ฝ่าวิกฤติน้ำน้อย! ผ่าแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง”63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ฝ่าวิกฤติน้ำน้อย! ผ่าแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง”63

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 05:06 น.
กรมชลประทาน,น้ำน้อย,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

ฝ่าวิกฤติน้ำน้อย! ผ่าแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง”63

ในการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำครั้งล่าสุด ได้ผลสรุปว่า ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงประมาณร้อยละ 40 ส่วนภาคใต้ใกล้เคียงค่าปกติ โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนลุ่มเจ้าพระยา คือ  ภูมิพล สิริกิติ์  แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกันแค่ 11,796 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯรวมกัน  โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 5,100 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น

 ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

        ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวตอนหนึ่งระหว่างแถลงข่าวการวางแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง 2562/63  ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563 โดยระบุว่ากรมชลประทานจะจัดสรรน้ำจากเขื่อนต่างๆในเขตชลประทานทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 17,699 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 5,401 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลังรวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 4,000 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งจะควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง และแม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

“การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ กรมชลประทานได้วางแนวทางและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ระบบชลประทานในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ โดยจะกระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้อย่างทันท่วงที ซึ่งขณะนี้การจัดสรรน้ำยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้สั่งการไปยังได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ร่วมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำโดยทั่วกัน

     ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเสริมว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงต้องบริหารจัดการน้ำตามความเหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลัก โดยการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศจำนวน 17,699 ล้านลบ.ม.นั้น จะจัดสรรสำหรับการอุปโภคบริโภค 13% ประมาณ 2,300 ล้านลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ 40% ประมาณ 6,999 ล้านลบ.ม. เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 44 % ประมาณ 7,881 ล้านลบ.ม. และเพื่อการอุตสาหกรรมเพียง 3% หรือประมาณ 519 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ได้สำรองน้ำไว้ใช้ต้นฤดูฝนปี 2563 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 อีกจำนวน 11,340 ล้านลบ.ม. โดยในจำนวนนี้จะใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆจำนวน 43% หรือประมาณ 4,909 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 57% ประมาณ 6,431 ล้าน ลบ.ม. จะใช้ในกรณีเกิดฝนทิ้งช่วง

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า สำหรับผลงานการจัดสรรน้ำล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 1,994 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 11 หากพิจารณาเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูแล้ง รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้ ได้จัดสรรน้ำตามความต้องการไปแล้ว 601.10 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ซึ่งถือว่ายังเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ส่วนการเกษตรในฤดูแล้งตามแผนกำหนดพื้นที่ไว้ทั้งประเทศรวม 6.85 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ หรือร้อยละ 34 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ หรือร้อยละ 7 ของแผนฯ ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆประมาณ 4.01 ล้านไร่หรือร้อยละ 59 ของแผนฯ อย่างไรก็ตามในการปลูกพืชฤดูแล้งในส่วนของลุ่มเจ้าพระยานั้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง กรมชลประทานจึงได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้เพาะปลูกเพียงพืชอื่นๆ รวมจำนวน 993,215 ไร่

ยกเว้นลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนมาจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากรวมกันมากกว่า 23,000 ล้านลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้มากกว่า 10,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งได้มีแผนเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งรวม 2.07 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 0.84 ล้านไร่ หรือร้อยละ 41 ของแผนฯ พืชไร่-พืชผัก 0.17 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 8 ของแผนฯ) และพืชอื่นๆ 1.06 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ นอกจากยังจะผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มเจ้าพระยาอีกประมาณ 500 ล้านลบ.ม.

สำหรับลุ่มน้ำอื่นๆนั้น คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้น้ำเพื่อกิจกรรมใดบ้าง จำนวนเท่าไร ควรจะปลูกพืชฤดูแล้งหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อย จะต้องเฝ้าระวังและควบคุมการบริการจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด 6 แห่งประกอบด้วยเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่  เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น  เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา  และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ โดยพื้นที่ชลประทานของเขื่อนทั้ง 6 แห่งดังกล่าว ให้งดการทำนาปรังทั้งหมด

“ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้อย การจัดสรรน้ำสนันสนุนการเกษตรและการประมงต้องทำอย่างจำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัด พร้อมทั้งสร้างกระบวนการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงของปริมาณน้ำที่มีอยู่ด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

  กรมชลเตรียมผันน้ำอ่างฯแม่งัดเติมแม่ปิง

     ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานแถลงว่า ในปีนี้ปริมาณฝนตกเฉลี่ยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีอยู่ที่ 862 มิลลิเมตร น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 23 % กรมชลประทานจึงได้่เตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าด้วยการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ ณ ปัจจุบันสามารถลดการใช้น้ำจาก 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลได้ 17.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือใช้น้ำลดลง 34 % และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ได้อีก 22.7 ล้านลบ.ม. หรือใช้น้ำลดลง 27% ทั้งนี้คาดว่า ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 160 ล้านลบ.ม. หรือ 60% ของความจุเขื่อน และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 70 ล้านลบ.ม. หรือ 27% ของความจุเขื่อน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยและจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตามเพืิ่อให้การปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอใช้ในทุกกิจกรรม กรมชลประทานได้วางแผนการจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน ซึ่งจำเป็นจะต้องลดพื้นที่ปลูกพืชในฤดูแล้งลง โดยในเขตพื้นที่ชลประทานของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลดลงจาก 67,700 ไร่ เหลือ 40,286 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเหลือประมาณ 20,000 ไร่ ซึ่งจะจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งทั้งหมด 35 ล้าน ลบ.ม. และสำรองสำหรับต้นฤดูฝนปี 2563 อีกจำนวน 35 ล้านลบ.ม. รวมทั้งยังจะจัดสรรน้ำให้พื้นที่พิเศษอีก 70 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งปริมาณน้ำค่อยข้างน้อยนั้น จะลดพื้นที่ปลูกพืชลงจาก 77,322 ไร่ ในปีที่แล้วเหลือเพียง 25,055 ไร่ โดยงดปลูกข้าวนาปรัง จะส่งน้ำให้เฉพาะไม้ผลจำนวน 14 ล้านลบ.ม. น้ำสำหรับผลิตน้ำประปา จ.เชียงใหม่ 9 ล้านลบ.ม. และสำรองสำหรับต้นฤดูฝนปี 2563 จำนวน 25 ล้านลบ.ม.

