สามพรานเดือด “เผดิมชัย” เชี่ยวโซเชียลสู้พรรคส้ม-ฟ้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สามพรานเดือด “เผดิมชัย” เชี่ยวโซเชียลสู้พรรคส้ม-ฟ้า

11 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
เจาะประเด็นร้อน,สามพรานเดือด,เลือกตั้งซ่อม
เปิดอ่าน 1,638 ครั้ง

#เลือกตั้ง #สามพรานเดือด คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 ต.ค.62

**************************

สนามเลือกตั้งสามพราน 3 ผู้สมัครตัวเต็ง งัดกลยุทธ์หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย ควบคู่กับการเดินเคาะประตูบ้าน ปลุกกระแสเลือกตั้งให้คึกคัก

“ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร” อนาคตใหม่ เบอร์ 6 ยังโฟกัส “วัดเรตติ้งประยุทธ์” ผ่านคูหาเลือกตั้ง ส่วน “สุรชัย อนุตธโต” ประชาธิปัตย์ เบอร์ 3 เน้นเลือกคนสามพรานเพื่อสามพราน และ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ชาติไทยพัฒนา เบอร์ 1 ออกลูกขยัน และลูกอ้อนขอเป็นหนึ่งในใจชาวบ้าน

ลุงเตี้ย” หัวใจหนุ่ม

ตระกูล “สะสมทรัพย์” เติบโตมาในยุคการเมืองอะนาล็อก เมื่อเจอการเมืองดิจิทัลก็ปรับตัวไม่ทัน เลือกตั้งซ่อมหนนี้ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” จึงตั้งทีมงานสื่อดิจิทัลมาโดยเฉพาะ มีทั้งเพจ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์”และเพจ ศูนย์ประสานงาน เผดิมชัย สะสมทรัพย์”

ยกตัวอย่างเมื่อ 9 ตุลาคม 2562 แอดมินเพจศูนย์ประสานงาน เผดิมชัย สะสมทรัพย์ โพสต์ว่า อายุมากไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นจุดแข็ง!! เพราะเผชิญมาทุกปัญหา..”

หรือเมื่อ 6 ตุลาคม 2562 มีภาพเผดิมชัยพบปะชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง แอดมินเพจโพสต์ “ขอบคุณที่ต้อนรับเป็นอย่างดีนะคะ แอดมินปลื้ม”

นี่เป็นความแปลกใหม่ของนักการเมืองอาวุโสที่มั่นอกมั่นใจมากว่า เที่ยวนี้จะต้องกู้ศักดิ์ศรีคืนกลับมาให้ได้

ปกติเผดิมชัยไม่เดินมากขนาดนี้

กลยุทธ์โซเชียลเหมือนการยิงปืนใหญ่ แต่โค้งสุดท้ายคงเป็นหน้าที่ของ “หน่วยตะลุมบอน” ที่จะลุยทุกหมู่บ้านทุกตำบล นำโดย “หนึ่ง” จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ หัวหน้า ส.จ.กลุ่มชาวบ้าน

อย่าประมาทลุงเตี้ย อายุเยอะแต่ก็เล่นโซเชียลเป็นเหมือนกัน

ทีมโซเชียลก็มา

ลูกหนังนำการเมือง

จริงๆ แล้ว ตระกูล “สะสมทรัพย์” ก็เหมือนตระกูลการเมืองหลายจังหวัดที่สร้างทีมลูกหนังเป็นธงนำ นั่นคือ “สโมสรฟุตบอลนครปฐม  ยูไนเต็ด” ที่บริหารโดย พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์” แห่งบริษัท สโมสรฟุตบอลนครปฐม จำกัด

ปัจจุบัน “พาณุวัฒณ์” และภรรยา มาดามหน่อย” ชุตินันศ์ สะสมทรัพย์ ปั้นทีมนครปฐม ยูไนเต็ด จากไทยลีก 4 ขยับมาเป็นรองแชมป์ไทยลีก 3

เผดิมชัยกับหลานชาย จิรวัฒน์

วันก่อน “มาดามหน่อย” ได้โพสต์ภาพ “ลุงเตี้ย” กับหลานๆ ในอาณาจักร The King Tiger Academy ผ่านเฟซบุ๊ก Chutinan Sasomsub พร้อมบรรยายว่า “#รักคุณลุงคุณลุงน่ารัก คุณลุงใจดี..”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ที่สนามฟุตบอลโรงเรียนวัดท่าพูด อ.สามพราน จ.นครปฐม เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ร่วมกับ จำรัส ตั้งตระกูลธรรม นายกเทศมนตรีเมืองไร่ขิง เปิดตัว “ท่าพูด อคาเดมี” โดยมีศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย อดีตผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย และ “ก้องภพ สรงกระสินธ์” พ่อของ “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ มาร่วมมือกันสร้างเยาวชนรุ่นอายุ 10-12 ปี สู่ทีมนครปฐม ยูไนเต็ด และทีมชาติไทย

ครอบครัว “เมสซีเจ” เป็นคนสามพราน และชอบกีฬาลูกหนัง จึงมาร่วมสานฝันกับเผดิมชัย

ธนาธร-ปชป.ลุยหนัก

ด้านพรรคสีส้ม ทีมงานโซเชียลเยี่ยมวรยุทธ์อยู่แล้ว แต่หากไปดูสมัยที่ “จุมพิตา จันทรขจร” หาเสียง กลับใช้พื้นที่เฟซบุ๊กน้อยมาก ด้วยหวังพึ่งจากทีมสื่อดิจิทัลส่วนกลางมากกว่า

ธนาธรเตรียมลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย

ตรงกันข้ามกับสามี “ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร” ที่ใช้เฟซบุ๊กอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ด้านหนึ่ง “ป๋วย ไพรัฏฐโชติก์” ผ่านสมรภูมิ ตุลาและป่าเขามาแล้ว จึงตกผลึกทางความคิด

“ป๋วย” แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางมาลงพื้นที่สามพรานอีกครั้งระหว่างวันที่ 12-15 ตุลาคม 2562

ฝ่ายพรรคสีฟ้า ก็มีแกนนำพรรคเวียนไปช่วยหาเสียง สุรชัย อนุตธโต” แทบทุกวัน  โดยเฉพาะ สาธิต ปิตุเตชะ” ถอดหัวโขน รมช.สาธารณสุข สวมบทรองหัวหน้าพรรคและแม่ทัพเลือกตั้งนครปฐม จะแวบไปหาเสียงช่วยสุรชัยบ่อยมาก

สาธิต ปิตุเตชะ แม่ทัพ ปชป. มาสามพรานบ่อยมาก

พลพรรครักสีฟ้าในแถวมหาชัยก็ข้ามเขตมาช่วยกันเพราะมั่นใจว่า เที่ยวนี้ ปชป.ชนะแน่ เพราะหวังได้คะแนนเสียงจาก ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐมาเติมของเก่า

เหลืออีกเวลาอีกไม่นานผลแห่งศึกสามสามพรานคงได้รู้กัน..หวยจะออกสีฟ้า สีส้ม และสีสะสมทรัพย์

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392936?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด

11 ตุลาคม 2562 – 09:18 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,ลงโทษทางวินัย,ข้าราชการ
เปิดอ่าน 2,684 ครั้ง

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด  คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

 “ข้าราชการ รวมถึงลูกจ้างของส่วนราชการ” ต้องระมัดระวังความประพฤติของตน ทั้งในการปฏิบัติ “หน้าที่ราชการ” และ “เรื่องส่วนตัว” โดยไม่กระทำการใดที่สุ่มเสี่ยงทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งอาจเป็นความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันนำไปสู่การถูกลงโทษได้

สำหรับโทษที่จะลงได้สำหรับการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ก็คือ ปลดออกและไล่ออก ส่วนโทษที่จะลงได้ในการกระทำความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน ส่วนลูกจ้างประจำของส่วนราชการ คือ ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2537 โดยข้อ 52 กำหนดว่าลูกจ้างประจำผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกได้

ตามความร้ายแรงแห่งกรณี … ทั้งนี้การพิจารณาพฤติการณ์การกระทำความผิดกับระดับโทษนั้นจะต้องมีความเป็นธรรมและเหมาะสมกันด้วย โดยจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงรวมถึงพฤติการณ์ของการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเป็นกรณีๆ ไปครับ….

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นกรณีที่ลูกจ้างประจำของกรมชลประทานถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีฐานร่วมกันเล่นการพนันไฮโลเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมายและศาลมีคำพิพากษาลงโทษปรับ ต่อมาผู้บังคับบัญชาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการเนื่องจากเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงซึ่งถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยข้อ 52

          ประเด็นที่น่าสนใจในคดีนี้ก็คือพฤติการณ์การกระทำของลูกจ้างดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือไม่? และการลงโทษปลดออกจากราชการเหมาะสมกับการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่?

ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีว่า…ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นลูกจ้างประจำของกรมชลประทาน โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 และผู้ฟ้องคดีที่ 3 ทำหน้าที่ในตำแหน่งรักษาอาคาร ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ทำหน้าที่ในตำแหน่งคนงาน ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมเล่นการพนันไฮโลกับผู้เล่นอื่นรวมจำนวน 11 คน ในวันหยุดโดยใช้สถานที่ราชการและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดี โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ให้การรับสารภาพและศาลแขวงมีคำพิพากษาลงโทษปรับคนละ 1,000 บาท

ต่อมาอธิบดีกรมชลประทานได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ อ.ก.พ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่ถูกยกอุทธรณ์ จึงได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมชลประทาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และอ.ก.พ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากราชการ และมติที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่เป็นเพียงลูกจ้างประจำ ไม่ได้มีหน้าที่ในการกวดขันการกระทำผิดกฎหมาย โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลอาคารของหน่วยงาน ไม่ได้มีหน้าที่ติดต่อหรือบริการประชาชนโดยตรง และในการกระทำผิดไม่ได้เป็นเจ้ามือ เจ้าสำนักหรือเล่นการพนันเป็นอาจิณ และความผิดดังกล่าวได้กระทำนอกเวลาราชการมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ประกอบกับเมื่อพิจารณาแนวทางการลงโทษกรณีการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าว ซึ่ง ก.พ. ในฐานะเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของส่วนราชการต่างๆ ที่ได้รวบรวมแนวทางการลงโทษ ที่ปรับบทความผิดและกำหนดระดับโทษได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกรณีการเล่นการพนันนั้นมีการลงโทษตัดเงินเดือนและลงโทษลดเงินเดือน การลงโทษผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงต้องคำนึงถึงระดับโทษที่ส่วนราชการอื่นลงโทษด้วย สำหรับแนวทางการลงโทษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ซึ่งถือเป็นเพียงคำแนะนำให้ส่วนราชการนำไปประกอบการพิจารณา และหาได้หมายความว่าข้าราชการผู้ใดกระทำผิดฐานเล่นการพนันแล้วจะต้องเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงทุกกรณี

ดังนั้นการกระทำของผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงยังไม่อาจถือได้ว่ากระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ 46 ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2537 แต่เป็นความผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ตามข้อ 46 วรรคหนึ่ง ของระเบียบฉบับเดียวกัน ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและลงโทษปลดออกจากราชการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติที่ยกอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยวางแนวทางในการปฏิบัติราชการที่ดีสำหรับผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษทางวินัย โดยจะต้องกำหนดโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำความผิด โดยพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ของข้าราชการหรือลูกจ้างแต่ละประเภท ประกอบกับความรู้สึกของสังคมที่มีต่อพฤติการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้จะต้องนำแนวทางการกำหนดโทษที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของส่วนราชการนั้นๆ มาพิจารณาประกอบกันด้วยเพื่อให้การใช้ดุลพินิจลงโทษเป็นไปอย่างเหมาะสมสอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน … ครับ !

          (ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 142/2559 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจัด

11 ตุลาคม 2562 – 09:05 น.
ชูธงทวนกระแส,6 ตุลา,พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เปิดอ่าน 481 ครั้ง

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจั คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว 

ผ่านไปแล้ว งานรำลึกครบรอบ 43 ปี 6 ตุลา 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งปีนี้มีการจัดนิทรรศการ “ประจักษ์ | พยาน” มีการนำหลักฐานบางชิ้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มาจัดแสดงเช่น ประตูแดง นครปฐม ที่เป็นสัญลักษณ์สะท้อนความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้นำแรงงาน, ลำโพงวันที่ 6 ตุลา ที่มีร่องรอยของกระสุนปืนลูกซอง รวมถึงเครื่องแต่งกายของ ดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ที่ใส่เข้าร่วมชุมนุมและเสียชีวิตในเหตุการณ์

หลักฐานทั้งหมดจะถูกรวบรวมในโครงการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งข้อมูล เพื่อขยายพื้นที่ความเข้าใจของคนในสังคม

ผู้ประสานงานโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา แถลงว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องอดีต แต่เป็นเรื่องของปัจจุบัน เราอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และผู้ที่สนใจ มีส่วนร่วมในการจัดแสดง ทั้งหลักฐาน สิ่งของ วัตถุ เรื่องเล่า มาจัดกิจกรรมการศึกษา เช่น นิทรรศการ เสวนาและเวิร์กชอบ เพื่อให้เรื่องราวของวันที่ 6 ตุลา ได้ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง

“พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” เป็นความคิดริเริ่มที่ดี แต่อยากฝากให้มีการนำเรื่องราวใน “ปีกซ้าย” มาบันทึกไว้ด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งในสายธารประวัติศาสตร์ช่วง 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519

ดังที่รู้กัน ผลของกรณี 14 ตุลาคม ทำให้ประชาชนไทยได้รับสิทธิเสรีภาพ และนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยตามวิถีทางรัฐสภา และก่อให้เกิดความตื่นตัวด้านสิทธิประชาธิปไตยครั้งใหญ่แก่ประชาชนทุกระดับ

งาน 43 ปี 6 ตุลา

การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษายังดำเนินต่อไป โดยทิศทางเปลี่ยนจากการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยไปสู่เป้าหมายอื่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงปัจจัยที่นำไปสู่กรณี 6 ตุลา เช่นการเฟื่องฟูของอุดมการณ์สังคมนิยม

คนรุ่นไหนก็ตามที่ศึกษาประวัติศาสตร์ ด้วยหัวใจเปิดกว้าง ย่อมไม่ปฏิเสธการมีอยู่จริงของ “ขบวนการซ้ายไทย” และการเคลื่อนไหวใต้ดินของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” 

เนื่องจากชัยชนะของกรณี 14 ตุลา ทำให้การผูกขาดทางความคิดโดยรัฐพังทลายลง และเป็นครั้งแรกที่สังคมไทยมีเสรีภาพทางความคิดเต็มที่ ความรู้และความคิดแบบสังคมนิยมที่เคยเป็นความคิดต้องห้ามมาแต่การรัฐประหาร 2500 จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

รูปธรรมที่เห็นชัดเจนคือนิทรรศการจีนแดง โดยองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่หอประชุมใหญ่ เมื่อวันที่ 23-29 มกราคม 2517 มีผู้คนเข้ามาชมล้นหลาม จนต้องขยายวันจัดงานออกไป

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เสนอความรู้เกี่ยวกับจีนและแนวทางสังคมนิยม พิมพ์เผยแพร่ในนามสำนักพิมพ์ต่างๆ เปรียบประดุจร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันแข่งใจ เช่น  คติพจน์เหมาเจ๋อตง, สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง, โฉมหน้าจีนใหม่ และอื่นๆ อีกมาก

มินับรวมหนังสือแนวทฤษฎีการเมืองที่อ่านเข้าใจยากอย่าง คำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์, หลักลัทธิเลนิน และแนวคิดสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก

เรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้ของประชาชนอินโดจีนก็มีจัดการพิมพ์รวมเล่มออกมาขาย และหนังสือที่ขายดีเล่มหนึ่งคือ เช กูวารา นายแพทย์นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2516 และต้องตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง

ต้นปี 2519 การปะทะทางความคิดระหว่าง “ปีกซ้าย” กับ “ปีกขวา” มีความแหลมคมและรุนแรงขึ้น ได้เกิดปรากฏการณ์ “หนังสือเล่มเล็ก” ราคาเล่มละ 2-5 บาท วางขายอยู่ข้างหอประชุมใหญ่ ธรรมศาสตร์ และตามเวทีการชุมนุมมวลชน

มีข้อน่าสังเกตว่า หนังสือเหล่านี้รวบรวมมาจากเอกสารเผยแพร่ในวงปิดลับ เช่น “หนทางการปฏิวัติไทย เอกราช ประชาธิปไตยที่แท้จริง มิใช่จะได้มาด้วยการลัทธิปฏิรูป หากด้วยการปฏิวัติ”, “ใต้ธงปฏิวัติ”, “การปฏิวัติประเทศไทย”, “สงครามปฏิวัติ”, “วีรชนปฏิวัติ” และ “นอร์แมน เบทูน นายแพทย์นักรบจิตใจสากลนิยมผู้ยิ่งใหญ่”

หนังสือเล่มเล็ก มีเนื้อหายกย่องการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในเขตป่าเขา ว่าเป็นแนวทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้อย่างถึงรากถึงโคน

เมื่อเราตัดสินใจเดินหน้าชำระประวัติศาสตร์ ก็ควรศึกษาให้ครบทุกด้าน มิใช่เจาะจงเอาเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 มิได้เกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป

ของดี ไม่มีวันตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392928?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ของดี ไม่มีวันตาย

11 ตุลาคม 2562 – 08:53 น.
ชิมช้อปใช้,ของดีไม่มีวันตาย,ประชาชน,ประชานิยม,ลุงตู่,พลประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 224 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562

กำลังจับจ่ายใช้สอยกันอย่างสนุกมือสำหรับโครงการ “ชิมช้อปใช้” หนึ่งในมาตรการพยุงเศรษฐกิจที่ “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสิร์ฟโปรแรงด้วยการเสกแบงก์พันจำนวน 1 หมื่นล้านบาทเข้ากระเป๋าตังค์คนไทย 10 ล้านคนไปแบบสบายๆ มิหน้ำซ้ำยังไม่ทันข้านเดือน “รัฐบาล” ออกมาประกาศแบบรัวๆ ว่ากำลังผุดมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 ตามมาติดๆ หลังจากเฟสแรกประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไรกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่เบื้องต้นประมาณการว่า รัฐบาลจะเปลี่ยนรูปแบบการแจกเงินเป็นอย่างอื่นแทน

“ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก”...งานนี้แม้รัฐบาลต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลจนกระเป๋าแทบปริ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาคือ “เรตติ้ง” แรงๆ ด้านบวกจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเมื่อรัฐบาลเริ่มตัดสายสะดือดำเนินโครงการดังกล่าว บรรดาฝ่ายค้าน นักวิชาการ และคนบางกลุ่มต่างออกมาค่อนแคะว่า “ชิมช้อปใช้” เป็นโครงการประชานิยมแบบง่าวๆ ที่รัฐบาลกำลังละลายเม็ดเงินกองมหึมาลงในแม่น้ำโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมาในอนาคตจากการใช้งบประมาณแบบสุรุ่ยสุร่าย และสะเปะสะปะ

นอกจากนี้ฝ่ายค้านยังเปิดแผลสดด้วยการตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใสให้เห็นว่า รัฐบาลใช้ช่องโหว่ของโครงการชิมช้อปใช้เพื่อเปิดทางให้คนที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหารเข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์…โดยเฉพาะบรรดาซูเปอร์มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาผูกปิ่นโตเถาใหญ่ในโครงการดังกล่าวจนทำให้กระเป๋าตุงไปตามๆ กัน ซึ่งตรงนี้อาจเป็นจุดด่างเล็กๆ ของรัฐบาลที่ทำให้ใครหลายคนเกิดความกังขา แม้ว่าการเข้ามาในระบบของบรรดาเจ้าสัวเหล่านั้นจะชอบธรรมและถูกต้องตามกฎระเบียบที่วางไว้ก็ตาม

เป็นการชำแหละข้อเสียของโครงการ “ชิมช้อปใช้” ให้เห็นเป็นฉากๆ แต่ในความเป็นจริงอยากบอกกลับไปตรงๆ ว่า “ใครจะแคร์” เพราะตราบใดที่เงินทุกบาททุกสตางค์จากโครงการประชานิยมดังกล่าวส่งตรงไปถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ขาดตกบกพร่องไปแม้แต่เศษเสี้ยวสลึง…ส่วนตัวถือว่า “โอเคนะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง การปัดเป่าทุกข์เข็ญของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญสุด ดังนั้นหากสิ่งใดที่รัฐบาลทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนก็ควรเร่งทำให้ถึงที่สุด แม้ในบางครั้งต้องจำใจกลืนเลือดตัวเองไปบ้างก็ตาม ซึ่งตรงนี้เราคงต้องให้เครดิตแก่รัฐบาล ไม่ใช่มัวตั้งหน้าตั้งตาจับผิด หรือก่นด่ากันตะพึดตะพือ

ที่พูดไม่ใช่จะโลกสวยเอาแต่ยกยอปอปั้นโครงการ “ชิมช้อปใช้” ของลุงตู่แบบไม่ลืมหูลืมตา เพราะส่วนตัวไม่ได้ต้องการเห็นคนไทยเสพติดโครงการ “ประชานิยม” ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่คล้อยตามผ่อนผันเพราะเหตุผลเดียวคือ อะไรที่ถึงมือ “ประชาชน” ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดีๆ ที่น่าสรรเสริญ เพราะในอดีตที่ผ่านมาคนไทยคงได้เห็นแล้วว่า โครงการ “ประชานิยม” ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลใด หากตอบโจทย์ทำให้ประชาชนทุกชนชั้นอยุู่ดีมีสุข ขอให้เชื่อขนมกินได้เลยว่า โครงการเหล่านี้จะไม่มีวันสิ้นสลายไปจากประเทศไทยอย่างแน่นอน…หากไม่ยังอินขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เช่น “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” ของรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ทุกวันนี้ยังเป็น “ของดีไม่มีวันตาย” อยู่ยั้งยืนยงยาวนานยิ่งกว่าผู้ริเริ่มนโยบายที่ตอนนี้จางหายจากไปไกลแล้ว…

ช่วงช่วง-หัวใจล้มเหลวบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392824?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

11 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ช่วงช่วง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หัวใจล้มเหลว
เปิดอ่าน 756 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

รอกันมาแรมเดือนในที่สุดทีมสัตวแพทย์จีนได้ออกประกาศแล้วว่า ‘ช่วงช่วง’ ตายเพราะหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 โดยการชันสูตรและวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญจีน-ไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง – ไทยชดเชยจีนช่วงช่วงเสียชีวิต – ดูแลหลินฮุ่ยให้ดีที่สุดต่อไป

กรณีนี้ต้องแอบหายใจและโล่งอกอีกครั้งเพราะ ‘ช่วงช่วง’ ไม่ได้ตายด้วยเหตุอื่น เช่น ไม่พบบาดแผลภายนอก ไม่พบสิ่งแปลกปลอมในหลอดลมหลังจากมีข่าวลือว่ามีถุงพลาสติก ต่อไปก็จะเป็นบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ไทย-จีน ว่าแน่นแฟ้นดีหรือไม่ เพราะเวลานี้สวนสัตว์เชียงใหม่เหลือ ‘หลินฮุ่ย’ แพนด้าที่น่ารักเพียงตัวเดียวและมีเรื่องเรียกร้องให้จีนส่งแพนด้ามาแทน ‘ช่วงช่วง’

เรื่องนี้รัฐบาลไทยจะต้องแสดงเจตจำนงขอไปส่วนจีนจะส่งมาให้หรือไม่อยู่ที่การตัดสินใจว่าเป็นอย่างไร เพราะ ‘ช่วงช่วง’ หมดอายุขัยจริงๆ ไม่ได้ตายเพราะทางสวนสัตว์เชียงใหม่ดูแลไม่ดี

จึงอยู่ที่ทางจีนว่ายังรักประเทศไทยและคนไทยเหมือนเดิมหรือไม่?
อ๊อด เทอร์โบ


 แม่สายสะอื้น
 ชุมทางของอาชญากรรม

ผมเป็นคนแม่สายมีเรื่องที่ต้องขอให้รัฐบาลรับรู้ความรู้สึกสักนิดก็ยังดีครับ เพราะเวลานี้ไปไหนๆ ถูกชี้หน้าว่าแม่สายเป็นชุมทางอาชญากรรม

การค้าชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อสิบกว่าปีก่อนยังไม่เข้มงวดมาก ตลอดริมแม่น้ำแม่สาย ตั้งแต่เริ่มเข้าพื้นที่เขตไทยจากท่าน้ำหัวฝาย ท่าน้ำ 18 ท่าข้างวัดเกาะทราย ท่าเจ๊ดาว ท่ากะหล่ำ ท่าน้ำกำนันแดงไปถึง ต.เกาะช้าง สุดอำเภอแม่สายไปออกแม่น้ำโขง อ.เชียงแสน เป็นช่องทางลักลอบขนสินค้าข้ามไปมาระหว่างแม่สาย-ท่าขี้เหล็กอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สร้างเม็ดเงินให้เจ้าหน้าที่บางคนที่รับผิดชอบชายแดนด้านนี้

กาลเวลาเปลี่ยนผ่าน เพิ่มหน่วยงานหลัก ทหาร ตำรวจ ตม.ศุลกากร หน่วยการข่าวยุบยับทั้งราชการ จ้างสายข่าวคนนอกเข้าพื้นที่แทบเดินชนกันตาย ผู้นำหน่วยเข้มแข็งสั่งกวาดล้างเข้มข้น สืบสวน จับกุมทลายขบวนการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ แก๊งขนยาเสพติดข้ามแม่น้ำ แรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์จนเบาบางลง แต่พอ 2 ปีที่ผ่านมาชุดประจำการอยู่นานจนรากงอก กลับละเลยปล่อยให้มีการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้นเหมือนเดิมอีกแล้ว เกิดความหย่อนยานในการทำงาน

รัฐบาลมีนโยบายบูรณาการทำงานร่วมกันการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายควรจะเข้มแข็งมากขึ้น แต่กลับกันขบวนการค้าเสพติด ค้าแรงงานต่างด้าว ค้ามนุษย์ ค้ารถโจรกรรมข้ามท่าน้ำ ยังดำเนินกันไม่มีการวางแผนกวาดล้างจับกุมอย่างจริงจัง ไม่มีการเคลื่อนไหวเฝ้าระวังจับกุมเหมือนในอดีต

เจ้าหน้าที่ไม่เข้มข้นหรือไม่มียาเสพติดหรือไม่มีต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หรือไม่มีรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมลักลอบไปขาย หรือไม่มีหญิงบริการข้ามน้ำ หรือไม่มีของเถื่อน จึงไม่มีข่าวการจับกุมหรือปิดล้อม ตรวจค้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านรู้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ แปลกแต่จริง
สาโรจน์ (แม่สาย)


เรียนคุณ ‘สาโรจน์’ แม่สาย
จดหมายของคุณทำให้รู้สึกว่าคนแม่สายเหมือนแพะรับบาปเพราะคนเลวเพียงจำนวนน้อยที่สร้างรอยด่างให้ซึ่งจะต้องมีการปฏิรูปการทำงานโดยด่วน

เมืองแม่สายอยู่ชายแดนและมีการค้าคึกคัก ผู้คนทั้งไทย-เมียนมาร์ เข้าออกมากและมีแนวเขตยาว มีธรรมชาติเป็นป่าเขาลำเนาไพรเป็นบางช่วง

แต่อย่างไรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องสั่งงานทุกหน่วยงานให้ดำเนินตามกฎหมายอย่างเข้มแข็ง-เข้มข้น โดยให้เป็น ‘แม่สาย’ โมเดล

แล้วจัดการกับแนวตะเข็บชายแดนให้อยู่ภายใต้กฎหมายไทยต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ตรวจโครงการอาคาร
 หลังน้ำลดทุกจังหวัด

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย แถลงว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่อาจเป็นน้ำที่ไหลหลากและมีความเร็วของกระแสน้ำจึงอาจเกิดแรงปะทะกับโครงสร้างและทำให้โครงสร้างเกิดความเสียหายขึ้น โดยแรงปะทะจากน้ำที่ไหลแรงอาจทำให้โครงสร้างโย้ เอียง หรือเคลื่อนตัวหลุดจากฐาน ซึ่งจะทำให้เกิดการแตกร้าวตามมา

ความเสียหายของโครงสร้างอาคารดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อการรับน้ำหนักของโครงสร้าง ดังนั้นจึงแนะนำให้ประชาชนเจ้าของอาคารตรวจสอบอาคารของตนเองเป็นเบื้องต้นก่อนดังนี้
1.ลักษณะรูปร่างภายนอกของอาคารให้ตรวจสอบด้วยสายตาว่ามีการ ทรุด เอียง โย้หรือไม่
2.กำแพงรั้ว หรือผนังบ้าน ให้ตรวจสอบว่ามีการทรุด เอียง ล้ม แตกร้าวที่รอยร้าวทำมุมเอียง 45 องศา
3.พื้นบ้าน ให้ตรวจสอบว่ามีการแอ่นตัว แตกร้าว เนื้อคอนกรีตกะเทาะ ชำรุดเสียหาย
4.ชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆ เช่น คาน เสา ให้ตรวจสอบรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นที่บริเวณปลายคาน และโคนเสา ซึ่งหากพบรอยแตกร้าวที่ทำมุมเอียง 45 องศา จะเป็นรอยร้าวที่อันตราย
5.ตอม่อ ให้ตรวจสอบว่าตอม่อมีการแตกร้าวในเสาตอม่อ หรือมีการกะเทาะของเนื้อคอนกรีตหลุดออกจนเห็นเหล็กเสริม ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อโครงสร้าง
6.ฐานราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นฐานรากแผ่ที่ฐานวางอยู่บนพื้นดินโดยตรง ไม่มีเสาเข็มรองรับ ให้ตรวจสอบว่าดินใต้ฐานรากถูกน้ำเซาะออกไปหรือไม่ซึ่งจะเห็นฐานรากลอยจากพื้นเป็นอันตรายเพราะอาจทำให้ฐานรากทรุดตัวตามมา
7.ข้อต่อระหว่างส่วนต่างๆ ของโครงสร้าง เช่น ข้อต่อระหว่างคานกับเสา ให้ตรวจสอบว่ามีการแตกร้าว หลุดหรือแยกออกจากกันหรือไม่ หากพบการหลุดของข้อต่ออาจทำให้โครงสร้างพังถล่มตามมาได้


ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392754?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง

10 ตุลาคม 2562 – 12:55 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เปิดอ่าน 8,091 ครั้ง

ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

ได้คิว “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ออก ‘แอ็กชั่น’ ในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ หลังซุ่มเงียบเก็บข้อมูลเกือบสองสัปดาห์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘บทบาทกองทัพในการดูแลความมั่นคงภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน’ ที่ห้องประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก

เวทีนี้ถูกกำหนดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลัง “บิ๊กแดง” ได้รับรายงานจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่ามีการกระทำผิดกฎหมายในเวทีสัมมนาหัวข้อ ‘พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่’ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมโครงการฝ่ายค้านเพื่อประชาชนสัญจรภาคใต้ โดยมีหลักฐานเป็นวิดีโอความยาวกว่า 2 ชั่วโมง และเนื้อหาการเสวนาถูกถอดเทปแบบคำต่อคำ

กลายเป็นที่มาเรื่องการแจ้งความดำเนินคดีกับ 12 แกนนำฝ่ายค้าน และนักวิชาการ ทำความผิดมาตรา 116 ประกอบด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พล.ท.ภารดร พัฒนถาบุตร  อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นางชลิตา บัณทุวงศ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์

และนายสมพงษ์ สระกวี  นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ นายมุข สุไลมาน  นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย นายรักชาติ สุวรรณ นายอสมา มังกรชัย  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา  หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ปฏิกิริยาตอบกลับของพรรคฝ่ายค้านผลัดกันดาหน้าออกมาโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) บิดเบือนกฎหมาย พร้อมทั้งแจ้งความกลับ  พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4  และพล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 

บ้างจะใช้อำนาจกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษชน ที่มีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เป็นประธาน เรียก ‘พล.ต.บุรินทร์’ มาชี้แจงหรือขู่จะปฏิรูป ‘กอ.รมน.’ เสียใหม่  ตามข้อเสนอของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า อนค. หรือแม้แต่การนำประเด็นดังกล่าวไปอภิปรายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563

ใจจริงแล้วการจัดเวทีดังกล่าว “บิ๊กแดง” ตั้งใจโฟกัสเฉพาะการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เรื่องมา ‘อีนุงตุงนัง’ ทันทีเกิดกรณีนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษายิงตัวเองขณะพิจารณาคดี ที่ จ.ยะลา หลังเชื่อว่าถูกแทรกแซงคำตัดสินก่อนจะเผยแพร่เอกสารแถลงการณ์ 25 หน้า

เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเพื่อห้ามกระทำการตรวจร่างคำพิพากษาก่อนอ่านให้คู่ความฟัง ทั้งห้ามกระทำใดๆ อันมีผลเป็นการแทรกแซงผลคำพิพากษาและให้สภานิติบัญญัติและนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีให้ความเป็นธรรมทางการเงินแก่ผู้พิพากษาทั่วประเทศ

แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะเกิดขึ้นต่างวันและเวลา แต่เมื่อเป็นพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงกลายเป็นข้อถกเถียงว่าการยิงตัวเองของผู้พิพากษา จ.ยะลา และการจัดเสวนาของพรรคฝ่ายค้าน จ.ปัตตานี เป็นการจัดฉากเพื่อหวังผลบางอย่างหรือทั้งสองกรณีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย เป็นแค่ความบังเอิญ

ตลอดจนถึงการโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ​ของนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งเมื่อปี 2561 จนถูกเจ้าหน้าที่บุกจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ก่อนจะได้รับประกันตัวออกไป

จากเวทีสัมมนาที่ภาคใต้ของพรรคฝ่ายค้านสู่การยิงตัวเองของผู้พิพากษาและการโพสต์เฟซบุ๊กของนักกิจกรรมการเมืองกลายมาเป็นเวทีบรรยายพิเศษของ “บิ๊กแดง” ที่อาจซ่อนคำตอบบางอย่างเอาไว้ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องซับซ้อนที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ ‘โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ’ เอกสารที่อยู่ในมือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ไฟสุมทรวง เพื่อไทยร้าว “หน่อย” งัด “สมพงษ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟสุมทรวง เพื่อไทยร้าว “หน่อย” งัด “สมพงษ์”

10 ตุลาคม 2562 – 10:47 น.
พรรคเพื่อไทย,เจ๊หน่อย,สุดารัตน์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,832 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 10 ต.ค.62

********************

สัปดาห์ที่แล้วมีความชัดเจนจากปากของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เรื่องจะลงสมัครชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ต้นปีหน้า โดยไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่ก็มีขาใหญ่เพื่อไทย 2-3 คน ก็ยินดีจะหนุน

ไม่ทันข้ามสัปดาห์พลพรรครัก “คุณหญิงหน่อย” หรือกลุ่ม “กทม.เพื่อไทย” ได้มีมติให้พรรคสรรหาผู้สมัครใหม่เพื่อส่งลงเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย ทำเอากองเชียร์ออกอาการงุนงง

ชัชชาติ วันประกาศตัวลงสมัครผู้ว่า กทม.

ผู้กองมาร์คหายไปไหน?

การเสนอตัวของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในศึกชิงทำเนียบเสาชิงช้าไม่มีการพูดถึง “กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม” ซึ่งเมื่อกลางเดือนกันยายน 2562 “ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช” หรือ ผู้กองมาร์ค อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าวเป็นคุ้งเป็นแคว

ผู้กองมาร์คอ้างว่ากลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิมเป็นการรวมตัวของนักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชน ที่จะเสนอ “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่หลังจากนั้นผู้กองมาร์คหยุดความเคลื่อนไหว “กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม” ไปเฉยๆ

ส่องในเฟซบุ๊กผู้กองมาร์ค บทบาทกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิมหยุดนิ่งไว้แค่วันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา วันนี้ผู้กองมาร์คไปทำหน้าที่เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาห กรรม สภาผู้แทนราษฎร 

ผู้กองมาร์ค กับชัชชาติ

ผู้กองมาร์ครับงานใครมาจุดพลุข่าว ชัชชาติ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ หรือผู้กองมาร์คทำปืนลั่น โดยชัชชาติยังไม่พร้อมจะเปิดตัว

ที่แน่ๆ ผู้กองมาร์คเป็นเพื่อไทยสายเมืองกรุงที่ไม่ได้ขึ้นต่อบ้านขาใหญ่แห่งวังทองหลาง

อภินิหาร “เด็กหน่อย”

เรื่อง “ชัชชาติ” ลงสนามผู้ว่าฯ กทม. กลายเป็นระเบิดภายในพรรคเพื่อไทย เมื่อ “วิชาญ มีนชัยนันท์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานภาค กทม. ได้เรียกประชุมภาค กทม. มีสมาชิกที่เป็นส.ส.และผู้สมัครส.ส. อดีต ส.ก. และผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคในพื้นที่ กทม.เข้าร่วมประชุม เพื่อพูดคุยเรื่องสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

พลันที่มีข่าวนี้ออกไปก็มีข่าวหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแถลงผ่านเฟซบุ๊กว่า พรรคยังไม่มีมติใดๆ เกี่ยวกับผู้ว่าฯ กทม. สื่อหลายสำนักพาดหัวข่าวเพื่อไทยแตกยับ

“วัฒนา เมืองสุข” ลุกขึ้นมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า 17 กันยายน 2562 ที่ประชุมภาค กทม. ได้มีมติให้ส่งชัชชาติเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคเพื่อไทย ต่อมา ชัชชาติ ประกาศที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ ที่ประชุมภาค กทม.จึงมีมติให้พรรคสรรหาผู้สมัครใหม่ในนามพรรคเพื่อไทย

แปลกมาก! ผู้กองมาร์คแถลงข่าว ชัชชาติจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม เมื่อวันที่ 16 กันยายน แสดงว่า ชัชชาติชิงปล่อยข่าวหนีมติพรรคหรือ?

ใครโกหกกันแน่..หรือขาใหญ่คนไหนต้องการสกัดชัชชาติ จึงเล่นเกมนี้

ไม่ใช่หุ่นเชิด

ย้อนไปวันแรกที่มีข่าว “ชัชชาติ” จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย สายตรง “คุณหญิงหน่อย” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่ายังไม่มีวาระในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เพราะปีนี้ยังไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

น.อ.อนุดิษฐ์ ยืนยันว่า ชัชชาติมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจลงผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในนามพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นสิทธิ์ของชัชชาติเอง

สมพงษ์และคุณหญิงสุดารัตน์ จะเอายังไง

“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ก็เคยให้สัมภาษณ์ทำนองแบ่งรับแบ่งสู้กรณีชัชชาติจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่สังกัดพรรคเพื่อไทย

เวลานั้นเหมือนรู้กันว่าชัชชาติได้ “ไฟเขียว” จากคนแดนไกลให้ลงสนามอิสระ และเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน จู่ๆ กลุ่ม “เด็กหน่อย” ก็เรียกประชุมภาค กทม. ผุดมติกดดันหัวหน้าพรรค

ค่ำวันที่ 8 ตุลาคม 2562 “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แถลงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า พรรคยังไม่เคยมีมติในเรื่องการจะส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และข่าวที่ออกมาไม่มีมูลความจริงมีแต่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น จึงขอเรียนชี้แจงมาในชั้นต้นจนกว่าจะมีการประชุมหารือของพรรคเสียก่อน

ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่เสี่ยสมพงษ์จะใช้สื่อโซเชียลเพื่องานการเมือง หากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และจำเป็นต้องเบรกเกมของใครบางคน

วงในเพื่อไทยรู้กันมานาน สมพงษ์ไม่สบายใจเรื่องบทบาท “คุณหญิงหน่อย” ที่ทำหน้าที่เกินเลยประธานยุทธศาสตร์พรรคอยู่บ่อยๆ 

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทย บนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392756?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทย บนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า

10 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 350 ครั้ง

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทยบนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า

กระดานการเมืองยามนี้คล้ายว่าแรงกระเพื่อมร้อนๆ ที่ฝ่ายค้านพยายามเข็นเกมแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อหวังโละมรดก คสช. รวมทั้งพยายามดึงกระแสข่าวด้านอื่นๆ มาผนวกให้น้ำหนักการเปิดเกมรุกกับรัฐบาลเรือเหล็กลำนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นจากสายตาของสังคม

ฝ่ายค้านกำลังปั่นให้ติดลมบน เพราะเกือบสามเดือนมานี้หลายกรณีที่กัปตันเรือเหล็กและคณะตอบคำถามบางข้อไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่เรือเหล็กลำนี้ลงน่านน้ำได้นั้นมาจากอานิสงส์ของกติกาหลักจากแม่น้ำห้าสายที่ คสช. วางโรดแม็พไว้เมื่อห้าปีที่แล้วหรือไม่รวมทั้งผลงานในยามนี้ที่เรือเหล็กลงน่านน้ำนั้นก็มิใช่ว่าจะมีแต้มบวกเท่าใด…

ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นใช้บางจังหวะที่ฝ่ายค้านและแนวร่วมพลาดในบางแง่มุมจัดกลับแม้จะไม่ชี้ไปตรงๆ ว่าเบื้องหลังการถ่ายทำบางประการของขั้วตรงข้ามเรือเหล็กนั้นมีเค้าโครงอย่างไร ปล่อยให้สังคมไตร่ตรองเอาเอง…

ดังนั้นหมากกลบนกระดานการเมืองช่วงนี้ไปแยบยลยิ่งนัก หากฝ่ายใดเผยจุดอ่อนออกมารับรองเลยว่าขั้วตรงข้ามขย้ำเต็มเขี้ยวแน่นอน หากจะไล่จับจุดอ่อนและเงื่อนตายของทั้งสองขั้วการเมืองไทยยามนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะเจาะออกมาในยามนี้และยามหน้า แต่สิ่งที่น่าติดตามคือสองขั้วนี้จะกลบจุดอ่อนของตัวเองและทะลวงไปยังจุดตายขั้วตรงข้ามได้เยี่ยงใด

เริ่มที่ “ขั้วหนุนลุงตู่” อันมีสิบกว่าพรรคมาแตะมือหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภารกิจแรกในช่วงจากนี้คือเตรียมกำลังพล ส.ส.ให้พร้อมสรรพในการลงมติวาระแรกของร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.21 ล้านล้านบาท โดยทุกฝ่ายรับรู้อยู่ทั่วไปว่าเรือเหล็กของลุงตู่นั้น ”เสียงปริ่มน้ำ” เพียงใด และมีสองทางออกหากว่าร่างกฎหมายฉบับนี้โดนคว่ำในสภาผู้แทนราษฎรคือ “ลาออกหรือยุบสภา” แม้ลุงตู่จะออกมาพูดเมื่อหลายวันก่อนว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านเดือดร้อนทั้งประเทศ….มันก็ไม่ผิดจากความจริงไปนัก แต่ควรรอดูว่าคำพูดของลุงตู่จะออกมาในมุมไหนในช่วงวันที่ 17 ตุลาคมเป็นต้นไป แม้กระแสงูเห่าจะบรรเทาลงในตอนนี้แต่เชื่อว่าอีกไม่กี่วันจะมีการปัดฝุ่นให้คะแนนเสียงของขั้วตรงข้ามสวิตช์มายังขั้วนี้แบบงงใจ…ว่ามันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?

ส่วนการจับจังหวะขับเคลื่อนผลงานของรัฐบาลบางเรื่องได้แต้มบวก และหลายเรื่องยังไม่ไปไหน แต่เมื่อมองลึกไปยังพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลผู้แทนราษฎรบางคนในปีกพลังประชารัฐสะท้อนมาว่า “หลายโครงการรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาไม่มีการอธิบายข้อมูลให้ ส.ส.นำไปชี้แจงกับประชาชน และหลายเรื่องที่หาเสียงไว้แต่ยังไม่ดำเนินการชาวบ้านถามมาแต่ ส.ส.ไม่มีคำตอบให้” เพียงเท่านี้ก็ชี้ให้เห็นเบื้องต้นแล้วว่าเอกภาพในการทำงานของพปชร.เป็นอย่างไร เมื่อบวกกับการแบ่งมุ้งแบ่งก๊วนในพรรคที่สัมผัสได้ง่ายๆ ก็พอจะมองเค้าลางอนาคตของพปชร.ได้ว่ายามอันใกล้นี้จะรุ่งหรือร่วง

และหากเทียบ พปชร.กับสองพรรคร่วมรัฐบาลคือประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยที่เร่งเครื่องดันนโยบายพรรคที่ให้คำมั่นกับประชาชนในช่วงหาเสียงไว้พบว่ากำลังผลิดอกออกผล แต่พปชร.ตอนนี้ยังตามหลังหลายก้าว แม้แกนนำ พปชร.จะตอบแบบไม่เต็มคำว่าเราเป็นรัฐบาลผสมต้องบริหารนโยบายรัฐบาลให้เดินหน้าในภาพรวมก็ตาม ก็ฟังแล้วทะแม่งๆ หากย้อนไปดูความเห็นของ ส.ส. พปชร.ในข้างต้นที่เอ่ยไว้ประกอบกัน

ส่วน “การเหยียบตาปลาของครม.ลุงตู่ 2” แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นภาพชัด แต่คนวงในเริ่มสัมผัสรอยปริของ ”ทีมครม.เศรษฐกิจ” ออกมาแล้วว่า อาการไม่ลงรอยกำลังคืบคลานเข้ามา เพราะแต่ละพรรคต่างเน้นเคลื่อนงานของตัวเองแบบต่างคนต่างทำจนภาวะเอกภาพแทบไม่บังเกิด แว่วมาว่าเร็วๆ นี้ เสนาบดีบางคนจ่อขอพบลุงตู่เพื่อสะท้อนความหนักใจในการขับเคลื่อนสี่เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศแล้วว่ามีปัญหาที่ควรยกเครื่องใหม่อย่างไร ?

เพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นรางๆ แล้วว่าเรือเหล็กนั้นปัญหาภายในมีมากแค่ไหนและกัปตันลุงตู่จะอดทนรวมทั้งวางกลวิธีจัดการคนการเมืองหลากพรรคที่มาร่วมหัวจมท้ายกันให้บรรลุจุดประสงค์ได้อย่างไรกับเหตุข้างหน้า….

หันมามองไปยัง “ขั้วฝ่ายค้าน” กันบ้างโดยจะพบว่าแกนนำขั้วนี้หวังใจยิ่งว่าการเดินเกมแก้กติกาหลักจะบรรลุผลเพราะมั่นใจว่าหลากวาระที่ส่อแววพิรุธของกัปตันเรือเหล็กและบวกกับพฤติกรรมของเสนาบดีบางรายที่ทยอยโผล่ออกมาเรื่อยๆ นั้น สังคมจะมาเกื้อหนุนและเป็นแรงส่งให้ขั้วฝ่ายค้านได้เดินหน้า

ตอนนี้เกมหลักของขั้วนี้คือกระหน่ำเรื่องรายได้และรายจ่ายของร่างกฎหมายงบประมาณ โดยใช้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ดีนักในวันนี้เป็นหัวเชื้อ และน่าจะทิ้งน้ำหนักไปยังกระทรวงหลัก เช่น กลาโหม คมนาคม คลัง พาณิชย์ มหาดไทย ศึกษาธิการ เกษตรและสหกรณ์ ว่ามีความไม่น่าเชื่อถือเพียงใดว่าจะช่วยชาวบ้านได้จริง

ส่วนวาระอื่นๆ ที่เป็นกระแสข่าวอันเกี่ยวเนื่องจากการทำงานของ คสช.เมื่อห้าปีที่แล้วจวบจนมีเรือเหล็กในวันนี้ แน่นอนว่าฝ่ายค้านจะนำมาผสมซัดไปยังลุงตู่และชาวคณะ โดยตอนนี้เห็นแล้วว่ากรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรชุดต่างๆ ที่ขั้วฝ่ายค้านเป็นประธานเริ่มลุยจับผิดสารพันปัญหาที่ผุดขึ้นมา

แม้เกมที่ฝ่ายค้านดำเนินการอยู่ใช่ว่าจะราบเรียบเพราะจังหวะก้าวก็มีสิ่งผิดปกติที่คล้ายว่ามีการวางบทไว้ล่วงหน้ากับบางเหตุการณ์บ้านเมืองในยามนี้ โดยแกนนำฝ่ายค้านบางคนและกองเชียร์เสมือนไปมีส่วนร่วมแบบเถียงลำบาก ตรงนี้ขั้วหนุนลุงตู่พยายามที่จะต้อนเข้ามาให้อยู่ในมุมที่ใช้กฎหมายจัดการ

สิ่งที่น่าติดตามยิ่งคือวันที่ 18 ตุลาคม (ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนการโอนหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่) จะพอมองเห็นชะตาของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บนถนนการเมืองว่าจะไปต่อได้ไหม…และจะเป็นการชี้วัดเบื้องต้นว่าพรรคสีส้มจะได้ไปต่อหรือไม่? แม้บางฝ่ายจะสื่อความมาว่าหากพรรคสีส้มหายไปจากสารบบอาจมีเหตุรุนแรงบนถนนการเมืองไทยอีกคราวก็ตาม…

ส่วนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีมากกว่าเขต 5 นครปฐม (รอการวินิจฉัยจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความชัดเจนของเขต 2 กำแพงเพชร, เขต 7  ขอนแก่น, เขต 5 สมุทรปราการ) 4 เขตนี้ฝ่ายค้านและรัฐบาลเคยปักหมุดไว้ฝ่ายละ 2 เขต แต่ตอนนี้มันเห็นภาพชัดแล้วว่าทั้งสองขั้วแบ่งเขตกันส่งผู้สมัคร ส.ส.เพื่อให้แต้มไหลไปยังคนที่มีโอกาสมากสุดของขั้วนั้นๆ ได้ชัยชนะเพื่อเพิ่มยอด ส.ส. แต่ขั้วฝ่ายค้านคล้ายว่าจะมั่นใจว่า 4 เขตนี้ ชาวบ้านจะเทแต้มให้เพราะเป็นเครื่องชี้วัดเบื้องต้นว่าประชาชนไม่วางใจรัฐบาลลุงตู่ และจะเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์หรือไม่ เพราะ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลนั้นไล่เลี่ยกันแบบหายใจรดต้นคอ หากฝ่ายใดพลาดเกมในรัฐสภาจากคะแนนเสียงที่จี้กันเช่นนี้นั้น ขั้วใดมีหนึ่ง ส.ส.ก็อาจจะพลิกเกมกันได้แบบลุ้นระทึก

ส่วนการปักหมุดสนามท้องถิ่นที่ราวๆ ปลายไตรมาสแรกหรือต้นไตรมาสสองของปีหน้าจะมีการเลือกตั้งนายก อบจ. และผู้ว่าฯ กทม.นั้น อนาคตใหม่หวังว่า 15 จังหวัดที่จะส่งทีมลงแข่งขัน พรรคสีส้มน่าจะปักธงได้ ด้านเพื่อไทยก็เตรียมรุกในภาคอีสานกลางและเหนือที่เป็นฐานเสียงหลักเอาไว้ในมือ โดยน่าจะส่งอดีตผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่งวดนี้ชวดโอกาสเข้ารัฐสภารวมทั้งอดีตนายก อบจ. ในสายพท.ทำหน้าที่ต่อ ส่วนสนามเมืองกรุง น่าจะชัดเจนในเบื้องต้นแล้วว่า อนค.คงเว้นวรรคสนามนี้เพื่อเทแต้มให้แก่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ประกาศแล้วว่าลงสมัครแบบอิสระ และตอนนี้มีแววร้าวเล็กๆ แล้ว เมื่อภาค กทม.ของพท. จะเสนอพรรคให้ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเบรกเกมนี้จนหัวทิ่มหัวตำไปเมื่อวันก่อน เพราะรู้มาหลายวันแล้วว่าชัชชาติในฐานะอดีตหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ   ของ พท.ลงสมัครชิงเก้าอี้ประมุขเสาชิงช้าไร้สังกัดโดยที่คนแดนไกลอนุมัติไปแล้ว แต่ใครบางคนที่มีบารมีในภาค กทม.ของเพื่อไทยมิยอมรับความจริงด้านนี้และพยายามที่จะล็อบบี้ชัชชาติแต่มิเป็นผล รวมทั้งยังเปิดช่องให้ภาค กทม.กระทุ้งไปยังพรรคว่าควรส่งผู้สมัครประชัน จนคล้ายว่า พท.จะมีศึกในอีกระลอก

เพียงเท่านี้ก็จับความแรงร้อนการเมืองไทยในช่วงนี้ได้อย่างพอควร และรอดูว่ากลเกมของแต่ละฝ่ายที่วางไว้นั้น ฝ่ายใดจะพลาดก่อนกัน…

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392755?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง

10 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
3จังหวัดชายแดนภาคใต้,กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน,กอรมน
เปิดอ่าน 809 ครั้ง

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง โดย…   ปกรณ์ พึ่งเนตร

ช่วงนี้ชื่อของ กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง

โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้กลไกของ กอ.รมน. เข้าแจ้งความดำเนินคดีแกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม รวม 12 คน ที่ร่วมเวทีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ จ.ปัตตานี แล้วมีนักวิชาการไปหลุดข้อเสนอว่าจะแก้ไขมาตรา 1

รัฐธรรมนูญมาตรา 1 อยู่ในบททั่วไป บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” เมื่อมีคนเสนอแก้ แถมพูดบนเวทีที่ปัตตานี ซึ่งมีการพูดเจือสมเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ถูกหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าผู้เสนอต้องการให้ “แบ่งแยกประเทศ” หรืออย่างไร

แม้คนเสนอจะมีคนเดียว เป็นนักวิชาการ แต่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลายคนนั่งอยู่บนเวทีด้วย กลับไม่คัดค้าน ทั้งๆ ที่เคยประกาศมาตลอดว่าจะไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 ว่าด้วย “บททั่วไป” และ “พระมหากษัตริย์” ทำให้ กอ.รมน.มองว่าน่าจะกระทบต่อความมั่นคงและสถาบันหลักของชาติ จึงส่ง พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ เป็นตัวแทนเข้าแจ้งความ

งานนี้เล่นเอาฝ่ายค้านควันออกหู มีการแถลงข่าวโต้ แจ้งความกลับ และประกาศรื้อโครงสร้าง กอ.รมน. ท่ามกลางกระแสสนับสนุนจากนักวิชาการและนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่มีจุดยืนตรงข้ามกองทัพอยู่แล้ว

หลายคนคงคุ้นหูกับชื่อ “กอ.รมน.” แต่อาจไม่ทราบความเป็นมาอันเนิ่นนาน และบทบาทภารกิจที่ชัดเจน วันนี้ “คมชัดลึก” มีคำตอบมาฝาก

เดิมที กอ.รมน. มีชื่อเต็มว่า “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน” มีภารกิจปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ กฎหมายฉบับนี้มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2495 ให้อำนาจฝ่ายบริหารจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกในการจัดการปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ นอกเหนือจาก “ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” ที่ใช้โครงสร้างของฝ่ายปกครองเป็นหลัก

โดยในบริบทงานความมั่นคง มีการจัดตั้ง กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ หรือ กอ.ปค. ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.รมน.

ในบริบทงานพัฒนา มีการจัดตั้ง กรป.กลาง หรือ กองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบ

ทั้ง 2 กองอำนวยการนี้ มีกองทัพบกเป็นแกนหลัก และสานภารกิจต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดย กรป.กลาง เปลี่ยนชื่อเป็น หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือ นทพ. อยู่ในสังกัดกองทัพไทย

ส่วน กอ.รมน. เมื่อแก้ไขปัญหาคอมมิวนิตส์จบ หลังมีคำสั่ง 66/23 (ราวๆ ปี 2523) และยุติปัญหาได้อย่างเด็ดขาด หน่วยงานนี้ก็ยังคงอยู่เรื่อยมา แต่ไม่มีภารกิจหลักให้รับผิดชอบ ยกเว้นภารกิจกว้างๆ ด้านความมั่นคง กระทั่งถูกเสนอกฎหมายยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 เมื่อปี 2543 ทำให้ กอ.รมน.เป็นดั่ง “สุสาน” โดยสมบูรณ์ แม้จะไม่ถูกยุบก็ตาม (แม้จะมีกระแสเรียกร้องให้ยุบทิ้งไปเสีย) โดยฐานบัญชาการอยู่ที่สวนรื่นฤดีจนถึงปัจจุบัน

ยุคต่อมา กอ.รมน.ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ภายใต้ภารกิจงานความมั่นคง อย่างในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็เคยดึง กอ.รมน.ไปใช้งาน โดยมี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำ จปร.7 ซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัยทำหน้าที่เป็น รอง ผอ.รมน.

ในปี 2547 ไฟใต้ปะทุขึ้นมาอีกระลอก กองทัพบกมีบทบาทเข้าไปแก้ไขปัญหา จึงหันมาใช้โครงสร้าง กอ.รมน.ในการบูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายและกรอบอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน มีการตั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขึ้นที่ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี รับผิดชอบทั้งงานความมั่นคงและงานพัฒนา (ช่วงนั้นมีการยุบ ศอ.บต. หรือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้)

กระทั่งปี 2551 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตราพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ขึ้นมา เพื่อรองรับหน่วยงาน กอ.รมน. (มีกฎหมายรองรับโดยตรงเป็นครั้งแรก) และมอบหมายภารกิจให้แก้ไขปัญหาภาคใต้ ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ผ่านโครงสร้าง “ศูนย์ประสานการปฏิบัติ” หรือ ศปป. ซึ่งมี 6 ศูนย์ด้วยกัน เช่น ปัญหาภาคใต้ รับผิดชอบโดย ศปป.5

จะเห็นได้ว่า ชื่อ “ศูนย์ประสานการปฏิบัติ” สะท้อนว่าการทำงานของ กอ.รมน.เน้นการประสานงานและบูรณาการ แต่ก็เน้นงานความมั่นคงเป็นหลักอยู่ดี

ที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ถูกใช้ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัจจุบันบังคับใช้อยู่ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา และอีก 3-4 อำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปแล้ว) นอกจากนั้นยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ จ.สมุทรสาคร จ.ระนอง และเคยใช้ควบคุมการชุมนุมในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยถือเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษ แต่เป็น “ยาแรง” ในระดับต่ำกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548)

 พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ประกาศใช้เมื่อปี 2551 และไม่เคยถูกแก้ไขในสาระสำคัญมาก่อนเลย กระทั่งปี 2560 มีการปรับแก้ที่เรียกได้ว่า “รื้อใหญ่” พอสมควร โดยการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 51/2560 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่สาระสำคัญที่มีการแก้ไขไม่ใช่การ “รื้อโครงสร้าง กอ.รมน.” ทว่าเป็นการขยายฐานอำนาจของ กอ.รมน. ซึ่งโดยนัยก็คือกองทัพบก ให้แผ่ลงไปถึงระดับจังหวัดทั่วประเทศมากกว่า

