เลื่อนแบนสารพิษรัฐวิสัยทัศน์สั้นหรือถูกบีบผลประโยชน์บางกลุ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402214?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลื่อนแบนสารพิษรัฐวิสัยทัศน์สั้นหรือถูกบีบผลประโยชน์บางกลุ่ม

2 ธันวาคม 2562 – 13:51 น.
แบนสารพิเษ,วิสัยทัศน์,ผลประโยชน์,สถาบันทิศทางไทย
เปิดอ่าน 659 ครั้ง

เลื่อนแบนสารพิษ รัฐ วิสัยทัศน์สั้น หรือถูกบีบ ด้วยผลประโยชน์คนบางกลุ่ม

ยังเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ผลจากมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีมติให้เลื่อการควบคุมสารพิษออกไป ก็มีนักวิชาการหลายภาคส่วนให้ความเห็นเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ซึ่งล่าสุด เว็บไซต์ สถาบันทิศทางไทย ได้เผยแพร่ บทความของ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล  เรื่อง “ผ่อนผันสารพิษภาครัฐ วิสัยทัศน์สั้น หรือถูกบีบคั้นด้วยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม” 

อ่าน…  เบื้องลึก! 4 พลัง ล้มแบน ‘ไกลโฟเซต’ ใน 36 วัน

ผมค้านตั้งแต่ เม.ย. 60 แล้ว เรื่องมันมีว่า:
-5 เม.ย.2560 มติ 5 กระทรวง #แบนสารพิษ แต่ให้นำเข้าได้ถึงปลายปี 2560 และอนุญาตให้จำหน่ายต่อไปอีก 2 ปี ให้สิ้นสุด 1 ธ.ค. 2562
-เม.ย.- ธ.ค.2560 เกิดการนำเข้าสารพิษอย่างรุนแรงก่อนสิ้นวาระนำเข้า
-ม.ค.2560-27 พ.ย.2562 การดิ้นรนอย่างมหาศาลจากกลุ่มผลประโยชน์นำเข้าสารเคมีที่เชื่อมโยงถึงบริษัทแม่ในสหรัฐฯที่มี รัฐบาลอันธพาลระดับโลก หนุนหลัง บีบคั้นมาตั้งแต่ระดับรัฐบาลโลก ดำเนินการลงถึงระดับ เกษตรกรรากหญ้า ผู้เห็นแต่ประโยชน์ระยะสั้น เพื่อพลิกมติการแบน 3 สารพิษให้ได้
-สุดท้ายธุรกิจขาย หัวกะโหลกกระดูกไขว้ ก็ชนะอีกตามเคย

จนถึงวันนี้การแบนสารพิษเที่ยวนี้ ภาพรวมของภาครัฐขอเรียกว่า ไม้หลักปักขี้เลนลองมาดูเหตุผลกำปั้นทุบดินที่สิ้นคิด:
1)ต้องยืดเวลาออกไป เพราะยังมีสต็อกเหลือ ต้องรอขายออกไปก่อน
-ก็เวลา 9 เดือนตั้งแต่เม.ย. 2560 พวกคุณเร่งนำเข้าสารพิษอีกเบิกบานเท่าไหร่แล้วเล่า ขายของเหลือพวกคุณไม่รับผิดชอบเอง แต่บอกว่ารอ ขายหัวกะโหลกให้เข้าปากคนไทย ทั้งประเทศก่อน

2)ไม่ใช้ 3 ตัวนี้ ก็ต้องไปใช้สารพิษตัวใหม่ ตายครือกัน
-ถ้าเป็นคำพูดของเกษตรกรรากหญ้า ก็พอเข้าใจได้ เพราะเขาถูกฝังหัวเรื่องการเกษตรเคมีมาตั้งแต่เกิดจนตาย และพวกเขาคือ #ด่านแรกที่ตาย แต่ไม่เคยสำนึก หัวคิดของพวกเขามองประโยชน์เฉพาะหน้า
-ถ้าเป็นคำพูดของนักวิชาการโดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตรก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะ บิดาแห่งการเกษตรเคมีของพวกเขานั่งอยู่ที่อเมริกาโน่น แล้วแพร่พิษร้ายทางวิชาการเกษตรให้มนุษยชาติต้องพึ่งพิงเคมีจากบิดาของพวกเขาตลอดไป กรมฯนี้จึงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์มาตลอด 40-50 ปีเป็นเซลแมนให้กับบริษัทยาเคมีเกษตรตลอดมา ผลงานดีเด่นของกรมฯนี้คือจัดอบรมเกษตรกรรุ่นแล้วรุ่นเล่า พร่ำสอนแต่ว่าให้ใช้สารเคมีอย่างไร

3)สารเคมีเกษตรใช้ไปเถอะไม่เป็นไร เหมือนส้วมที่บ้านเรา เราใช้น้ำยาขัดส้วมแล้วก็ล้างทิ้งไป เคมีเกษตรก็เหมือนกัน ฉีดพ่นไปเดี๋ยวธรรมชาติก็ชะล้างไป กินเข้าไปบ้างก็ไม่เป็นไร
-อ้อ ช่างเปรียบเทียบจริงๆ เปรียบปากท้องคนไทยเหมือนส้วม น้ำยาหัวกะโหลกขัดส้วมได้ฉันใด ท้องคนไทยก็เหมือนส้วม ยาเคมีเข้าได้ก็ออกได้ แล้วพระแม่ธรณีก็เหมือนกัน เธอก็เหมือนส้วม เอาเคมีราดไปไม่เป็นไร

4)แบนสารพิษใช้ในประเทศ แต่ยังนำเข้าสินค้าเกษตรเคมีจากสหรัฐฯ แปลว่าการแบนไม่มีผล สู้อย่าแบนดีกว่า
-ทำไมคุณโยงไปขนาดนั้นเล่า การทำให้ประเทศเราปลอดสารพิษ โดยไม่เป็นผู้ใช้นั้น เป็นเรื่องหนึ่ง นำเข้าอาหารเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พูดง่ายๆ ขั้นแรกคนไทยขอไม่ใช้สารพิษ คนอเมริกันจะใช้ก็เรื่องของคุณ ขั้นต่อไปคนไทยและสัตว์เลี้ยงไทยอยากกินอาหารสะอาด ตอนนี้ยังหาแหล่งสะอาดจริงๆ ไม่ได้  ถ้าสินค้าคุณนำเข้ามาระดับสารพิษตกค้างไม่เกินมาตรฐานเราก็รับซื้อ  ถ้าตกค้างมากมายเราจะรับซื้อได้อย่างไร  แต่บอกก่อนนะถ้าวันหลังเราหาประเทศอื่นที่เขาปลูกโดยไม่ใช้สารได้ เราก็จะเลิกซื้อกับคุณ มันก็แค่นั้น

การถกเถียงเรื่องสารพิษเคมีครั้งนี้ที่จริงแล้วเป็นเพียงส่วนบนของภูเขาน้ำแข็งว่าด้วยปรัชญาการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคลและชุมชน มีปัญหายิ่งใหญ่มหึมาซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาจมอยู่ใต้น้ำ นั่นคือ #วิถีชีวิต 2 แนวทางที่คนและชุมชนจะต้องเลือก คือการเลือกจะดำเนินชีวิตแบบธรรมชาติหรือดำเนินชีวิตอยู่กับสารเคมี

ชีวิตสารเคมีเกิดขึ้นหลังจากที่โลกถูกคุกคามด้วยปัญหาประชากรล้นโลก กลัวข้าวปลาอาหารไม่พอกิน จึงประดิษฐ์ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงขึ้นมา แต่เวลา 100 กว่าปี สารเคมีพิสูจน์ว่าเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี ฆ่าคน แมลงดื้อยา แก้ปัญหาไม่ตก แต่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากชีวิตคนทั่วโลก

จึงมีความคิดทฤษฎีใหม่ที่หันคืนสู่เกษตรธรรมชาติ ซึ่งเกิดควบคู่ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จากชุมชนเป็นเมืองเป็นประเทศที่หันหาเกษตรอินทรีย์ อย่างภูฏาน สิกขิมเป็นต้น

ถ้าภาครัฐมีวิสัยทัศน์จริง ต้องเร่งสร้างแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ขึ้น ก็ไหนบอกว่าจะดำเนินตามรอยพระยุคลบาทเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง แล้วดำเนินยุทธวิธีทีละก้าวไปสู่ทิศนั้น  ถึงเวลาจะได้ไม่ต้องมาบ่นว่าเตรียมการไม่พร้อม ไม่มีมาตรการรองรับ

แต่ก่อนอื่นเลย เรื่องถูกบีบคั้นด้วยกลุ่มผลประโยชน์ ภาครัฐต้องยืนหยัดเป็นตัวของตัวเอง นำพาประเทศ
ขอบคุณสถาบันทิศทางไทย

ตร.(ต้อง)ฝึกยุทธวิธีพิเศษ..ต่อต้านก่อการร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402206?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตร.(ต้อง)ฝึกยุทธวิธีพิเศษ..ต่อต้านก่อการร้าย

2 ธันวาคม 2562 – 13:40 น.
สายตรวจระวังภัย,ฝึกยุทธวิธีพิเศษ,ต่อต้านก่อการร้าย
เปิดอ่าน 582 ครั้ง

ตร.(ต้อง)ฝึกยุทธวิธีพิเศษ..ต่อต้านก่อการร้าย คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ปัจจุบันปัญหาการก่อการร้ายมีการพัฒนาการหลากหลายรูปแบบและเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์อยู่เสมอ โดยเน้นไปที่การโจมตีเป้าหมายอ่อนแอที่ปราศจากการเฝ้าระวังและไร้การตอบโต้ อาทิ ระบบสาธารณูปโภคของรัฐ และระบบขนส่งสาธารณะ โดยใช้กำลังขนาดเล็กในลักษณะสงครามสมมาตร ซึ่งใช้กำลังน้อยในการเอาชนะกำลังส่วนใหญ่ มุ่งสร้างความหวาดกลัว ประกาศหลักการของกลุ่มในการต่อสู้ เพื่อจูงใจและเชื้อเชิญสมาชิกหัวรุนแรง หรือพยายามแก้แค้นต่อรัฐบาลของประเทศที่เป็นปรปักษ์ จึงมีลักษณะเป็นการคุกคามที่ไร้เขตแดน ปะปนกับเหตุอาชญากรรมที่เกื้อกูลประโยชน์ทางการเงิน เกี่ยวข้องกับหลายประเทศที่อาจจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เป็นแหล่งเตรียมการและวางแผน รวมทั้งสนับสนุนการก่อการร้าย

อ่านข่าว…  หนุมาน..หน่วยปฏิบัติการพิเศษใหม่กองปราบฯ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นหนึ่งในองค์กรหนึ่งที่มีหน้าที่ในการติดตามเฝ้าระวังและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การเตรียมและใช้กำลังเข้าตอบโต้รับมือต่อสถานการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากอาชญากรรมร้ายแรง การก่อวินาศกรรม เหตุความไม่สงบ และสถานการณ์การก่อการร้าย ตลอดทั้งการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล ตามกลไกของรัฐบาล รวมถึงพฤติกรรมอาชญากรรมที่อาจจะเกี่ยวข้องและสนับสนุน ซึ่งจำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเหตุการณ์แต่เนิ่น เพราะจะเป็นการส่งเสริมความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชน ความสงบเรียบร้อยของสังคม และความมั่นคงของรัฐในอนาคต

ด้วยเหตุนี้จึงมีตำรวจจึงมีภารกิจ “ฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้ปฏิบัติงานด้านการต่อต้านการก่อการร้าย เพื่อให้มีความชำนาญด้านยุทธวิธีพิเศษและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (Royal Thai Police/ RAID Tactical Training in Combating Terrorism) ระหว่างวันที่ 25-29 พฤศจิกายน ที่ กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บก.สอ.บช.ตชด.) ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.วิชิต ปักษา ผบช.ตชด. และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมภารกิจ ซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสได้ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกสอนจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ RAID (Recherche, Assistance, Intervention, Dissuasion) และล่ามแปล ในการฝึกอบรมครั้งนี้ โดยกำหนดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมประกอบไปด้วยข้าราชการตำรวจไทยกว่า 40 นาย

สำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ประกอบด้วย บช.น.(อรินทราช 26), บช.ก.(คอมมานโด), บช.ตชด.(นเรศวร 261) และหน่วยอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดจะต้องพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้ผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้

พล.ต.อ.จักรทิพย์ บอกว่า เทคนิคของการก่อการร้ายได้พัฒนาตามความเจริญของเทคโนโลยี โดยการประยุกต์อาวุธรูปแบบต่างๆ เป็นเครื่องมือในการก่อการร้าย จึงจำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ผู้ปฏิบัติงานด้านดังกล่าว จำเป็นต้องเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านยุทธวิธีพิเศษมาต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติประเภทนี้ที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้นโครงการดังกล่าวจึงจัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน เช่น การรับมือกับผู้ก่อการร้ายในสถานการณ์ต่างๆ การช่วยเหลือตัวประกัน และเข้าตรวจค้นอาคารขนาดใหญ่ รวมทั้งสร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานและข่าวกรองระหว่างประเทศ จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

          แบบนี้เรียกได้ว่ากันไว้ดีกว่าแก้ ฝึกให้พร้อม เพิ่มทักษะให้มีความชำนาญ เมื่อปฏิบัติงานก็จะมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียทั้งผู้ปฏิบัติและประชาชนผู้บริสุทธิ์..!!

นายกสมาคมรับเรื่องราวร้องทุกข์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402139?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกสมาคมรับเรื่องราวร้องทุกข์

2 ธันวาคม 2562 – 12:50 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,171 ครั้ง

นายกสมาคมรับเรื่องราวร้องทุกข์  คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต  Aussaneebard @ Hotmail.com

หากเป็น ส.ส.สอบตกจากพรรคอนาคตใหม่ ได้รับเกียรติเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญในสภา จู่ๆ ยื่นใบลาออกคงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีใครว่าอะไร

อ่านข่าว… จับตา ธนาธร กับก้าวย่าง เปิดพื้นที่การเมืองใหม่

แต่นี่เป็นกรณี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้ซึ่งพ้นสภาพการเป็นผู้แทนราษฎรจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศลาออกจาก กมธ.วิสามัญงบฯ และอนุกรรมาธิการพิจารณาด้านท้องถิ่นชายแดนใต้

ความฮือฮาไม่ใช่เพราะลาออกจากทุกตำแหน่งในสภา แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ถ้อยแถลงของท่านผู้แทนนอกสภารายนี้เสียมากกว่า

ธนาธร แถลงที่รัฐสภาถึงสาเหตุลาออกว่า “ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกดดันในกรรมาธิการ โดยในการทำงานของ กมธ.ของพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล มีการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี“ พร้อมกับบอกด้วยว่า ”ตัดสินใจมาก่อนแล้วว่าจะลาออกเพื่อทำงานร่วมกับประชาชน”

ก่อนทิ้งท้ายว่า “เมื่อเขาไม่ต้องการให้ผมอยู่ในสภา ผมขอกลับไปอยู่กับประชาชน”

ตอนท้ายนี่ล่ะมีประเด็น ใครไม่ต้องการให้ธนาธรอยู่ในสภา ทั้งที่เพิ่งบอกเองมิใช่หรือว่า การทำงานในสภาได้รับความร่วมมือจากฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลเป็นอย่างดี …สร้างความงุนงงสับสนต่อการยกเหตุผลลาออกเสียจริงเชียว

ครั้น “ธนาธร” แถลงข่าวที่รัฐสภาเสร็จ กลับไปปักหลักโชว์การถ่ายทอดสดชี้แจงสาเหตุการลาออกจากสองตำแหน่ง กมธ.ในสภาอีกครา

คราวนี้ พลพรรคอนาคตใหม่โหมประโคมข่าวกันให้แซด ว่ามีผู้เข้ามาติดตามรับชม “ธนาธร” ล้นทะลักกว่าหมื่นคน

ก็เป็นอะไรที่ต้องให้เครดิตทีมงานอนาคตใหม่ เชี่ยวชาญในเรื่องของการสร้างกระแสบนโลกโซเชียล หว่านล้อมชักจูงโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้มาใหลหลง “หัวหน้าพรรคผู้ตกงานอยู่นอกสภา”

การแถลงรอบสองถือเป็นการขยายความจากประโยคสร้างความคาใจที่ว่า เขาไม่ต้องการให้ธนาธรอยู่ในสภา เขาคนนั้นคือใคร โดย “ธนาธร” กล่าวไว้ดังนี้ครับ

“หากผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้ผมอยู่ในสภาผมก็ขอทำงานเคียงข้างประชาชน“ พร้อมบอกต่อไปว่า “เราไม่จำเป็นต้องทำงานการเมืองผ่านสภาเพียงอย่างเดียว ผมไม่ได้ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่ออยากเป็น ส.ส.หรือรัฐมนตรี ผมไม่ได้ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์ แต่สิ่งที่ต้องการคือการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ทำให้สังคมไทยดีขึ้น”

“ผมคิดว่า ภายใต้สภาวะการเมืองไทยที่เป็นอยู่แบบปัจจุบัน คงถึงเวลาที่จะต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ เพื่อต่อต้านความอยุติธรรมในสังคม” ตอนสุดท้ายธนาธรย้ำว่า “มาช่วยกันเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง”

หยิบยกคำแถลงทั้งหมดให้สาธารณชนพิจารณาไปพร้อมๆ กัน บอกได้เลยว่า “ธนาธร” พูดถูก ไม่ได้ตั้งพรรคเพื่ออยากเป็น ส.ส. หรือรมต. เพราะธนาธรประกาศแต่ต้นแล้ว จะขอเป็น “นายกรัฐมนตรี”

อันนี้ปรากฏหลักฐานชัดทุกเวทีการแสดง อีกอย่างเนื้อหาการแถลงก็ไม่ได้พูดว่า ไม่ได้ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อไม่อยากเป็นนายกฯ เพราะแกบอกแต่เพียง ไม่คิดจะเป็น ส.ส. หรือรมต.

ถ้อยแถลง ระบุว่า “ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยดีขึ้น” ก็ถือว่าพูดถูกอีก เพราะการเป็นแค่ ส.ส. หรือ รมต. ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก แต่ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น สามารถนำพาชาติพ้นภัยได้ อะไรทำนองนั้น

จึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยความกระสันอยากเป็นนายกฯ ยังมีอยู่ในรอยหยักของสมอง เพียงแต่ว่า ธนาธร กลับแถลงในท่อนถัดมาซึ่งคล้ายคลึงกับการแถลงครั้งแรก คือการบอกว่า เมื่อผู้มีอำนาจ (ซึ่งก็ไม่รู้ผู้มีอำนาจคนไหน) ไม่ต้อนรับ จึงขอไปอยู่กับประชาชน จะไปต่อต้านความอยุติธรรมในสังคมแล้วจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง

อืม ! ในเมื่อความต้องการเป็นนายกรัฐมนตรียังมีอยู่แต่จะสามารถเป็นได้ในอีกกี่ปีข้างหน้ายากคาดเดาเหลือเกิน เพราะไหนจะต้องใช้เวลาต่อสู้คดีความของตนเองและโยงไปถึงพรรคอนาคตใหม่

เมื่อไม่สามารถมาเป็นนายกฯ ในระยะเวลาอันใกล้ ก็อาจตีความถ้อยแถลงต่อไปได้ว่า หรือจะมาเป็นผู้นำมวลชนเคลื่อนไหวบนท้องถนน ตรงนี้ตรึกตรองให้ดีจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

ดีไม่ดีจะซวยซ้ำเข้าไปอีก ของพรรค์นี้ควรปรึกษาบรรดาศิษย์เก่า นปช. หรือ กปปส. อย่าง จตุพร พรหมพันธ์ หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ดูก่อนก็ได้นะครับ ล้วนเผชิญชะตากรรมอย่างไรหลังเหตุการณ์ม็อบสิ้นสุดลง

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ และน่าถอดรหัสถ้อยแถลงได้ตรงจุดที่สุด “ธนาธร” อาจจะไปรับตำแหน่งนายกสมาคมรับเรื่องราวร้องทุกข์ ถือว่าเป็นคู่แข่งกับ ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล

แข่งขันทำความดี ช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่เสียหายครับ ทำไปเถอะ ดีกว่าเอาเวลาไป “วิ่ง ไล่ ลุง” ซะอีก…

ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย

2 ธันวาคม 2562 – 12:45 น.
ไมโครพลาสติก,ขยะทะเล,พลาสติก
เปิดอ่าน 1,076 ครั้ง

ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย โดย…   สาลินี ปราบ

ปัญหาขยะทะเลถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในวงกว้าง

ทุกๆ ปีขยะพลาสติกกว่า 8 ล้านตัน รั่วไหลลงสู่ท้องทะเล ส่วนใหญ่เป็นขยะที่มาจากบนบกถึงร้อยละ 80 และเป็นพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งถึงร้อยละ 60

อ่านข่าว…  ตำรวจน้ำ..นำพาขยะทะเลกลับบ้าน

ความเลวร้ายของขยะเหล่านี้ ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตในทะเลมากกว่า 700 สายพันธุ์ แต่ขยะทั้งหมดเมื่อปล่อยนานไปจะแปรสภาพเป็นขยะชิ้นเล็กๆ จนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น เพราะมีอนุภาคเล็กมาก เรียกว่า ไมโครพลาสติก หรือ พลาสติกจิ๋ว

แน่นอนว่า เจ้าไมโครพลาสติกเหล่านี้ เมื่อปนเปื้อนอยู่ในทะเลปริมาณมาก ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในอวัยวะภายในของสัตว์ทะเลต่างๆ เช่นที่เคยมีข่าวพบพลาสติกจิ๋วในท้องปลาทูจากทะเลตรัง เมื่อมนุษย์บริโภคปลาทูหรือสัตว์น้ำที่มีพลาสติกจิ๋วปนเปื้นอยู่ เจ้าพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นก็จะถูกย้ายมาอยู่ในร่างกายมนุษย์แทน หากสะสมมากๆ เข้าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้ข้อมูลไว้ว่า ไมโครพลาสติกที่พบในปลาทูมีปริมาณเฉลี่ยถึง 78 ชิ้น/ตัว

ไมโครพลาสติก มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร ปลาและสัตว์ทะเลบางชนิดกินแพลงตอนในน้ำ ก็จะกินไมโครพลาสติกเข้าไปด้วย จากนั้นก็ไปอยู่ในท้องบางส่วนสลายตัวกลายเป็นนาโนพลาสติก อาจเข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อปลาได้ เมื่อเรากินสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไป อาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อหลายโรค ตามที่องค์การอนามัยโลกเคยเตือนไว้

ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคของความน่าหวาดหวั่น เพราะขยะที่สะสมในทะเลกำลังกลับมาทำร้ายเราอย่างสาหัส ทางแก้มีอยู่ทางเดียวคือ ลดขยะทะเลให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเม็ดโฟมและไมโครพลาสติกมากไปกว่านี้ และสำคัญที่สุดคือต้องรีบทำ เพราะเวลาเราเหลือน้อยแล้ว

ด้าน องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล WWF (World Wide Fund for Nature) เป็นองค์กรหนึ่งที่มองเห็นปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบข้อมูลว่า ขยะพลาสติกในทะเลกว่าร้อยละ 60 ของโลก มาจากภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ WWF จึงได้ริเริ่มโครงการ Plastic Smart Cities ขึ้นในปี 2561 โดยร่วมกับเมืองต้นแบบ 25 เมือง จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ ไทย ในการรณรงค์ลดปริมาณการใช้พลาสติ ส่งเสริมการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการรั่วไหลของขยะไปสู่ธรรมชาติ

ในประเทศไทย WWF มีเป้าหมายทำงานร่วมกับ 5 เมืองนำร่องระดับท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลนครสงขลา เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เทศบาลเมืองป่าตอง จ.ภูเก็ต และเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ที่โรงแรมภูเก็ต เกรซแลนด์ รีสอร์ท แอนด์สปา ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง จ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง และ WWF-ประเทศไทย พร้อมพิธีประกาศเจตนารมณ์เพื่อลดมลภาวะจากพลาสติกระดับเมือง โครงการ Plastic Smart Cities ของ 5 เมืองนำร่อง เพื่อหารือแนวทางและกำหนดวิธีการในการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastic) รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายที่จะลดพลาสติกที่รั่วไหลไปสู่ธรรมชาติให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี 2564

พิมพ์ภาวดี พหลโยธิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WWF-ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า โครงการ Plastic Smart Cities มีการดำเนินการทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งประสบปัญหายขยะพลาสติกในทะเลเช่นเดียวกัน

เธอบอกว่าขยะทะเลมีต้นตอมาจากขยะบนบก และส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก เช่นในเมืองไทยขยะที่ถูกทิ้งและไหลลงทะเลมีประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ถือว่าเยอะมาก หากนับสถิติโลกพบว่า เมืองไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตขยะพลาสติกเป็นลำดับ 6 ของโลก ดังนั้น WWF-ประเทศไทย จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดขยะดังกล่าว โดยสร้างกลไกบางอย่างให้ตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติก จึงเกิดโครงการนำร่องขึ้นใน 5 พื้นที่ดังกล่าว

“รูปแบบการดำเนินการจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการจัดการของแต่ละเมือง โดย WWF เป็นตัวกลาง รวมทั้งจะมีการทำงานร่วมภาคธุรกิจ เอกชนและมหาวิทยาลัย เพราะปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาซับซ้อนและไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งแต่ต้องสร้างความตระหนักในสังคมว่า ปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาของทุกคน”

พิมพ์ภาวดี บอกถึงเหตุผลที่เลือกป่าตอง เป็นหนึ่งในเมืองนำร่อง เพราะเมื่อพูดถึงเมืองท่องเที่ยวของไทย ชาวต่างชาติจะรู้จักภูเก็ต ด้วยความสวยงามของหาดทรายสีขาว ทะเลสวย แต่หากภาพลักษณ์ดังกล่าวหายไปเพราะปัญหาขยะพลาสติกก็จะเป็นปัญหาใหญ่ จึงเลือกเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ รวมทั้งอีก 4 ท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเช่นกัน เพราะหากชายหาดหรือทะเลเต็มไปด้วยพลาสติกนักท่องเที่ยวก็คงไม่มา ซึ่งจะใช้เวลาในการนำร่องและประเมินผล 2-3 ปีในการเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจว่าพลาสติกมีที่มาอย่างไร รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของภาคีในชุมชนต่างๆ

“อยากฝากว่า ปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาของทุกคน และอาจจะเป็นปัญหาที่เราทิ้งไว้ให้ลูกหลาน เพราะพลาสติกไม่ย่อยสลาย ปัจจุบันคนไทย 1 คนใช้ถุงพลาสติกคนละ 8 ใบ หากลดได้ก็อยากให้ทุกคนช่วยกันลดเพื่อให้ติดเป็นนิสัยต่อไป”

ขณะที่ เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง แสดงความยินดีที่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ และดูขมีขมันที่จะเร่งลงมือทำงานในทันที

เธอมองว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อหาดป่าตองอย่างมาก หลังจากนี้จะลงพื้นที่พูดคุยกับทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันขับเคลื่อนป่าตองให้ปลอดพลาสติก เพราะทุุกวันนี้ป่าตองก็ประสบกับปัญหาขยะ และขยะพลาสติกมีเยอะมาก

นายกหญิงเมืองป่าตอง บอกถึงแนวทางการดำเนินงานว่า จะเริ่มด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจกันก่อน แม้ว่าวันนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้เลิกใช้ถุงพลาสติก แต่ในอนาคตอันใกล้ต้องมีแน่นอน ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องคิดหาวิธีการลดการใช้พลาสติกลง

“เมื่อพี่น้องประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและช่วยกันจะเป็นเรื่องที่ดี รวมทั้งถ้ารัฐบาลประกาศมาตรการลดละเลิกใช้พลาสติกจะเป็นเรื่องที่มีพลังมาก เพราะการสร้างจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวคงไม่ทันกับการผลิตพลาสติกออกสู่เมือง อย่างในช่วงฤดูมรสุมเราจะเห็นว่าชายหาดป่าตองมีขยะที่ถูกพัดมาจากทะเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี และหากโครงการนี้ทำได้สำเร็จจะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดกับสัตว์น้ำในทะเลได้ด้วย”

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่โหมดลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง และน่าจะส่งผลดีต่อโครงการ Plastic Smart Cities ที่เริ่มขับเคลื่อนอย่างมีเป้าหมายแล้วตั้งแต่วันนี้

เกียรติศักดิ์ศรี และ ความอยู่รอด ของ เนชั่นทีวี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402162?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกียรติศักดิ์ศรี และ ความอยู่รอด ของ เนชั่นทีวี

2 ธันวาคม 2562 – 11:45 น.
เนชั่นทีวี,เกียรติศักดิ์ศรี,เนชั่น แชนเนล,แสงเทียนกลางพายุ
เปิดอ่าน 2,393 ครั้ง

เกียรติศักดิ์ศรี และ ความอยู่รอด ของ เนชั่นทีวี คอลัมน์  แสงเทียนกลางพายุ  โดย… ฉาย บุนนาค

          เนชั่นทีวี คือสถานีข่าว 24 ชั่วโมงแห่งแรกของประเทศไทย มีอายุ 19 ปี 5 เดือน

ก่อตั้งขึ้น เพื่อจุดประสงค์ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ยึดหลักการนำเสนอข่าวให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์ของประชาชน

โดยกองบรรณาธิการยึดถือหลัก กรอบจริยธรรม จรรยาบรรณ ความเหมาะสม คุณค่าของข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  “เนชั่นทีวี” หรือ “เนชั่น แชนเนล” ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ วันที่ 1 มิ.ย.2543 เวลา 12.00 น. ทาง สถานีโทรทัศน์ UBC ช่อง 8 แต่พิษภัยจากการแทรกแซงของอำนาจรัฐและอำนาจมืดทางการเมือง “เนชั่นทีวี” จะต้องย้ายมาอยู่บนช่อง Platform ของตนเองผ่านสถานีโทรทัศน์ไททีวี ช่อง 1 ผ่านระบบ MMDS ครอบคลุมรัศมีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2546

การฝากชะตากรรม อาศัยบ้านคนอื่นออกอากาศ เป็นบทสรุปชัดเจนว่า วันหนึ่งการแทรกแซง ทางอ้อม กดดันเจ้าของบ้าน ก็จะเกิดขึ้นอีก จึงตัดสินใจ ออกอากาศผ่าน Platform ทีวีดาวเทียม

ต่อมาจึงเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.2552 เพื่อหวังเป็นช่องทางในการระดมทุน เสริมความแข็งแกร่งให้องค์กร ก่อนที่จะเข้าประมูลทีวีดิจิทัล เมื่อ 27 ธ.ค.2556

          วันนี้… ก้าวสู่ปีที่ 20 ของสถานีข่าวเนชั่น… สถานีข่าวของประชาชน

ผมในฐานะของ “ประธานกรรมการบริหาร” ขอยืนยันอีกครั้งต่อพี่น้องประชาชน… พนักงาน… และผู้ถือหุ้นว่า แม้จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ภายหลังจากที่เพิ่งกู้เงินจำนวน 1.4 พันล้านมาประมูลคลื่นความถี่สำหรับทีวีดิจิทัลเมื่อปี พ.ศ.2556

จนเป็นเหตุส่งผลให้ทีวีดิจิทัล ทุกรายประสบภาวะถดถอยทางธุรกิจ

          แต่เราก็ไม่เคยย่อท้อ… โอดครวญต่อการเปลี่ยนแปลง… หรือต่อโชคชะตา ดินฟ้าใดๆ

ผ่านเวลามา 5 ปีกว่า… เราได้ก้มหน้าชำระหนี้สินจำนวนกว่า 1.1 พันล้านบาทจนเหลือเพียงไม่ถึง 100 ล้านบาท โดยยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ รวมถึงพันธสัญญาต่อพี่น้องประชาชนเพื่อรักษาจุดยืนที่จะนำเสนอข่าวสารและความจริงสู่สังคม

   เหนื่อยไหม…? ท้อไหม… ที่ต้องต่อสู้กับขั้วอำนาจ?

คำถามที่ถูกถามบ่อย… โดยคำตอบที่ตกผลึกแล้วในวันนี้ คือในเมื่อ “เราทุกคนพร้อมทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดแล้ว”

  เหนื่อยใจ… ทุกข์ใจ… สุขใจ… มันอยู่ที่ความคิดเรา… หากเราตั้งมั่นแล้วในการเสียสละและนำเสนอสิ่งดีดีเพื่อสังคม… เราจะเหนื่อยได้อย่างไร?

          อุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน… คือเข็มทิศนำทางสถาบันข่าวของเรา

อำนาจรัฐ… เล่ห์กลสกปรกทางการเมือง ส่งผลต่อองค์กรไหม?

ไม่เลย… นักการเมืองโลกเก่า ยุคไดโนเสาร์แถวอีสานตอนใต้ ชอบนึกว่าการฟ้องร้องเป็นการปิดปากสื่อได้… แต่ในความจริงนั้น หากคุณใช้สิทธิ์อย่างสุจริต เรายินดีเคารพสิทธิ์ของทุกท่านเสมอ… แต่บางครั้ง มันก็มีเส้นบางๆ กั้นกลางระหว่างคำว่าสุจริตหรือกลั่นแกล้งเพื่อให้เดินทางไปทุกจังหวัดทุกอำเภอ เพื่อสู้คดี…

ในด้านธุรกิจ… การใส่ร้ายป้ายสี หาว่าเราได้งบโฆษณาเยอะจากภาครัฐนั้น เป็นเรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง

          เรายืนยันในเกียรติและศักดิ์ศรี ว่าเราจะไม่มีทางเลือกเป็น “โจรตบทรัพย์” และ “ขอทาน”…

เรามีรายได้โฆษณาปี พ.ศ. 2562 เฉลี่ยเดือนละ 45 ล้านบาท

เป็นรายได้จาก Agency เฉลี่ยเดือนละ 14 ล้านบาท หรือ 31%

รายได้จากลูกค้า Direct เฉลี่ยเดือนละ 12.5 ล้านบาท หรือ 26%

รายได้จากธุรกิจทัวร์เดือนละ 1 ถึง 2 ล้านบาท หรือ 4%

รายได้จากงาน Event on Ground เฉลี่ยเดือนละ 7 ล้านบาท หรือ 16%

รายได้จากการให้เช่าเวลา เดือนละ 3 ล้านบาท หรือ 7%

รายได้จาก Partnership ของ Homeshopping เดือนละ 5.2 ล้านบาท หรือ 12%

รวมแล้วเท่ากับ 43.7 ล้านบาทโดยเฉลี่ยต่อเดือน หรือ 97%

ส่วนที่เหลือคือ รายได้ที่ได้จากหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น ปตท. หรือกระทรวงต่างๆ เพียง 1.3 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 3%

บนค่าใช้จ่ายทั้งหมด 43 ล้านบาทต่อเดือน

    ดังนั้นการที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลบางพรรค ที่เข้าร่วมได้กับทุกฝ่าย ใครก็ได้… กล่าวหาว่าเราบีบบังคับของบ 100 ถึง 200 ล้านบาท นั้นเป็นเรื่องน่าขยะแขยง

ฝากถึงท่านนายก “ลุงตู่”… ฝากถึง “คณะรัฐมนตรีทุกราย”… ฝากถึง “ฝ่ายค้านทุกๆ คน”… ให้รับรู้ทั่วกันในข้อมูลนี้ และเราพร้อมให้ตรวจสอบ

สถาบันข่าวของเรา ทำหน้าที่ตรวจสอบ ทั้งโครงการรัฐบาลและการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน… โดยเราเน้นเรื่องทุจริตและคอร์รัปชัน และเรื่องขบวนการ ชังเจ้า ชังชาติ…

เราเจาะลึกเรื่องโครงการต่างๆ ที่กระทบต่อสาธารณชนและ ไม่โปร่งใส่ และจะทำหน้าที่นี้ ต่อไปไม่หวาดหวั่น

          สัปดาห์หน้า ผมจะพูดถึงนิทานอีสป เรื่องราชสีห์กับ “หนู1 เวอร์ชั่น 4.0” ให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  คอลัมน์  แสงเทียนกลางพายุ

กฎหมายกับความยุติธรรมใน ที่ดินป่าสงวน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กฎหมายกับความยุติธรรมใน ที่ดินป่าสงวน

2 ธันวาคม 2562 – 10:35 น.
บุกรุกเขตป่าสงวน,ปารีณา ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 1,995 ครั้ง

กฎหมายกับความยุติธรรมใน ที่ดินป่าสงวน คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ปมร้อนคดีการถือครองที่ดินที่ อ.จอมบึง ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม หลังจากการสืบสวนพบว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นบุกรุกเขตป่าสงวน เข้าข่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ 2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 ซึ่งถือว่ามีความผิดต้องโทษจำคุก

อ่านข่าว….   อธิบดีกรมป่าไม้ เมิน ปารีณา มโนจนท.บุกรุกฟาร์มไก่

สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมที่จะเกิดขึ้นว่าจะเป็นสองมาตรฐานหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่นักการเมืองแต่ต้องคดีในกรณีเดียวกัน โดยเฉพาะการที่ น.ส.ปารีณาสามารถร้องขอให้ตรวจสอบที่ดินใหม่ได้ ทั้งที่มีการยืนยันแล้วว่าบุกรุกป่าสงวนจริง แต่เจ้าตัวอ้างสิทธิครอบครองที่ดินโดยยืนยันด้วยเอกสาร ภ.บ.ท.5 หรือ แบบแสดงรายการที่ดินที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่

“หากมีผู้ใดมาขายที่ดินให้ท่าน และเอกสารครอบครองสิทธิไม่ใช่โฉนด หรือ น.ส. 3 แต่เป็นเอกสารหน้าตาแปลกๆ ผมไม่แนะนำให้ซื้อที่ดินนั้น” รศ.มานิตย์ จุมปา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็น “เพราะเอกสาร ภ.บ.ท.5 ไม่ใช่เอกสารสิทธิการครอบครอง เป็นเพียงใบเสร็จว่ามีการชำระภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น”

อาจารย์มานิตย์อธิบายว่า ปัจจุบันที่ดินในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทแรกเป็นที่ดินซึ่งเอกชนสามารถเข้าไปเป็นเจ้าของได้ โดยสามารถจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินได้อย่างปรกติตามเอกสารสิทธิ ได้แก่โฉนด หรือเอกสารสกุลโฉนด กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3)

ส่วนที่ดินอีกประเภทคือที่ดินที่ไม่สามารถให้เอกชนเป็นเจ้าของได้ เพราะรัฐเป็นเจ้าของ และเป็นผู้จัดสรรการใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น ถนน ป่า อุทยาน หรือพื้นที่สาธารณะ จึงมีกฎหมายเฉพาะเข้าไปคุ้มครอง ที่ดินประเภทนี้ยังรวมไปการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เช่นกฎหมายที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งเป็นที่ดินที่รัฐเป็นเจ้าของ แต่ให้ประชาชนเข้าไปทำประโยชน์ได้

“แนวคิดของกฎหมายที่ดิน ส.ป.ก. คือการอนุญาตให้ใช้ที่ดินเสื่อมโทรมเพื่อให้เกษตรกรยากจนทำไร่ทำสวน แต่จำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้เพราะรัฐเป็นเจ้าของ แม้ว่าอาจจะตกทอดเป็นมรดกแก่ลูกหลานได้ แต่ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขเป็นเกษตรกรยากจนก็ต้องถูกยึดคืน แต่ในทางปฏิบัติมีการแอบซื้อขายกันในแบบที่ไม่มีกฎหมายรองรับ”

อาจารย์มานิตย์กล่าวต่ออีกว่า โดยหลักปฏิบัติการพิจารณาว่าบุคคลหรือเอกชนใดเป็นผู้ครอบครองที่ดินหรือไม่นั้นต้องตรวจสอบเอกสารร่วมกับกรมที่ดิน แต่อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวจะไม่ได้รับประกันชัดเจนว่าที่ดินในการครอบครองของบุคคลหรือเอกชนนั้นมีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนหรือไม่ หากไม่ได้ตรวจสอบยืนยันกับหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแล

          “ในอดีต ประเทศไทยถือหลักคนบุกป่า เพราะป่ามีเยอะ คนมีน้อย ส่งเสริมให้คนหักร้างถางพง มีสิทธิในที่ดินกัน แต่ปัจจุบันกลับตาลปัตร รัฐบาลพยายามสงวนป่า หวงห้ามป่า มีการประกาศที่ไหนเป็นเขตป่า เลยดูเหมือนป่าบุกรุกคน เพราะประกาศเขตป่ามาทีหลังคนอยู่ รัฐบาลจึงต้องหาทางแก้ไข”

อาจารย์มานิตย์ชี้ให้เห็นว่ามาตรฐานแผนที่ของกรมป่าไม้ และของกรมที่ดินยังมีหลักเกณฑ์คนละแบบในการกำหนดพื้นที่ “ป่า” ดังนั้นบุคคลใดก็ตามที่ต้องการซื้อที่ดินหรือการถือครองพื้นที่ที่ใกล้เขตป่า ควรสอบถามสำนักงานสำนักงานจัดการที่ดินป่าไม้ให้ชัดเจน

“แต่ก็โทษไม่ได้ว่าหน่วยงานรัฐไม่บูรณาการกัน เพราะแนวคิดเรื่องนี้เพิ่งมามีไม่กี่ปีให้หลัง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ตามมา ตามยุคสมัย ณ ตอนนี้ มีความพยายามทำให้แผนที่จะอยู่ในมาตรฐานเดียวกันแล้ว ถ้ามีแผนที่เกิดขึ้นก็น่าจะไม่มีปัญหาว่าใครรุกใครอีก”

ในกรณีของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ได้สร้างคำถามต่อภาครัฐว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับกฎหมายการบุกรุกป่า เพราะปัจจุบัน มีบุคคลธรรมดาจำนวนมากต้องโทษจำคุกจากการใช้ที่ดินป่าสงวน

“ต้องถามก่อนว่าการใช้กฎหมายเป็นธรรมหรือไม่ การรุกป่าสงวนผิดแน่นอนในแง่ทางเทคนิค แต่ไม่ได้เป็นสิ่งชั่วร้ายเหมือนการฆ่าคน จะใช้กฎหมายโดยไม่ลืมหูลืมตาไม่ได้ เพราะมีคนบริสุทธิ์ และเขาเป็นคนที่ต้องได้ประโยชน์จากการทำการเกษตรจริงๆ เพราะเขายากจน แต่ขณะเดียวกันก็ควรพิจารณาด้วยว่ากรณีที่เป็นบริษัทห้างร้านรุกที่ป่าเพื่อหาประโยชน์ หรือแม้กระทั่งนักการเมืองเหล่านี้ตั้งใจบุกรุก และมีที่เป็นพันๆ ไร่ ก็น่าจะใช้เกณฑ์พิจารณาที่ต่างออกไป”

อาจารย์มานิตย์ยกตัวอย่างทางเลือกหนึ่งของการสร้างความยุติธรรมทางกฎหมายสำหรับผู้ที่ครอบครองพื้นที่ป่าสงวน หรือ ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ผิดวัตถุประสงค์ เช่นนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่บุกรุกที่ดินรัฐ เช่นเดียวกับกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ที่ครอบครองอาวุธปืน โดยให้คืนปืนแก่รัฐ แล้วจะไม่มีความผิดทางกฎหมาย

“ทำประกาศให้ชัดเจนว่าที่ดินไหนเป็นที่ป่า ที่ชุมชน ใครมีเอกสารสิทธิไม่ถูกต้อง ใครบุกรุกที่รัฐให้เขามาคืน แล้วจะไม่มีความผิด ก็ทำได้ และรัฐจะได้ที่ดินคืนเป็นจำนวนมากอีกด้วย ถ้ารัฐจะดูแลต่อก็นำที่ดินที่ได้คืนมาจัดสรรแบ่งปันใหม่ แต่ยังคำถามมีอยู่ว่า หากออกกฎหมายนิรโทษกรรมตอนนี้จะถูกมองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง และรัฐบาลจะถูกตั้งคำถามว่าออกกฎหมายเพื่อช่วยนักการเมืองตนเองหรือไม่”