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พิเศษบริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำปิงในเขตจ.เชียงใหม่และลำพูน มีพื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่ ที่ต้องใช้น้ำจากแม่่น้ำปิงเป็นหลักนั้น จำเป็นจะต้องบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนเพราะสถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิงปีนี้น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยมาก ปริมาณน้ำท่าสะสมตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 11 พฤศจิกายน 2562 ณ สะพานนวรัฐ มีเพียง 435 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 68% หรือกว่า 920 ล้านลบ.ม.

ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงฤดูแล้งจะมีความต้องการประมาณ 167 ล้านลบ.ม. โดยใช้เพื่อการเกษตรกรประมาณ 145 ล้านลบ.ม. ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกไม้ผลเศรษฐกิจ เช่น ลำไย มะม่วง เป็นต้น ใช้เพื่อผลิตน้ำประปา 21 ล้านลบ.ม. และใช้เพื่อการท่องเที่ยว (เทศกาลสงกรานต์) 1 ล้านลบ.ม.

ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่พิเศษ กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำรับมือโดยจะจัดสรรน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลมาช่วยระบายลงแม่น้ำปิงเพื่อช่วยพื้นที่ดังกล่าวประมาณสัปดาห์ละ 1-8 ล้านลบ.ม. จะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2563 จำนวนรวม 70 ล้านลบ.ม. และใช้น้ำจากลำน้ำสาขา เช่น น้ำแม่กาง น้ำแม่ลี้ น้ำแม่ขาน ที่ไหลเข้ามาเติมแม่น้ำปิงอีก 97 ล้านลบ.ม. พร้อมกับลดพื้นที่ปลูกนาปรังเช่นกัน จาก 29,000 ไร่เหลือ 14,000 ไร่ ทั้งนี้หากสามารถบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้จะช่วยพื้นที่พิเศษพ้นวิกฤตขาดแคลนน้ำได้อย่างแน่นอน

อีโต ข้าวพันธุ์พื้นถิ่น…ฉายแววรุ่ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402072?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อีโต ข้าวพันธุ์พื้นถิ่น…ฉายแววรุ่ง

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อีโต,เชียงใหม่,ข้าวพันธุ์พืชเมือง,กรมการข้าว
เปิดอ่าน 278 ครั้ง

กรมการข้าว เร่งวิจัยพันธุ์ข้าว อีโต เพิ่มทางเลือกเกษตรกรพื้นที่สูง ช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมดันเป็นข้าวประจำถิ่นเกรดเอ เพิ่มมูลค่าผลผลิต   

2 ธันวาคม 2562 นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงโครงการรวบรวมคัดเลือกพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่ (อีโต)ว่า โครงการรวบรวมคัดเลือกพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการสนับสนุนมาตรการนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงของชาติด้วยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน บูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนและทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ รอบด้าน เห็นผลเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน ยึดประโยชน์ชุมชนเป็นที่ตั้ง

อีกทั้งส่งเสริมให้คนในชุมชนได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านข้าว การคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนิยมปลูก(อีโต)ให้บริสุทธิ์ สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง และมีการปฏิบัติดูแลรักษาแปลงข้าวอย่างถูกวิธี เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตอย่างถูกวิธี อีกทั้งเพิ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้เกษตรกร เป็นแหล่งเมล็ดพันธุ์และกระจายพันธุ์ข้าวดีสู่เกษตรกรในพื้นที่

โดยขณะนี้กรมการข้าวได้ทำแปลงสาธิตปลูกข้าวพันธุ์”อีโต”ซึ่งเป็นพื้นเมืองในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกษตรกรกว่า 400 ราย ได้ปลูกมานานกว่า 20 ปีแล้วในพื้นที่  3,000 ไร่ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดข้าวพันธุ์นี้มาจากที่ใดแน่ สำหรับข้าว”อีโต”นี้ เป็นพันธุ์ที่ได้มีผลผลิตจำนวนมากประมาณ 670 กิโลกรัม ต่อไร่ มีลักษณะเป็นข้าวหอม อะมิโลสต่ำ ข้าวนุ่ม อายุสั้นใช้ระยะเวลาในการปลูก 130 วัน  ขายได้ราคาดีโดยเป็นข้าวเปลือกกิโลกรัมละ 12 บาท

ข้าวอีโตเป็นข้าวที่ทนแมลง ปลูกได้ตลอดเวลา เป็นข้าวพื้นเมืองที่ปลูกมานานกว่า 20 ปี แล้ว และได้ผลผลิตต่อไร่ในปริมาณที่มาก หากมีการวิจัยและคัดพันธุ์บริสุทธิ์ ส่งเสริมการปลูกให้กับเกษตรอย่างถูกต้อง เหมาะสมมากขึ้น เชื่อว่าผลผลิตที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นจาก 670 กิโลกรัม เป็น 800-1,000 กิโลกรัมอย่างแน่นอน

ที่สำคัญคือต้นทุนจะลดต่ำลง ถือได้ว่าการปลูกข้าวชนิดนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรในการปลูกข้าวเจ้าพื้นเมืองพันธุ์ดี ผลผลิตสูง คุณภาพดีมากขึ้น รวมทั้งไม่ต้องซื้อข้าวรับประทานเนื่องจากเกษตรกรปลูกเอง  สำหรับเกษตรกรภาคเหนือ โดยเฉพาะบนดอยมักจะประสบปัญหาข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกมีน้อยนั่นเอง

รองอธิบดีกรมการข้าว  กล่าวว่า ด้วยคุณสมบัติพันธุ์ข้าวอีโตที่เป็นข้าวคุณภาพดี นักวิจัยของกรมการข้าวจึงได้ศึกษาและคัดพันธุ์บริสุทธิ์ของข้าวพันธุ์นี้เพื่อส่งเสริมให้เป็นข้าวประจำถิ่นที่มีคุณภาพ และมีช่องทางการตลาดในอนาคต รวมทั้งอาจเป็นข้าวที่เป็นตลาดเฉพาะในพื้นที่ เหมือนข้าวสังข์หยด หรือข้าวชนิดอื่น ๆ ที่มีประจำท้องถิ่นเท่านั้น

