สิทธิ มนุษย์ ของนักโทษไทย…เปิด 5 จว. คนล้นคุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392982?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิทธิ มนุษย์ ของนักโทษไทย…เปิด 5 จว. คนล้นคุก

14 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
สิทธิมนุษยชน,นักโทษ,คนล้นคุก,นักโทษติดซ้ำ,ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
เปิดอ่าน 1,465 ครั้ง

โดย…  ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย

ปัญหา “คนล้นคุกไทยแลนด์” เป็นประเด็นที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกมักนำไปถกเถียงกันว่าจะแก้ไขได้อย่างไร จากสถิติไทยแลนด์มีนักโทษมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และมากสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ผู้ต้องขังล้นคุกเกินจำนวนที่รองรับได้ 2-3 เท่า การเบิกจ่ายงบประมาณสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท…นอกจากนักโทษใหม่แล้วยังมีคนที่ติดคุกซ้ำอีกจำนวนไม่น้อย…หลายคนจำเป็นต้องเข้าๆ ออกๆ คุก เพราะอะไร ?

จากการนำตัวเลขฐานข้อมูลเรือนจำทั้งหมดวันที่ 1 กันยายน 2562 มาวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดมีนักโทษเกินโดยสัดส่วนที่กำหนดไว้มากสุด พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เรือนจำกลางปัตตานี รับนักโทษได้ 1,012 คน มีจำนวนนักโทษ 2,542 ความจุเกิน 1,530คน (151%) อันดับ2เรือนจำอำเภอบึงกาฬ รับนักโทษได้ 754 คน มีนักโทษ 1,787 คน เกิน 1,033 คน (137%) อันดับ 3 เรือนจำกลางระยอง รับนักโทษได้ 3,353 คน มีนักโทษ 7,647 คน เกิน 4,294 คน (128%) อันดับ 4 ทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง รับนักโทษได้ 198 คน มีนักโทษ 439 คน เกิน 241 คน (121%) อันดับ 5 เรือนจำจังหวัดตรัง รับนักโทษได้ 1,405 คน มีนักโทษ 2,838 คน เกิน 1,433 คน (101%)

“ปิยนุช โคตรสาร” ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ทีดีเจ ว่า สถานการณ์คนล้นคุกในบ้านเรามีมานานมาก ถึงขั้นถูกเอาไปทำเป็นหนังด้วยซ้ำ แต่ยิ่งผ่านมานานปัญหายิ่งซับซ้อน และคนที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของประเทศ ที่ผ่านมาแอมเนสตี้ฯ พยายามเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์นำข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ซึ่งเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังมาปฏิบัติ ทั้งเรื่องความแออัด สุขภาวะ การเข้าถึงการรักษาพยาบาล การงดใช้โซ่ตรวน ฯลฯ เพื่อมาช่วยจัดการรากเหง้าของปัญหาว่าทำไมคนถึงล้นคุก

“เรามองว่าการให้โอกาสทางสังคมเป็นปัจจัยหนึ่งในการแก้ปัญหา เราลงโทษเพื่อไม่ให้เขากลับมากระทำผิดซ้ำ เราก็ต้องหาทางป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นไม่ให้เขาทำผิดซ้ำ หากพวกเราไม่เปิดโอกาสให้เขา เขาก็ต้องกลับไปทำผิด” ปิยนุช กล่าว

นอกจากปัญหาคนล้นคุกแล้วยังพบ “นักโทษติดซ้ำ” คือส่วนหนึ่งที่ทำให้คนล้นคุก ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเฉลี่ยปีละประมาณ 1-5 หมื่นคน เช่น ตัวเลขปี 2556 มีนักโทษติดคุกซ้ำ 13,442 คน ต่อมาปี 2557 เพิ่มเป็น 24,225 คน หมายถึงเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 10,783 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ส่วนปี 2558 มีผู้ติดคุกซ้ำ 35,335 คน และปี 2559 มีผู้ติดคุกซ้ำ 49,481 คน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 “ทีดีเจ” หรือ ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกฯ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน “เปิดผล 5 กลุ่มดาต้าเชิงลึก อยากเปลี่ยนประเทศไทยดีกว่าเดิม” โดยทีมอาสาสมัครทีดีเจนำเสนอผลงานเรื่อง เจาะตัวเลขปัญหา “คนล้นคุก” และ “นักโทษติดซ้ำ” เพื่อแสดงให้เห็นถึงปัญหาผู้ต้องขังในเรือนจำ ทั้งหมด 143 แห่งทั่วประเทศไทย ส่วนใหญ่กำลังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเนื่องจากต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ส่งผลให้การใช้ชีวิตกินนอนในแต่ละวันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลและพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง

จากข้อมูล สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) ระบุว่า ประเทศไทยมีนักโทษมากเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยอันดับ 1 ได้แก่สหรัฐอเมริกา 2.1 ล้านคน อันดับ 2 จีน 1.6 ล้านคน อันดับ 3 บราซิล 7.4 แสนคน อันดับ 4 รัสเซีย 5.4 แสนคน และอันดับ 5 อินเดีย 4.3 แสนคน

ทั้งนี้จากการค้นหาข้อมูลจำนวนนักโทษที่จัดเก็บในรูปแบบไฟล์แยกรายเดือนและรายปี รวมถึงรูปแบบอื่นๆ จากโอเพ่น ดาต้า ของกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์และประเมินผล ทำให้พบว่าวันที่ 1 กันยายน 2562 เรือนจำ สถานกักกันและทัณฑสถานทั่วประเทศจำนวน 143 แห่ง มีผู้ต้องขังทั้งสิ้น 364,598 คน แบ่งเป็นชาย 317,130 คน หญิง 47,468 คน โดยพื้นที่จริงสามารถรองรับได้เพียง 1.2 แสนคน แสดงว่าผู้ต้องขังเกินกว่าปริมาณที่รับได้ 2-3 เท่า และตั้งแต่ปี 2556 จนถึง 2561 มีการรับนักโทษมากกว่าการปล่อยตัวประมาณปีละ 46,933 คน

จากการวิเคราะห์ตัวเลขข้างต้นพบข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า “นักโทษที่ได้รับโทษน้อยกว่า 1 ปี มีโอกาสติดคุกซ้ำมากกว่านักโทษที่ได้รับโทษสูงกว่า 1 ปี” และ “คนที่ติดคุกเยอะที่สุดอยู่ในกลุ่มอายุ 30-40 ปี หรือเป็นช่วงวัยทำงาน” ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มอายุ 30–40 ปีคือกลุ่มที่มีอัตราการติดคุกซ้ำสูงสุดอีกด้วย โดยคดีที่ทำให้​​ติดคุกซ้ำส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดถึงร้อยละ 63

นอกจากปัญหา “คนล้นคุก” และ ปัญหา “นักโทษติดซ้ำ” ทีมอาสาสมัครทีดีเจยังพบจากการวิเคราะห์ดาต้าว่า โครงการเตรียมความพร้อมนักโทษในเรือนจำให้กลับคืนสู่สังคม ที่มีข้อมูลทั้งหมด 8 โครงการนั้น มีนักโทษเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่ได้เข้าร่วม และถือว่ายังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก

ที่ผ่านมาทีมอาสาสมัครทีดีเจพยายามค้นหาและสอบถามข้อมูลงบประมาณ 8 โครงการจากกรมราชทัณฑ์ ปรากฏว่ายังไม่ได้รับข้อมูลแต่อย่างใด เมื่อสืบค้นไปยัง โอเพ่น ดาต้า ของเว็บไซต์กรมราชทัณฑ์ http://www.correct.go.th พบเพียง 1 โครงการเท่านั้นที่มีการเปิดเผยตัวเลข ซึ่งอยู่ในรายงานงบประมาณประจำปี 2561 เกี่ยวกับ “โครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย (เรือนจำโครงสร้างเบา)” มีการใช้งบประมาณ 36.7 ล้านบาท จำนวนผู้ต้องขังเข้าร่วมโครงการ 46,378 คน แบ่งเป็น “เงินใน” งบประมาณ 27.1 ล้านบาท “เงินนอก” งบประมาณ 3.5 ล้านบาท “งบกลาง” 4.5 ล้านบาท และงบประมาณส่วนอื่นๆ

จากการสัมภาษณ์ความรู้สึกลึกๆ ของผู้เคยมีประสบการณ์เข้าออกเรือนจำหลายครั้ง พบว่าการกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย !

 “คุณเป็ด” อดีตผู้ต้องขังในคดียาเสพติดซึ่งเคยเป็นนักโทษติดซ้ำ เผยความรู้สึกให้ฟังว่า ครั้งแรกที่เข้าเรือนจำเป็นช่วงปี 2544 เพราะขายยาเสพติดอายุประมาณ 20-21 ปี โดนตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี บางบอน วันแรกๆ ร้องไห้เพราะกลัวมาก แต่พอมีเพื่อนก็เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความฮึกเหิม กลายเป็นแก๊งใหญ่ ไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดอะไรเลย พอออกจากคุกมาสักพักหนึ่ง โดนคดีขายยาเสพติดอีกตอนปี 2555 เพราะครอบครัวเดือดร้อนต้องการใช้เงิน

“ผมอยากเป็นคนใหม่ ไม่ได้อยากเป็นคนไม่ดี แต่พอออกมาเจอสังคมภายนอก เขาเห็นว่าเราติดคุกมา เขาก็ไม่เอาหรอกนะ แค่รอโอกาส ผมไม่อยากวนกลับไปอยู่ในเรือนจำอีก เชื่อได้เลยว่าติดคุกรอบต่อไปของผม คงติดไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี ผมคงตายในคุก ผมไม่อยากกลับไปอยู่วังวนแบบเดิมอีกแล้ว อยากได้โอกาส…ผมอยากได้แค่นั้น”

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายแก้ปัญหา “ผู้ต้องขังล้นคุก” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ว่าจะพยายามออกแบบวิธีการให้เกิดความสมดุลระหว่างจำนวนนักโทษที่เข้าและออก เพื่อไม่ต้องสร้างเรือนจำใหม่ให้มีพื้นที่เพียงพอในการคุมขัง โดยทางออกอาจจะเป็นเครื่องติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไลอีเอ็ม ซึ่งต้องทำภายใต้กรอบของกฎหมาย หรือการใช้เงินในกองทุนยุติธรรม เข้ามาช่วยประกันและปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี โดยที่ผ่านมามีผู้ที่ได้รับการประกันตัวจากกองทุนแล้ว 2,396 ราย นอกจากนี้จะเร่งผลักดันโครงการคืนคนดีสู่สังคม สร้างเขตอุตสาหกรรมในเรือนจำ และการพัฒนาอุตสาหกรรมทางการเกษตร เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่ผู้พ้นโทษ และเร่งรัดมาตรการจูงใจทางภาษี ด้วยการลดหย่อนภาษีให้นายจ้างและผู้ประกอบการ ที่จ้างงานผู้พ้นโทษ

นอกจากด้านนโยบายจากผู้บริหารหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีการพยายามออกกฎหมายเพื่อช่วยคัดกรองผู้ต้องขังตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่ “พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562” ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2562

“โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง” รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกฎหมายข้างต้นว่าจะทำให้ปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ช่วยแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก เพราะจะคัดกรองคนที่ยังไม่จำเป็นต้องเข้าเรือนจำออกไป เนื่องจากบางคนทำไปด้วยความยากจน และปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยจะมีการกำหนดว่าคดีอาญาใดบ้างที่สามารถไกล่เกลี่ยได้

 “รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์” นักวิชาการอิสระ ประธานโครงการเรือนจำสุขภาวะ ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิงมานานกว่า 10 ปี แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาคนล้นคุกในประเทศไทยว่า ความจริงแล้วปัญหานี้เกิดจากกฎหมายของไทย โดยเฉพาะกฎหมายยาเสพติด มีกำหนดบทลงโทษให้ติดคุกไว้ค่อนข้างสูง เช่น ผู้ครอบครองยาบ้า 10 เม็ด กฎหมายกำหนดบทลงโทษว่าเป็นผู้เสพ แต่เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล่อซื้อแค่ 3-5 เม็ดเท่ากับกลายเป็นผู้ค้ายา แทนที่จะเอาไปบำบัดแต่ถูกเอาไปจำคุก 4-5 ปี ทำให้คนล้นคุก

สำหรับวิธีแก้ “ปัญหาคนล้นคุก” นั้น นักวิชาการข้างต้นเชื่อว่าไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกรมราชทัณฑ์โดยตรง เนื่องจากเป็นเพียงสถานที่รับผู้ต้องขังเท่านั้น แต่กรมราชทัณฑ์เองต้องรู้ข้อมูลของรายละเอียดของผู้ต้องขังและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ควรสะท้อนให้เห็นว่าอาจมีหลายคนที่ไม่ควรติดคุก ต้องเสนอปัญหาเหล่านี้อย่างละเอียดให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันออกนโยบายแก้ไขเรื่องนี้ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

“สิ่งที่อยากจะฝากไว้กับกรมราชทัณฑ์ให้ไปเน้นเรื่องธรรมะ ส่วนเรื่องฝึกอาชีพ ควรจะต้องติดตามว่าผู้ต้องขังเหล่านั้นได้ออกไปทำอย่างที่ฝึกอาชีพมาหรือเปล่า สิ่งที่ฝึกฝนไปได้เอาไปใช้ทำงานจริงไหม หรือเมื่อพ้นโทษออกมาจากเรือนจำก็ไม่ได้อยากทำ”

          จาก “โอเพ่น ดาต้า” ข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาวิกฤติคนล้นคุกและนักโทษติดซ้ำ…ทุกวินาทีที่ผ่านไปมีคนไทยกว่า 3 แสนคนกำลังถูกละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์อยู่ในห้องขัง

          รัฐบาลใหม่ชุดนี้ควรถือเป็นวาระแห่งชาติ เร่งระดมสมองทุกฝ่ายช่วยกันหาวิธีแก้ไขให้เร็วที่สุด ! 

…………………………..

โดย…  ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย  ธนพล บางยี่ขัน, ดารินทร์ หอวัฒนกุล, ธนสาร พัวทวีพงศ์ ,พุทธศักดิ์ ตันติสุทธิเวท, กานต์ อุ่ยวิรัช, สราวุฒิ ศรีเพ็ชรสัย

Revolution แก้รธน.-รื้อศาล ภารกิจอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393346?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Revolution แก้รธน.-รื้อศาล ภารกิจอนาคตใหม่

14 ตุลาคม 2562 – 09:40 น.
แก้รัฐธรรมนูญ,รื้อศาล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 1,142 ครั้ง

Revolution แก้รธน.-รื้อศาล ภารกิจอนาคตใหม่

 รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ ”Revolution แก้รธน.-รื้อศาล ภารกิจอนาคตใหม่”

 “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2475 ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติ มีเพียงการอภิวัฒน์การปกครองและรัฐประหาร แต่ตอนนี้การปฏิวัติเริ่มมีบางคนคิดแล้ว มันจะเป็นไปได้เพียงใด ?

“สมชาย” กล่าวว่า ตอนนี้กระแสแก้รัฐธรรมนูญแรงขึ้นหลังสภาผู้แทนฯ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ 7 พรรคฝ่ายค้านขยับเรื่องนี้ และพรรคอนาคตใหม่ก็เคลื่อนไหวเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังเลือกตั้ง 28 ครั้ง โดยขอแก้ไขทั้งฉบับ ไม่ขอศึกษา รวมทั้งเสนอตั้ง ส.ส.ร.3 แม้ที่ผ่านมาบางพรรคบอกว่าจะแก้ไขแต่จะทำในบางประเด็น

โฆษกพรรคอนาคตใหม่เคยบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทุกมาตรา หัวหน้าพรรคก็บอกว่าต้องแก้ให้ได้ หากประชาชนเสนอแก้ไม่ได้ ประเทศเดินหน้าไม่ได้ ล่าสุดเวทีที่ จ.ปัตตานี (เวทีเสวนา “พลวัตการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่”) ของพรรคร่วมฝ่ายค้านและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เคยเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง (ชลิตา บัณฑุวงศ์) ที่ร่วมเวทีนี้ก็เสนอแก้ไขมาตรา 1

ถามว่าการยึดอำนาจและเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผ่านมา 20 ฉบับไม่เคยแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 มาตรา 1 ระบุชัดถึงความเป็นราชอาณาจักร และเป็นอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกไม่ได้ มีความหมายชัดเจน ขอถามว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านและนักวิชาการคนนี้มีจิตสำนึกรักชาติบ้างไหม ดังนั้นจะพูดซี้ซั้วไม่ได้

  ผบ.ทบ.(พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์) ระบุเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง”) ว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ แต่ไม่มีวันและไม่ยอมให้แก้ไขมาตรา 1 เพราะหากกระทำจะกระทบหมวด 2 ความคิดของนักวิชาการคนนี้นับว่าฉลาดที่ใช้วิธีนี้ ทำนายว่าการเมืองจากนี้จะร้อนแรงหลังผบ.ทบ.ระบุแบบนี้

(พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ในวันนี้ยังมีนักวิชาการพยายามยกประเด็นมาตรา 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกไม่ได้ ตนไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ ตนไม่ยุ่งกับการเมือง แต่นี่เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง เพราะประเทศจะแบ่งแยกไม่ได้ แต่หากแก้มาตรา 1 จะกระทบกับมาตราอื่นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แบบนี้ทำไม่ได้)

“วีระศักดิ์” ถามว่า ผบ.ทบ.แสดงท่าทีล่าสุดแม้ไม่เอ่ยชื่อแต่ก็รู้ว่าพูดถึงใคร และเมื่อสองฝ่ายแสดงท่าทีไม่ยอมกันแบบนี้การเมืองจะเป็นเช่นใด ?

  “สมชาย” ระบุว่า ผบ.ทบ.เป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ส.ว. 1 ใน 3 ต้องเห็นชอบ หากไม่เห็นชอบก็ทำไม่ได้ และสิ่งที่ร้อนแรงทางการเมืองที่ตามมาในข้างต้นคือการที่ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และผู้ชำนาญการ สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แจ้งความดำเนินคดีแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการคนนี้ว่าทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 รวม 12 คน จนตัวแทนพรรคฝ่ายค้านแจ้งความกลับคืนและจะดำเนินคดีนายกรัฐมนตรีด้วยในฐานะ ผอ.รมน.

ส.ส.พรรคอนาคตใหม่บางคนบอกว่า ความผิดมาตรา 116 ควรเอาผิดกับคนที่พูด แต่ พล.ต.บุรินทร์แจ้งความเพราะคนร่วมเวทีนี้ควรรับผิดชอบด้วยกันเพราะนักวิชาการแสดงความเห็นเชิงแบ่งแยกดินแดน

เชื่อว่าต่อไปกระแสแก้รัฐธรรมนูญจะแรงขึ้น เพราะฝ่ายค้านจะเดินหน้าที่อาจสร้างความขัดแย้งทางกฎหมายเพราะเสนอแก้ทั้งฉบับโดยจะเริ่มที่มาตรา 1 ความจริงการเสนอแก้ไขควรระบุว่าจะแก้มาตราใด เพราะเหตุผลใด สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ดำเนินการไม่ชัดเจนว่าจะแก้อะไรเลย ระบุตรงนี้ว่าพรรคนี้ใช้วาทกรรมและไม่มีสาระเลยกับการรณรงค์ครั้งนี้

“บากบั่น” สรุปว่า ท่าที ผบ.ทบ.ชัดเจนกับกรณีมาตรา 1 และกรณี 12 คนนี้น่าจะเข้าข่าย (2) ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ส่วนกรณี “คณากร เพียรชนะ” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ยิงตัวเองในศาลโดยพกปืนเข้าในห้องพิจารณาคดี พร้อมถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กและส่งเอกสาร 25 หน้าออกมาก่อนอ่านคำพิพากษาในคดีที่ได้ตัดสินล่าสุด โดยอ้างว่าโดนผู้บังคับบัญชาแทรกแซงการตัดสินคดีนั้น

 “วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่า กรณีนี้มีการพบว่าคณากรมีความเชื่อมโยงและติดต่อพรรคอนาคตใหม่ด้วย แบบนี้ฝ่ายตุลาการกับฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นการแทรกแซงกันหรือไม่ ?

 “บากบั่น” ประเมินว่า กรณีนี้ฝ่ายตุลาการมีความสั่นสะเทือน ส่วนพรรคอนาคตใหม่ที่ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้กำลังจุดไฟในนาคร

“สมชาย” ระบุว่า การอ้างว่าการพิจารณาคดีโดนแทรกแซงนั้น คดีล่าสุดที่คณากรตัดสินนั้นคณะผู้พิพากษาคดีนี้ร่วมกับคณากรก็ตัดสินยกฟ้องด้วยเหมือนกับคำวินิจฉัยของคณากร แบบนี้โดนผู้บังคับบัญชาแทรกแซงคดีหรือไม่

(“สราวุธ เบญจกุล” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของอนุกรรมการตุลาการวิสามัญ ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ยิงตัวเองว่า ตามกฎหมายยังไม่สามารถสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องได้จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ถึงเหตุการณ์เกิดขึ้น โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ยอมรับเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ทำไปตามระเบียบ ไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซง ซึ่งผลการพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ทำได้เพียงทักท้วงเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในการพิจารณามีความรอบคอบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือให้แก้ไข)

สิ่งที่ “สราวุธ” ระบุ ตรงนี้แปลว่าศาลมีการคานอำนาจกันเอง และฝ่ายตุลาการตั้งอนุกรรมการ 3 คนมาสอบสวนเรื่องนี้แล้ว

“วีระศักดิ์” แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้กำลังขยายผลไปยังบางพรรคที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้แล้ว จะเป็นการเขย่าความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของฝ่ายตุลาการกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่

“บากบั่น” วิเคราะห์ว่ามีการนำฝ่ายการเมือง(นิติบัญญัติ)ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายตุลาการแบบนี้จะวุ่นวาย พรรคอนาคตใหม่กำลังชักศึกเข้าบ้าน และทำให้การเมืองทะลุจุดเดือดในวันข้างหน้า

  “สมชาย” กล่าวว่า ในสังคมออนไลน์พบว่าคณากรติดต่อพรรคอนาคตใหม่ในเฟซบุ๊กสามครั้งและเลขาธิการพรรคก็มายอมรับ ดังนั้นเมื่อพรรคอนาคตใหม่อยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ตอนนี้กำลังเขย่าบัลลังก์ฝ่ายบริหารและกระแทกฝ่ายตุลาการ ขอตั้งคำถามว่าพรรคนี้กำลังจะยึดอำนาจอธิปไตยหรือไม่

ช่องว่างทางการเมืองระหว่างวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393363?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่องว่างทางการเมืองระหว่างวัย

14 ตุลาคม 2562 – 09:11 น.
รู้ลึกับจุฬาฯ,ช่องว่างทางการเมืองระหว่างวัย,ดรไชยันต์ ไชยพร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง
เปิดอ่าน 1,369 ครั้ง

ช่องว่างทางการเมืองระหว่างวัย คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรุ่นใหม่หลังหลุดคำพูดในงานสัมมนาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในภาคการเกษตร เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า เด็กรุ่นใหม่ของประเทศไทยต้องมารับจ้างทำงาน ทำให้ครอบครัวไม่อบอุ่น ความสัมพันธ์ห่างเหิน

ยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า คนรุ่นใหม่มีปัญหาที่จิตสำนึก โดยเฉพาะในเรื่อง อุดมการณ์ความรักชาติที่ระบบการศึกษาไม่ได้สอน เน้นสอนแต่วิชาการ ทำให้เยาวชนเติบโตมาแบบไม่มีกรอบคิดลึกซึ้ง คิดแต่อะไรที่ฉาบฉวย เช่น มีเงินมากๆ ทำอาชีพสบายๆ เป็นต้น

กระแสวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีสืบเนื่องจากทัศนะดังกล่าวแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ จนทำให้โฆษกรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้มีเจตนาสื่อความหมายเชิงลบถึงเยาวชน

  ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงคือการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้สภาพครอบครัวไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว และด้วยระบบทุนนิยม ก็ส่งผลให้ประชาชนต้องทำงานให้เต็มที่ ดังนั้น ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ห่างเหินกันมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่ คือผลจากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้เด็กรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนและหารายได้เพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการต่างๆ

“ผมคิดว่านายกฯ ท่านก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ แต่ก็ต้องเข้าใจระดับหนึ่งว่าสิ่งที่พูดออกมาจะมีผลกระทบ ควรระมัดระวัง สิ่งที่เกิดขึ้นคือโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยมันเปลี่ยนไปแล้วแล้วทุกวันนี้สินค้ามันมีเยอะแยะหลากหลาย เด็กเองเขาก็อยากมีอิสรภาพในการใช้จ่าย ในการเสพไลฟ์สไตล์ด้วยเงินของเขาเอง เขาก็อยากรวยทางลัด ใครบ้างไม่อยากรวยลัด แต่การรวยลัด มันมักจะทำให้คนนิสัยเสีย และถ้ารวยลัดแล้ว ไม่รู้จักทำให้มั่นคงแข็งแรง สังคมก็จะอ่อนแอถ้ารัฐบาลและภาคสังคมจะช่วยตรงนี้ คืออยากให้ชาติเข้มแข็ง ต้องสร้างเงื่อนไขให้คนที่รวยลัดเมื่อรวยแล้ว ไม่ใช้วิธีรวยลัดต่อไป”

อาจารย์ไชยันต์ชี้ว่า “ความรักชาติ” ในบริบทที่มีการอ้างถึงในคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีความไม่ชัดเจนและย้อนแย้ง เพราะในขณะที่กล่าวถึงความรักชาติ แต่ขณะนี้ ไทยเองก็รับการลงทุนจากต่างชาติ และมีนโยบายเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างชาติจำนวนมาก เช่น โครงการอีอีซี ที่ไม่รู้ว่าแรงงานไทยจะได้เข้าไปทำกี่มากน้อยเพราะเน้นใช้เอไอ และงานระดับวิศวกรคุม โอกาสที่แรงงานไทยจะได้ประโยชน์น่าจะไม่สูงนัก เพราะเกณฑ์โรงงานที่ตั้งไว้ค่อนข้างสูงมาก

“พูดง่ายๆ คือชาตินิยมของไทยมันกินไม่ได้ ผมยกตัวอย่างนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ คือเขาจะเน้นว่า America First คือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยต่างๆ ของคนอเมริกันต้องมาก่อน มันกินได้ แต่ชาตินิยมของเรา ไม่มีความชัดเจนว่าจะไปในทิศทางไหน เรามีการอัดฉีดจีดีพี แต่ไม่ได้วางเป้าหมายให้เยาวชนเห็น เพราะถ้าเขาเห็นว่าเขาได้ประโยชน์ เขาก็จะรักชาติโดยปริยาย”

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้ว่าความไม่เข้าใจเด็กรุ่นใหม่ของนายรัฐมนตรีที่นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ มีที่มาจากพื้นฐานของการเป็นทหารของนายกรัฐมนตรีซึ่งจะมีกรอบคิดชัดเจน เคร่งครัด และยากที่จะเข้าใจปรากฏการณ์นอกเหนือไปจากเรื่องของความมั่นคง

ในขณะเดียวกัน องค์กรทหารในประเทศไทยก็ไม่ได้ถูกมองในภาพลักษณ์ชาตินิยมเชิงบวกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะที่ผ่านมา สังคมไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองที่มีผู้มีส่วนได้เสีย มีการชุมนุมประท้วงและความชุลมุนช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะการขึ้นมาดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และการบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลทหาร

“คนในองค์กรทหารจะเอากรอบในองค์กรตัวเองมาครอบคนนอกเขาไม่ได้ เราไม่เหมือนสหรัฐ ที่ประชาชนเขามองทหารเป็นผู้รักษาเสรีภาพ เป็นผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยโลก แต่ของไทยเราไม่ได้มองอย่างนั้น ชาตินิยมมันเสียเองไปเลย คนรุ่นใหม่เขาก็ไม่ชอบชาติ มองว่าพอพูดถึงเรื่องนี้ก็นึกถึงหน้าลุงตู่”

ขณะเดียวกัน สังคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน มีพลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความแตกต่างระหว่างวัยของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าสูงมาก ความสัมพันธ์ของคนเองก็ห่างเหินไปกว่าแต่ก่อน ซึ่งอาจารย์ไชยันต์ชี้ว่าเป็นภาวะปกติของสังคมสมัยใหม่ ที่ส่งผลกระทบในเชิงการเมือง

“อย่าตกใจกับช่องว่างระหว่างวัย มันเป็นมานานแล้วไม่ใช่หรือ เป็นเรื่องปกติของภาวะสมัยใหม่ (Modernity) มีความขัดแย้ง เพราะโลก สังคมมันเปลี่ยนแปลงเร็ว คนที่เก่งเทคโนโลยีวันนี้ อีกห้าเดือนอาจตกขบวน ถ้าตามไม่ทัน แล้วสำมะหาอะไรกับคนที่อายุห่างกันมาก การเปลี่ยนแปลงมันเร็วขึ้นเรื่อยๆ เร็วกว่าในอดีตหลายเท่าตัว ตอนนี้ อายุห่างกันไม่ต้องมาก ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆแล้ว ไม่เกลียดกันหรอก แต่อาจจะเบื่อหรือรำคาญเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง” อาจารย์ไชยันต์ตั้งข้อสังเกต

ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งของไทยมีความซับซ้อนมากขึ้นส่วนหนึ่งเพราะมีการเมืองเข้ามาเป็นตัวแปร

ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมามีตัวเร่งสำคัญคือพรรคการเมืองอย่างพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องการเร่งขับความแตกต่างให้ชัดขึ้นด้วยการชูประเด็นเรื่องคนรุ่นใหม่ พร้อมๆ กันนั้น พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคคนรุ่นเก่าก็เข้ามาสู่อำนาจทางการเมืองทำให้เป็นเป้าในแง่ของการสืบทอดอำนาจจาก คสช.

“อะไรที่การเมืองมันเข้ามาช่วยเร่ง มันเป็นปัญหาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม” อาจารย์ไชยันต์กล่าว

เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างคนสองรุ่นด้วยกัน ควรให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งนักสังคมวิทยาย่อมให้คำแนะนำตรงนี้ได้ดี เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงปรากฏการณ์ในลักษณะดังกล่าวว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมสมัยใหม่

คนรุ่นใหม่ก็จะเข้าใจว่า อีกไม่นาน ก็จะเป็นคนรุ่นก่อนรุ่นเก่า ดังนั้น คนรุ่นใหม่ก็จะเข้าใจคนรุ่นก่อนมากขึ้น และคนรุ่นก่อนก็ควรย้อนมองตัวเองสมัยวัยรุ่น ก็มีปัญหาเดียวกันนี้กับรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็จะเข้าใจกันและกันมากขึ้น สังคมที่เข้มแข็งจะเปลี่ยนผ่านอย่างไม่ต้องแตกหักสูญเสีย คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้เป็นอันตรายได้มากนักเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนที่ยังกุมอำนาจ กำลังและทรัพยากรไว้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ความคิดทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามวัยนะ บางคนยึดอุดมการณ์จนแก่ บางคนเปลี่ยนแปลงไปด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบที่เปลี่ยนไป เป็นเรื่องปกติ คนรุ่นใหม่เองในอีก 50 ปีหน้าก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่แล้ว แล้วก็อาจจะกลายเป็นไดโนเสาร์ โดนเด็กรุ่นใหม่ในอีก 50 ปีข้างหน้าล้อเลียนเอาก็ได้ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ต้องอย่าให้การหาเสียงทางการเมืองมันพาเตลิดกันจนเกินไป ทั้งเด็กและผู้ใหญ่” อาจารย์ไชยันต์ทิ้งท้าย

ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่

14 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ประท้วงฮ่องกง,กองทัพ,คสช
เปิดอ่าน 29,803 ครั้ง

ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่ คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

  “…เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ต้องธนาธร…” โปรโมทความเป็นตัวตนพ่อหนุ่มรายนี้สักหน่อย

ทุกความเคลื่อนไหวของ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ประเทศชาติบ้านเมือง ตั้งแต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เดินยุทธศาสตร์รวบรวมไพร่พลผ่านการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้สาวกไปเสวนาตามเวทีต่างๆ กล่าวหา “รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตราบ้าง” ไปถึงวาทกรรมปลุกระดมเรียกร้องออกมาเดินถนนแก้ รธน.บ้าง มีความพยายามผ่านแนวร่วมนักวิชาการผลักดันแก้ รธน.มาตรา 1 บ้าง จนทำให้รัฐบาล กองทัพ ต้องออกมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน

สร้างความปั่นป่วนภายในประเทศไม่พอ เสนอหน้าไปฮ่องกงร่วมเวทีเสวนาทางการเมืองในจังหวะที่บ้านเขาชุมนุมประท้วง ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด

การที่นักการเมืองไทยโผล่ร่วมวงเสวนาท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองอันวุ่นวาย ไม่แปลกที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกข้อความเตือนนักการเมืองไทยที่ไปให้การสนับสนุนม็อบฮ่องกง ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งอาจกระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย–จีน

ถูกต้องแล้วที่สถานทูตจีนในประเทศไทยต้องใช้สิทธิ์แจง เพราะไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบความสัมพันธ์ แต่นั่นเป็นความปรารถนาดีถึงคนไทยผู้นั้น ต้องระมัดระวังความปลอดภัย ไม่ทราบว่า “ธนาธร” จะเข้าใจจุดนี้หรือไม่

…อสนีบาต…เชื่อว่าเขาเข้าใจ แต่อยากฝืนกระแส อยากสร้างความเป็นขบวนการซูเปอร์ฮีโร่ เป็นผู้ช่วยชี้ทางออกให้มวลชนฮ่องกง เพราะจากการติดตามคำแถลงของธนาธรในวงเสวนา ได้กล่าวถึงการถอดบทเรียนความวุ่นวายทางการเมืองในบ้านเราให้บ้านเขาทราบ

สถานการณ์การชุมนุมในฮ่องกงเป็นปัญหาภายใน ต้องได้รับการคลี่คลายจากรัฐบาลฮ่องกง การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือรัฐใดแทรกแซงกิจการภายใน เขาไม่ทำกัน ยิ่งประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีมาช้านานด้วยแล้ว ต่างมีขนบธรรมเนียมมารยาททางการทูต เรื่องเหล่านี้สากลโลกรับรู้และปฏิบัติกัน

คำถามตามมา “ธนาธร” เป็นคนไทยหรือเปล่า ธนาธรรู้หรือไม่ว่า กำลังชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ทำให้นึกถึงละคร “ตี๋ใหญ่” ในตำนาน ที่มักเอ่ยขึ้นมาว่า “ไอ้ตี๋เอ็งอย่าเป็นโจรนะ ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน”

…อสนีบาต… อ่านข้อความของธนาธรชี้แจงต่อประเด็นที่เดินทางไปฮ่องกง โดยยอมรับไปถ่ายภาพกับโจวชัว หว่อง จริง แต่เป็นการถ่ายครั้งเดียวและครั้งแรก และเรียกร้องสื่ออย่าเอาแค่ภาพภาพเดียวมาตีความว่าเขาไปปลุกปั่นสนับสนุนม็อบฮ่องกง

ทุกถ้อยความของธนาธร ไม่ได้มีส่วนไหนพยายามขอโทษหรือสร้างความผ่อนคลายให้ทางการจีน เหมือนว่า “ธนาธร” พิจารณามาแล้วว่านั่นเป็นแค่คำเตือนโดยที่ประเทศไทยคุ้มกบาลความปลอดภัยตนเองอยู่ ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนมาแทรกแซงได้ จึงไม่ต้องกลัว ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบอะไร

แปลกนะครับ การที่ธนาธรเข้าใจกระบวนการระหว่างประเทศเขาไม่แทรกแซงกิจการภายใน แต่สำหรับตนเองผู้ป่าวประกาศจะเป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ กลับไปยุ่มย่ามแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ฮ่องกง !!!

ข้อท้ายๆ ธนาธร ยอมรับว่า ตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจ ตัวเขาและสมัครพรรคพวกพยายามหาทางรวมตัวในลักษณะกลุ่มองค์กรมวลชนเคลื่อนไหว กล่าวตามประสานักเลง ต้องการรวมตัวเคลื่อนไหวประท้วงขับไล่รัฐบาลคสช. เหมือนที่ฮ่องกงกำลังทำอยู่นั่นไงเล่า

ธนาธร บอกว่า ความคิดเหล่านี้เป็นที่รับรู้ของสื่อมวลชนและคนโดยทั่วไปอยู่ก่อนแล้ว แต่คิดไปคิดมาตกผลึกน่าจะตั้ง พรรคการเมือง ในที่สุดจึงให้กำเนิดพรรคอนาคตใหม่

ธนาธร เผยสาเหตุที่จบลงด้วยการตั้งพรรคการเมือง เพราะเรายังมีบาดแผลสดๆ ติดตัวจากการชุมนุมเคลื่อนไหวเมื่อปี 53 มีประชาชนบาดเจ็บนับพัน ล้มตายนับร้อย ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก จึงเลือกใช้วิธีตั้งพรรคการเมือง (พูดได้อย่างสวยหรูดูดี มีเสน่ห์ชวนแสวงหาสันติสุขดีแท้)

แต่นั่นล่ะ คำกล่าวทั้งหมด สื่อสารบนเวทีการเมืองที่ฮ่องกง ในจังหวะกำลังมีความจลาจลวุ่นวาย ประหนึ่ง ต้องการให้คำแนะนำ ให้วิธีแก่แกนนำมวลชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในฮ่องกง อย่างปฏิเสธไม่ได้

ประเด็นสำคัญ แม้ “ธนาธร” อ้างว่า เคยบอกเล่าเรื่องนี้ผ่านสื่อมวลชน ผ่านสาธารณะมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มาถึงนาทีนี้ทำให้เห็นว่า แม้เขาจะตั้งพรรคการเมือง แต่ได้อาศัยพรรคการเมืองเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภา

การเคลื่อนไหวแต่ละประเด็น ยังตอกย้ำเจตนาตัวตนที่แท้จริงในการเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า “สรรหาวิธีโค่นล้มแย่งชิงอำนาจ” ไปวันๆ เท่านั้นเอง

กฐินไม่ดื่มเหล้าต้องสนับสนุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กฐินไม่ดื่มเหล้าต้องสนับสนุน

14 ตุลาคม 2562 – 08:25 น.
กฐินปลอดเหล้า
เปิดอ่าน 419 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอสนับสนุนงาน ‘วิถีไทย-วิถีถิ่น-กฐินปลอดเหล้า’ ซึ่ง ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำกิจกรรมนี้ ซึ่งทุกถ้อยตัวอักษรบอกทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

ณ เวลานี้ออกพรรษาไปแล้วถึงเวลาทอดกฐิน ซึ่งทุกๆ ปีเราจะเห็นข่าว ภาพต่างๆ มากมาย และที่ขาดไม่ได้ก็คือ กฐินสามัคคีของชาวบ้าน ซึ่งบางทีแทนที่จะได้ทำบุญกลับได้บาป

นั่นคือมีการดื่มเหล้าจนเมามายเข้าวัดทอดกฐิน ซึ่งพระเณรต้องเบือนหน้าหนี เพราะกลิ่นเหล้าหึ่งเป็นที่น่าเวทนา

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัดกฐินสามัคคีทัศนาจรหรือผสมผสานกับฉิ่งฉับทัวร์ ดื่มเหล้าจนเกิดเรื่องบ่อยๆ และที่เห็นคืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการดื่มเหล้าคึกคะนอง

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอร้องให้เลิกดื่มเหล้าระหว่างไปทอดกฐินและขอเชิญทุกท่านร่วมกิจกรรม ‘วิถีไทย-วิถีถิ่น-กฐินปลอดเหล้า’ ซึ่งหากปฏิบัติได้แล้ว ทุกอย่างก็จะดีขึ้น

โดยอนุรักษ์ประเพณีไทยในการทอดกฐินและเป็นแบบพอเพียงและขอให้ทุกคนตั้งมั่นในพระพุทธศาสนามีสติและสมาธิ

ขออนุโมทนาสาธุกับ ‘กฐินปลอดเหล้า’ โดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 ช่วยกันกำจัดขยะพลาสติก
 ช่วยให้โลกเป็นสีขาว

ดิฉันได้อ่านเรื่องในคอลัมน์ ‘เก็บเอามาฝาก’ ของคุณ ‘จึงอุรา’ ในนิตยสารคู่หูเดินทางของ บขส.หรือบริษัทขนส่งจำกัดที่ส่งมาให้อ่านเป็นประจำแล้วชอบมาก และอยากสรุปว่าโลกเราจะเป็นสีขาวหรือน่าอยู่ขึ้นด้วยพวกมนุษย์โลกนี่แหละ

โดยเฉพาะเรื่องการทำให้การใช้พลาสติกน้อยลงด้วยวิธีง่ายๆ คือ ด้วยตัวของคุณเอง ดังนี้ค่ะ

ขยะชิ้นเล็กๆ ที่มองข้ามแต่คือปัญหาขยะพลาสติกที่พบเยอะเป็นลำดับต้นๆ ในท้องทะเลปัจจุบันมีการผลิตหลอดดูดน้ำพกพาส่วนตัว ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอย่างหลอดกระดาษ หลอดล้างเพื่อใช้ซ้ำอย่างหลอดจากไม่ไผ่ หลอดซิลิโคน หรือหลอดสเตนเลส

ใช้แก้วสเตนเลสเก็บความร้อนและเย็นแทน ถือเป็นวิธีการลดขยะพลาสติกได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากร้านกาแฟดังๆ ต่างออกมารณรงค์ให้ลดการใช้แก้วพลาสติกด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่นำแก้วมาเอง การใช้แก้วเก็บความเย็นแทนแก้วกาแฟพลาสติก

พกถุงผ้าติดตัวตามวิถีเก๋ๆ ของคนรักษ์โลกร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ก็ออกแคมเปญลดการใช้ถุงพลาสติกในชีวิตประจำวัน เพื่อรณรงค์ให้ลูกค้าหันมาพกถุงผ้าเพื่อใส่สินค้า

การผลิตเนื้อสัตว์ในแต่ละครั้งในฟาร์มปศุสัตว์ จะปล่อยแก๊สมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์มากมายสู่ชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน ลองลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละวันหรือบริโภคอาหารอื่นที่มีโปรตีนแทนเนื้อสัตว์

การกินผักอย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ในเรื่องของการขับถ่ายและบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง เป็นภูมิคุ้มกันโรคหรือโรคไม่ติดต่อที่เกิดพฤติกรรม เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ที่สำคัญ ผักผลไม้ยังถือเป็นตัวช่วย ที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะกระบวนการผลิตนั้นใช้พลังงานน้อยกว่าอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มาก และยังดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลิตออกซิเจนเพิ่มขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

ลองหัดทำอาหารกินเอง ใส่ใจกับวัตถุดิบทำอาหาร ปรุงรสที่คำนึงถึงสุขภาพทั้งของตัวเองและคนอื่นๆ จะช่วยให้เจ็บป่วยน้อยลงและประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปอีก ที่สำคัญคือลดขยะพลาสติกที่เกิดจากการซื้ออาหารสำเร็จรูป

เราต้องเริ่มต้นทำด้วยตัวเองนับแต่วันนี้ พยายามทำให้เกิดขยะน้อยสุดเพื่อลดภาวะโลกร้อน-ขอบคุณที่เราช่วยกัน
มาลินี (นนทบุรี)


เรียนคุณ ‘มาลินี’ นนทบุรี
ขอบคุณสำหรับจดหมายของคุณและขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้ทุกคนได้ร่วมปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย สำคัญที่ว่าจะทำหรือช่วยกันหรือไม่เท่านั้นเอง

วิธีการหรือขั้นตอนการปฏิบัติให้โลกของเราปลอดขยะ โดยเฉพาะพลาสติกนั้นทำได้ไม่ยากเลย และขอเพิ่มเติมว่าขยะพลาสติก โฟม หรือวัสดุบางชนิดนั้นย่อยสลายยากและเป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดมลภาวะน้ำเน่าเหม็นหรือไปอุดตันตามท่อระบายน้ำต่างๆ ฯลฯ

ขอเรียกร้องให้ทุกคนร่วมมือกันด้วยวิธีชาวบ้านที่ทำได้ด้วยตัวเองแล้วโลกจะน่าอยู่อาศัยกว่าเวลานี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอความเป็นธรรม
 เงินบำเหน็จดำรงชีพ

ขอความเป็นธรรมให้เป็นสื่อกลางผ่านไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีดังนี้

พวกกระผมเป็นข้าราชการบำนาญ องค์กรปกครองท้องถิ่น (เทศบาล/อบจ.เมืองพัทยา) ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ข้าราชการบำนาญ ตำรวจ ทหาร ฯลฯ ที่อายุ 70 ปีขึ้นไปได้ขอเบิกเงินไม่เกิน 100,000 บาทไปใช้แล้วตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562

ข้าราชการบำนาญขององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่อายุ 70 ปีขึ้นไป ยังไม่สามารถขอเบิกเงินไม่เกิน 100,000 บาทไปใช้ได้เลย เพราะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งควบคุมดูแล อปท.ทั่วประเทศยังไม่สั่งการ

กระทรวงมหาดไทยไม่เคยแถลงความคืบหน้าให้ อปท.ทั่วประเทศได้รับทราบเลย

ถ้าจะอ้างว่ายังไม่มีกฎหมายใช้บังคับกับอปท. ก็ต้องถามว่ากระทรวงมหาดไทยมีจิตสำนึกในการช่วยเหลือคน อปท.เท่าไร กฎหมายที่มีใจความใกล้เคียงกันแต่ปล่อยให้ออกห่างกันหลายเดือนได้อย่างไร

กระผมและอีกมากมายเฝ้ารอเงินนี้เพื่อจะได้ไปใช้หนี้นอกระบบและดูแลครอบครัวต่อไปตามหลักพอเพียง
ผู้เดือดร้อนตัวจริง


ทุกฝ่ายต้องรู้หน้าที่ตนเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกฝ่ายต้องรู้หน้าที่ตนเอง

14 ตุลาคม 2562 – 07:37 น.
ทุกฝ่ายต้องรู้หน้าที่ตนเอง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผบทบ,การเมือง,่ข่าวการเมือง คมชัดล
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจกับการบรรยายพิเศษของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” จะกลายมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ด้วยเหตุที่มีเนื้อหารุนแรงแต่ชัดเจนในบริบทของการเมืองไทย  ซึ่ง ผบ.ทบ.ถ่ายทอดถึงความปรารถนาดีและห่วงใยกับบทบาททางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ที่อาจก่อเกิดความแตกแยกจนบานปลายนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในอนาคตได้ในหลายมิติ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยืนยันไม่ใช่คู่ขัดแย้งของกองทัพ เพียงแต่ไม่สนับสนุนให้กองทัพยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือแทรกแซงทางการเมือง สิ่งที่รณรงค์ทั้งหมดก็ด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง และการเข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้กติการัฐธรรมนูญ 2560 ก็เพื่อจะรณรงค์ปรับปรุงกติกานี้ให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

ความชัดเจนในจุดยืนของ ผบ.ทบ. ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่แอบอ้างตัวเป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ใช้มือถือแท็บเล็ตหาข้อมูลสมคบกับพวกนักเรียนนอก ซ้ายจัดดัดจริต ที่ไปเรียนในประเทศที่เคยล่าอาณานิคม และชอบใช้ 2475 เป็นตัวชี้นำ อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย แต่มีวาทกรรมจาบจ้วง หรือให้พวกนักการเมืองบางคน นึกถึงประโยชน์ส่วนตัวไม่นึกถึงส่วนรวม หรือนักการเมืองที่อยู่ในภาคใต้ เอาเรื่องศาสนา การแบ่งแยกดินแดน ชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่ มีพฤติกรรมล้มล้างชาติ สถาบัน เรียกว่า “ฮ่องเต้ซินโดรม” คนพวกนี้ทำอะไรไม่พูดตรงๆ แต่จะแฝงนัยความต้องการไว้ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้ แต่ที่มีการเสนอแก้ไขมาตรา 1 ในเวทีเสวนาที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น อยากจะชี้แจงว่า มาตรานี้เกี่ยวกับความมั่นคง ที่เกี่ยวกับเลือดเนื้อบรรพบุรุษที่รักษาขวานทองไว้ ขอบอกว่าไม่มีวัน

ไม่เพียงแค่ความร้อนแรงทางการเมืองในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีการไปปรากฏตัวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมถ่ายภาพคู่กับนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวต่อต้านสาธารณรัฐประชาชนจีนชาวฮ่องกง กลายเป็นประเด็นใหญ่ไม่แพ้กันเมื่อสถานทูตจีนประจำประเทศไทย เผยแพร่ข้อความระบุว่า “นักการเมืองประเทศไทยบางคนมีการติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน โดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงและไร้ความรับผิดชอบ ฝ่ายจีนหวังว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาฮ่องกง ใช้ความระมัดระวัง ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมิตรภาพจีน-ไทย” แม้นายธนาธรจะปฏิเสธมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดๆ ในฮ่องกงก็ตาม

ปรากฏการณ์ในหลายบริบทของบุคคลสำคัญและนักการเมือง ส่งผลให้บรรยากาศทางการเมืองอึมครึม ความคิดทางการเมืองแบบ ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายสังคมนิยม ฝ่ายอนุรักษนิยม หรือฝ่ายอำนาจนิยมแบบเผด็จการ มีอยู่ในสังคมโลกหรือสังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย เพราะถือเป็นเรื่องรสนิยมทางการเมือง แต่ก็ไม่ควรที่จะทำให้สังคมแตกแยกรุนแรงถึงขนาดใช้กำลังฆ่าฟันกันหรือชักศึกเข้าบ้าน หากทุกฝ่ายยืนหยัดบนความถูกต้อง ตามกรอบ หลักการ นักการเมืองทุกคนทำงานเพื่อปากท้องชาวบ้านให้มีความอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจมั่นคง ความสงบสุขก็จะตามมา การเมืองเดินหน้าตามระบบรัฐสภา ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือปลุกปั่นให้ประชาชนออกมาต่อสู้กันเองบนท้องถนน มีการชุมนุมเผาบ้านเผาเมือง เชื่อว่าทหารก็คงไม่ออกมา ที่สำคัญไม่มีอำนาจใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจประชาชน จึงต้องยึดประโยชน์ของชาติประชาชนเป็นที่ตั้ง

กอ.รมน. ต้องอ่าน ส้มหวาน ต้องรู้ “คอมฯไทย” ยังไม่ตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กอ.รมน. ต้องอ่าน ส้มหวาน ต้องรู้ “คอมฯไทย” ยังไม่ตาย

13 ตุลาคม 2562 – 13:25 น.
กอรมน,พคท,เจาะประเด็นร้อน,บิ๊กแดง,พลทอภิรัชต์ คงสมพง,ธง แจ่มศรี
เปิดอ่าน 4,874 ครั้ง

#กอ.รมน. ต้องอ่าน #พคท. คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ 13 ต.ค.62

********************

ปฏิกิริยาต่อบรรยายพิเศษ ในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก ร้อนแรงเป็นพิเศษ ทั้งจากปีกสนับสนุนกองทัพ-รัฐบาลประยุทธ์ และปีกต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.

พล.อ.อภิรัชต์ พยายามชี้เป้าว่า นักวิชาการบางคนคบคิดกับ “พวกคอมมิวนิสต์เดิม” เป็น Mastermind เป็นคลังสมองของขบวนการล้มล้างสถาบัน แต่ก็เจอการสวนกลับด้วยวาทกรรม “ปลุกผีคอมมิวนิสต์”

ข้อเท็จจริง จากการอ่านประวัติ “ธง แจ่มศรี” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนที่ 4 ณ ฌาปน สถานวัดพระประโทณเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อ 14 กรกฎาคม 2562 พบว่า พคท.ได้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาจริงๆ ช่วงต้นปี 2536

หลังธง แจ่มศรี ได้ยุบกองป่าเขตงานตะนาวศรี (เพชรบุรี-ราชบุรี) และทยอยส่งผู้ปฏิบัติกลับคืนเมือง โดยไม่มีการมอบตัว

สหายธง แจ่มศรี ก็คือหลักศิลากลางน้ำเชี่ยว ผู้นำนาวาปฏิวัติฝ่าคลื่นลมมรสุม ประคับประคองไม่ให้นาวาลำนี้จมลง แม้คลื่นลมมรสุมจะโหมกระหน่ำเพียงใด ปรากฏการณ์ของงานในวันนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นาวาปฏิวัติลำนี้ยังไม่จม หากจมไปแล้ว ก็คงไม่ได้เห็นปรากฏการณ์ในวันนี้”

คำกล่าวในตอนท้ายของ “ลุงโชติ” ประสงค์ อรุณสันติโรจน์ อดีตกรรมการกลาง พคท. ซึ่งเป็นผู้อ่านประวัติอดีตเลขาธิการพรรคฯ ในงานฌาปนกิจธง แจ่มศรี

คอมฯ แบ่งขั้วแบ่งสี

แม้ไม่มีกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) แต่สถานะของ “คณะกรรมการบริหารพรรคฯ” ยังดำรงอยู่ ระหว่างปี 2542-2547 ลุงดิน” ธง แจ่มศรี พยายามรวบรวมสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เพื่อเตรียมเปิดประชุมสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 5

เมื่อเกิดปรากฏการณ์สนธิ ต้านระบอบทักษิณ ตามมาด้วยการรัฐประหาร 2549 ภายในคณะกรรมการบริหารกลาง พคท. ได้มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง เกี่ยวกับการแยกมิตรแยกศัตรู

ปลายปี 2552 ธง แจ่มศรี ในฐานะเลขาธิการพรรค จึงออกแถลงการณ์ยุติบทบาทขององค์การนำชุดที่ 4 เนื่องจากอยู่มายาวนานโดยไร้ผลงาน และผิดระเบียบการพรรค เป็นการคืนอำนาจให้สหายและมวลชนในการกำเนิด “องค์การนำ” ชุดใหม่ของตนเอง ตามกระบวนการที่ระเบียบการของพรรคได้กำหนดไว้

ปี 2553 คณะกรรมการบริหารพรรคเสียงข้างมาก ไม่พอใจธง แจ่มศรี ที่กระทำการยุบองค์การนำ โดยพลการ จึงบีบให้เขาลาออกจากเลขาธิการพรรค

คณะกรรมการกลาง พคท. ฝ่ายเสียงข้างมาก นำโดย “ลุงขาบ” ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และ “ลุงชิต” วินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการกลางชุดใหม่ และตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่

พคท.ในอุ้งมือ “ลุงขาบ” และ “ลุงชิต” มีจุดยืนต่อต้านทุนสามานย์ ต้านทุนผูกขาด พร้อมจะเดินสู่แนวทางรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์สังคมไทย และแนวทางการเคลื่อนไหวใต้ดินของปีกลุงธง

ส่งไม้ต่อคนรุ่นใหม่

บั้นปลายชีวิตของธง แจ่มศรี ออกเดินสายไปตามเขตงานต่างๆ และมอบหมายให้คนใกล้ชิด ทำงานจัดตั้ง “คนรุ่นใหม่” เพราะเชื่อมั่นว่า คนรุ่นใหม่จะสามารถสานต่ออุดมการณ์ สามารถสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดได้

ภารกิจ “ส่งไม้ต่อ” ให้คนรุ่นใหม่ จึงดำเนินต่อไป โดยมีการตั้้งคณะกรรมการประสานงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (คปปท.) เพื่อปรับจูนความคิดและแนวทางการเมืองทุกภาคส่วนให้เป็นเอกภาพ

ปี 2556 พรรคประชาธิปไตยประชาชนไทย” (พปท.) จึงอุบัติขึ้น ดังปรากฏในเอกสารคำชี้แนะภายใน “สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 1 ของพรรคประชาธิปไตยประชาชนไทย (พปท.) ได้เปิดประชุมอย่างเป็นทางการ และปิดลงอย่างมีชัย ณ สถานที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย..”

องค์การนำของพรรคใหม่ยังอยู่ในสถานะ “ปิดลับ” ซึ่งในช่วงการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ได้มีการส่งผู้ปฏิบัติงานบางส่วนไปทำงานในพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ อย่างน้อย พรรค

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392763?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย

11 ตุลาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,แผนพิทักษ์นนท์
เปิดอ่าน 621 ครั้ง

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

สังคมเมืองยิ่งเจริญและขยายตัวมากเท่าไหร่ปัญหาก็ยิ่งเยอะตามมาเท่านั้น การดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน หากหวังพึ่งพากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา

ด้วยเหตุนี้จังหวัดนนทบุรีภายใต้การนำของ นายไกรธวัช ทินโสม นายอำเภอเมืองนนทบุรี ซึ่งได้รับคำสั่งจากจังหวัดนนทบุรี ให้ดำเนินการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมา คือ “ทีมบูรณาการศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองนนทบุรี” โดยมี นายปาริณทษ์ ซุ้นหั้ว ปลัดอำเภอนนทบุรี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เป็นหัวหน้าชุด เพื่อนำทีมบูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ตามที่ได้รับการแจ้งเข้ามาในทันที

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายปาริณทษ์ บอกว่า ทีมบูรณาการศูนย์ดำรงธรรมของอำเภอเมืองนนทบุรี ประกอบไปด้วย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เจ้าหน้าที่ทหารจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี หรือที่สรุปง่ายๆ ก็คือ ทีมตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง มารวมตัวกันเป็นทีมเฉพาะกิจคอยทำหน้าครอบคลุมทุกอย่างถือเป็นชุด “ปะ ฉะ ดะ” โดยแท้จริง

“ที่ผ่านมาทีมบูรณาการชุดนี้มีผลงานมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการติดตามจับกุมผู้ค้า ผู้เสพยา ตั้งแต่รายย่อย ขยายผลต่อไปถึงรายใหญ่ การจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนัน การจับกุมวินมอเตอร์ไซค์เถื่อน หรือมาเฟียเรียกเก็บผลประโยชน์ การจับกุมแก๊งเงินกู้หมวกกันน็อกรายวัน การตรวจสอบสถานบันเทิงที่ไม่มีใบอนุญาตหรือเปิดเกินเวลา แม้กระทั่งล่าสุดการระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบวาตภัยจนบ้านเรือนพังได้รับความเสียหาย ซึ่งทีมบูรณาการชุดนี้ก็ไม่เกี่ยงที่จะนำทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ดูแลแบบทันทีทันใด” หัวหน้าชุดทีมบูรณาการ กล่าว

สำหรับทีมบูรณาการในแต่ละวันจะได้รับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสต่างๆ จากประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ หลังจากนั้นทีมบูรณาการจะปรึกษาหารือและเรียงลำดับความสำคัญ หรือความจำเป็นเร่งด่วนเป็นหลักก่อนจะลงพื้นที่พร้อมกันเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ อาทิ เรื่องยาเสพติด ถ้าเป็นผู้เสพก็จะคาดโทษตักเตือนให้ปรับปรุงตัว ถ้ายังทำผิดซ้ำซากก็จะถูกนำตัวส่งไปบำบัด หรือแม้แต่เรื่องเงินกู้นอกระบบที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนก็จะเรียกมาตักเตือน ห้ามใช้ความรุนแรงหรือกำลังทำร้ายร่างกาย แต่แนะนำให้ใช้ความอะลุ้มอล่วย มีความยืดหยุ่นให้แก่กัน เพื่อไม่ให้เป็นการทำผิดกฎหมาย หรือแม้การกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนบ้าน ทีมงานก็ลงไปดูแลปรับความเข้าใจไม่ให้เกิดเป็นปัญหาลุกลามจนกลายเป็นเหตุร้าย

ในส่วนของการบูรณาการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่รัฐชุดนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายๆ ฝ่าย โดยทีมบูรณาการจะดำเนินการจากเบาไปหนัก ตามขั้นตอน จึงทำให้ทีมบูรณาการชุดนี้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานเพียงหน่วยงานเดียว กระทั่งได้รับคำชื่นชมจากผู้บังคับบัญชาหลายหน่วยงาน

การทำงานเป็นระบบจากเบาไปหนักทำให้ปัญหาเล็กบรรเทาเบาบางลง ปัญหาใหญ่คลี่คลายไปในทางสมานฉันท์ตามแผนโครงการพิทักษ์นนท์ เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย..!!

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392943?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน

11 ตุลาคม 2562 – 10:45 น.
ไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในหมู,เชื้อไวรัส,หมู,ระบาด,ถังเศษอาหารรวมมิตร,ฟาร์มเลี้ยงหมู
เปิดอ่าน 7,340 ครั้ง

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

   “ไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในหมู” ระบาดไปแล้ว 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเพื่อนบ้านล้อมรอบไทย ทั้งเวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา คำถามคือ…ฟาร์มหมูไทยจะรอดจากไวรัสตัวร้ายนี้ได้อีกนานเท่าไร !?!.. ปัจจุบันธุรกิจค้าขาย “หมู” ในไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท คนไทยเลี้ยงหมู 1.8 แสนราย ผลิตสุกรได้ประมาณปีละ 15 – 20 ล้านตัว สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ วางแผนหาวิธีเยียวยารับมือผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนแผนป้องกันคงไม่ทันแล้ว ทำได้แค่ให้ “เสียหายน้อยที่สุด”

ตั้งแต่ปี 2561 วงการธุรกิจฟาร์มหมูเอเชีย ได้รับแจ้งเตือนจากฝั่งยุโรปว่า “โรค ASF” หรือ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” (African swine fever) กำลังจะแพร่ระบาดไปถึง จากนั้นไม่นานจีนรายงานพบเชื้อตัวนี้ในหลายมณฑลด้วยกัน รัฐบาลจีนออกคำสั่งฆ่าหมูไปเกือบแสนตัว แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ จนถึงปีนี้ต้องฆ่าหมูไปแล้วกว่า 1.1 ล้านตัว ระหว่างนั้นเชื้อก็แพร่จากจีนไปยังเวียดนาม เดือนมิถุนายน 2562 เวียดนามประกาศกำจัดหมูไปแล้วกว่า 2.5 ล้านตัว ราคาเนื้อหมูพุ่งขึ้นไป 3 เท่า

เชื้อนี้พบระบาดครั้งแรก​ปี 2464 ที่ “ประเทศเคนยา”​ ทวีปแอฟริกา กลายเป็นที่มาของชื่อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ดีเอ็นเอไวรัสร้ายกาจตัวนี้ทนทานสูง อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมนานกว่าไวรัสทั่วไป ​หากสุกรในฟาร์มติดเชื้อ จะมีอาการไข้สูง อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด และตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 3-4 วัน และถ้าเลือดของสุกรที่ติดเชื้อไวรัสตกค้างในดินหรือสิ่งแวดล้อมอื่นๆ จะอยู่ได้ 1 เดือน ถ้าเป็นซากสัตว์อยู่ได้ 3​ เดือน แต่ถ้าเอาเนื้อหมูติดเชื้อไปแปรรูปเป็นไส้กรอก หมูยอ หมูแห้ง ฯลฯ จะยิ่งอยู่ได้​ไม่ต่ำกว่า 1​ ปี

โรคนี้ไม่ทำอันตรายต่อคน แต่คนเป็นตัวการสำคัญในการแพร่เชื้อนี้ไปยัง “หมู” เพราะการทิ้งเศษอาหารประเภทเนื้อหมูแปรรูป เช่น กรณีนักท่องเที่ยวทิ้งไส้กรอกหมูรมควันลงถังขยะ หรือตามห้างสรรพสินค้าที่นำเศษอาหารจากร้านต่างๆ หรือที่นักท่องเที่ยวโยนทิ้งมาเทรวมกันใส่ถังใหญ่ แล้วมีคนรับจ้างเอา “ถังเศษอาหารรวมมิตร” ไปส่งขายให้ฟาร์มหมู ทำให้การป้องกันไม่ให้มีเศษกุนเชียง ไส้กรอก หมูยอ ฯลฯ จากนักท่องเที่ยวจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้

          วงการฟาร์มสุกรของไทย พยายามเตือนให้ระวังเชื้อไวรัสตัวนี้จากอาหารแปรรูปเนื้อหมูที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามา !

เดือนกันยายน 2562 องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) รายงานพบการระบาดแล้วประมาณ 30 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป แอฟริกา เอเชีย รวมถึงเวียดนาม ลาว กัมพูชา ที่ผ่านมา “จีน” ถูกโจมตีว่าเป็นต้นตอการระบาด เพราะวิธีกำจัดและการขนส่งเคลื่อนย้ายหมูที่ติดโรคไม่เข้มงวดพอ ทำให้แพร่ระบาดไปประเทศอื่น

เนื่องจากการกำจัดเชื้อ “ASF​” ต้องใช้ความร้อน​ 60 องศา นาน 30 นาที หรือพ่นยาฆ่าเชื้อต่อเนื่องในฟาร์มหมูถึง 180 วัน และห้ามเลี้ยงหมูอีกอย่างน้อย 2 ปี เกษตรกรต้องพยายามดิ้นรนหาทางลดการขาดทุนจากหมูตาย ซ้ำร้ายปัจจุบัน​ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน แม้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มพยายามทดลองผลิตยาต้านไวรัส​และวัคซีน เช่น​ จีน อเมริกา สเปน อังกฤษ เกาหลีใต้​ แต่ไม่รู้จะประสบความสำเร็จเมื่อไร

วันที่ 16 กันยายน 2562 มีรายงานข่าวโรคระบาดในฟาร์มสุกรหลายพื้นที่แถวเชียงราย ทำให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ต้องรีบเข้าไปควบคุมกำจัดและฝังกลบสุกรกว่า 200 ตัว พร้อมเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบพิสูจน์ว่าเป็นเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรหรือไม่

          อะไรเป็นสาเหตุให้เชื้อไวรัสนี้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แม้รัฐบาลแต่ละประเทศจะพยายามใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด สั่งกำจัดหมูติดโรคทันทีประเทศละหลายล้านตัว แต่ก็ควบคุมไม่ได้ ยังคงแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง ?

สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลควบคุมฟาร์มสุกร อธิบายให้ทีมข่าว “คมชัดลึก” ฟังว่า ฟาร์มเลี้ยงหมูแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ “ฟาร์มแบบเปิด” มักมีขนาดเล็กหรือขนาดกลางเป็นของชาวบ้านทั่วไป กับ “ฟาร์มแบบปิด” มีขนาดใหญ่เป็นของบริษัทหรือนายทุน ซึ่งฟาร์มแบบชาวบ้านมักใช้นิยมซื้อ “ถังเศษอาหารรวมมิตร” มาให้สุกรในฟาร์มกิน และยากที่จะควบคุมไม่ให้มีส่วนประกอบจาก กุนเชียง หมูยอ หรืออาหารแปรรูปที่ทำมาจากเนื้อหมู แตกต่างจากฟาร์มหรือเล้าหมูขนาดใหญ่ที่นิยมใช้ “อาหารเม็ดสำเร็จรูป” และมีการควบคุมสิ่งแวดล้อมแบบปิดมิดชิด ทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไปได้ยาก พร้อมกล่าวต่อว่า

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุมฟาร์มเล็กๆ เพราะที่จีนแม้รัฐบาลสั่งฆ่าหมูติดโรคแล้วให้ฝังกลบ แต่ก็มีเจ้าของฟาร์มจำนวนหนึ่งรู้สึกเสียดาย แอบเอาเนื้อหมูเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นอาหารส่งขายให้ผู้บริโภค แน่นอนว่าคนซื้อกินเข้าไปไม่เป็นไร แต่กินแล้วเหลือเศษทิ้งในถังขยะ มีคนเก็บขยะรวบรวมไปให้ฟาร์มหมูขนาดเล็ก เชื้อไวรัสตัวนี้ก็แพร่มาถึง หรือแม้แต่การฆ่าหมูตายแล้วทิ้งซากในแหล่งน้ำ คนตักน้ำมาใช้ในพื้นที่เกษตรหรือไร่นา สุดท้ายน้ำที่มีเชื้อไวรัสก็วนเวียนอยู่ในชุมชน ฟาร์มหมูก็ดึงน้ำไปใช้ด้วย ก็เลยติดเชื้อกันไปใหญ่ เหมือนมีข่าวลือว่าฝั่งพม่ากำจัดหมูป่วยโรคนี้ด้วยโยนทิ้งลงแม่น้ำแถวเขตชายแดน”

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นแนะนำต่อว่า ประเทศไทยคงยากที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อตัวนี้เข้ามา สิ่งที่ทำได้คือพยายามวางแผนเตรียมรับมือร่วมกัน โดยเฉพาะชาวบ้านต้องไม่เสียดายหมูติดเชื้อ รีบฆ่าทิ้ง ไม่ส่งโรงเชือด และรีบฝังกลบทำความสะอาดฟาร์มอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะเริ่มเลี้ยงใหม่ได้ รวมถึงการป้องกันไม่ใช้เศษอาหารมาเลี้ยงหมูในช่วงนี้ด้วย ส่วนภาครัฐก็ต้องช่วยเหลือเยียวยา ไม่ปล่อยให้ขาดทุนย่อยยับจนต้องแอบเอาซากหมูติดเชื้อไปขายกิน

ในวันนี้กรมปศุสัตว์ประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เรียบร้อยแล้ว โดยมีมาตรการรับมือเชิงรุกสั่งทุกด่านทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ตรวจเข้มห้ามนำเข้าสุกรทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมูด้วยหวังสกัดกั้นไม่ให้เชื้อนี้ผ่านเข้ามาในไทย

แต่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านนี้ส่วนใหญ่เชื่อว่า ประเทศไทยคงผนึกกำลังต้านเชื้อตัวนี้ได้อีกไม่นาน คาดว่าไม่เกินสิ้นปี 2562 หรืออีกไม่เกิน 3 เดือน เชื้อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” คงระบาดถึงฟาร์มหมูไทย…ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การเตรียมงบประมาณเยียวยาเกษตรกรรายย่อยที่น่าจะได้รับผลกระทบหลายหมื่นฟาร์ม

คงมีเพียงกลุ่มธุรกิจขาย “อาหารเม็ด” ที่ได้กำไรเพิ่มขึ้น หากเป็นไปได้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรรีบหาวิธีผลิตหรือช่องทางขาย “อาหารเม็ด” ราคาถูกให้ฟาร์มหมูขนาดเล็กใช้แทน “เศษอาหารรวมมิตร” และช่วยส่งเสริมให้เป็นฟาร์มมาตรฐาน

ไม่ควรปล่อยให้ฟาร์มหมูของกลุ่มเจ้าสัวยักษ์ใหญ่ฉวยโอกาสนี้เข้าไปผูกขาดตลาดค้าขายหมูทั่วประเทศไทยเพียงกลุ่มเดียว !

นำหลักทำงาน กมธ. ปรับใช้กับ อบจ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392942?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นำหลักทำงาน กมธ. ปรับใช้กับ อบจ.

11 ตุลาคม 2562 – 10:45 น.
อบจ,กมธ,วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์,ยิ้ม วิสาระดี,สภาผู้แทนราษฎรที่มีกรรมาธิการ
เปิดอ่าน 388 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

สนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่เป็นเวทีต่อจากสนาม ส.ส.นั้น คาดกันว่าช่วงปลายไตรมาสแรกและต้นไตรมาสสอง รัฐบาลน่าจะไฟเขียวให้ กกต.กดปุ่มให้มีการหย่อนบัตร

โดยสนามที่จะประเดิมนั้นคือผู้ว่าฯ กทม. และนายกอบจ. ถัดจากนั้นก็จะเป็นเวทีของเทศบาลและอบต. ไล่ลงไป

หลากพรรคหลักมองตรงกันว่าสนามท้องถิ่นจะเป็นหนึ่งในฐานเสียงที่เสริมสร้างคะแนนของพรรคต้นสังกัดได้

พื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยแจ้งเกิดบนเวทีการเมือง สามารถปักธงไว้ได้เกือบหมด แม้วันนี้สภาพการณ์จะเปลี่ยนไป แต่กระแสนิยมไทยรักไทยที่วันนี้อยู่ในชื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังคงได้รับความนิยม แม้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่ที่ชื่อพรรคพลังประชารัฐเข้ามาเบียดพื้นที่ภาคเหนือในการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้ก็ตาม ดังนั้นแกนนำพรรคที่อยู่ในประเทศ รวมทั้งคนที่อยู่ต่างแดน มีข้อสรุปตรงกันว่า จากนี้ไปพื้นที่ภาคเหนือจะสูญเสียให้คู่แข่งไม่ได้เป็นอันขาดแม้แต่เวทีเดียว

ช่วงนี้แกนนำพรรคได้เช็กกระแสผู้สมัครที่มีโอกาสปักธงพรรคไว้แล้ว และคนที่มีความพร้อม พท.ก็จะเปิดตัว

โดยคนแรกๆ ที่ พท.เคาะให้ได้สิทธิเป็นผู้ชิงตำแหน่ง “นายกอบจ.เชียงใหม่” ไปแล้วคือ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร อดีต ส.ว.เชียงใหม่ ส่วนบ้านใกล้เรือนเคียงคือ จ.เชียงราย “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส.สองสมัย พร้อมอาสาลงสมัครชิงเก้าอี้ตัวนี้ในพื้นที่บ้านเกิด

วิสาระดี คือบุตรสาวของ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีตส.ส.เชียงรายหลายสมัย และเคยเป็น รมช.มหาดไทย สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้งยังมีความใกล้ชิดกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช มาหลายปี

วิสาระดี คือสะใภ้ของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน

ดังนั้นโอกาสของอดีต ส.ส.สองสมัยคนนี้ที่จะลงสนามปักธงเพื่อไทยในเชียงรายนั้น น่าจะมีสิทธิ์สูงยิ่ง

วิสาระดี กล่าวกับเครือเนชั่นในการเปิดตัวเบื้องต้นกับชาวเชียงรายไปบ้างแล้ว และรอเพียงการอนุมัติของพรรคต้นสังกัด ดังนั้นวิสัยทัศน์ในการอาสาทำหน้าที่นายกอบจ.เชียงรายครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง ติดตามที่นี่

      ทำไมสนใจลงสมัครนายกอบจ.
“เคยทำหน้าที่ ส.ส.สองสมัยมาแล้ว การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. จึงมีเวลาลงพื้นที่เยอะขึ้นเพราะครอบครัวก็เป็นครอบครัวนักการเมือง ได้พบว่า เมื่อตัวเองเคยทำงานการเมืองระดับชาติมาแล้วสองสมัยวันนี้ขออาสาทำงานการเมืองท้องถิ่นบ้าง เชื่อว่าศักยภาพของตัวเองและทีมงานที่ทาบทามไว้จะพัฒนาเชียงรายได้ดีขึ้น เพราะบางสิ่งบางอย่างแม้ว่าการได้เป็น ส.ส.นั้นมีโอกาสผลักดันการแก้ปัญหาของพื้นที่ได้ แต่ความจริงมันค่อนข้างยาก แต่เมื่อได้มาศึกษาข้อเท็จจริงพบว่าหากเราเป็นตัวแทนของชาวบ้านในระดับท้องถิ่นคือ อบจ. และแก้ปัญหาของจังหวัดเราเอง ด้วยตัวของเราและทีมงานที่เป็นคนในพื้นที่ น่าจะตอบโจทย์ตรงจุดกว่า

คนเก่งๆ ใน จ.เชียงราย มีมาก ได้ทาบทามมาร่วมงานไว้เบื้องต้นแล้ว หากพรรคให้โอกาสลงสมัครและได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงราย จะนำเสนอการบริหาร อบจ.รูปแบบใหม่ ซึ่งได้ศึกษารูปแบบการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรที่มีกรรมาธิการ(กมธ.)ที่เป็นเสมือนตัวแทนประชาชนไว้รับฟังปัญหาและสะท้อนต่อรัฐสภาให้แก้ไข รวมทั้งส่งต่อให้รัฐบาล

ดังนั้นจะนำเอารูปแบบเดียวกันมาปรับใช้ คือให้ ส.อบจ.แต่ละท่านทำงานในรูปแบบ กมธ. ตามความถนัด แล้วเชิญปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ ตัวแทนชาวบ้านมาเป็น กมธ.ด้านต่างๆ ของ อบจ.เชียงราย เช่นด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เวลาชาวบ้านมาร้องเรียน กมธ.ชุดนี้ก็รับเรื่องและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เลย เพราะรู้ถึงสาเหตุปัญหาจริง คณะผู้บริหารอบจ.ก็รับข้อเสนอแนะของกมธ.นี้มาใช้ แล้วก็จะมีเวลาคิดงานอื่นๆ ที่สร้างประโยชน์ให้พื้นที่ได้มากขึ้น

แนวทาง กมธ.ที่ระบุข้างต้น หากทำในพื้นที่ อบจ.เชียงรายได้ผลดีก็จะเสนอเป็นตัวอย่างให้ อบจ.อื่นๆ นำไปใช้แก้ปัญหาของจังหวัดนั้นๆ”

   ช่วงนี้ทำอะไรบ้าง
“วันนี้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ดิฉันมีความภูมิใจในสโมสรบ้านเกิด ทีมฟุตบอลก็มีอะคาเดมีที่นำน้องๆ หลายรุ่นมาอบรมฟุตบอลเยาวชน พวกเขามาอยู่ด้วยกันก็เสมือนคนในครอบครัว บางคนมีโอกาสเล่นฟุตบอลอาชีพ บางคนแม้ไม่ได้รับสิทธิ์นั้นแต่ก็มีทักษะฟุตบอลและความเป็นนักกีฬาติดตัว ตรงนี้เหมือนว่าเราสร้างความฝันของคนเชียงรายให้เป็นจริง

วันนี้ฝันของคนเชียงรายคือฝันของดิฉันที่จะทำฝันนั้นให้เป็นจริง ตัวอย่าง เอกนิต ปัญญา เป็นนักเตะในทีมสิงห์ เชียงรายยูไนเต็ด เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด ก็เป็นเด็กเตะบอลทั่วไป แต่ฝันว่าจะเล่นในระดับอาชีพ วันนี้ดิฉันดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฝันของเด็กเชียงรายเป็นจริง ใครอยากเป็นนักกีฬาอาชีพ ใครอยากเป็นแม่ค้าออนไลน์ ใครอยากเปิดร้านกาแฟ ใครอยากเป็นเกมเมอร์ ฝันอะไร ดิฉันจะช่วยคนเชียงรายไปสู่ฝันนั้น”

แนวทางดึงคนเก่งที่เป็นคนเชียงรายกลับมาทำงานในพื้นที่จะทำแบบใด
“คนเก่งๆ ที่เป็นคนเชียงรายนั้น อยากจะดึงพวกเขากลับมาพัฒนาเชียงรายให้ก้าวหน้า ดิฉันมีคอนเนกชั่นหลายด้านที่จะดึงมาช่วยเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่เชียงรายให้มาทำงานในบ้านเกิด ไม่ใช่ว่าไปเรียนแล้วทำงานในต่างถิ่น หากเราสร้างงานและโอกาสให้พวกเขามาทำงานที่บ้านเกิด มันจะดีกว่าหรือไม่

เพราะคนเรานั้นหากได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก จะมีประสิทธิภาพมากกว่า และการได้อยู่กับคนในครอบครัว มันก็สร้างเชียงรายที่อบอุ่นและดีขึ้นได้ มีผลการศึกษาจากต่างประเทศว่าเมื่อคนได้ทำงานตามความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง ผลผลิตที่ได้จะเพิ่มมากขึ้นถึง 30% ดิฉันจึงจะนำเอานโยบายกองทุนคนเปลี่ยนงานของพรรคเพื่อไทยมาปรับใช้ในระดับจังหวัด ด้วยโครงการนี้จะทำให้คนสามารถย้ายไปอยู่ในงานที่ตนต้องการจริงๆ ประกอบกับการสร้างงานเพิ่ม เชียงรายจะมุ่งสู่สังคมที่เรียกว่า zero unemployment หรือมุ่งสู่สังคมไร้การว่างงาน เมื่ออยู่บ้านแล้วมีงานทำ อยู่ได้อย่างเพียงพอ คนก็จะกลับมาสู่บ้านเกิด สร้างสังคมที่เป็นสุข

ขณะเดียวกันเชียงรายนั้นถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมหลายด้าน ทั้งศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ประตูการค้าชายแดน วันนี้โลกใช้การสื่อสารออนไลน์กันมาก หากเรายกระดับและปักหมุดเชียงรายให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของภาคเหนือและประเทศได้นั้น รายได้จะเข้ามามาก

หวังไว้ว่าในสี่ปีข้างหน้าจะทำให้เชียงรายเป็นเมืองระดับโลกด้านการท่องเที่ยวให้ได้ เพราะการท่องเที่ยวจะมีหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต่อเนื่อง เช่น ที่พัก อาหาร ของที่ระลึก ระบบคมนาคม การจ้างงาน และยังกระจายไปยังกลุ่มจังหวัดอื่นๆ ในพื้นที่ให้รายได้ตรงนี้กระจายไปด้วย”

    สถานการณ์การแข่งขันของคู่แข่งเป็นอย่างไร
“พอจะทราบว่า มีหลายคนที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นสนใจที่จะลงสมัคร แต่ดิฉันแจ้งแกนนำพรรคไปแล้วว่าสนใจที่จะทำงานพัฒนาบ้านเกิดในตำแหน่งนี้ หากพรรคให้โอกาสก็หวังว่าสิ่งที่นำเสนอไปนั้นจะพัฒนาบ้านเกิดได้แบบก้าวกระโดด และยังจะเป็นจังหวัดนำร่องในการเอานโยบายของพรรคเพื่อไทยมาทดลองใช้ในระดับจังหวัดอีกด้วย”