ดังนี้ ภาคกลาง ได้แก่ สุพรรณบุรี 1, สุพรรณบุรี 60, ชัยนาท 1, ปราจีนบุรี 1, พลายงาม และข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก 1 (ข้อควรระวังสำหรับข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1, สุพรรณบุรี 60 และชัยนาท 1 ที่ปลูกในภาคเหนือตอนล่าง พบว่า แสดงอาการรุนแรงในบางพื้นที่และบางปี โดยเฉพาะเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเกิดโรค)

ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก 1, สุรินทร์ 1, เหนียวอุบล 2, สันป่าตอง 1, หางยี 71, กู้เมืองหลวง, ขาวโป่งไคร้, น้ำรู และ กข 33 ภาคใต้ ได้แก่ ดอกพะยอม และ กข 55 2) จัดหาเมล็ดพันธุ์จากหน่วยงานราชการ แหล่งเมล็ดพันธุ์ที่ทางราชการรับรอง หรือบริษัทเอกชนที่เชื่อถือได้ อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อให้แปลงข้าวมีการถ่ายเทอากาศดี และเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุก ๆ 2 – 3 ฤดูปลูก

3) คลุกหรือแช่เมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ได้แก่ ไตรไซคลาโซล หรือคาซูกาไมซิน หรือคาร์เบนดาซิม หรือโพรคลอราช ตามอัตราที่ระบุ หรือคลุกเมล็ดด้วยสารละลายเชื้อราไตรโคเดอร์มาก่อนปลูก 4) ปรับปรุงบำรุงดินโดยไถกลบตอซังแทนการเผาฟางและทำนาไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี 5) งดการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย เพื่อไม่ให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น โดยให้ใส่ปุ๋ยตามอัตราแนะนำ หรือตามค่าวิเคราะห์ดิน และ 6) ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากแปลงนาที่มีประวัติการระบาดของโรคไหม้ข้าวมาก่อน

คุณสมบัติถูกต้อง…รับส.ป.ก.ไปอีก 30 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คุณสมบัติถูกต้อง…รับส.ป.ก.ไปอีก 30 ราย

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 18:55 น.
สปก,ธรรมนัส,ตาก,แหล่งน้ำ,จังหวัดตาก
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

ธรรมนัส เดินหน้าจัดที่ดินทำกินเร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบนและพื้นที่โดยรอบ หวังพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนแม่สอด อย่างยั่งยืน

30 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นในประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดตาก จำนวน 30 ราย

พร้อมมอบแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จำนวน 4 ราย และบัตรดินดี จำนวน 4 ราย ณ วัดไทยสามัคคี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดตาก (ส.ป.ก.ตาก) ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีพื้นที่ดำเนินการ จำนวน 410,527 ไร่ มีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกร 27,355 ราย 34,490 แปลง เนื้อที่ 366,785 ไร่ ในพื้นที่ 9 อำเภอ 41 ตำบล คงเหลือเนื้อที่ดำเนินการจำนวน 11,667 ไร่

สำหรับอำเภอแม่สอดมีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 2,891 ราย 3,579 แปลง เนื้อที่ 50,730 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ส.ป.ก.ตาก ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 66 ราย 77 แปลง เนื้อที่ 1,064 ไร่ และดำเนินการมอบให้แก่เกษตรกรไปแล้วบางส่วน ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในอำเภอแม่สอด จำนวน 30 ราย

รวมทั้ง กรมพัฒนาที่ดินยังได้จัดทำโครงการบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส
มหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงลักษณะดินของตนเองว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และทราบปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน

สำหรับสถานีพัฒนาที่ดินตาก ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลบัตรดินดีให้แก่เกษตรกร ในปีงบประมาณ 2562 เป้าหมายทั้งจังหวัด 2,250 ราย ประกอบด้วย อำเภอเมือง จำนวน 484 ราย อำเภอวังเจ้า จำนวน 102 ราย อำเภอบ้านตาก จำนวน 521 ราย อำเภอสามเงา จำนวน 488 ราย

อำเภอพบพระ จำนวน 130 ราย อำเภออุ้มผาง จำนวน 29 ราย อำเภอท่าสองยาง จำนวน 3 ราย อำเภอแม่ระมาด จำนวน 44 ราย และอำเภอแม่สอด จำนวน 449 ราย ในพื้นที่ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด มีจำนวน 105 ราย และจะมอบบัตรดินดีให้เกษตรกร จำนวน 4 ราย

นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการทำการเกษตร ในพื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานซึ่งมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยดำนเนินการขุดสระน้ำขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง

การขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินตาก มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 133 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการจำนวน 6 อำเภอ ดังนี้ อำเภอเมือง จำนวน 66 บ่อ อำเภอวังเจ้า จำนวน 20 บ่อ อำเภอบ้านตาก จำนวน 3 บ่อ

อำเภอสามเงา จำนวน 14 บ่อ อำเภอแม่ระมาด จำนวน 16 บ่อ และอำเภอแม่สอด จำนวน 14 บ่อ ในส่วนของตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จำนวน 8 บ่อ มีเกษตรกรรับมอบสระน้ำ จำนวน 4 ราย และในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เดินทางต่อไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนล่าง เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบน และพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ

“รัฐบาลมีความห่วงใยและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน รวมไปถึงเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และการเตรียมการรับมือภัยแล้ง ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ธรรมนัส กล่าว

ท่องไร่สุวรรณฯ เที่ยวงาน”เกษตรแฟร์ปากช่อง2562″

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ท่องไร่สุวรรณฯ เที่ยวงาน”เกษตรแฟร์ปากช่อง2562″

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 07:10 น.
ไร่สุวรรณ,ปากช่องแฟร์
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

ท่องไร่สุวรรณฯ เที่ยวงาน”เกษตรแฟร์ปากช่อง2562″

ไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ ไม่เพียงเป็นแหล่งฝึกงานของนิสิตม.เกษตรฯเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ทดลองวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ก่อนขยายผลสู่ชาวบ้านในจ.นครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง   โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นคือน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดหวาน เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ใครผ่านมาผ่านไปแถวนั้นเป็นอันต้องแวะชมและชิม

ในปีนี้ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติหรือไร่สุวรรณวาจกกสิกิจเตรียมจัดงานใหญ่“เกษตรแฟร์ปากช่อง แดนดินถิ่นข้าวโพด”ระหว่างวันที่ 6-9 ธันวาคม 2562 โดยปักหมุดที่ไร่สุรรณวาจากกสิกิจ บนเนื้อที่กว่า 2,500 ไร่ ริมถนนมิตรภาพ หลักกิโลเมตรที่ 155 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

“ท่องโลกเกษตร”อาทิตย์นี้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์”และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเยี่ยมชมศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติหรือไร่สุวรรณฯ พร้อมลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร และสร้างเครือข่าย เพื่อพัฒนากระบวนทัศน์สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ณ อาคารถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรม ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ-ไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การประชุมหารือร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อต้องการหาแนวทางและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตร และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ทั้งยังเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือที่จะนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทรัพยากรต่างๆ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา เพื่อที่จะส่งเสริมและพัฒนาทั้งในด้านหลักสูตร หรือการปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความร่วมมือทางด้านวิชาการอื่นๆ อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดี เพื่อที่จะร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัยต่อไป

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่าสิ่งที่ควรขับเคลื่อนเป็นอันดับแรกคือ การสร้างคน การสร้างนวัตกรรมและถ่ายทอดให้กับกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มเกษตรกร เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนากลุ่มเกษตรกร โดยร่วมกันสร้างหลักสูตรแบบ Non Degree ให้ชัดเจน เพื่อพัฒนาให้เกษตรกรมีศักยภาพทั้งทางด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด ทั้งนี้ เพื่อยกระดับเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ตามยุทธศาสตร์และนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรไทยของรัฐบาล

ขณะที่ ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาราช ย้ำว่าเพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวฯ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จะนำเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อออกคำสั่งและแต่งตั้งคณะทำงานการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองมหาวิทยาลัย ในการส่งเสริมพัฒนาหลักสูตร ตลอดจนนำมาพัฒนาหรือปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อของทั้งสองมหาวิทยาลัย และต่อเกษตรกร

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เข้าร่วมประชุมและนำทีมสถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น KURplus NEWS NJ ไปทำข่าวเพื่อดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ Digital และ Analogue อีกด้วย

นอกจากนี้ในระหว่างวันที่ 6-9 ธันวาคม 2562 นี้ ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติหรือไร่สุวรรณฯ ได้จัดงานใหญ่แห่งปีมีชื่อว่า“เกษตรแฟร์ปากช่อง แดนดินถิ่นข้าวโพดหวาน”โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ ผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืช เทคโนโลยีการผลิตและผลิตภัณฑ์ทางด้านข้าวโพดข้าวฟ่าง พืชไร่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและกระตุ้นเศรษฐกิจของจ.นครราชสีมา

รุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. สำนักงานนครราชสีมา กล่าวตอนหนึ่งในะรหว่างแลถงข่าวว่า ในอำเภอปากช่อง ที่ใครๆ หลายคนคิดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปี่ยมไปด้วยกิจกรรมผจญภัย ความสนุกสนาน แต่อีกมุมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่เกิดขึ้นบนผืนดินแห่งความเป็นCool เขาใหญ่ หลากความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนแห่งเมืองการเกษตร นำสู่สายตาของนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจทั่วไปกับงานแห่งความเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุก ๆ คน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การแข่งขันประดิษฐ์ภาพขากเมล็ดพืช การประกวดจัดสวนถาด การแข่งขันกินข้าวโพด การแสดงสุนัขทหาร ตลอดจนการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นในหลักสูตรที่หลากหลายที่เกี่ยวข้องกับข้าวโพด เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์จากเปลือกข้าวโพด คุ๊กกี้ข้าวโพด ไอสกรีมน้ำนมข้าวโพด การผลิตน้ำนมข้าวโพด วุ้นน้ำนมข้าวโพด เป็นต้น ส่วนไฮไลท์สำคัญคือการตะลุยเขาวงกตในไร่ข้าวโพด ซึ่งมีความลึกลับซับซ้อนที่อยากเชิญชวนให้ทุกคนได้ไปสัมผัส

มนัญญา ข้องใจสุริยะไม่ลงคะแนนมติบังคับใช้ได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มนัญญา ข้องใจสุริยะไม่ลงคะแนนมติบังคับใช้ได้หรือไม่

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 00:08 น.
มนัญญา,แบนสาร,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

มนัญญา ยันไม่เห็นเอกสารมติยืดเวลาแบนสารเคมี ข้องใจ สุริยะป็นปธ.วัตถุอันตราย แต่ไม่ลงคะแนนเสียง ถือว่าใช้ดุลพินิจตัวเองบังคับใช้ได้หรือไม่

30 พฤศจิกายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นเอกสารมติการยืดเวลาแบน 2 สารคือ พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปอีก 6 เดือน โดยให้มีผลวันที่ 1 มิ.ย. 63และยกเลิกแบน ไกลโฟเซต กลับมาใช้มาตรการจำกัดการใช้

ทั้งนี้รู้สึกข้องใจขั้นตอนการลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรววงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ซึ่งไม่มีการลงคะแนนเสียงหรือถามความเห็นกรรมการ แต่ใช้ดุลพินิจของตัวเอง ดังนั้นจะเป็นมติที่บังคับใช้ได้หรือไม่ ยืนยันว่า จะไม่วางมือจากเรื่องนี้ จะเดินหน้าต่อไป ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรยังไม่อนุญาตให้นำเข้าสารทั้ง 3 ชนิดเพิ่มและจะกำกับดูแลการจัดการพาราควอตและไกลโฟเซตที่เหลือในประเทศอย่างเข้มงวด

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า คำสั่งห้ามนำเข้า 3 สารทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. จนถึงปัจจุบันซึ่งมีคงเหลือกว่า 23,000 ตัน ไม่ควรให้ใช้ต่อไปแล้ว การที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายขยายระยะเวลาต่อไป ทำให้เกษตรกรยังใช้ได้ จะส่งผลให้อันตราย

ยังไม่รู้เหตุผลที่มติออกมาตามที่นายสุริยะแถลง โดยผู้แทนกรมปศุสัตว์และกรมประมงซึ่งเป็นกรรมการวัตถุอันตรายต่างยืนยันว่า ในที่ประชุมนั้น ประธานไม่ได้ให้มีการลงคะแนนเสียงใดๆ ดังนั้นคนที่ต้องตอบสังคมคือ นายสุริยะ ส่วนกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยปฏิบัติ แต่รอมติอย่างเป็นทางการอยู่ เมื่อมติใหม่ยังไม่ออกเป็นเอกสารราชการถือว่า มติวันที่ 22 ต.ค. ที่ให้ยกเลิกทั้ง 3 สารยังไม่ถูกหักล้างเพราะเป็นมติจากการลงคะแนะเสียงของกรรมการทั้งหมดเป็นรายบุคคล ดังนั้นคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ต้องไปตกลงกันก่อนว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แล้วส่งเอกสารราชการมายังหน่วยงานปฏิบัติ

กรมป่าไม้ ลั่น ที่ดินปารีณาไม่มีมวยล้มต้มคนดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมป่าไม้ ลั่น ที่ดินปารีณาไม่มีมวยล้มต้มคนดู

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,ปารีณา,สปก,รุกป่า
เปิดอ่าน 536 ครั้ง

ทีมตรวจสอบที่ดินปารีณา ลั่น ไม่มีมวยล้มต้มคนดู แจง เข้าพื้นที่ไม่มีหมายศาล เป็นคนละแปลงกับส.ส.คนดัง มั่นใจนิติวิทยาศาสตร์ลบล้างไม่ได้

30 พฤศจิกายน 2562 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า หนึ่งในคณะทำงานตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ป่าของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

ได้กล่าวถึงกรณีที่น.ส. ปารีณาแจ้งความเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้บุกรุกที่ซึ่งน.ส. ปารีณาครอบครองโดยไม่มีหมายค้นของศาลว่า ทราบเรื่องการแจ้งความแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้หวั่นเกรงใดๆ โดยภาพที่น.ส. ปารีณามาแสดงเป็นรถของของเจ้าหน้าที่ชุดพยัคฆ์ไพรและอีกคันหนึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่รังวัดของกรมป่าไม้ซึ่งไปเก็บข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์เพิ่ม

ทั้งนี้บริเวณที่เจ้าหน้าที่เข้าไปนั้น ไม่ได้เข้าไปในฟาร์มไก่ที่น.ส. ปารีณายึดถือครอบครองจึงไม่จำเป็นต้องใช้หมายศาล ยืนยันว่า ที่ผ่านมาการเข้าตรวจสอบได้มีคณะทำงานร่วมเข้าไปตรวจสอบโดยการใช้แผนที่แนวเขตของกรมป่าไม้ที่ถูกต้องและมีตัวแทนระดับชุมชนมาเป็นผู้ชี้แนวเขต เนื่องจากน.ส.ปารีณา ไม่ได้มาชี้แนวเขตด้วยตัวเอง

เมื่อเจ้าของที่อ้างว่าแผนที่ตรวจสอบทั้ง 2 ฉบับคือของกรมป่าไม้ และของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีมาตราส่วนต่างกันก็ให้ความเป็นธรรมโดยการตรวจสอบรังวัดใหม่และวิเคราะห์ร่วมกันจนได้แนวเขตที่ชัดเจน กระทั่งหลักฐานพร้อมที่จะแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นั้นลบล้างไม่ได้ ที่มีข้อกังขาว่า การเข้าตรวจสอบใหม่เป็นความพยายามช่วยเหลือน.ส. ปารีณานั้นเป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ กรณีนี้ไม่เป็น “มวยล้มต้มคนดู” แน่นอน

แหล่งข่าวจากส.ป.ก. ระบุว่า คำสั่งทางปกครองของส.ป.ก. ที่ให้น.ส. ปารีณานำเอกสารสิทธิ์ในที่ดินแปลง “เขาสนฟาร์ม 1” เนื้อที่ 691 ไร่นั้นจะครบกำหนดในวันที่ 4 พ.ย. นี้ซึ่งน.ส. ปารีณายังไม่ได้นำเอกสารใดๆ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ นอกจากที่นำหนังสือร้องเรียนให้รังวัดที่ดินใหม่มาส่งยังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาที่ดินของส.ป.ก.

ทั้งนี้เดิมนั้นทางส.ป.ก.นัดหมายกับกรมป่าไม้จะแถลงข่าวร่วมกันในวันที่ 6 ธ.ค. แต่เนื่องจากพยานหลักฐานการบุกรุกที่ของกรมป่าไม้แน่นหนาแล้ว กรมป่าไม้จึงแถลงข่าวในวันที่ 2 ธ.ค.นี้เพียงหน่วยงานเดียวแล้วดำเนินคดีเลย ส่วนทางส.ป.ก. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ต้องติดตามหลังวันที่ 4 ธ.ค. ไปแล้ว

ฉลุย 2 ปี ธนาคารประมงแหล่งสัตว์น้ำ อาหารชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401870?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ฉลุย 2 ปี ธนาคารประมงแหล่งสัตว์น้ำ อาหารชุมชน

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,ธนาคารประมง
เปิดอ่าน 120 ครั้ง

เกาะติด 2 ปี ธนาคารผลผลิตประมง สร้างแหล่งผลิตสัตว์น้ำ เสริมความมั่นคงแหล่งอาหารให้ชุมชน

30 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นโยบายธนาคารสินค้าเกษตร เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบริหารจัดการผลผลิตการเกษตร

ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนเกษตรกรในแต่ละพื้นที่มีความเข้มแข็งสามารถบริหารจัดการผลผลิตการเกษตร สนองต่อความมั่นคงด้านอาหารและสร้างรายได้ในครัวเรือน  ซึ่งโครงการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง เป็นหนึ่งในโครงการธนาคารสินค้าเกษตร ที่มีกรมประมง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

โดยอาศัยแหล่งน้ำชุมชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ จากความร่วมมือของชุมชนเกษตรกร มีระยะเวลาดําเนินโครงการตั้งแต่ ปีงบประมาณ 2560 – 2564 โดยกำหนดเป้าหมายจัดตั้งธนาคารฯ ปีละประมาณ 20 แห่ง และขยายจนครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับการดำเนินโครงการ จะมีการจัดหาแหล่งน้ำชุมชนแบบระบบปิดที่เหมาะสม จัดตั้งเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีคณะกรรมการประจำแหล่งน้ำ จัดระบบการจัดการบริหารผลผลิตแบบธนาคาร  และมีการพัฒนาความรู้ให้กับชุมชนและเกษตรกรให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถบริหารจัดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

รวมไปถึงการจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืด เช่น การปล่อยพันธุ์ปลา การเสริมสร้างอาหารธรรมชาติเพิ่ม การเพาะพันธุ์ปลา โดยมีการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์สัตว์น้ำจืด อาหารสัตว์น้ำ การบริหารจัดการแบบหุ้นส่วนในระบบธนาคาร มีการยืม คืน และปันผลประโยชน์ร่วมกัน

สศก. ได้ทำการประเมินผลโครงการ พบว่า มีการดำเนินงานธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง ระหว่างปี2560 – 2561 พื้นที่ 40 จังหวัด รวม 40 แห่ง ตามเป้าหมาย เกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 3,053 ราย คิดเป็น 2.5 เท่าของเป้าหมาย เกษตรกรสามารถจับสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายและบริโภค ได้หลากหลายชนิดมากขึ้น อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาสวาย และปลาจีน โดยสามารถจับสัตว์น้ำได้เฉลี่ย 290 กก./ครัวเรือน/ปี คิดเป็นมูลค่า 17,008 บาท/ครัวเรือน/ปี  เพิ่มขึ้น 54 กก. คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 2,898 บาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ ปริมาณสัตว์น้ำในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคได้มากและหลากหลายชนิดโดยพบว่า เกษตรกรมีปริมาณการบริโภคสัตว์น้ำเฉลี่ย 143 กก./ครัวเรือน/ปี  คิดเป็นมูลค่า 10,497 บาท/ครัวเรือน/ปี  เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14 กก. หรือ 689 บาท ช่วยเกษตรกรลดรายจ่ายจากการซื้อสัตว์น้ำมาบริโภคได้ โดยมีรายจ่ายเฉลี่ย 6,295 บาท/ครัวเรือน/ปี  ลดลง 463 บาท เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโครงการ

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการในช่วงระยะ 2 ปี ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่า สามารถช่วยครัวเรือนเกษตรกรลดรายจ่าย และเสริมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ จากการสอบถามความคิดเห็นเพิ่มเติมของเกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 93 ยังคงต้องการใช้บริการของธนาคารต่อไป

เนื่องจากเห็นประโยชน์อย่างชัดเจนว่า ช่วยลดรายจ่ายและเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน อีกทั้ง ได้รับการอบรมความรู้  ในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง โดยเกษตรกรสามารถนําความรู้ไปใช้บริหารจัดการผลผลิตสัตว์น้ำให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของชุมชนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการธนาคารฯ ควรกระตุ้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อช่วยกันดูแลรักษา ผลผลิตของชุมชน และป้องกันการลักลอบจับสัตว์น้ำ นอกจากนี้ กรมประมง ควรผลักดัน ให้ธนาคารฯ สามารถดําเนินการได้ด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารโปรตีนประเภทสัตว์น้ำให้แก่สมาชิก ซึ่งหลังจากนี้ โครงการฯ จะยังขยายการจัดตั้งธนาคารให้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ และจะผลักดันให้เกษตรกรใช้พื้นที่แหล่งน้ำและทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ธรรมนัส แจง นำเข้าข้าวโพดไม่กระทบผู้ผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส แจง นำเข้าข้าวโพดไม่กระทบผู้ผลิต

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ธรรมนัส,ข้าวโพด,ตาก
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ธรรมนัส ลุยตรวจราชการ เร่งขับเคลื่อนภาคเกษตรสนองนโยบายการตลาดนำการผลิต แจงนำเข้าข้าวโพดป้อนผู้บริโภคในประเทศ ย้ำไม่ให้กระทบผู้ผลิต เพราะภาษีค่อนข้างสูง

30 พฤศจิกายน 2562  ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) 4 กลุ่มภาคเหนือ  โดยได้มอบนโยบายและร่วมหารือในประเด็นการพัฒนาและการเชื่อมโยงภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาไปสู่เกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

รวมทั้งได้เดินทางไปยังสำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก เพื่อประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้ไปตรวจเยี่ยมด่านชายแดนสะพานไทยมิตรภาพเมียนมาร์ แห่งที่ 2 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รายงานผลการดำเนินงาน รวมทั้งเร่งติดตามเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาตรวจติดตามการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ และมอบนโยบายแก่ข้าราชการในจังหวัดตาก รวมทั้งได้มาติดตามประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก ได้ตั้งกระทู้ถามเรื่องการลักลอบนำเข้าข้าวโพดในช่วงเวลาที่มีการควบคุม ตามมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรักษาสมดุลของผลผลิตและภาวะราคา

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับเกษตรกรภายในประเทศ เนื่องมาจากในประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 8 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 4 ล้านตัน จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะนำเข้าสินค้าใดก็ตาม ต้องไม่กระทบกับเกษตรกรผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร เนื่องมาจากอัตราภาษีการนำเข้าที่ไทยตั้งไว้ค่อนข้างสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้รับทราบข้อมูลและปัญหาต่างๆ แล้ว จะนำเรียนนายกรัฐมนตรี และนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนต่อไป

คลิปที่ 3

ธรรมนัส เล็งนำผลสรุป DS-SLM จัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401853?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส เล็งนำผลสรุป DS-SLM จัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 20:08 น.
ธรรมนัส,สปก,ที่ดินทำกิน,กรมพัฒนาที่ดิน,จัดการที่ดิน
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

ธรรมนัส เล็งนำผลสรุปโครงการ DS-SLM บทเรียนสู่การปฏิบัติเพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

29 พฤศจิกายน 2562 “ธรรมนัส”เปิดสัมมนา การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “บทเรียนสู่การปฏิบัติเพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” (Key Message from DS-SLM Implementation for Sustainable Land Management)

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “บทเรียนสู่การปฏิบัติเพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” (Key Message from DS-SLM Implementation for Sustainable Land Management) ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการ Decision Support for Mainstreaming and Scaling up of Sustainable หรือ DS-SLM

โดยบอกว่า โครงการ DS-SLM เป็นการทำงานภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ถือเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างบุคลากรภาครัฐ ท้องถิ่น คณาจารย์มหาวิทยาลัยจากองค์กรอิสระเพื่อสังคม โดยเฉพาะชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรกรรม และเขตป่าไม้จนได้มาของความสำเร็จที่น่าชื่นชม

ทั้งนี้ การประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดินและมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จะเป็นข้อมูลสนับสนุนการทำงานด้านการสงวน อนุรักษ์ และปกปักรักษา ในมิติของการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน เกษตรกรมีความมั่นคง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยท้องถิ่นและชุมชนเป็นฝ่ายกำหนดมาตรการ และแนวปฏิบัติเฉพาะที่สำหรับชุมชนนั้น ๆ

ส่วนการรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการที่ดินจากเกษตรกรและกรมพัฒนาที่ดิน จำนวนมากถึง 40 เทคโนโลยี ซึ่งมีการจัดการข้อมูลจนสามารถถ่ายทอดสู่เกษตรกร สามารถปฏิบัติได้จริงทั้งในประเทศและต่อยอดระดับนานาประเทศผ่านฐานข้อมูลเว็บไซต์ของ WOCAT (โว-แคท) และ UNCCD Knowledge Hub ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีสำหรับการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม โดยนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ร่วมกับชุมชน

“ที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้เกษตรกรตามนโยบาย คทช. และ ส.ป.ก. นั้น ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ถูกใช้งานมานาน ทำให้ไม่ได้รับการดูแล ส่งผลให้สภาพดินไม่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ประกอบกับขาดระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น อาทิ แหล่งน้ำ ไฟฟ้า และถนน เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดินจึงได้เข้ามาพัฒนาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และเหมาะสมแก่การทำการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรที่ได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นั้น ๆ สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน มิใช่การจัดสรรที่ดินทำกินเพียงอย่างเดียว” รมช.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับการขับเคลื่อนและขยายผลกิจกรรมด้านการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (sustainable land management: SLM) ต้องคำนึงถึงความท้าทายเพื่อแก้ไขปัญหาใน ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านหน่วยงานและนโยบาย ด้านเศรษฐกิจและการเงิน และด้านความรู้และเทคโนโลยี

ดังนั้น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ได้จัดทำโครงการความร่วมมือโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (Decision Support for Mainstreaming and Scaling up of Sustainable Land Management, DS-SLM) ร่วมกับประเทศต่างๆ 15 ประเทศ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้หลักการดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในด้านวิชาการและการปฏิบัติ

โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงจากระดับพื้นที่สู่ระดับภูมิภาค และระดับโลกช่วยสนับสนุนให้เกิดการขยายผลและขับเคลื่อนการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนในเชิงนโยบาย รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โครงการ DS-SLM ดำเนินการในลักษณะร่วมกันดำเนินการระดับโลก โดยมี FAO เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับประเทศอีกจำนวน 15 ประเทศ ได้แก่ อาเจนติน่า บังคลาเทศ บอสเนีย จีน โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เลโทโซ โมร็อกโค ไนจีเรีย ปานามา ฟิลิปปินส์ ตูนีเซีย ตุรกี อุซเบกิสถาน และไทย ซึ่งประเทศไทย โดยกรมพัฒนาที่ดินในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับ FAO มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการตามกรอบการดำเนินงานโครงการซึ่งเกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ระบบการใช้ที่ดิน การประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดิน การประเมินมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

รวมทั้งกิจกรรมการสร้างความตระหนัก ฐานข้อมูลองค์ความรู้ และการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนและขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน โดยการจัดสัมมนาวิชาการในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ DS-SLM ต่อผู้กำหนดนโยบาย และผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะประเด็นความเสื่อมโทรมของที่ดิน และมาตรการในการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนและขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนอีกด้วย

จัดใหญ่”Thailand Rubber Expo”!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401654?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 จัดใหญ่”Thailand Rubber Expo”!

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 06:08 น.
ยางพารา,Thailand Rubber Expo
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

 จัดใหญ่”Thailand Rubber Expo” โชว์นวัตกรรมสุดล้ำจากยางพารา       

หลังประสบความสำเร็จในการนำคณะผู้บริหารและผู้ประกอบการยางพาราไทยไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ“เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 – 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ผ่านมา วันนี้(29 พ.ย.)กระทรวงเกษตรฯ  โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดงานใหญ่ “Thailand Rubber Expo ”พร้อมเปิดเวทีทางการค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์จากยาง พร้อมเชิญต่างชาติจากทั่วโลกเข้าร่วมเจรจาการธุรกิจกว่า 200 ราย รวมทั้งบูรณาการการเชื่อมโยงการส่งเสริมการใช้ยางในหนว่ยงานภาครัฐ ควบคู่การประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากยางพาราของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ชาวสวนยางไทย และผู้ประกอบการเพื่อแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของไทยในฐานะผู้ผลิตยางพาราคุณภาพของโลก

    เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ 

“การที่การยางแห่งประเทศไทย จะก้าวสู่การเป็น “องค์กรชั้นนำระดับสากลในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ” ต้องบูรณาการจากหลายภาคส่วนร่วมกันเป็นพันธมิตรในการพัฒนายางพาราทั้งระบบ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้นและคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการยาง”

เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงภารกิจการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ว่า เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร บริหารจัดการเกี่ยวกับการเงินของกองทุนพัฒนายางพารา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยการส่งเสริมสนับสนุน และจัดให้มีการศึกษา วิเคราะห์วิจัย พัฒนาเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับยางพารา ส่งเสริม สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ด้านวิชาการการเงิน การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด การประกอบธุรกิจ และการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงดำเนินการให้ระดับราคายางพารามีเสถียรภาพ

ในขณะเดียวกันเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ยางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับว่าเป็นบทบาทของประชาชนคนไทยทุกๆคน ที่ต้องร่วมกันสนับสนุนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากยางพาราของไทย ซึ่งงาน “Thailand Rubber Expo ” จะเป็นเวทีในการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการด้านยางพาราทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากยางพาราของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาว สวนยางไทยและผู้ประกอบการ รวมทั้งแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของไทยในฐานะผู้ผลิตยางคุณภาพและธุรกิจการส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก โดยใช้รูปแบบการบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับวงการยางพาราของไทยเพื่อให้สาธารณชนได้มีโอกาสได้รับความรู้ และเข้าใจประโยชน์ของยางพาราอย่างมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอด พัฒนานวัตกรรมการแปรรูปยางพาราต่อไป

นราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวถึงการจัดงาน “Thailand Rubber Expo” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีกำหนดการจัดงาน “Thailand Rubber Expo” ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2562 ณ อิมแพค แอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยภายในงานจะเป็นเวทีในการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการด้านยางพาราทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การยางแห่งประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “องค์กรชั้นนำระดับสากลในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ” ตามวิสัยทัศน์ที่ได้ตั้งไว้

“รัฐบาลมีนโยบายในการรักษาเสถียรภาพและผลักดันราคายางให้สูงขึ้น อีกทั้งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา ที่กำลังประสบปัญหาราคายางตกต่ำ ให้มีช่องทางในการขยายตลาดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออก ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าทำงานเชิงรุกตามนโยบายอย่างเข้มข้น”

นราพัฒน์กล่าวต่อว่าการจัดงานครั้้งนี้เป็นการรรวบรวมในเรื่องของนวัตกรรมต่าง ๆ และการจับคู่ทางธุรกิจของพี่น้องเกษตรกรที่จะมาชมงานกับผู้ค้าขายยาง โดยมีบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนมีทูตเกษตร ทูตพาณิชย์จากประเทศต่าง ๆ ที่เป็นคู่ค่้ายางพารากับประเทศไทยมาให้ความรู้เความเข้าใจผ่านเวทีเสวนาอีกด้วย

“ตอนนี้เราพยายามที่จะกระตุ้นโดยให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทุกกระทรวงในการทำเอ็มโอยูที่จะใช้น้ำยางเพิ่มมากขึ้นมีการเปิดตลาดใหม่ ๆ ไปขายยางในต่างประเทศเพื่อที่าะจระบายยางให้มากที่สุด คิดว่าราคายางน่าจะขยับกระเตื้องขึ้นตามขั้นบรรได ตอนนี้แนวโน้มกลางปีหน้าราคาน่าจะขยับตัวได้ดีขึ้น”

ขณะที่ สุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวเสริมว่า สำหรับไฮไลท์ของงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมยางพาราที่สามารถนำไปสู่อุตสาหกรรมอย่างหลากหลาย โดยการนำนวัตกรรมเหล่านี้ไปเพิ่มมูลค่า นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์กลางน้ำอาทิเช่น น้ำยางข้น ยางแท่งเพียงอย่างเดียว  แต่ปัจจุบันมีการวิจัยและนวัตกรรมมากมายที่สถาบันการศึกษาได้วิจัยและนำเสนอออกมาสามารถเพิ่มมูลค่ายางพาราเป็นทวีคุณ อย่างเช่นนวัตกรรมคอสเมติกจากยางพาราที่หลายสถาบันทำสามารถเพิ่มราคายางพาราเป็นสามสี่เท่า

“จากการที่ท่านเฉลิมชัย(ศรีอ่อน)นำคณะไปเยือนจีนถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้พบกับผู้บริหาร 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนที่ใช้นำยางข้นมากที่สุดในประเทศจีนและมีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกัน เป็นความสำเร็จที่ไม่เคยมีมากก่อน เพราะประเทศจีนไม่เคยทำเอ็มโอยูกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นี่เป็นครั้งแรก เพราะเขาเชื่อมั่นในคุณภาพยางพาราของไทย”สุนันท์กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามสำหรับกิจกรรมภายในงาน “Thailand Rubber Expo”จะแบ่งออกเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนจับคู่ธุจกิจ/นัดหมายเจรจาการค้า โซนออกร้านจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราและสินค้าอื่นๆ กว่า 250 ร้านค้า โซนนิทรรศการนวัตกรรมและงานวิจัยยางพารา โซนเสวนาและจัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ โซนให้บริการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และพิธีเปิดงานในเวลา 10.00 น.วันนี้(29 พ.ย.62 )ได้รับเกียรติจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นประธานในพิธีและกล่าวปาฐกถาพิเศษด้วย

เตือน เกษตรกรเชียงใหม่งดนาปรังเด็ดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือน เกษตรกรเชียงใหม่งดนาปรังเด็ดขาด

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เชียงใหม่,ชลประทาน,ประหยัดน้ำ,งดนาปรัง,หน้าแล้ง
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

ชลประทานขอความร่วมมือชาวนา ลดปลูกข้าวนาปรังแล้งนี้ หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่ในเกณฑ์น้อย เตือนทุกส่วนร่วมประหยัดลดเสี่ยงขาดแคลนในอนาคต

29 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆรวมกันประมาณ 296  ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯ

ทั้งนี้แบ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 117 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 12 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง จากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลประมาณ 105 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นการส่งน้ำให้กับพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำปิง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัด ประมาณ 70  ล้านลูกบาศก์เมตร

อีกส่วนจะส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานของโครงการแม่แฝก-แม่งัด รวมประมาณ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ในส่วนของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีปริมาณน้ำเก็บกักที่71 ล้านลบ.ม. มีแผนที่จะจัดสรรน้ำในฤดูแล้งนี้ประมาณ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะเน้นส่งน้ำเฉพาะการอุปโภค-บริโภค และไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นหลัก จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการเพาะปลูกข้าวนาปรัง และพืชฤดูแล้งปี 2562/63 นี้

นายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของมาตรการควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ในปี 2563 ว่า โครงการชลประทานเชียงใหม่ จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลิ่งแม่น้ำปิง และควบคุมการปิดกั้นทางน้ำที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง และแหล่งน้ำต่าง ๆ อีกทั้งการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้เตรียมการป้องกันหากเกิดกรณีระดับน้ำต่ำกว่าระดับที่จะสูบได้ โดยจะให้สำนักงานชลประทานที่ 1 เป็นผู้ควบคุมการเปิด-ปิดประตูปากคลองส่งน้ำในลำน้ำปิงทั้งหมด

นายจรินทร์ฯ กล่าวอีกว่า “นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เน้นย้ำให้ประชาชนช่วยกันบริหารจัดการน้ำ และเลือกพืชที่เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามข้อแนะนำหรือคำแจ้งเตือนของโครงการชลประทานฯในพื้นที่อย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ ยังได้มอบหมายให้เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ลงไปตรวจสอบพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องของสถานการณ์น้ำให้กับเกษตรกรทราบอย่างทั่วถึง และวางแนวทางในการใช้น้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป