เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393672?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง

16 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563
เปิดอ่าน 2,078 ครั้ง

เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง คอลัมน์…  จี้จุดตาย…คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

หลังการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรกยุติลงได้

สมมุติว่าหากผู้แทนฯ คว่ำร่างกฎหมายฉบับนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมดสิทธิ์ไปต่อ มีเพียงลาออกหรือยุบสภาที่เป็นคำตอบ หากเป็นแบบนี้ไม่มีใครแฮปปี้แน่ แต่หากเสียงข้างมากของ ส.ส.ไฟเขียว ก็ดีไป

เมื่อมองถึงโอกาสและสถานการณ์ไฟเขียวของ ส.ส.ในไม่กี่วันข้างหน้า จะมีอะไรเกิดขึ้นกับคนบนเรือเหล็กบ้าง…

สายสืบไปนั่งทางในอ่านใจใครบางคนที่พอมีอิทธิพลทางจิตใจลุงตู่ในการนำเรือเหล็กลุยน้ำคราวนี้ว่าเค้าลางการเตรียม “ปรับครม.ลุงตู่ 2” แม้จะยังไม่เกิดในเวลาอันใกล้ แต่คนที่อยู่ในบัญชีรอเรียกนั้น บางชีวิตขยับเพื่อไต่เพดานบินกันล่วงหน้าและเร่งสร้างแต้มส่วนตัว นัยว่าหวังให้ลุงตู่แลเห็นฝีมือและผลงานที่ควรจะไปนั่งช่วยลุงตู่บริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งเสนาบดี

คนวงใน ครม.และบางพรรคหลักบนเรือเหล็กทราบบางรหัสสัญญาณแล้วว่า อีกชั่วอึดใจใหญ่ สัญญาณการปรับองคาพยพ รมต.นั้นจะบังเกิด เพราะ
1) รองนายกฯ บางคนจ่อจับเข่าคุยเปิดใจกับลุงตู่ว่าผลงานรัฐบาลบางอย่างที่ยังไม่กระดิกหรือบางอย่างขยับได้ไม่เต็มสูบนั้น เนื่องจากสายการบังคับบัญชาแยกสามสายให้สามพรรค คือ พปชร.-ปชป.-ภท. จังหวะจึงไม่สอดรับ เพราะต่างคนต่างทำงานของตัวเองโดยไม่แลเพื่อนร่วมขบวน หากไม่รื้อและวางระบบใหม่ อาการเศรษฐกิจไทยหัวทิ่มบ่อจะมาโดยไว…

2) รมว.กับรมช.ที่มาจากการร่วมรัฐบาล แม้จะแบ่งงานให้กำกับดูแลก็พบว่า เจ้ากระทรวงเศรษฐกิจบางคนล้วงลูกด้วยการแต่งตั้งคนไปทำงานในบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่แบ่งให้ รมช.ไปแล้ว จนเกิดอารมณ์หงุดหงิดในใจ แม้จะไม่ระบายออกมาแต่ก็จับอาการได้ แม้แต่ รมว.-รมช. จากพรรคเดียวกันยังเหยียบตาปลากันเองเลย

3) บุคคลที่อยู่ในบัญชีว่าที่ รมต. ซึ่งพลาดโอกาสขึ้นเรือเหล็กประยุทธ์ 2/1 หวังใจว่า คราวนี้จะได้สมหวังในเรือเหล็กประยุทธ์ 2/2 บางรายเร่งสปีดผลงานหวังลุงตู่มองเห็น แต่กลับละเลยหน้าที่บางประการที่ควรดูแลในวันนี้ บางรายถึงกับหวังว่าผู้ใหญ่ที่นับถือจะเมตตาส่งเสริมให้ไปทำหน้าที่เสนาบดีแบบแหกโผและอาจเขี่ยเพื่อนร่วมขบวนไปแบบงงๆ

แต่ข้อสามนั้นหากจะปรับเก้าอี้ของพรรคร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไขอันน่าสนใจไปเสนอ รับรองไม่มีใครเอาด้วย ดังนั้นโอกาสที่จะปรับภายใน พปชร.เองมีสูงกว่า แต่อย่าลืมช่วงฟอร์ม ครม.ชุดนี้ สิบกว่าก๊กในพปชร.ฟัดกันหนักเพียงใด…ลองย้อนไทม์ไลน์ข่าวเก่าๆ หลังรู้ผลเลือกตั้ง ส.ส. แล้วพินิจเอาเองว่า พปชร.เล่นกันแรงเพียงใดกับศึกในบ้าน

ดังนั้นรอดูลุงตู่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะวันนี้คือเรือเหล็กมิใช่เรือแป๊ะดั่งวันวานเมื่อห้าปีที่แล้ว ที่จะปรับ/ขยับ/โยกบุคลากรไปไหนมาไหนได้แบบสะดวกใจ เพราะการขยับหนึ่งเก้าอี้มันส่งแรงกระเทือนอย่างน้อยสามเก้าอี้ มีคนดีใจเพียงหนึ่งเดียว แต่คนผิดหวังนั้นอย่างน้อยมีมากกว่าสามคน

และอย่าลืมการหมางใจของคีย์แมนแต่ละพรรคด้วย หากจะแบ่งเค้กงานใหม่ในวันข้างหน้า เพราะบางคนเมื่อโดนล้วงลูกอาจไม่พอใจขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้นก็เดาไม่ได้เสียด้วย…

เรื่องวุ่นวายใจที่คนการเมืองจ่อขยับในวันข้างหน้านั้น รอดูว่าลุงตู่จะพินิจจังหวะอย่างไรไม่ให้เครื่องสะดุด และรักษาน้ำใจของหลากพรรคบนเรือเหล็กไว้ได้เพื่อเดินทางไปถึงฝั่ง !

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ

16 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
งบประมาณ,ความมั่นคง,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 389 ครั้ง

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว    โดย…ปกรณ์ พึ่งเนตร

วาทกรรม “งบความมั่นคงสูงกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจ” กลายเป็น “ธีมหลัก” ที่ฝ่ายค้านใช้ถล่มร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ของรัฐบาล

ดูตามหน้าเสื่อต้องบอกว่าโหมโรงถล่มตั้งแต่ก่อนส่งร่างกฎหมายเข้าสภา ตีตราตอกย้ำความเป็นรัฐบาลทหาร เทงบให้แต่ภารกิจความมั่นคง ซื้ออาวุธ สวนทางกับพวกตนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

คำถามคือ “ไส้ใน” งบปี 63 เป็นไปตามข้อครหาจริงหรือไม่ ?

ก่อนอื่นไปดูโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 กันก่อน งบปี 63 ตั้งวงเงินไว้ที่ 3,200,000 ล้านบาท (3.2 ล้านล้านบาท) สูงกว่างบปีที่แล้วถึง 2 แสนล้านบาท และเป็นยอดงบประมาณที่สูงที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยจัดทำระบบงบประมาณเป็นต้นมา

การจัดงบปี 63 เป็นงบขาดดุลต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยยอดการขาดดุลอยู่ที่ 4.69 แสนล้านบาท เพิ่มยอดขาดดุลขึ้นจากปีที่แล้ว 1.9 หมื่นล้านบาท (ปีที่แล้วยอดรวมงบ 3 ล้านล้านบาท ยอดขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท) โดยเหตุผลที่ต้องตั้งงบแบบขาดดุล ก็เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากเหตุผลข้อนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจพอสมควร

ทีนี้ไปเจาะดูกันว่า รัฐบาลตั้งงบในภารกิจความมั่นคง สูงกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ?

จากการตรวจสอบเอกสารงบประมาณปี 63 พบว่า มีการจัดสรรงบภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน รวมทั้ง “รายการค่าดำเนินการภาครัฐ” ซึ่งนับเป็นอีก 1 ยุทธศาสตร์ด้วย รวมเป็น 7 ด้าน

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ตั้งงบไว้ที่ 4.28 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 12 แผนงาน รวมทั้งแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1 หมื่นล้านบาทเศษด้วย (10,865.5 ล้านบาท)

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 คือยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขัน พูดง่ายๆ ก็คือยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งงบไว้ที่ 3.8 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 16 แผนงาน

ถ้าเราดูคร่าวๆ เพียงแค่นี้ ก็จะเห็นว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขัน น้อยกว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงจริงๆ โดยเฉพาะหากเทียบกับปีที่แล้ว คือ งบปี 62 ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ตั้งไว้ที่ 3.29 แสนล้านบาทเท่านั้น ต่ำกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ 4.06 แสนล้านบาท

แต่ถ้าเราดูไส้ในแผนงานในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ก็จะเห็นว่ามีแผนงานหลายแผนที่ส่งผลบวกด้านเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน เช่น แผนงานยุทธศาสตร์จัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ เพราะเรื่องแรงงานเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานโดยตรง หากแก้ปัญหาได้ ก็จะช่วยเรื่องการส่งออกในตลาดยุโรปและอเมริกาได้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมีแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่หากทำสำเร็จก็จะส่งผลให้เกิดการค้าการลงทุนร่วมกันกับมิตรประเทศด้วย

กล่าวเฉพาะ “งบดับไฟใต้” หรือแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 10,865.5 ล้านบาท แบ่งเป็นงบด้านความมั่นคง 5,363.9 ล้านบาท และงบด้านการพัฒนา 5,501.4 ล้านบาท จากตัวเลขก็จะเห็นว่ารัฐบาลให้น้ำหนักงานพัฒนามากกว่างานความมั่นคงเล็กน้อย

ฉะนั้นหากพิจารณาตามหลักการจัดทำ “งบประมาณแบบบูรณาการ” แล้ว คงพูดไม่ได้ว่ารัฐบาลให้น้ำหนักกับภารกิจความมั่นคงมากกว่าเศรษฐกิจ เพราะการใช้จ่ายงบทุกตัว ทุกด้าน ล้วนส่งผลถึงกัน และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งสิ้น

สำหรับตัวเลขงบประมาณที่หลายฝ่ายพูดถึงกันมาก ก็คือตัวเลขงบรายกระทรวง ท็อปโฟร์ หรือ 4 อันดับแรกที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงที่สุด ประกอบด้วย
อันดับ 1 กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับจัดสรร 3.68 แสนล้านบาท แต่น้อยกว่าปีที่แล้ว 386 ล้านบาท
อันดับ 2 กระทรวงมหาดไทย 3.53 แสนล้านบาท
อันดับ 3 กระทรวงการคลัง 2.49 แสนล้านบาท เพิ่มจากปี 62 จำนวน 6,700 ล้านบาท
และ อันดับ 4 กระทรวงกลาโหม 2.33 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 62 ถึง 6,200 ล้านบาท

ขณะที่กองทัพบกเพียงกองทัพเดียว ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1.13 แสนล้านบาท (เฉียดครึ่งหนึ่งของงบทั้งกระทรวงกลาโหม) มากกว่าปี 62 อยู่ 2,300 ล้านบาท

  ทิศทางงบกลาโหม ต้องบอกว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช.เป็นต้นมา จากปี 58 อยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท ถึงปี 63 พุ่งขึ้นไป 2.33 แสนล้านบาทแล้ว คิดรวมๆ 5 ปีงบประมาณขึ้นมาราวๆ 4 หมื่นล้านบาท โดยที่ผ่านมางบกระทรวงกลาโหมขึ้นมาติดอันดับท็อป 5 ในยุคคสช. และปีล่าสุดขยับมาติดท็อป 4 โดยงบกลาโหมเพิ่มขึ้นแต่ละปีเฉลี่ย 7 พันล้านบาท แต่งบปี 63 มีอัตราการเพิ่มขึ้นจากงบปี 62 ต่ำกว่างบปีก่อนหน้า

ลมหนาวจะมาแล้วเร่งฟื้นฟูจากน้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลมหนาวจะมาแล้วเร่งฟื้นฟูจากน้ำท่วม

16 ตุลาคม 2562 – 07:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ลมหนาว,ฟื้นฟู,น้ำท่วม,อุณหภูมิ
เปิดอ่าน 292 ครั้ง

ลมหนาวจะมาแล้วเร่งฟื้นฟูจากน้ำท่วม คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          นับแต่วันนี้เป็นต้นไป กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศว่าภาคเหนือและอีสานอุณหภูมิจะลดลงราว 1-3 องศาเซลเซียสนั้น หมายความว่าอากาศจะเย็นลงหรือเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาวแล้ว

แต่ขณะเดียวกันทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2 เมตร และควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือ

ประชาชนในบริเวณทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น

จากการติดตามข่าวจากน้ำท่วมโดยเฉพาะที่อุบลราชธานี ณ เวลานี้ ปริมาณน้ำได้ลดลงมากแล้วและเหลือซากแห่งความสูญเสียปรักหักพัง บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมไปถึงถนนหนทางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ประชาชนจะต้องเดือดร้อนไปอีกแรมเดือน

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ และคณะชุดใหม่ที่ได้ลงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูให้สู่สภาพเดิมหรือดีกว่าเดิม ซึ่งต่อไปนี้หากคำสั่งของหัวหน้ารัฐบาลคือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ไม่หายไปกับสายน้ำแล้ว ประชาชนคนไทยจะได้รับการเยียวยาดูแลทุกครัวเรือน

สิ่งที่จะฝากไว้ก็เรื่องการบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน ซึ่งพูดกันมานานแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นรวมถึงภัยแล้งที่มีมาทุกปีในทุกภาคของประเทศไทย

ถึงเวลาแล้วที่จะทำให้ภัยแล้ง-น้ำท่วม หมดไปจากประเทศไทยเสียที

ไม่งั้นเราก็ต้องบริจาครินน้ำใจช่วยเหลือกันเรื่อยไปไม่จบสิ้น
อ๊อด เทอร์โบ


 ไทยเจอศึกหนักเจ้าภาพ
 บอลโลกเจอคู่แข่ง

ผมเห็นคุณคัดค้านเรื่องการขอเป็นเจ้าภาพจัดบอลชิงแชมป์โลก 2034 หรืออีก 15 ปี ข้างหน้าแล้วขอร่วมแสดงความคิดเห็นมาทางจดหมายนี้ หลังจากได้ตามข่าวการประชุมรัฐมนตรีกีฬาประเทศเอเซียน

เรียนให้ทราบตามตรงว่าเราเจองานช้างหรือศึกหนักเป็นคู่แข่งที่จะเสนอตัวเสียแล้วครับ และอยากเตือนมาเพราะไทยได้รับเลือกให้เป็นหัวหอก-หัวขบวน ขอเป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งเราก็โอเคไฟเขียวไปแล้วด้วย

ที่เขียนแจ้งมานี้ไม่ใช่จะให้หมดกำลังใจ แต่ด้วยความปรารถนาดีเพราะอุปสรรคมีมากมายจะได้เตรียมรับมือ

กลุ่มประเทศอาเซียนที่จะขอเป็นเจ้าภาพจัดบอลโลก 2034 ร่วม มีไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์-เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งจะต้องมีข้อรายละเอียดตกลงกันมากหลายประเด็น

ลองมาดูประเทศที่ขอเป็นเจ้าภาพอีก เช่น จีน-ซิมบับเว-ไนจีเรีย-ออสเตรเลีย กับ นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งแต่ละประเทศพร้อมทั้งเงินทอง, อิทธิพลการเมืองและกำลังภายนอกภายในทั้งนั้น

จึงขอให้เตรียมพร้อมสำหรับไทย หัวหอกที่จะขอจัดบอลโลก 2034 และยืนยันว่าจะไม่สะดวกเหมือนดังที่ฝันหวาน
ประเสริฐ (กทม.)

เรียนคุณ ‘ประเสริฐ’ กทม.
ขอบคุณสำหรับข้อมูลทางจดหมายที่แจ้งมา ผมจึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบและเชื่อว่าในการประชุมทีมงานที่มาเลเซียเร็วๆ นี้ จะต้องพูดกันหลายประเด็นและดูรายชื่อประเทศแล้วเป็นศึกหนักอย่างที่คุณแจ้งมา

งบประมาณในการเตรียมการเป็นเจ้าภาพนี้ระดับพันล้านบาท หรือหลายพันล้านบาท หรือสนามบอล หรือทีมที่จะใช้รองรับการเป็นเจ้าภาพนี้ก็ไม่ใช่น้อยต้องใช้เงินอีกเป็นหมื่นล้านบาท

จึงขอเรียนให้ทราบเพื่อจะได้เตรียมการให้ถูกต้องและเวลานี้ขอยกให้ ‘จีน’ เป็นเต็ง 1 ที่จะได้จัดเพราะ ‘สี จิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีนจะอยู่ในอำนาจอีกนานและเป็นมหาอำนาจมีความแข็งแกร่งทุกอย่าง

แล้วที่สำคัญประธานาธิบดีจีนผู้นี้โปรดปรานฟุตบอลมากและไม่ค่อยชอบกอล์ฟเพราะเห็นว่าทำลายธรรมชาติ

มีคนพูดกันว่ายกเว้นดาวกับเดือนเท่านั้นที่จีนจัดการให้ไม่ได้

แล้วแค่เจ้าภาพบอลโลก 2034-สบายมาก อย่าห่วง!
อ๊อด เทอร์โบ


 คนบวชน้อยลงจริงหรือไม่?
 แต่พระ-เณร ยังมีกว่า 3 แสน

ผมอยากเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบว่าเวลานี้พระเณรบวชอยู่ในผ้าเหลืองกว่า 3 แสนรูป ซึ่งนับว่ามากจริงๆ เมื่อเทียบกับอัตราส่วนคนไทยของเรา

ที่แจ้งมานี้เพราะได้ข่าวจากสำนักงานพุทธศาสนาฯ ว่าคนไทยบวชน้อยลงซึ่งนับเฉพาะบวช 1 พรรษาขึ้นไป

อยากจะให้พระเณรที่ศรัทธาในพุทธศาสนาบวชและมีการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มข้น

ประเภทบวชเพื่อผลประโยชน์หรือหนีหนี้ หนีคดี ฯลฯ อย่าให้มีอีก พระพุทธศาสนาจะได้เป็นที่ศรัทธาตลอดไป
มานพ (ชาวพุทธ)


หมอลำคาร์นิวุ่น วุ่นทุกปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมอลำคาร์นิวุ่น วุ่นทุกปี

15 ตุลาคม 2562 – 11:05 น.
หมอลำคาร์นิวัล,ศิลปวัฒนธรรม
เปิดอ่าน 385 ครั้ง

หมอลำคาร์นิวุ่น วุ่นทุกปี หมอลำคาร์นิวุ่น วุ่นทุกปีโดย… สุมาลี สุวรรณกร   ภาพโดย…   จิติมา จันพรม

เรื่องวุ่นวายของ “หมอลำคาร์นิวัล” ที่จัดมา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2562 ดูเหมือนจะอยู่ในความสนใจของคนขอนแก่นอย่างยิ่ง เพราะจัดปีไหนก็มีปัญหาตลอด ถูกวิจารณ์ตลอด โดยเฉพาะปีล่าสุดที่งบประมาณในการจัดบานเบอะทะลุ 27.4 ล้าน ทั้งๆ ที่หลายคนมองสเกลงานแล้วน่าจะไม่เกิน 10 ล้านด้วยซ้ำ

ปี 2560 ที่จัดเป็นปีแรก เจ้าภาพจัดคือสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ มาจัด และเชิญหลายหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมหารือ ประชุม ดำเนินการ แต่ก็ได้ยินเสียงบ่นๆ ว่าคนในพื้นที่ หน่วยงานในพื้นที่มีส่วนร่วมค่อนข้างน้อยเพราะทุกอย่างอยู่ในการดูแลของออร์แกไนซ์ทั้งหมด งบประมาณการจัดในปีนั้นอยู่ที่ 6 ล้านบาท มีการแต่งชุดหมอลำเดินตามถนน เลียนแบบงานคาร์นิวัลในเมืองนอก มีดาราดังในเพลานั้นคือ “เคน ภูภูมิ” ซึ่งกำลังดังจากละครเรื่อง “นาคี” มาร่วมโชว์ตัวในขบวนแห่ด้วย และมีศิลปินแห่งชาติ คุณแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน คุณพ่อป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม และคุณแม่บานเย็น รากแก่น มาขึ้นรถแห่ไปตามถนนรวมถึงมีการแสดงหมอลำเวทีใหญ่ริมบึงแก่นนคร มีการยกอ้อ ยอครู รัฐมนตรีบินมาเปิดงาน แต่น่าเสียดายที่ปีนั้นฝนกระหน่ำแทบไม่มีชิ้นดี จนมีเสียงพูดว่า “ผิดครู” เพราะชุดหมอลำเป็นชุดมีคุณค่า คือตัวแทนศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ไม่ควรเอามาใส่แล้วเดินตามท้องถนนแบบนี้ เลยทำให้ฝนตกหนัก

ปีที่ 2 ได้ยินว่างบประมาณก็เท่าเดิม เพิ่มเติมคือมีปัญหากันระหว่างออร์แกไนซ์กับคนที่รับงานต่อในพื้นที่ไม่จ่ายเงินกันจนขึ้นโรงขึ้นศาล งานนี้การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ก็ยังน้อยเหมือนเดิม มีหน้าที่แค่เอาคนไปร่วมงานและร่วมชมเท่านั้น และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เป็นเจ้าภาพเช่นเคย

แต่พอปีที่ 3 ดูเหมือนว่าเป็นที่จับตามองอย่างมากเพราะปีนี้โอนการทำงานมาให้หน่วยงานในท้องถิ่นอย่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และถูกจับตาเพราะมีการตั้งบประมาณเอาไว้สูงลิ่วถึง 28 ล้านบาท และมีการยื่นซองกันราคาต่ำสุดอยู่ที่ 27.4 ล้านบาท โดยระบุว่างบประมาณสูงเพราะมีการตั้งทีโออาร์ เอาไว้ตามสเปกที่สูงมาก โดยเฉพาะจะต้องมีคนมาเดินในขบวนถึง 2,000 คน งานจัด 3 วันและมีการประกวดหมอลำด้วย ซึ่งหากมองตามทีโออาร์ที่เขียนเอาไว้ค่อนข้างต้องใช้เงินเยอะและยังระบุอีกว่า หมอลำที่มาแสดงนั้นจะต้องเป็นคณะดังๆ ระดับท็อปทรีของประเทศเท่านั้น

ตอนแรกได้อ่านทีโออาร์ก็ตกใจเพราะสิ่งที่ระบุเอาไว้ต้องใช้งบประมาณเยอะจริงๆ แต่พอมาเห็นสเกลของงานที่ออกมาในวันจริงคือ 6-8 กันยายนที่ผ่านมาแล้วทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “ถึงเหรอ” หมายถึงงบประมาณที่ต้องใช้มันจะถึง 27.4 ล้านเลยหรือ

แต่สิ่งที่เหมือนกันของทุกครั้งคือออร์แกไนซ์ที่มารับงานเป็นคนที่ไม่เคยทำงานหมอลำ ไม่มีความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอีสาน ไม่รู้จักหมอลำมีใคร อะไรอย่างไรบ้าง แต่โชคดีตรงที่มีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเป็นที่ปรึกษา และมีพ่อครูแม่ครูรุ่นศิลปินแห่งชาติที่ถูกใส่ชื่อเป็นคณะทำงานมาช่วยแนะนำด้วย
พอวันจัดงานเมื่องบประมาณเยอะแต่การจัดงานออกมาไม่ได้หรูหราเหมือนที่ใช้งบประมาณไปทำให้มีกระแสโจมตีจากคนเมืองขอนแก่น กระแสโซเชียล และอื่นๆ อีกมากมาย พอซักไปซักมา ถามไปถามมาก็มีการโยนกันว่า “ปีนี้ที่ใช้งบประมาณเยอะเพราะงบประมาณไปอยู่ในส่วนของการจัดประกวดหมอลำ ซึ่งใช้งบประมาณไปมากถึง 17 ล้านบาท” เมื่อพูดออกมาแบบนี้ทำให้คนจับจ้องไปที่คณะกรรมการจัดประกวดหมอลำ ซึ่งมีระดับพ่อครูแม่ครูทั้งนั้น หลายคนเคลือบแคลงสงสัยว่าท่านเหล่านี้ได้รับเงินค่าตัวเยอะแน่นอน ทั้งค่าตอบแทนในการเป็นกรรมการตัดสินและค่าตัวในการดำเนินการต่างๆ แต่พอไปฟังจากปากของคนที่อยู่ในกระบวนการแล้ว มันโอละพ่อ ไม่ได้เยอะอย่างที่คิดเลย

โดยเฉพาะการได้ฟังการบอกเล่าของศิลปินระดับครูเรื่องการจัดประกวดหมอลำที่ถูกโยนกลองว่าใช้งบประมาณมากที่สุดแล้วก็อยากจะร้องไห้ สงสารพ่อครูแม่ครูที่ถูกดึงตัวมาลำบากในการจัดงานครั้งนี้ เพราะระดับศิลปินแห่งชาติได้ค่าตัวในการเป็นกรรมการประกวดและดูแลการจัดประกวดทั้งหมดเพียงคนละ 10,000 บาทต่อวัน ส่วนคนอื่นๆ อีก 5 คน ได้ค่าตัวคนละ 6,000 บาทต่อวัน โดยไม่มีค่าที่พัก ไม่มีค่าเดินทาง แต่ไม่ได้ถามว่ามีข้าวเลี้ยงไหม

การจัดประกวดหมอลำจัดที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่เมืองขอนแก่น 2 วัน หากคิดค่าเช่าสถานที่ 2 วันไม่น่าจะเกินวันละ 150,000 บาท อีก 2 วันเป็นการชิงชนะเลิศมาจัดที่หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ซึ่งในวันที่ 7-8 กันยายน มีการตั้งโดม 2 ตัว โดมตัวแรกใช้แสดงหมอลำของคณะหมอลำชื่อดังของอีสานตามทีโออาร์ที่แจ้งไป และอีกโดมหนึ่งใช้ประกวดหมอลำ ซึ่งดูเงินรางวัลแล้วก็พอสมน้ำสมเนื้อ รวมสองประเภททั้งระดับประชาชนทั่วไปและระดับนักเรียนนักศึกษา 2 รางวัลรวมเงินอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท และแต่ละคณะที่มาประกวดมีค่าตอบแทน ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้าต่างๆ ให้อีกคณะละ 10,000 บาท โดยมีข้อแม้ว่าแต่ละคณะจะต้องมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 20 คน ข้อกำหนดนี้เองทำให้มีคนมาสมัครน้อย เพราะเวลากระชั้นถึงขั้นต้องไปเกณฑ์กันมา บางคณะมีสมาชิกแค่ไม่ถึง 10 คนก็ต้องไปเรียกเพื่อนมาช่วยอยู่ในคณะเพื่อให้เข้าเกณฑ์และสามารถสมัครได้

ผลการประกวดออกมาก็เป็นที่น่าพอใจรวมถึงหลังการประกวดมีการกำหนดให้ไปโรดโชว์เพื่อโชว์ตัวในสถานที่ต่างๆ ด้วย แต่ทั้งหมดทั้งมวลหากมีการสรุปยอดค่าใช้จ่ายในการประกวดหมอลำรวมการโรดโชว์แล้วผู้ที่นั่งอยู่ในที่นั้นด้วยบอกว่าไม่น่าจะเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งห่างไกลกับตัวเลข 17 ล้านบาทที่ว่ามากโข
นอกจากนั้นเรื่องคณะหมอลำระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ระบุเอาไว้ในทีโออาร์นั้นเอาเข้าจริงๆ หากว่ากันราคาจ้างกันทั่วไปน่าจะอยู่ที่วงละไม่ต่ำกว่า 3-4 แสน มีประมาณ 6 คณะ แต่พอมาโชว์จริงๆ กลับพบว่าไม่ได้มาเต็มวง แถมมีแต่ตัวเอกที่มากับลูกทีมอีกไม่ถึง 20 คน อีกทั้งแต่ละคืนวงดังๆ โชว์แค่วงละ 2 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าค่าจ้างคงไม่ถึงวงละ 3-4 แสนตามราคาที่ตั้งเอาไว้แน่นอน

แต่ที่น่าอนาถใจที่สุดในส่วนของพิธียกอ้อยอครูซึ่งเป็นพิธีสำคัญที่สุดในการจัดงาน กลับมีงบประมาณให้แค่ 50,000 บาท และผลักภาระให้คุณพ่อคุณแม่ศิลปินแห่งชาติท่านเป็นคนดำเนินการ แถมมีการต่อรองงบประมาณอีกมากมาย เล่นเอางานนี้คนร่วมทำงานเหนื่อยใจเป็นที่สุดแทบอยากจะลุกหนี แต่เพราะอยากอนุรักษ์สืบสานเรื่องดีๆ เอาไว้ถึงได้ก้มหน้าทำงานให้ แม้จะถูกสายตาสงสัยของหลายคนจับจ้องก็ตาม
ถึงวันนี้แม้ยังไม่มีคำชี้แจงอะไรออกมาอย่างแจ่มชัดแต่ก็ทำให้สังคมเฝ้าจับตามองโอกาสของเมืองขอนแก่นที่ได้รับงานดีๆ เข้ามา หลายคนก็มองว่าเป็นเรื่องดีที่ให้ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรม แต่พอเอาเข้าใจจริงๆ การทำงานที่ต้องผ่านออร์แกไนซ์และบริษัทรับจ้างจัดงาน เลยทำให้ขาดความร่วมมือร่วมใจของคนในพื้นที่ งานดีแต่มีส่วนร่วมน้อย ความอินกับงานของหน่วยงานร่วมจัดก็น้อย แถมมีการตั้งตารอว่าปีหน้าจะมีการจัดอีกหรือไม่ และปีหน้างบประมาณจะทะลุหลักกี่ล้านเรื่องนี้คงต้องรอคอยคำตอบเพราะเราๆ ท่านๆ คงทำได้แค่จับตาดูเท่านั้น

46 ปี 14 ตุลาฯ ตอกย้ำหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ในปชต.ไทยๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393480?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

15 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
46 ปี 14 ตุลาฯ 2516
เปิดอ่าน 564 ครั้ง

46 ปี 14 ตุลาฯ ตอกย้ำหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ในปชต.ไทยๆ โดย…  เกศินี แตงเขียว

วาระครบ “46 ปี 14 ตุลาฯ 2516” มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ได้จัดงานรำลึกเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ 16 แยกคอกวัว ซึ่งช่วงสายได้จัดปาฐกถา 14 ตุลาฯ ประจำปี 2562 หัวข้อ “นิติรัฐและนิติธรรม กับระบอบประชาธิปไตยไทย”

“รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ” อดีตรองคณบดีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ขึ้นปาฐกถาหัวข้อดังกล่าว โดยเกริ่นนำว่า การได้รับเชิญมาพูดในหัวข้อวันนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นว่า นิติรัฐ-นิติธรรม ที่เป็นคำใหม่ในรัฐธรรมนูญ หมายความว่าอย่างไร มีพัฒนาการอย่างไร และเราจะเดินหน้ากันต่อไปภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยไทยนั้นภายใต้นิติรัฐ-นิติธรรมอย่างไร

ซึ่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พลังของประชาชนนิสิตนักศึกษา คนที่มีความคิดก้าวหน้าร่วมกันผลักดันประเทศของเราให้ก้าวไปข้างหน้าตลอดระยะเวลา 40 กว่าปี แม้จะล้มลุกคลุกคลานบ้าง ผ่านการยึดอำนาจรัฐประหาร แต่หากดูภาพรวมแล้วไม่ว่าจะยึดอำนาจรัฐประหารกี่ครั้งก็ตาม สิ่งที่วีรชน 14 ตุลาฯ ทั้งที่จากไปแล้วและที่ยังมีชีวิตได้ใฝ่ฝันแสวงหาและต่อสู้ให้ได้มานั้นก็กำลังก่อรูปก่อร่างทำให้เห็นชัดมากขึ้นทุกวัน สมกับปณิธานของคนรุ่น 14 ตุลาฯ ที่ว่าคนเหล่านั้นพร้อมโถมตัวเป็นเม็ดทรายเพื่อจะก่อถนนเส้นใหม่ให้ประเทศไทย แม้จะเป็นถนนที่ถมลงไปในท้องทะเลที่มืดมิดก็ตามแต่สักวันเส้นทางนั้นจะปรากฏให้เห็น

ขณะที่การปาฐกถาได้เริ่มต้นประเด็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ว่า ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้วางหลักการพื้นฐานที่ถือว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือในมาตรา 1 บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกไม่ได้ที่ทำให้เราระลึกถึงการต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งไม่ใช่เพียงความคิดของวีรชน 14 ตุลาฯ แต่ยังเป็นความพยายามของบรรพบุรุษที่ตกทอดกันมาในสังคมไทยนับตั้งแต่ร่วมกันกอบกู้เอกราชจากการยึดครองของพม่ามาตั้งเป็นกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้ต่อต้านอำนาจที่ครอบงำบ้านเมืองอยู่ในเวลานั้นอย่างจริงจังเพื่อจะนำมาซึ่งหลักความเป็นเอกราชของบ้านเมือง และยังมีพลเมืองที่อาสาเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการรักษาและจารึกไว้รัฐธรรมนูญว่าเราเป็นประเทศเอกราชที่เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันและจะแบ่งแยกมิได้

ขณะที่มาตรา 2 บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการนี้ก็มีพัฒนาการโดยที่เห็นเด่นชัดมากขึ้นคือพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวสมานสามัคคีกัน ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มาจากการรับรู้และร่วมใจนับถือด้วยความเชื่อว่าเป็นที่รวมจิตใจ เป็นผู้ที่เสริมสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ หลักนี้คือหลักราชประชาสมาสัย 14 ตุลาฯ ที่ประชาชนและพระมหากษัตริย์มีส่วนร่วมกันเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปัจจุบันซึ่งมีพัฒนาเป็นลำดับมา

ส่วนมาตรา 3 กล่าวถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ครม. ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยข้อความในมาตรา 3 นั้นได้บัญญัติรับรองกันไว้ตั้งแต่ปี 2475 และที่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นก็เป็นลักษณะพิเศษของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งจะแตกต่างกับในต่างประเทศที่บัญญัติ

ขณะที่มาตรา 4 ซึ่งเป็นของใหม่ ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ยังจำเป็นต้องอาศัยพลังของคนที่รู้และเข้าใจและมุ่งมั่นผลักดันให้เป็นจริงในฐานะหลักการใหญ่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

และในมาตรา 5 กำหนดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ การกระทำใดๆ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญเป็นอันใช้ไม่ได้ โดยหลักการในมาตราเหล่านี้ก็สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2475 กระทั่งมีการเกิดขึ้นของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้ความคิดที่ว่ารัฐธรรมนูญต้องบังคับได้จริง รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงเอกสารที่แสดงแนวทางการปกครองประเทศ หรือแสดงความหวัง หรืออุดมคติเท่านั้น จึงมีองค์กรที่ออกมารองรับการใช้รัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ในวรรคท้ายของมาตรา 5 ยังระบุว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยหลักการที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นหรือมีเหตุการณ์ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ว่าจะทำอย่างไร ก็ให้ดำเนินการตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยนั้น

หากย้อนในประวัติศาสตร์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่พระมหากษัตริย์มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการใช้พระราชอำนาจในยามวิกฤติที่เราควรทำความเข้าใจว่ามีความสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญ

ส่วนความหมายนิติรัฐ-นิติธรรม “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” กล่าวว่า กำเนิดของหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law การปกครองแห่งกฎหมาย ส่วนนิติรัฐเป็นคำที่มาจากภาษาเยอรมัน แปลตรงๆ คือ State of Law หรือรัฐที่กฎหมายเป็นสิ่งสูงสุด ความสูงสุดของกฎหมายหรือหลักนิติธรรม หรือหลักการปกครองโดยธรรม หรือหลักการปกครองโดยถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือหลักนิติรัฐ หลักรัฐแห่งกฎหมายนั้น เป็นหลักการพื้นฐานที่ยืนยันว่าอำนาจปกครองย่อมมีได้จำกัดตามกฎหมาย โดยถือได้ว่าเป็นหลักของระบบกฎหมายในประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งหลักนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิ-เสรีภาพของบุคคล กำเนิดขึ้นจากผลพวงวิวัฒนาการทางกฎหมายที่อดีตเคยมีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในฝั่งตะวันตก

ขณะที่ “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” กล่าวถึงสังคมไทยโบราณว่าเคยถือหลักตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะเป็นผู้รู้ธรรม เป็นผู้ชี้ขาดข้อคดีทั้งปวงด้วยพระสติ พระปัญญา ที่ทำด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ โดยพระมหากษัตริย์ในคติแบบไทยแต่โบราณไม่ใช่เป็นผู้บัญญัติกฎหมายขึ้นตามพระราชหฤทัยแต่เป็นเพียงผู้แสดงออกว่ากฎหมายนั้นแท้จริงมีอยู่อย่างไรตามหลักธรรมอันดำรงอยู่ ตามเหตุ ตามปัจจัยหรือตามเหตุผลของเรื่องเท่านั้น โดยผู้พิพากษาตุลาการรวมทั้งหมู่มุขมนตรี (หัวหน้าฝ่ายบริหาร) มีหน้าที่ต้องตัดสินความและกระทำการเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนี้

สำหรับหลักนิติธรรมในประเทศไทยก็สอดคล้องกับหลักที่รับรู้กันในประเทศตะวันตกว่ากฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดและการปกครองต้องถือกฎหมายเป็นใหญ่ ซึ่งหลักนี้รับรู้มาตามรูปแบบคำสอนของอาจารย์สอนกฎหมายในประเทศอังกฤษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ว่าหลักนิติธรรมเป็นเรื่องแสดงความสามารถในการปกครองตนเองของชาติที่เจริญแล้ว และเป็นหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ที่มีสาระสำคัญว่าการปกครองต้องปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยอำเภอใจ หรือโดยดุลพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

การที่กฎหมายจะเป็นใหญ่ได้นั้น ต้องประกอบด้วยหลักประกัน 1.ต้องไม่มีผู้ใดได้รับโทษ หรือผลร้ายใดๆ จากรัฐหากผู้นั้นไม่ได้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 2.บุคคลทุกคนย่อมเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย 3.ศาลเป็นผู้มีอำนาจที่เป็นอิสระเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทว่ากฎหมายมีว่าอย่างไร

การปาฐกถาของ “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” ได้กล่าวถึงข้อคิดในตอนท้ายว่า อำนาจที่แท้จริงคือความเห็นร่วมกันที่คนทั้งหลายยอมเคารพและเชื่อฟัง หลัง 14 ตุลาฯ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจตามอำเภอใจลดน้อยถอยลง

แต่อำนาจตามอำเภอใจทางเศรษฐกิจมีมาก ต้องไม่ให้ทุนใหญ่ใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ ให้ประชาชนต่อรองควบคุมการใช้อำนาจผูกขาด ซึ่งขอให้รำลึกถึงเจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ เพื่อให้กฎหมาย เหตุผลเป็นใหญ่ ด้วยความร่วมมือกัน

p26

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393477?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง

15 ตุลาคม 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,บุหรี่ไฟฟ้า,มอเตอร์เวย์,สารเคมี
เปิดอ่าน 296 ครั้ง

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งเตือนมายังผู้นิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งอ้างเหตุผลว่าไม่มีอันตรายและมีข่าวจาก ‘ศ.น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ’ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มาแจ้งให้ทราบ

การสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายและเรียกร้องให้คนไทยหยุดสูบเพราะเป็นสาเหตุให้ปอดอักเสบอย่างรุนแรงในเวลา 2-3 ปีอาจถึงตายได้

โดยเฉพาะน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคเร็วขึ้น ซึ่งมีศัพท์ทางการแพทย์แจ้งมาโดยจะขออนุญาตไม่กล่าวถึง

เพียงแต่คุณหมอท่านแจ้งเตือนให้หยุดสูบโดยทันทีและเวลานี้คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือสูบบุหรี่ธรรมดาเป็นคนล้าสมัย สังคมรังเกียจอย่างมาก

ขอให้หยุดสูบบุหรี่ทุกชนิดเป็นการดีที่สุด โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นการประหยัดเงินอีกด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 มอเตอร์เวย์บางใหญ่
 ล่าช้าเพราะการเวนคืน

วันก่อนผมได้อ่านจดหมายที่ส่งมาว่าการเวนคืนที่ดินทำให้โครงการก่อสร้างถนนหนทางหรือทางรถไฟล่าช้า ซึ่งเป็นความจริงที่พบเห็นได้จากมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งล่าช้าไปถึง 2 ปีแล้วครับ

ขอขยายความให้ทราบว่ามอเตอร์เวย์สายนี้ระยะทางแค่ 96 กม.เท่านั้นเอง และใช้งบประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาทและต้องจ่ายเงินเวนคืนที่ดินถึง 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด

พูดง่ายๆ ก็คือคนเจ้าของที่อยากได้เงินค่าเวนคืนเยอะๆ และบอกว่าที่กรมทางหลวงจ่ายให้นั้นไม่เป็นธรรม ซึ่งเวลานี้มีกว่า 3,000 รายที่ยังเจรจาไม่เสร็จ

สรุปได้ว่านี่คือปัญหาโลกแตกที่เคยมีผู้แจ้งมาให้ทราบว่าทำไมโครงการต่างล่าช้าและบานปลาย เพราะอะไร
สมศักดิ์ (บางใหญ่)

เรียนคุณ ‘สมศักดิ์’ บางใหญ่
ผมได้นำจดหมายร้องขอความยุติธรรมจากเจ้าของที่ดินในแนวทางรถไฟความเร็วสูง, มอเตอร์เวย์ ฯลฯ มาเรียนให้ทราบหลายครั้งแล้วและอยากจะบอกว่าทางราชการต้องจ่ายค่าเวนคืนให้อย่างเป็นธรรม

อย่างมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรีนี้ ผมรอใช้มานานแล้วเพิ่งรู้สาเหตุว่าทำไมถึงล่าช้าไปเป็นแรมปี ทั้งๆ ที่เป็นเส้นทางสำคัญมากจะช่วยประหยัดเวลาได้มากทีเดียว

ทำมาถึงขนาดนี้ก็ต้องรอกันต่อไปเพราะได้แค่ฝันว่าคนไทยจะได้ใช้เส้นทางหรือมอเตอร์เวย์นี้ ทั้งๆ ที่ต้องใช้

เมื่อไรถึงจะได้ใช้มอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี-ชาตินี้หรือเปล่าหนอ?
อ๊อด เทอร์โบ


 สารเคมีทางการเกษตร
 ต้องยกเลิกทันที (เรียนผ่านไปยังรมช.เกษตร)

ขอเรียกร้องมายัง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ‘น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์’ ว่าจะต้องยกเลิกหรือเลิกใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่รอจนถึง 1 ธันวาคมนี้

ผมจำชื่อไม่ได้ว่าสารเคมีเหล่านี้มีชื่อว่าอย่างไรบ้างเพราะศัพท์แสงยากเหลือเกินแต่อยากจะบอกว่าถ้าเป็นอันตรายต่อประชาชนโปรดอย่ารอ

สารเคมีทางเกษตรนั้นมีมากและผมเองเป็นคนไทยที่ไม่มีอาชีพนี้แต่เป็นผู้บริโภคขอเรียกร้องให้สำรวจว่าสารเคมีเหล่านี้มีอะไรบ้าง

สารเคมีที่เป็นอันตรายต้องเลิกใช้และหันเข้าสู่วิธีธรรมชาติโดยเร็วที่สุด
มานพ (ราชบุรี)


ที่แท้ “ม็อบต้าน คสช. หนูลองยาอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393425?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ที่แท้ “ม็อบต้าน คสช. หนูลองยาอนาคตใหม่

15 ตุลาคม 2562 – 09:05 น.
กระดานความคิด,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ประท้วงฮ่องกง,ประชาธิปไตย,โจชัว หว่อง
เปิดอ่าน 26,510 ครั้ง

ที่แท้ “ม็อบต้าน คสช.” หนูลองยาอนาคตใหม่ คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

เท่าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ลี้ภัยการเมืองไทย ที่อยู่แถวยุโรป และสหรัฐอเมริกา มักจะประเมินสถานการณ์ในประเทศตามขนบ “ซ้ายเก่า” ประชาชนต้องลงสู่ท้องถนน รวมพลังลุกขึ้นสู้ จะมัวแต่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอสมาร์ทโฟนต่อไปอีกไม่ได้

ตรงกันข้าม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“ และ “ชัยธวัช ตุลาธน” เพื่อนร่วมอุดมการณ์สมัยเป็นนักกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่างมีบทเรียนมาจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ตั้งแต่สมัย “ม็อบต้านท่อก๊าซสงขลา” และ “ม็อบคนเสื้อแดง” จึงวางยุทธศาสตร์ “ปฏิรูปประเทศไทย” อย่างสันติ ผ่านระบอบรัฐสภา

ล่าสุด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ชี้แจงเรื่องพบโจชัว หว่อง ที่ฮ่องกง ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งตอนหนึ่งเขาเขียนว่า

“ผมได้พูดถึง “ฮ่องกง” ในระหว่างที่ผมบรรยายอยู่บนเวทีจริง ผมกล่าวว่าเมื่อปลายปี 2560 ตอนที่ผมและเพื่อนๆ กำลังตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อยุติการสืบทอดอำนาจของระบอบ คสช. เราครุ่นคิดกันว่าจะสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) หรือพรรคการเมือง..โจทย์นี้เป็นโจทย์ใหญ่ และฮ่องกงชวนให้เราคิดถึงโมเดลขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม..”

ฮ่องกงในเวลานั้นคือ “ม็อบร่ม” ยุคแรกๆ ของการประท้วงจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ “ธนาธร” ก็ตัดสินใจ “…ตั้งพรรคการเมือง และต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบรัฐสภาแทน เนื่องจากความสูญเสียจากการสลายการชุมนุมปี 2553 ยังคงบาดลึกอยู่ในสังคมไทย”

ทำนองเดียวกัน “ปิยบุตร แสงกนกกุล” นักวิชาการที่เชิญชวนธนาธรมาตั้งพรรคการเมือง ได้อธิบายแนวคิดและอุดมการณ์ไว้ในช่วงการบรรยายตอบโต้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มีความตอนหนึ่งว่า

“…พวกเราเป็นซ้ายจัดดัดจริต ชอบปฏิวัติ แต่ผมศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วโลกเพื่อเป็นบทเรียน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเจอสถานการณ์แบบนั้น ทั้งนี้ ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงในโลก มี 2 แบบคือ ปฏิวัติและปฏิรูป ซึ่งพรรคอนาคตใหม่พร้อมปฏิรูปประเทศไปพร้อมกับ ผบ.ทบ.​”

ปิยบุตรย้ำว่า พวกเขาเลือกหนทางปฏิรูป ไม่เอาการปฏิวัติ ดังนั้น อย่าได้ระแวงว่า พรรคอนาคตใหม่จะปลุกมวลชนลงถนนเหมือนพรรคเพื่อไทย และ นปช. เปิดยุทธการแดงทั้งแผ่นดิน ปี 2552-2553

จริงๆ แล้ว “ธนาธร” และเพื่อนพ้อง ได้ทดลอง “ลงสู่ท้องถนน” มาก่อนหน้านั้น ผลปรากฏว่า “ม็อบจุดไม่ติด” 

เริ่มจาก “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นกลุ่มนักกิจกรรมจากหลากหลายมหาวิทยาลัยมารวมตัวกัน อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา

 “รังสิมันต์ โรม” กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ และ “ไผ่ ดาวดิน” กลุ่มดาวดิน เป็นพระเอกของท้องเรื่อง โดยเปิดปฏิบัติการ 22 พฤษภาคม 2558 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอนแก่น และที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

ตามมาด้วย ยุทธการ 24 มิถุนายน 2558 ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ “พลังมวลชน” เพราะมีนักศึกษาไม่กี่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว

หลังยุทธการนี้ “โรม” ต้องแยกตัวไปตั้งองค์กรใหม่ชื่อ “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” โรมเชื่อว่านักศึกษายุคปัจจุบันยังสนใจการเมือง แต่อาจไม่ได้ต้องการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่อีก

ปลายปี 2560 โรมตั้ง “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มแดงอิสระ มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลประยุทธ์ และคสช. ทำตามสัญญาคือ จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

โรมและเพื่อนพยายามจัดการชุมนุม และเดินขบวนครั้งใหญ่ แต่ก็มีมวลชนเข้าร่วมหลักร้อย และไม่กล้าฝ่าด่านตำรวจไปทำเนียบ จึงประกาศสลายการชุมนุม

กระทั่งกลางปี 2561 “ธนาธร-ปิยบุตร” ตกผลึกเรื่องตั้งพรรคอนาคตใหม่ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจึงปิดฉาก และแกนนำหลายคนตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

แสดงว่า ปฏิบัติการของ “โรม” ช่วง คสช.ปกครองประเทศ ก็แค่ห้องปฏิบัติการ “ทดสอบพลังมวลชน” ของแกนนำพรรคสีส้มเท่านั้นเอง

‘ทอน’ ห้าว หัก ‘เป้า’ คนจริง ‘สิงห์โตทอง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393469?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทอน’ ห้าว หัก ‘เป้า’ คนจริง ‘สิงห์โตทอง’

15 ตุลาคม 2562 – 09:00 น.
ธนาธร,เลือกตัง้ท้องถิ่น,พรรคอนาคตใหม่,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 4,181 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 15 ต.ค.62

**************************

เหมือนฉายหนังซ้ำที่เมืองนนท์เข้าจนได้ เมื่อ เจ๊ดา อนาคตจันท์” หรือ ลัดดา จตุอุทัยศรี” สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ จันทบุรี ไม่พอใจมติของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ตัดสิทธิ์ทีมของ “เจ๊ดา” เป็นตัวแทนผู้สมัครนายก อบจ.จันทบุรี เข้าสู่เวทีดีเบต เพราะมีปัญหาการสมัครผ่านระบบออนไลน์

“เจ๊ดา” มองว่า ผู้บริหารพรรคมีคนในใจแล้ว จึงไม่เปิดโอกาสให้ทีมเจ๊ดาเข้าดีเบต และล่าสุด “เจ๊ดา” เจ้าของโรงแรมจันทบุรี เซ็นเตอร์ ประกาศขอลงสนามนายก อบจ. ในนาม “กลุ่มเจ๊ดา อนาคตจันท์” ขอสาปส่งพรรคอนาคตใหม่

เจ๊ดา อนาคตจันท์

ลบเหลี่ยม “สิงห์ป่าอ้อย”

มิเพียงเกิดเหตุที่จันทบุรี ข้ามมาทางเมืองชล ก็ระอุเดือดไม่แพ้กัน เมื่อกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ เลือกคณะผู้สมัครนายก อบจ.  2 กลุ่มคือ “อนาคตชล อนาคตใหม่” โดย ศรันย์ธร ถาวรศิลป์ และ “ชลบุรีพัฒนา” โดย สภา พละวารี เข้าสู่เวทีดีเบต แต่ไม่มีรายชื่ออีก 2 ทีม

ที่สำคัญ อนาคตใหม่ชลบุรี“ ที่มี จิรวุฒิ สิงห์โตทอง“ เป็นหัวหน้าทีม ก็สอบไม่ผ่าน ทั้งที่คนเมืองชลต่างยินดีปรีดาที่จิรวุฒิจะเปิดศึกกับทายาท “กำนันเป๊าะ”

จิรวุฒิ สิงห์โตทอง

“…มีคนในตระกูล “สิงห์โตทอง” ได้ข่าว ก็เตือนผมมา บอกผมว่าอย่าไปทุ่มเทให้มาก เพราะรู้มาว่า ยังไงพรรคอนาคตใหม่เขาก็ไม่เอาตัวผมแน่ จะเป็นด้วยสาเหตุอะไรผมก็ไม่รู้ แต่ก็มีการนำไปพูดในทางให้ผมเสียหาย เช่นหาว่าผมเป็นนักเลง เป็นผู้มีอิทธิพล ทำบ่อขยะ…”

จิรวุฒิ สิงห์โตทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจประสาคนจริงคนตรง ที่ไม่ใช่มาเฟีย เจ้าพ่อ

“..ผมสอบตก ส.ส.มา 2-3 หน ก็ยังไม่เคยเสียใจเท่ากับการที่พรรคอนาคตใหม่ตัดโอกาส ไม่ให้ผมได้ไปชี้แจง ได้พูดอะไรเลย”

สิงห์ป่าอ้อยเจ็บลึกปานนี้…คนแถวบ้านบึงหนาวแทนพรรคอนาคตใหม่เมืองชล

เขาคือ “ลูกเฮียซุ้ย”

“จิรวุฒิ” ลูกชาย เฮียซุ้ย” ดรงค์ สิงห์โตทอง อดีต ส.ส.ชลบุรี คู่ต่อกรกับกลุ่ม “กำนันเป๊าะ” มากว่าสองทศวรรษ โดยฐานเสียงของตระกูลสิงห์โตทองคือ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ปาล์ม และยางพารา

เฮียซุ้ย” เป็นนายกสมาคมกลุ่มอาชีพการเกษตรชลบุรี มายาวนาน ก่อนจะส่งต่อให้ลูกชาย จิรวุฒิ คนแถวบ้านบึง จึงเรียกทายาทเฮียซุ้ยว่า “นายกเป้า”

ลูกชายเฮียซุ้ยลงสมัคร ส.ส.หลายครั้ง แต่ไปไม่ถึงสภาสักครั้ง เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขต 4 ชลบุรี จิรวุฒิสวมเสื้อเพื่อไทย เจอคู่แข่งอย่าง พายุ เนื่องจำนงค์ ประชาธิปัตย์ และสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ พลังประชารัฐ สุดท้ายพ่ายแพ้ไปอีกสมัย

เมื่อ 2 กรกฎาคม 2562 “นายกเป้า” ได้แถลงการณ์ส่วนตัวผ่านแฟนเพจตัวเองว่าลาออกจากเพื่อไทย แต่เมื่อผิดหวังจากอนาคตใหม่ “นายกเป้า” ก็ยังไม่คิดย้ายกลับพรรคเดิม

เซียนแถวเมืองชลเม้าท์ให้แซดว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัด “นายกเป้า” เท่ากับยกคะแนน “สายป่าอ้อย” ให้กลุ่มสายชายทะเลบางแสน

เดือดแน่ “สกลนคร-บุรีรัมย์”

เที่ยวนี้ พรรคอนาคตใหม่ แจ้งผลการคัดสรร คณะผู้สมัครนายก อบจ.” ทั่วประเทศ 16 จังหวัด บางจังหวัดมี 2-3 ทีม บางจังหวัดมีทีมเดียว

คอการเมืองส่องดูรายชื่อแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ แต่ที่ส่อเค้าว่า จะดีเบตกันดุเดือด มีอยู่ 2 จังหวัดคือ สกลนคร และบุรีรัมย์

ขจรศักดิ์ เบ็ญชัย

จ.สกลนคร มี 3 ทีม ได้แก่ ทีม “มดส้ม” นำโดย “ขจรศักดิ์ เบ็ญชัย” ส.จ.สกลนคร เขต อ.ส่องดาว ตามมาด้วย ทีม “อนาคตใหม่สกลนคร” ที่มี ณรงค์เดช อุฬารกุล” ลูกชายของเฉลิมชัย อุฬารกุล อดีต ส.ส.สกลนคร เป็นผู้นำ

ณรงค์เดช อุฬารกุล

ปิดท้ายทีม “อนาคตใหม่ไทสกล” โดย วีรศักดิ์ พรหมภักดี” อดีตนายก อบจ.สกลนคร และตัวเขาเพิ่งลงสมัคร ส.ส.สกลนคร ในนามพรรคชาติพัฒนา

วีรศักดิ์ พรหมภักดี

จ.บุรีรัมย์ มี 3 ทีมเช่นกัน แต่ที่โดดเด่นคือ ทีม “อนาคตใหม่บุรีรัมย์” ของ การุณ ใสงาม” อดีต ส.ส. และอดีต ส.ว.บุรีรัมย์

การุณ ใสงาม

การุณได้ยื่นใบลาออกจาก ปชป.เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมประกาศจะลงสนามนายก อบจ.บุรีรัมย์ ในสีเสื้อพรรคอนาคตใหม่

ช่วงเลือกตั้ง 2562 การุณจับคู่ไทกร พลสุวรรณ เดินหาเสียงให้ ปชป. หลังเลือกตั้ง ไทกรไปช่วยอนาคตใหม่ขอนแก่น จึงไม่แปลกที่การุณจะย้ายมาสังกัดพรรคสีส้ม

หากจะเกิดดราม่าแบบนนทบุรี หรือจันทบุรี…คิวต่อไปให้จับตาสกลนคร

ทางออกแบน-ไม่แบน 3 สาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393475?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางออกแบน-ไม่แบน 3 สาร

15 ตุลาคม 2562 – 08:28 น.
สารเคมี,วัตถุอันตราย,พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,ไกลโฟเซต
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2562

ตามโครงสร้างของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 คณะกรรมการจะมาจาก 29 หน่วยงาน ซึ่งตามกฎหมายฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 27 ตุลาคมนี้ กรรมการลดเหลือ 27 คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำหน้าที่ประธานโดยตำแหน่ง  แต่ถ้าหากคณะกรรมการจะประชุมกันวันที่ 22 ตุลาคม ประธานโดยตำแหน่งคือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการประกอบด้วย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม  ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อธิบดีกรมศุลกากร และผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน

จนถึงขณะนี้ มาตรการแบน 3 สารเคมีเกษตรคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามแนวทางของฝ่ายการเมืองที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกระแสเรียกร้องของประชาคมต่อต้านสารพิษทางการเกษตร คือ ยกเลิกการใช้โดยเด็ดขาดในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ก็ยังถือว่าเป็นวิวาทะ เพราะยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ชัดเจนว่า ผลจะออกมาอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้ว ขึ้่นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีอำนาจชี้ขาดตามกฎหมาย โดยเฉพาะในคณะกรรมการชุดนี้ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิถึง 8 คน ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายนโยบายหรือฝ่ายการเมือง จึงไม่จำเป็นต้องทำตามนโยบายแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ในส่วนของคณะกรรมการที่มาจากภาครัฐ ก็ใช่ว่า ทุกเสียงจะเดินตามการสั่งการของรัฐมนตรี ซึ่งกรณีนี้มีเดิมพันที่ว่า รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงนั้นๆ จะต้องแสดงความรับผิดชอบ หากตัวแทนของกระทรวงโหวตสวนทางกับนโยบาย

ที่ผ่านมานั้น ฝ่ายที่สนับสนุนการใช้สารเคมีเกษตร นอกจากจะให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัยที่เพียงพอหากใช้ถูกวิธีและความจำเป็นของภาคเกษตรกรรมแล้ว พวกเขายังอ้างว่า หากแบนสารเคมีเกษตรแล้ว อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ในกรณีนี้เช่น หากมองในแง่ของผู้บริโภค รวมทั้งผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ก็มีสิทธิที่จะดำเนินการทางกฎหมายด้วยเช่นกัน ในแง่นี้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก็น่าจะอยู่ในเป้าหมายของการฟ้องร้องด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะลงมติลับหรือเปิดเผย หากผู้เสียหายสามารถแสดงหลักฐานและเหตุผลแน่นหนาเพียงพอ โดยการแสวงหาข้อเท็จจริงในชั้นศาล ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีข้อมูลทางวิชาการและเสียงทักท้วงจากภาคประชาชน โดยเฉพาะในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุขถึงอันตรายของสารเคมีเกษตร ซึ่งก็น่าจะเป็นข้อบ่งชี้ในการฟ้องร้องได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ในเรื่องของคุณภาพสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญทุกฉบับนับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา ก็บัญญัติคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย โดยเฉพาะที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสมฯลฯ ทั้งยังให้สิทธิชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลอีกด้วย นอกจากความรับผิดชอบทางกฎหมายที่บังคับใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันแล้ว ในส่วนของฝ่ายนโยบาย ก็ควรเร่งจัดทำรายละเอียดแผนงานสนับสนุนการใช้สารทดแทน หรือจักรกลเกษตร รวมทั้งมาตรการอื่น เช่น เงินอุดหนุน ซึ่งต้องรวดเร็วฉับไว ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นโยบายประชานิยมอื่นๆ ที่ใช้เรียกคะแนนเสียงแบบปัจจุบันทันด่วน

แกะรอย ‘ผกค.ราชบุรี’ ปากคำ ‘บิ๊กแดง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393344?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย ‘ผกค.ราชบุรี’ ปากคำ ‘บิ๊กแดง’

14 ตุลาคม 2562 – 10:22 น.
ผกค,บิ๊กแดง,คอมมิวนิสต์,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,248 ครั้ง

#บิ๊กแดง #ผกค. คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 ต.ค.62

****************************

ทอล์กโชว์เรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งยุทธภพการเมือง

มีการตอบโต้มาจากฝ่ายตรงข้าม “บิ๊กแดง” ว่า “ปลุกผีคอมมิวนิสต์” แต่เรื่องเล่า ผกค.ราชบุรี” จากปาก “บิ๊กแดง” กลับมีประเด็นที่น่าสนใจ และน่าค้นหาข้อเท็จจริง

 พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ 

บิ๊กแดง” เล่าเรื่องพ่อ

บนเวทีทอล์กโชว์ ช่วงแรก “บิ๊กแดง” เปิดความในใจว่า ทำไมถึงอยากเป็นทหาร และมีเหตุผลใดจึงให้ความสำคัญกับการรักชาติ ตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยทีมงานของ ผบ.ทบ. ได้นำภาพหน้า 1 นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 25 ตุลาคม 2515 ขึ้นจอ

“คอปเตอร์ ทบ.ตก 2 ลำซ้อน โดนยิงขณะบินปฏิบัติการกวาดล้าง ผกค.ที่ราชบุรี” นี่คือพาดหัวข่าวในวันนั้น

จาก นสพ.ไทยรัฐ

พล.อ.อภิรัชต์ เล่าถึงเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ที่ จ.ราชบุรี

“…วันต่อมา มีพาดหัวข่าวว่าเฮลิคอปเตอร์ทหารถูกผู้ก่อการร้ายยิงตกในเขตอันตราย ส่งกำลังช่วย 11 ชีวิต ตอนนั้นผมอายุ 12 ขวบ ไม่รู้เลยว่าบิดาของตัวเองเป็น 1 ใน 11 ชีวิตที่อยู่ในป่า อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำซึ่งถูกยิงตก”

“บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ในเวลานั้น มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 และบิ๊กจ๊อดได้ผ่านการอบรมในหลักสูตร “นักบินกองทัพบก” จึงนำ ฮ.เข้าสนับสนุนภารกิจของหน่วยทหารราบ

ผกค.ราชบุรีสมัยโน้น ก็คือชาวกะเหรี่ยง ที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาแถว อ.ปากท่อ และ อ.สวนผึ้ง

ผิน” ผู้บุกเบิกตะวันตก

หากเข้าไปอ่านแฟ้มข่าวเก่าๆ “กองอำนวยการการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์” (กอ.ปค.) เมื่อปี 2512 ได้ประกาศเขตแทรกซึมของ ผกค.เป็น 4 เขต

เขตแทรกซึมคอมมิวนิสต์ เขต 1 ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี และปราจีนบุรี

ข้อมูลจากฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ระบุว่า “ผิน บัวอ่อน” เป็นผู้บุกเบิกงานมวลชนเขตงานภาคกลาง (ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี) มาแต่ปี 2501 หลังเรียนจบจากสถาบันมาร์กซ์เลนิน ที่ปักกิ่ง

ผิน บัวอ่อน

ครั้น ผิน บัวอ่อน ถูกจับกุมที่เมืองกาญจน์เมื่อปี 2510 คณะกรรมการกลาง พคท. ได้ส่ง “ทนายความ ม.ธ.ก.” มาดูแลเขตงานแถบเทือกเขาตะนาวศรีแทนผิน

ผินกลายเป็น “คลังสมอง” ให้ฝ่ายรัฐไทย มีส่วนผลักดันนโยบายการเมืองนำการทหาร ที่กลายมาเป็น 66/2523 ในสมัยรัฐบาลเปรม

ธง” ใต้เงาตะนาวศรี

เขตงานภาคกลางยุคหลัง ได้แปรสภาพเป็น เขตงานตะนาวศรี” ที่มีศูนย์กลางอยู่ในป่าแก่งกระจาน ติดพรมแดนไทย-พม่า ตั้งแต่ อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ไปจนถึงป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ปี 2527 มีการกวาดจับคอมมิวนิสต์ในเมือง ฝ่ายวิชาการและโฆษณาของคณะกรรมการกลางชุดที่ 4 ถูกจับรวม 5 คน ปี 2530 กรรมการกลางและกรมการเมืองของ พคท. 8 คน ถูกจับที่บางแสน ขณะประชุมเตรียมงานเปิดประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 5

หนังสือประวัติ ธง แจ่มศรี

ลุงดิน” ธง แจ่มศรี เลขาธิการ พคท.ชุดสมัชชาฯ 4 ได้เคลื่อนย้ายกำลังจากชุมพร มาหลบซ่อนอยู่ในป่าแก่งกระจาน หรือเขตงานตะนาวศรีเหนือ โดยมีสหายชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง เป็นผู้ให้การสนับสนุน

เดือนสิงหาคม 2535 ตชด.หัวหิน ปะทะกับกองกำลังติดอาวุธของลุงดิน ในยุทธการ “35 วัน นรกป่าบางกลอย” ทำให้ ตชด.เสียชีวิต 6 นาย นับเป็นการสู้รบครั้งสุดท้ายระหว่างทหารป่ากับเจ้าหน้าที่รัฐ

อนุสรณ์สถานเขตงานตะนาวศรี

ปี 2536 ลุงธงสั่งยุบกองป่า ทยอยส่งคนออกจากป่าแก่งกระจานจนหมด ลุงธงไปหลบอยู่สุราษฎร์ฯ 1 ปี ก่อนจะกลับมาอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่นครปฐม โดยไม่มีการมอบตัวต่อทางการ

แม้วันนี้ ไม่มี “ลุงธง” แต่คนรุ่นใหม่ได้เข้ารับ “ไม้ต่อ” จากสหายอาวุโส สานความฝันและอุดมการณ์ของชาวคอมมิวนิสต์ไทยเรียบร้อยแล้ว