เหตุผลในการแก้ไขกฎหมายมี 3 ข้อใหญ่ๆ คือ ปัจจุบันภัยคุกคามเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว ทั้งภายในและภายนอก, ภัยคุกคามเกิดได้จากทั้งบุคคลและภัยธรรมชาติที่เป็นสาธารณภัย, การติดตามตรวจสอบและประเมินสถานการณ์จึงต้องมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ฉะนั้นจึงให้อำนาจ กอ.รมน.เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์และบูรณาการหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ประเด็นหลักๆ ที่ถูกแก้ไขใหม่ คือการเพิ่มนิยามของคำว่า “การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” จากเดิมที่หมายถึงภัยคุกคามทั่วๆ ไป แต่ของใหม่ให้หมายรวมถึง “สาธารณภัย” ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและคาดว่าจะเกิดด้วย

เมื่อตามไปดูกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะพบว่า ความหมายของคำว่า “สาธารณภัย” นอกจากพวกอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด ภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุแล้ว ยังหมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรมด้วย

โดยกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ แต่กฎหมาย กอ.รมน.ที่แก้ไขใหม่โดย คสช. ได้โอนอำนาจส่วนนี้มาให้ กอ.รมน.เป็นเจ้าภาพแทน ขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปถึงภัยทางอากาศและวินาศกรรม นอกจากนั้นยังให้อำนาจ กอ.รมน. ทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคาม โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบให้ตามแผนด้วย ซึ่งประเด็นนี้ในกฎหมายเก่าไม่ได้ระบุเอาไว้

ในส่วนของคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ คณะกรรมการระดับชาติ ได้เพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี เข้าไปอยู่ในโครงสร้างด้วย

ขณะเดียวกัน ตามกฎหมายเดิม แม้จะกำหนดให้มี “กอ.รมน.ภาค” แต่ก็ใช้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณจากกองทัพภาค ซึ่งก็คือทหารเป็นหลัก แต่ในกฎหมายใหม่ที่แก้ไขโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ได้ดึงเอาฝ่ายอัยการ คือ อธิบดีอัยการภาค และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระในกระบวนการยุติธรรม มาอยู่ในโครงสร้าง กอ.รมน.ภาค ที่มี “แม่ทัพ” เป็นหัวหน้าในฐานะ “ผอ.รมน.ภาค” ด้วย

เช่นเดียวกับ กอ.รมน.จังหวัด แม้ “ผอ.รมน.จังหวัด” ยังคงเป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เหมือนเดิม แต่กฎหมายเก่าใช้โครงสร้างของฝ่ายปกครองสนับสนุนงาน กอ.รมน. ส่วนกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ได้ดึงเอาผู้แทนทุกส่วนราชการจากทุกกระทรวงในจังหวัดมาร่วมอยู่ในโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นอัยการ เกษตรฯ พาณิชย์ ศึกษาธิการ พลังงาน แรงงาน และสาธารณสุข โดยมีผู้แทนมณฑลทหารบกที่ดูแลพื้นที่จังหวัดนั้นร่วมอยู่ในโครงสร้างด้วย

ทั้ง กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด มีอำนาจจัดทำแผนป้องกันแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงงานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ด้านเศรษฐกิจและสังคมของทุกส่วนราชการในจังหวัดที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงภายในจังหวัดทั้งหมด

ภาพรวมของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.ในยุคปัจจุบันนี้ อาจสรุปได้อย่างไม่เกินเลยว่า มีการขยายขอบเขตอำนาจของ กอ.รมน. ซึ่งมี “กองทัพบก” เป็นหน่วยนำ ลงไปกำกับแผนงานทุกด้านในการบริหารจัดการประเทศ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

แน่นอนว่าการทำภารกิจด้านความมั่นคง เช่น แก้ไขปัญหาชายแดนใต้ แรงงานต่างด้าว รวมไปถึงภารกิจบรรเทาสาธารณภัย อย่างเช่น น้ำท่วมใหญ่ที่อุบลราชธานี คงไม่มีใครปฏิเสธบทบาทนี้่ แต่การส่งตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนักวิชาการและนักการเมือง ด้วยเหตุผลเป็นภัยคุกคามทางความมั่นคงจากการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ย่อมทำให้ กอ.รมน.ถูกตั้งคำถาม และถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง จนอาจทำให้ภารกิจหลักที่ทำอยู่ด้อยค่าลงไปก็เป็นได้

นี่จึงเป็น “ทางสองแพร่ง” อีกครั้งหนึ่งของหน่วยงาน “แมวเก้าชีวิต” หน่วยนี้ ว่าจะยังสามารถฝ่าคลื่นลมทางการเมืองต่อไปได้อีกหรือไม่ !

เดินหน้าฟื้นเอฟทีเอ ไทย-อียู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดินหน้าฟื้นเอฟทีเอ ไทย-อียู

10 ตุลาคม 2562 – 07:35 น.
เอฟทีเอ,อียู
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2562

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกำลังหาข้อสรุปฟื้นการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งที่ผ่านมาได้เจรจากันไปแล้วกว่า 4 รอบ และหยุดชะงักไปเมื่อปี 2557 หลังเกิดการรัฐประหาร โดยได้เตรียมการมาระยะหนึ่งแล้วทั้งศึกษาผลวิจัยและผลกระทบ ตลอดจนเปิดเวทีรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการศึกษาเปรียบเทียบความตกลงเอฟทีเอที่อียูได้ลงนามกับประเทศต่างๆ โดยกำหนดเสร็จเดือนพฤศจิกายนก่อนนำเสนอรัฐบาลตัดสินใจ ทั้งนี้อียูเป็นตลาดใหญ่ครอบคลุม 28 ประเทศในทวีปยุโรปที่มีประชากรกว่า 500 ล้านคนเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย โดยปี 2561 การค้ามีมูลค่า 47,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.4 ของการค้าไทยกับโลก จึงถือเป็นตลาดสำคัญที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างยิ่ง

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ที่ทำงานติดตามเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ได้ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานเกี่ยวข้องกรณีรื้อฟื้นเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูในรอบใหม่นี้โดยตั้งข้อสังเกตว่า 1.กรณีข้อผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจเกิดการผูกขาดในภาคการเกษตรแบบครบวงจรและกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีชีวิตของชุมชน และเกษตรรายย่อย รวมทั้งในด้านระบบสุขภาพ อาทิ ผลกระทบต่อการเข้าถึงยาในราคาไม่แพงและยังมีการเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ดังนั้นต้องตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว 2.กรณีการอ้างความจำเป็นเร่งเจรจาเพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) แต่ก็มีสินค้าบางรายการของไทยถูกตัดสิทธิไปแล้วแต่การส่งออกไม่ได้ลดลง ดังนั้นควรทบทวนข้อมูลแท้จริงเพื่อประโยชน์การเจรจา

3.สนับสนุนให้จัดทำการศึกษาผลกระทบของเอฟทีเอด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม Health Impact Assessment (HIA) และ Environmental Health Impact Assessment (EHIA)) เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ 4.ต้องมีขั้นตอนการมีส่วนร่วมในทุกระดับและทุกหัวข้อของเนื้อหาการเจรจา รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน 5.ผู้ได้ประโยชน์จากการเจรจาต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยจะต้องพิจารณาจัดเก็บภาษีรายการใหม่ในอัตราที่สมเหตุสมผลและเพียงพอต่อการเยียวยาจริง ทั้งนี้ภาคประชาสังคมและภาควิชาการได้เคยส่งสัญญาณเตือนถึงข้อดีข้อเสียในหัวข้อการเจรจามาตลอด แต่ที่ผ่านมาทางภาครัฐไม่ค่อยสนองตอบต่อข้อเสนอของกลุ่มเอฟทีเอวอทช์เท่าใด ทั้งที่ข้อเสนอเหล่านี้ตั้งบนพื้นฐานประโยชน์ประเทศและคนไทย

การใช้ “เอฟทีเอ” เป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการของยุโรป อีกทั้งจะช่วยกระตุ้นการส่งออกของยุโรปรวมถึงยังช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบจากประเทศอื่นป้อนสู่ภาคการผลิตภายในยุโรปที่มีนวัตกรรมสูงอีกด้วย ในขณะเดียวกันจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มการจ้างงานและกระตุ้นเงินหมุนเวียนในกลุ่มประเทศสมาชิกโดยอียูเป็นตลาดขนาดใหญ่ทำให้มีอำนาจเจรจาสูง เมื่อผนวกกับเงื่อนไขด้านการส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน การปกป้องสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานแรงงานนอกเหนือจากประเด็นด้านการค้า ดังนั้นการเจรจาเอฟทีเอจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและเป็นสิ่งจำเป็นที่ไทยต้องเตรียมพร้อมและข้อตกลงต้องได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบได้เปรียบ ต้องวินวินทุกฝ่าย

p27