สำหรับการคัดพันธุ์บริสุทธิ์ใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งจะเริ่มขั้นตอนคือการนำมาปลูกในแปลงสาธิตเพื่อดูการเจริญเติบโต แปลงสาธิตที่กรมกำลังดำเนินการทดลองปลูกอยู่นี้เป็นของนายธนชัย ศรีวิขัย เกษตรกร ม.13 บ้านเมืองงามใต้ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่การตกกล้าเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ปักดำ 9 สิงหาคม 2562

เตือนเรือประมงพื้นบ้านจดทะเบียนภายใน 27 ธ.ค.นี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนเรือประมงพื้นบ้านจดทะเบียนภายใน 27 ธ.ค.นี้

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 17:04 น.
จดทะเบียนเรือประมง
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

เตือนเรือประมงพื้นบ้านจดทะเบียนภายใน 27 ธ.ค.นี้ พร้อมตรวจวัดขนาด จัดทำอัตลักษณ์

1 ธันวาคม 2562 กรมประมง ได้ออกประกาศขอให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือต่ำกว่าสิบตันกรอส ทั้งที่มีทะเบียนเรือไทย และไม่มีทะเบียนเรือ ไปแจ้งต่อหน่วยงานกรมเจ่าท่า

ทั้งนี้ ณ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขา พื้นที่จังหวัดชายทะเลที่เรือจอดอยู่เพื่อทำการตรวจวัดขนาด และจัดทำอัตลักษณ์เรือ ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 62

ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรือและยังไม่ได้จดทะเบียนเรือไทยให้ยื่นขอหนังสือรับรอง จากกรมประมง เพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพื้นบ้านกับกรมเจ้าท่า ภายหลังการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์เรือ

โดยให้ยื่นขอหนังสือรับรองกับกรมประมงได้ที่ สำนักงานประมงพื้นที่ประมงกรุงเทพมหานคร กรมประมง ในต่างจังหวัดให้ยื่นที่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือสำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเล ตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 27 ธันวาคม 2562 โดยนำบัตร ประชาชน พร้อม รูปถ่ายเรือ เต็มลำ ด้านซ้าย และด้านขวา อย่างละ 1 ภาพ

กรมประมงได้ขอเน้นย้ำว่าเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ ให้เจ้าเรือประมงพื้นบ้านทุกลำต้องไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรือต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมง ภายใน 27 ธันวาคม 2562 นี้เท่านั้น

เปิดปฏิบัติการทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402077?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดปฏิบัติการทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 15:51 น.
ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าว,ประภัตร โพธสุธน,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

ประภัตร สั่งศูนย์วิจัยข้าว เร่งโชว์ศักยภาพพัฒนาคุณภาพทวงคืนแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก

1 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

โดยบอกว่า จากกรณีที่ไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิโลก ให้กับประเทศเวียดนาม ในการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้จึงได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนของศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อร่วมกันวิเคราะห์หาสาเหตุ รวมถึงมีจุดแข็งและจุดเด่นอะไร เบื้องต้นทราบว่า ข้าวหอมมะลิที่ส่งประกวดในครั้งนี้ผู้ที่ส่งข้าวไปทดสอบนั้นไม่ตรงตามสเปคที่ตกลงกันกับกรมการข้าว จึงถือว่าการประกวดครั้งนี้กองประกวดข้าวโลกยังไม่ได้รับข้าวที่ได้มาตรฐานของกรมการข้าวที่ตรงตามสเปค เชื่อว่าคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้ลดลง แต่การเสียแชมป์ในครั้งนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของคนไทย เพราะครองแชมป์มาต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี

“จริงๆ เราไม่ได้แพ้ แต่ผู้ที่ส่งข้าวไปนั้นไม่ตรงกับสเปคที่ได้เตรียมไว้ ดังนั้นปีหน้าจึงต้องเอาแชมป์กลับคืนมา โดยได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่ภาคอีสานไปศึกษาอย่างละเอียดว่าการประกวดมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เช่น ความนุ่ม ความเหนียว รสชาติ กลิ่นหอม ตลอดจนวิจัยทุกด้าน ที่สำคัญต้องปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้มีความยาวเพิ่มขึ้น ต้องไปวิจัยใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้ข้าวหอมมะลิไทยจะคงคุณภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด” นายประภัตร กล่าว

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นได้ขอให้ศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่งตั้งแปลงทดลองปลูกข้าวหอมมะลินอกฤดู และจัดการการปลูก และธาตุอาหารตามเทคโนโยีที่ได้จากแผนงานวิจัยการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย เพื่อทดสอบคุณภาพ ก่อนวันที่ 20 ธค.62  โดยให้รายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมติดตั้งกล้อง cctv เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงตลอดการผลิต เพื่อให้ได้ข้าวเหนียวที่ดีที่สุด กลิ่นหอมเก็บได้นาน อีกทั้งให้เป็นแปลงเรียนรู้ให้กับชาวนาและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปปฏิบัติได้ สิ่งสำคัญต้องทำให้เพิ่มผลผลิตด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยมีผลผลิต 362 กก./ไร่ จะทำอย่างไรให้ได้ 600 กก.ต่อไร่ ศูนย์วิจัยข้าวต้องไปศึกษาต่อไป

สำหรับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวในช่วงที่เกิดอุทกภัย จะต้องมีการปรับปรุงพันธุ์ตลอด เนื่องจากสภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปีนี้ที่เกิดฝนแล้ง น้ำท่วม ดังนั้นศูนย์คัดเมล็ดพันธุ์ต้องเลือกคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเท่านั้น มีการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตลอดจนขอความร่วมมือร้านค้าต่างๆ ให้ช่วยกันคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ เพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีนำไปเพาะปลูก ไม่ให้ชาวนาต้องเสียหาย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น มีพื้นที่ 261 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา มีวิสัยทัศน์เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาข้าวเหนียวคุณภาพดี เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างยั่นยืน มีเป้าการผลิต ปี 2561 พันธุ์คัด กข6 จำนวน 2.4  ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 2.4 ตัน พันธุ์หลัก กข6 จำนวน 20 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 ตัน และเป้าการผลิต ปี 2562 พันธุ์คัด กข6 จำนวน 2 ตัน ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 3 ตัน พันธุ์หลัก กข6 จำนวน 20 ตัน

ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 30 ตัน นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น มีภารกิจปรับปรุงพันธุ์ข้าว พัฒนาเมล็ดพันธุ์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.มหาสารคาม และ จ.กาฬสินธุ์ โดย จ.ขอนแก่น มีพื้นที่นา 2,398,200 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,662,000 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 736,200 ไร่) จ.มหาสารคาม มีพื้นที่นา 2,169,899 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,202,708 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 967,191 ไร่)

จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่นา 1,464,187 ไร่ (ปลูกข้าวเหนียว 1,083,266 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 380,921 ไร่) รวมพื้นที่ทั้งหมด 6,032,286 ไร่ ศูนย์แห่งนี้มีจุดเด่น คือ การปรับปรุงพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำฝนและนาชลประทาน ที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว 5 พันธุ์ คือ กข8 สกลนคร กข12 กข16 และ กข20 ตลอดจน มีการให้บริการเกษตรกรในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น ศูนย์บริการวิชาการด้านข้าว ศูนย์บริการชาวนา คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ฯลฯ เป็นต้น

ไทยไฟท์ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสถาบัน “สำรับไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402054?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไทยไฟท์ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสถาบัน “สำรับไทย”

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 14:27 น.
สถาบันสำรับไทย
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

ไทยไฟท์ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสถาบัน “สำรับไทย” มุ่งสร้างสำรับไทย สู่สำรับโลก ผลักดัน ส่งเสริม เติมศักยภาพ อาหารพื้นถิ่นทั่วไทย  ก้าวไกลสู่สากล      

“สถาบันสำรับไทย” หรือ Sam Rap Thai Institute เป็นสถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารไทยระดับนานาชาติ ก่อตั้งขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท ไทยไฟท์ จำกัด กับ “ศูนย์สำรับไทย” สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยมีแนวความคิดการจัดตั้งเพื่อเผยแพร่อาหารไทยถิ่นของไทย และอาหารไทยแบบ “สำรับ” ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก


“อาหารไทย” ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของประเทศไทย เนื่องด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและจัดจ้านทำให้อาหารไทยเป็นอาหารที่รู้จักและมีชื่อเสียงในระดับโลก แต่การศึกษาและต่อยอดอาหารไทยในท้องถิ่น หรือที่อาจเรียกว่าเป็น “ภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่น” นั้นยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร  หน้าที่หลักของสถาบันสำรับไทย จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลวัตถุดิบท้องถิ่น ค้นคว้ากระบวนการสร้างสรรค์อาหาร ตลอดจนการประชาสัมพันธ์อาหารถิ่นให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารไทยไปทั่วโลกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งรายการโทรทัศน์ การจัดประกวดทำอาหาร รวมทั้งการจัดมหกรรมส่งเสริมอาหารไทยถิ่นที่จะจัดขึ้นทั้งในและต่างประเทศตลอดทั้งปี
การต่อยอดก้าวไกลของอาหารไทยเพื่อมุ่งไปสู่ระดับโลก เมื่อ“สถาบันสำรับไทย” เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทไทยไฟท์ จำกัด( THAI FIGHT ) บริษัทที่มีการจัดทัวร์นาเมนท์มวยไทยระดับโลกมากมาย สร้างชื่อเสียงจุดประกาย สร้างกระแสความนิยมให้มวยไทยแผ่ขยายไปทั่วโลก กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการที่รวบรวมข้อมูลและจัดการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ทำให้ “สถาบันสำรับไทย” มีศักยภาพที่จะเป็นเป็นหน่วยงานกลางในการรวบรวมข้อมูลร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมในการเสนอให้ “สำรับไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) ขององค์การสหประชาชาติ


และเพื่อเผยแพร่กระบวนวิธีการทำอาหารไทยและรักษาไว้ซึ่งแนวทางการทำอาหารไทยถิ่นแบบดั้งเดิม สถาบันสำรับไทยยังมีเจตนารมณ์ที่จัดทำหลักสูตรสอนทำอาหารไทยเพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ของความเป็นไทยผ่านรสชาติ “ต้นตำรับ” ของไทยอย่างแท้จริง   ยิ่งไปกว่านั้น “สถาบันสำรับไทย” ยังได้จัดตั้งการมอบรางวัล “สยามจรัส” เพื่อเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดมาตรฐานอาหารถิ่นไทยไปทั่วโลก รางวัล “สยามจรัส” จะเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่จะการันตีคุณภาพของอาหารถิ่นและร้านอาหารท้องถิ่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค รางวัล “สยามจรัส” จะเป็นรางวัลระดับโลกที่สร้างแรงจูงใจให้ร้านอาหารตั้งใจรักษาขนบอาหารถิ่นของไทยไว้อย่างยั่งยืน และเป็นการประชาสัมพันธ์อาหารถิ่นไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย

สถาบันสำรับไทย ยังได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยจากการจัดงานแถลงข่าวการจัดตั้งสถาบัน “สำรับไทย” เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562  ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมพูลแมน กรุงเทพฯ แกรนด์ สุขุมวิท ได้รับเกียรติจาก คุณอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  ,คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการจัดการ แข่งขัน THAI FIGHT, “คุณกฤษน์ ศรีชวาลา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิโก้ กรุ๊ป , ศ.สุกัญญา สุจฉายา” ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา ,คุณเดย์ ไทเทเนี่ยม และ “ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์” อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ขึ้นกล่าวถึง “อาหารไทย วัฒนธรรมไทย และความร่วมมือระหว่าง THAI FIGHT กับ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย” นับเป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ที่ร่วมใจ ผลักดัน ส่งเสริม เติมศักยภาพ อาหารพื้นถิ่นทั่วไทย   ส่ง“สำรับไทย” สู่สำรับโลกอย่างแท้จริง

จุรินทร์ เปิดประเดิมจ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จุรินทร์ เปิดประเดิมจ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 11:08 น.
จุรินทร์,เปิดประเดิม,จ่ายส่วนต่าง,เกษตรกร,มันสำปะหลัง
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

“จุรินทร์” เปิดประเดิม “จ่ายส่วนต่างเกษตรกรมันสำปะหลัง” ชาวบ้าน โลละ 2.50 รายละไม่เกิน 30 ไร่

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เดินทางมาเป็นประธานการ Kick Off โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/2563 ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลชุดนี้ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก็ได้เร่งดำเนินนโยบายประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ตัว ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ซึ่งได้เริ่มการโอนเงินส่วนต่างแล้ว สำหรับข้าวโพดนั้นก็ได้ไปเป็นประธานในการหารือสามฝ่ายเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และเคาะราคาประกันแล้ว ณ ราคา 8.50 บาท ที่ความชื้น 14.5% และจะนำเข้า ครม. เพื่อขอความเห็นชอบและเริ่มโอนเงินได้ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2562/2563 ที่มีการโอนเงินส่วนต่างครั้งแรกในวันนี้ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังตามนโยบายรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ในกรณีราคามันสำปะหลังตกต่ำ และเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร หากไม่มีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพียงช่องทางเดียว แต่หากมีโครงการประกันรายได้ เกษตรกรจะมีรายได้อีกช่องทางหนึ่ง จากเงินส่วนต่างระหว่างราคาที่ประกัน กับราคาตลาดอ้างอิง

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังนี้จะประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ณ หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% กก.ละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน โดยคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง กก.ละ 2.27 บาท โดยมีส่วนต่างราคาที่จะต้องชดเชยให้เกษตรกร กก.ละ 0.23 บาท ซึ่งเกษตรกรจะสามารถได้รับเงินส่วนต่างชดเชยมากที่สุด 23,000 บาท ต่อครัวเรือน ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่คาดว่าจะได้รับสิทธิ์ในครั้งนี้ประมาณ 40,000 กว่าครัวเรือน

เกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับเงินส่วนต่างต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังและแจ้งปริมาณผลผลิตและระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมา และต้องปลูกมันสำปะหลังจริง โดยคาดว่ามีทั้งหมด 470,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็สามารถได้รับเงินส่วนต่างได้ หากขึ้นทะเบียนและปลูกจริง ดังนั้น ขอให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลการเพาะปลูกจริง ก็จะสามารถได้รับเงินส่วนต่างได้แน่นอน

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังแล้ว รัฐบาลยังดำเนินมาตรการคู่ขนานอื่นๆเพื่อรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังแบบยั่งยืน โดยรัฐบาลจะพยายามเพิ่มการใช้มันสำปะหลังในประเทศ เช่นการส่งเสริมให้นำมันไปทำพลาสติกชีวภาพ เหมือนในอินเดีย ที่มีนโยบายส่งเสริมพลาสติกชีวภาพ และห้ามใช้ถุงพลาสติก และหลอดดูดพลาสติก ซึ่งอินเดียผลิตไม่ทันกับความต้องการใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสของไทย จึงขอให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ และรัฐบาลเองก็มีนโยบายในการส่งเสริมพลาสติกชีวภาพในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้ในประเทศได้อย่างแน่นอน

สำหรับในช่วงที่ราคามันสำปะหลังตกต่ำ รัฐบาลมีมาตรการเสริมในการชะลอการขาย โดย ครม. ได้เห็นชอบให้ ธกส. ปล่อยสินเชื่อเกษตรกรกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละไม่เกิน 230,000 บาท วงเงิน 1,500 ล้านบาท โดยรัฐจะช่วยจ่ายภาระดอกเบี้ย 3% เพื่อให้เกษตรกรเก็บผลผลิตหัวมันไว้ และปล่อยขายเมื่อราคามันเพิ่มสูงขึ้น และรัฐบาลยังมีมาตรการให้การซื้อขายมันที่ลานมันมีความยุติธรรม เนื่องจากการนำมันไปขายมักจะมักเศษดินติดไปด้วย จึงมักจะมีข้อพิพาทระหว่างลานมันกับเกษตรกรถึงน้ำหนักของดิน ต่อไปนี้จะให้มีการติดตั้งเครื่องร่อนมัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและชดเชยภาระดอกเบี้ย รวมทั้งการให้ใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดเชื้อแป้งที่ผ่านมาตรฐานของกรมการค้าภายใน

นายจุรินทร์ กล่าว อีกว่า นอกจากการเริ่มโอนเงินส่วนต่างมันสำปะหลังเป็นครั้งแรกแล้ว วันนี้ยังมีกิจกรรมการลงนาม MOU ระหว่างสมาคมภาคเอกชน 4 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันลำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมมือกันไม่ให้เกิดการตัดราคาสำหรับการส่งออกมันไปยังต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ราคามันตกต่ำ และส่งผลมายังเกษตรกร และจะร่วมกันทำราคาส่งออกแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายหัวมันได้ที่ราคาที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้ จะมีการประชุมทั้ง 4 สมาคม และกรมการค้าต่างประเทศทุกเดือนเพื่อผลักดันและติดตามโครงการนี้

สำหรับข้าว กระทรวงพาณิชย์จะนำมาตรการเสริมเพื่อไม่ให้ข้าวราคาตกต่ำ ได้แก่มาตรการลดต้นทุนการผลิต ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ และมาตรการชะลอการขายข้าว เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม นบข. และรัฐบาลจะจ่ายเงินส่วนต่างการประกันรายได้ชาวนาเร็วขึ้น จากวันที่ 15 ธ.ค. เป็นวันที่ 7 ธ.ค. นี้

“ผมขอแสดงความยินดีกับเกษตรกรทุกคนที่จะได้รับเงินส่วนต่างการประกันรายได้ และขอชื่นชมกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ตั้งใจทำงานมาโดยตลอดเพื่อพี่น้องเกษตรกร และขอให้เกษตรกรทุกท่านได้สบายใจได้ว่านโยบายประกันรายได้นี้จะยังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงอายุรัฐบาลนี้” นายจุรินทร์ กล่าว

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402010?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 10:03 น.
บัลลังก์โมเดล
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

“บัลลังก์โมเดล”ต้นแบบชุมชนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

ซีพี โชว์  โครงการ เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน “บัลลังก์โมเดล” ต้นแบบ การยกระดับศักยภาพกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา นำความรู้และเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน ผลผลิตเพิ่มและคุณภาพตรงตามความต้องการตลาด ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง แก้ปัญหาความยากจนและการบุกรุกพื้นที่ป่า

   ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากการที่เทศบาลตำบลบัลลังก์ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ  และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  ดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ในรูปแบบ บัลลังก์โมเดล อย่างต่อเนื่องถึงปีนี้ เป็นปีที่ 4 มีเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการ 814 ครอบครัว  ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวม 18,000 ไร่  เทียบกับปีแรก 2559 ที่มีเกษตรกรเข้าร่วม 184 คน พื้นที่ปลูก 4,700 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมีความเชื่อมั่น โครงการ “บัลลังก์โมเดล”  และมีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาขอศึกษารูปแบบเพื่อนำไปขยายผลต่อเนื่อง

“ผลลัพธ์ที่ได้รับจาก “บัลลังก์โมเดล” มากกว่าช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรมีความรู้และมีเทคโนโลยีช่วยยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้นช่วยให้ขายได้ราคา  ขณะเดียวกันสามารถรับมือกับความเสี่ยง ทั้งภัยแล้งและโรคระบาดได้ สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น และลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมลงได้จากการเลิกเผาตอซัง”นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์กล่าว

ด้านนายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ตลอดระยะ 4 ปีของการดำเนินโครงการ “บัลลังก์โมเดล” บริษัทฯ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร พร้อมกับสนับสนุน เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยยกระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ บริษัทฯ ได้นำแอพพลิเคชั่น มาช่วยในการบริหารจัดการการเก็บเกี่ยวและขนส่งร่วมกันแก่เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบัลลังก์และใกล้เคียง เน้นการใช้รถเกี่ยวและรถขนส่งในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ระหว่างคนในชุมชน พร้อมส่งเสริมการใช้โดยบวกเงินรับซื้อผลผลิตเพิ่มอีก 10 สตางค์ต่อกิโลกรัมจากการใช้แอพพลิเคชั่นและนำผลผลิตมาขายให้โรงอาหารสัตว์ซีพีเอฟโดยตรง

“การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบย้อนกลับพื้นที่ปลูกของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้แม่นยำขึ้น ช่วยสนับสนุน เป้าหมายสูงสุดของโครงการ ที่ต้องการพัฒนามาตรฐานการปลูกข้าวโพดของเกษตรกรไทย สร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนและวัฏจักรหนี้สิน รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่ผิดกฎหมายหรือรุกป่า ตามแนวทางการจัดหาที่ยั่งยืนของซีพีเอฟ” นายวรพจน์กล่าว

    “บัลลังก์โมเดล” นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ  เกษตรกร และเอกชน ช่วยยกระดับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรรายย่อยแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงมีตลาดรองรับ มีการบริหารจัดการแบบแปลงใหญ่ โดยเป็นโครงการที่ต่อยอดจาก โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2557 เพื่อฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพด รู้จักการวิเคราะห์ดินด้วยตนเอง นำไปสู่การใช้ปุ๋ยและจัดการพื้นที่ปลูกที่ถูกต้อง ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และ ไม่เผาตอซัง จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ เข้ารับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีแล้ว  9,449 คน รวมพื้นที่เพาะปลูก 239,921 ไร่ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ

“ดิฟเฟนบาเกีย” เพิ่มทางเลือกให้วงการไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401998?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ดิฟเฟนบาเกีย” เพิ่มทางเลือกให้วงการไม้ประดับ

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 09:23 น.
ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

คอลัมน์ –  ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com 

คราวทีี่แล้วพูดถึงการปลูกเลี้ยง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)”ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในหมู่นักปลูกเลี้ยงว่า เป็นพืชที่ปลูกเลี่้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี  ที่สำคัญคือไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวนหรือเข้าทำลาย  จึงทำให้ไม้ชนิดนี้มักไม่ค่อยมีร่องรอยการทำลายจากสัตว์และแมลงศัตรูพืชอื่นใดเลย

อาทิตย์นี้มาว่ากันต่อถึงประโยชน์ของพืชชนิดนี้ที่ไม่ใช่แค่ไม้ประดับเพียงอย่างเดียวแต่ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย และหลายครั้งที่มีการกล่าวถึง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)” ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงไม้ประดับที่มีเรื่องราวอันแสนยาวนาน ที่แม้จะมองทุกๆครั้งก็คงจดจำและเทียบเคียงไปถึงต้น“สาวน้อยประแป้ง”จนกระทั่งบางครั้งก็มักเหมารวมให้ไม้ที่อยู่ในสกุลนี้และมีรูปร่างคล้ายกัน ถูกยกให้เป็นไม้ที่มีชื่อจำง่ายๆนี้ไปโดยปริยาย

แต่ในระบบการผลิตและในระบบการจำหน่ายต้นสู่ตลาดก็คงยังมีชนิดพันธุ์อยู่อีกหลากหลายและแตกต่างกันไป จนบางครั้งอาจไม่มีความคล้ายกับชนิดพันธุ์ที่มีการรู้จักกันดีอยู่แล้วชนิดดังกล่าวนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ขนาด ลักษณะทางกายภาพอื่นๆรวมถึงลวดลายและสีสันที่แปลกตาออกไปจากชนิดพันธุ์ที่พบเห็นแต่เดิมไปมากเลยทีเดียว

ไม้ในสกุลนี้ทุก ๆ ชนิดแม้จะมีมิติทางความต่างที่บางครั้งจะดูคล้ายกับไม้ในสกุล”เขียวหมื่นปี(Aglonema)”ไปบ้าง แต่ด้วยเอกลักษณ์ที่มีอยู่แบบเฉพาะตัวก็ทำให้การจำแนกไม้ทุกชนิดพันธุ์ในกลุ่มนี้ไม่มีข้อต้องกังขาถึงลักษณะที่ดูคล้ายอย่างใกล้เคียงกัน ด้วยความรู้และความเข้าใจที่ต่อเชื่อมเป็นประสบการณ์ จนเป็นข้อสังเกตในการจดจำถึงความต่าง

ทั้งสรีระโดยรวม ลักษณะลำต้น ก้านใบและดอก ไปจนถึงลวดลายที่ปรากฏที่เห็นได้อย่างชัดเจน อันจะให้เข้าใจลงไปถึงรายละเอียด รวมถึงส่วนปลีกย่อยลึกลงไปอย่างน้ำยางของดิฟเฟนบาเกียที่มีกลิ่นเฉพาะตัวที่เกิดจากภายหลังการตัดชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆก็สามารถรับรู้ได้ทุกครั้งไป

แต่สำหรับเกษตรกรผู้ผลิตที่มีทักษะความรู้และมีความชำนาญโดยตรง เพียงแค่การพบเห็นครั้งแรกก็สามารถจำแนกได้ทันที ทั้งที่ชนิดพันธุ์ที่พบเห็นอาจแตกต่างไปจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมและพบเห็นได้บ่อยครั้งก็ตาม

ความต่างของไม้ชนิดนี้เมื่อเทียบกับไม้ชนิดอื่นที่มีอยู่ได้กลายเป็นอีกโอกาสที่พร้อมจะเป็นการเพิ่มช่องทางการผลิตเพื่อจำหน่าย ที่มีความแตกต่างบนความคล้ายกับพืชสกุลอื่น อันมีความหลากหลายที่ต่างออกไปให้ได้เข้าถึงอีกโอกาสที่พร้อมกัน ในการที่จะเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมในรายละเอียดที่มีข้อปลีกย่อยลงไปให้เกิดการลงตัวและพอดีต่อการใช้งานในรูปลักษณ์แบบนี้

นอกจากนั้นยังมีรูปแบบการใช้ที่หลากหลายออกไป ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนจากการใช้ในภาพเดิมๆโดยเป็นอีกโอกาสทางเลือกให้กับวงการจัดตกแต่งเลยทีเดียว !

คิกออฟ เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401976?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คิกออฟ เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 63

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:11 น.
ประภัตร,ข้าวหอม,ศูนย์วิจัยข้าว,ข้าวหอมมะลิ
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

กระทรวงเกษตรฯ Kickoff เปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 63 ประภัตร ยันมีพันธุ์ข้าวเพียงพอแจกชาวนา

1 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดจุดรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวประจำปี 2563 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร อ.พังโคน จ.สกลนคร

โดยกล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว คุณภาพดีของประเทศไทย ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งฤดูนาปีและนาปรังกว่า 70 ล้านไร่ โดยมีปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 1 ล้านตันเศษต่อปี สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2562/63 เพื่อใช้เพาะปลูก ปี 2563/64  กรมการข้าวจะมีปริมาณเมล็ดพันธุ์รวมทั้งสิ้น 110,000 ตัน

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. เมล็ดพันธุ์คงคลังในสต๊อก จำนวน 13,000 ตัน 2. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ในฤดูฝน ปี 2562 (นาปี) จำนวน 58,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2562 – มี.ค. 2563) 3. เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้จากฤดูแล้ง 2563 (นาปรัง) จำนวน 26,000 ตัน (จะได้ตั้งแต่เดือนมี.ค. – พ.ค. 2563)

4. ปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับซื้อจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชนและเกษตรกรนาแปลงใหญ่ แล้วนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ภายในศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวฯ จำนวน 13,000 ตัน

เป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในปีต่อไป รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการซื้อของชาวนา กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีทั่วประเทศ 29 แห่ง ได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้ 260,000 ตัน ภายในปี 2565

โดยแบ่งเป้าหมายการผลิตออกเป็น 3 ปี คือ ปี 2563  เป้าหมาย 150,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 50,000 ตัน ข้าวขาว 70,000 ตัน ข้าวเหนียว 15,000 ตัน และข้าวหอมปทุม 15,000 ส่วนในปี 2564  เป้าหมาย 200,000 ตัน และปี 2565  เป้าหมาย  260,000  ตัน ซึ่งจะทำให้ชาวนา1,062,500 ครัวเรือน ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีราคาถูก สามารถนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ 17 ล้านไร่

ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพข้าวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากไร่ละ 476 กก. เป็นไร่ละ 523 กก. คิดเป็นผลผลิตข้าวส่วนที่เพิ่มขึ้นปริมาณ 799,000 ตันมูลค่า 7,990 ล้านบาท เชื่อมั่นว่าในอีก 3 เดือน จะผลิตได้ครบเพื่อแจกให้กับเกษตกรรได้ทันในช่วงฤดูนาปี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

นายประภัตร กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) แสดงความเป็นห่วงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในภาคอิสานที่ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกจ่ายให้เกษตรกรเพาะปลูกให้เพียงพอกับความต้องการ

การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการเรียกประชุมศูนย์ข้าวทั่วประเทศ เพื่อวางแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการผลิต และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการวางเป้าหมายการผลิตในปีต่อไป มั่นใจว่าจะผลิตได้เพียงพอเพื่อนำมาแจกให้เกษตกรชาวนาที่ประสบภัยเสียหายกว่า 6 ล้านกว่าไร่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสรับซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ดี ซึ่งส่งผลกระทบให้เมื่อปลูกไป 2 เดือนเมล็ดข้าวจะแดง ดีด เด้ง เกิดจากข้าวคุณภาพต่ำ

รมช. เกษตรฯ กล่าวถึงกรณีผลการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยข้าวพันธุ์ST24 ของเวียดนามชนะการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก ส่วนข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นอันดับ 2 โดยไทยเสียแชมป์ต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ว่า ได้สั่งการให้กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาข้าว ทุกแห่งเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเพื่อให้มีคุณภาพ ครองใจผู้บริโภค และตรงตามข้อกำหนดในการประกวด

อาทิ ความสวยงาม เมล็ดมีความยาว นุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นต้น ในการนี้จึงได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อตั้งเป็นเงินรางวัลให้กำลังใจในการทำงานกับศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 28 แห่ง ให้ไปช่วยกันหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ข้าวไทยกลับมาครองแชมป์ข้าวโลกได้ในปีหน้า ที่สำคัญคือต้องเป็นสายพันธุ์ที่ใช้น้ำน้อยและให้ผลผลิตสูง

รมช.เกษตรฯ ได้พบปะเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมทั้งเยี่ยมชมกระบวนการผลิตกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ และกระบวนการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านช้างมิ่ง ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครอย่างต่อเนื่อง

สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทุกฤดู ส่งผลให้สมาชิกมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับของชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 51 คนประสบผลสำเร็จในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวระหว่าง ฤดูฝน ปี 2560 ถึง ฤดูฝน ปี 2562 สามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคืนให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร รวม 606.375 ตัน คิดเป็นร้อยละ 168.63 ของเป้าหมายซื้อคืน

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวฮางงอก ต.ฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรคนรุ่นใหม่ผู้ปลูกข้าวอินทรีย์โดยการแปรรูปข้าว เป็นข้าวฮางงอก มีการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกเพื่อจำหน่ายไปยังประเทศสิงค์โปรและจีน ถึง 70% เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกิดรายได้แก่สมาชิกและเครือข่าย ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลผลิตการเกษตรที่ครบวงจร โดยมีผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวฮางงอกมะลิ 105 ข้าวฮางงอกมันปูข้าวฮางงอกหอมนิล ข้าวฮางงอกไรซ์เบอรี่ ข้าวกล้องทุกชนิด และข้าวขัดขาว มะลิ 105 , กข6 เป็นต้น

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวนั้นประกอบไปด้วยขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ในแปลงนาของเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  การจัดซื้อคืนจากแปลงขยายพันธุ์  การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์  การเก็บรักษา  และการจัดจำหน่าย

โดยมีกระบวนการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้องค์ประกอบในด้านกายภาพ ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์  และข้าวแดง รวมทั้งองค์ประกอบความมีชีวิตด้านความงอกของเมล็ดพันธุ์หลังกระบวนการปรับปรุงสถาพและก่อนจำหน่าย  เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยมาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว  พ.ศ. 2557 กำหนด

ทั้งนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร เป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ ศูนย์ฯ มีเป้าหมายในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 3,200 ตัน ได้แก่ พันธุ์ กข6 ชั้นพันธุ์ขยายจำนวน 1,000 ตัน  พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 1,600 ตัน และ กข15 จำนวน 600 ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการรวบรวมผลผลิตเพื่อนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์

คาดว่าจะได้เมล็ดพันธุ์ดีตามเป้าหมาย ศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ฯ มีโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์จำนวน 2 โรงงานสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้วันละ 70 ตัน ภายใน 1 ปีสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้7,000 ตัน นอกจากนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนครยังได้ดำเนินการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มนาแปลงใหญ่และกลุ่มข้าวอินทรีย์ จากพื้นที่จังหวัดสกลนครและนครพนม สำหรับนำไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ประสบภัย ตามโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 จำนวน 1,200 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว

คุณสมบัติถูกต้อง ไร้ข้อกังขา…แจกอีกส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/401968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คุณสมบัติถูกต้อง ไร้ข้อกังขา…แจกอีกส.ป.ก.

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,ตาก,แหล่งน้ำ,จังหวัดตาก
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

ธรรมนัส เดินหน้าจัดที่ดินทำกิน แจกส.ป.ก.อีก 30 รายคุณสมบัติถูกต้อง เร่งรัดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบนและพื้นที่โดยรอบ พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

30 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นในประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรในในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดตาก จำนวน 30 ราย

พร้อมมอบแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน จำนวน 4 ราย และบัตรดินดี จำนวน 4 ราย ณ วัดไทยสามัคคี อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดตาก (ส.ป.ก.ตาก) ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน มีพื้นที่ดำเนินการ จำนวน 410,527 ไร่ มีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกร 27,355 ราย 34,490 แปลง เนื้อที่ 366,785 ไร่ ในพื้นที่ 9 อำเภอ 41 ตำบล คงเหลือเนื้อที่ดำเนินการจำนวน 11,667 ไร่

สำหรับอำเภอแม่สอดมีผลการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 2,891 ราย 3,579 แปลง เนื้อที่ 50,730 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ส.ป.ก.ตาก ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 66 ราย 77 แปลง เนื้อที่ 1,064 ไร่ และดำเนินการมอบให้แก่เกษตรกรไปแล้วบางส่วน ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในอำเภอแม่สอด จำนวน 30 ราย

รวมทั้ง กรมพัฒนาที่ดินยังได้จัดทำโครงการบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส
มหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงลักษณะดินของตนเองว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และทราบปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับคำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน

สำหรับสถานีพัฒนาที่ดินตาก ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลบัตรดินดีให้แก่เกษตรกร ในปีงบประมาณ 2562 เป้าหมายทั้งจังหวัด 2,250 ราย ประกอบด้วย อำเภอเมือง จำนวน 484 ราย อำเภอวังเจ้า จำนวน 102 ราย อำเภอบ้านตาก จำนวน 521 ราย อำเภอสามเงา จำนวน 488 ราย

อำเภอพบพระ จำนวน 130 ราย อำเภออุ้มผาง จำนวน 29 ราย อำเภอท่าสองยาง จำนวน 3 ราย อำเภอแม่ระมาด จำนวน 44 ราย และอำเภอแม่สอด จำนวน 449 ราย ในพื้นที่ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด มีจำนวน 105 ราย และจะมอบบัตรดินดีให้เกษตรกร จำนวน 4 ราย

นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการทำการเกษตร ในพื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานซึ่งมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยดำนเนินการขุดสระน้ำขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง

การขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินตาก มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 133 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการจำนวน 6 อำเภอ ดังนี้ อำเภอเมือง จำนวน 66 บ่อ อำเภอวังเจ้า จำนวน 20 บ่อ อำเภอบ้านตาก จำนวน 3 บ่อ

อำเภอสามเงา จำนวน 14 บ่อ อำเภอแม่ระมาด จำนวน 16 บ่อ และอำเภอแม่สอด จำนวน 14 บ่อ ในส่วนของตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จำนวน 8 บ่อ มีเกษตรกรรับมอบสระน้ำ จำนวน 4 ราย และในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เดินทางต่อไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ละเมาตอนล่าง เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ละเมาตอนบน และพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ

“รัฐบาลมีความห่วงใยและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน รวมไปถึงเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และการเตรียมการรับมือภัยแล้ง ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ธรรมนัส กล่าว