เมาวัคซีน “ทักษิณ” ถอดใจปล่อย 7 งูเห่าเข้าดงกล้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517984

08 มิ.ย. 2565

เมาวัคซีน "ทักษิณ" ถอดใจปล่อย 7 งูเห่าเข้าดงกล้วย

งูเห่าเมาวัคซีน “ทักษิณ” หยาม 7 ส.ส.เพื่อไทย เจอฉีดวัคซีนซิโนแวครายเดือน โหวตสวนมติพรรค ช่วงศึกงบประมาณ คนแดนไกลนัดพบบิ๊กขั้วรัฐบาลที่สิงคโปร์ คอลัมน์…ท่องยุทธภพ โดย…ขุนน้ำหมึก

งูเห่าเมาวัคซีน “ทักษิณ” พาน้องสาวยิ่งลักษณ์ มาปักหลักที่สิงคโปร์ ช่วงศึกงบประมาณฯ หยาม 7 ส.ส.เพื่อไทย เจอฉีดวัคซีนซิโนแวครายเดือน โหวตสวนมติพรรค


ฐานลอย “ทักษิณ” เผยช่วงอยู่สิงคโปร์ มีลูกๆ และญาติ พร้อมพรรคพวกไปเยี่ยมเยอะ แต่ไม่ยอมพูดเรื่องนักการเมืองระดับบิ๊ก ขั้วรัฐบาลประยุทธ์บินไปพบเป็นวาระพิเศษ


ค่ำวันอังคารที่ 7 มิ.ย.2565 ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ มาโผล่ที่รายการแคร์คลับเฮาส์ตามปกติ ซึ่งกลุ่มแคร์ตั้งหัวข้อว่า ราชการไทยทำดีก็ได้ ทำไวก็เป็น ซึ่งช่วงต้นรายการ ทักษิณได้บอกเล่าเรื่องราว 14 วันที่หายไป
 

เริ่มจากจัดรายการแคร์คลับเฮาส์เสร็จ คืนวันอังคารที่ 24 พ.ค.2565 ทักษิณและยิ่งลักษณ์ ก็เดินทางไปทำธุรกิจที่ลอนดอน เสร็จแล้วก็กลับมานครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ก่อนที่อดีตนายกฯสองคน จะเดินทางมาปักหลักที่สิงคโปร์เป็นเวลา 10 วัน


ทักษิณเล่าในรายการแคร์คลับเฮาส์ว่า มีลูกสาว เอม พิณทองทา และอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร พาหลานไปเยี่ยม รวมถึงครอบครัวของสมชายและเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ 


“มีพรรคพวกจากเมืองไทยไปเยี่ยมเยอะ” ทักษิณเล่า แต่ไม่ได้เล่าเรื่องบุคคลสำคัญในขั้วรัฐบาลได้ขอเข้าพบสองอดีตนายกฯ และนัดรับประทานอาหารค่ำที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง


ทักษิณบอกว่า เป็นช่วง 14 วันที่เหนื่อยมากสำหรับคนอายุ 70 ปี ซึ่งทักษิณและยิ่งลักษณ์ จะใช้เวลาอยู่สิงคโปร์ถึงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนเดินทางกลับนครดูไบ 

คนศรีสะเกษ รมว.คลัง ถ่ายภาพร่วมกับสองพ่อลูกตระกูลไตรสรณกุล คนศรีสะเกษ รมว.คลัง ถ่ายภาพร่วมกับสองพ่อลูกตระกูลไตรสรณกุล


“งูเห่ากับซิโนแวค”
ในแคร์คลับเฮาส์ครั้งล่าสุด “ทักษิณ” ไม่พลาดที่จะพูดกรณี 7 ส.ส.พรรคเพื่อไทย โหวตสวนมติพรรค เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2566 ในวาระแรก โดยพูดประชดประชันว่า “เข้าใจว่า ได้รับวัคซีนซิโนแวคทุกเดือน วัคซีนอื่นคงไม่ใช่ เพราะได้รับบริจาค วัคซีนซิโนแวคนั้น รัฐบาลต้องซื้อ จึงเกิดงูเห่าขึ้น”

สาเหตุที่ทักษิณหยิบยกเรื่องวัคซีนซิโนแวค มาเปรียบเปรยกับ 7 งูเห่า เพราะต้องการแซะพรรคการเมืองที่ดูแลกระทรวงสาธารณสุข  


เมื่อต้นปี ทักษิณก็ขู่ข้ามประเทศผ่านคลับเฮาส์ว่า “มีข่าวว่า ส.ส.ฝ่ายค้านโดนวัคซีนไล่ฉีดกันเป็นแถว.. เตือนไว้นะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยไปร่วมประชุมกับพรรครัฐบาลอยู่ ผมรู้ว่าชื่ออะไร แจกคนละ 2 แสนเป็นรายเดือน แต่เอาตังค์ที่ไหนมา”


อย่างไรก็ตาม กรณี 7 งูเห่า ทักษิณเชื่อว่า ไม่น่ามีปัญหา เพราะจากการดูโซเชียลเน็ตเวิร์กพบว่า ตามต่างจังหวัดชาวบ้านไม่เลือก ส.ส.เหล่านี้แล้ว เป็นเรื่องที่อันตรายและเหนื่อยสำหรับผู้ที่ทิ้งพรรคเพื่อไทย


“สาเหตุของงูเห่า เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำลายความแข็งแรงของพรรคการเมือง ส่งเสริมให้ ส.ส.ทำผิดวินัย เป็นเรื่องแปลกที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนขึ้นโดยทหารที่รักษาวินัย แต่ทหารกลับมาทำลายวินัยของพรรคการเมือง จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า และเสียดาย การเมืองจึงน่ารังเกียจขึ้นทุกวัน แทนที่การเมืองจะเป็นที่พึ่ง ที่หวังของประชาชนมากขึ้น” ทักษิณ กล่าวถึง ส.ส.ที่ละเมิดวินัยพรรค


จะว่าไปแล้ว กรณี 3 ส.ส.ศรีสะเกษ ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปอยู่ภูมิใจไทย ไม่ใช่ ส.ส.ประเภทเสาไฟฟ้า แค่แปะป้ายทักษิณ ก็ได้เป็นผู้แทนฯ พวกเขาเป็น ส.ส.ประเภทบ้านใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ, จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 4 และธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5


อีกด้านหนึ่ง คนแดนไกลประสานแกนนำเพื่อไทย ให้รีบเคลียร์ ส.ส.ศรีสะเกษ ที่เหลืออีก 3 คน ได้แก่ สุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ,วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ และวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ให้อยู่พรรคเดิมต่อไป


ตอนหนึ่ง ทักษิณพูดว่า “มีคนถามว่า กรณี ส.ส.พรรคไทยรักไทยบางคน จะขอกลับบ้าน หรือกลับพรรคเพื่อไทย คิดอย่างไร เรื่องนี้ไม่รู้ ต้องถามกรรมการบริหารพรรค ผมได้แต่ร้องเพลงว่า กลับบ้านเรารักรออยู่…”


กรณีนี้ ทักษิณน่าจะหมายถึง นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคไทยรักไทย สมัยที่แล้ว หมอภูมินทร์ลงสมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 4 ในสีเสื้อพลังประชารัฐ แต่สอบตก และต้นปีนี้ มีข่าวหมอภูมินทร์ จะขอกลับเพื่อไทย


“คนแซ่จึง”
“ทักษิณ” ก็รู้อยู่แก่ใจ กลุ่ม ส.ส.บ้านใหญ่ ที่กล้าแหกมติพรรค มีภูมิหลังอย่างไร ไม่ใช่เพราะวัคซีนซิโนแวค หรือกล้วยที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจย้ายพรรค


อย่างเช่นเมื่อวันอังคารที่ 7 มิ.ย.2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นำคณะผู้แทนส่วนราชการและผู้แทนเกษตรกรเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อมอบทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ กาแฟโรบัสตาศรีสะเกษ และเนื้อโคขุน


จริงๆแล้ว แม่งานตัวจริงคือ ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยที่ต้องการโปรโมตเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษและของดีศรีสะเกษ ปี 2565


วันนั้น วิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ บิดาของกวาง ไตรศุลี ก็ร่วมคณะของผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ มาที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย


ดังนั้น อีเวนท์ทุเรียนภูเขาไฟ จึงมีภาพกวาง ไตรศุลี ,วิชิต ไตรสรณกุล และอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ช่วยกันแนะนำทุเรียนภูเขาไฟ 


ทำไมอาคมจึงมาร่วมแจมอีเวนท์นี้ หลายคนอาจไม่ทราบว่า อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เดิมชื่อ อาคม แซ่จึง เกิดที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เป็นบุตรของงี้ยง กับกิมเอง แซ่จึง


แซ่จึง เป็นตระกูลใหญ่ใน จ.ศรีสะเกษ และคนในตระกูลนี้ที่เล่นการเมืองมานานคือ ปวีณ แซ่จึง อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ ที่เพิ่งพาภรรยา-ผ่องศรี ไปสังกัดภูมิใจไทย อาคม รมว.คลังจึงเป็นญาติกับเสี่ยปวีณ นอกจากนั้น คนแซ่จึงกับตระกูลไตรสรณกุล ก็เป็นเครือญาติกัน


เหตุและผลของการย้ายพรรค คงไม่ใช่เรื่อง ส.ส.รับวัคซีนซิโนแวค เหมือนที่ทักษิณพยายามพูดกับเอฟซีชินวัตรทางคลับเฮาส์

ยี่ห้อนี้ขายได้ “สุดารัตน์” เปิดตัวเจ๊นาง อดีตเด็กปั้นค่ายบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517874

07 มิ.ย. 2565

ยี่ห้อนี้ขายได้ "สุดารัตน์" เปิดตัวเจ๊นาง อดีตเด็กปั้นค่ายบุรีรัมย์

บุกอีสานเหนือ “สุดารัตน์” เปิดตัวเจ๊นาง ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ อดีตเด็กปั้นค่ายบุรีรัมย์ ยี่ห้อไทยสร้างไทยขายได้ ต่างจากยี่ห้อเนวินที่ขายยาก คอลัมน์…ท่องยุทธภพ โดย..ขุนน้ำหมึก

บุกอีสานเหนือ “สุดารัตน์” เคลื่อนคาราวานบำนาญประชาชน เปิดตัว เจ๊นาง-วันเพ็ญ เศรษฐรักษา ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ อดีตเด็กปั้นค่ายบุรีรัมย์


ยี่ห้อนี้ขายได้ “สุดารัตน์” ขวัญใจคนอีสาน ต่างจากยี่ห้อเนวินที่ขายยาก โดยเฉพาะโซนอีสานเหนือ ด้วยเหตุนี้ เจ้าของโรงทานเจ๊นาง จึงแยกทางจากค่ายเดิม


เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2565 คาราวานบำนาญประชาชน พรรคไทยสร้างไทย โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย นำคณะผู้บริหารพรรค เดินทางมาพบประชาชนกว่า 5 พันคน ที่ ต.ยางตลาด อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ โดยชาวเมืองน้ำดำ ได้ร่วมสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายบำนาญประชาชนเดือนละ 3,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรค 
 

ในงานนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังเปิดตัว วันเพ็ญ เศรษฐรักษา อดีตรองนายก อบจ.กาฬสินธุ์ และเจ้าของ หจก.ยุทธชัยการโยธา เป็นผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคไทยสร้างไทย เขต 2 (ยางตลาด, ฆ้องชัย และกมลาไสย)


เจ๊นาง หรือวันเพ็ญ เศรษฐรักษา เป็นที่รู้จักของชาว อ.ยางตลาด จากการทำโรงทานเจ๊นาง และกิจกรรมทางสังคมช่วยเหลือชาวบ้านร้านตลาดอย่างต่อเนื่อง 

เจ๊นาง ตัดสินใจทิ้งค่ายเนวิน มาอยู่ค่ายเจ๊หน่อย เจ๊นาง ตัดสินใจทิ้งค่ายเนวิน มาอยู่ค่ายเจ๊หน่อย


เหนื่ออื่นใด เจ๊นาง วันเพ็ญ เคยลงสมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ ในนามพรรคภูมิใจไทยมา 2 ครั้งแล้ว แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แม้หลังเลือกตั้งสมัยที่แล้ว เจ๊นางได้ตำแหน่งที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ (มนัญญา ไทยเศรษฐ์) แต่ตรวจเช็กกระแสเสียงชาวบ้าน ปรากฏว่า ค่ายเนวินไม่ตอบโจทย์ จึงต้องย้ายพรรค


มองภาพรวมในสมรภูมิอีสานเหนือ ก็จะมีพรรคการเมืองที่อยู่ในความนิยมของชาวบ้าน 3 พรรค ได้แก่เพื่อไทย, ก้าวไกล และไทยสร้างไทย ส่วนภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ ยังมีแต้มติดลบเยอะ


“อดีตค่ายบุรีรัมย์”
ว่ากันตามจริง แบรนด์ “สุดารัตน์” ยังได้รับความนิยมในหมู่คนอีสาน ต่างจากเนวิน ชิดชอบ ที่คนอีสานยังมีภาพจำเป็นคนทิ้งนายใหญ่ โดยเฉพาะอีสานเหนือ กระแสต้านภูมิใจไทยจึงยังแรงอยู่

เลือกตั้งสมัยที่ผ่านมา วันเพ็ญ เศรษฐรักษา ลงสนามเขต 2 ต่อสู้กับแชมป์เก่า วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ พรรคเพื่อไทย โดยมี โสภณ ซารัมย์ ตัวแทนบ้านใหญ่บุรีรัมย์ มาวางแผนหาเสียงสู้ศึกเต็มที่ แต่ก็พ่าย ส.ส.เก่าวัย 80 กว่าปี เป็นครั้งที่ 2


จริง ๆ แล้ว ชาวบ้านชื่นชอบเจ๊นางเป็นการส่วนตัว เพราะเธอทำโรงทานเจ๊นาง ช่วยเหลือชาวบ้านร้านตลาด และออกกองบวช จัดโรงทานตามงานบุญประเพณีตามวัด และหมู่บ้านต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบัน


ก่อนเลือกตั้งปี 2562 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็เดินทางช่วยเหลือชาวบ้านในนามกลุ่มเพื่อนเจ๊นางแถว อ.ยางตลาด บ่อยครั้ง


เที่ยวที่แล้ว โสภณ ซารัมย์ หวังเต็มเปี่ยมว่า เจ๊นาง จะเอาชนะแชมป์ได้แน่ ๆ แต่ถึงเวลาเข้าคูหาเลือกตั้ง ชาวบ้านบอก “มักเจ๊นาง แต่บ่มักพรรค” คะแนนจึงไหลไปที่เพื่อไทยแชมป์เก่า


หากวัดคะแนนนิยมเฉพาะตัว เจ๊นาง โรงทาน ย่อมเหนือกว่า ส.ส.กุ้ง หรือ วีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ที่ไม่ใช่คนยางตลาด แต่พูดเรื่องพรรค เพื่อไทยย่อมเป็นต่อภูมิใจไทยหลายช่วงตัว


“แชมป์เก่าสูงวัย”
“สุดารัตน์” อดีตคนเพื่อไทย ย่อมรู้จัก อรดี สุทธศรี อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ 5 สมัย ภรรยาของ ส.ส.กุ้ง หรือวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ เป็นอย่างดี และคนเมืองน้ำดำก็คุ้นหน้าคุณหญิงสุดารัตน์ เพราะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ชาวกาฬสินธุ์ก็จะเห็นหน้าคุณหญิงหน่อยบนเวทีปราศรัย


สมัยที่แล้ว วีระวัฒน์ขาดแม่ทัพใหญ่ อรดี สุทธศรี ที่เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บเมื่อปี 2560 แต่อาศัยชื่อพรรคเพื่อไทย จึงเอาชนะเจ๊นางไปได้ ด้วยผลคะแนนที่ต่างกันเพียง 7-8 พันคะแนนเท่านั้น 


ต่างจากปี 2554 ที่วีระวัฒน์ มีอรดี ยืนเคียงข้างช่วยหาเสียง บวกกระแสยิ่งลักษณ์ จึงชนะเจ๊นางขาดลอย ทิ้งห่างกันถึง 2 หมื่นคะแนน


ทำไม อรดีชาว อ.ยางตลาด จึงไปเกี่ยวข้องกับตระกูลโอสถานุเคราะห์ เริ่มจากปี 2520 อรดีตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ เลือกตั้ง 2526 สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายทุนพรรคกิจสังคม มาลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น อรดีในฐานะลูกอีสานจึงลงมาช่วยหาเสียงเต็มที่ จนนายห้างสุรัตน์ และชวลิต โอสถานุเคราะห์ ได้เป็นผู้แทนฯ


เลือกตั้ง 2535 นายห้างสุรัตน์ ร่วมสร้างพรรคชาติพัฒนา จึงส่งอรดีลงสมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ และได้เป็น ส.ส.ติดต่อกันมาหลายสมัย โดยช่วงหลัง อรดีย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย 


หัวคะแนนแถวยางตลาด พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วีระวัฒน์อายุมากแล้ว สมัยหน้า จึงอยากเปลี่ยนตัว ส.ส.บ้าง แต่มีข่าวว่า ส.ส.กุ้ง พยายามจะปั้นลูกชายลงสนามแทน แต่ก็มีเสียงตอบรับไม่หนาแน่น


ดังนั้น เจ๊นาง วันเพ็ญ ที่ได้สีเสื้อไทยสร้างไทย บวกยี่ห้อคุณหญิงสุดารัตน์ ย่อมดีกว่าสีเสื้อค่ายเก่า ลำพังคะแนนนิยมส่วนตัวดีกว่า ส.ส.อาวุโสอยู่แล้ว เหลือเพียงหาแต้มจากพรรคมาเพิ่ม ก็น่าจะถึงเป้าหมายเสียที 

คู่กรรม “ประยุทธ์” ลากลุงป้อมไปตายดาบหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517857

07 มิ.ย. 2565

คู่กรรม "ประยุทธ์" ลากลุงป้อมไปตายดาบหน้า

ไม่ตายคารัง “ประยุทธ์” อนาคตคงฝากไว้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้คุมกองกำลังนักเลือกตั้งร้อยพ่อพันแม่ ลุงตู่จะไปต่อหรือไม่ ลุงป้อมคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว คอลัมน์…ท่องยุทธภพ โดย…. ขุนน้ำหมึก

ไม่ตายคารัง “ประยุทธ์” ประกาศยืนสู้จนถึงที่สุด อนาคตคงฝากไว้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้คุมกองกำลังนักเลือกตั้งร้อยพ่อพันแม่  


ไม่แน่นอน “ประยุทธ์” จะไปต่อหรือไม่ ลุงป้อมคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว รอจังหวะที่น้องเล็กจะตัดสินใจแต่ปีกหนุนลุงตู่ ไม่ยอมถอยจึงมีข่าวปล่อยเป็นระยะ ๆ


วันที่ 7 มิ.ย.2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หนีคำถามของนักข่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมานั่งหัวหน้าพรรค พปชร. ซึ่งบิ๊กป้อมก็ท่องคาถาเดิม ไม่รู้ๆๆ
 

เมื่อนักข่าวถามเรื่องนายกฯประยุทธ์ จะไปต่อหรือไม่ บิ๊กป้อมตอบสั้น ๆ ว่า ยังอีกนาน ยังเหลือเวลาอีกนานที่จะตัดสินใจ


ข่าวประยุทธ์ยึด พปชร.กระหึ่มช่วงเย็นวันที่ 6 มิ.ย.2565 นักข่าวบางสำนักจึงโทรศัพท์ไปสอบถาม พล.อ.ประวิตร และได้คำตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “ผมยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร”

พล.อ.ประยุทธ์ อบอุ่นเมื่อลงตรวจราชการภาคใต้พล.อ.ประยุทธ์ อบอุ่นเมื่อลงตรวจราชการภาคใต้


เย็นวันเดียวกัน ที่โรงแรมบียอนด์ รีสอร์ท กะตะ ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ประธานพิธีเปิดการสัมมนากําหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวประเทศไทย โดยตอนหนึ่งได้เปิดใจว่า “นายกฯ เป็นคนที่นึกถึงคนอื่นเสมอ..ผมไม่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน เป็นแต่ ผบ.ทบ. แต่อาจจะเป็นนานหน่อย แต่ก็ทำให้งานมันเดิน เพราะเรามียุทธศาสตร์ ผมไม่ได้อยู่จนตายคารังเสียเมื่อไหร่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนอยู่แล้ว”


คำพูดที่ว่า “ผมไม่ได้อยู่จนตายคารัง” กลายเป็นพาดหัวข่าวของสำนักข่าวออนไลน์ในกลางดึกวันนั้น และมีการตีความไปต่าง ๆ นานา


มีข้อน่าสังเกตว่า กระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จะสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร. และนั่งหัวหน้าพรรค นั้น มาพร้อมกับแรมโบ้อีสาน-เสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ตัดสินใจหวนคืน พปชร. โดยสมัครเป็นสมาชิกพรรคเรียบร้อยแล้ว


“อวสานพรรคสำรอง”
ชื่อ “ประยุทธ์” ยังขายได้ในคนบางกลุ่มบางภูมิภาค จึงทำให้นักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เคยก่อร่างสร้างพลังประชารัฐมาแต่แรก ยังหวังที่จะดึงบิ๊กตู่มาเป็นหัวหน้าพรรค และปฏิรูปพลังประชารัฐ 

ดังที่รู้กัน ความวุ่นวายใน พปชร.ครั้งใหญ่ เกิดจาก พล.อ.ประวิตร ตัดสินใจเลือก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นเลขาธิการพรรค ตามมาด้วยเหตุการณ์กบฏผู้กอง ส่งผลให้สมาชิกพรรคคนดังหลายคนลาออกจากพรรคไป 


ช่วงหนึ่ง แรมโบ้ เสกสกล พยายามปั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้เป็นพรรคสำรองหนุน พล.อ.ประยุทธ์ แถมมีแผนชงพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค แต่หลังแรมโบ้อีสานเจอพิษคลิปหวย ข่าวพรรคสำรองก็เงียบหายไป


ว่ากันว่า อดีตแกนนำ กปปส.คนดัง ที่อยู่เบื้องหลังพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ตัดสินใจยุติโครงการพรรคสำรองหนุนบิ๊กตู่เช่นกัน เนื่องจากกรณีแรมโบ้เจอวิบากคลิปหวย


ส่วนแรมโบ้อีสานหายหน้าไปพักใหญ่ จึงมีข่าวหวนคืนพรรคพลังประชารัฐ โดยยื่นสมัครสมาชิกพรรคผ่านสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค และสุชาติ ชมกลิ่น ผอ.พรรค ก็ยอมรับว่า แรมโบ้กลับมาแล้วจริง


ทำนองเดียวกัน ชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์  น้องชายแรมโบ้อีสานบอกนักข่าวทำเนียบรัฐบาลว่า เสกสกลได้ลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแล้ว


ดังนั้น ข่าวเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน พล.อ.ประวิตร และให้บิ๊กป้อมเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค จึงมีคนจับทางได้ว่าต้นทางของข่าวนี้มาจากใคร


“ปั้นป้อมทาบตู่”
ในพรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่เห็นตรงกันว่า ต้องปั้น พล.อ.ประวิตร แทน “ประยุทธ์” ที่เรตติ้งตกฮวบฮาบ  โดยเฉพาะปรากฏการณ์ ชัชชาติแลนด์สไลด์ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบภาวะผู้นำ ระหว่างประยุทธ์กับชัชชาติ


หลัง ร.อ.ธรรมนัส และ ส.ส.ส่วนหนึ่งได้ออกไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย สภาพก๊กก๊วนในพรรคพลังประชารัฐ  ก็ยังดำรงอยู่ ตามประสาชุมทางเสือสิงห์กระทิงแรด ไม่ว่าจะเป็นก๊กสามมิตร, ก๊กมะขามหวาน, ก๊กพลังเฮ้ง, ก๊กบ้านใหญ่ ฯลฯ 

ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประวิตร จึงเป็นศูนย์รวมใจของนักเลือกตั้ง เหมือนสุชาติ ชมกลิ่น ได้พูดถึงบทบาทของหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐว่า “คนที่มีบารมีสูงสุดคือลุงป้อม ทุกคนต้องเชื่อลุงป้อม”


ไม่เฉพาะพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร ยังแผ่บารมีไปถึงพรรคเศรษฐกิจไทย แม้วันนี้ จะไม่มี พล.อ.วิชญ์ นั่งเป็นหัวหน้าพรรค แต่หัวหน้าพรรคใหม่ ร.อ.ธรรมนัส ก็ยังต้องฟังบิ๊กป้อม 


ขบวนการปั้นลุงป้อมทาบลุงตู่ จึงประโคมโชว์ผลงานแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และปัญหาสังคม หนี้นอกระบบ ที่ดินทำกิน และแหล่งน้ำ ผ่านโซเชียลมีเดีย


นัยว่า ขาใหญ่ในพลังประชารัฐ เตรียมวางยุทธศาสตร์ขายแพ็คคู่ “ประยุทธ์-ประวิตร” ในศึกเลือกตั้งสมัยหน้า แต่ก๊วนอกหักจากรวมไทยสร้างชาติ คงไม่ยอมให้ลุงป้อมเฉิดฉายข่มลุงตู่เป็นแน่

ใคร “ช้างป่วย” กันแน่ “ข้าราชการบำนาญ” หรือ นักการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517574

07 มิ.ย. 2565

ใคร "ช้างป่วย" กันแน่ "ข้าราชการบำนาญ" หรือ นักการเมือง

คาใจและแปลกใจต่อคำอภิปรายของนักการเมืองที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ทั้งยังเป็นถึงหัวหน้าพรรค ในการพิจารณาร่างงบประมาณปี2566 ประเด็นสรุปรวมๆคือ เงินบำนาญที่จ่ายให้กับข้าราชการเกษียณอายุ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เหมือน “ช้างป่วย” เป็นตัวปัญหาของการพัฒนาประเทศ

ด้วยความเคารพจริงๆไม่เสแสร้ง เฉกเช่นนักการเมืองบางคน และโปรดรับทราบด้วยว่า “ข้าราชการบำนาญ” ที่รับราชการจนครบเกษียณอายุ และมีสิทธิ์รับเงินบำนาญจะต้องรับราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี ไม่ใช่นักการเมืองที่ทำงานด้วยน้ำลาย(บางคน)มีเงินเดือนเป็นแสนมีค่าตอบแทนมากมาย มีผู้ช่วยกินเงินเดือนหลวงอีกไม่ต่ำกว่า 5 คน และอยู่ในสภาไม่กี่ปีแต่ก็มี “บำนาญ” เหมือนข้าราชการ

ถามหน่อยแล้วใคร “ช้างป่วย” กันแน่ กับงบประมาณที่สูญเสียไปมหาศาลเช่นนี้

ผมบรรจุเข้าราชการครั้งแรกวุฒิปริญญาตรีได้เงินเดือนประมาณ 2,300 บาท “ย้ำนะครับ 2,300 บาท”เมื่อปี 2524 ต้องก้มหน้าทำงานอย่างขมักเขม้น ต้องโยกย้ายจากบ้าน เมื่อบรรจุครั้งแรก ห่างครอบครัว เบิกค่าเช่าบ้านก็ไม่ได้(หากส่วนราขการใดไม่มีบ้านพักให้)ต้องไปขอพักกับสถานที่ราชการที่พอให้พักพิงได้ เพื่อประหยัดค่าเช่าบ้าน ต่อเมื่อโยกย้ายอีกครั้งถึงมีสิทธิ์เบิกค่าเช่าบ้าน ขณะที่เพื่อนๆที่จบพร้อมกันทำงานเอกชนรับเงินเดือนมากกว่าถึง 4-5 เท่า

คำถาม..ทำไมผมสมัครใจเป็นข้าราชการเพราะผมมีจิตใจที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศตามวิถีทางของผม ที่จบรัฐศาสตร์ รามคำแหงเพราะเมื่อแก่เฒ่าจะได้มีสวัสดิการ(บำนาญ)ให้ใช้เพราะตั้งแต่เริ่มรับราชการยอมเสียสละรับเงินเดือนที่มีน้อยนิด ก็เพราะสิ่งนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเงินเดือนน้อย แตกต่างจากเงินเดือนภาคเอกชนหลายเท่าตัว ซึ่งเงินส่วนที่ต่างกันและขาดหายไป ก็เสมือนเงินส่วนที่รัฐช่วยเก็บไว้ให้เพื่อใช้ในวัยเกษียณ แล้วเป็น “ช้างป่วย” หรือร่วม”สร้างชาติ”

แน่นอนข้าราชการย่อมมีดีและไม่ดี เฉกเช่น “นักการเมือง” มีทั้งดีและไม่ดีเช่นกัน เรา(ขรก.)ร่วมคิด.ร่วมสร้าง.ร่วมช่วยทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่ทั่วโลกชื่นชม(ยกเว้นคนไทยบางคนที่ไม่ชื่นชอบ)พัฒนาประเทศมาถึงปัจจุบัน สร้างบ้าน สร้างเมืองให้พวกนักการเมืองในปัจจุบันได้อยู่อย่างมีความสุขบนผืนแผ่นดินนี้ มีบ้าน มีธุรกิจฯลฯ นี่หรือที่เรียกว่า “ช้างป่วย” หากคิดเช่นนั้นก็ไม่ว่ากัน แต่คนไทยเขาเรียกว่าคนประเภทนี้ว่า“อกตัญญูต่อคนที่ทำคุณ”หรือจะเรียกอย่างอื่นก็สุดแล้วแต่ แต่ผมเรียกพวกเขาว่าผู้ทำคุณ“สร้างชาติ”

การอภิปรายอะไรต้องมีข้อมูล และความเป็นจริงของสังคมไทย ซึ่งประเทศไทยดำรงมาอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เพราะ “ข้าราชการ” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ท่านจะเรียกว่า “ช้างป่วย” ก็ไม่ว่ากัน แต่ผมชื่นชมข้าราชการบำนาญทุกๆท่านว่าเป็นผู้ทำคุณต่อแผ่นดินเกิด“สร้างชาติ”ครับ

ธีรพล ขุนเมือง 

อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

“นายหัวไทร” มอง “นิพนธ์ บุญญามณี” เป็นคนดีที่ต้องปรบมือให้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517808

นายหัวไทร

07 มิ.ย. 2565

"นายหัวไทร" มอง "นิพนธ์ บุญญามณี" เป็นคนดีที่ต้องปรบมือให้

“นายหัวไทร” ชื่นชม “นิพนธ์ บุญญามณี” มือทำงานพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ผลักดัน หลายโครงการสำคัญ ให้ประสบความสำเร็จ

นิพนธ์ บุญญามณี กับบางมุมที่ไม่มีใครเห็น ภาระหน้าที่ที่ต้องปรบมือให้ ได้เห็นกำหนดการทำงานของ “นิพนธ์ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ผมว่าคงเหนื่อยน่าดู เพราะวันหนึ่งมี 3-4 งาน บางวันตอบกระทู้ถามในสภา 3 เรื่องรวด ทั้งๆที่บางเรื่องเป็นงานในหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการมหาดไทย แต่มอบหมายให้ “นิพนธ์” ตอบแทน

      ได้เห็นการทำงานของ 7 รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์  นายหัวไทร มองว่า “นิพนธ์” ทำงานเชิงรุกมากกว่าคนอื่นๆ ทั้งภารกิจในฐานะรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย และในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

      กล่าวสำหรับภารกิจในฐานะรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกรมที่ดิน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่วนรัฐวิสาหกิจ ให้กำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และองค์กรกำจัดน้ำเสีย

      “โฉนดคือชีวิต” ได้เห็นการดำเนินการอย่างจริงจังในการรังวัดออกโฉนดที่ดิน กับสโลแกน “โฉนดคือชีวิต” ถ้าชาวบ้านมีโฉนด ก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เป็นหลักทรัพย์ที่มั่นคง

"นายหัวไทร" มอง "นิพนธ์ บุญญามณี" เป็นคนดีที่ต้องปรบมือให้

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 “นิพนธ์” ได้ลุกขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายในการเดินรังวัดออกโฉนดที่ดินอย่างน่าสนใจ

       นายนิพนธ์ ชี้แจงถึงการดำเนินงานของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยว่า กรมที่ดินดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเร่งรัดให้ประชาชน และสร้างความมั่นคงในกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยทางกระทรวงมหาไทยได้กำชับว่า ห้ามเดินสำรวจที่ดินของรัฐทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน เขตป่าถาวร เขตป่าสงวน หรือพื้นที่ สปก.เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมาย สำรวจ 299,605 แปลง ดำเนินการสำรวจแล้ว 287,714 แปลง รวมเนื้อที่ 684,209 ไร่ ขณะที่ปัญหาที่พบส่วนมากคือปัญหาการชี้แนวเขตที่ดิน ซึ่งต้องระมัดระวังที่จะไม่ไปออกเอกสารสิทธิ์ หรือโฉนดของรัฐทุกประเภท

     นอกจากนี้กรมที่ดินยังได้จัดทำแอพลิเคชั่นบอกดิน 3 เพื่อให้ประชาชนที่มีนส.3 หรือ นส.3ก หรือ สค1. สามารถยื่นคำร้องแจ้งรายละเอียดที่ดินที่ทำประโยชน์ผ่านแอพฯได้ ขณะเดียวกันตนยังได้กำชับให้เร่งตรวจสอบ สค.1 ที่ยื่นคำขอตั้งแต่ปี 2553 จำนวน4แสนกว่าแปลง ได้ดำเนินการเสร็จไปแล้วประมาณ สองแสนกว่าแปลงขณะนี้เวลาผ่านมาพอสมควรแล้ว ปัญหาอยู่ที่แนวเขตที่ดินต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ ทางกรมที่ดินจะเร่งรัดในเรื่องนี้ต่อไปให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ส่วนที่ดินที่ไม่สามารถนำมาออกโฉนดได้ ก็จะนำกฎหมาย จัดที่ดินให้ประชาชน (คทช) มาใช้ต่อไป

      ส่วนภารกิจในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เดินสายจัดตั้งสาขาพรรคทั่วประเทศ เดินสายร่วมกับรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลแต่ละภาค เพื่อสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในทุกภาค เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือเลือกตั้ง

      “พูดให้น้อย ทำงานให้มาก” นี้คือนโยบายที่หัวหน้าพรรค “จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์” ได้มอบให้กับรัฐมนตรีทุกคน จึงจะเห็นว่ารัฐมนตรีของประชาธิปัตย์จะพูดน้อย ทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างหนัก แต่ทำให้เป็นที่วิจารณ์ว่า รัฐมนตรีบางคนไม่มีผลงาน เพราะไม่พูดมาก

      การเมืองเริ่มเดินเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ได้คัดสรรผู้สมัครเกือบครบ 100% แล้ว เหลือขาดอีกเพียงบางเขต แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีผู้สมัคร แต่มีผู้แจ้งความประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งหลายคน จึงต้องทำโพลล์ก่อน

      อีกบทบาทในฐานะหัวหน้าครอบครัว ก็ดูแลคนในครอบครัวเต็มที่ และจะผลักดัน “สรรเพชญ บุญญามณี” ลูกชายให้ถึงฝั่งฝัน ลงสมัคร สส.เขต 1 สงขลาอีกครั้ง หลังจากคราวที่แล้วแพ้ให้กับ “วันชัย ปริญญาศิริ” จากพรรคพลังประชารัฐ

      เสาร์-อาทิตย์ ถ้ากลับไปสงขลา ก็จะรีแลคกับการเลี้ยงหลาน เล่นกับหลาน

      ในฐานะลูกได้เห็นความเป็นลูกกตัญญูของ “นิพนธ์” เจียดเวลาที่มีอยู่น้อยนิดแวะไปเยี่ยมแม่ “แม่จิ้ว” ซึ่งในเดือนสิงหาคมนี้ก็จะอายุครบ 101 ปีแล้ว “ป้อนข้าว ป้อนน้ำชา”ให้แม่

     ส่วนผลงานที่ตกค้างมาจากการเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่น่าสนใจ คือการตั้งศูนย์ติดตามภัยพิบัติของ อบจ.สงขลา ติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแยกต่างๆ มีศูนย์มอนิเตอร์อยู่ที่ อบจ. การมีรถฉุกเฉินอยู่ตามตำบลต่าง เมื่อมีเหตุคนป่วยฉุกเฉิน รถฉุกเฉินที่มีเครื่องมือแพทย์พร้อม จะต้องเดินทางไปถึงภายใน 8 นาที

      อีกชิ้นงานที่น่าชื่นชม คือการแปลงโฉมสนามกอล์ฟสงขลา บริเวณใกล้หาดสมิหลา ให้มาเป็นส่วนสาธารณะ กับการปลูกต้นไม้ที่ร่มรื่นสวยงาม สองข้างถนนที่พุ่งไปสงขลาทะเล หาดสมิหลา ปลูกต้นไม้ ตกแต่งสวยงามน่าทัศนาเป็นยิ่งนัก

"นายหัวไทร" มอง "นิพนธ์ บุญญามณี" เป็นคนดีที่ต้องปรบมือให้

เดิมสนามกอล์ฟแห่งนี้อยู่ในความดูแลของตำรวจ เมื่อประสงค์จะนำมาปรับปรุงเพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ก็ต้องขอมาจากกรมธนารักษ์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตำรวจได้ประโยชน์มายาวนานกว่า 40 ปี

     การทำเรื่องยากให้สำเร็จนี้คือสิ่งที่ต้องให้กำลังใจกัน และภารกิจยึดสนามกอล์ฟ “นิพนธ์”โดนฟ้อง 2 คดี แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

     นี้คืออีกบางมุมที่ไม่มีใครเห็นกับบทบาท และการทำหน้าที่ของ “นิพนธ์ บุญญามณี” ที่สมควรปรบมือให้ดังๆ

ศึกยืดเยื้อ “ธรรมนัส” ขั้วตัวแปร มือประสานเกมลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517749

06 มิ.ย. 2565

ศึกยืดเยื้อ "ธรรมนัส" ขั้วตัวแปร มือประสานเกมลับ

สู่สมรภูมิศึกซักฟอก “ธรรมนัส” เดินเกมคุมขั้วตัวแปร 25 เสียง ประลองกำลังปีกประยุทธ์ สถานการณ์ไม่นิ่ง อ่านเกมข้ามช็อต ปั้นเศรษฐกิจไทยเป็นพรรคสำรอง หาก พปชร.ไปต่อลำบาก คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย…ขุนน้ำหมึก

สงครามยังไม่จบ “ธรรมนัส” เดินเกมคุมขั้วตัวแปร 25 เสียง สู่สมรภูมิศึกซักฟอก ประลองกำลังปีกประยุทธ์ สถานการณ์ไม่นิ่ง ต้องรอดูวันต่อวัน


มองข้ามช็อต “ธรรมนัส” ปั้นเศรษฐกิจไทย เป็นพรรคทางเลือก ในวันข้างหน้า หาก พปชร.ไปต่อลำบาก ก็พร้อมจะรับเพื่อนเก่าเข้าพรรค


ควันหลงจากการลงมติรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเสียงข้างมาก 278 เสียง ต่อ 194 เสียง และงดออกเสียง  2 เสียงนั้นพบว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค รวมถึงพรรคเศรษฐกิจไทยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และกลุ่ม 16 ไม่มีแตกแถว
 

ประเด็นรัฐบาลแจกโบนัสพรรคเศรษฐกิจไทย และพรรคเล็ก ด้วยการเพิ่มโควตากรรมาธิการฯนั้น ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเศรษฐกิจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลให้โบนัสกลุ่มพรรคเล็กว่า เป็นไปตามสัดส่วนความเหมาะสมอยู่แล้ว ตนมองว่าไม่มีอะไรที่จะมาใช้คำว่าโบนัสได้ 


เดิมทีโควตา กมธ.งบประมาณฯ ในปีที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐ จะได้ 13 คน แต่ปี 2566 พปชร.ถูกตัดเหลือ 10 คน และเศรษฐกิจได้ 3 คน คือ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร (โควต้า ครม.) ,บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร (โควตาพรรค)


ส่วน พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยรักธรรม ในฐานะกลุ่ม 16 ก็ได้โควต้าเดิมของพรรคขนาด 1 เสียง ไม่ได้มีอะไรใหม่


สำหรับศึกซักฟอกที่กำลังจะมีขึ้นในปลายเดือน มิ.ย.นี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ว่า จะฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีถูกอภิปรายเสียก่อน จึงจะตัดสินใจได้

ธนพร ศรีวิราช ลงพื้นที่ จ.พะเยาบ่อยขึ้น ธนพร ศรีวิราช ลงพื้นที่ จ.พะเยาบ่อยขึ้น


เช่นเดียวกับกลุ่ม 16 นำโดย พิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ มิตรร่วมรบของ ร.อ.ธรรมนัส พร้อมกับแกนนำอย่าง คฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังไทยรักไทย ,พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม และ ดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 


โดยส่วนตัว ร.อ.ธรรมนัส ยังเคารพรัก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เหมือนเดิม แต่ท่าทีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่เหมือนเดิม เพราะสถานการณ์มาไกลเกินกว่าจะนั่งเจรจากัน


ดังที่ทราบกัน ร.อ.ธรรมนัส เติบโตมาจากความเป็น “พวก” จึงมีมิตรสหายทางการเมืองอยู่ทั้งในฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน บทบาทในวันนี้ ไม่ต่างจากมือประสานสิบทิศ หรือผู้คุมเกมใต้ดิน 

“เดินหน้าปั้นพรรคใหม่”
การตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย ไม่ได้คิดว่าจะทำให้เป็นพรรคเฉพาะกิจ “ธรรมนัส” จึงมอบหมายให้ บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ แกนนำพรรคเศรษฐกิจไทย เป็นผู้ดำเนินร่างนโยบายพรรค เน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน ไม่ขายฝันแบบประชานิยมสุดขั้ว เหมือนพรรคพลังประชารัฐ ยุค 4 กุมาร


บุญสิงห์ได้ลงมือระดมความคิดเห็นจากหลายฝ่าย เร่งจัดทำนโยบายตามแนวคิดประชาธิปไตยที่กินได้ อย่างเรื่องดิน น้ำ และป่า 


ปัจจุบัน พรรคเศรษฐกิจไทย มี ส.ส.18 คน แต่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ ได้ 16 คน โดยขุมกำลังของ ร.อ.ธรรมนัส ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ภาคเหนือ ที่มีฐานเสียงแน่น และมีโอกาสชนะเลือกตั้งในสมัยหน้า


ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ลูกชายของเรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร ,ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก เขต 1 ,ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก ลูกชายจำเนียร บูลย์ประมุข อดีตกำนันตำบลแม่จะเรา อ.แม่ระมาด จ.ตาก ส่วน ปัญญา จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน เป็นผู้แทนจอมเก๋า และพรชัย อินทร์สุข ส.ส.พิจิตร สมัยแรก 


ไม่นับพื้นที่พะเยา ร.อ.ธรรมนัส และจีรเดช ศรีวิราช ยังเป็นตัวยืน ส่วนผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ของเศรษฐกิจไทย ก็คือ ธนพร ศรีวิราช ซึ่งต้องรอดูว่า จะลงสมัครเขตไหน


“พันธมิตรอีสาน”
พันธมิตรการเมืองของ “ธรรมนัส” อีกคนหนึ่งคือ วิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งในทางนิตินัย วิรัชยังสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ทางพฤตินัยในพื้นที่นครราชสีมา ได้ปลดป้าย พปชร.ออกไปนานแล้ว หลังวิรัชส่งทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา เขต 8 และเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา เขต 1 ไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย 


ด้านหนึ่ง วิรัชพร้อมคู่ชีวิต และน้องภรรยา เจอวิบากคดีฟุตซอล จนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จึงต้องไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ เตรียมส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นต่อไป ประกอบด้วย อธิรัฐ รัตนเศรษฐ,ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ และตติรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนเล็ก ที่จะลง ส.ส.เขต แทนมารดา-ทัศนียา รวมถึงเปิดตัว อรัชมน รัตนเศรษฐ ภรรยาของปลัดแบงก์ อธิรัฐ รมช.คมนาคม 


ส่วนอนาคตของ ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ และ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี ก็ขึ้นอยู่กับวิรัช ที่เป็นคนประสานงานมาแต่แรก ฟากขอนแก่น เอกราช ช่างเหลา และลูกชาย ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย แต่ สมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น ก็เลือกอยู่กับผู้กอง


กองกำลังนักเลือกตั้งของ ร.อ.ธรรมนัส อาจมีเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ ถ้าไปต่อไม่ได้ มิตรสหายเก่าผู้กองก็ย่อมเลือกมาอยู่เศรษฐกิจไทย

ใคร “ช้างป่วย” กันแน่ “ข้าราชการบำนาญ” หรือ นักการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517574

06 มิ.ย. 2565

ใคร "ช้างป่วย" กันแน่ "ข้าราชการบำนาญ" หรือ นักการเมือง

คาใจและแปลกใจต่อคำอภิปรายของนักการเมืองที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ทั้งยังเป็นถึงหัวหน้าพรรค ในการพิจารณาร่างงบประมาณปี2566 ประเด็นสรุปรวมๆคือ เงินบำนาญที่จ่ายให้กับข้าราชการเกษียณอายุ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เหมือน “ช้างป่วย” เป็นตัวปัญหาของการพัฒนาประเทศ

ด้วยความเคารพจริงๆไม่เสแสร้ง เฉกเช่นนักการเมืองบางคน และโปรดรับทราบด้วยว่า “ข้าราชการบำนาญ” ที่รับราชการจนครบเกษียณอายุ และมีสิทธิ์รับเงินบำนาญจะต้องรับราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี ไม่ใช่นักการเมืองที่ทำงานด้วยน้ำลาย(บางคน)มีเงินเดือนเป็นแสนมีค่าตอบแทนมากมาย มีผู้ช่วยกินเงินเดือนหลวงอีกไม่ต่ำกว่า 5 คน และอยู่ในสภาไม่กี่ปีแต่ก็มี “บำนาญ” เหมือนข้าราชการ

ถามหน่อยแล้วใคร “ช้างป่วย” กันแน่ กับงบประมาณที่สูญเสียไปมหาศาลเช่นนี้

ผมบรรจุเข้าราชการครั้งแรกวุฒิปริญญาตรีได้เงินเดือนประมาณ 2,300 บาท “ย้ำนะครับ 2,300 บาท”เมื่อปี 2524 ต้องก้มหน้าทำงานอย่างขมักเขม้น ต้องโยกย้ายจากบ้าน เมื่อบรรจุครั้งแรก ห่างครอบครัว เบิกค่าเช่าบ้านก็ไม่ได้(หากส่วนราขการใดไม่มีบ้านพักให้)ต้องไปขอพักกับสถานที่ราชการที่พอให้พักพิงได้ เพื่อประหยัดค่าเช่าบ้าน ต่อเมื่อโยกย้ายอีกครั้งถึงมีสิทธิ์เบิกค่าเช่าบ้าน ขณะที่เพื่อนๆที่จบพร้อมกันทำงานเอกชนรับเงินเดือนมากกว่าถึง 4-5 เท่า

คำถาม..ทำไมผมสมัครใจเป็นข้าราชการเพราะผมมีจิตใจที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศตามวิถีทางของผม ที่จบรัฐศาสตร์ รามคำแหงเพราะเมื่อแก่เฒ่าจะได้มีสวัสดิการ(บำนาญ)ให้ใช้เพราะตั้งแต่เริ่มรับราชการยอมเสียสละรับเงินเดือนที่มีน้อยนิด ก็เพราะสิ่งนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเงินเดือนน้อย แตกต่างจากเงินเดือนภาคเอกชนหลายเท่าตัว ซึ่งเงินส่วนที่ต่างกันและขาดหายไป ก็เสมือนเงินส่วนที่รัฐช่วยเก็บไว้ให้เพื่อใช้ในวัยเกษียณ แล้วเป็น “ช้างป่วย” หรือร่วม”สร้างชาติ”

แน่นอนข้าราชการย่อมมีดีและไม่ดี เฉกเช่น “นักการเมือง” มีทั้งดีและไม่ดีเช่นกัน เรา(ขรก.)ร่วมคิด.ร่วมสร้าง.ร่วมช่วยทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่ทั่วโลกชื่นชม(ยกเว้นคนไทยบางคนที่ไม่ชื่นชอบ)พัฒนาประเทศมาถึงปัจจุบัน สร้างบ้าน สร้างเมืองให้พวกนักการเมืองในปัจจุบันได้อยู่อย่างมีความสุขบนผืนแผ่นดินนี้ มีบ้าน มีธุรกิจฯลฯ นี่หรือที่เรียกว่า “ช้างป่วย” หากคิดเช่นนั้นก็ไม่ว่ากัน แต่คนไทยเขาเรียกว่าคนประเภทนี้ว่า“อกตัญญูต่อคนที่ทำคุณ”หรือจะเรียกอย่างอื่นก็สุดแล้วแต่ แต่ผมเรียกพวกเขาว่าผู้ทำคุณ“สร้างชาติ”

การอภิปรายอะไรต้องมีข้อมูล และความเป็นจริงของสังคมไทย ซึ่งประเทศไทยดำรงมาอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เพราะ “ข้าราชการ” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ท่านจะเรียกว่า “ช้างป่วย” ก็ไม่ว่ากัน แต่ผมชื่นชมข้าราชการบำนาญทุกๆท่านว่าเป็นผู้ทำคุณต่อแผ่นดินเกิด“สร้างชาติ”ครับ

ธีรพล ขุนเมือง 

อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

แค้นแน่นอก “ทักษิณ” ส.ส.บ้านใหญ่ใจถึง ทิ้งลูกสาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517416

06 มิ.ย. 2565

แค้นแน่นอก "ทักษิณ" ส.ส.บ้านใหญ่ใจถึง ทิ้งลูกสาว

บัญชีหนี้แค้น “ทักษิณ” จดชื่อ 7 ส.ส.เพื่อไทย หักมติฝ่ายค้าน ส่งอุ๊งอิ๊งไล่บี้ทุกจังหวัด เอาชนะทุกเขต เสี่ยหนูยิ้มหน้าบาน ส.ส.บ้านใหญ่ใจถึงซบภูมิใจไทย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

จดบัญชีแค้น “ทักษิณ” ฝากชาวบ้านจำชื่อ 7 ส.ส.เพื่อไทย หักมติฝ่ายค้านโหวตผ่านงบประมาณ2566 เสี่ยหนูยิ้มหน้าบาน ส.ส.บ้านใหญ่แห่ซบภูมิใจไทย

ไม่รอชาติหน้า “ทักษิณ” เปิดศึกชำระแค้น ส.ส.แปรพักตร์ ส่งอุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ไล่บี้ทุกจังหวัด ใบสั่งคนแดนไกลต้องเอาชนะทุกเขต

ผ่านฉลุย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ในวาระแรก มี ส.ส.เห็นชอบ(รับหลักการ) 278 เสียง ไม่เห็นชอบ(ไม่รับหลักการ) 194 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 0 เสียง จากจำนวนผู้ลงมติ 472 คน

แม้จะมีกระแสข่าวพรรคเศรษฐกิจไทย และกลุ่ม 16 อาจจะพลิกเกมไปยกมือโหวตหนุนขั้วฝ่ายค้าน จึงมีการเจรจาต่อรอง และในที่สุด ก็ได้ข้อยุติ ขั้วตัวแปร ได้โควตากรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 4 คน

พรรคเศรษฐกิจไทย ได้ 2 คนคือ บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร ส่วนไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเศรษฐกิจไทย และพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยรักธรรม ตัวแทนกลุ่ม 16 ได้ในโควตา ครม.

สรุปว่า เสียง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่แตกแถว ตรงกันข้ามพรรคร่วมฝ่ายค้าน กลับมีแตกแถวประมาณ 16 คน และในนี้เป็น ส.ส.เพื่อไทย 7 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้ที่แสดงตัวโหวตเห็นชอบงบประมาณฯ ส่วนใหญ่ก็คนหน้าเดิมที่เตรียมย้ายพรรคอยู่แล้ว

ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวแห่งหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์เพื่อไทยเลือดไหลออกว่า “ผมไม่ห่วง เรียกว่าเป็นการถ่ายเลือด ผมเจอผู้บริหารพรรคบอกว่า ถือว่าถ่ายเลือด เชื่อว่าประชาชนไปกับพรรค บางคนหลงตัวเองคิดว่าตัวเองคะแนนดีมากโดยไม่สนใจพรรค..”

หลังปรากฏการณ์ชัชชาติแลนด์สไลด์ ทักษิณประเมินว่า รัฐบาลอยู่นานเท่าไหร่ประชาชนแย่ โอกาสที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะอย่างท่วมท้นจะยิ่งสูงขึ้น

“จะตุนกระสุนไปซื้ออย่างไรก็เอาไม่อยู่…ถ้าสถานการณ์ประเทศยังเป็นแบบนี้ 80 ล้านก็เอาไม่อยู่ เป็นการเอาเงินที่โกงไปมาคืนประชาชน แล้วประชาชนก็ไม่เลือกคอยดูสิ..”

  • ‘แค้นคนแดนไกล’

หากฟังแคร์คลับเฮาส์ทุกวันอังคาร จะรู้ว่าถึงอยู่ดูไบ “ทักษิณ” ก็รู้ทุกความเคลื่อนไหวของ ส.ส.เพื่อไทย และคนแดนไกลฟันธงล่วงหน้า พวกย้ายพรรคสอบตกหมด

เช้าวันที่ 3 มิ.ย.2565 ภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ว่า มี 7 ส.ส. พรรคเพื่อไทย โหวตสวนมติพรรค โดยรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ประกอบด้วย จักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี,จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ, ธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ ,นิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก,ผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ, วุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก และสุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา

เฉพาะ 3 ส.ส.ศรีสะเกษนั้น เป็นที่รับรู้กันโดยพฤตินัยว่า ย้ายไปพรรคภูมิไทยใจแล้ว ทั้งผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.เขต 8, จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.เขต 4 และธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.เขต 5 โดยอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ยกขบวนไปเปิดตัว 3 ส.ส.มาแล้วช่วงวันที่ 20-21 พ.ค.ที่ผ่านมา

ปวีณ แซ่จึง อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ สามีของผ่องศรี เตรียมลงสมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9 สมัยหน้า และได้เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในโควตาพรรคภูมิใจไทยด้วย

เลือกตั้งครั้งหน้า จ.นครนายก แบ่งเป็น 2 เขต เสี่ยอ๋า-วุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก เพื่อไทย สมัยหน้าจะไปลงสมัคร ส.ส.เขต 2 พร้อมลูกชายเสี่ยอ๋อง-ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย สองพ่อลูกแบกป้ายค่ายสีน้ำเงินหาเสียงมานานแล้ว

ส่วนจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี เขต 6 พรรคเพื่อไทย น้องชายต่อพงษ์ ไชยสาส์น แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ได้ปลดป้ายเพื่อไทยในพื้นที่ออกหมดแล้ว

  • ‘บ้านใหญ่ใจถึง’

ส.ส.เพื่อไทยที่ตัดสินใจแหกค่าย “ทักษิณ” มักจะเป็น ส.ส.ประเภทบ้านใหญ่ใจถึง ฐานแน่น ไม่หวั่นกระแส พวกเสาไฟฟ้าไม่กล้าทิ้งเพื่อไทย เพราะกลัวกระแสต้าน จะสอบตก

ในกลุ่ม ส.ส.เพื่อไทย 7 คน ที่โหวตรับร่างงบประมาณฯ มีชื่อ นิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก 4 สมัย ซึ่งแจ้งเกิด ส.ส.สมัยแรกจากไทยรักไทย และอยู่ค่ายทักษิณมาโดยตลอด

นิยม ช่างพินิจ เจ้าของบริษัทช่างพินิจ เอ็นจิเนียริ่ง (2539) มีฐานเสียงอยู่ใน อ.บางระกำ และ อ.บางกระทุ่ม จัดว่าเป็น ส.ส.บ้านใหญ่ฐานแน่นคนหนึ่ง

ปลายปี 2563 นิยมส่งหลานสาว ยลดา ช่างพินิจ ลงสมัครนายก อบจ.พิษณุโลก ตอนแรกใช้ชื่อทีมเพื่อไทย แต่เหมือนโดนห้ามใช้ จึงเปลี่ยนมาเป็นทีมคนรักพิษณุโลก ได้ 1.4 แสนคะแนน แต่พ่ายต่อแชมป์เก่า มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ.พิษณุโลก 3 สมัย ที่มี ส.ส.เพื่อไทยบางคนหนุน

ตอนหลังๆในหน้าแฟนเพจเฟซบุ๊ค ส.ส.นิยม ช่างพินิจ ไม่มีโลโก้พรรคเพื่อไทย แต่หันไปแจกไลน์ และติดแฮชแท็ก #กลุ่มคนรักนิยม #เราไม่ทิ้งกันแทน

ผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ เพื่อไทย เปิดตัวบนเวทีภูมิใจไทยผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ เพื่อไทย เปิดตัวบนเวทีภูมิใจไทย

สำหรับ สุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา เขต 14 พรรคเพื่อไทย โตมาจาก ส.อบจ.นครราชสีมา เขต อ.แก้งสนามนาง และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2554 สมัยที่แล้ว สุชาติ ภิญโญ เฉือนเอาชนะไพศาล เกียรติชัยพัฒน พรรคภูมิใจไทย ไม่ถึงพันแต้ม

โอกาสที่ ส.ส.สุชาติ จะย้ายค่ายก็มีสูง เพราะถ้าเจอคู่ปรับเก่า ไพศาล เกียรติชัยพัฒน ที่มีเสี่ยแป้งมันพันล้านหนุนอีกรอบ ก็คงเหนื่อยแสนสาหัส

ว่ากันตามจริง ส.ส.เพื่อไทยไม่มีใครคิดอยากย้ายพรรค หากไม่มีเหตุผลความจำเป็นทางการเมือง หลายกรณีก็ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของโอกาสและความเป็นไปได้ในเกมเลือกตั้ง

เดิมพันชินวัตร “อุ๊งอิ๊ง” พึ่งเกรียง ขยี้งูเห่าอีสานใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517716

06 มิ.ย. 2565

เดิมพันชินวัตร "อุ๊งอิ๊ง" พึ่งเกรียง ขยี้งูเห่าอีสานใต้

ขยี้งูเห่าอีสานใต้ “อุ๊งอิ๊ง” นิ่งไม่ได้ เปิดเกมรุกสุรินทร์ และศรีสะเกษ พึ่ง เกรียง กัลป์ตินันท์ แม่ทัพใหญ่ลุยคัดเลือดใหม่ ไล่บี้คนทรยศ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

ขยี้งูเห่าอีสานใต้ “อุ๊งอิ๊ง” นิ่งไม่ได้ เปิดเกมรุกสุรินทร์ และศรีสะเกษ พึ่ง เกรียง กัลป์ตินันท์ แม่ทัพใหญ่ลุยคัดเลือดใหม่ ไล่บี้คนทรยศ


แลนด์สไลด์ชัวร์ “อุ๊งอิ๊ง” เชื่อฝีมือเสี่ยเกรียง จะชนะยกจังหวัด ทั้งอุบลราชธานี ,ยโสธร และอำนาจเจริญ รวมถึงโซนอีสานตอนล่าง แต่ก็ไม่ง่าย เมื่อเจอค่ายภูมิใจไทยขวางอยู่


คิวเยือนสุรินทร์ และศรีสะเกษ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร อาจไปพบครอบครัวเพื่อไทยไม่ได้ เพราะติดโควิด แต่คงต้องส่งพี่ชาย โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร ไปร่วมกิจกรรมแทน
 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่า อีสานใต้เป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันสูงมาก จึงต้องลงพื้นที่มาจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทยในช่วงเดือน มิ.ย.2565


หลังจากเมืองสุรินทร์ คิวต่อไปวันที่ 12 มิ.ย.2565 แกนนำพรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย ที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ในเขตที่ ส.ส.ศรีสะเกษ เพื่อไทย ได้เปิดตัวย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง

เกรียง กัลป์ตินันท์ นำทีมมาต้อนรับพานทองแท้ ที่สุรินทร์ เกรียง กัลป์ตินันท์ นำทีมมาต้อนรับพานทองแท้ ที่สุรินทร์


แม่ทัพใหญ่ที่จะดูแลพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ก็คือ เกรียง กัลป์ตินันท์ ขุนศึกคู่ใจเฮียเพ้ง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ซึ่งเสี่ยเกรียง เชื่อมั่นว่า ส.ส.ที่ออกจากเพื่อไทย ไปอยู่พรรคอื่นนั้นแพ้ทุกราย โดยยกตัวอย่าง จ.อุบลฯ อดีต ส.ส.ที่ย้ายไปพลังประชารัฐ ปรากฏว่า สอบตกหมด


“เดชเสี่ยเบี้ยว”
คนเพื่อไทยยังเชื่อว่า การปลุกกระแส “อุ๊งอิ๊ง” จะมีความแรงไม่แพ้กระแสยิ่งลักษณ์ ปี 2554 จึงไม่แคร์ ส.ส.คนไหนที่คิดจะตีตัวจากไป


เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 สนามอุบลฯ พรรคเพื่อไทย ได้มา 7 ที่นั่งจาก 10 ที่นั่ง ส่วนกลุ่มสุพล ฟองงาม ในสีเสื้อพลังประชารัฐ พ่ายแพ้เกือบหมด เหลือ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ตัวแทนกลุ่มทุน ส.เขมราฐ ที่ได้เป็น ส.ส.คนเดียว

สมัยหน้า เกรียง กัลป์ตินันท์ รู้ดีว่า พรรคเพื่อไทยเป็นต่อ เพราะแบรนด์อุ๊งอิ๊งขายได้ เฉพาะโซนที่เกรียงรับผิดชอบคือ ยโสธร, ศรีสะเกษ, อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี มีโอกาสชนะยกจังหวัด


ในความเป็นจริง สมัยหน้าสนามอุบลฯ จะมีเก้าอี้ ส.ส.เพิ่มเป็น 11 ที่นั่ง ทีมเพื่อไทยคงไม่ชนะยกจังหวัด เพราะ 2 ตระกูลจากพรรคประชาธิปัตย์ คือ อิสสระ สมชัย และวิฑูรย์ นามบุตร ยังเป็นก้างขวางคอชิ้นโต


สำหรับตระกูลสมชัย เริ่มมีความชัดเจนว่า จะทิ้ง ปชป.ไปสังกัดภูมิใจไทย สมัยหน้า บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี เขต 8 คงสวมเสื้อสีน้ำเงินลงสนาม ส่วนตระกูลนามบุตร ยังไม่ชัดว่าจะไปอยู่พรรคไหน


ทีมเพื่อไทย ยโสธร ยังเข้มแข็ง แต่เสี่ยเกรียงหรือเสี่ยเบี้ยว อาจจะต้องทำการบ้านหนักหน่อยที่เขต 3 ยโสธร เพราะมีคู่แข่งทั้งไทยสร้างไทย และก้าวไกล


ที่ดุเดือดสุด ก็คงเป็น จ.อำนาจเจริญ เพราะ ส.ส.อำนาจเจริญ เพื่อไทย มีจุดอ่อนเยอะ ตรงกันข้ามกับทีมภูมิใจไทยอำนาจเจริญ นำโดยเจ๊รวย สุขสมรวย วันทนียกุล ที่กำลังดีวันดีคืน 


“อีสานล่างไม่แลนด์สไลด์”
โจทย์ยากของ “อุ๊งอิ๊ง” คงเป็นอีสานตอนล่าง ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการแข่งขันกันแค่ 2 พรรคคือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย


สนามบุรีรัมย์ ยังเป็นที่มั่นสำคัญของพรรคภูมิใจไทย สมัยที่แล้ว พลพรรคสีน้ำเงินชนะยกจังหวัด และสมัยหน้า ก็ไม่น่าพลาดที่จะสร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ทั้งจังหวัด


ปี 2562 พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส.ศรีสะเกษ 2 คนคือ สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ และอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมัยหน้า อนุทินหวังที่จะได้ ส.ส.เพิ่มขึ้น อาจจะเป็น 6 ที่นั่งหรือยกจังหวัด เพราะมีบ้านใหญ่ใจถึง อย่าง ปวีณ แซ่จึง ,จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ,อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์(ไตรสรณกุล) และธีระ ไตรสรณกุล มาผนึกกำลังกันสู้กับพรรคเพื่อไทย


ส่วนสุรินทร์ เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่กระแสเพื่อไทยยังเหนือกว่าภูมิใจไทย เพื่อไทยมี ส.ส.สุรินทร์ 5 คน ที่เหลืออีก 2 เขตตกเป็นของพรรคอื่น คือเขต 1 ปกรณ์ มุ่งเจริญพร พรรคภูมิใจไทย และเขต 2 ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ พรรคเศรษฐกิจไทย 


สนามนครราชสีมา เป็นสนามใหญ่ การเลือกตั้งสมัยหน้า จำนวน ส.ส.นครราชสีมา จะเพิ่มจาก 14 คน เป็น 16 คน สมัยที่แล้ว พรรคเพื่อไทยล้มเหลว ได้ ส.ส.แค่ 4 เขตจากทั้งหมด 14 เขต  


ส่วนภูมิใจไทย นำทีมโดย กำนันป้อ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม และ ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ได้ ส.ส. 3 คนคือ อภิชา เลิศพชรกมล ,พรชัย อำนวยทรัพย์ และวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ซึ่งค่ายสีน้ำเงิน อาจได้ สุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา มาเพิ่มอีกคนหนึ่ง


สมัยหน้า พลังประชารัฐมีความขัดแย้งภายในพรรค วิรัช รัตนเศรษฐ บ้านใหญ่รัตนเศรษฐ ที่มี ส.ส.โคราช ในมือ 5 คน อาจตัดสินใจย้ายไปรวมกับพรรคเศรษฐกิจไทยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส่วนสมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา ก็ย้ายจากพลังประชารัฐ มาอยู่ภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว


ภูมิใจไทยคงตั้งเป้ายึดอีสานใต้เป็นที่มั่น ส่วนเพื่อไทย ก็ต้องทุกสรรพกำลังสลายฐานค่ายสีน้ำเงินให้ได้มากที่สุด เพราะหากยึดเก้าอี้ ส.ส.อีสานตอนล่าง ไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ โอกาสแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดินก็แค่ความฝันเพ้อ

อภิปรายฯ “งบฯช้างป่วย” ข้าราชการไม่พอใจ “ก้าวไกล” สะเทือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/517670

นายหัวไทร

06 มิ.ย. 2565

อภิปรายฯ "งบฯช้างป่วย" ข้าราชการไม่พอใจ "ก้าวไกล" สะเทือน

ข้าราชการ และอดีตข้าราชการ ไม่พอใจ หัวหน้าพรรค “ก้าวไกล” อภิปราย “งบฯช้างป่วย” พิธา ชี้แจง ไม่ใช่ปัญหาขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ

งบฯช้างป่วย เงินบำนาญข้าราชการคือปัญหาของประเทศ สะเทือนก้าวไกล

กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายงบประมาณ ปี 2566 โดยในช่วงหนึ่งกล่าวว่า เงินบำนาญคือตัวปัญหาของการพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดกระแสว่า พรรคก้าวไกลจะยกเลิกบำนาญข้าราชการ เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ และอดีตข้าราชการเป็นอย่างมาก  เพจ เสธPlay โพสต์ข้อความระบุว่า …

 ” เงินบำนาญคือปัญหาของประเทศ?

เสธ. เข้าใจได้ดีกว่าพิธานั้นเป็นลูกคนรวย เป็นนักธุรกิจ อยู่บนกองเงินกองทองมาทั้งชีวิต ย่อมไม่สนใจเงินบำนาญอยู่แล้วแต่การพูดว่าเงินบำนาญคือตัวปัญหาของการพัฒนาประเทศนั้นเป็นสิ่งไม่สมควร

 1. ข้าราชการส่วนใหญ่ทำงานด้วยเงินเดือนที่ต่ำกว่าเอกชน และหน่วยงานราชการเกือบทั้งหมดไม่ได้มีโบนัส ดังนั้นสวัสดิการการรักษาพยาบาล และเงินบำนาญหลังเกษียณ คือสิ่งที่มาชดเชยเงินก้อนใหญ่ๆ ที่ข้าราชการไม่มีแบบเอกชน บำนาญและสวัสดิการนั้นต่างจากเงินก้อนใหญ่ๆแบบเอกชน คือ มันจะได้ใช้เมื่อเข้าเกณฑ์หรือเงื่อนไข กล่าวคือ ถ้าไม่เจ็บป่วยก็ไม่ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาล ถ้ายังไม่เกษียณก็ยังไม่ได้รับเงินบำนาญ ระบบนี้ทำให้ภาครัฐไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเป็นก้อนใหญ่ๆในแต่ละเดือน แต่จ่ายเมื่อต้องจ่าย เรียกได้ว่าประหยัดเงินกว่าการจ่ายเป็นก้อนใหญ่ๆแบบเอกชนด้วยซ้ำ

ข้าราชการบางคนสุขภาพดีมาก แทบไม่เคยต้องใช้สิทธิรักษาพยาบาล บางคนเกษียณแล้วก็ตายเลย ยังไม่ทันได้จ่ายบำนาญ แบบนี้ก็มีถ้าจะไม่ให้มีเงินบำนาญแล้ว รัฐต้องจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการเทียบเท่าเอกชน ซึ่งต้องเพิ่มงบประมาณมหาศาลมาก พอถึงตอนนั้นก็จะโจมตีข้าราชการอีกว่าใช้เงินเยอะ การพูดว่าเงินบำนาญคือปัญหาของประเทศจึงเป็นคำพูดที่ไม่ฉลาดเลย

 2. บำนาญข้าราชการนั้นไม่ใช่ของที่มาอยู่แปปๆ แล้วก็ได้ ต้องรับราชการนานถึง 25 ปี จึงจะมีสิทธิ การรับเงินเดือนในอัตราที่น้อยกว่าเอกชนถึง 25 ปีนั้นไม่ใช่เวลาน้อยๆ ดังนั้นการได้รับสิทธินี้ก็ถือว่าสมควรแล้ว
 3. มีพวกอภิสิทธิ์ชนบางพวกนะครับที่ไม่ต้องรับราชการนานก็ได้บำนาญ อย่างพวก ส.ส. แบบพิธานั่นแหละ ถ้าอยากให้ไม่มีบำนาญ เริ่มจากพวก ส.ส. เสียก่อน การพูดแบบนี้ โดยส่วนตัว เสธ. ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้สูงอายุ เข้าทำนองใช้แล้วทิ้ง มีอย่างหรือเขาทำงานให้กับประเทศมาตั้งนาน รับเงินเดือนที่ได้รับก็ถือว่าไม่ได้สูงเลยเมื่อเทียบกับเอกชน แต่มาบอกว่าเงินที่เขาได้ใช้เลี้ยงชีพหลังเกษียณ คือภาระของประเทศแบบนี้ก็เท่ากับชี้หน้าด่าผู้สูงอายุว่าคือตัวปัญหาของประเทศนั่นแหละครับอย่ายกยอตัวเองว่าทำงานเพื่อประชาชนเลยครับ ถ้ายังมีความคิดแบบนี้”

ข้อมูลอีกด้านจากนนธิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง โพสต์ว่า ผมเป็นหนึ่งในข้าราชการบำนาญ ที่รับราชการจนครบเกษียณอายุ และมีสิทธิรับเงินบำนาญ ข้าราชการที่จะได้รับเงินบำนาญ ต้องรับราชการมาไม่น้อยกว่า 25 ปี ไม่ใช่เวลาวันสองวัน วันที่ผมบรรจุเข้ารับราชการครั้งแรก รุ่นผมได้เงินเดือนๆละ 1,250 บาท ย้ำ 1,250 บาท พวกข้าราชการอย่างผม​สู้ก้มหน้าทำงาน ในขณะที่เพื่อนๆที่ทำงานเอกชนรับเงินเดือนมากกว่าราชการหลายเท่า ข้าราชการเสียสละรับเงินเดือนน้อยและหวังสวัสดิการรักษาพยาบาทในยามแก่เฒ่า

ข้าราชการที่บรรจุหลังปี 2544 จะไม่ได้เข้าสู่กฎหมายบำนาญ แต่ทุกคนจะเข้าสู่ระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กบข.และเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่รับราชการอยู่ในปี 2544 และยังไม่เกษียณอายุ สามารถสมัครใจเข้าสู่ กบข.ได้ และมีข้าราชการจำนวนมากสมัครใจเข้าสู่ กบข. ดังนั้น เหลือข้าราชการที่รับเงินบำนาญจำนวนไม่มากนัก มองปัญหาให้ถูกจุดด้วย

พวกเราไม่ได้อิจฉานักการเมืองที่ทำงานด้วยน้ำลาย แต่ก็มีบำนาญเหมือนข้าราชการ กรรมาธิการงบประมาณลองเสนอเลิกบำนาญ สส.ในขั้นกรรมาธิการให้ที เผื่อจะประหยัดงบประมาณอย่างที่ สส.เสนอขอบ่นๆไปยังเพื่อนข้าราชการบำนาญทุกท่าน ให้รู้ว่านักการเมืองมองพวกเรายังไง

 ด้าน  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ภาพและข้อความเพจเฟซบุ๊ก “Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า   ….. “Fake News” ข่าวปลอมที่กำลังแพร่ระบาดในกรุ๊ป Line – อย่าหลงเชื่อ พรรคก้าวไกล “ไม่มี” และ “ไม่เคยมี” นโยบายยกเลิกบำนาญข้าราชการ มีแต่จะหาวิธีบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินเพื่อ “เพิ่ม” สวัสดิการให้ประชาชนที่น้อยนิด ใช้เทคโนโลยีให้ข้าราชการทำงานได้ดีขึ้น งดการเพิ่มข้าราชการใหม่ในงานที่ไม่จำเป็น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับข้าราชการและประชาชนทุกๆ คน

อภิปรายฯ "งบฯช้างป่วย" ข้าราชการไม่พอใจ "ก้าวไกล" สะเทือน

ขอทุกท่านช่วยแชร์รูปภาพ พร้อมข้อความนี้ย้อนกลับไปในทุกกรุ๊ป Line ที่ได้รับข่าวเท็จนี้มาด้วยครับ ขอบคุณข้อมูล เพจ เสธPlay / เพจเฟซบุ๊ก Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์      เข้าใจว่ากระแสต้านพรรคก้าวไกลค่อนข้างแรงกับคำอภิปรายของพิธา ถึงขั้นเกิดกระแสข้าราชการบำนาญจะขึ้นป้ายไวนิลหน้าบ้านไม่เลือกพรรคที่คิดจะเลิกบำนาญ ทำให้พิธาต้องรีบออกมาดับไฟที่ต้นลม ก่อนจะลุกลามเผาไหม้ไปใหญ่โต

       ในขณะที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลมองว่า งบบำนาญข้าราชการคือปัญหา แต่ขณะนี้กลับมีพรรคการเมืองบางพรรค เช่น พรรคไทยสร้างไทย ผุดนโยบายบำนาญประชาชนเดือนละ 3000 บาท ในห่วงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก

      พิธายังแตะไปถึงงบ 10% อุดหนุนท้องถิ่น ทำนองเหมือนกับว่า ให้ท้องถิ่นเลี้ยงตัวเอง รัฐไม่ต้องอุดหนุน แต่พิธาลืมนึก หรือจะว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่ว่า ภาษีจากท้องถิ่นจำนวนไม่น้อย ถูกเก็บส่งให้รัฐบาลกลาง เพียงแค่รัฐบาลกลางจัดสรรกลับไปสนับสนุนท้องถิ่นเท่านั้น

     ลองให้ท้องถิ่นมีอิสระจริงสิครับ จัดเก็บภาษีเอง ไม่ต้องส่งไปส่วนกลาง จัดทำแผนงบประมาณเอง รัฐบาลกลางจัดเก็บภาษีแค่บางตัวเท่านั้น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่เหลือให้ท้องถิ่นจัดเก็บไว้ใช้จ่ายเอง เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีล้อเลื่อน

      น่าแปลกใจว่าพิธาไม่ได้พูดถึงเงินบำนาญ สส.ที่ตัวเองจะได้ประโยชน์ในอนาคตสักแอะเดียว ถึงแม้ว่าเงินจากบำนาญ สส.จะไม่มากเท่ารายได้ของลูกเศรษฐีเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ตาม

     นี้เป็นกระแสร้อนที่รุมเร้าพิธา รุกเข้าไปในก้าวไกล ที่หวั่นไหวกันไปไม่น้อยกับ งบฯช้างป่วย