กรณี “ที่ดินปารีณา” เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร จะมีการสั่งตรวจสอบการถือครองที่ดินของนักการเมืองรายอื่นๆ หรือไม่ และกฎหมายจะสามารถบังคับใช้ได้อย่างเสมอภาคแก่คนทุกระดับชั้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูต่อไป

ไขลับ’คุณหญิงอ้อ’หนุน’ชัชชาติ’ยึดบางกอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402133?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขลับ’คุณหญิงอ้อ’หนุน’ชัชชาติ’ยึดบางกอก

2 ธันวาคม 2562 – 09:55 น.
ชัชชาติ,สมัครผู้ว่าฯ,ผู้ว่าฯกทม,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,คุณหญิงอ้อ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 8,019 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2 ธ.ค. 62

********************************

เป็นไปตามคาด ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เปิดตัวลงสนามชิงเก้าอี้ประมุขทำเนียบเสาชิงช้า ด้วยอีเวนท์ “ชัชชาติ ชวนคุย คนกรุงเทพฯ ช่วยคิด” ที่ลานกิจกรรม ชุมชนโรงหมู คลองเตย กรุงเทพฯ ประกาศความเป็นอิสระจากพรรคการเมือง

ไม่มีเงานักการเมืองพรรคเพื่อไทยมาร่วมกิจกรรม แต่ “ชัชชาติ” เลือก “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ มาเป็นแขกพิเศษ เพื่อแสดงสัญลักษณ์แห่งการแสวงความร่วมมือจากทุกคนทุกภาคส่วน

อิสระ”แต่มีสังกัด

ย้อนไปเมื่อกลางเดือนกันยายน 2562 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช หรือผู้กองมาร์ค อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าว “ชัชชาติ” ก่อการตั้ง “กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม” (Better Bangkok) เตรียมลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่เหมือนผู้กองมาร์คทำปืนลั่น หลังจากนั้น เขาก็ไม่ออกมาเคลื่อนไหวร่วมชัชชาติอีกเลย

ชัชชาติ ประกาศตัวลงชิงชัยผู้ว่าฯ กทม.

ด้านชายผู้แกร่งในปฐพี “ชัชชาติ” ก็เดินหน้าทำการบ้านลงพื้นที่ เพื่อหาแนวทางมาพัฒนากรุงเทพมหานคร จนได้ข้อสรุปว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.โดยอิสระ เพราะการลงในนามอิสระ ทำให้เกิดความคล่องตัวในการประสานงาน

“เพราะหัวใจของการพัฒนากรุงเทพฯ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน” นี่เป็นคำขวัญของชัชชาติ และ Better Bangkok

ชัชชาติว่าจ้างทีมงานประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานด้านสื่อ และใช้สื่อโซเชียลแฟนเพจ/ทวิตเตอร์ Better Bangkok รวมถึงเว็บไซต์ betterbangkok.co

ด้วยความเชื่อข้อมูลคนกรุงเบื่อการเมืองที่ขัดแย้ง จึงเลือกแนวทางไม่สังกัดพรรค ไม่มีเสื้อสี แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยากที่จะเชื่อว่าชัชชาติเป็นอิสระจริง

ร่วมงาน“คุณหญิงอ้อ”

ต้นเดือนพฤศจิกายน 2562 มูลนิธิไทยคมร่วมกับศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จัดโครงการ “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 5 เฉลิมพระเกียรติ” บริเวณท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ในงานนี้ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” ควงคู่พี่ชายคนโต “บรรณพจน์ ดามาพงศ์” มาร่วมเดินแต่เช้าตรู่

ชัชชาติ ร่วมกิจกรรมกับคุณหญิงอ้อ

บรรดานักการเมืองสายตระกูลชินวัตร ที่มาร่วมกิจกรรม ส่วนใหญ่เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ไม่มี ส.ส.เพื่อไทย และมีคนพิเศษมาเรียกเสียงฮือฮาด้วยคือ “ชัชชาติ”

ชัชชาติถ่ายรูปหมู่กับคุณหญิงอ้อและบรรณพจน์ แพร่ผ่านแฟนเพจ TV24 สื่อของเครือข่ายชินวัตร ทำเอาแฟนคลับชัชชาติส่งเสียงเชียร์กันเกรียวกราว

คอการเมืองประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมไทยคมของชัชชาตินั้น ตอกย้ำเรื่องที่ลือกันว่า ชัชชาติเดินทางไปพบทักษิณ ชินวัตร เพื่อขออนุญาตลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.แบบอิสระ

ที่น่าสังเกต ในวันที่ชัชชาติทำกิจกรรมที่คลองเตย ปรากฏว่า ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาให้กำลังใจนายชัชชาติ พร้อมมาสนับสนุนแนวคิดในการกำจัดขยะในกรุงเทพฯ

วันนี้ สองพี่น้อง “ประดิษฐ์-วินัย” ได้ย้ายมาอยู่ในเครือข่ายชินวัตร โดยเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว วินัยลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อไทยรักษาชาติ

ประดิษฐ์เพิ่งรวบรวมอดีต ส.ส.พิจิตร สายชินวัตร ตั้งกลุ่มพัฒนาจังหวัด เพื่อคนพิจิตร ส่งคนในตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” ลงสมัครนายก อบจ.

ไม่เอา“คุณหญิงหน่อย”

หลังชัชชาติแสดงท่าทีชัดเจนจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ มีรายงานข่าว “คุณหญิงสุดารัตน์” ได้บินไปพบทักษิณ ชินวัตร ที่นครดูไบ เห็นว่าพรรคเพื่อไทย ควรส่งคนลงสมัครตำแหน่งดังกล่าว โดยจะหาคนอื่นมาลงแทนชัชชาติได้ แต่ทักษิณไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการไปตัดคะแนนกันเอง

คุณหญิงหน่อย บินด่วนดูไบ เคลียร์ใจ ส.ส.เพื่อไทย

ว่ากันว่า คุณหญิงหน่อย ยังไม่สิ้นความพยายามจะหาคนลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคเพื่อไทยให้ได้ โดยทาบทามผู้บริหารจากภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เพื่อให้มาลงสมัครในสีเสื้อเพื่อไทย ทำให้แกนนำพรรคหลายคนไม่เห็นด้วย

ส.ส.อีสานพบทักษิณ

มิเพียงเท่านั้น ปัญหาการไม่ยอมรับคุณหญิงหน่อยของกลุ่ม ส.ส.อีสานจำนวนมาก ก็ส่งผลให้ “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” นำทีม ส.ส.ที่ราบสูงจำนวนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวดูไบ เข้าพบทักษิณ เพื่อปรึกษาหารือกรณีคุณหญิงหน่อย ประธานยุทธศาสตร์พรรค ได้เข้ามาก้าวก่ายการบริหารงานภายในพรรค ที่มีสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค

รอยร้าวในเพื่อไทย นับวันยิ่งถ่างกว้าง ยิ่งร้าวลึก เพราะการไม่ยอมรับบทบาทคุณหญิงหน่อยนั่นเอง

รัฐบาลสะดุด & เส้นตายอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402137?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาลสะดุด & เส้นตายอนาคตใหม่

2 ธันวาคม 2562 – 09:35 น.
รัฐบาล,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,อนุทิน ชาญวีรกุล
เปิดอ่าน 7,862 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์ประเด็น… รัฐบาลสะดุด & เส้นตายอนาคตใหม่

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวี ช่อง22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”รัฐบาลสะดุด!&เส้นตายอนาคตใหม่”

อ่านข่าว…  อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้

 “สมชาย” กล่าวว่า ประเด็นรัฐบาลสะดุดนั้นมีเรื่องความขัดแย้งของรัฐมนตรีในรัฐบาลเรื่องการแบนสามสารเคมี, เหตุสภาล่มสองครั้งติดที่มีผลต่อความเชื่อมั่นกับครม.ชุดนี้ และหน้าที่ ส.ส.รัฐบาลต้องเข้าประชุมสภาเพราะเป็นเสียงข้างมาก ของแบบนี้จะโทษฝ่ายค้านไม่ได้ รวมทั้งวันที่ 2 ธันวาคม ที่ กกต.ให้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ส่งเอกสารเงินกู้ให้พรรค สามเรื่องนี้มีผลต่อการเมืองไทยทั้งนั้น

“วีระศักดิ์” ประเมินว่า การแบนสามสารเคมีนั้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.สาธารณสุข และ “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รมช.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าต้องแบนในวันที่ 1 ธันวาคม และยึดมติการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งเป็นกรรมการชุดเก่า โดยกรรมการชุดเก่าอนุมัติให้แบนสามสารเคมีเพราะกระแสข่าวการแบนสามสารเคมีมาแรงในตอนนั้น และรัฐมนตรีบางพรรคพยายามกดดันเรื่องนี้ให้สำเร็จ และเรื่องนี้สำเร็จโดยกรรมการชุดเก่ามีมติก่อนที่จะหมดวาระการทำงานในไม่กี่วันต่อมา ขณะเดียวกันข้อมูลอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับการใช้สามสารเคมีก็ออกมา

การแบนสามสารเคมีบางตัวนั้น บางชาติทำหนังสือแย้งมาเพราะชาติเหล่านั้นใช้สารพิษเหล่านี้ในการจัดการวัชพืช และไทยไม่มีแผนรองรับว่าจะใช้สารเคมีตัวใดแทน การเยียวยาและประชาพิจารณ์ แม้จะมีผลประชาพิจารณ์ตามมาตอนหลังก็พบว่าคนคัดค้านมีมากกว่าคนสนับสนุน และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.อุตสาหกรรม จากพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ประกาศเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ว่าให้เลื่อนการแบนและจำกัดการใช้สามสารเคมี

“บากบั่น” ระบุว่า พืชหลายชนิดในไทยนั้น เกษตรกรใช้สามสารเคมีในการจัดการวัชพืชและพบว่ารัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับ ตรงนี้หากยึดว่าวันที่ 1 ธันวาคม ต้องแบนสามสารเคมีนี้ และไม่มีมาตรการรองรับหลายคนลำบาก เพราะมูลค่าของสารเคมีและธุรกิจเกษตรนั้นมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท

 “สมชาย” กล่าวว่า ก่อนวันที่ 22 ตุลาคม “อนุทิน” แถลงว่าต้องแบนสามสารเคมีและครม.ของพรรคสี่คนพร้อมลาออกหากมีการสวนแนวทางของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่ยืนยันว่าต้องแบนสามสารเคมี เมื่อเป็นแบบนี้แปลว่าพรรคภูมิใจไทยแสดงท่าทีกดดันทางการเมือง แต่ล่าสุด ”อนุทิน” พูดหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้เลื่อนการแบนสามสารเคมีว่า “พวกเราต้องยอมรับ แม้แสดงเจตนารมณ์ไปแล้วเพราะไม่มีอำนาจสั่งแบน และย้ำว่าไม่ใช่รูรั่วที่ก่อปัญหาให้เรือเหล็ก” จุดยืนทางการเมืองของอนุทินที่เป็นหัวหน้าพรรคนั้น เมื่อพูดครั้งแรกไปแล้ว การพูดครั้งต่อมาก็ควรยึดแนวคำพูดครั้งแรก ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้

ยืนยันว่ารายการนี้ไม่ได้ค้านการแบนสามสารเคมี แต่ภาครัฐควรมีมาตรการรองรับด้วย

“วีระศักดิ์” ประเมินว่า มีกระแสข่าวว่าหากแบนสามสารเคมีนั้น บางคนบอกว่าบางบริษัทที่ใกล้ชิดคนเบื้องหลังของบางพรรคเตรียมตัวเข้ามาขายสารเคมีตัวใหม่โดยใช้นอมินีตั้งบริษัทขึ้นมา และเรื่องนี้หากไม่มีคนการเมืองไปเกี่ยวข้องคงทำไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่มาก

“บากบั่น” ระบุว่า กรณีแบบนี้เมื่อสิบปีเศษที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และวันนี้ก็เหมือนว่าจะเกิดขึ้นอีก

จากนั้น “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า ท่าทีของ ”อนุทิน” ที่เคยขึงขังในเรื่องแบนสามสารเคมีเมื่อหลายวันก่อนแต่ตอนนี้เปลี่ยนท่าทีไป มันกระเทือนรัฐบาลในจุดหนึ่งและมีตัวแปรอื่นที่ทำให้ครม.ระส่ำหรือไม่

  “สมชาย” กล่าวว่า เหตุสภาล่มสองวันติดต่อกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพราะรัฐบาลลงมติแพ้ฝ่ายค้านเรื่องการตั้งกมธ.วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศและคำสั่งของคสช.และการใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 นั้น ในวันแรกนั้นฝ่ายรัฐบาลมีการขอนับคะแนนใหม่ด้วยการขานชื่อ ตามข้อบังคับการประชุมข้อ 85 แต่ฝ่ายค้านบอกว่า นับคะแนนใหม่ต้องนับจากการลงมติด้วยบัตรลงคะแนน ไม่ใช่ลงคะแนนใหม่ ตรงนี้ทั้งสองฝ่ายเถียงกันหนัก จนพักการประชุมแล้วก็ไม่จบ ฝ่ายค้านวอล์กเอาท์และมีการขอนับองค์ประชุม พบว่าวันนั้นไม่ครบองค์ประชุม โดย ส.ส.หลายคนติดตามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางคนไปทำภารกิจ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ใกล้ชิดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคไปลงมติกับญัตตินี้กับฝ่ายค้าน และ ส.ส.รัฐบาลสิบแปดคนไม่มาลงมติ ฝ่ายค้านสิบห้าคนไม่มาลงมติ แม้วิปรัฐบาลจะแจ้งส.ส.เรื่องการห้ามขาดประชุมแล้วก็ตาม เรื่องนี้พรรคพลังประชารัฐจะโทษใครไม่ได้ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะลงมติสวนก็ตาม

วันต่อมา องค์ประชุมก็ไม่ครบอีก เพราะวันที่สองฝ่ายค้านวอล์กเอาท์เกือบหมด ด้วยการใช้เทคนิคทางกฎหมายที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้ จนเสียงไม่พอเพราะองค์ประชุมไม่ครบ และต้องปิดประชุม โดยพบว่าวันที่สองนั้น ส.ส.รัฐบาลไม่มาประชุมหลายคน มองว่าเรื่องการป้องกันไม่ให้สภาล่มเป็นหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลที่ต้องไม่ให้เกิดเหตุสภาล่มอีก

หากการประชุมครั้งหน้าญัตตินี้ไม่จบ แล้วเลื่อนญัตติการศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา ญัตติแรกจะตกไปเลย

       “บากบั่น” กล่าวว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หกคนที่ยกมือกับฝ่ายค้านเพราะว่าร่วมเสนอญัตตินี้ด้วยและระบุว่าได้แจ้งไปยังพรรครวมทั้งวิปรัฐบาลแล้วว่าจะดำเนินการเช่นนี้

     “วีระศักดิ์” ให้มุมมองว่า แสดงว่าเรื่องนี้พรรคร่วมรัฐบาลต้องจัดการให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาแบบนี้อีก

          “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า การพิจารณาเรื่องเงินกู้ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ตามที่กกต.ให้ส่งข้อมูลในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ เพราะสังคมรู้เรื่องนี้มาหลายเดือนเนื่องจากธนาธรกล่าวเรื่องนี้กับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่าให้พรรคกู้เงิน และสิ่งที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แจ้ง ป.ป.ช.ว่ามีสัญญาเงินกู้กับพรรคสองฉบับ รวม 191 ล้านบาท และคิดดอกเบี้ยการให้กู้เงิน ตรงนี้จะมีผลเช่นใดกับการเมือง

      “สมชาย” กล่าวว่า สัญญาเงินกู้สองฉบับนี้มัดตัวธนาธร และสิ่งที่ย้ำคือ “กรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงว่าพรรคมีมติให้กู้เงินจากหัวหน้าพรรค โดยย้ำว่าไม่ผิดกฎหมาย จากนั้นมีการร้องเรียน กกต.ให้ยุบพรรคในกรณีนี้ โดย กกต.ขอให้พรรคอนาคตใหม่ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเพิ่ม พรรคอนาคตใหม่ขอเวลาสี่เดือน แต่ กกต.ไม่ยอมและให้ส่งมาในวันที่ 2 ธันวาคม ดังนั้น กกต.ต้องเร่งสรุปเรื่องนี้ โดยต้องพิจารณาว่า จะใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ปี 2550 ตามที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอ้างไว้ แต่ความจริงต้องใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ปี 2560 ใช้บังคับในเรื่องนี้ที่มีข้อห้ามว่าพรรคต้องไม่กู้เงินจากคนอื่นเพราะอาจมีการครอบงำพรรคได้จากคนให้กู้

เมื่อ กกต.พิจารณาเสร็จหากพบว่ามีความผิด กรณีนี้ถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค กกต.ก็ต้องเสนอศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความผิดดังกล่าว

     “วีระศักดิ์” สรุปว่า กรณีนี้มีผลต่อพรรคอนาคตใหม่ในวันข้างหน้ากับเส้นทางทางการเมือง

ในหลวง–ราชินีเสด็จฯเยาวราช 6 ธันวาคมนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402136?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ในหลวง–ราชินีเสด็จฯเยาวราช 6 ธันวาคมนี้

2 ธันวาคม 2562 – 09:05 น.
ชาวไทยเชื้อสายจีน,เยาวราช,พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี,งานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์
เปิดอ่าน 9,518 ครั้ง

ในหลวง–ราชินีเสด็จฯเยาวราช 6 ธันวาคมนี้ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายจีนในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ เวลา 17.00 น.

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยจะเสด็จฯ ไปทรงเปิดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ใต้ร่มพระบารมี สดุดีมหาจักรีวงศ์” ณ ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา

          จากนั้นเสด็จฯ ไปยังวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร และมูลนิธิเทียนฟ้า เพื่อทรงสักการะเจ้าแม่กวนอิมและประทับรถรางพระที่นั่งไปยังวัดมังกรกมลาวาส แล้วเสด็จฯ กลับ

กิจกรรมในงานแบ่งออกเป็น 4 รายการ คือ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจบูรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ให้ชาวไทยได้พึ่งพระบารมี เล่าเรื่องราวผ่านการฉายภาพเสมือนจริงบนจอแอลอีดีในรูปแบบอุโมงค์ ตั้งแต่บริเวณวงเวียนโอเดียน

นิทรรศการพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจะมีจอตามจุดต่างๆ บนถนนเยาวราช การแสดงขบวนพาเหรดศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน อาทิ ขบวนเอ็งกอ จากประเทศจีน, คณะแสดงมังกร 68 หัว, การแสดงสิงโตจากแชมป์อันดับ 2 ของประเทศไทย รวมนักแสดงกว่า 800 คน เยาวราชสตรีทฟู้ดส์นำร้านอาหารอร่อยขึ้นชื่อบนถนนเยาวราชและจากทั่วประเทศ 200 ร้านมาจัดบริการประชาชน ตั้งแต่แยกเฉลิมบุรีถึงแยกราชวงศ์

          จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมรับเสด็จในวันประวัติศาสตร์ 6 ธันวาคมนี้ โดยพร้อมเพรียงกัน
อ๊อด เทอร์โบ

รถไฟฟ้าไปเกษตรฯ
เปิดใช้ 4 ธ.ค.นี้

ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ อยากจะร่วมแสดงความยินดีกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว จะเป็นส่วนต่อจากตลาดหมอชิตไปยังสะพานใหม่-คูคต เวลานี้คืบหน้าไปมากๆ

ในวันที่ 4 ธันวาคมนี้ ผมได้ข่าวมาว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี จะไปเป็นประธานและทดลองนั่งโดยสารรถไฟฟ้าจากสถานีตลาดหมอชิตไปยังสถานี ม.เกษตรศาสตร์ ที่อยู่ใกล้บ้านผมมากและต่อไปนี้จะไปมาสะดวกขึ้นหลังจากทนรถติดมาหลายปีแล้ว

ผมอยากให้เครือข่ายรถไฟฟ้า, รถใต้ดิน, รถเมล์เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายใยแมงมุม เพราะผู้คนจะได้ใช้บริการมากขึ้น และจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีบัตรโดยสารราคาพิเศษให้บ้าง

เชื่อว่าน้ำใจคนไทยไม่ทอดทิ้งกันครับและต่อไปคงมีตั๋วราคาพิเศษ จะได้เรียกผู้โดยสารได้มากขึ้นและอย่าลืมเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อนและอำนวยความสะดวกให้เด็กและคนแก่ด้วย
บำรุงศักดิ์ (บางเขน)

เรียนคุณ ‘บำรุงศักดิ์’ บางเขน
ผมขอร่วมดีใจและขอบคุณที่แจ้งข่าวดีนี้มาให้ทราบ และเชื่อว่าต่อไปเราจะเดินทางได้สะดวกจากรถไฟฟ้าบีทีเอสนี้ที่มีเส้นทางหลายสีต่างๆ ทั่ว กทม.

บริเวณเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวนี้ต่อไปจะมีส่วนต่อไปถึงคูคตซึ่งอยู่ไกลออกไปมาก และเชื่อว่าต้องมีผู้โดยสารมากแน่ๆ เพราะผ่านชุมชนผู้คนมากมาย

ที่อยากจะฝากไว้คือความปลอดภัยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทางขึ้น-ลงสถานีต่างๆ และโปรดอำนวยความสะดวกให้ด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

คนฮ่องกงอพยพ
ต้องหนีร้อนไปพึ่งเย็น (โปรดอย่าเชื่อข่าวลือ)

ผมขออนุญาตแจ้งให้ทราบว่าเวลานี้มีข่าวลือเกี่ยวกับฮ่องกงเยอะมากและมีข่าวลือ-ข่าวลวงปล่อยออกมาในโลกออนไลน์ว่าจีนจะยึดฮ่องกงบ้าง ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลกวางตุ้งบ้าง อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด

เพื่อนชาวฮ่องกงของผมคนหนึ่งบอกว่า ข่าวพวกนี้สร้างความสับสน หวาดวิตกมาก เพราะได้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง จึงขอความกรุณาหยุดการแชร์หรือเผยแพร่ข่าวพวกนี้

จดหมายฉบับนี้อยากขอให้คุณช่วยเป็นสื่อกลางให้ด้วย แต่ที่แน่ๆ คือคนฮ่องกงที่มีเงินมองหาทางอพยพหนีร้อนไปพึ่งเย็นมาก เพราะมองหาอนาคตฮ่องกงชักไม่สดใสเป็นสวรรค์เหมือนเก่า

ผมเชื่อว่าฮ่องกงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับมาดังเดิม หรือไม่จะยิ่งแย่กว่าเดิมเพราะจีนคงไม่อยากให้เป็นเด็กดื้อแน่ๆ
องอาจ (เจริญกรุง)

หนี้ครัวเรือนสัญญาณศก.ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402134?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนี้ครัวเรือนสัญญาณศก.ไทย

2 ธันวาคม 2562 – 08:36 น.
หนี้ครัวเรือน,ปัญหาเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 437 ครั้ง

หนี้ครัวเรือนสัญญาณศก.ไทย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม 2562

ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลก แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดไปมากกว่าเดิม แต่ยังไม่เพียงพอที่จะส่งผลต่อรายได้ของประชาชนและจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ล่าสุดนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2562 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,201 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าร้อยละ 88.1 เป็นหนี้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการใช้จ่ายทั่วไป ซื้อยานพาหนะ ซื้อบ้าน จ่ายบัตรเครดิต เพื่อประกอบอาชีพและเป็นหนี้เก่า ทำให้สภาพหนี้ครัวเรือนปีนี้มีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 7.4 เฉลี่ย 340,000 บาทต่อครัวเรือน โดยเป็นปริมาณหนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยร้อยละ 79.8 เป็นหนี้ในระบบ และร้อยละ 8 เป็นหนี้นอกระบบ

อ่านข่าว…  หนี้ครัวเรือนต้องแก้ให้ถูกจุด

ผลสำรวจระหว่างวันที่ 11-23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้ตอบมากถึงร้อยละ 60.2 ระบุว่า หนี้ที่มีอยู่ยังเป็นหนี้เก่าทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 28.6 เป็นทั้งหนี้ก้อนเก่าและใหม่ และอีกร้อยละ 11.2 เป็นหนี้ก้อนใหม่ทั้งหมด โดยสาเหตุของการเป็นหนี้มาจากรายได้ลดลงและขาดรายได้จากการถูกเลิกจ้างงาน เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ค่าครองชีพสูงขึ้น ซื้อสินทรัพย์ถาวรมากขึ้น ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น ผ่อนสินค้ามากเกินไป ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จากภัยธรรมชาติ หนี้จากการพนัน รวมถึงเป็นค่ารักษาพยาบาล ใช้ในการเกษตร เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ นอกจากนี้ ประชากรกลุ่ม Gen Z อายุ 8-20 ปี มีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเกินตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่ซื้อสินค้าบ่อยครั้งหรือซื้อจุกจิก

หนี้ครัวเรือนยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เพราะเป็นตัวเลขที่สามารถบอกได้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร และสามารถบอกนิสัยการใช้เงินของคนในประเทศได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าจำนวนหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อครัวเรือนเป็นประวัติการณ์นั้น มีความน่ากังวล เพราะเป็นปัญหามาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลก โดยปีนี้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวร้อยละ 2.5-2.6 ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 3 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ส่งผลต่อรายได้ของประชาชนจำเป็นที่จะต้องมีการก่อหนี้ เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศไทยสามารถฟื้นตัวได้ในช่วงกลางไตรมาส 1 ปี 2563 หากยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 78 ต่อจีดีพี

จะว่าไปแล้วหนี้ครัวเรือนของคนไทยนั้นเป็นปัญหาที่อยู่กับประเทศของเรามานานมาก นอกเหนือจากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายแล้วสาเหตุสำคัญน่าจะมาจากนิสัยการใช้เงินเกินตัวหรือมือเติบ จึงเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องแก้ไขกันไป ส่วนการแก้ไขภาพรวมนั้นดูเหมือนรัฐบาลจะมาถูกทางที่ส่งเสริมให้คนเข้าถึงแหล่งเงินในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน รวมถึงเร่งฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้มีการจ้างงานและสร้างรายได้ การดูแลค่าครองชีพและควบคุมราคาสินค้า ดูแลเรื่องสวัสดิการให้แก่ประชาชน ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จัดหาแหล่งเงินทุนในระบบที่มีดอกเบี้ยต่ำ แก้ไขปัญหาการว่างงานและการเสริมอาชีพ, และจัดการขึ้นทะเบียนคนจน เป็นต้น ที่สำคัญรัฐบาลต้องมีแผนระยะยาวสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเพื่อหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เป็นประเทศพัฒนาแล้วบนหลักเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย