หักป้อม “ประยุทธ์” ดันสูตร ส.ส.พึงมี ปั้นพรรคสำรองเฟส2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515541

19 พ.ค. 2565

หักป้อม "ประยุทธ์" ดันสูตร ส.ส.พึงมี ปั้นพรรคสำรองเฟส2

พี่น้อง 3 ป.บนเส้นขนาน “ประยุทธ์” หักบิ๊กป้อม ดันสูตร ส.ส.พึงมี เอาใจพรรคเล็ก รองรับแผนปั้นพรรคสำรองเฟส 2 เพราะหวั่นอภิมหาดีลพี่ใหญ่กับคนแดนไกล

พี่น้อง 3 ป.บนเส้นขนาน “ประยุทธ์” เห็นต่างจากพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร มากขึ้นเรื่อย ๆ กรณีจะไปต่อแบบไหน พึ่งพลังประชารัฐ หรืออาศัยพรรคใหม่ไต่ฝัน 


กองหนุนที่ภักดี “ประยุทธ์” คือพรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่ ขณะที่ พล.อ.ประวิตร และนักเลือกตั้งค่าย พปชร. พร้อมปรับเปลี่ยนไปตามผลเลือกตั้งสมัยหน้า


วันที่ 18 พ.ค.2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแสดงความมั่นใจว่า พรรคพลังประชารัฐจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า และตัวเองจะอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พรรค พปชร. “..จนกว่าผมจะตาย”

นักสังเกตการณ์ทางการเมืองเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร มีความชัดเจนว่า จะไปต่อโดยมีพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเศรษฐกิจไทย เป็นเรือธงคู่ขนาน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไปต่อแบบไหน และท่าทีของพี่ใหญ่ต่อน้องเล็ก ก็ยังคลุมเครือ 


ล่าสุด กลุ่ม ส.ว.เพื่อน พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีความพยายามจะคว่ำสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในที่ประชุมร่วมรัฐสภาวาระสองและสาม ซึ่ง กมธ.ได้มีมติเสียงข้างมาก 32 ต่อ 11 โดยใช้สูตรการคำนวณหารด้วย 100 และ ส.ว.กลุ่มดังกล่าวมองว่า สูตรนี้เอื้อต่อพรรคใหญ่ และแผนแลนด์สไลด์ของทักษิณ

“ฝันมิสเตอร์ดีล”
หัวหน้าพรรคเล็กสาย “ประยุทธ์” ตั้งธงล้มสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หารด้วย 100 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะปีกนักเลือกตั้ง นำโดยพรรคพลังประชารัฐ รวมใจเดินหน้าแก้กติกาบัตร 2 ใบ ตามรัฐธรรมนูญ 2540 


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่งสัญญาณแก้กติกาเลือกตั้งบัตร 2 ใบ โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงจากพรรคแนวร่วม โดยเฉพาะพรรคเล็ก ที่ได้ประโยชน์จากกติกาบัตรใบเดียว และสูตรคำนวณ ส.ส.พึงมี


การแก้ไขกติกาเลือกตั้งกลับไปเป็นตามรัฐธรรมนูญ 2540 น่าจะเป็นเรื่องแรกที่พลังประชารัฐ และเพื่อไทยเห็นสอดคล้องต้องกัน ทำให้มีข้อกังขาว่า บิ๊กป้อมเลือกบัตร 2 ใบ เพื่อพรรคพลังประชารัฐจริงหรือ


บิ๊กป้อมได้ชื่อว่าเป็น มิสเตอร์ดีล เพราะเป็นอดีตนายทหารที่มีคอนเนกชั่นกว้างขวาง ทั้งข้าราชการทหาร-ตำรวจ ,นักการเมือง และนักธุรกิจ ต่างจากน้องเล็กอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับเหล่าข้าราชการสายทหาร


ดังนั้น ข่าวลืออภิมหาดีลของบิ๊กป้อมกับคนแดนไกล จึงดังกระฉ่อนไทย เมื่อครั้งบิ๊กป้อมเดินทางไปรักษาสุขภาพที่อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ 

หลายสิบปีก่อน ตัวละครสำคัญที่ช่วยให้บิ๊กป้อมเป็น ผบ.ทบ. ก็คือ พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อนรักร่วมรุ่น ตท.6 ของบิ๊กป้อม โดยทั้งคู่เป็นน้องรักของ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม รัฐบาลทักษิณ


พล.อ.นพดล หรือบิ๊กกี่ มีคอนเนกชั่นการเมืองที่ไม่ธรรมดา และเป็นคนใจถึง พึ่งพาได้ ขอมาจัดให้ โดยทุกวันนี้ บิ๊กกี่ยังเป็น ส.ว. โดยทำหน้าที่ดูแล ส.ว. ที่เรียกกันว่า ส.ว.สายป้อม


น่าจับตาบทบาทของ ส.ว.สายป้อม กับ ส.ว.สายตู่ จะประลองกำลังกันอีกครั้ง ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยกติกาเลือกตั้งวาระสองและสาม 


“พรรคใหม่หนุนลุงตู่”
ไม่ยอมแพ้ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ส.ว.สาย “ประยุทธ์” ประกาศแล้วว่า สูตรคำนวณ ส.ส.นี้ ยังไม่จบ และอย่าด่วนสรุปว่า สูตรหาร 100 จะไม่พลิกไปเป็นหาร 500 


ดังที่ทราบกัน ผลการลงมติสูตรคำนวณ หารด้วย 100 ของ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ เมื่อ 12 พ.ค.2565 เสียงข้างมาก 32 เสียง มีทุกพรรคการเมือง และรวมถึง ฝั่ง กมธ.ตัวแทนกฤษฎีกา และ ส.ว.อีก 2 เสียง ลงมติเห็นด้วย


ส่วน 11 เสียง ไม่เห็นด้วย คือ ส.ว. 9 เสียง สายเพื่อนประยุทธ์ พ่วงกับ 2 นักการเมืองตัวแทนพรรคเล็ก คือ ระวี มาศฉมาดล และสมชัย ศรีสุทธิยากร


พล.อ.อกนิษฐ์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กมธ.เสียงข้างน้อย ไม่ยอมยกธงขาว และยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ให้สิทธิพรรคเล็ก ได้เกิดในทางการเมือง และเป็นทางเลือกของประชาชน หากยึดสูตรหารด้วย 100 จะทำให้ขัดเจตนารมณ์ที่ว่านี้


หาก ส.ว.สายประยุทธ์ ต้องการคว่ำสูตรคำนวณ ส.ส.หารด้วย 100 ต้องอาศัยเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกรวมกัน 725 คน แบ่งเป็น ส.ว. 249  คน ส่วน ส.ส. 476 คน ดังนั้นเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่ง จะเท่ากับ 364 คน 

ด้านฝั่งนักเลือกตั้ง ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ยกเว้นพรรคเล็ก มีเสียงรวมกัน  417 เสียง สนับสนุนแนวทางหารด้วย 100


ลึก ๆ แล้ว สูตรคำนวณหารด้วย 500 นั้นจะตอบโจทย์ให้กับพรรคตั้งใหม่ ที่หวังได้ ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อ ตามสูตรคำนวณ ส.ส.พึงมี และขวางแผนแลนด์สไลด์เพื่อไทย 


มาถึงวันนี้ สายทำเนียบรัฐบาลไม่พับแผนตั้งพรรคสำรอง แม้พรรครวมไทยสร้างชาติ จะสะดุดเพราะแรมโบ้อีสานติดปมคลิปฉาว ต้องถอยไปอยู่ข้างสนาม แต่อย่าลืมว่า มีพรรคไทยสร้างสรรค์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์


รอเวลาให้ สกลธี ภัททิยกุล จบภารกิจในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็น่าจะได้เห็นการขยับตัวของพรรคไทยสร้างสรรค์ ที่จะมาพร้อมกับคนหน้าเดิม ๆ ซึ่งเคยเดินบนท้องถนนเมื่อปี 2556-2557

“ตำรวจพระ” มือปราบดับเรื่องร้อนวงการสงฆ์ เปิดคุณสมบัติ มีไว้เพื่ออะไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515509

19 พ.ค. 2565

"ตำรวจพระ" มือปราบดับเรื่องร้อนวงการสงฆ์ เปิดคุณสมบัติ มีไว้เพื่ออะไร

“ตำรวจพระ” หรือ พระวินยาธิการ มือปราบดับเรื่องร้อนวงการสงฆ์ เปิดคุณสมบัติ มีไว้เพื่ออะไร หรือใคร ๆ ก็เป็นได้

ชื่อของ “ตำรวจพระ” หรือ “วินยาธิการ” มีการถูกพูดถึงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเกิดแรงกระเพื่อมจากเหตุการณ์ที่ “หมอปลา” นำทีมบุกสำนักสงฆ์ดงสว่างธรรม อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ก้าวล่วง “หลวงปู่แสง ญาณวโร” พระเกจิสายป่า อายุเกือบ 100 ปี แล้วเหตุใดมือปราบผี จึงอัปเกรดตัวเองขึ้นมาเป็นมือปราบพระ

“ตํารวจพระ” เป็นคําที่ชาวบ้านทั่วไปใช้เรียกพระภิกษุที่ดํารงตําแหน่ง “พระวินยาธิการ” ที่มีความหมายว่า “พระที่ทรงไว้ซึ่งพระวินัย” ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัด ให้มีหน้าที่ช่วยเหลือด้านการปกครองคณะสงฆ์ในจังหวัด โดยเฉพาะหน้าที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ด้านการปฏิบัติวินัยของพระภิกษุสามเณร มีหน้าที่ปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจตรา ชี้แจง แนะนําพระภิกษุสามเณร ให้ปฏิบัติชอบตามกฎกติกาที่กําหนด และหากไม่ปฏิบัติตาม หรือพบการกระทำความผิด ก็มีอำนาจจับกุมตัวส่งเจ้าคณะผู้รับผิดชอบ หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่ไม่มีอำนาจในการให้สละสมณเพศ เพราะฉะนั้น พระภิกษุที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจพระ หรือ พระวินยาธิการ จึงไม่เพียงแต่จะครองตนอย่างเคร่งครัด ตามพระธรรมวินัยเท่านั้น ยังจะต้องมีจริยวัตรที่งดงาม เป็นแบบอย่างที่ดีแก่พระภิกษุ สามเณร และเป็นที่นับถือศรัทธาของญาติโยมอีกด้วย

"ตำรวจพระ" มือปราบดับเรื่องร้อนวงการสงฆ์ เปิดคุณสมบัติ มีไว้เพื่ออะไร

ตำรวจพระ (พระวินยาธิการ) มี 2 ประเภท

1. พระวินยาธิการประจำเขต หมายถึง พระวินยาธิการมีอำนาจตรวจตราดูแลเฉพาะเขตนั้น ๆ

2. พระวินยาธิการส่วนกลาง ขึ้นตรงกับเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง ซึ่งพระวินยาธิการส่วนกลางนี้ สามารถออกตรวจได้ทั่ว กทม. ทั้งสองประเภทนี้จะต้องทำหน้าที่ตรวจตรา ชี้แจง แนะนำพระภิกษุ สามเณรให้ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย และนำพาพระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติฝ่าฝืน มอบให้ผู้ปกครองสงฆ์ในเขตนั้น ๆ แล้วแต่กรณี

"ตำรวจพระ" มือปราบดับเรื่องร้อนวงการสงฆ์ เปิดคุณสมบัติ มีไว้เพื่ออะไร

ส่วนการพิจารณาตำแหน่งนี้ ไม่มีการเปิดรับสมัคร แต่จะเป็นการคัดเลือก โดยดูจากคุณสมบัติ ดังนี้

  1. เป็นพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส 
  2. เป็นเปรียญ คือ มีความรู้ตั้งแต่ระดับเปรียญธรรม(ป.ธ.) 3 ประโยคขึ้นไป หรือมีความรู้นักธรรมชั้นเอก
  3. มีร่างกายสมบูรณ์ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 
  4. มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย 

ทั้งนี้ ประธานกรรมการ “ตำรวจพระ” ประจำจังหวัด อาจยกเว้นคุณสมบัติข้อ 1 และ 2 ได้ แต่ต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งแต่งตั้งด้วย


พระที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระวินยาธิการ จะได้รับบัตรประจำตัว ซึ่งมีวาระ 1 ปี เมื่อสิ้นสภาพการเป็นพระวินยาธิการตามวาระ แต่มีผลงาน จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระวินยาธิการใหม่ได้อีก โดยต่ออายุบัตรให้ นอกจากพ้นตามวาระปกติ แล้วยังพ้นสภาพต่อเมื่อพ้นจากการเป็นพระภิกษุ ลาออก มรณภาพ และเจ้าคณะผู้แต่งตั้งสั่งให้ออก แต่การที่พระสงฆ์รูปใดจะมาเป็นพระวินยาธิการได้นั้น จะต้องมีความเสียสละ ต้องทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาจริง ๆ เพราะไม่ได้รับปัจจัย หรือเงินเดือนใด ๆ ทั้งสิ้น

ที่ผ่านมา ตำรวจพระ หรือ พระวินยาธิการ เป็นตำแหน่งที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ทำให้การปฏิบัติหน้าเป็นไปอย่างติด ๆ ขัด ๆ พระรัตนเมธี เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าจุฬามณี และเจ้าคณะเขตบางซื่อ ในฐานะหัวหน้าพระวินยาธิการเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2552 ว่า “การทำงานของพระวินยาธิการขณะนี้ ถือว่าลำบาก เพราะเป็นตำแหน่งที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ จะดำเนินการอะไรกับพระที่ทำผิดพระธรรมวินัย ไม่มีอำนาจในการลงโทษ เมื่อพบพระที่ทำความผิด ก็ต้องพาไปให้เจ้าคณะผู้ปกครองในท้องที่นั้น ๆ วินิจฉัยลงโทษ รวมทั้งต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย” 

"ตำรวจพระ" มือปราบดับเรื่องร้อนวงการสงฆ์ เปิดคุณสมบัติ มีไว้เพื่ออะไร

กระทั่งปี พ.ศ.2562 ที่ประชุมมหาเถรสมาคม จึงมีมติให้ร่างระเบียบมหาเถรฯ ขึ้น ซึ่งสาระสำคัญ คือ กำหนดให้มีคณะกรรมการพระวินยาธิการ 5 คณะ ประกอบด้วย หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก หนใต้ และคณะธรรมยุต โดยมีเจ้าคณะใหญ่แต่ละหนเป็นประธานคณะกรรมการฯ และให้สำนักงานเจ้าคณะใหญ่ทำหน้าที่เป็นศูนย์พระวินยาธิการ พร้อมทั้ง
กำหนดให้มีคณะกรรมการพระวินยาธิการประจำจังหวัด โดยมีเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธานกรรมการฯ และให้สำนักงานเจ้าคณะจังหวัด ทำหน้าที่ศูนย์พระวินยาธิการประจำจังหวัด

หากจะพูดถึงพระวินยาธิการ หรือ ตำรวจพระ 1 ในพระสงฆ์ ที่ได้รับแต่งตั้ง และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี คงหนีไม่พ้น “หลวงพี่น้ำฝน” เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ที่เคยเปิดศึก บุกตะลุยเข้าไปที่วัดอ้อน้อย(ธรรมอิสระ) ของหลวงปู่พุทธะอิสระ (ในสมัยนั้น) เพื่อให้พระ 46 รูป ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด จนเป็นเรื่องราวข่าวดังในครั้งนั้น

"ตำรวจพระ" มือปราบดับเรื่องร้อนวงการสงฆ์ เปิดคุณสมบัติ มีไว้เพื่ออะไร

บทสรุป ตำรวจพระ ก็เปรียบเสมือนมือปราบ ดับเรื่องร้อน ๆ ในทางธรรม ก็คงคล้าย ๆกับ ตำรวจในทางโลก นั่นเอง ถ้าตำรวจโยมจับผู้ร้าย แล้วตำรวจพระจะต้องมีหน้าที่จับพระผู้ร้ายใช่หรือไม่ ?

ขอบคุณภาพเพจ หลวงพี่น้ำฝน ข้อมูล watthasai, วิกิพีเดีย

ส่อง “เงินเดือนพระสงฆ์” ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด “พระ” ต้องมีเงินเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492474

19 พ.ค. 2565

ส่อง "เงินเดือนพระสงฆ์" ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด "พระ" ต้องมีเงินเดือน

เปิดที่มา และ “อัตรานิตยภัต” หรือ “เงินเดือนพระสงฆ์” ในประเทศไทย ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใดพระถึงต้องมีเงินเดือน

เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่รู้ว่า ในส่วนของ “พระสงฆ์” ที่นอกเหนือจากเงินปัจจัย ที่ได้รับการถวายจากแหล่งต่าง ๆ แล้ว พระสงฆ์ในประเทศไทย ยังมีเงินเดือนประจำด้วย โดยเงินดังกล่าวเรียกว่า “อัตรานิตยภัต” ที่รัฐบาลเป็นผู้จ่าย เพื่อสนับสนุนเป็นค่าภัตตาหารประจํา ตามความเหมาะสม แด่พระสังฆาธิการ พระสมณศักดิ์ พระเปรียญธรรม 9 ประโยค และพระเลขานุการ ตามความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นิตยภัต ในความหมายคือ “อาหาร หรือค่าอาหารที่ถวายแก่ภิกษุสามเณรเป็นประจำ” ส่วนในคู่มือการปฏิบัติงานนิตยภัต อธิบายว่า 

“นิตยภัต คือค่าภัตตาหารที่พระมหากษัตริย์ถวายแก่พระภิกษุสามเณร เนื่องจากนิตยภัตถวายให้พระสงฆ์เป็นประจำทุกเดือน เช่นเดียวกับเงินเดือนฆราวาส คนจำนวนมาก จึงเรียกนิตยภัตว่า เงินเดือนสงฆ์”
 

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชดำริว่า การพระราชทานนิตยภัต 2 ประเภท คือ ถวายเป็นภัตตาหารสำรับเช้า และสำรับเพล กับถวายเป็นเงินรายเดือน (เดิมการถวายจากทางราชการแผ่นดินเป็นเงินหวัดเงินปี) แต่ไม่ปรากฏว่า พระสงฆ์ที่ได้รับเป็นพระสงฆ์ประเภทใด

มาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว การจ่ายนิตยภัตเป็นเงิน มาปรากฏหลักฐานว่า พ.ศ. 2371 เมื่อพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์รูปใดแล้ว ก็พระราชทานนิตยภัต และกำหนดอัตรานิตยภัตไว้ด้วย ดังนี้ สมเด็จพระสังฆราช 5 ตำลึง, สมเด็จพระพนรัตน์ 5 ตำลึง, กรมหมื่นนุชิตชิโนรส 5 ตำลึง, พระพรหมมุนี 5 ตำลึง, พระพุทธโฆษา 5 ตำลึง, พระพิมลธรรม 4 ตำลึง 3 บาท และพระธรรมอุดม 4 ตำลึง 3 บาท

กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2467 ได้มีการปรับปรุงอัตรา นิตยภัตทุกอัตรา โดยเฉพาะตําแหน่งสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ และพระราชาคณะ ชั้นหิรัญบัฏ ที่ได้รับการสถาปนาก่อน พ.ศ. 2459 นอกจากจะได้รับนิตยภัต ตามอัตราที่ทรงกําหนดแล้ว ยังได้รับค่าข้าวสารอีกเดือนละ 1 บาท ส่วนผู้ที่ได้รับการสถาปนาหลัง พ.ศ.2459 ไม่ได้รับค่าข้าวสาร

ส่อง "เงินเดือนพระสงฆ์" ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด "พระ" ต้องมีเงินเดือน

จากข้อมูลเมื่อปี 2554 พบว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในขณะนั้น ได้เห็นชอบเพิ่มเงินนิตยภัต เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการประกอบกิจพระศาสนา 195,572,400 บาท จากเดิมได้รับ 930 ล้านบาท รวมเป็น 1,122,572,400 บาท

บัญชีอัตรานิตยภัต ของพระสังฆาธิการ พระสมณศักดิ์ และเปรียญธรรม (ป.ธ.) 9 ประโยค และพระเลขานุการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน เมษายน 2554 เป็นต้นมา 

  1. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า 37,700 บาท
  2. สมเด็จพระสังฆราช 34,200 บาท
  3. ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 30,800 บาท
  4. สมเด็จพระราชาคณะ 27,400 บาท
  5. กรรมการมหาเถรสมาคม 23,900 บาท
  6. เจ้าคณะใหญ่หนต่าง ๆ 23,900 บาท
  7. พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัณยบัฏ 20,500 บาท
  8. เจ้าคณะภาค 17,100 บาท
  9. แม่กองบาลี 17,100 บาท
  10. แม่กองธรรม 17,100 บาท
  11. รองเจ้าคณะภาค 13,700 บาท
  12. เจ้าคณะจังหวัด 10,300 บาท
  13. เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช 10,300 บาท
  14. พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นสัญญาบัตร 13,700 บาท
  15. พระราชาคณะชั้นธรรม 13,700 บาท
  16. พระราชาคณะชั้นเทพ 10,300 บาท
  17. พระราชาคณะเจ้าคณะจังหวัด 10,300 บาท
  18. พระราชาคณะชั้นราช 6,900 บาท
  19. พระราชาคณะปลัดขวา 5,500 บาท
  20. พระราชาคณะปลัดซ้าย 5,500 บาท
  21. พระราชาคณะปลัดกลาง 5,500 บาท
  22. พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.9 ประโยค 5,500 บาท
  23. พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.7-8 ประโยค 5,200 บาท
  24. พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.5-6 ประโยค 4,800 บาท
  25. พระราชาคณะชั้นสามัญ เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก 4,800 บาท
  26. พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.4/รองเจ้าคณะจังหวัด 4,500 บาท
  27. พระราชาคณะชั้นสามัญ เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 4,500 บาท
  28. พระราชาคณะชั้นสามัญป.ธ.3 ได้ 4,100 บาท
  29. พระราชาคณะชั้นสามัญยก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ 4,100 บาท
  30. พระราชาคณะชั้นสามัญยก (เจ้าคณะอำเภอ) 4,100 บาท
  31. พระราชาคณะชั้นสามัญ เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นตรี 4,100 บาท
  32. พระป.ธ.9 ประโยค 4,100 บาท
  33. พระคณาจารย์เอก 4,100 บาท
  34. พระราชาคณะชั้นสามัญยก 3,800 บาท
  35. พระครูปลัดชั้นเอกของสมเด็จพระราชาคณะ 3,800 บาท
  36. พระคณาจารย์โท 3,800 บาท 
  37. พระราชาคณะชั้นสามัญยก/เจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษ 3,800 บาท
  38. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก  3,800  บาท 
  39. เลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนต่าง ๆ (มหานิกาย/ธรรมยุต)  3,800 บาท
  40. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 3,400 บาท
  41. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก 3,400 บาท
  42. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ 3,400 บาท
  43. พระครูสัญญาบัตร เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ 3,400 บาท
  44. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก 3,400 บาท
  45. เลขานุการเจ้าคณะภาค 3,400 บาท
  46. พระครูปลัด รองสมเด็จพระราชาคณะ 3,400 บาท
  47. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นโท 3,100 บาท
  48. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นตรี 3,100 บาท
  49. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 3,100 บาท
  50. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก 3,100 บาท
  51. พระครูสัญญาบัตร เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก 3,100 บาท
  52. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก 3,100 บาท
  53. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก 3,100 บาท
  54. เลขานุการรองเจ้าคณะภาค 3,100 บาท 
  55. เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด 3,100 บาท
  56. พระครูปลัดของเทียบรองสมเด็จพระราชาคณะ 3,100 บาท
  57. พระครูฐานานุกรมของสมเด็จพระสังฆราช ชั้นเอก 3,100 บาท
  58. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอชั้นโท 2,700 บาท
  59. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท 2,700 บาท
  60. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 2,700 บาท
  61. พระครูสัญญาบัตร เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 2,700 บาท
  62. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก 2,700 บาท
  63. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นตรี 2,700 บาท
  64. พระครูฐานานุกรมของสมเด็จพระสังฆราชชั้นโท 2,700 บาท
  65. พระครูปลัดของพระราชาคณะชั้นธรรม 2,700 บาท
  66. เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัด 2,700 บาท
  67. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี 2,500 บาท
  68. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท 2,500 บาท
  69. เจ้าอธิการ 2,500 บาท
  70. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นตรี 2,200 บาท
  71. เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ 2,200 บาท
  72. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ 1,800 บาท
  73. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์  1,800  บาท 
  74. เลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอ 1,800 บาท
  75. พระอธิการ 1,800 บาท
  76. เลขานุการเจ้าคณะตำบล 1,200 บาท
ส่อง "เงินเดือนพระสงฆ์" ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด "พระ" ต้องมีเงินเดือน

แต่นอกจาก เงิน “นิตยภัต” หรือ “เงินเดือนพระสงฆ์” แล้ว พระสงฆ์ ยังมีรายได้จากกิจนิมนต์ หรือประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ญาติโยมมานิมนต์ไป หากลองคำนวนแบบขั้นต่ำสุด ๆ โดยใช้ฐานของพระบวชใหม่ จะได้ดังต่อไปนี้

  • กิจนิมนต์ 200-500 ต่อครั้ง  สัปดาห์ละประมาณ 3-5 วัน
  • สวดอภิธรรมศพ 200-500 ต่อครั้ง  สัปดาห์ละประมาณ 3-5 วัน
  • รายได้อื่นๆ เช่น มีผู้ถวายสังฆทาน, ใส่บาตรถวายปัจจัย ฯลฯ

หากคำนวนว่า มีกิจนิมนต์+สวดอภิธรรม สัปดาห์ละ 5 วัน ได้รับถวายปัจจัย 500 บาท จะรวมเป็นเงินประมาณ 10,000 – 15,000 บาท รายได้นี้คิดเฉพาะพระบวชใหม่ อายุจำพรรษาน้อย ยังไม่รวมพระที่ชั้นสูงขึ้นไป และพระที่ตั้งสำนักใบ้หวยทรงเจ้า ประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์ หากรวมพระเหล่านั้นแล้ว รายได้ต่อเดือน คาดว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 20,000 บาทแน่นอน ซึ่งหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า พระสงฆ์ต้องใช้เงินด้วยหรือ นั่นจึงน่าจะเป็น 1 ในเหตุผล ที่ทำให้วงการ “พระสงฆ์” ร้อนแรงมาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : วิกิพีเดีย,สำนักงานพระพุทธศาสนา,ศิลปวัฒนธรรม

ค่ายป้อมป่วน “สกลธี” ชิง กปปส.หนุน ไล่บี้อัศวิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515446

18 พ.ค. 2565

ค่ายป้อมป่วน "สกลธี" ชิง กปปส.หนุน ไล่บี้อัศวิน

กปปส.แตก “สกลธี” มี ณัฏฐพล-สุเทพ ออกโรงเชียร์ แถมได้กองหนุนผู้สมัคร ส.ก.ค่ายลุงป้อม ส่วนถาวร-หมอวรงค์ นำทัพไทยภักดีเชียร์อัศวินเต็มร้อย คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

ค่ายลุงป้อมป่วน “สกลธี” เปิดหน้ากองหนุนผู้สมัคร ส.ก.พลังประชารัฐ ท่ามกลางกระแสข่าววงในผู้ใหญ่ให้สนับสนุนอัศวิน


กปปส.แตก “สกลธี” มีสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกโรงเชียร์ ตามด้วยคนดังสายนกหวีด ต่างจากถาวร เสนเนียม นำทัพไทยภักดีเชียร์อัศวินเต็มร้อย 


วันที่ 18 พ.ค.2565 สกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวใหญ่เรื่องผู้สมัคร ส.ก.พรรคพลังประชารัฐ และผู้สมัครอิสระ จำนวน 17 คน เปิดตัวให้การสนับสนุนสกลธี

วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บอกว่า “ผมไม่รู้ ผมไม่ทราบ” กรณีผู้สมัคร ส.ก.พลังประชารัฐ บางส่วนแอบไปหนุนสกลธี


ขณะที่ อภิชัย เตชะอุบล ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ส.ก.พรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่า ผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคทำงานกับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้ทุกคน และไม่มีคำสั่งจากผู้ใหญ่คนไหน ที่ให้ผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคไปหนุน พล.ต.อ.อัศวิน เรื่องนี้เป็นข่าวปล่อย


ก่อนหน้านั้น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกมาปฏิเสธข่าวกรณีมีคนโยงความสัมพันธ์ผู้สมัคร ส.ก.กลุ่มรักษ์กรุงเทพคนหนึ่งกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเขาแต่ประการใด


โค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กลายเป็นว่า กองเชียร์สกลธี-อัศวิน เปิดศึกวิวาทะเรื่องโหวตยุทธศาสตร์ ทั้งที่อยู่ขั้วเดียวกัน ฉะนั้นรอบนี้ กลยุทธ์ไม่เลือกเรา เขามาแน่ จึงใช้ไม่ได้ผล


เนื่องจากฝ่ายเขาก็มี 3 คนคือ ชัชชาติ-วิโรจน์-ศิธา และฝ่ายเราก็มี 4 คนคือ อัศวิน-สกลธี-สุชัชวีร์-รสนา ทั้งฝ่ายเราฝ่ายเขาต่างแข่งขันกันเองอย่างดุเดือด


“กปปส.สายสุเทพ”
ก่อนหน้านี้ “สกลธี” เตรียมการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. และถึงขั้นจะเสนอตัวลงในนามพลังประชารัฐ โดยเฉพาะช่วงที่ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ปี 2561 สกลธี ภัททิยกุล เป็นหนึ่งในคีย์แมนที่ก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐ พร้อมกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หลังจากนั้น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง สมัยเป็นผู้ว่าฯ กทม. ได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งสกลธี ให้เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ตามใบสั่งทำเนียบรัฐบาล 


ตอนแรก ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ วางแผนจะให้ ทยา ทีปสุวรรณ ลงชิงผู้ว่าฯ กทม. แต่ภายหลัง ทยาติดบ่วงคดี กปปส. ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทั้งเสี่ยตั้น และทยาจึงสนับสนุนสกลธี ให้ลงสนามแทน


ไม่น่าแปลกใจที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เปิดหน้าเชียร์สกลธีร ภัททิยกุล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยบอกเหตุผลว่า สกลธี ไม่ใช่กากเดนของระบอบทักษิณ และเชื่อมั่นว่า สกลธี จะไม่รับใช้ระบอบทักษิณแน่นอน


มิเพียงเท่านั้น เหล่าเซเลบคนดังสายนกหวีด ต่างเรียงหน้าออกมาเชียร์สกลธี พร้อมเรียกร้องให้ใช้กลยุทธ์โหวตยุทธศาสตร์ เลือกสกลธีเพียงคนเดียว 


“กปปส.สายถาวร”
มิเพียง “สกลธี” ที่มีสาย กปปส.หนุน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็ได้ทีมงานของถาวร เสนเนียม มาช่วยงาน โดยส่วนตัวถาวร บอกถึงเหตุผลที่ต้องมาช่วยอัศวิน เพราะมีหนี้ทางใจต่อกัน สมัยการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน ปี 2556


อย่างที่รู้กัน พล.ต.อ.อัศวิน เปิดตัว พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง และทินกร ปลอดภัย เป็นรองผู้อำนวยการเลือกตั้ง รับผิดชอบกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งทั้ง พล.ต.ท.ชาญเทพ และทินกร ก็เป็นมีสายสัมพันธ์อันดีกับถาวร


ไม่น่าแปลกใจที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาชักธงโหวตเชิงยุทธศาสตร์ให้เลือก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณจำแลง


ด้วยเหตุที่ขั้วฝ่ายรัฐบาลประยุทธ์ อย่างสกลธี-อัศวิน แข่งขันกันอย่างเข้มข้น สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า จึงประเมินว่า กลยุทธ์ไม่เลือกเราเขามาแน่ ไม่น่าจะใช้ได้ดีเท่ากับสมัยก่อน 


“เราก็มีหลายเบอร์ เขาก็มี 2 เบอร์ มันไม่เหมือนเดิม” อาจารย์สติธรสรุป และเชื่อว่า ภูมิทัศน์การเมืองสมัยนี้ต่างจาก 8 ปีที่แล้วค่อนข้างมาก

แดงไม่มีคอก “จตุพร” เลือกพรรคไหนก็ได้ ไม่ใช่สาวกทักษิณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515403

18 พ.ค. 2565

แดงไม่มีคอก "จตุพร" เลือกพรรคไหนก็ได้ ไม่ใช่สาวกทักษิณ

เสื้อแดงไม่มีเจ้าของ “จตุพร” จะกลับเพื่อไทย หรือไปพรรคอื่นก็ได้ แม้วันนี้ อุ๊งอิ๊งจะเป็นหัวหน้าเสื้อแดงคนใหม่ แต่ นปช.ก็ไม่ได้ยึดโยงกับทักษิณ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

เสื้อแดงไม่มีเจ้าของ “จตุพร” จะกลับเพื่อไทย หรือไปพรรคอื่นก็ได้ แม้วันนี้ อุ๊งอิ๊งจะเป็นหัวหน้าเสื้อแดงคนใหม่ แต่ นปช.ก็ไม่ได้ยึดโยงกับทักษิณ


เสื้อแดงไม่มีเจ้าของ “จตุพร” จะกลับบ้านเพื่อไทย หรือไปบ้านหลังอื่นก็ได้ องค์กร นปช.ไม่ได้ยึดโยงกับทักษิณ และตระกูลชินวัตร 


ความจริงวันนี้ “จตุพร” มีระยะห่างจากทักษิณมากขึ้น นับแต่ตั้งพรรคเพื่อชาติ ฉะนั้น อุ๊งอิ๊ง จึงชิงรับบทหัวหน้าเสื้อแดงคนใหม่ เหมือนไม่มีแล้ว นปช.
 

ในการเลือกตั้ง 2554 ทักษิณ ชินวัตร เดินยุทธศาสตร์ 2 ขาคือ พรรคเพื่อไทย และ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ในปฏิบัติการ 40 กว่าวัน ปั้นยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี


นปช.ภายใต้การนำของ จตุพร พรหมพันธ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคลื่อนพลเปิดเวทีปราศรัยไปทั่วประเทศ ผนึกสถานีวิทยุชุมชนเสื้อแดง 100 กว่าแห่ง ปลุกกระแสนารีขี่ม้าขาว จนประสบความสำเร็จ 


เลือกตั้ง 24 มี.ค.2565 พรรคเพื่อไทย ต้องแข่งขันกับพรรคเสื้อแดงอย่างพรรคเพื่อชาติ โดยมีจตุพร พรหมพันธ์ เป็นผู้สนับสนุน และหลังเลือกตั้ง จตุพรก็ถอยห่างจากเพื่อไทย และตระกูลชินวัตร


ปัจจุบัน นปช.มิอาจเป็นศูนย์รวมคนเสื้อแดงได้เหมือนอดีต ทักษิณจึงเดินยุทธศาสตร์ใหม่คือ ชูครอบครัวเพื่อไทย คู่ขนานพรรคเพื่อไทย โดยอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ทำหน้าที่ระดมคนเสื้อแดงกลับบ้าน 

“ครอบครัวเพื่อไทยเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยออกแบบมา บันไดขั้นแรกคือแลนสไลด์ ซึ่งพรรคจะชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายไม่ได้ ถ้าพี่น้องเสื้อแดงไม่ร่วม และพี่น้องไม่อยู่เคียงข้างพรรคเพื่อไทย” อุ๊งอิ๊ง ประกาศไว้ชัดเจน


“ตู่หลากสี”
ปีที่แล้ว “จตุพร” ออกมาเคลื่อนไหวไล่ประยุทธ์ ในนามขบวนการไทยไม่ทน โดยร่วมมือกับอดีตแกนคนเสื้อเหลือง แต่ก็มีคนเสื้อแดงบางกลุ่ม ไม่เข้าร่วมและตั้งคำถามกับจตุพรถึงเรื่องจุดยืน และอุดมการณ์
 

หลังอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ลูกสาวทักษิณ ออกมาเชิญชวนให้คนเสื้อแดงกลับบ้านเพื่อไทย จตุพร ในฐานะแกนนำ นปช. ก็ถูกสื่อมวลชนขอสัมภาษณ์หลายสำนัก เกี่ยวกับบทบาทของอุ๊งอิ๊ง


จตุพรให้นิยามคนเสื้อแดงว่า เป็นคนที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย รักความยุติธรรม และทนต่อความอยุติธรรมไม่ได้ 


“ในช่วง 15 ปีนี้ มีเรื่องราวมากมาย เราสู้ไม่ใช่เพื่อชนะวันนี้ แต่สู้ให้คนรุ่นลูกหลานในวันหน้า จะได้ไม่รับชะตากรรมเหมือนเรา ดังนั้น เป็นสิทธิของคุณอุ๊งอิ๊งที่จะชวนคนเสื้อแดงกลับ…” แต่คนเสื้อแดงจะคิดอ่านอย่างไร ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจการตัดสินใจของแต่ละคน


“พรรคเพื่อไทยมีสิทธิชวน ขึ้นอยู่กับว่าพี่น้องเสื้อแดงจะตัดสินใจ รวมถึงส่วนอื่นก็มีสิทธิชวนเช่นกัน เชื่อว่าคนเสื้อแดงใช้ดุลพินิจคิดได้เองว่าจะไปอยู่ไหน”


จตุพรบอกว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นคนสูงวัย และพรรคเพื่อไทย จึงต้องกลับมาให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้มากขึ้น เนื่องจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เทไปทางพรรคก้าวไกล


“เต้นเลือกสามนิ้ว”
หลังจาก “จตุพร” นำม็อบไทยไม่ทนไล่ประยุทธ์ แต่คนรุ่นใหม่กลับไม่ให้ความสนใจ ต่อมา ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ขยับเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบ ก็มีเสียงตอบรับจากกลุ่มสามนิ้ว


ดังที่ทราบกัน องค์กร นปช.แยกเป็น 2 สายคือ สายตู่ จตุพร กับสายเต้น ณัฐวุฒิ โดย ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. เป็นแกนหลักของปีกเสี่ยเต้น


อาจารย์ธิดา ดูแลสำนักข่าวยูดีดี นิวส์ ที่เกาะติดม็อบสามนิ้ว และม็อบราษฎรมาโดยตลอด พร้อมกับเชิญชวนให้คนเสื้อแดงเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่


ประเด็นเรื่องคนเสื้อแดงคือใคร อาจารย์ธิดาก็ตอบเหมือนจตุพร คนเสื้อแดงเป็นเสรีชน ไม่ใช่สาวกทักษิณ ไม่ใช่คนเพื่อไทย


“จะบอกให้เลยว่า คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนไปสนับสนุนพรรคอื่นก็มี…ในทางการเมือง คนเสื้อแดงอาจสนับสนุนพรรคอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบ แต่ในทางการต่อสู้ เสื้อแดงจะสนับสนุนเส้นทางเดียว ต่อสู้แบบเดียวกับนักศึกษา ต้องการมาช่วยเหลือปกป้อง ไม่ให้เด็กโดดเดี่ยว” ธิดากล่าว 


คำว่า กลุ่มอื่นหรือพรรคอื่น ในความหมายของจตุพร และธิดา ก็หมายถึงพรรคก้าวไกลนั่นเอง ซึ่งในความเป็นจริง แกนนำพรรคเพื่อไทย ก็กังวลเรื่องนี้ เพราะกลัวคนเสื้อแดงในชนบท จะหันไปสนับสนุนพรรคก้าวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ


มีข้อน่าสังเกตว่า ตู่ จตุพร นำม็อบไทยไม่ทนไล่ประยุทธ์ และเต้น ณัฐวุฒิ นำคาร์ม็อบไล่ประยุทธ์ ทั้งคู่ต่างพูดว่า ไม่ได้ทำในนาม นปช. แต่ทั้งม็อบไทยไม่ทนและคาร์ม็อบ ระดมพลได้ไม่เยอะเหมือนในอดีต


สิ่งที่แกนนำ นปช.ไม่ยอมพูดความจริงก็คือ มวลชนคนเสื้อแดงเรือนหมื่นเรือนแสน ปี 2553 นั้นกว่าร้อยละ 90 ถูกบริหารจัดการโดยนักการเมืองเพื่อไทย 


ด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงให้อุ๊งอิ๊ง ออกมาประกาศอย่างมั่นใจว่า ครอบครัวเพื่อไทยก็คือครอบครัวเสื้อแดง องค์กร นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้จบภารกิจไปนานแล้ว

ดับอุ๊งอิ๊ง “วิโรจน์” มาแรง ส.ก.ส้มสไลเดอร์ขวางแลนด์สไลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515314

17 พ.ค. 2565

ดับอุ๊งอิ๊ง "วิโรจน์" มาแรง ส.ก.ส้มสไลเดอร์ขวางแลนด์สไลด์

โค้งสุดท้ายมาแรง “วิโรจน์” ฉุดกระแส ส.ก.ส้มสไลเดอร์ ขวางแลนด์สไลด์เพื่อไทย จับตาอุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเสื้อแดง จะชิงทิ้งหมัดเด็ดน็อคยกสุดท้าย คอลัมน์…ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

โค้งสุดท้ายมาแรง “วิโรจน์” ชนทุกเวทีดีเบต ฉุดกระแส ส.ก.ส้มสไลเดอร์ ปะทะแลนด์สไลด์เพื่อไทย จับตาอุ๊งอิ๊งชิงทิ้งหมัดเด็ดยกสุดท้าย


ได้ใจนิวโหวตเตอร์ “วิโรจน์” ขายอุดมการณ์ ไม่ขายฝัน เปิดหน้าชนพลังอนุรักษ์นิยม ฐานเสียงเพื่อไทยกระเพื่อม จะเลือกประชาธิปไตยที่กินได้ หรือประชาธิปไตยเชิงอุดมการณ์


เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2565 พรรคก้าวไกล เปิดเวทีปราศรัยให้แก่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ที่ลานอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน (วงเวียนใหญ่) โดยมีการเชิญ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และพรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า มาร่วมบนเวทีปราศรัยใหญ่


เหตุที่ต้องเชิญธนาธร และช่อ พรรณิการ์ ขึ้นเวทีปราศรัย เนื่องจากก่อนหน้านี้ อุ๊งอิ๊ง- แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มาลงพื้นที่หาเสียงกับผู้สมัคร ส.ก.เพื่อไทยมาแล้ว พรรคสีส้มจึงต้องดึงบิ๊กเนมมาดึงคะแนนเสียงชาว กทม.เช่นกัน
 

โค้งสุดท้าย พรรคเพื่อไทยงัดกลยุทธ์โหวตเชิงยุทธศาสตร์ “อยากใช้เพื่อไทย เลือกเพื่อไทยให้ชนะขาด” พร้อมกับเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ วันที่ 18 พ.ค.2565 ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพฯ


มีข้อน่าสังเกตว่า ระยะหลัง คะแนนนิยมวิโรจน์ดีขึ้น เพราะการที่ได้ขึ้นเวทีดีเบตบ่อยครั้ง วิโรจน์มีสไตล์สายบู๊ ตั้งแต่สมัยเป็น ส.ส. และได้โชว์ลีลาดาวสภาฯรุ่นใหม่ จึงมีคำขวัญประจำตัวว่า “ชนทุกปัญหา” คำประกาศของวิโรจน์ สะท้อนบุคลิกนักการเมืองค่ายสีส้ม ที่เน้นอุดมการณ์ประชาธิปไตย 


“ปลุกประชานิยม”
แม้โพลทุกสำนักจะชี้ว่า “วิโรจน์” มีคะแนนนิยมวิ่งไล่ตาม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อยู่เยอะก็ตาม แต่ผลการสำรวจคะแนนนิยม ส.ก. ปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ก.พรรคก้าวไกล มาแรงในทุกเขต


สำหรับพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งเป้า ส.ก.ไว้ 25 ที่นั่ง ดูจะไม่ได้ตามเป้าเสียแล้ว เนื่องจากกระแสชัชชาติมิได้เอื้อต่อผู้สมัคร ส.ก.เพื่อไทยมากนัก ด้วยเหตุว่า ชัชชาติ พยายามสลัดตัวเองให้พ้นจากชายคาสีแดง เพื่อหวังเรียกคะแนนจากคนชั้นกลาง บ้านมีรั้ว และตึกสูง


จากเป้าหมาย 25 ที่นั่ง โพลวงในประเมินว่า เพื่อไทยจะมีโอกาสคว้าชัยได้แค่ 10-15 เขต จึงทำให้ทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ต้องแก้เกมส่ง อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ลงช่วยผู้สมัคร ส.ก.เพื่อไทย หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายในบางเขต ที่มีคะแนนสูสีกับพรรคก้าวไกล 


อีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยปั้นนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล ก้าวต่อไปของ 30 บาทรักษาทุกโรค สำหรับการเลือกตั้ง ส.ก. โดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี  กระโดดเข้ามาเล่นด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ส.ก. ยังได้เสนอนโยบายกองทุนพัฒนาชุมชน 200000 บาท ที่มีต้นแบบจากกองทุนพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนเมือง (เอสเอ็มแอล) สมัยพรรคไทยรักไทย และเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยกินได้


หมอมิ้งประเมินว่า นโยบายประชานิยมเวอร์ชั่นใหม่ ที่โดนใจชาวบ้าน ผู้สมัคร ส.ก.เพื่อไทย จะได้รับเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์


“เครื่องจักรสีส้ม”
การส่ง “วิโรจน์” ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคก้าวไกลคาดหมายว่า จะขยายฐานคะแนนเสียงเดิมของพรรคออกไปได้ และจากเดิมสมัยเลือกตั้งปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ได้ 8 แสนเสียง


มีรายงานข่าวว่า โพลของพรรคก้าวไกล พบว่า คะแนนความนิยมของผู้สมัคร ส.ก. ยังมีคะแนนนำอยู่ประมาณ 20 เขต และมีโอกาสที่จะช่วงชิงได้อีก 14 เขต 


เขตรอบในกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นฐานเก่าแก่ของพรรค ปชป. ซึ่งมีอดีต ส.ก.หลายสมัยลงสนามในครั้งนี้ด้วย ปรากฏว่า พรรคก้าวไกลมีคะแนนนิยมนำพรรค ปชป.ทุกเขต


รวมถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรี และฝั่งกรุงเทพตะวันออก ฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลก็มีคะแนนนิยมดีวันดีคืน ทำให้อุ๊งอิ๊ง ต้องลงมาเดินพบประชาชนในเขตตลิ่งชัน และเขตคันนายาว


ที่น่าสนใจ สำหรับสมรภูมิเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.คือ วันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเลือกตั้ง ส.ก.วันเดียวกัน ส่งผลเชิงบวกอย่างมากกับพรรคก้าวไกล เพราะหากคนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ก.จำนวนมาก ก็จะทำให้ผู้สมัครของพรรคสีส้ม มีโอกาสชนะสูง


ถ้าเป็นการเลือกตั้งในอดีต วันเลือกตั้ง ส.ก. จะเป็นคนละวันกับเลือกผู้ว่าฯ กทม. ทำให้มีคนออกมาใช้สิทธิ์เลือก ส.ก.น้อย จึงเป็นโอกาสของนักการเมืองประเภทบ้านใหญ่ได้รับเลือกเป็น ส.ก.


ดังนั้น ผลการเลือกตั้ง ส.ก. จะให้คำตอบว่า การเลือกตั้ง ส.ส.กทม.สมัยหน้า ก้าวไกลยังมีอนาคตอยู่หรือไม่ และแกนนำก้าวไกล อาจจะลุ้นผล ส.ก.มากกว่าเลือกผู้ว่าฯ กทม.เสียด้วยซ้ำไป

ตู่ขาลง “ประวิตร” โดดเดี่ยว ส.ก.ค่าย พปชร.เจอเกมตัดแต้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515283

17 พ.ค. 2565

ตู่ขาลง "ประวิตร" โดดเดี่ยว ส.ก.ค่าย พปชร.เจอเกมตัดแต้ม

อนุรักษ์นิยมเมืองหลวงเสียงแตก “ประวิตร” ลุ้นศึก ส.ก.แบบเงียบเหงา เมื่อกลุ่มพลังกรุงเทพ ต้องตัดแต้มกับกลุ่มรักษ์กรุงเทพ และพรรค ปชป. คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย..ขุนน้ำหมึก

เดิมพันอนาคต “ประวิตร” ลุ้นศึก ส.ก. พรรคพลังประชารัฐ ติดแบรนด์พลังกรุงเทพ ดูเงียบเหงาและโดดเดี่ยวในเมืองหลวง


พลังอนุรักษ์นิยมเสียงแตก “ประวิตร” อาจพบความผิดหวัง เมื่อทีมพลังกรุงเทพ ต้องตัดแต้มกับกลุ่มรักษ์กรุงเทพ และพรรค ปชป.


วันที่ 17 พ.ค.2565 พรรคพลังประชารัฐ  จัดปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ส.ก. ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ประกาศเป้าหมายว่า เหตุใดจึงต้องเลือก ส.ก.ทีมพลังกรุงเทพ ของพรรคพลังประชารัฐ ให้เข้าไปทำงานในสภากรุงเทพมหานคร

จะว่าไปแล้ว ความเคลื่อนไหวของทีม ส.ก.ทีมพลังกรุงเทพ ค่อนจะข้างจะมีน้อยในตลาดข่าวสารการเลือกตั้งเมืองหลวง เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย ,พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคก้าวไกล 


สาเหตุหนึ่งคงมาจากกว่าที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะตัดสินใจส่งผู้สมัคร ส.ก. และหนุนผู้ว่าฯ กทม.คนไหน เวลาก็ล่วงเลยมาถึงต้นเดือน เม.ย.2565 โดยมอบให้ อภิชัย เตชะอุบล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้รับผิดชอบการเลือกตั้ง ส.ก.ทั้ง 50 เขต

เสี่ยโต พาทีม ส.ก.พลังกรุงเทพ ฝั่งธนบุรี หาเสียงเสี่ยโต พาทีม ส.ก.พลังกรุงเทพ ฝั่งธนบุรี หาเสียง


อภิชัย เตชะอุบล นักธุรกิจใหญ่ แต่เป็นคนหน้าใหม่ในยุทธจักรการเมือง การที่เข้ามาแบกรับภารกิจปั้นทีม ส.ก.พลังกรุงเทพ ในยามที่กระแสลุงตู่ พ่วงพลังประชารัฐ มีอาการสาละวันเตี้ยลง ดูจะเหนื่อยเป็นสาหัส 


“ฐานเสียงลุงตู่”
บททดสอบ “ประวิตร” สำหรับการเลือกตั้งสมัยหน้า วัดผลได้จากการเลือกตั้ง ส.ก.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 พ.ค.2565 หากทีม ส.ก.พลังกรุงเทพ ได้ต่ำกว่า 10 เสียง บอกได้คำเดียว อนาคต พปชร.มืดมนในสนามเมืองหลวง


ย้อนไปดูผลคะแนนเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ลองคำนวณหาฐานเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2 ขั้วการเมือง พบข้อมูลว่า ขั้วรัฐบาล มีฐานเสียง 1.2 ล้านเสียง (พปชร. 7.9 แสนเสียง และ ปชป. 4.7 แสนเสียง) ส่วนขั้วฝ่ายค้าน มีฐานเสียง 1.4 ล้านเสียง (อนาคตใหม่/ก้าวไกล 8 แสนเสียง และ พท. 6 แสนเสียง)
 

พรรคพลังประชารัฐ ชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี กวาดเก้าอี้ ส.ส.กทม. 12 ที่นั่ง(ปัจจุบันเหลือ 11 ที่นั่ง) และได้  791,893 คะแนน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เหลือ 474,820 คะแนน


ว่ากันตามจริง 7.9 เสียงที่พลังประชารัฐได้มานั้น เป็นคะแนนนิยมส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ และกว่าครึ่งหนึ่งนั้นไหลมาจากพรรค ปชป. เนื่องจากปี 2562 พลังอนุรักษ์นิยมใน กทม. มีฉันทามติเลือกลุงตู่ เพื่อให้ คสช.ไปต่อ และบ้านเมืองจะสงบเรียบร้อย


วันที่ทีม ส.ก.พลังกรุงเทพ ลงสนาม กระแสความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ลดลง แถมพลังอนุรักษ์นิยมเสียงแตก เพราะมีทีม ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มรักษ์กรุงเทพ มาเป็นตัวเลือกในโค้งสุดท้าย


เสี่ยโต-อภิชัย เตชะอุบล ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ส.ก. ยอมรับว่า การที่พลังประชารัฐไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ทำให้ผู้สมัคร ส.ก. 50 คน ขาดความน่าสนใจลงไปเยอะ 


อย่างไรก็ตาม อภิชัยพยายามอธิบายว่า การบริหารกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 9 ประกอบด้วย สภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งสำคัญทั้ง 2 ส่วน แยกจากกันไม่ได้ วันนี้เรามาเน้นย้ำในบทบาทหน้าที่ของ ส.ก. เพื่อการติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร


“ผู้ว่าฯ กทม.จะเลือกใครก็ได้ แต่ ส.ก.ก็เลือกฝั่งตรงข้าม ไม่ให้เป็นทีมเดียวกันหมด เดี๋ยวมันก็ฮั้วกัน อย่างนี้มีประโยชน์อะไร ก็ให้เลือกตรงข้าม จะได้ไปตรวจสอบ ไม่ดีเหรอ” เสี่ยโต กล่าว


ด้วยเหตุนี้ จึงมีกระแสข่าวจากพื้นที่ว่า ผู้สมัคร ส.ก.บางเขต ของทีมพลังกรุงเทพ เริ่มปฏิบัติเกาะกระแสคนดังคนเด่น และอาจกระทบต่อคะแนนเสียงของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง 


“อนาคตลุงป้อม”
เดิมที “ประวิตร” มอบให้ จักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กรุงเทพ และประธานภาค ส.ส. กทม. เป็นผู้ดูแลภาพรวมผู้สมัคร ส.ก.ของพรรค และเมื่อเสี่ยโต เข้ามารับผิดชอบ จึงใช้ชื่อพลังกรุงเทพ อันเป็นยุทธศาสตร์เลือกตั้งท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับการเตรียมการเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคในอนาคต


ผู้สมัคร ส.ก.พลังประชารัฐ ส่วนหนึ่งเป็นญาติ ส.ส.กทม.พลังประชารัฐ ยกตัวอย่าง อัครพัชร์ โชติเดชาชัยนันต์ เขตบางกะปิ น้องชาย ส.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ และณรงค์ รัสมี อดีตประธานสภาเขตหนองจอก น้องชาย ส.ส.ศิริพงษ์ รัสมี 


อีกส่วนหนึ่งเป็นมือทำงานของ ส.ส. อย่างเช่น ต่อศักดิ์ ไหลสุวรรณ เขตคลองเตย และพลศักดิ์ แดงบัว เขตวัฒนา ก็ได้รับการสนับสนุนจากกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม.เขตวัฒนา-คลองเตย


รวมถึง พิชิตชัย แซ่จึง ประธานกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ เขตพระนคร และพีระโรจน์ ชัยรัตน์ ประธานกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ เขตสัมพันธวงศ์ ที่เป็นทีมงานของ กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เมื่อ พล.อ.ประวิตร ตัดสินใจส่งผู้สมัคร ส.ก. ทั้งคู่ก็ลาออกจากกลุ่มรักษ์กรุงเทพมาสวมเสื้อ พปชร.


อีกส่วนหนึ่งเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.ในสายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อย่างนัจภัค กรเกษม เขตหนองแขม และเริง ม่วงชุ่ม เขตบางแค


ผลเลือกตั้ง ส.ก.ปี 2565 ไม่เพียงจะสะท้อนอนาคตพลังประชารัฐ ยังชี้ชะตา ส.ส.กทม.อีก 11 คนอีกด้วย ถ้าได้ ส.ก.ต่ำกว่า 10 ที่นั่ง ก็พูดได้คำเดียวว่า จบแล้วลุงป้อม 

ก้าวไกลแรง “เก่ง การุณ” เหนื่อย สะเทือนบ้านใหญ่เมืองหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515224

16 พ.ค. 2565

ก้าวไกลแรง “เก่ง การุณ” เหนื่อย สะเทือนบ้านใหญ่เมืองหลวง

สมรภูมิ ส.ก.เดือด “เก่ง การุณ” ลุ้นเหนื่อย ส.ก.เขตดอนเมือง คนสนิทเสี่ยเก่งเจอคนเพื่อไทย แถมค่ายก้าวไกลมาแรง จากบ้านใหญ่ดอนเมืองสะเทือนถึงฝั่งธนบุรี คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ก้าวไกลมาแรง เก่ง การุณ ลุ้นเหนื่อย ส.ก.เขตดอนเมือง คนสนิทเสี่ยเก่งเจอคู่ปรับเก่า กนกนุช กลิ่นสังข์ สวมเสื้อเพื่อไทย และคนหน้าใหม่ใส่เสื้อสีส้ม

ไม่เพียงบ้านใหญ่ เก่ง การุณ จากดอนเมืองไปฝั่งธนบุรี ตระกูลม่วงศิริ กำลังถูกรุกหนักจากพรรคก้าวไกล ศึก ส.ก.เที่ยวนี้ เดิมพันอนาคตบ้านใหญ่

สมรภูมิเลือกตั้ง ส.ก. 50 เขต 50 คน กำลังถูกจับตามองไม่แพ้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. เพราะผลการเลือกตั้งจะสะท้อนภาพคะแนนนิยมของพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า

จากการประเมินผลโพลของพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง พบว่า กระแสเลือก ส.ก.พรรคก้าวไกลมาแรง สะท้อนภาพคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคมากกว่าเลือกตัวบุคคลเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้น ส.ก.บ้านใหญ่ที่ผูกขาดสนามท้องถิ่นหลายสิบเขต อาจสอบตกในหนนี้

เมื่อต้นเดือน พ.ค.2565 ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ได้เผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต เรื่องทัศนคติของประชาชนต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2565 : กรณีศึกษาเขตดอนเมือง

ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า คนเขตดอนเมือง จะเลือก ส.ก.ดังนี้ ไกรศักดิ์ เสาเวียง พรรคก้าวไกล 28.2%, พนา วุฒิเดช พรรคไทยสร้างไทย 23.5%, กนกนุช กลิ่นสังข์ พรรคเพื่อไทย 18.3% และอดิเรก สังข์นุช กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 11.8%

ดังที่รู้กัน การเลือกตั้ง ส.ก.เขตดอนเมือง ผู้คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นศึกล้างแค้น ระหว่าง การุณ โหสกุล ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง กับพรรคเพื่อไทย เมื่อ พนา วุฒิเดช ตัวแทนของเก่ง การุณ สวมเสื้อพรรคไทยสร้างไทย ลงสนาม

ส่วน พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ส.ก.พรรคเพื่อไทย จึงไปคว้าตัว กนกนุช กลิ่นสังข์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มาสวมเสื้อเพื่อไทย

‘ตาอยู่ก้าวไกล’

20 กว่าปีที่แล้ว เก่ง การุณ และกนกนุช กลิ่นสังข์ เป็นนักการเมืองท้องถิ่น อยู่ในสังกัด ห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง ตั้งแต่สมัยพรรคประชากรไทย จนถึงพรรคชาติไทย

หลังห้างทองเสียชีวิต กนกนุชย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย แต่ เก่ง การุณ ยังอยู่พรรคชาติไทย เวลานั้น การุณและกนกนุช ต่างก็เป็น ส.ก.เขตดอนเมือง

ปี 2550 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รับ เก่ง การุณ เข้าพรรคพลังประชาชน กนกนุชจึงย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ยามใดที่มีการเลือกตั้ง ส.ก. ทีม เก่ง การุณ ก็จะแข่งกับกนกนุชอยู่เป็นประจำ

การเลือกตั้งปี 2562 กนกนุชตัดสินใจอำลา ปชป.มาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยกนกนุช ลงสนาม ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง เจอกับคู่รักคู่แค้นการุณ ผลเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง เก่ง การุณ ได้ 30,800 คะแนน ชนะกนกนุช กลิ่นสังข์ ได้ 22,060 คะแนน

สำหรับ พนา วุฒิเดช อดีตประธานสภาเขตดอนเมือง ทำงานร่วมกับ เก่ง การุณ มาตั้งแต่สมัยพรรคชาติไทย จนถึงยุคเพื่อไทย และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ก.เขตดอนเมือง เมื่อปี 2557

วันนี้ กนกนุชถูกฝ่ายตรงข้ามขุดเรื่องเข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส. สมัยที่เป็น ส.ก.พรรค ปชป. ซึ่งเธอก็ยอมรับว่า เธอลบล้างอดีตไม่ได้ จึงขอโทษคนเสื้อแดงทุกๆคน

ลูกชายเสี่ยเก่ง การุณ ออกหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ก.พรรคไทยสร้างไทยลูกชายเสี่ยเก่ง การุณ ออกหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ก.พรรคไทยสร้างไทย

ด้านเสี่ย เก่ง การุณ ยังเป็น ส.ส.เพื่อไทย แต่ก็ส่งลูกชาย ภูมิพัฒน์ โหสกุล เดินหาเสียงช่วยพนา วุฒิเดช พรรคไทยสร้างไทย เพราะเลือกตั้ง ส.ก.หนนี้ เสี่ยเก่งเจอคนเสื้อแดงในโซเชียลถล่มหนัก

นักสังเกตการณ์เลือกตั้งประเมินว่า คนสนิทเก่ง การุณ กับกนกนุช จะตัดแต้มกันเอง อาจจะทำให้ ไกรศักดิ์ เสาเวียง พรรคก้าวไกล เข้าป้ายแทน

‘ม่วงศิริเสี่ยงพ่าย’

จากเขตดอนเมืองของ เก่ง การุณ ข้ามฟากไปทางฝั่งบางขุนเทียน-บางบอน ก็มีสถานการณ์น่าสนใจเกี่ยวกับชะตากรรมบ้านใหญ่เหมือนกัน

เดิมทีตระกูลม่วงศิริ จะผูกขาดการเมืองท้องถิ่นที่เขตบางขุนเทียนและเขตบางบอน ปี 2553 เก้าอี้ ส.ก.3 ที่นั่งจากเขตบางขุนเทียน และเขตบางบอน ประกอบด้วย สารัช ม่วงศิริ และสาทร ม่วงศิริ ส.ก.บางขุนเทียน และณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ส.ก.บางบอน

ภูมิทัศน์การเมืองชายขอบกรุงเทพเปลี่ยน เมื่อ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ พรรคอนาคตใหม่ ชนะ สากล ม่วงศิริ อดีต ส.ส.กทม. พรรค ปชป.ขาดลอย ซึ่งระยะหลัง ณัฐชากลายเป็นแกนนำหลักของพรรคก้าวไกลในกรุงเทพฯ

ภาพรวมสนาม ส.ก.เขตบางเทียน พรรค ปชป. ส่ง สารัช ม่วงศิริ ลงแข่งกับพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ เพื่อไทย และวิเชียร กันทาทรัพย์ ตัวแทน ส.ส.ณัฐชา ก้าวไกล ใครแพ้ใครชนะ ย่อมมีผลต่อเลือกตั้งสนามใหญ่อย่างแน่นอน

ดังนั้น ศึก ส.ก.เที่ยวนี้ อาจจะชี้ชะตาบ้านใหญ่ตระกูลม่วงศิริ หาก สารัช ม่วงศิริ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางขุนเทียน และณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางบอน สอบตกทั้งคู่ นั่นหมายความการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า อาจถึงคราวปิดฉากบ้านใหญ่ม่วงศิริ

เมินอุ๊งอิ๊ง”อานนท์ แสนน่าน”นำต้าน แดงแปลงเป็นส้มเพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515212

16 พ.ค. 2565

เมินอุ๊งอิ๊ง"อานนท์ แสนน่าน"นำต้าน แดงแปลงเป็นส้มเพียบ

เมินเสียงอ้อนอุ๊งอิ๊ง “อานนท์ แสนน่าน” ลั่นคำไม่กลับเพื่อไทย แถมแกนนำแดงภูธรถอดเสื้อแดง หันไปสวมเสื้อส้มเพียบ เบื่อระบอบเถ้าแก่ทักษิณ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เมินเสียงอ้อนอุ๊งอิ๊ง อานนท์ แสนน่าน ลั่นคำไม่กลับไปเป็นคนเสื้อแดง มีบทเรียนถูกคนแดนไกลทิ้งกลางทาง จึงบ่ายหน้าหาประยุทธ์

ไม่ได้มีแค่ อานนท์ แสนน่าน ยังมีแกนนำแดงภูธรอีกเยอะ ที่ถอดเสื้อแดงหันไปสวมเสื้อสีส้ม เพราะหลายคนพานพบความผิดหวังจากเพื่อไทย

ปฏิกิริยากรณี อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นเวทีครอบครัวเพื่อไทย ที่สมุทรปราการ เรียกร้องให้คนเสื้อแดงกลับบ้าน(เพื่อไทย) มีทั้งเสียงขานรับ และเสียงต้านจากคนเสื้อแดง

วันที่ 15 พ.ค.2565 นิตยา นาโล อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน เปิดแถลงข่าวกรณีมีนักการเมืองหลายคนมาประสานงานขอให้กลับไปเป็นคนเสื้อแดงอีกครั้ง เธอได้ตอบกลับไปว่าจะไม่ขอกลับไปเป็นคนเสื้อแดงรับใช้ประชาธิปไตยจอมปลอมอีก และขอเดินหน้าปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

นิตยา นาโล เป็นแกนนำคนหนึ่งในกลุ่มหมู่บ้านเทิดไท้องค์ราชันแห่งประเทศไทย ที่มี อานนท์ แสนน่าน เป็นประธาน และเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงาน

อานนท์ แสนน่าน กลายเป็นผู้นำมวลชนคนสำคัญ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเดินสายเปิดหมู่บ้านปกป้องสถาบันฯ ทั่วไทย โดยไม่หวั่นเสียงโจมตีจากคนเสื้อแดงด้วยกันเอง

หลังรัฐประหาร 2557 กลุ่มคนเสื้อแดงในชนบท เจอการกดดันของอำนาจรัฐต้องสลายตัวไป แกนนำบางคนเจอคดีติดตัว กระทั่งปี 2561 มีพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น แกนนำภูธรจำนวนหนึ่งได้เข้าร่วมงานกับพรรคใหม่ จึงส่งผลกระทบต่อฐานเสียงพรรคเพื่อไทย

ปัจจุบัน พรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า ได้ดึงแกนนำคนเสื้อแดงตัวเล็กๆ เข้ามาเป็นคนขับเคลื่อนงานการเมืองในพื้นที่ชนบท สมทบด้วยแกนนำแดงระดับเซเลบ ก็เปลี่ยนใจย้ายข้าง

‘นายใหญ่ทิ้ง’

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร อาจไม่รู้เบื้องหลังขบวนการเสื้อแดง แกนนำแดงหลายคนเปลี่ยนสี ก็เพราะถูกทิ้งให้ต่อสู้กับคดีความตามลำพัง กรณีของ อานนท์ แสนน่าน เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ

สมัยแดงทั้งแผ่นดิน อานนท์ แสนน่าน ในฐานะเลขาธิการสมัชชาหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย มีที่มั่นตั้งอยู่เลขที่ จ.อุดรธานี และก่อนรัฐประหาร 2557 ทักษิณ ชินวัตร ได้เรียกอานนท์ไปพบที่เกาลูน ฮ่องกง เมื่อกลับมาได้เตรียมป้ายประกาศหมู่บ้านคนเสื้อแดงขนาดใหญ่ ทั้งภาคเหนือและอีสาน ต่อต้านการยึดอำนาจ

หลัง 22 พ.ค.2557 ทหารกองทัพภาคที่ 2 ตามไล่ล่าและกดดันอานนท์ จนต้องเข้ามอบตัวต่อทหารที่ จ.อุดรธานี และถูกควบคุมตัว 13 วัน พ้นจากค่ายทหาร อานนท์หันไปปลูกเห็ด เพื่อรอเวลากลับมาเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง

วันที่ 22 พ.ย.2561 อานนท์เดินทางไปปรึกษากับทักษิณ ที่สิงคโปร์ ในประเด็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องการเลือกตั้ง โดยที่เขามีแผนจะเปลี่ยนหมู่บ้านเสื้อแดงเป็นหมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย ทักษิณ ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ให้ดำเนินการตามความคิดของพวกเขา

เหมือนว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ขานรับแนวคิดของอานนท์ เหมือนสมัยหมู่บ้านเสื้อแดงผุดเต็มอีสาน อานนท์จึงยุติแผนดังกล่าว ตอนนั้น อานนท์รู้แล้วว่า คนแดนไกลไม่หนุนพวกเขา

หลังเลือกตั้ง 2562 อานนท์เคลื่อนไหวจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการ หมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย จึงเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยการประสานงานของแรมโบ้อีสาน เสกสกล

‘แดงกลายเป็นส้ม’

อานนท์ แสนน่าน เป็นตัวอย่างของแกนนำแดงที่แปรพักตร์จากทักษิณ ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามเหมือนเสกสกล อัตถาวงษ์ อดีตแกนนำ นปช. และจุรีพร สินธุไพร อดีตแกนนำแดงพัทยา ที่ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

จริงๆแล้ว มีแกนนำแดงภูธรอีกหลายคน ที่หันหลังให้เพื่อไทย และ นปช. ไปร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และร่วมงานกับพรรคก้าวไกลในวันนี้

ปัณณวัฒน์ นาคมูล หรือจเร นาคมูล อดีตนักกิจกรรมรามคำแหง รุ่นเดียวกับจตุพร พรหมพันธุ์ สมัยแดงทั้งแผ่นดิน ปัณณวัฒน์เป็นประธาน นปช.อุตรดิตถ์ และประธาน นปช.ภาคเหนือ

ปี 2561 ปัณณวัฒน์ เป็นหนึ่งในคณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ จ.อุตรดิตถ์ และยังทำงานร่วมกับพรรคก้าวไกล คาดว่า สมัยหน้าปัณณวัฒน์จะลงสมัคร ส.ส.อุตรดิตถ์

วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร ประธาน นปช.ภาคอีสาน น้องชายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ได้ตัดสินใจเข้าร่วมพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่ปีแรก และวันนี้ ยังเป็นแกนหลักของพรรคก้าวไกล จ.ร้อยเอ็ด

นิชนันท์ วังคะฮาต แกนนำเสื้อแดงแหลมฉบัง และหัวหน้าสถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง 88.75 FM แหลมฉบังพีเพิลเรดิโอ เมื่อเลือกตั้งปี 2562 พรรคไทยรักษาชาติ ส่ง นิชนันท์ วังคะฮาต ลงสมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 8 (สัตหีบ) แต่พรรคถูกยุบก่อนวันเลือกตั้ง หลังจากนั้น นิชนันท์กลับไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอีกรอบ

ล่าสุด นิชนันท์ได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคก้าวไกล และช่วยหาเสียงให้คณะก้าวหน้าในศึกเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทักษิณ ชินวัตร ต้องส่งลูกสาว-อุ๊งอิ๊ง มาอ้อนขอให้คนเสื้อแดงกลับบ้าน(เพื่อไทย) เนื่องจากคนเสื้อแดงทยอยทิ้งพรรคเพื่อไทย ไปสังกัดพรรคก้าวไกลมากขึ้น

“เด็กหญิง 14″ทำไมถึงถูกปฏิเสธจาก”ระบบการศึกษาไทย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/515185

16 พ.ค. 2565

"เด็กหญิง 14"ทำไมถึงถูกปฏิเสธจาก"ระบบการศึกษาไทย"

“ครูเหน่ง ตรีนุช”พยายามติดตามนำเด็กกลับสู่”ระบบการศึกษาไทย”ได้ถึง 100,000 ชีวิต แต่”เด็กหญิง 14″อยู่ในระบบกลับถูกทอดทิ้ง ถามกลับ ครู โรงเรียน ใช้อำนาจอะไรกำจัดเด็กออกจากการศึกษา เฮ้อ

ค่าเทอมไม่มี ผู้ปกครองไม่มา

เด็กไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เด็กไม่มีผู้ปกครอง กลายเป็นเด็กเลวในสายตา ครู และ โรงเรียน ไปแล้วหรือ ไหนบอก “โรงเรียน” เปรียบเหมือน บ้านหลังที่สอง เพียงเพราะ เด็กหญิง 14 ไม่มีสิ่งเหล่านี้ โรงเรียนก็ปฏิเสธ เช่นนั้นหรือ คุณมีสิทธิอะไร

วันหยุดยาวช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา คนไทยแห่ทำบุญและหัวใจพองโตกับฟุตบอลทีมชาติไทยคืนฟอร์มเทพในสนามซีเกมส์2021ที่เวียดนาม ในวันเดียวกันเกิดข่าวร้าย โซเชียลสะอื้น เด็กหญิง 14  ซึมเศร้าไร้ครอบครัว ไร้ที่เรียน เลือกจบชีวิตลาโลก

ว่ากันว่า ในแซท เด็กหญิง 14 สอบติดโรงเรียนชื่อดังพื้นที่ปลายด้ามขวานของประเทศไทย ครูโรงเรียนบอกไม่มีเงินให้ไปเรียนที่อื่น เด็กสาวเครียดหลายเรื่องเลยผูกคอตาย แต่ข้อความสุดท้ายเด็กบอกเพื่อนว่า “ช่วยเปิดโปงให้ด้วย”

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้ว 

เด็กไทยทุกคนต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับการจัดการศึกษาจากรัฐ เรียนฟรี15 ปี ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ 2560 และตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542  และมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก 2546 

ถาม14 หน่วยงานประโคมข่าวใหญ่โตติดตามเด็กให้กลับมาเรียนภายใต้”โครงการพาน้องกลับมาเรียน”ใน ระบบการศึกษาไทย ทำอะไรอยู่  อะไรคือช่องโหว่ เด็กหญิง 14 ไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลหรืออย่างไร 

นโยบายติดตามเด็กที่ออกจากโรงเรียนไม่ว่าจะด้วยปัจจัยไหนก็ตาม ทำให้เด็กไทยได้กลับมาเรียนได้แล้วในปัจจุบันมีจำนวนสูงถึง 100,000 คน  เป็นเรื่องน่ายินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

“ครูเหน่ง ตรีนุช” นางสาว ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โพสต์บอกเล่าเรื่องราวชวนน่ายินดีดังกล่าวก่อนเกิดเหตุชวนเศร้า เด็กหญิง 14 ลาโลก เพียงเพราะ “ค่าเทอมไม่มี ผู้ปกครองไม่มา”

มันสายเสียแล้ว

ความจริง เด็กหญิง 14 อยู่ในระบบการศึกษาไทย ไม่ต้องไปติดตามหาที่ไหน แต่ทำไมไม่สามารถรักษาเด็กเอาไว้ได้ ทำไมเด็กถูกดีดออก กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ฯลฯ ทำอะไรกันอยู่ ทำไมเกิดเหตุร้าย จะล้อมคอกปัญหานี้กันอย่างไร

กว่าจะมีชีวิตรอดมาถึงวันสิ้นลมหายใจ เด็กหญิง 14 ต้องเผชิญวิบากกรรมย่ำแย่มามากมาย แต่ไร้ที่พึ่ง ถามกลับสังคมไทยใจร้ายถึงกลับไม่มีใครโอบอุ้มเด็กเชียวหรือ ครู โรงเรียน มีไว้ทำไม

“โรงเรียน” ที่พึ่งสุดท้ายของเด็ก เด็กหวังจะได้รับโอกาสรับเธอเข้าเรียน ทำไมโรงเรียนปฏิเสธ  ทำไมทำแบบนี้กับเด็ก ทำไมครู โรงเรียน ไม่คิดหาช่องทางช่วยเหลือเด็ก อย่าลืมหน้าที่ของโรงเรียน เด็กจะเรียนดี หรือเด็กเรียนไม่ดี เป็นหน้าที่ของครู และโรงเรียนต้องอบรมขัดเกลา เพราะเด็กได้รับสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนาไม่ใช่เหรอ ความเมตตา กรุณา ปราณีกับเด็กตัวเล็กๆไร้ที่พึ่งหายไปไหนหมด เด็กหญิง 14 เป็นเด็กคิดเป็น พยายามเอาตัวรอด อยากทำงานช่วยเหลือตัวเอง แต่ไม่มีงานรองรับ วิ่งกลับบ้านหลังสุดท้ายคือ “โรงเรียน” แต่บ้านหลังสุดท้ายกลับพึ่งพาไม่ได้จนเกิดเหตุเศร้า

เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเด็กแม้แต่คนเดียว