ชนธรรมนัส “ประยุทธ์” หนุนแรมโบ้เคลื่อนรวมไทยสร้างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504438

07 ก.พ. 2565 |17:29 น.

ชนธรรมนัส "ประยุทธ์" หนุนแรมโบ้เคลื่อนรวมไทยสร้างชาติ

พลังประชารัฐแตก “ประยุทธ์” หนุนแรมโบ้อีสาน ปั้นพรรครวมไทยสร้างชาติ แข่งกับ พล.อ.ประวิตร ที่หนุน ร.อ.ธรรมนัส ดันพรรคเศรษฐกิจไทย เขย่ารัฐบาลลุงตู่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มาแล้วรวมไทยสร้างชาติ พรรคกองหนุน “ประยุทธ์” หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จัดทัพพรรคเศรษฐกิจไทย ล็อกสเปกนายกรัฐมนตรี ต้องเคมีตรงกัน

แรมโบ้ซุ่มปั้นรวมไทยสร้างชาติ “ประยุทธ์” ไฟเขียวมาร่วมปี รอจังหวะเปิดตัวหัวหน้าพรรคตัวจริง เดือน มี.ค.2565

สู้ทุกดอก “ประยุทธ์” ไม่ยอมให้กลุ่มกบฏไล่ต้อน จึงมีทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างสรรค์ เป็นกำลังพลสำรอง

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพลพรรค 20 คน ยึดพื้นที่สื่อ ว่าด้วยเรื่องจัดทัพพรรคเศรษฐกิจไทย พร้อมอัดคลิปเผยแพร่ผ่านโซเชียล โดยทิ้งวลีเด็ดนายกรัฐมนตรีในดวงใจ จะต้องเป็นคนที่มีเคมีตรงกัน

นัยว่า ร.อ.ธรรมนัส จะแถลงผลการหารือของกลุ่ม ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย ในเร็ววันนี้ คาดว่าคงรอ กกต.แถลงรับรองมติพรรคพลังประชารัฐ ขับ 21 ส.ส.เสียก่อน

ถัดมา วันที่ 7 ก.พ.2565 เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ก็เปิดตัวพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยประกาศจุดยืนหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

จริงๆแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติ ปรากฏเป็นข่าวมาตั้งแต่กลางเดือน มี.ค.2564 โดยคนกลุ่มหนึ่งไปจดทะเบียนก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งตอนนั้น ก็มีกระแสข่าว แรมโบ้อีสานหรือเสกสกล อัตถาวงศ์ ได้ให้คนใกล้ชิดไปดำเนินการจัดตั้งพรรคนี้

กลางปีที่แล้ว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก่อกบฎในสภาฯ ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจปลด ร.อ.ธรรมนัส ออกจากตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค กลับเลือกยืนข้างผู้กองธรรมนัส

หลังจากนั้น รัฐบาลและพลังประชารัฐ ได้เกิดภาวะสงครามเย็นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ ร.อ.ธรรมนัส มาเป็นระยะ จึงมีกระแสข่าวหนุน พล.อ.ประยุทธ์ แยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ และชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ตกเป็นข่าวพรรคสำรองของบิ๊กตู่

‘รวมไทยสร้างชาติ’

พรรครวมไทยสร้างชาติ กองหนุน “ประยุทธ์” นั้นมีที่มาจากวรรคทอง “รวมไทยสร้างชาติ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แถลงผ่านสื่อเมื่อปลายปี 2563

เสกสกล อัตถาวงษ์ เปิดเผยว่า ตนชอบคำว่ารวมไทยสร้างชาติ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ตนเกรงว่าคนอื่นจะนำชื่อนี้ไปใช้ จึงส่งทีมงานไปจดทะเบียนเป็นชื่อพรรคไว้ก่อน นายกฯ จะใช้หรือไม่ก็แล้วแต่ ตนได้แจ้งให้นายกฯ รับทราบแล้ว ซึ่งนายกฯ ก็ไม่ได้ว่าอะไร

ชนธรรมนัส "ประยุทธ์" หนุนแรมโบ้เคลื่อนรวมไทยสร้างชาติ

แรมโบ้อีสานพูดชัดเจนว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นทางเลือกหนึ่งให้นายกฯประยุทธ์ ถ้าคิดว่าพรรคที่สนับสนุนอยู่เวลานี้ ไม่มีความสุข ก็ไม่ต้องกลัวว่านายกฯจะโดดเดี่ยว

“ผมไม่ต้องการให้นักการเมืองบางคน รุ่นเก่าๆ หรือพรรคเดียวกันมาบีบ หรือกดดันนายกฯ วางแผนเล่นเกมการเมืองกับนายกฯตลอดเวลา อย่าคิดว่าคนอย่างนายกฯ ไม่มีที่ไปหรือไม่มีที่ยืน”

ว่ากันว่า แรมโบ้อีสาน ได้เดินสายทาบทามนักการเมืองชื่อดัง เข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

แนวทางการสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ต่างพรรคพลังประชารัฐ โดยจะเน้นการดึงตัว ส.ส. ,อดีต ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาร่วมงานกัน อย่างเช่น ปรพล อดิเรกสาร และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นสระบุรี ที่ประกาศตัวเข้าร่วมกับพรรคใหม่นี้แล้ว

ชนธรรมนัส "ประยุทธ์" หนุนแรมโบ้เคลื่อนรวมไทยสร้างชาติ

‘ไทยสร้างสรรค์’

มิเพียงแต่พรรครวมไทยสร้างชาติที่หนุน “ประยุทธ์” หากตรวจสอบความเคลื่อนไหวของคนการเมือง เมื่อปลายปี 2564 ได้เกิดพรรคไทยสร้างสรรค์ ที่มี ธำรงค์ เรืองธุระกิจ เป็นหัวหน้าพรรค และมีที่ทำการพรรคอยู่แถว ถ.สุโขทัย (ที่ทำการเก่าของพรรคชาติพัฒนา)

มีรายงานข่าวว่า ผู้ก่อการอยู่เบื้องหลังพรรคไทยสร้างสรรค์ คือ ณัฐฏพล ทีปสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ และอดีตแกนนำ กปปส. ซึ่งมีเป้าหมายให้เป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวคิดต้องการพัฒนาประเทศ โดยไม่ติดหล่มอยู่กับการปฏิรูปสถาบันฯ

แม้ ณัฐฏพล ทีปสุวรรณ จะให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่บทเรียนจากพรรคพลังประชารัฐ ทำให้อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา ต้องคิดให้รอบคอบสำหรับการสร้างพรรคใหม่ที่ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

อุดมการณ์และแนวทางของพรรคไทยสร้างสรรค์ จะเดินทางสายกลาง ไม่สุดโต่งทั้งซ้ายและขวา ใช้เวลาในการวางเครือข่าย ไม่ใช้วิธีการดูด ส.ส. อาจไม่ตอบโจทย์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในระยะใกล้นี้

ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงเหมาะกับสถานการณ์สู้รบของ พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่าพรรคไทยสร้างสรรค์ ที่ออกแนวพรรคในฝันมากกว่า

“หนึ่งตะวัน พันดาว” ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504434

หนึ่งตะวัน พันดาว

07 ก.พ. 2565 |16:55 น.

“หนึ่งตะวัน พันดาว” ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี

ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี “หนึ่งตะวัน พันดาว”สอดส่องสังคมส่องกล้องตรวจแถวข้าราชการ “กระทรวง-ทบวง-กรม”

ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี “หนึ่งตะวัน พันดาว”สอดส่องสังคมส่องกล้องตรวจแถวข้าราชการ “กระทรวง-ทบวง-กรม”OO..โจทย์ใหญ่ ผลพวง. อุบัติเหตุบนท้องถนนหลวงคร่าชีวิต “หมอสาว”จักษุแพทย์ แดดิ้นสิ้นชื่อบนทางม้าลาย เหตุเพราะ. ส.ต.ต.หนุ่ม ซิ่งบิ๊กไบค์ พุ่งชน “หมอสาว”ขณะก้าวเดินข้ามถนน สังคมจุดประกายเรียกร้องปฏิรูปความปลอดภัย สังคายนายกเครื่องตัวบทกฎหมาย “บทลงโทษ” ผู้เกี่ยวข้อง ต่างตื่นตัว ล้อมคอก หยุดยั้งโศกนาฏกรรมสูญเสีย  “บาดเจ็บ-ล้มตาย”บนท้องถนนหลวง..OO..การบ้านข้อใหญ่..ถึงแม้..จะแก้ตัวบทกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษสักเพียงใด ตราบใด.. ผู้ใช้รถใช้รถ ทั้ง.. “ผู้ขับขี่-ผู้ใช้ถน” ขาดจิตสำนึก วินัยจราจร “ผู้รับผิดชอบ”หย่อนยาน อย่างหวังว่า..สำเร็จ เหตุเพราะ..ประการหนึ่ง กฎหมายเปลี่ยนนิสัย-จิตสำนึก-สันดานคนได้ยาก แถม… งัดอำนาจเงินต่อรองพ้นผิดอยู่ร่ำไป เพียงเพราะ… ผู้ปฏิบัติบางคนปล่อยอำนาจเงินอยู่เหนือกฎหมาย นี่คือ.ที่มาที่ไป .สังคมความเป็นจริง..OO..เห็นแล้ว..ใจหาย สถิติ..ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน Thai RSC  ตายวันละเกือบครึ่งร้อน บาดเจ็บวันละนับร้อยนับพัน ปี 2565 แค่เดือนเดียว..ตายกว่า 1,259 ศพ บาดเจ็บ กว่า 73,970 ราย “บวก-ลบ-คูณ-หาร”เฉลี่ยวันละ 41 ศพ  ทุกชั่วโมงเซ่นสังเวย 2  ศพแชมป์อุบัติเหตุ “มอเตอร์ไซด์”นำโด่งสูงลิ่ว..แตะ ร้อยละ 80 ไม่ผิดแผกแตกต่าง สถิติ “มูลนิธิเมาไม่ขับ” เพียง..แค่เดือนมกราฯ  “ บาดเจ็บ-ล้มตาย” นับพัน-นับหมื่น  “มอเตอร์ไซด์” ยังครองแชมป์ ปัจจัยหลัก..สภาพร่างกายไม่พร้อมขณะขับรถ ขับเร็ว ไม่เคารพกฎจราจร นี่คือ..ที่มาที่ไป ต้นสาย-ปลายเหตุ “จุดกำเนิดอุบัติภัยคร่าชีวิตผู้คนบนท้องถนนหลวง’..00

OO..ไม่น่าเชื่อ..ก้อ..ต้องเชื่อ ย้อนอดีต..สมัยก่อน.. รถลาแต่ละคัน กว่าจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เรื่องง่าย  “มอเตอรไซด์” คันละ 2-3 หมื่น ต้องใช้เงินดาวน์ 8 พัน-1 หมื่น..OO..  ผิดกับ..สมัยนี้ ถอยแต่ละคัน ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก เพียง..แค่.. “ตัวเปล่า” กับ “คนค้ำประกัน” ถอยรถกลับบ้านสบายเฉิบ แถม..โปรโมชั่น..แถมเงินติดตัวอีกต่างหาก นี่..ข้อเท็จจริง.. หนึ่งในรากเหง้าของปัญหา หรือว่า..ใครจะเถียง ..OO.. ไหนๆ จะปฏิรูปความปลอดภัยบนท้องถนนหลวง ก้อ..ควรปฏิรูปแบบครบวงจร อะไร..คือ..อุปสรรคปัญหา ก้อ..ต้อง.. “ผ่าตัดยกเครื่อง” น่าจะดี’’  หาก “ผู้เกี่ยวข้อง”ไม่บูรณาการแก้ไข ต่อให้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก้อ..ไม่สำเร็จ  “ไทยแลนด์” ยังติดอันอับครองแชมป์อุบัติเหตุต้นๆของโลก..OO..สั่นสะท้าน.. “องค์กรสีกากี” เจอ..ชุดเฉพาะกิจ.. “ไทยคู่ฟ้า” เปิดยุทธการทลายเว็บพนันรายใหญ่ 2 ราย เงินหมุนเวียนนับ 2 หมื่นล้าน เปิดแผลความหย่อนยาน “ผู้รับผิดชอบ” หลายหน่วยงานต่างตื่นตัว จัดระเบียบสังคม ปัดกวาดขยะใต้พรม ออกสตาร์ทก่อนใครเพื่อน กองบัญชาการตำรวจนครบาล..ยุค..พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้นำหน่วย บัญชาการ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.บช.น. จัดชุดลาดตะเวนออนไลน์กวาดล้าง พ.ต.อ.สมบูรณ์ สุขศรีดาวเดือน ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. นำทีม ผนึกกำลัง พ.ต.ท.เฉลิมพงษ์ ธรรมมียะ – พ.ต.ท.วิโรฒ จนุบุษย์  2 รองผู้กำกับฯ บุกทลายฐานบัญชาการในหมู่บ้านดัง ย่านลาดปลาเค้า “ผู้รับผิดชอบ”ขยับหน่อย..OO

00..ไร้ผล..คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับกำชา กวดขันสถานบริการ ป้องกันมหันตภัยร้าย”โควิดฯ” แพร่ระบาด กลายเป็น.. คลัสเตอร์ใหญ่ หยุดยั้งไม่อยู่..OO    ..“นครบาล-ภูธร”หลายพื้นที่ เย้ยคำสั่ง เปิดสถานบริการเกินเวลา บางแห่งลากยาวยันสว่าง เพียงเพราะ.. “ผู้รับผิดชอบ”หย่อนยาน ยิ่ง.. “สถานประกอบการ” ย่านสาย 2 เสียงเล่า-เสียงลือ “เส้นใหญ่-เส้นก๊วยจั๋บ” แถม..คุยโตโอ้อวด ไม่มีใครกล้าจับ พล.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข แม่ทัพใหญ่สีกากี รู้สึกอย่างไร….OO.เสมือน.. “น้ำทิพย์”ชโลมใจ ท่ามกลาง..มรสุมถาโถม  “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” พลัน.. “ผู้สูญเสีย”น.ส.ศิริพร ธรรมเดชะ น้องสาว นายสิทธิโชค ธรรมเดชะ อดีต สจ.สุราษฎร์ธานี ผู้วายชนม์ เข้าขอบคุณ  พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน  ผบก.ป. ช่วยสะสางคดีฆ่าพี่ชาย แกะรอยลากคอนายชาญณรงค์ ดวงสุวรรณ ในวัย 79 ปี ผู้จ้างวานหลบหนีคำพิพากษาประหารชีวิตเกือบ 20 ปี..OO..เจ้าตัวระบายความรู้สึก..เวลารอคอยไม่สูญเปล่า ถึงแม้..ไม่เคยร้องขอความเป็นธรรม พิสูจน์ให้เห็นความเป็นธรรมมีอยู่จริง ตำรวจดีๆปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนยังมีอยู่จริง ขอเป็นกำลังใจให้ตำรวจดีๆมีแรงทำงานต่อไปเพื่อประเทศชาติ นี่คือ..เศษเสี้ยวความรู้สึก.. “ตำรวจกองปราบ”..ไม่ว่า..ยุคไหน สมัยไหน..ไม่เคย..สร้างความผิดหวัง..สมเป็น..หน่วยงาน “ที่พึ่งสุดท้ายประชาชน”..OO..สวัสดี

“หนึ่งตะวัน พันดาว”

จับตาก้าวย่าง ว่าที่ผู้สมัครฯ ชิง “ผู้ว่าฯ กทม.”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504435

07 ก.พ. 2565 |16:34 น.

จับตาก้าวย่าง ว่าที่ผู้สมัครฯ ชิง "ผู้ว่าฯ กทม."

ปี่กลองโหมโรงเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯ กทม.”ดังขึ้นแล้ว หลังจากมีไทม์ไลน์ชัดเจนว่าจะเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม ว่าที่ผู้สมัครฯแต่ละคนขยับตัวมากขึ้นในการลงพื้นที่พบปะประชาชน บางคนก็งานเข้าโดนตรวจสอบ…มาดูกันว่าความเคลื่อนไหวของว่าที่ผู้สมัครฯ แต่ละคนเป็นอย่างไร

เริ่มจาก  “ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.” คนแรก  ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ชูนโยบายหลักตั้งแต่แรกใน 4 ด้าน ประกอบด้วย

1.People เรื่องคน เน้นระบบเส้นเลือดฝอยและคุณภาพชีวิต 2 .Digital เรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล ต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดขั้นตอน  3.Green เรื่องสิ่งแวดล้อม เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ขยะ ควันพิษ ฝุ่น 4.Economy เรื่องเศรษฐกิจ เพราะเมืองอยู่ได้ด้วยเศรษฐกิจ

และปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้จะแถลงนโยบาย 18 เรื่องอย่างเป็นทางการ ซึ่งขยายผลมาจากนโยบายหลัก 4 ด้าน คือ เรื่องของคน เทคโนโลยีดีจิทัล สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ เพื่อให้กรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน  โดยนโยบายทำหลายด้าน เป็นรายเขตทั้ง 50 เขต เพราะพื้นที่แต่ละเขตจะมีปัญหาไม่เหมือนกัน


ในมุมมองของ ชัชชาติ การทำงานคงไม่เลือกทำเฉพาะเรื่อง ต้องทำหลายเรื่องไปพร้อมๆ กัน ทั้งเรื่องมายด์เซต เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ฝุ่น การระบายน้ำ น้ำเสีย การเดินทาง ความปลอดภัยการใช้ถนน ทางเดินเท้า ทางม้าลาย ความโปร่งใส การเพิ่มประสิทธิภาพ การศึกษา สาธารณสุข ที่อยู่อาศัย แก้ปัญหาคนไร้บ้าน ต้องทำพร้อม ๆ กัน จะโฟกัสเรื่องเดียวคงไม่ได้ เพราะคือคุณภาพชีวิตคน 


ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ชัชชาติ จัดกิจกรรมเปิดแคมเปญ #สภากาแฟเพื่อนชัชชาติ โดยที่มาของการตั้งสภากาแฟ คือต้องการให้คนในพื้นที่มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงมานั่งพูดคุยกันถึงปัญหาและนำมาสร้างนโยบายในอนาคต และเพื่อนำไปคิดวางแผน หาทางออก พร้อมกับลงมือทำ เพื่อช่วยกันสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน เพราะมองว่าหากจะจัดพื้นที่ที่เป็นทางการอาจจะไม่มีใครกล้ามานั่งหารือกัน และคนที่มาเจอกันในสภากาแฟไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน แต่เป็นคนที่ต้องการเห็นกรุงเทพมหานครมีการพัฒนาเหมือนกัน 

นอกจากนี้ยังได้ทำป้ายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมาร่วมแสดงความคิดเห็น โดยการใช้สติกเกอร์ติดในช่องข้อความที่ต้องการเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง โดยตั้งเป้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะต้องมีสภากาแฟ 1,000 ร้าน ใน 50 เขต และจะติดตั้งป้ายดังกล่าวไว้ให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย รวมถึงจะมี QR Code สำหรับให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นเพื่อนในกลุ่มชัชชาติและเพื่อแจ้งปัญหามายังนายชัชชาติเองโดยตรงได้ หรือสามารถสะท้อนปัญหาผ่านแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Traffy Fondue ซึ่งแอปพลิเคชันดังกล่าวจะคัดแยกหมวดหมู่ปัญหา และสามารถติดตามการแก้ปัญหาได้ โดยมองว่าแอปพลิเคชันนี้จะช่วยวัดผลงานของผู้ว่าฯ กทม. ในอนาคตได้ 

ส่วน “ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.อีกคน” ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ค่ายประชาธิปัตย์ ที่ชูสโลแกน เปลี่ยนกรุงเทพทำได้ทันที ตอนนี้ยิ่งเดินก็ยิ่งมั่นใจเพราะทีมงานในพื้นที่มีความเข้มแข็งและขยันขันแข็งมาก 

ดร.เอ้ บอกว่า อยากเป็น “ผู้ว่าฯ กทม.” ก่อนที่ฝนจะมา เพราะประกาศว่าต้องจัดการน้ำท่วมอย่างเบ็ดเสร็จ และมีความพร้อมเรื่องนี้มากที่สุด เพราะน้ำคือชีวิต คืนคลอง คืนชีวิต ให้คนกรุงเทพ ก็อยากขอเป็น “ผู้ว่าฯ กทม.” ก่อนที่คนกรุงเทพฯ จะจมน้ำท่วมอีกรอบในปี 65

แต่ตอนนี้งานเข้าเมื่อมีผู้ไปร้องต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบว่า  ดร.เอ้ กระทำการทุจริตต่อหน้าที่และมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สลจ.)


สำหรับ  ดร. เอ้-สุชัชวีร์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สจล. ตั้งแต่ปี 2558 ก่อนลาออกจากตำแหน่ง แล้วเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครภายใต้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อ 9 ธ.ค. 2564

ดร.เอ้ บอกว่า  ยินดี พร้อมรับการตรวจสอบและมีความมั่นใจว่าในการปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี สจล. ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และที่ผ่านมา ป.ป.ช. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็มีการตรวจสอบตลอดเวลาอยู่แล้ว และเชื่อว่าที่ตนเองถูกร้องตรวจสอบนี้คงไม่เกี่ยวกับการเมือง

อีกคน คือ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่า ฯ กทม. คนปัจจุบัน แม้ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการ โดยบอกว่าถึงเวลาก็จะบอกเองว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” หรือไม่แต่แนวโน้มที่จะลงสมัครอิสระชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.” ก็มีสูง โดยมี กลุ่มรักษ์กรุงเทพ ซึ่งมีถึง 30 เขตใน กทม. พร้อมสนับสนุน และมีนายสุชัย พงษ์เพียรชอบ เลขาธิการและประธานกลุ่มรักษ์กรุงเทพ เขตคลองเตย เป็นกำลังสำคัญ

ล่าสุด พล.ต.อ.อัศวิน  โพสต์เฟซบุ๊ก #กรุงเทพเปลี่ยนไปแล้ว  โชว์ภาพการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารบนถนนนานาเหนือลงใต้ดิน สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงามมากขึ้น และบอกว่า  กทม.นำสายไฟฟ้า-สื่อสารลงใต้ดินแล้วจำนวน 21 เส้นทางโดยระบุข้อความว่า สายสื่อสารบนถนนนานาเหนือ เปลี่ยนไปแล้ว

หลายคนเคยขับรถผ่านบริเวณซอยสุขุมวิท 3 หรือซอยนานาเหนือในเขตคลองเตย จะเห็นว่าในซอยนี้จะมีต้นไม้ใหญ่อยู่ริมถนนสร้างความร่มรื่น เป็นพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพมหานคร

นอกจากความร่มรื่นของต้นไม้ของสองฝั่งถนนที่มีเพิ่มขึ้นแล้ว ยังไม่มีเสาไฟฟ้าที่พ่วงด้วยสายสื่อสารมากมายพาดผ่านแนวต้นไม้ด้วย ซึ่ง กทม.ได้ร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดิน ตลอดแนวถนนนานาเหนือทั้ง 2 ฝั่ง ตั้งแต่ ถ.สุขุมวิท – คลองแสนแสบ

นอกจากจะเพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสวยงามของท้องถนน ดูสบายตา ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดปัญหาอุบัติเหตุของผู้สัญจรทางเท้าและการขับขี่ หรือกรณีที่มีฝนฟ้าคะนอง ต้นไม้หักล้มพาดเสาไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้า ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุนี้ลงได้

ที่ผ่านมา กทม.ได้นำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดินแล้วจำนวน 21 เส้นทาง ระยะทางรวม133,050 เมตร เช่น ถนนราชปรารภ ถนนพหลโยธินและถนนลาดพร้าว ถนนรัชดาภิเษกถึงถนนพระราม 9 และถนนรัชดาภิเษกถึงถนนอโศก ถนนพระราม 4 ถนนพระราม 3 ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนวิทยุ ถนนนานาเหนือ ถนนชิดลม

และเดินหน้านำไฟฟ้าและสายสื่อสารลงดินอีกมากกว่า 20 เส้นทาง ระยะทางรวมกว่า 250 กิโลเมตร ปรับเปลี่ยนระบบสายสื่อสารของกรุงเทพมหานครแบบแขวนอากาศเพิ่มเติมอีกภายใน 3 ปี โดยให้กรุงเทพธนาคมช่วยดำเนินการอีก 2,228.07 กิโลเมตร จะทำให้ กทม.เป็นเมืองที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเพิ่มความปลอดภัยจากสายไฟและสื่อสารในภาพรวมมากขึ้น

ส่วน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครฯชิง “ผู้ว่าฯ กทม.” ที่พรรคก้าวไกล เปิดตัวเป็นทางการไปแล้วนั้น ล่าสุด นายวิโรจน์ ได้ ชู ส.ก.-ส.ส. ว่าเป็นลมใต้ปีกหนุนผู้ว่าฯกทม.แก้ปัญหาคนกรุง คือ ถ้าขาดการสนับสนุนจาก ส.ส. ส.ก. “ผู้ว่าฯกทม.” ก็ยากที่จะทำงานสำเร็จและเตรียมลงพื้นที่ให้ครบ 50 เขตในเดือนกุมภาพันธ์นี้

โดยเมื่อ6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายวิโรจน์ พร้อมทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.พรรคก้าวไกลทั้ง 50 เขต ร่วมประชุมเพื่อประกาศความพร้อมการรณรงค์หาเสียงและมอบนโยบายการทำงานในพื้นที่


นายวิโรจน์ บอกด้วยว่า การทำงานของผู้ว่าฯกทม.ไม่สามารถขาด ส.ก.ได้ ต่อให้ผู้ว่าฯเก่งแค่ไหน ถ้าไม่มี ส.ก.ที่เป็นทีมเดียวกันก็ไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ หน้าที่สำคัญที่สุดของ ส.ก.มี 2 เรื่องคือ การจัดสรรงบประมาณ และทำงานกับประชาชนในพื้นที่ 

ส.ก.คือคนที่ดูแลงบประมาณของกรุงเทพฯ ถ้า ส.ก.ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์คนกรุงเทพฯ การขับเคลื่อนนโยบายมีปัญหาแน่นอน และจะเต็มไปด้วยการต่อรองผลประโยชน์จนผู้ว่าฯไม่สามารถทำนโยบายได้


นายวิโรจน์ มองว่า ผู้ว่าฯมีหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายตามคำมั่นที่ให้ไว้กับประชาชน ติดตามความคืบหน้าในการแก้ปัญหา และรายงานให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ว่าฯต้องประสานการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในกรุงเทพฯ และหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯ ไม่ปล่อยให้คนกรุงเทพฯ เผชิญกับปัญหาตามยถากรรม ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณและการดำเนินการของกรุงเทพมหานครให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ปราศจากการคอร์รัปชั่น ไม่ปล่อยให้นายทุนเอารัดเอาเปรียบคนกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ในฐานะที่พรรคก้าวไกลส่งผู้สมัครผู้ว่าฯในนามพรรค จึงมีจุดแข็งคือมี ส.ส. มีหน้าที่ทบทวนแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานคร และมอบอำนาจให้กับผู้ว่าฯกทม. เพื่อทำงานรับใช้คนกรุงเทพฯได้อย่างเต็มที่มากขึ้น


การทำงานร่วมกันระหว่าง ส.ส.-ส.ก.-ผู้ว่าฯกทม. คือหัวใจในการแก้ปัญหากรุงเทพฯ ต่อให้ได้ผู้ว่าฯที่เก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีลมใต้ปีกจาก ส.ก.-ส.ส. เชื่อว่า”ผู้ว่าฯกทม.” ไม่สามารถชนเพื่อแก้ปัญหาอะไรใน กทม.ได้

ส่วนอีก 2 ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. น.ส.รสนา โตสิตระกูล และ สกลธี ภัททิยกุล  ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ มากมายในระยะนี้  

“ถ้ำนาคา” เมืองลับแล ความเชื่อ ถึง ป่าคำชะโนด เขาคิชฌกูฏ ทำไมต้องศรัทธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493495

07 ก.พ. 2565 |08:30 น.

"ถ้ำนาคา" เมืองลับแล ความเชื่อ ถึง ป่าคำชะโนด เขาคิชฌกูฏ  ทำไมต้องศรัทธา

ความลี้ลับของสถานที่ที่เชื่อกันว่าเป็น “เมืองลับแล” เข้าไปแล้วออกมาไม่ได้ สัมผัสถึง “ชาวทิพย์” ความบริสุทธิ์ของมิติคู่ขนาน

“เมืองลับแล” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ผีบังบด” ตามตำนานที่มักกล่าวขานกัน คือเป็นเมืองเก่าที่มีลักษณะของป่าดงดิบทั้งที่เป็นพื้นราบและบนเขา มีความสงบเงียบเป็นที่ตั้ง 

และเรื่องที่เล่าขานสืบต่อกันมาที่ได้ยินกันบ่อยนั่นก็คือเหตุการณ์ เรื่องราว “ผีโบกรถ” ให้ไปส่งในที่รกร้างว่างเปล่าอยู่บ่อยครั้ง “ผีว่าจ้างรถตู้” ไปส่งในวัดร้างในตำบลพุ่มแก อ.นาแก จังหวัดนครพนม และ “ผีว่าจ้างให้ไปฉายหนัง” ที่วัดป่าคำชะโนด จังหวัดอุดรธานี 

หลวงพ่อเกษม เขมโก พระอริยะสงฆ์จากสำนักสุสานไตรลักษณ์ อ.เมือง จ.ลำปาง เคยเล่าให้ฟังว่า ชาวเมืองลับแลเป็น “ชาวทิพย์” ที่มีลักษณะเหมือนกับคนเราทั้วไป แต่อยู่ในอีกมิติหนึ่งของโลกเรานี่แหละ มีอาชีพทำการเกษตร หัตถกรรม เลี้ยงสัตว์ทั่วไป ชีวิตทุกชีวิตอยู่ได้เพราะจากแรงกรรม ชีวิตของพวกเค้าดีกว่าพวกเปรตและอสูรกายแต่ไม่ดีเท่ากับเทวดา 

และเคยมีเรื่องเล่าให้ฟังอีกว่า “ชาวทิพย์” เขามารักกับสาวชาวมนุษย์แล้วก็เลยเอาสาวชาวมนุษย์นั้นไปอยู่ในภูมิของพวกเขา สาวชาวมนุษย์นั้นไปอยู่ที่เมืองของเขาก็เข้าใจว่าผ่านไป 7 ปี แต่ถ้านับเวลาในเมืองมนุษย์ก็ผ่านไปถึง 700 ปี “ชาวทิพย์” ต้องรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัดและห้ามเสพเยี่ยงมนุษย์  การดับของชาว “เมืองลับแล” เป็นลักษณะเช่นเดียวกับการเกิด คือ จิตเปลี่ยนสถานเฉย ๆ ด้วยบุญ การมาก็มาด้วยบุญ การกลับก็กลับด้วยบุญ เมื่อถึงวาระแห่งการหมดกรรมจะรู้ได้ด้วยตนเอง คือปิติจะเกิดกับผู้ที่หมดกรรมหรือหมดวาระจากเมืองลับแล และเขาเหล่านั้นจะได้สู่ภพภูมิที่ตัวเองมาคือไปเป็นเทวดาเพื่อเสวยบุญต่อ ณ จุดที่ลงมา

"ถ้ำนาคา" เมืองลับแล ความเชื่อ ถึง ป่าคำชะโนด เขาคิชฌกูฏ  ทำไมต้องศรัทธา

อุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จ.บึงกาฬ มีลักษณะเป็นภูเขาเรียงซ้อนกัน 3 ลูกตามแนวแม่น้ำโขง มีตำนานจากเรื่องเล่าที่เกิดจากความเชื่อและศรัทธาที่มีต่อ “พ่อปู่อือลือ” เจ้าเมืองรัตพานครแห่งภูลังกาที่ถูก “พญานาคราช” สาปให้กลายร่างเป็นนาคเฝ้าในบึงโขงหลงจนกว่าจะถูกล้างคำสาป  หลังจากที่พญานาคราชเคลื่อนพลเข้าถล่มเมืองเป็นราบคาบ เนื่องจากไม่พอใจที่ “พ่อปู่อือลือ” ขับไล่ “นาครินทรานี” พระธิดาของพญานาคราชและเป็นมเหสีของ “เจ้าชายฟ้ารุ่ง” อีกทั้ง “พ่อปู่อือลือ” ไม่ได้คืนเครื่องกกุธภัณฑ์ของตระกูลแก่พญานาคราชตามคำร้องขออีกด้วย 

ในอดีต “ภูลังกา” เป็นธรรมสถานแห่งพระอริยะสงฆ์สายพระป่าอย่าง “หลวงปู่มั่น” เคยไปอยู่จำพรรษาหรือไปเพื่อการวิเวกบนภูลังกา นอกจากนี้ยังมี หลวงปู่เสาร์, หลวงปู่ฝั้น,หลวงปู่เทสก์,หลวงปู่อ่อน,หลวงปู่สิม,หลวงปู่วัง,พระอาจารย์สมชาย,หลวงพ่อชา,พระอาจารย์โง่น,พระอาจารย์สีโห,พระอาจารย์วัน,พระครูอดุลธรรมภาณ ฯลฯ

 “ถ้ำนาคา”  เชื่อกันว่า เป็น 1 ของเมืองลับแล มี “ชาวทิพย์” อาศัยอยู่ โดยก่อนหน้านี้มีเรื่องเล่าจาก พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร เทพเจ้าแห่งภูลังกาแห่งถ้ำชัยมงคล เคยเล่าให้ฟังว่า มีหนุ่มอายุ 19 ปีมานั่งสมาธิด้วยการแต่งชุดขาวเพื่อเตรียมการบวช แต่สุดท้ายได้หายตัวไปในพื้นที่เมืองลับแล และจากการนั่งสมาธิก็พบว่า หนุ่มคนนั้นได้ไปอยู่กินกับสาวที่นั่นเพราะในอดีตชาติเป็นเนื้อคู่กัน และการได้เข้าไปอยู่ในเมืองลับแลแล้วนั้นก็ไม่สามารถออกมาได้ แต่หากจะติดต่อสื่อสารกันนั้นก็สามารถทำได้แค่ตะโกนถามกันในบริเวรช่องแคบๆภายในถ้ำนาคา แต่ไม่สามารถเห็นหน้ากันได้ และเมื่อญาติของหนุ่มคนนั้นได้ทดลองก็เป็นอย่างที่พระอาจารย์วังพูดไว้ อีกทั้งหนุ่มคนนั้นได้บอกอย่างที่พระอาจารย์พูดไว้ และยังบอกอีกว่าอยู่ที่เมืองลับแล จิตใจสงบและความสุขดีอีกด้วย  

"ถ้ำนาคา" เมืองลับแล ความเชื่อ ถึง ป่าคำชะโนด เขาคิชฌกูฏ  ทำไมต้องศรัทธา

“ป่าคำชะโนด”  เป็นที่รู้จักมาจากเรื่องราวของ “ผีจ้างหนัง” เมื่อเจ้าของหนังเร่ได้ถูกผู้ว่าจ้างให้มาฉายหนังกลางแปลงในหมู่บ้านวังทองด้วยเงิน 4,000 บาท โดยต้องเริ่มฉายตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตี 4 และให้รีบออกจากพื้นที่โดยเร็วโดยห้ามหันกลับมามอง ขณะที่คนที่เข้ามาดูหนังผู้หญิงจะสวมชุดขาว ส่วนผู้ชายจะสวมชุดดำนั่งกันคนละฝาก แม้หนังจะสนุกหรือเศร้าทุกคนล้วนนั่งเงียบกันทุกคน

ป่าคำชะโนด อยู่บนพื้นที่ 20 ไร่ ในต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ลักษณะพื้นที่จะอยู่กลางทุ่งนาแต่มีน้ำล้อมรอบ ต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นต้นชะโนด ชาวบ้านเชื่อว่า มีพญานาคาอาศัยอยู่และเป็นสถานที่เดินทางไปสู่เมืองบาดาลได้ และที่น่าแปลกใจที่สุดนั่นก็คือ ผืนป่าแห่งนี้เวลาน้ำแล้งก็จะเห็นว่าดินเชื่อมต่อกันไม่มีอะไร แต่เวลาน้ำท่วม ที่ดินรอบๆ จะท่วมหมด แต่ปรากฏว่าป่านี้น้ำไม่ท่วม น้ำขึ้นสูงอย่างไรก็ไม่ท่วม ชาวบ้านจึงเชื่อว่า เกาะนี้ลอยน้ำได้  

"ถ้ำนาคา" เมืองลับแล ความเชื่อ ถึง ป่าคำชะโนด เขาคิชฌกูฏ  ทำไมต้องศรัทธา

เคยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า หากผู้ใดมีบุญบารมี เมื่อก้าวเดินเข้าไปสู่ป่าคำชะโนดแล้ว จะได้ยินเสียงดนตรีไทยขับกล่อมตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีตำนานเชื่อกันว่า “พญาศรีสุทโธนาคราช” ผู้ขุดแม่น้ำโขงใช้ป่าคำชะโนด เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลและโลกมนุษย์ ที่บริเวรรอยแยกของกึ่งกลางสะพานปูนรูปปั้นพญานาค 2 ตัว 7 เศียร อีกทั้งบ่อน้ำบ่อน้ำที่อยู่กลางป่ามีน้ำตลอดทั้งปี เชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ดื่มแล้วจะช่วยให้หายเจ็บป่วยไข้ได้

"ถ้ำนาคา" เมืองลับแล ความเชื่อ ถึง ป่าคำชะโนด เขาคิชฌกูฏ  ทำไมต้องศรัทธา

“เขาคิชฌกูฏ” เป็นชื่อที่ในพระไตรปิฎกว่าเป็นดินแดนที่มีเปรตชุกชุม และเคยเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าในกรุงราชคฤห์ แต่สำหรับ “เขาคิชฌกูฏ” ที่เราพูดถึงนั้นตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เป็นแหล่งประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่

มีเรื่องราวเป็นต่ทประวัติเล่ามาว่า เมื่อพ.ศ.๒๓๙๗ นายติ่ง หรือสมุนติ่งพร้อมกับพวกได้พากันไปหาไม้กฤษณาบนเขาแห่งนี้  พอไปเจอลานหินเลยนั่งพักจนได้เวลาเดินทางกลับ แต่ทว่าเดินกลับยังไงก็วกกลับมาที่เดิมแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเดินขึ้นที่เขาแห่งนี้เป็นประจำก็ตาม จากนั้นจึงได้พากันนั่งพักเหนื่อยยังลานหินนั้นอีกรอบ ในขณะที่เพื่อนของสมุนติ่งได้นั่งถอนหญ้าเล่นที่ลานหินเพื่อจะเอนตัวลงนอน ก็ปรากฏว่าพบแหวนนาคขนาดใหญ่วงหนึ่ง จึงเชื่อกันว่าที่ตรงนี้น่าจะมีทรัพย์สมบัติมากจากนั้นได้ช่วยกันถอนหญ้าบนลานหินนั้นจนหมด และได้พบรอยเท้าขนาดใหญ่พร้อมลวดลายกงจักรและก้นหอยคล้ายของมนุษย์ยาวประมาณ ๕ ฟุต กว้างประมาณ ๒ ฟุต จนเป็นที่มาของรอยพระบาทในปัจจุบัน เชื่อกันว่าใครได้เคารพกราบไหว้ด้วยใจและอธิษฐานแล้วนั้น ย่อมเกิดผลสำเร็จและเป็นสิริมงคลแก่ผู้นั้นตลอดไป

"ถ้ำนาคา" เมืองลับแล ความเชื่อ ถึง ป่าคำชะโนด เขาคิชฌกูฏ  ทำไมต้องศรัทธา

เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังอีกว่า “เขาคิชฌกูฏ” ในสมัยก่อนเคยมีคนขึ้นไปบนเขาเพื่อไปหาของป่าแล้วไม่สามารถกลับมาได้อีกเลย บางคนก็เคยเห็นเสือสีขาวตัวใหญ่ บางคนก็เคนเห็นพวกเปรตออกมากรีดร้องในยามค่ำคืน นอกจากนี้ท่านพ่อเขียน ขันธสโร หรือพระครูธรรมสรคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดกระทิง ผู้บุกเบิกเคยสถานที่แห่งนี้เล่าให้ฟังว่า “พวกที่ไปด้วยไม่ศรัทธาจะถูกรุกขเทวดาที่ปกปักรักษารอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏลงโทษบ่อย ๆ ทุกปี”  

"ถ้ำนาคา" เมืองลับแล ความเชื่อ ถึง ป่าคำชะโนด เขาคิชฌกูฏ  ทำไมต้องศรัทธา

เสี่ยงยึด “ประยุทธ์-ประวิตร” ผ่าซีก พปชร. หยุดยื้อเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504341

06 ก.พ. 2565 |21:31 น.

เสี่ยงยึด "ประยุทธ์-ประวิตร" ผ่าซีก พปชร. หยุดยื้อเวลา

ใกล้แตกหัก “ประยุทธ์-ประวิตร” เล่นเกมยื้อ หลังกลุ่มธรรมนัสแยกตัวออกไป ค่าย พปชร.ถูกผ่าซีก ตัวละครลับหนุน พล.อ.ประยุทธ์ หักดิบยึดพรรค คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เหมือนสงครามเย็น “ประยุทธ์-ประวิตร” มีทั้งร่วมมือและต่อสู้กัน แม้เฉพาะหน้าร่วมตัดสินใจว่าจะยื้อ แต่ไม่ปรับคณะรัฐมนตรี สภาฯก็ล่มทุกสัปดาห์

ธรรมนัสเคลื่อนพล “ประยุทธ์-ประวิตร” จะเจอคลื่นใต้น้ำอันระทึกขวัญ เพราะฝ่ายกบฏยังมีพรรคเล็กเป็นแนวร่วม มินับกลุ่มเพื่อนผู้กองที่เหลืออยู่ในพลังประชารัฐ

สถานการณ์ลูกผีลูกคน “ประยุทธ์-ประวิตร” จะยื้อไปได้สักกี่น้ำ จึงมีเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ยึดพลังประชารัฐ แล้วไปวัดดวงที่สนามเลือกตั้ง

สัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับเรื่องการเมืองอย่างจริงจัง บ่งบอกถึงความมั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาล และจำนวนเสียงที่สนับสนุนในสภาฯ

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าขาลงหรือขาขึ้น มันขึ้นอยู่กับการทำงานมากกว่า การเมืองก็คือการเมือง” พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามนักข่าวเรื่องรัฐบาลขาลง นายกฯขาลง “ไม่จำเป็นต้องสงวนเป็นนายกฯ ไปตลอดชาติตลอดชีวิต ไม่ต้องมากังวลว่าผมอยากจะมีอำนาจต่อไป”

สำหรับ 21 เสียงที่หายไปจากพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันอยู่ฝั่งรัฐบาล แต่ ส.ส.ฝ่ายที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ค่อยไว้ใจกลุ่มธรรมนัสมากนัก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีเสียงเรียกร้องจาก ส.ส.พลังประชารัฐบางกลุ่มให้ พล.อ.ประยุทธ์เคลียร์กับ พล.อ.ประวิตร โดยเข้ามาคุมพรรคพลังประชารัฐเอง หรือไม่ก็ไปตั้งต้นใหม่ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือพรรคไทยสร้างสรรค์ ตามที่มีข่าวว่าจะเป็นพรรคสำรองของบิ๊กตู่

‘กองหนุนประยุทธ์’

ทุกสำนักข่าวต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า “ประยุทธ์-ประวิตร” มีทางเลือกไม่มากนัก หากไม่ปรับ ครม.เพื่อยื้อเวลา ก็ต้องยุบสภา

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่า พร้อมสู้ทุกดอก และแก้ไขไปตามสถานการณ์ ส่วนฝ่ายค้านเล่นทั้งเกมในสภาและนอกสภา หวังล้มรัฐบาลมาตลอด แต่ยังเผด็จศึกไม่ได้

สำหรับ ส.ส.ที่เป็นกองหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วยกลุ่มสามมิตร 14 คน ที่นำโดย สมศักดิ์ เทพสุทิน และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

นอกจากนี้ ก็มีกลุ่มวราเทพ รัตนากร 4 คน, กลุ่มปากน้ำโพ 3 คน, กลุ่มหิมาลัย ผิวพรรณ 3 คน ,กลุ่มชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ 4 คน ,กลุ่มพลังชล 1 คน และกลุ่ม กทม. ประมาณ 3-4 คน

กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น ที่มีข่าวว่ารวบรวมกำลังไว้ได้ถึง 17 คน ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก รวมถึง ส.ส.ใต้บางคน แต่มีบางกระแสระบุว่า กลุ่มสุชาติมีไม่ถึง 10 คน

ว่ากันว่า ถึงทีเด็ดทีขาด ส.ส.มืออาชีพอย่างกลุ่มสามมิตร ,กลุ่มวราเทพ ,กลุ่มหิมาลัย และกลุ่มนครสวรรค์ อาจเลือกทางเดินของตัวเอง มากกว่าที่จะไปสร้างพรรคใหม่กับ พล.อ.ประยุทธ์

‘ต้นทุนประวิตร’

จะอย่างไรก็ตาม หากไม่เกิดปัญหาภายในระหว่าง “ประยุทธ์-ประวิตร” รัฐนาวาเรือเหล็กก็ไม่ต้องมาลุ้นกับเกมสภาฯแบบวันต่อวัน

วันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังมีกำลังพลอยู่ในมือมากกว่า 30 คน ประกอบด้วยกลุ่มมะขามหวาน 6 คน ของ สันติ พร้อมพัฒน์ ,กลุ่มปากน้ำ 6 คน ของตระกูลอัศวเหม, กลุ่มสระแก้ว 3 คน และกลุ่มวิรัช 4 คน (ที่เหลืออยู่)

มินับรวม ส.ส.รุ่นใหญ่-รุ่นใหม่อย่าง สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา, ภูดิท อินทร์สุวรรณ ส.ส.พิจิตร ,สมบัติ อำนาคะ ส.ส.สระบุรี ,ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี และไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.สมุทรปราการ

ส่วน ส.ส.กรุงเทพฯ 12 คน กว่าครึ่งหนึ่งก็ยังอยู่กับ พล.อ.ประวิตร เช่นเดียวกับ ส.ส.ภาคใต้ 14 คน เพราะบ้านป่ารอยต่อยังเป็นที่พึ่งที่หวังของ ส.ส.สมัยแรกเหล่านี้

ถ้าสถานการณ์ “ประยุทธ์-ประวิตร” ถึงขั้นแตกหัก ส.ส.กลุ่มบ้านป่ารอยต่อฯ ก็คงย้ายไปสมทบกับกลุ่มธรรมนัสที่พรรคเศรษฐกิจไทย

พิลึก “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” เสกสกลขุนพลตู่ ธีระชัยซบแม้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504316

06 ก.พ. 2565 |16:45 น.

พิลึก "แรมโบ้-อีโต้อีสาน" เสกสกลขุนพลตู่ ธีระชัยซบแม้ว

คู่หูในตำนาน “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” ขุนพลลุงตู่ เสกสกล อัตถาวงษ์ เป็นมือปราบหวยแพง ส่วน ธีระชัย แสนแก้ว ทิ้งเนวิน ย่องเงียบเข้าเพื่อไทย ขอพึ่งใบบุญทักษิณ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

กลับมาแล้ว “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” คู่หูการเมืองยุคไทยรักไทย เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน เสกสกล อัตถาวงศ์ ขุนพลลุงตู่และมือปราบหวยแพง ส่วน ธีระชัย แสนแก้ว เพิ่งขอกลับมาซุกอกทักษิณ

อดีตแดงฮาร์ดคอร์ “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” ต่างคนต่างไป เสกสกลถอดหัวโขนผู้นำมวลชนท้องถนน มาทำงานการเมืองเคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ แถมได้ข่าวตั้งพรรคสำรองไว้อีกด้วย

การเมืองเหมือนมายา “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” ไม่มีสิ่งใดจีรัง ธีระชัย แสนแก้ว อำลานายใหญ่บุรีรัมย์กลับพรรคเพื่อไทยแบบเงียบๆ ขอพึ่งใบบุญทักษิณเข้าสภาฯ

ฉายา “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” ยืนยงในแวดวงการเมืองไทยมากกว่า 20 ปี นับแต่พรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู มาถึงวันนี้ แรมโบ้อีสาน เสกสกล อัตถาวงษ์ หรือชื่อเดิมสุภรณ์ อัตถาวงษ์ ได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งใหญ่โตในทำเนียบรัฐบาล

ล่าสุด “แรมโบ้อีสาน” เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือที่เรียกกันว่า มือปราบหวยแพง

ส่วน อนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการชุดดังกล่าวข้างต้น แต่สื่อให้ความสนใจแรมโบ้อีสานมากกว่า เพราะดวงถูกโฉลกกับ พล.อ.ประยุทธ์ เสียเหลือเกิน จึงได้รับมอบหน้าที่ทำงานแก้ปัญหาหลายเรื่อง

สำหรับ “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว อดีต ส.ส.อุดรธานี และอดีตแกนนำพรรคภูมิใจไทย เพิ่งย่องเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2565

‘องครักษ์ลุงตู่’

บนเส้นทางการเมืองของ “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” เสกสกล อัตถาวงศ์ และธีระชัย แสนแก้ว มาจากนักสู้บนท้องถนน คนแรกคลุกคลีอยู่กับชาวไร่มันสำปะหลังแถวโคราช คนหลังเป็นแกนนำชาวไร่อ้อยเมืองอุดรฯ จึงเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย และทั้งคู่ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2544

ยุคแดงทั้งแผ่นดิน แรมโบ้อีสานเป็นแกนนำ นปช. ถูกจัดอยู่ในกลุ่มฮาร์ดคอร์ มีวีรกรรมนำพามวลชนเสื้อแดงออกไปบู๊กลางถนนหลายสมรภูมิ

เลือกตั้ง 2554 เสกสกลให้น้องชาย-สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย และได้เป็น ส.ส.เขต 10 นครราชสีมา

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเดินสายจัดตั้ง อาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ(อพปช.) 

เพื่อปกป้องรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่หลังเกิดรัฐประหาร เสกสกลทิ้งเสื้อแดงเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

ธีระชัย แสนแก้ว ทิ้งเนวินกลับมาซบเพื่อไทยธีระชัย แสนแก้ว ทิ้งเนวินกลับมาซบเพื่อไทย

แม้จะสอบตกในสนามโคราช พล.อ.ประยุทธ์ก็แต่งตั้งแรมโบ้อีสาน เป็นข้าราชการการเมือง ทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่

‘ทิ้งเนวินซบแม้ว’

“แรมโบ้-อีโต้อีสาน” ได้กลับมาอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน หลังเลือกตั้งปี 2562 แต่ไม่ทันยุบสภาฯ อีโต้อีสาน-ธีระชัย แสนแก้ว ได้ตัดสินใจกลับมาสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย

สมัยรัฐบาลสมัคร เนวิน ชิดชอบ ผลักดันธีระชัย แสนแก้ว เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ หลังพรรคพลังประชาชนถูกยุบ เนวินหอบ ส.ส.เกือบ 30 คน ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย เข้าร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปลายปี 2551 ธีระชัยจึงรับบทขุนพลค่ายสีน้ำเงิน ปะฉะดะกับคนเสื้อแดง

การเลือกตั้งปี 2554 ธีระชัยจัดทัพภูมิใจไทยอุดรธานี ชนพรรคเพื่อไทย โดยส่งน้องชาย อุทัย แสนแก้ว ลงสนามแข่งกับเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย ปรากฏทีมภูมิใจไทย พ่ายยับทุกเขต

ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ธีระชัยพยายามสร้างฐานมวลชนไร่อ้อย และแสวงหาความร่วมมือกับทุกฝ่าย โดยตัวเขานำทีมลงสมัคร ส.ส.อุดรฯ พร้อมน้องชาย อุทัย แสนแก้ว

อีโต้อีสาน ลงสมัคร ส.ส.ในเขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.กู่แก้ว อ.ไชยวาน อ.วังสามหมอ อ.ศรีธาตุ และอ.กุมภวาปี) เขตนี้เป็นพื้นที่เดิมของธีระชัย ตั้งแต่สมัยสังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน

ผลการเลือกตั้งสร้างความเจ็บปวดให้แก่ธีระชัยเป็นอย่างมาก เพราะจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ ภรรยา เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรฯ พรรคเพื่อไทย ได้ 40,271 คะแนน และธีระชัย ได้แค่ 17,643 คะแนน แถมคนหน้าใหม่ อานันท์ อมรินทร์ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 15,321 คะแนน

หนทางจะกลับมาเป็น ส.ส.อุดรฯ ของธีระชัย ดูริบหรี่ แม้เขาจะทุ่มเทสร้างสมาคมชาวไร่อ้อยไว้เป็นฐานเสียง แต่ถึงเวลาหย่อนบัตร ประชาชนก็ไม่เลือกพรรคภูมิใจไทย

ทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ของอีโต้อีสานก็คือ การหวนคืนสวมเสื้อเพื่อไทย ประกอบกับการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ อุดรธานีจะมี ส.ส.เพิ่มอีก 1 คน รวมแล้ว 9 คน การจัดสรรตัวผู้สมัคร ส.ส.ของเพื่อไทยจึงไม่น่าเป็นปัญหา

“พี่ทิด” ไม่ประสีประสา ต้นทุนสะสมมาจะเหลือศูนย์ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504231

เปรียญ12

06 ก.พ. 2565 |16:30 น.

"พี่ทิด" ไม่ประสีประสา ต้นทุนสะสมมาจะเหลือศูนย์  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

เรื่องจริงตาม “พุทธภาษิต” “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” เรื่องราวของ “พี่ทิด” ดราม่าโซเชียลรุมถล่มแบบนี้ต้องดึงสติ กมฺมุนา วตฺตตี โลโก แบบนี้ไม่เกิดกับใครไม่รู้

พุทธภาษิตว่า กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กำลังพิสูจน์ให้เห็นแก่ทิดสึกใหม่ คนหนึ่ง ที่สึกมาได้เดือนเศษ ต้องเผชิญเรื่องต่างๆ แบบคาดไม่ถึง หรือเป็นกรรม ขอให้จับตาดูว่า กระแสกรรมจะแรงแค่ไหน
หลังจากพี่ทิด ส. ประกาศถอนตัวจากการทำรายการทีวี ของเจ้าแม่ทีวีพูล เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา เจ้าแม่ทีวีพูลแถลงตัดญาติขาดมิตรกับพี่ทิด ทันที พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า ทิดสึกใหม่ นามว่า ส.นั้น ทะเยอทะยาน ต้องการรวยเร็ว อีกทั้งไม่มีความรู้ทางธุรกิจ และยังเกี่ยวกับเงินสีเทาด้วย

ต่อมามีการเปิดเผยว่าการทำรายการทีวี ของพี่ทิด ส. มีค่าตัวตามสัญญา 2 ปี
เมื่อสึกมา พี่ทิดเราก็อาศัยบ้านที่เจ้าแม่ทีวีพูลจัดให้ พร้อมทั้งเสื้อผ้า ชุดแต่งกายก็ลงทุนจัดให้ เพราะพี่ทิดเราบวชนาน ไม่ประสีประสาในการแต่งกายอยู่แล้ว

เมื่อประกาศไม่ทำรายการ ก็ขนของออกจากบ้าน ต่อมาพี่ทิดเราก็แถลงชี้แจงเเต่ละประเด็นที่เจ้าแม่ทีวีพูลแถลงกับสื่อ คำแถลงของพี่ทิด ฟังดูก็มีเหตุมีผล ตบท้ายยังบอกว่าเคารพ นับถือในพี่สาวคนนี้ ที่เมตตาเขาตลอดมา

จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม กระแสสังคมในโซเชี่ยลมีเดียแรงมาก ถล่มพี่ทิดเราแบบไม่มีชิ้นดี โดยเฉพาะเมื่อ “นิติพงษ์ ห่อนาค” นักแต่งเพลงชื่อดัง เขียนในเฟสบุ๊กว่า
#เป็นเรื่องน่าพิศวง คนที่บวชอยู่ในวินัยมาหลายสิบปี สึกแล้ว หักศอก กิเลสท่วม
#หลายสิบปีนั้นคืออะไร

ปุจฉาสั้นๆ แต่มีความหมาย เรียกคอมเมนต์ตรึมเลย
แต่ละคอมเมนต์ ถ้าพี่ทิดได้อ่านก็คงมึนไปเหมือนกัน เพราะไม่มีใครเข้าข้างพี่ทิดเลย นอกจากตำหนิ ติเตียน เรียกว่าเสื่อมเร็วกว่าที่คิด

บางคอมเมนต์ว่าแรงเช่น..มีกิเลสแต่ห่มเหลือง แต่ไม่มีใครขุด คือ ภาพลวงตา งงมาก แสดงว่าตอนบวชกิเลสคงหนา แต่มีจีวรคลุมไว้ จึงต้องสำรวมบ้าง ตอนบวช คำพูดบางคำยังไม่สำรวม คนบวชนับสิบปี กับคนไม่บวช ใครกิเลสหนากว่ากัน  ในคอมเมนต์ทั้งหลายนั้น มีคอมเมนต์หนึ่ง ออกมาป้องว่า ตอนเป็นพระ พวก-ไล่ให้สึก มาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา 

พอสึกออกมาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา พวก-ก็ถามหาธรรมวินัยของพระ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้ชีวิตของทิด แต่อยู่ที่ความคิดแบบพวกนี้

ผมคัดบางส่วนมาให้เห็นกระแสสังคมที่มีต่อพี่ทิด ว่าคิดเห็นอย่างไร
ในความเป็นจริงต้องให้ความเป็นธรรมแก่พี่ทิด เพราะ พี่ทิดยังไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้คดโกงใคร หรือมีความประพฤติเสียหายต่อศีลธรรมอันดี ก็ไม่
เขายังครองตน อยู่ในศีลในธรรม เพียงแต่ว่าการประกาศถอนตัว ไม่ทำรายการต่างๆ ของเจ้าแม่ทีวีพูล นั้น ก็เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี แต่ไม่ละเลยความกตัญญูรู้คุณ โดยยังเคารพในฐานะผู้มีพระคุณ

เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นกรรม ตามที่เขียนไว้ตอนต้นว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ก็ได้
ในขณะเดียวกันพี่ทิดต้องมองใจตนเองให้รู้ทันว่า ที่คอมเมนต์ในเฟสบุ๊กนั้น  เขามา “ด้อยค่า”เรา หากใจเราตกไปตามกระแส ต้นทุนที่สะสมมา 30 ปี จะเหลือศูนย์ “จงมีสติ เตือนใจเสมอ”
 
เรื่อง : เปรียญ12

“พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ร้าวหนัก เพื่อไทย-ก้าวไกล คาใจ “สภาล่ม”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504283

06 ก.พ. 2565 |12:08 น.

“พรรคร่วมฝ่ายค้าน”  ร้าวหนัก เพื่อไทย-ก้าวไกล คาใจ “สภาล่ม”

องค์ประชุมสภา ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะกับรัฐบาล แนวโน้ม “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ร้าวหนัก ก้าวไกล คาใจ จุดยืนเพื่อไทยเรื่อง “สภาล่ม”

การเล่นเกมในสภา กำลังย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างมาก  แม้พรรคเพื่อไทย จะเรียกหาความรับผิดชอบจากรัฐบาล เรื่องการรักษาองค์ประชุมเพราะมีเสียงข้างมาก แต่พฤติกรรมในสภาของพรรคเพื่อไทย ก็ทำให้พรรคก้าวไกลไม่พอใจอย่างรุนแรง  ถึงกับติดแฮทแท็ก แทงข้างหลัง เรื่องของเรื่องมาจากสภาล่มระหว่างการประชุมสภาวาระพิเศษเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

“พรรคร่วมฝ่ายค้าน”  ร้าวหนัก เพื่อไทย-ก้าวไกล คาใจ “สภาล่ม”

ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกลตั้งคำถามในทวิตเตอร์ว่าสภาเดียวกัน วันเดียวกัน เช้ามีญัตติคลองไทย เขาแสดงตน โหวต บอกว่าทำดีมากแต่พอญัตติที่จะรายงานบำนาญ 3000บาทของพรรคก้าวไกลจะให้ไม่แสดงตน จะนับองค์ประชุมเพื่อล้มรัฐบาล จึงมีคำถามว่า ถ้าจะไม่แสดงตนเพื่อล้มรัฐบาล ทำไมไม่ดำเนินการให้สภาล่มตั้งแต่ญัตติคลองไทย

“พรรคร่วมฝ่ายค้าน”  ร้าวหนัก เพื่อไทย-ก้าวไกล คาใจ “สภาล่ม”

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า มติพรรคร่วมฝ่ายค้าน เรื่องการยุติสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์  เป็นเป้าหมายหลักสภาล่มที่ร่วมพรรคร่วมฝ่ายค้านตกลงร่วมกัน ถือเป็นหลักการที่จะใช้วิธีการตรวจสอบองค์ประชุม เพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่สามารถรักษาองค์ประชุมสภาได้  และดำเนินเช่นนั้นมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนการพิจารณาเรื่องคลองไทย มีสมาชิกในพรรคหลายคนผลักดันและมาขอกันหน้างาน จึงบอกพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นๆไม่ทัน

“พรรคร่วมฝ่ายค้าน”  ร้าวหนัก เพื่อไทย-ก้าวไกล คาใจ “สภาล่ม”

วัฒนา เมืองสุข อดีตคนในชายคาพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า ในระบอบรัฐสภา องค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบรวมกันทั้งพรรคร่วมฝ่ายค้านและรัฐบาล 
เพราะประชาชนเป็นคนเลือกส.ส.ทำหน้าที่ผู้แทน
การประชุมจึงเป็นการทำหน้าที่ การเล่นเกมเพื่อให้สภาล่มจึงมีผลเสียหายเพราะงานในสภา มีเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนรวมอยู่ด้วยไม่ได้มีแต่เรื่องของรัฐบาล การที่องค์ประชุมไม่ครบ รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้ยุบสภาหรือลาออกแต่ต้องดูความสำคัญ เช่น เรื่องงบประมาณถ้าไม่ผ่านนายกฯต้องยุบสภา หรือหากแพ้มติอภิปรายไม่ไว้วางใจนี่จึงเป็นกลไกที่ถูกต้อง

องค์ประชุมสภาเป็นเรื่องที่สองฝ่ายต้องร่วมกันรักษาเพื่อประโยชน์ของประชาชน ถึงเวลาที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็ต้องร่วมมือมาลงชื่อให้ครบองค์ประชุมด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นฝ่ายค้านก็หมดโอกาสตรวจสอบรัฐบาล การเอาชนะทางการเมืองจึงต้องมากับความสง่างาม   เพื่อไทยและก้าวไกลบาดหมางกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การอภิปรายงบประมาณ ปี2564  และการอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน กระทั่ง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา   แม้หลายฝ่ายมองว่าสภาล่มถือเป็นการประจานรัฐบาลในส่วนฝ่ายค้านแม้จะดำเนินการบรรลุเป้าหมาย แต่ก็ทำลายน้ำมิตร

อนาคตจะต่อกันติดหรือไม่ เป็นเรื่องของการเมืองที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องทำการบ้านอย่างหนัก

ไม่มียุบสภา “รัฐบาลอยู่ยาว” ถึงปลายปี โดยนายหัวไทร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504222

นายหัวไทร

05 ก.พ. 2565 |19:24 น.

ไม่มียุบสภา "รัฐบาลอยู่ยาว" ถึงปลายปี โดยนายหัวไทร

“รัฐบาลนี้อยู่ยาว” อีกนาน เป็นคำเปิดเผยจากแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดและได้พบหารือกับ พล.อ.ประวิตร รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และย้ำว่า ไม่มีแนวคิดยุบสภาในช่วงนี้ จะอยู่ยาวถึงปลายปี หลังประชุมเอเปกผ่านไปแล้ว ติดตามได้เจาะประเด็นร้อน โดยนายหัวไทร

ยังไม่คิดยุบสภา ปรับคณะรัฐมนตรี เป็นคำกล่าวยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจเต็มเพียงคนเดียวในการยุบสภา กล่าวไว้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

เป็นการกล่าวยืนยันหลังจากสำนักทะเบียนราษฎร์กลาง กระทรวงมหาดไทย ออกประกาศจำนวนประชากรของไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564

และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้นำฐานข้อมูลจำนวนประชากรดังกล่าวมาสั่งการไปยังสำนักงานการเลือกตั้งประจำจังหวัด ให้แบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่

โดยเมื่อ 1 ก.พ.2565 นายกิตติพงษ์ บริบูรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการกกต.ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และ กรุงเทพมหานคร แจ้งประกาศจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์และการเตรียมความพร้อมในการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. หลังสำนักทะเบียนกลางกระทรวงมหาดไทย ส่งประกาศสำนักทะเบียนกลางเรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2564 ซึ่งได้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไป เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2565 มาให้ 

      

โดยสำนักงาน กกต.ได้คำนวณจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขใหม่กำหนด คือมีจำนวน ส.ส.เขตเพิ่มขึ้นจาก 350 คน เป็น 400 คน เพื่อให้สำนักงานกกต. ประจำจังหวัด และ กทม. ที่จำนวนส.ส.แต่ละจังหวัดจะพึงมีเกิน 1 คน เตรียมแบ่งเขตเลือกตั้งไว้เป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 3 รูปแบบ และเมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับจะได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป 

สำหรับหลักเกณฑ์ในการคำนวณจำนวน ส.ส.ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 86 โดยจำนวนราษฎรทั้งประเทศ 66,171,439 คน และกฎหมายกำหนดให้มีส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน กกต.คำนวณจำนวนราษฎรเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน อยู่ที่ 165,428.5975 คน 

สื่อบางสำนักพากันพาดหัวข่าวให้ตื่นเต้นว่า สัญญาณการเลือกตั้งมาเร็ว ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้มีสัญญาณอะไรว่าจะมีการเลือกตั้งจากการประกาศจำนวนประชากร และการเตรียมพร้อมแบ่งเขตการเลือกตั้งของ กกต. ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ตามปกติ

กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักทะเบียนราษฎร์กลาง ออกประกาศจำนวนประชากรทุกปี โดยยึดเอาวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปีเป็นเกณฑ์ และจะประกาศประมาณปลายเดือนมกราคมของปีถัดมา ส่วนการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.ก็ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าอุบัติเหตุทางการเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
 

สิ่งที่ไม่ควรลืมคือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ทึ่ต้องมีการแก้ไขใหม่เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ถ้า ยุบสภา เวลานี้ก็ไม่มีกฎหมายรองรับการเลือกตั้ง

ยุ่งตายห่า วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าว และบอกว่า ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่การเมืองคือการเมือง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้ามีการ ยุบสภา ในช่วงยังไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งทางออกคือ รัฐบาลจะต้องออกเป็นพระราชกำหนด แต่เป็นเรื่องไม่สวยงาม เพราะนี้คือการออกกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ

“รัฐบาลนี้อยู่ยาวอีกนาน” เป็นคำเปิดเผยจากแหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดและได้พบหารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และย้ำว่า ไม่มีแนวคิดยุบสภาในช่วงนี้ จะอยู่ยาวถึงปลายปี หลังประชุมเอเปกผ่านไปแล้ว

เป็นการตอกย้ำวิธีคิด ไม่มีรัฐบาลไหนยุบสภาในช่วงขาลง 

ต้องยอมรับความจริงว่าช่วงนี้เป็นช่วงขาลงของรัฐบาล ขาลงของพรรคพลังประชารัฐ ขาลงของรัฐบาลอันเกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ซึ่งมีผลกระทบในวงกว้าง ลามถึงรากหญ้า เศรษฐกิจย่ำแย่ ยังไม่เห็นแสงสว่างแม้ปลายอุโมงค์
 

พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลก็มีปัญหาแตกแยกภายใน มีการขับไล่สมาชิกพรรคที่เป็นส.ส.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาธิการพรรค 21 คน ออกจากพรรค ไปสังกัดพรรคใหม่ พรรคเศรษฐกิจไทย ซึ่งยังไม่รู้ท่าทีว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล

แม้ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เด็กในสังกัดบิ๊กป้อม จะออกไปรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้ว แต่ท่าทีโดยรวมของพรรคยังไม่รู้ พรรคพลังประชารัฐจึงอยู่ในภาวะ แพแตก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะยุบสภาในวาระขาลง

สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง ติดตามน่าจะอยู่ที่สภา ฯ มากกว่ากับสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำ สภาล่มแล้วล่มอีก ถ้ากฎหมายสำคัญของรัฐบาลเข้าสภา เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องสำคัญกว่า การแจ้งจำนวนประชากร และการแจ้งให้แบ่งเขตเลือกตั้ง

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวง “สมปอง นครไธสง” จะกลับมา ห่มผ้าเหลือง อีกครั้งหลัง ปี2569

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504201

05 ก.พ. 2565 |16:20 น.

"ซินแสเข่ง" ผ่าดวง "สมปอง นครไธสง" จะกลับมา ห่มผ้าเหลือง อีกครั้งหลัง ปี2569

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวง “สมปอง นครไธสง” พื้นดวงที่แท้จริงดวงดี แต่ฤกษ์สึกไม่ดี อีกทั้งใบหน้ามีโหนกคิ้วต่อเนื่องกัน จะมีเรื่องผู้หญิงเข้ามาพัวพัน และมีโอกาสกลับมาห่มผ้าเหลือง อีกครั้งหลังปี 2569 จนตลอดชีวิต

กลายเป็นเรื่องดราม่าเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากเกิดกรณี นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล ออกมาแถลงข่าวร่ายยาวว่าตอนนี้ได้แตกหักกับ “สมปอง นครไธสง” หรือ อดีตพระมหาสมปอง พร้อมแถลงข่าวเปิดใจถึงสาเหตุ ส่วน ทิดสมปอง ก็ไลฟ์สดแจกแจงปมแตกหัก ตามที่ได้มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง หรือ “ซินแสเข่ง” ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย ผ่าดวง “สมปอง นครไธสง” หลังเกิดปัญหาความวุ่นวายแม้จะสึกออกมาเพียงเดือนเศษ ว่า สาเหตุเกิดจากฤกษ์สึกไม่ดี สึกผิดฤกษ์ หากสึกในเดือน ก.พ.2565 จะดีกว่า 

ซินแสเข่ง  กล่าวอีกว่า ทิดสมปอง หรือ “สมปอง นครไธสง” เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2521  อายุ 43/44 ชะตาเข้าคราวเคราะห์

โดยพื้นดวง “ทิดสมปอง” ที่แท้จริงแล้วหากสึกหลังวันที่ 7 ก.พ.2565 ดวงดี แต่เนื่องจากมีปัญหาเกิดขึ้นก่อนจึงทำให้ฉุดดวงตกต่ำไปจนถึงปี 2569 

โดยเฉพาะในช่วงปี 2565-2566 ให้ระมัดระวังเรื่องคดีความฟ้องร้อง แต่ไม่ถึงขั้นติดคุกติดตาราง รวมถึงเรื่องผู้หญิง

เนื่องจากโหงวเฮ้ง “ทิดสมปอง” มีโหนกคิ้วต่อเนื่องกัน จะมีเรื่องผู้หญิงเข้ามาพัวพัน และมีโอกาสกลับมาห่มผ้าเหลืองอีกครั้ง หลังปี 2569 จนตลอดชีวิต เนื่องจากพื้นดวงเจ้าชะตามีดวงศาสนาตลอดชีวิต ไม่เหมาะกับการทำธุรกิจ ค้าขาย นักร้องนักแสดง หรือแวดวงบันเทิง

ทิดสมปอง หรือ นายสมปอง นครไธสง” อดีตพระมหาสมปอง ทิดสมปอง หรือ นายสมปอง นครไธสง” อดีตพระมหาสมปอง