ปฏิบัติการปราบ “ผีเปรต” เรื่องจริงในคราบไวยาวัจกร โจทย์ใหญ่ถึงมหาเถรสมาคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504190

เปรียญ12

05 ก.พ. 2565 |15:00 น.

ปฏิบัติการปราบ "ผีเปรต" เรื่องจริงในคราบไวยาวัจกร โจทย์ใหญ่ถึงมหาเถรสมาคม

“หมอผี” ได้เปิดปฎิบัติการฟาดแซ่สาดข้าวสารเสกจนกลุ่ม “ผีเปรต” แห่ง “วัดห้วยด้วน” ที่มีรากยาวฝังลึกต้องจบลงบางส่วน ด้วยภาระกิจของตำรวจที่ต้องใช้เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดเข้ามาเกี่ยวข้อง

ผมเห็นหัวข่าวปฏิบัติการปราบผีเปรต จึงอ่านด้วยความสนใจ ว่าใครกันที่มีความสามารถปราบ “ผีเปรต” และ “ผีเปรต” ยุคนี้ยังมีให้เห็นได้ที่ไหนอีก เพราะเรื่อง “ผีเปรต” นั้น เคยฟังอาจารย์ยอด เล่าเรื่องชาวบ้านทางวิทยุ มักเป็นเรื่องในอดีตเป็นส่วนมาก แต่ข่าวที่อ่านนั้นเป็นเรื่อง “ผีเปรต” ในยุคปัจจุบัน ส่วนผู้ที่ปราบก็ไม่ใช่หมอผี หากแต่เป็น “ตำรวจ”
  
เรื่องนี้เกิดที่อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ตำรวจกว่า 60 นาย จาก บก.ปปป. สนธิกำลังกับตำรวจอีกหลายหน่วย พร้อมทั้งขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ( EOD ) เพื่อตรวจจับโลหะที่คาดว่ากลุ่มคนเป้าหมาย หรือผีเปรตจะนำเงินวัดที่ได้มาไปแปรธาตุเป็นทองคำมาฝังในบริเวณบ้าน
 บ้านเป้าหมายที่ตรวจค้น ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นบ้าน “ไวยาวัจกร” ของ “วัดห้วยด้วน” หรือวัด “ธารทหาร” ที่มี หลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม หรือพระราชมงคลวัชราจารย์ เกจิอาจารย์ชื่อดังเป็นเจ้าอาวาส
บริเวณบ้านไวยาวัจกรที่เป็นเป้าหมาย ประกอบด้วยบ้านชั้นเดียว ที่ด้านหน้ามีกระท่อม 1 หลัง มีรถยนต์จอดในโรงรถ 3 คัน

จากการตรวจค้น ที่กระท่อม พบของมีค่าจำนวนมากเช่นเหรียญทองคำหลวงพ่อพัฒน์หลายสิบเหรียญ แต่ละเหรียญมีมูลค่า ถึง 2-3 แสนบาท นอกจากนั้นยังตรวจพบ เหรียญหลวงพ่อพัฒน์เนื้อโลหะอีก นับหมื่นเหรียญ โฉนดที่ดินนับสิบฉบับ มูลค่าหลายสิบล้านบาท

ปฏิบัติการ “ปราบผีเปรต” ของตำรวจ สืบเนื่องมาจาก เมื่อเดือน ตุลาคม 2564  กลุ่มลูกศิษย์ หลวงพ่อพัฒน์ หรือพระราชมงคลวัชราจารย์ เจ้าอาวาสวัดห้วยด้วน ร้องทุกข์ บก. ปปป.ให้ช่วยตรวจสอบกลุ่ม “ไวยาวัจกร” และคนใกล้ชิดที่มีอำนาจดูแลรักษา จัดการทรัพย์สินของวัด หลังจากพบว่ามีพฤติการณ์น่าสงสัย ไม่น่าไว้วางใจ เกี่ยวกับการบริหารกิจนิมนต์ ดูแลสุขภาพ “หลวงพ่อพัฒน์” ที่มีอายุกว่า 100 ปี พร้อมขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินบุคคลเหล่านี้ด้วย
การที่ตั้งข้อสงสัยก็สืบเนื่องมาจาก ปี 2563-64 มีญาติ โยม นำปัจจัยถวายหลวงพ่อพัฒน์กว่า 200 ล้านบาท หลวงใช้เพื่อสาธารณสงเคราะห์ และสร้างโรงเรียนในพื้นที่ไปเป็นเงินประมาณ 30-40 ล้านบาท ที่เหลือไปอยู่ไหน ไม่มีใครรู้


ตำรวจรับเรื่องแล้วแกะรอยเส้นทางการเงินผู้ต้องสงสัย 3 คน ล้วนแต่มีฐานะเป็น “ไวยาวัจกร” และคนใกล้ชิดหลวงพ่อพัฒน์ พบว่าทั้ง 3 คน นำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของตน เป็นเงินกว่า 60 ล้านบาท จึงได้นำเงินคืนหลวงพ่อ และติดตามเงินที่เหลือ พร้อมทั้งสอบปากคำคนทั้ง 3 และดำเนินคดีด้วย 
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเงินๆ ทองๆ ของวัดที่เป็นข่าวอื้อฉาว กลายเป็นไวยาวัจกร ของวัด ที่หลวงพ่อ หรือเจ้าอาวาสเป็นผู้แต่งตั้ง โดยความเห็นชอบของเจ้าคณะอำเภอ
“หน้าที่ของไวยาวัจกร ตามกฎมหาเถรสมาคม คือทำหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต หรือเงินเดือนของพระ ดูแลทรัพย์สินของวัด มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายด้วย”

มหาเถรสมาคม ออกกฎว่า “ไวยาวัจกรต้องมีคุณสมบัติต่างๆ รวม 10 ข้อ เช่นเป็นชาย สัญชาติไทย นับถือพระพุทธศาสนา อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี เป็นผู้มีหลักฐานมั่นคง มีความรู้ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ “ไวยาวัจกร”ได้  “เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญ” ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี เช่นประพฤติเสเพล เป็นนักเลงการพนัน เสพสุราเป็นอาจิณ หรือติดยาเสะติดให้โทษ ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เคยถูกลงโทษให้ออกจากราชการ หรืองค์การค้าของรัฐบาล หรือบริษัทห้างร้านเอกชน ในความผิดหรือมีมลทินมัวหมองในความผิดเกี่ยวกับการเงิน สุดท้ายไม่เคยถูกลงโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท”
 อีกส่วนหนึ่งของกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการถอดถอนไวยาวัจกร ที่น่าสนใจ คือ “ไวยาวัจกร” จะพ้นหน้าที่เมื่อได้มอบหมายหน้าที่การงานพร้อมด้วยทรัพย์สินและหลักฐานต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน ให้แก่ผู้รับหน้าที่แทนตนเรียบร้อยแล้ว
การมอบหมายนั้นให้ทำภายใน 30 วัน นับจากวันพ้นตำแหน่งหน้าที่


แต่หากมิได้ทำตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามความในประมวลกฎหมายอาญา
 ถ้าดูตามกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการแต่งตั้งหรือถอดถอนไวยาวัจกร นั้น ถือว่ารัดกุม ป้องกันมิให้ใครมาหากิน หรือยักยอก ฉ้อฉลเงินทองของวัด 
แต่จะรัดกุมแค่ไหนก็ไม่สามารถป้องกันคนไม่อิ่ม หรือมีความโลภในสันดานได้ ทั้งๆ ที่ทำงานให้พระให้หลวงพ่อ น่าจะมีศีลธรรมอันดี เป็นตัวอย่างแก่คนอื่นๆ แต่กลับฉ้อฉล จึงสมควรแล้ว ที่ตำรวจ “ปฏิบัติการปราบผีเปรต” ทำให้เราได้รู้ได้เห็น ผีเปรต ตัวเป็นๆ ในยุคนี้
 

เรื่อง : เปรียญ 12

“พี่ทิด” ครองผ้าเหลืองนานไม่ง่าย แต่ใช้ชีวิตหลังผ้าเหลือง นี่สิมันยากกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504126

เปรียญ12

05 ก.พ. 2565 |13:30 น.

"พี่ทิด" ครองผ้าเหลืองนานไม่ง่าย แต่ใช้ชีวิตหลังผ้าเหลือง นี่สิมันยากกว่า

ชีวิตหลังลาสิกขาด้วยการสลัดผ้าเหลืองมาเป็น “พี่ทิด” ชีวิตบางคนอาจเรียบง่ายสมถะ แต่การใช้ชีวิตในผ้าเหลืองนานก่อนลาสิกขาก็อาจถูกกระทำจากสังคมได้เช่นกัน

ผมเคยเขียนก่อนที่ “มหาชื่อดัง 2 ท่าน” จะสึกหาลาเพศ ว่าสังคมภายนอก หรือสังคมโลก ไม่เหมือนสังในวัด เพราะสังคมโลก ไม่มีอะไรปกป้องคุ้มครองคุณ ต่างจากสังคมในวัด ที่ผ้าเหลืองยังคุ้มครองพวกคุณได้ เพราะฉะนั้น “อย่าประมาท” 

แต่ผ่านไปแค่เดือน 2 เดือน หลังจากสึกหาลาเพศ ทิดมหาทั้ง 2 ก็ตกอยู่ในสภาวะหวานอม ขมกลืน
ทิดผู้น้อง ทำอะไรๆ สวนทางกับภาพที่เคยเป็นพระมหาหนุ่ม ที่พูดเพราะ น่าฟังเขียนหนังสือก็น่าอ่าน วางตัวเป็นที่เคารพ ยำเกรงของคนทั่วไป
แต่พอสึกออกมา มีพฤติกรรมหลายอย่างที่คนเคยรัก เคารพผิดหวังและคาดไม่ถึง แบบรู้หน้าไม่รู้ใจ
 
อย่าลืมว่า ทิด พ.และทิด ส. ไม่เคยใช้ชีวิตในวัยรุ่น หรือวัยหนุ่ม เพราะในช่วงนั้นท่านเป็นนักบวช และบวชเพื่อเรียนจนประสบความสำเร็จได้เปรียญเอกทั้งคู่

เมื่อมีบารมีก็ใช้ความสามารถในทางวาทะศิลป์หรือศิลปะในการพูด การแสดงธรรม แบบทันสมัย ทำให้คนฟังทั้งบนเวที หรือโซเชี่ยลมีเดีย ติดตามเยอะ ว่ากันว่าเป็นแสนเป็นล้านวิว ถัาเรียกไม่ให้เชย พระคุณเจ้าคือดารา ดีๆ นี่เอง
ตัวเลขเหล่านี้อาจทำให้พี่มหาลำพอง ว่ามีคนรู้จักนับล้าน สึกไปแล้วจะทำอะไร ทั้งธุรกิจ อะไร สังคมย่อมตอบรับที่ดีแน่ๆ เพราะภาพลักษณ์ดี ว่างั้นเถอะ

แต่แล้ว ทิดผู้นัอง ทำอะไรตามใจตน ทำเอาผู้คนที่เคยรักเคารพ เสื่อมศรัทธา เมื่อประกาศว่า พี่ทิดจะมี..เป็นหนุ่มเกาหลี โอ้ยหัวใจจะแตก ท่านเป็นบัณเฑาะก์(กะเทย) หรือนั่น นี้แหละเขาจึงว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” ที่เราเห็นด้วยตานั้นอย่างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง อีกอย่างหนึ่ง
ประเด็นนี้ ใครอ่านคอมเมนต์ทางโซเชี่ยล จะพบแต่ก่นด่า ตำหนิหรือสาบส่งไปเลย

ดราม่าเกิดอีกครั้ง.. เมื่อพี่ทิด อ่อนชั้นเชิงสังคม เดินออกกลางรายการ นินทาประเทศไทย ที่ดำเนินรายการโดยน้าเน็ก จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ในขณะที่น้าเน็ก นั้นฉลาดมาก ออกมาพูดว่า ผมขอโทษ พี่ทิดมหาเป็นผู้ชนะ แค่นี้น้าเน็กได้ใจผู้ชมไปแล้ว
ผมไม่รู้ว่า ทิดมหาทำมาหากินอะไรบ้าง แต่ที่ชาวบ้านสรรเสริญ ก็ตอนไปกราบแม่ เอาเงินไปให้แม่ที่ป่วย แสดงความกตัญญูให้สังคมประทับใจ

จากนั้นก็เกิดอะไรบ้างไม่รู้ นอกจาก “สังคมนอกวัด กำลังอบรมคุณ” หลังจาก คุณอบรมเขามานาน
ส่วนทิดมหาผู้พี่ แต่สึกทีหลัง ตอนเป็นพระมหาก็ดังเหลือหลาย มีรายการทางทีวีหลายช่อง นอกเหนือจากการเทศน์ด้วยลีลาที่สนุกสนาน เรียกคนฟังทุกเพศทุกวัย  นานสิบกว่าปี เมื่อไลฟ์สดกับมหาผู้น้อง ในรายการ พส. เรตติ้งทะยานลิ่ว ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์จากนักอนุรักษ์ว่าไม่เหมาะไม่ควร ไม่สมกับสมณสารูป เพราะทั้ง 2 ท่านพูดในทำนองสนุก และตลกบ้าง ทำให้คนติดตามไม่เบื่อ แต่นักอนุรักษ์ไม่ชอบ

แต่ท่านมหาผู้พี่ ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร้องเรียนมหาเถรสมาคมว่าแสดงความคิดเห็นพาดพิงการเมืองที่เป็นของต้องห้ามสำหรับพระสงฆ์ไทย
เรื่องมีอยู่ว่า.. ท่านไปพูดถึงการแก้โรคระบาดโควิด19 ว่ารัฐทำไม่ถูก ท่านเสนอให้หยุดโครงการซื้อเรือดำน้ำ และรถถัง เอางบประมาณนั้นมาจัดซื้อวัคซีนฉีดให้ประชาชนดีกว่า เพราะซื้อเรือดำน้ำหรือรถถังก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปรบกับใคร 
แค่นี้มหาเถรสมาคม สั่งฝ่ายปกครองตามลำดับให้ไปตักเตือน
เมื่อท่านตัดสินใจลาสิกขา ต้นมกราคม 2565 ท่านประกาศทำสารพัดโครงการธุรกิจ ตั้งแต่การทำอาหารจนถึงวงการบันเทิง จนใครก็อดทึ่งไม่ได้
ดราม่าล่าสุด คือ ทิดมหาถอนตัวไม่ทำรายการกับทีวีพูล 3 รายการ ด้วยกัน ทำเอาเจ้าแม่ทีวีพูลต้องออกมาแถลง พร้อมคอมเมนต์ว่า ทิดมหาไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจ แต่จะคิดรวยๆ อย่างเดียว ต่อไปเป็นไงต้องติดตาม

ก็นึกเสียว่าสังคมกำลังตีกลับคือสอนท่าน นะครับหลังจากสอนเขามานาน
แท้จริงแล้วทั้งสองทิดสอนคนมาเยอะ และนานนับปี น่าจะได้คิด เอาธรรมะไว้เตือนใจบ้าง น่าจะอยู่เย็นเป็นสุข ในสังคมที่วุ่นวาย จึงเสนอให้นำธรรมกำกับใจไว้ 4 ประการ คือ

สัจจะ ความจริงใจ จะทำ จะพูด จะคิด ต้องอิงความจริงเสมอ

ทมะ การข่มใจ อารมณ์ร้ายเกิดต้องข่มใจให้ได้
ขันติ ความอดทน 
จาคะ การเสียสละ ให้แก่ผู้ที่ควรให้ เช่นบุพการี หรือสงเคราะห์ญาติพี่น้อง
ท่านพี่ทิดสอนคนมาเยอะ น่าจะนำทั้ง 4 ข้อมาตั้งไว้ในใจ เพื่อความรุ่งเรืองในภายภาคหน้า
ที่ผมว่ามาทั้งหมดก็ด้วยความเป็นห่วง ทิดมหารุ่นน้อง อย่าได้คิดมากไปเลย 
 
เรื่อง : เปรียญ12

พิษวาจา “ทักษิณ” บาดใจติ่งส้มสู้แบบเกี้ยเซี้ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504121

04 ก.พ. 2565 |20:40 น.

พิษวาจา "ทักษิณ" บาดใจติ่งส้มสู้แบบเกี้ยเซี้ย

ผลเลือกตั้งซ่อม 3 สนาม “ทักษิณ” มีหนาว ครึ่งประเทศยังต้าน พูดประนีประนอม ไม่ถูกใจติ่งส้มเจอถล่มยับ ติ่งแดงสวนประชาธิปไตยใจแคบ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ควันหลงคลับเฮาส์ “ทักษิณ” เผลอนับพี่นับน้องเตรียมทหารกับประยุทธ์-ธรรมนัส เจอติ่งส้มขยี้ยับ ติ่งแดงสวนคืนฝ่ายประชาธิปไตยใจแคบ

พิษเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ “ทักษิณ” ย้ำโหวตเชิงยุทธศาสตร์ เลือกพรรคเดียวชนะให้ขาด บาดใจเอฟซีสีส้ม คาดว่าเลือกตั้งใหญ่ เพื่อไทยก็ใช้กลยุทธ์นี้

เอาเข้าจริง “ทักษิณ” ซีเรียสกับการเติบโตของพรรคก้าวไกล เพราะเป็นคู่แข่งที่ตัดแต้มโดยตรง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และเขตหัวเมืองใหญ่

อันเนื่องจากรายการ CARE คิด เคลื่อน ไทย X ClubHouse หัวข้อการเมืองไทยวิปโยค การเมืองโลกวิปริต เมื่อ 1 ก.พ.2565 ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ ได้พูดถึงการเลือกตั้งซ่อม เขต 9 หลักสี่-จตุจักร และช่วงตอบคำถาม มีผู้ฟังทางบ้านกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ the enemy of my enemy is my friend (ศัตรูของศัตรูคือมิตร)

“ต้องถามคุณธรรมนัสเอง เพราะแกจะตอบได้ดีกว่าผม เพราะผมไม่รู้ว่าหมายถึงใคร ว่าใครเป็นศัตรูของศัตรู แกซึ่งจะต้องเป็นเพื่อนแก ถ้าว่าเป็นผมคงไม่ใช่มั้ง เพราะผมกับคุณประยุทธ์ไม่ได้เป็นศัตรูกัน คุณประยุทธ์เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นน้องผม ผมเป็นคนเซ็นรับสนองพระบรมราชโองการให้เขาเป็นนายพลนะ ดังนั้น ไม่เป็นศัตรูกันหรอก

แต่แน่นอนการเมืองมีการแข่งขัน ลูบคมกัน แต่ไม่ใช่ศัตรู ถ้าถามวันนี้ผมไม่ใช่ศัตรูของคุณประยุทธ์ และไม่ใช่ศัตรูของ ร.อ.ธรรมนัส เพราะเป็นรุ่นน้องผมเยอะเลย..”

นี่คือคำตอบของทักษิณหรือโทนี่ แต่ติ่งส้มรู้สึกไม่พอใจก็ตรงประโยคที่ว่า “คุณประยุทธ์เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นน้องผม..ไม่เป็นศัตรูกันหรอก แต่แน่นอนการเมืองมีการแข่งขัน ลูบคมกัน แต่ไม่ใช่ศัตรู”

ทักษิณ ชินวัตร มีจุดอ่อนประเด็นสู้ไปกราบไปอยู่แล้ว จึงถูกติ่งส้มหรือผู้ที่เชียร์พรรคก้าวไกล ได้ทีขยี้เรื่องสู้ไม่ทะลุเพดานทันที

‘นี่ไงทักษิณ’

คนใกล้ชิด “ทักษิณ” ยอมรับว่า อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดอำนาจ มีข้อจำกัดในการต่อสู้ตามวิถีประชาธิปไตย โดยทักษิณยึดแนวทางสภาฯ เป็นหลัก แม้จะเคยสนับสนุนการต่อสู้บนท้องถนนของคนเสื้อแดง แต่ทักษิณก็มีเพดานแค่ให้มีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่ไปไกลถึงขั้นพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Thanapol Eawsakul ที่เป็นเพื่อนรักของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์วิจารณ์คำพูดข้างต้นว่า ถ้าทักษิณพูดแบบนี้ก็หมายความว่า จะไม่มีการเช็คบิลประยุทธ์ จันทร์โอชาและ 3 ป. หลังจากลงจากหลังเสือ ขณะที่ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็จะเป็นพันธมิตรกัน หลังจากนี้”

ตรงกันข้ามผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Atukkit Sawangsuk พิธีรายการวิเคราะห์ข่าวช่องวอยซ์ทีวี โพสต์แย้งว่า “โดยส่วนตัว ไม่ได้รู้สึกแปลกใจโกรธเคืองไม่พอใจ ฯลฯ กับคำพูดทักษิณ (ป่านฉะนี้ไม่รู้จักทักษิณอีกเหรอ) มองมุมหนึ่งคงพูดหวังผลทางการเมือง ไม่ได้เป็นศัตรู ไม่ต้องกลัวเช็กบิล ฯลฯ เพื่อให้ลงจากอำนาจเสียเร็วๆ แต่มองอีกมุมหนึ่ง คนในฝ่ายประชาธิปไตยที่ต่อสู้เป็นศัตรูกับประยุทธ์มาตลอด ก็ย่อมโกรธ พูดงี้ได้ไง พูดแบบทักษิณๆ อีกแล้ว..”

‘ครึ่งประเทศไม่เอา’

กลางปีที่แล้ว “ทักษิณ” ดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อทราบว่า พรรคพลังประชารัฐ พร้อมมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ และแก้ไขจำนวน ส.ส.เป็นแบบแบ่งเขต 400 คน และบัญชีรายชื่ออีก 100 คน รวมเป็น 500 คน

ปลายปี 2564 พรรคเพื่อไทยประชุมใหญ่ที่ จ.ขอนแก่น จึงผุดแคมเปญเพื่อไทยแลนด์สไลด์ และดูเหมือนกองเชียร์เพื่อไทย ก็เชื่อว่าจะเกิดปรากฏการณ์ทักษิณฟีเวอร์ หรือยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์อีกครั้ง

ย่างเข้าสู่ปี 2565 มีการเลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัดคือ ชุมพร,สงขลา และ กทม. ผลก็คือ พรรคฝ่ายรัฐบาลชนะ 2 จังหวัด และพรรคฝ่ายค้านชนะที่กรุงเทพฯ

คนวงในเพื่อไทยประเมินหลังผลเลือกตั้งซ่อมว่า เพื่อไทยยังไม่สามารถเจาะภาคใต้ได้ เช่นเดียวกับก้าวไกล ขณะที่สนามกรุงเทพฯ เห็นสัญญาณชัดว่า เพื่อไทยกับก้าวไกลจะตัดแต้มกันเอง

คนแดนไกลทราบดีว่า จุดแข็งพรรคเพื่อไทย ยังอยู่ที่ภาคเหนือตอนบน และภาคอีสานเหนือ แต่ภาคกลาง ตะวันตกและตะวันออก ยังตกเป็นรองพรรคพลังประชารัฐ(รวมถึงพรรคธรรมนัส)

ด้วยเหตุนี้ มีรายงานข่าวว่า คนแดนไกลเริ่มต่อสายหาพันธมิตรเก่าๆบ้างแล้ว หากไม่กลับเพื่อไทย ก็ขอให้แตะมือกันหลังเลือกตั้งครั้งหน้า จุดนี้แหละที่ติ่งส้มไม่พอใจ เหมือนว่าเพื่อไทยวางแผนลอยแพก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน

ภูเก็ตสั่นไหว “ธรรมนัส” นัดเปิดซุ้มมังกรซ่อนพยัคฆ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/504085

04 ก.พ. 2565 |16:52 น.

ภูเก็ตสั่นไหว "ธรรมนัส" นัดเปิดซุ้มมังกรซ่อนพยัคฆ์

กบฏ 19 ม.ค.รวมพล “ธรรมนัส” นัดหมาย 20 ส.ส.ที่ภูเก็ต วางยุทธศาสตร์พรรค สะสมกำลังและรอโอกาส น่าลุ้นตัวละครลับ มีใครไปบ้าง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ทะเลภูเก็ตร้อนรุ่ม “ธรรมนัส” นัดรวมพล 20 ส.ส.เป็นครั้งแรก หลังจากถูกขับออกจากพลังประชารัฐ คาดว่าตัวละครหลังม่านโผล่เพียบ

ไม่ใช่พรรคสำรอง “ธรรมนัส” วาดฝันปั้นพรรคขั้วที่สาม รอเสี่ยโต อภิชัย เตชะอุบล เคลียร์กับ ปชป.ให้เรียบร้อย ก็พร้อมเปิดทีมเศรษฐกิจสุดแจ่ม


จับสัญญาณบิ๊กป้อม “ธรรมนัส” พร้อม ส.ส.พรรคใหม่ ยังจะช่วยค้ำรัฐบาลประยุทธ์ไปก่อน และระหว่างนี้คงต้องจัดตัวผู้สมัคร ส.ส. เตรียมรับมือหากยุบสภา
 

วันที่ 4 ก.พ.2565 ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร มือขวาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ทางช่อง 9 เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 20 ส.ส.ที่ถูกขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ โดยระหว่างวันที่ 4-6 ก.พ.2565 ได้มีนัดหมายไปหารือกันที่ จ.ภูเก็ต

เนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัส ระหว่างกักตัวอยู่ที่ภูเก็ต หลังจากเดินทางกลับต่างประเทศ ส.ส.ในซุ้มทั้งหมด จึงยกคณะไปคุยเรื่องทิศทางพรรคเศรษฐกิจไทย และการขับเคลื่อนในช่วงที่รอขั้นตอนกระบวนการของ กกต.หลังถูกออกจากพรรคเก่า และการเข้าสังกัดพรรคใหม่


ไผ่ ลิกค์ ยืนยันว่า ส.ส.ทั้ง 20 คน ยังลงเรือลำเดียวกัน รวมถึง เอกราช ช่างเหลา และวัฒนา ช่างเหลา ยกเว้น สมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา ที่ยังติดต่อไม่ได้


กรณี เอกราช ช่างเหลา มีปัญหาส่วนตัวกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จึงรีรอไม่ตัดสินใจ โยนไปหลังงานแต่งลูกชายคนเล็ก 14 ก.พ.นี้ ถึงจะให้คำตอบ


‘อาน้อยหลุดคิว’

จู่ๆก็มีเรื่องให้ “ธรรมนัส” ขนหัวลุก เมื่อแอดมินเพจของ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา แจ้งข่าวลาออกจากประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ แต่ดันไปเขียนว่า พล.อ.วิชญ์ จะไปเป็นหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2565

ข้อเท็จจริง ไม่ว่า ร.อ.ธรรมนัส หรือ พล.อ.วิชญ์ จะพูดเรื่องตำแหน่งต่างๆในพรรคเศรษฐกิจไทยไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคนี้เลย

วันถัดมา แอดมินเพจ อาน้อย วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้โพสต์ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จึงรีบแก้ไขและลบข้อความที่พิมพ์ผิดไปแล้วทันที

ร้อนถึงตัวจริงเสียงจริง พ.ต.ท.ปฐม นาคะเสงี่ยม นายทะเบียนสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย ต้องชิงแถลงข่าวว่า กรณี พล.อ.วิชญ์ จะมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทยนั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริง และยังไม่มีข้อสรุปใดๆทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องดำเนินการตามข้อบังคับพรรคเศรษฐกิจไทย และ พรป.พรรคการเมือง

แอดมินเพจอาน้อย หรือบิ๊กน้อย ผิดคิวทำเอาป่วนไปทั้งพรรคเศรษฐกิจไทย และกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส เพราะเกรงว่า จะมีนักร้อง(เรียน)ไปยื่น กกต.ให้ยุบพรรคอีก

สำหรับที่ทำการพรรคเศรษฐกิจไทย ไผ่ ลิกค์ ยืนยันว่า จะใช้ตึก U Tower ถนนศรีนครินทร์ เป็นที่ทำการพรรคแทนที่เก่าในซอยมหาดเล็กหลวง เพราะสถานที่แห่งใหม่ มีความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งเดิมทีอาคารแห่งนี้ เป็นของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น


ว่ากันตามจริง การวางขุมกำลังในพรรคเศรษฐกิจไทยนั้น จบไปแล้วเมื่อคืนวันที่ 19 ม.ค.2565 โดยบิ๊กน้อยจะเป็นหัวหน้าพรรค และเสี่ยโต อภิชัย เตชะอุบล เป็นเลขาธิการพรรค

‘เสี่ยโตรอคิวเคลียร์’

คาดว่า ในการพบปะแลกเปลี่ยนกันที่ภูเก็ต “ธรรมนัส” คงจะกำชับลูกพรรคให้ระมัดระวังการให้ข่าว โดยเฉพาะเรื่องหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค


บุคคลที่ตกเป็นข่าวอย่างเสี่ยโต อภิชัย เตชะอุบล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็เก็บตัวเงียบ วันก่อน มีข่าวว่า ส.ส.ปชป.บางกลุ่มออกมาเรียกร้องให้พรรคขับเสี่ยโตออกจากพรรค แต่โฆษกพรรค ปชป. แถลงโต้ว่า ไม่มีใครเคลื่อนไหวขับไล่เสี่ยโต

สถานการณ์ใน ปชป. กรณีเสี่ยโตยังดูอึมครึม ต่างฝ่ายต่างดูเชิงกันอยู่ หากเสี่ยโตถูกขับออก ก็จะดำรงสถานะ ส.ส.อยู่ ถ้าลาออกจากพรรค ก็ต้องลาออกจาก ส.ส.ด้วย

เสี่ยโตเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอาหารชื่อดัง มีคอนเนกชั่นมากมาย รวมถึงสายสัมพันธ์ที่ดีกับบิ๊กป๊อด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ น้องชายแท้ๆของ พล.อ.ประวิตร

ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เสมือนโฆษกกลุ่มธรรมนัสไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เสมือนโฆษกกลุ่มธรรมนัส


แม้ในทางนิตินัย เสี่ยโตยังไม่ได้เปิดตัวกับกลุ่มธรรมนัส แต่ในทางพฤตินัยก็เดินหน้าสร้างบ้านหลังใหม่ไปเยอะแล้ว

เหนืออื่นใด สุดสัปดาห์นี้ที่ภูเก็ต นักข่าวคงแอบไปส่องวงสังสรรค์ของกลุ่มธรรมนัส เผื่อว่าจะเจอตัวละครลับอย่าง ป.ป๊อด หรือ ต.โต ว่าที่แม่บ้านพรรค

ตามกลิ่นกัญชา “อนุทิน” ช้อน ส.ส.พรรคแตกพ่วงเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503990

03 ก.พ. 2565 |19:27 น.

ตามกลิ่นกัญชา "อนุทิน" ช้อน ส.ส.พรรคแตกพ่วงเพื่อไทย

ใกล้เลือกตั้ง “อนุทิน” คุยโวพรรคทำได้จริง ส.ส.พลังประชารัฐ ตามกลิ่นกัญชามาหลายหน่อ สายเพื่อไทยก็มาสมทบ ตามแผนศรีสะเกษโมเดล คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

อานิสงส์ พปชร.แตก “อนุทิน” ควง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไล่ช้อน ส.ส.เข้าสังกัด แม้แต่เพื่อไทยอีสานก็ยังแหกค่ายมาขอซบ

จับจังหวะลุงตู่ขาลง “อนุทิน” ดันกฎหมายกัญชาเข้าสภาฯ ได้ทีคุยลั่นสโลแกน “พูดแล้วทำ” และ “ทำได้จริง” แถมบอกพรรคนี้แจกกัญชา ไม่แจกกล้วย

มีคนออกก็มีคนเข้า “อนุทิน” สูญเสียขุนพลอีสานเหนือ แต่มั่นใจศรีสะเกษโมเดลของ ไตรศุลี ไตรสรณกุล ลูกสาวบ้านใหญ่ศรีนครลำดวน

หลังพรรคพลังประชารัฐ ตกอยู่ในสถานการณ์บ้านแตก ปรากฏว่า มี ส.ส.อีสาน 5-6 คน เตรียมจะย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ตามมาด้วยอดีตผู้สมัคร ส.ส.เกรดเอ ค่าย พปชร.อีกหลายคนที่สมัครเป็นสมาชิก ภท.เรียบร้อยแล้ว

แม้ ธีระชัย แสนแก้ว แม่ทัพอุดรฯ ค่ายสีน้ำเงิน จะแอบกลับเพื่อไทยแบบเงียบๆ แต่ทางฝั่งศรีสะเกษ ปวีณ แซ่จึง อดีต ส.ส.สายตรงทักษิณ ก็ย่องเข้าค่ายเนวินชนิดชาวบ้านงงทั้งจังหวัดเหมือนกัน

ตอนนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค คุยลั่นเพราะผลงานดันร่างกฎหมายกัญชา กัญชงฯ เข้าสภาฯได้สำเร็จ เรียกว่า ได้ทำตามที่เคยหาเสียงไว้ ไม่งั้นก็คงบากหน้าไปหาชาวบ้านลำบาก

‘บ้านใหญ่ราษีไศล’

สนามเลือกตั้งศรีสะเกษ ตกเป็นเป้าหมายของ “อนุทิน” ที่จะทำให้เหมือนบุรีรัมย์โมเดล โดยอาศัยตระกูลไตรสรณกุล ของ กวาง หรือไตรศุลี ไตรสรณกุล รองรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเสมือนเรือธงที่จะยึดเก้าอี้ ส.ส.ศรีสะเกษ

ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทย มี ส.ส.ศรีสะเกษ 2 คนคือ สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ทายาทนายก เทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ และ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ลูกชายของ มงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย

ปลายปี 2564 ปวีณ แซ่จึง อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ 4 สมัย ได้ตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทยมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ข่าวนี้สร้างความประหลาดใจให้กับคนศรีสะเกษเป็นอย่างมาก

ปวีณ เป็นนักธุรกิจใหญ่ชาว อ.ราษีไศล เริ่มต้นจากนักการเมืองท้องถิ่น และเป็น ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อไทยรักไทย ต่อมา ปวีณได้รับเลือกในนามพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย

เลือกตั้งปี 2562 ปวีณสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ส่งภรรยา ผ่องศรี แซ่จึง ลง ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 8 ปรากฏ ปวีณสอบตก แต่ภรรยา ผ่องศรี สอบได้

สำหรับการเมืองท้องถิ่น ปวีณเป็นพันธมิตรกับวิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ โดยส่งหลานชาย อภิศักดิ์ แซ่จึง ไปนั่งรองนายก อบจ.

‘บ้านใหญ่น้องกวาง’

เนวิน ชิดชอบ และ “อนุทิน” มองการณ์ไกลจึงผลักดัน กวาง ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นรองรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเธอเป็นลูกสาวของ วิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ ที่มากด้วยคอนเนกชั่นการเมือง

วิชิตเป็นน้องชาย ธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคเพื่อไทย และมีน้องสาวคนเล็กชื่อ อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย แต่สมัยที่แล้ว จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สามีอุดมลักษณ์ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 4

กลางปีที่แล้ว มีข่าวว่า ญาติของน้องกวางคือ ธีระ ไตรสรณกุล และจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เตรียมทิ้งเพื่อไทยไปสังกัดภูมิใจไทย สมัยหน้า แต่ทั้งสองคนก็ปฏิเสธข่าวดังกล่าว

ต้นปี 2565 จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ถ่ายภาพคู่กับ อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ และลูกสาวน้องเจน จิณณพัต เพ็งนรพัฒน์ อวยพรปีใหม่ประชาชนในเขต 4 แต่ไม่ระบุชื่อพรรคเพื่อไทย

ทำนองเดียวกัน ธีระ ไตรสรณกุล ถ่ายภาพคู่กับนิรตา ไตรสรณกุล และลูกสาวน้องอีฟ จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล อวยพรปีใหม่ โดยไม่มีชื่อพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน

ไตรศุลี ไตรสรณกุล ทายาทบ้านใหญ่ศรีสะเกษไตรศุลี ไตรสรณกุล ทายาทบ้านใหญ่ศรีสะเกษ

ความเคลื่อนไหวของ 2 ส.ส.ศรีสะเกษ ในพื้นที่เลือกตั้งนั้น ไม่แปะยี่ห้อเพื่อไทยมานานแล้ว ขณะเดียวกัน ทั้งธีระและจาตุรงค์ ต่างก็พาลูกสาวออกพบปะชาวบ้าน ประหนึ่งว่า สมัยหน้าจะส่งทายาทลงสนามแทน


น่าจับตา 3 สาวในการเลือกตั้งสมัยหน้า กวาง-ไตรศุลี ไตรสรณกุล ลูกสาววิชิต นายก อบจ.ศรีสะเกษ ,เจน-จิณณพัต เพ็งนรพัฒน์ ลูกสาวจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ และอีฟ-จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ลูกสาวธีระ ไตรสรณกุล

พวกเธออาจจะเป็นเจนใหม่ของตระกูลไตรสรณกุล ในสีเสื้อภูมิใจไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายศรีสะเกษโมเดล ความฝันของเสี่ยหนูและเนวิน

ชี้ชะตา 3 ป. “ธรรมนัส” ตัวเร่งเกม ยื้อหรือยุบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503969

03 ก.พ. 2565 |17:11 น.

ชี้ชะตา 3 ป. "ธรรมนัส" ตัวเร่งเกม ยื้อหรือยุบ

จับตาอุบัติเหตุการเมือง “ธรรมนัส” กลับมาแล้ว บิ๊กป้อมคุมกำลังพล 60 ส.ส.เสริมทัพเศรษฐกิจไทย พี่น้อง 3 ป.จะยื้อปรับ ครม.หรือเสี่ยงดวงยุบสภาฯ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

อุบัติเหตุการเมืองเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ “ธรรมนัส” จะขยับตัวอย่างไร พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะกล่อมน้อง 2 ป.ให้ยอมรับเงื่อนไขต่ออายุรัฐบาลได้หรือไม่

ไม่ได้มีแค่ 18 ส.ส.ในมือ “ธรรมนัส” ส่องไปในพลังประชารัฐที่เหลืออยู่ กว่า 60 ส.ส.อยู่ใต้ชายคาบ้านป่ารอยต่อ หัวหน้าซุ้มบางคนรู้ดีจึงเร้นกายหายไป หลังพ่ายศึกหลักสี่

จังหวะก้าว “ธรรมนัส” บนความเงียบของบิ๊กป้อม ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงไปยังทำเนียบรัฐบาล จะยื้อหรือจะหยุด พล.อ.ประยุทธ์คงมีคำตอบในเร็ววันนี้

บรรยากาศการประชุม ส.ส.พลังประชารัฐ เช้าวันที่ 2 ก.พ.2565 เหมือนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก มี ส.ส.ไม่ถึง 20 คนโผล่หน้ามาปรึกษาหารือกัน

ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พยายามบอกกับนักข่าวว่า สถานการณ์ภายในพรรคเรียบร้อยดี ไม่มีอะไร

สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมและแกนนำพรรคพลังประชารัฐระดับผู้ใหญ่คนเดียว ที่โผล่มาร่วมประชุม ได้คุยกับนักข่าวว่า ขอให้รอดูก้าวต่อไปของพรรค และเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคจะเข้าใจ และคงเดินหน้าต่อ จะถอยหรือหยุดไม่ได้

สถานการณ์นับจากนี้ไป ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมเพื่อน ส.ส.อีก 17 คน ในนามพรรคเศรษฐกิจไทย จะถูกจับตามองอย่างมากเป็นพิเศษ เพราะจะมีผลต่อเกมสภาอย่างมาก หากกลุ่มธรรมนัส บวกกลุ่ม ส.ส.พรรคเล็ก 6-7 เสียง เขย่าแรงๆ สภาล่มต่อเนื่องก็อยู่ยากเหมือนกัน


นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า อุบัติเหตุการเมืองอาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ โดยเฉพาะเรื่องยุบสภา เพราะในแง่ของกฎหมาย มีการมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายลูกมีผลบังคับใช้ เพราะรัฐบาลสามารถออกกฎหมายอีกหนึ่งฉบับ ในรูปแบบพระราชกำหนด เพื่อมาใช้ในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นได้

‘กลับมาแล้ว’

หายไปหลายวัน “ธรรมนัส” กลับมาแล้วพร้อมข่าวชิ้นแรก ไม่ได้มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี และมีความตั้งทำงานเพื่อประชาชน

กลางดึกคืนวันที่ 2 ก.พ.2565 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ที่อยู่ระหว่างการกักตัวตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่ภูเก็ต ภายหลังเดินทางกลับจากประเทศในกลุ่มยุโรป ได้ชี้แจงสื่อมวลชนเรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีนั้น ไม่มีมูลความจริง

ร.อ.ธรรมนัส ตัวเร่งเกมการเมืองในสภาฯร.อ.ธรรมนัส ตัวเร่งเกมการเมืองในสภาฯ

“ถ้ามีบางคนฉวยโอกาสนำกรณีที่ผมและกลุ่มพี่น้อง ส.ส.ออกมาจากพรรคพลังประชารัฐแล้ว ไปต่อรองเก้าอี้ในรัฐบาล นับว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และอยากจะถามว่ามีสิทธิอะไร หรือใครมอบอำนาจให้ไปต่อรองในเรื่องที่ไม่ถูกต้องเช่นนั้น เพราะผมเคยพูดไปชัดเจนแล้วว่า ผมและกลุ่มพี่น้องออกมาแล้วมีความตั้งใจจะมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ มีอุดมการณ์ที่จะพัฒนาประเทศชาติให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแบบยั่งยืนและยึดมั่นในสถานบันหลักของบ้านเมืองนั่นคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

สิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส พยายามอธิบายนั้น เหมือนจะบอกว่า ขณะนี้กำลังจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี โดยคนบางกลุ่มอ้างชื่อธรรมนัสไปเจรจาต่อรองเก้าอี้

ดังที่ทราบกัน การปรับคณะรัฐมนตรี เป็นทางออกหนึ่ง เพื่อยื้อลมหายใจรัฐบาลประยุทธ์ต่อไปอีก จึงมีข่าวลือเรื่องจัดสรรโควตารัฐมนตรีให้กลุ่ม 18 ส.ส.ที่แยกตัวออกจากพลังประชารัฐ

‘พลังป้อม’

กระบวนการขับ ส.ส.ออกจากพรรคพลังประชารัฐ “ธรรมนัส” ก็รู้เบื้องลึกเบื้องหลังดีที่สุด ฉะนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จึงเผลอหลุดปากพูดออกมาว่า “ก็พรรคผมทั้งนั้น”

ว่ากันตามจริง ส.ส.จำนวน 90 กว่าชีวิตที่เหลืออยู่ในพรรคพลังประชารัฐ ส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

กลุ่มสามมิตร ของสมศักดิ์ เทพสุทิน เหลืออยู่แค่ 12 คน รวมกับกลุ่มวราเทพ รัตนากร,กลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์ และกลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น นับดูแล้วมีกำลังพลไม่ถึง 30 คน

ดังนั้น พล.อ.ประวิตร ยังมีกำลังสนับสนุนจาก ส.ส.บ้านใหญ่, ส.ส.ภาคใต้, ส.ส.ภาคตะวันตก และ ส.ส.กทม.บางส่วน รวมแล้วกว่า 60 คน

มีรายงานข่าวว่า ช่วงชุลมุน 19 ม.ค. มี ส.ส.อีกหลายสิบคน พร้อมจะไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย แต่บิ๊กป้อมขอร้องให้อยู่พรรคพลังประชารัฐไปก่อน รอหลังยุบสภาฯ ค่อยขยับกันอีกที

สถานการณ์การเมืองภายในพลังประชารัฐ และเศรษฐกิจไทย จึงเป็นเรื่องของพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะคุยกับน้องทั้งสองอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ให้ได้ข้อสรุปอย่างไร

จะปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อต่ออายุรัฐบาล หรือจะลากกันไปอย่างนี้ จนเกิดเหตุสภาล่มซ้ำซาก สุดท้ายต้องตัดสินใจยุบสภา ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ที่พี่น้อง 3 ป.จะเป็นผู้เลือกกำหนดเกม

รู้ไหม “เสือ” ประเทศไทย มีกี่สายพันธุ์ เปิดภาพหาดูยากครบทุกชนิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503864

ไพรพราง

03 ก.พ. 2565 |13:25 น.

รู้ไหม "เสือ" ประเทศไทย มีกี่สายพันธุ์ เปิดภาพหาดูยากครบทุกชนิด

เมื่อเอ่ยถึง “เสือ” ในประเทศไทย คนส่วนใหญ่มักนึกถึง “เสือโคร่ง” แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า แท้จริงแล้วป่าบ้านเราไม่ได้มีแค่เสือโคร่ง แต่ยังมีอีกหลายสายพันธุ์

ล่วงเข้าปีเสือมาได้เดือนกว่า ๆ ตั้งแต่ปีใหม่สากลจนมาถึงปีใหม่จีน ข่าวคราวของเสือในบ้านเราก็ยังไม่สร่างซา ทั้งคนยิงเสือ เสือกัดคน ซึ่งเสือในข่าว รวมทั้งเสือที่คนไทยทั่วไปคุ้นชินก็คือ “เสือโคร่ง” แต่รู้หรือไม่ว่า  ความจริงแล้วในประเทศไทยนั้นมี “เสือ” อยู่กี่สายพันธุ์ 

คำตอบคือมีทั้งสิ้น 9 สายพันธุ์ หรืออาจใช้คำว่า สัตว์ตระกูลแมวที่อาศัยอยู่ในผืนป่าประเทศไทย 9 ชนิด ได้แก่ เสือโคร่ง เสือดาว/เสือดำ เสือลายเมฆ เสือไฟ เสือปลา เสือกระต่ายหรือแมวป่า แมวดาว แมวลายหินอ่อน แมวป่าหัวแบน ทั้งนี้ไม่นับรวมแมวบ้าน เพราะพวกมันไม่ใช่สัตว์ป่า

ใน 9 ชนิดนี้ แบ่งตามหลักอนุกรมวิธาน ได้เป็น 6 สกุล คือ เสือสกุล Catopuma , เสือสกุล Felis , เสือสกุล Pardofelis , เสือสกุล Prionailurus , เสือสกุล Neofelis และ เสือสกุล Panthera

เสือสกุล Panthera
เป็นตระกูลเสือที่คุ้นชินกันที่สุด ได้แก่ เสือโคร่ง ( Panthera tigris ) หรือ เสือลายพาดกลอน เป็นเสือตัวใหญ่ที่สุดในตระกูลนี้ ทั้งยังดุที่สุดและจัดเป็นนักล่าชั้นเยี่ยม ลักษณะลำตัวใหญ่ ขนสีส้มเหลืองปนเทา สลับขาว มีลายดำยาวพาดขวาง หางมีลายเป็นปล้อง หน้าสั้น 

รู้ไหม "เสือ" ประเทศไทย มีกี่สายพันธุ์ เปิดภาพหาดูยากครบทุกชนิด
เสือโคร่ง ราชาแห่งป่าไทยเสือโคร่ง ราชาแห่งป่าไทย
อีกชนิดที่รู้จักกันดีในตระกูลนี้คือ เสือดำ / เสือดาว  ( Panthera pardus ) ใหญ่รองจากเสือโคร่ง ทั้งนี้ เสือดำและเสือดาว เป็นเสือชนิดเดียวกัน แต่เสือดำนั้นเกิดความผิดปกติของเม็ดสี (Melanism) หากสังเกตดี ๆ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในแสงสว่าง เราก็จะเห็นว่าเสือดำยังคงมีลายจุดตามผิวของมัน

และอีกจุดเด่นของเสือ 2 ชนิดนี้ที่มีมากกว่าพี่น้องของมันสายพันธุ์อื่น ๆ คือพวกมันสามารถร้องคำรามได้ก้องป่าอย่างน่าเกรงขาม ตามที่เราเองคงเคยได้ยินกันมาบ้าง อย่างไรก็ตาม เสือทั้ง 2 ชนิด กลับมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (Endangered -EN) 

เสือดำ เสือดาว คือเสือชนิดเดียวกัน ยามเสือดำต้องแสง จะเห็นลายดาวของมันเสือดำ เสือดาว คือเสือชนิดเดียวกัน ยามเสือดำต้องแสง จะเห็นลายดาวของมัน
เสือดำ ( เครดิตภาพ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช )เสือดำ ( เครดิตภาพ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช )
เสือดาว ( เครดิตภาพ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช )เสือดาว ( เครดิตภาพ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช )

เสือสกุล Neofelis
สำหรับเสือตระกูลนี้มีเพียงชนิดเดียวทั่วโลก นั่นคือ เสือลายเมฆ (Clouded  Leopard) ชื่อนี้มีที่มาจากลวดลายคล้ายก้อนเมฆบนตัวมัน ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Neofelis nebulosa ซึ่งมาจากภาษากรีก ว่า νεο- หมายถึง “ใหม่ สิ่งใหม่ แปลกใหม่” แล้วนำมารวมกับคำศัพท์ละติน feles ที่แปลว่า “แมว” จึงหมายถึง “แมวใหม่” เพราะมันเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพบใหม่ มีขนาดเล็กกว่าเสือดาว แต่ลายใหญ่กว่าเสือดาว 

พวกมันเป็นนักล่าชัดยอด เพราะมีเขี้ยวที่ยาวและแข็งแรงมาก ทั้งยังมีความคล่องตัว ปีนป่ายต้นไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว หางยาวเกือบเท่าความยาวลำตัว ช่วยในการทรงตัว จึงมักหากินบนต้นไม้มากกว่าบนพื้นดิน และพวกมันก็เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable -VU)

เสือลายเมฆเสือลายเมฆ

เสือสกุล Felis
เสือตระกูลนี้จะตัวเล็กลงมา ได้แก่ เสือกระต่าย หรือ แมวป่า (Jungle Cat) จุดสังเกตคือใบหูใหญ่คล้ายกระต่าย ขายาว ลำตัวสีน้ำตาลเทา ขนาดจะใหญ่กว่าแมวบ้าน สามารถหากินได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน และกินอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้ง หนูขนาดเล็ก กระต่ายป่ากิ้งก่า งู กบ มักพบพวกมันในพื้นที่ค่อนข้างโปร่ง เช่น ป่าที่มีหญ้าสูง หรือแม้แต่พื้นที่เกษตรกรรม

เสือกระต่าย มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในไทย (Critically endangered -CR) และยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้มีข้อมูลทางวิชาการน้อยมาก แต่เมื่อปี 2560 กรมอุทยานฯ รายงานการพบ เสือกระต่าย เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จ.เชียงใหม่ ทั้งตัวผู้-ตัวเมีย จึงเริ่มมีการสำรวจประชากรที่แน่ชัดมากขึ้น

เสือกระต่าย ( เครดิตภาพ เชียงใหม่นิวส์ )เสือกระต่าย ( เครดิตภาพ เชียงใหม่นิวส์ )
เสือกระต่าย ( เครดิตภาพ theanimallife.com )เสือกระต่าย ( เครดิตภาพ theanimallife.com )

เสือสกุล Prionailurus
ได้แก่ แมวดาว (Leopard Cat) หรือชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Prionailurus bengalensis ขนาดเล็กใกล้เคียงแมวบ้าน แต่ขายาวกว่า มีลายพาดสีดำจากหัวตาไปถึงท้ายทอย 4 เส้น ลายจุดทั่วทั้งตัวคล้ายเสือดาว ลำตัวมักสีเหลือง น้ำตาล ท้องสีขาว ค้นพบในเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นแมวป่าที่มีการปรับตัวให้อาศัยในป่าได้หลากหลายชนิด เช่น ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ พื้นที่เกษตรกรรมฯลฯ

แมวดาว ( เครดิตภาพ  theanimallife.com )แมวดาว ( เครดิตภาพ theanimallife.com )

แมวป่าหัวแบน (Flat-headed Cat) ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Prionailurus planiceps มีขนาดเล็กใกล้เคียงแมวบ้าน น้ำหนักสูงสุดเพียง 2.5 กิโลกรัม หน้าผากแบนราบ ลำตัวยาว ขาสั้น ลำตัวสีน้ำตาลเทา หัวสีน้ำตาลแดง ใต้ท้องขาว มีจุดละเอียดกระจายทั่วลำตัว มีผังผืดเล็ก ๆ ที่เท้าเพื่อช่วยในการว่ายน้ำเช่นเดียวกับเสือปลา มักอาศัยใกล้แหล่งน้ำเพราะกินปลาเป็นอาหาร พวกมันอยู่กันแบบสันโดษ และจะปัสสาวะรดพื้นที่เพื่อสร้างอาณาเขต มักหากินเวลากลางคืน 

แมวป่าหัวแบน ( เครดิตภาพ earthraceconservation.org )แมวป่าหัวแบน ( เครดิตภาพ earthraceconservation.org )
แมวป่าหัวแบน ( เครดิตภาพ earthraceconservation.org )แมวป่าหัวแบน ( เครดิตภาพ earthraceconservation.org )

เสือปลา มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Prionailurus viverrinus ขนาดลำตัวเล็กกว่าเสือไฟ ลวดลายคล้ายเสือดาว แต่ลำตัวสีน้ำตาลเทาปนเหลืองอ่อน ๆ มีรูปร่างหนาอ้วน ม่อต้อ ใบหน้าที่กว้าง มีลายพาดสีดำจากหัวตาไปท้ายทอยประมาณ 6 เส้น รูปร่างน่ารัก ทั้งนี้เสือปลาจะมีขนถึงสองชั้น ทำให้มันหากินได้ดีกับน้ำ ที่เรียกว่าเสือปลานั้นเพราะว่ามันชอบจับปลากินเป็นอาหาร  

เสือปลา ( เครดิตภาพ มูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร )เสือปลา ( เครดิตภาพ มูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร )
เสือปลา ( เครดิตภาพ theanimallife.com )เสือปลา ( เครดิตภาพ theanimallife.com )

เสือสกุล Pardofelis
ได้แก่ แมวลายหินอ่อน (Marbled Cat) ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Pardofelis marmorata มีลวดลายคล้ายเสือลายเมฆ หรือคล้ายกับหินอ่อน จึงเป็นที่มาของชื่อ ขนาดลำตัวและน้ำหนักพอ ๆ กับแมวบ้าน ลักษณะทางกายภาพพวกมันถูกออกแบบมาเพื่ออาศัยอยู่บนต้นไม้โดยเฉพาะ ทั้งโครงสร้างเท้าที่ใหญ่ อุ้งเท้าอ่อนนุ่ม ขาสั้นและใหญ่ หางยาว นิสัยค่อนข้างดุ มักหากินเวลากลางคืน ทำให้ไม่สามารถระบุจำนวนได้แน่ชัด นอกจากนี้แมวลายหินอ่อนยังถูกล่าเพื่อนำไปเป็นสัตว์เลี้ยง เนื่องจากความสวยงามอีกด้วย

แมวลายหินอ่อน ( เครดิตภาพ ชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง ) แมวลายหินอ่อน ( เครดิตภาพ ชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง )

เสือสกุล Catopuma
เสือไฟ (Asiatic golden cat) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Catopuma temminckii ขนาดเล็กกว่าเสือลายเมฆ ลำตัวสีน้ำตาลส้มอมเหลือง มีลวดลายและสีคล้ายไฟ มีลวดลายน้อยถึงน้อยมาก ใบหน้ามีลายเส้นสีดำ แซมจุดสีขาว ถูกจัดเป็นผู้ล่าขนาดกลาง ส่วนใหญ่หากินเวลากลางคืน  สามารถปีนต้นไม้ได้ มักหากินตามพื้นดิน อาหารคือหนู นก กระต่ายป่า และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก พวกมันปรับตัวให้อยู่ในป่าได้ทุกสภาพ เช่น ป่าดิบแล้ง ดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ แต่ปัจจุบันพบได้ยาก เนื่องจากที่อยู่อาศัยถูกรบกวน และยังถูกล่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางไสยศาสตร์ โดยเฉพาะเขี้ยวของเสือไฟ

เสือไฟ เป็นเสือที่ชาวล้านนาในอดีตเชื่อว่าเป็น “พญาเสือ” เนื่องจากมีพฤติกรรมดุร้ายมากกว่าเสือขนาดใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ว่า เสือไฟสามารถเข้าไปล่าปศุสัตว์ในพื้นที่รอบชุมชนอยู่บ่อยๆ
เสือไฟ ( เครดิตภาพ องค์การสวนสัตว์ ) เสือไฟ ( เครดิตภาพ องค์การสวนสัตว์ )เสือไฟ ( เครดิตภาพ theanimallife.com )เสือไฟ ( เครดิตภาพ theanimallife.com )

ในจำนวนเสือทั้ง 9 ชนิดนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เป็นแห่งที่ 6 ของประเทศไทย เมื่อปีที่ผ่านมา มีรายงานพบเสือถึง 7 ชนิด ยกเว้นเพียงเสือกระต่าย และแมวป่าหัวแบน โดยเสือกระต่ายนั้นมีเจ้าหน้าที่พบเห็น แต่ยังไม่สามารถถ่ายภาพและรายงานการพบอย่างเป็นทางการได้ จึงยังไม่นับชนิดที่พบอย่างเป็นทางการ

ซึ่งหากสามารถบันทึกภาพทำรายงานการพบเป็นชนิดที่ 8 ได้ ตำแหน่งพื้นที่อนุรักษ์ที่มีสัตว์ผู้ล่าในกลุ่มของเสือมากที่สุดในโลก จะตกเป็นของประเทศไทย เพราะอินเดียจะพื้นที่คุ้มครองที่มีเสือ 7 ชนิดก็จะน้อยกว่าเรา 1 ชนิดทันที

แม้ว่า เสือ จะถูกจัดให้เป็นผู้ล่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ แต่พวกมันก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย  จากผู้ล่าที่เหนือกว่านั่นคือ “มนุษย์”

ถึงเวลาหรือยังทีเหล่าผู้อ้างตัวเป็น “สัตว์ประเสริฐ” จะหยุดพฤติกรรมล่าสัตว์ป่า !! เพราะนั่นไม่ได้แสดงถึงความมีความอำนาจ หรือบุญญาบารมี  แต่กลับแสดงถึงจิตใจฝ่ายต่ำมากกว่า  

ขอบคุณข้อมูล
– มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
– theanimallife.com
– นายมานะ เพิ่มพูล  ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช / อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 
– เครดิตภาพใต้รูปภาพ

พปชร.ร่วง “สุชัชวีร์” ได้แต้มสู้ชัชชาติ-วิโรจน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503866

03 ก.พ. 2565 |04:00 น.

พปชร.ร่วง "สุชัชวีร์" ได้แต้มสู้ชัชชาติ-วิโรจน์

ปชป.รอดจากหลักสี่เอฟเฟกต์ “สุชัชวีร์” สบช่อง พปชร.ร่วง ลุงตู่หล่น สะสมแต้มหวังไปทาบชัชชาติ ที่จะเจอวิโรจน์ ก้าวไกลพร้อมชนพร้อมแบ่งแต้ม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ด่านทดสอบหลักสี่ “สุชัชวีร์” รอดตัวไป เพราะค่าย ปชป.ไม่ส่งผู้การแต้มลงสนาม แต่คงเหนื่อยสาหัส เมื่อเห็นแต้มเพื่อไทยชนะขาด

ชัชชาติออกนำไปก่อน “สุชัชวีร์” มาทีหลังใช้ลูกขยันลุยพื้นที่ และรอดูกลยุทธ์กระชากเรตติ้ง ทำได้ก็มีลุ้น แต่ถ้าไม่โดนก็ดับ

ผลเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ พรรคก้าวไกลไม่แผ่ว “สุชัชวีร์” อาจแอบหวังให้คู่แข่งฝ่ายประชาธิปไตยตัดแต้มกันเอง

พลันที่พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศงดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมในเขต 9 หลักสี่-จตุจักร หลายคนนึกถึงใบหน้าของ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรค ปชป. เพราะหากพรรคส่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่เคยได้ 1.6 หมื่นคะแนนในการเลือกตั้ง 2562 แล้วเกิดแพ้แบบย่อยยับขึ้นมา ย่อมเขย่าขวัญ ดร.เอ้ อย่างแน่นอน

อีกด้านหนึ่ง ปชป.ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ก็คงสรุปบทเรียนจากการแข่งขันในสนามหลักสี่ ทั้งจากผู้ชนะและผู้แพ้ เพื่อนำมาปรับใช้ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

ชัยชนะของเพื่อไทยคงสร้างความมั่นใจให้ทีมงานชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มากขึ้น ขณะที่พรรคก้าวไกลก็ใจชื้นที่คะแนนปี 2562 ยังไม่หายไปไหน

ที่เสียหายหนักคือ พรรคพลังประชารัฐ สะท้อนว่าคะแนน ปชป.ที่โดนกระแสลุงตู่แบ่งแต้มไปนั้น อาจกำลังจะกลับมาที่เดิม

ฝ่ายประชาธิปไตย อย่างชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับวิโรจน์ ลักขณาอดิศร คงห้ำหั่นกันดุเดือด ส่วน สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ก็พยายามทำคะแนนที่หายไปกลับคืนมา และสมมติว่า พลังประชารัฐไม่ส่งผู้ว่าฯ กทม. ค่าย ปชป.ก็พอจะยิ้มออก

‘ปชป.มีโอกาสฟื้น’

“สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” จะมีโอกาสชนะหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวแปรพลังประชารัฐ หรือกระแสลุงตู่ เพราะไปย้อนดูผลคะแนนเลือกตั้งปี 2562 เฉพาะสนามกรุงเทพมหานคร

พรรคอนาคตใหม่ ได้ อนาคตใหม่ 804,272 คะแนน ส.ส. 9 คน, พลังประชารัฐ ได้ 791,893 คะแนน ส.ส.12 คน (ลบออก 1 คน) ,เพื่อไทย 604,699 คะแนน ส.ส.9 คน(เพิ่ม 1 คน) และ ปชป. 474,823 ไม่ได้ ส.ส.

คะแนนกว่าครึ่งหนึ่งของพลังประชารัฐ มาจากแฟนคลับ ปชป. ที่นิยมชมชอบแคมเปญความสงบจบที่ลุงตู่ และไม่พอใจแคมเปญของอภิสิทธิ์

สำหรับการเลือกตั้งปี 2554 ปชป.ได้ 1,356,672 คะแนน ส.ส. 23 คน และเพื่อไทย1,246,057 คะแนน ส.ส.10 คน ซึ่งปีโน้น ยังไม่มีพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่

ดร.เอ้ หรือ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) อาจเปิดตัวช้ากว่าคู่แข่งตัวเต็ง อาจต้องพึ่งพาฐานเสียงของ ปชป.มากหน่อย

ลำพังวัดการหยั่งเสียงผ่านโพลหลายสำนัก ดร.เอ้คะแนนนิยมเป็นรองชัชชาติ หลายช่วงตัว ดังนั้น ดร.เอ้ชนะก็ต้องปลุกกระแสสปิริตชาว ปชป.ในเมืองหลวงให้กลับมา


‘ตัดเชือกสีส้ม’

อีกช่องทางหนึ่งที่ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ค่าย ปชป.จะเบียดขึ้นมาได้ ก็คือ การแข่งขันกันดุเดือดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ไม่ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะประกาศว่า ลงรับสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ แต่ชื่อของชัชชาติ ถูกผูกโยงกับพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด และมีแนวโน้มว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่จะส่งผู้สมัคร ส.ก.ครบทุกเขต

นั่นเท่ากับเพื่อไทยหนุนชัชชาติไปโดยปริยาย และฝ่ายตรงข้าม ย่อมจะจับชัชชาติ ไปอยู่ในขั้วประชาธิปไตยหรือขั้วเดียวกับสีส้ม พร้อมหาทางโยงชัชชาติเข้าหาทักษิณ ชินวัตร และม็อบราษฎร

ส่วน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคก้าวไกล อาจสร้างความผิดหวังให้กับกองเชียร์สีส้มจำนวนหนึ่ง เนื่องจาก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคตั้งสเปคไว้สูงมาก แต่พอกลายเป็นชื่อวิโรจน์ ก็มีเสียงบ่นเล็กๆ


สมัยวิโรจน์ เป็น ส.ส.ออกแนวบู๊ล้างผลาญ เมื่อลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็ชูสโลแกน หมดเวลาซุกปัญหาไว้ใต้พรม พร้อมชนเพื่อคนกรุงเทพฯ ซึ่งสอดรับกับบุคลิกปะฉะดะของเขา

ดังนั้น การแย่งคะแนนกันเองในฝ่ายประชาธิปไตย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะชัชชาติ ไม่ใช่ผู้สมัครอิสระเพียวๆ หากแต่คลุกคลีอยู่กับเพื่อไทยมาหลายปี และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทยด้วย

ถ้า สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ค่าย ปชป.งัดกลยุทธ์โดนใจชาวบ้านในโค้งสุดท้าย สถานการณ์การแข่งขันก็พลิกผันได้ตลอดเวลา

เทียบฟอร์ม ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” ใครเหนือใคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499309

02 ก.พ. 2565 |17:54 น.

เทียบฟอร์ม ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯ กทม." ใครเหนือใคร

ปี่กลอง “เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.” ดังขึ้นแล้วเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ รมว.มหาดไทย รายงานต่อ ครม.ถึงไทม์ไลน์ว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ราว ๆ พฤษภาคม.. มามองย้อนดูว่า ว่าที่ผู้สมัครฯมีใครบ้าง ใครนำ ใครตาม และผู้สมัครอิสระกับสังกัดพรรคการเมือง คนกรุงชอบแบบไหนมากกว่ากัน

ตามไทม์ไลน์ “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” น่าจะมีขึ้นประมาณพฤษภาคมนี้

ด้วยเหตุนี้การเปิดตัวของ “ว่าที่ผู้สมัครฯผู้ว่า กทม.” จึงมีให้เห็นและมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนบางคนเป็นเพียงกระแส หรือคาดการณ์ว่าจะลงแข่งเลือกตั้งสนามนี้แต่ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการ

เทียบฟอร์ม ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯ กทม." ใครเหนือใคร

                                                             ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ที่เปิดตัวมาช้านานแล้วก็  ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์  อดีต รมว.คมนาคม  ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ที่จะลงสมัครอิสระ

ชัชชาติ ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยในช่วงปลายปี 2562 หลังจบการเลือกตั้งใหญ่ โดยเปิดตัวกิจกรรมเป็นครั้งแรกในธีม ชัชชาติ ชวนคุย คนกรุงเทพฯช่วยคิด เพื่อต่อยอดเป็นนโยบายการพัฒนากรุงเทพฯ ในการลงเลือกตั้งผู้สมัครอิสระในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. พร้อมกับฟอร์มทีมและขับเคลื่อนภายใต้ชื่อ กลุ่มเพื่อนชัชชาติ


ในโลกออนไลน์ ชัชชาติ  ได้ความนิยมจากรูปภาพที่เขาเดินเข้าไปทำบุญใส่บาตรภายในวัดแห่งหนึ่งที่ จ.สุรินทร์ โดยสวมเสื้อแขนกุดหิ้วถุงอาหารและเดินด้วยเท้าเปล่า ภาพดังกล่าวมีการแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว 


จากนั้นตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ชัชชาติ  ตระเวนลงพื้นที่หลายเขตของกรุงเทพฯ เพื่อเก็บข้อมูลจัดทำนโยบายเตรียมลงเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเปิดตัว ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ดร.ยุ้ย มาเป็นทีมนโยบายเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยใช้สโลแกนหาเสียงว่า  มาช่วยสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

และยังมีการดึง ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. มาเป็นที่ปรึกษา มาเป็นทีมงานในการช่วยหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้

นอกจากนี้ ชัชชาติ ยังได้นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร New Dem หรือ กลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคประชาธิปัตย์ บุตรชาย นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มาช่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม 
 

เทียบฟอร์ม ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯ กทม." ใครเหนือใคร

                                                               สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

คนต่อมา ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันในนาม ดร.เอ้ ที่ลาออกจากตำแหน่ง อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)เพื่อก้าวเข้าสู่สนามการเมือง ในฐานะว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวจากพรรคการเมืองคนแรกในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ โดยใช้สโลแกนหาเสียงว่า เปลี่ยนกรุงเทพ เราทำได้


ดร.เอ้  ถือว่าไม่ธรรมดาคนหนึ่งเลยทีเดียว  พรรคประชาธิปัตย์ สรุปจุดขายของ ดร.เอ้  ในการสัประยุทธ์ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมีขึ้นหลังจากนี้ว่า เป็นศาสตราจารย์ด้านการก่อสร้างใต้ดินและอุโมงค์คนแรกของไทยเมื่ออายุเพียง 37 ปี เป็นอธิการบดีที่อายุน้อยที่สุดในประเทศด้วยวัยเพียง 43 ปี รวมทั้งผลงานจากโปรเจกต์จบปริญญาตรีเรื่องงานวิจัยออกแบบรถไฟฟ้าใต้ดินเส้นแรกของไทย สู่การเป็น 1 ในทีมผู้สร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเส้นแรกของไทย นอกจากนี้เคยเป็นนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 7 สมัย และเป็นชาวอาเซียนเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลระดับโลก Eisenhower Fellows 2013 ด้านวิศวกรรมเทคโนโลยี ในฐานะผู้นำยุคใหม่ของโลก

ขณะเดียวกันยังเป็นผู้นำทีมก่อสร้างโครงการ แก้มลิงใต้ดิน แห่งแรกในไทย ณ วัดมังกรกมลาวาส แก้ปัญหาน้ำท่วมเพื่อคนกรุงเทพฯ รวมทั้งยังได้รับฉายาว่า The Disruptor เมืองไทย มีแฮชแท็กประจำตัว #จะทำก็ทำได้

เทียบฟอร์ม ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯ กทม." ใครเหนือใคร

                                                                         สกลธี ภัททิยกุล

 – สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  อดีตแนวร่วมคนสำคัญคนหนึ่งของ กปปส. ซึ่งเพิ่งยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2564  และให้สัมภาษณ์ว่ามีความพร้อมที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยจะตัดสินใจลาออกจากรองผู้ว่าฯกทม.ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคม 2565 และจะมีแกนนำ กปปส. เข้ามาช่วยเขาหาเสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ด้วย


ตอนนี้ สกลธี กำลังเริ่มเตรียมเซ็ตทีมเลือกตั้งไว้บ้างเช่นกันโดยมีสองสามีภรรยา ณัฎฐพลและทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. คอยเป็นกุนซือให้ ข่าวบางกระแสว่า สกลธี จะลงอิสระ แต่บางกระแสบอกว่า จะสังกัดพรรคตั้งใหม่ 


ขณะที่ ทยา ทีปสุวรรณ  อดีตแกนนำ กปปส.ที่ตั้งใจลงชิงผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ แต่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเสียก่อนจากคดีที่เธอตกเป็นจำเลยในคดีแกนนำ กปปส. ถูกดำเนินคดีอาญาจากการชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้เขียนข้อความทางเฟซบุ๊ก ว่า สกลธี มาแล้ว…พร้อมสู้เพื่อ กทม.  หากน้องชายลงผู้ว่าฯกทม. ขอออกตัวเลยว่า จะสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้น้องทุกทางที่ทำได้

จริงๆ แล้ว จั้ม(ชื่อเล่นสกลธี ) กับเราเตรียมนโยบายสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยจั้มคือ 1 ในทีมงานหลักที่ทำงานด้วยกันมาตลอด แต่เมื่อเรา(หมายถึงทยา) โดนตัดสิทธิทางการเมือง  เราเลยคุยกันว่า จั้มพร้อมมาก ทั้งความสด ความเป็นคนรุ่นใหม่ ขยันทำงาน และรู้งานกทม.เป็นอย่างดี เพราะทำหน้าที่รองผู้ว่ามาเป็นปีที่ 4 แล้ว

ที่สำคัญ น้องเป็นคนดี ซื่อสัตย์ รักชาติ รักสถาบัน ก็น่าจะลุยไปเลย เป็นตัวแทน คนรุ่นใหม่ ที่มีอุดมการณ์ทำงานเพื่อประเทศชาติ มีประสบการณ์ทางการเมือง มีความสามารถ มีผลงานที่จับต้องได้ รู้จักพื้นที่กรุงเทพแบบทะลุปรุโปร่งเพราะลงพื้นที่ตลอด รู้จักข้าราชการและกลไกการทำงานในทุกสำนักเป็นอย่างดี

หากได้รับเลือกตั้งก็สามารถเริ่มงานได้ทันที ไม่ต้องมาเริ่มเรียนรู้ระบบใหม่ พร้อมดูแล กทม.ด้วยนโยบายที่ทันสมัย ลดคอร์รัปชั่น ใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ ทำกรุงเทพให้น่าอยู่…เชื่อว่าจั้ม จะเป็นขุนพลที่นำทีมงานมืออาชีพ มีความรู้จากทุกสายงานมาเป็นteamwork ที่เข้มแข็ง…คนกรุงจะได้ผู้นำและทีมงานที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแน่นอน  

สำหรับ สกลธี จะได้คะแนนหนุนจากกลุ่ม กปปส. และ ส.ก. บางส่วน 

เทียบฟอร์ม ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯ กทม." ใครเหนือใคร

                                                                    รสนา โตสิตระกูล

อีกคน  น.ส.รสนา โตสิตระกูล  อดีต ส.ว.กทม. ที่ได้รับคะแนนการเลือกตั้งมากที่สุดจาก ส.ว.ทั่วประเทศในปี 2551 อยู่ที่ 743,397 คะแนน

ที่ผ่านมาบทบาท รสนา  เป็นนักต่อสู้เรื่องสิทธิผู้บริโภค สิทธิประชาชน เคยดำรงตำแหน่งหลากหลาย อาทิ เลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย กรรมการอิสระ แกนนำเครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อผู้บริโภค กรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง และยกร่างแผนแม่บทพัฒนาการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

รสนา เคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (2 สมัย)

โดยเฉพาะในปี 2547 เป็นหนึ่งในแกนนำเคลื่อนไหวล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อ เพื่อยื่นตรวจสอบการทุจริตยาของกระทรวงสาธารณสุข จนเป็นเหตุให้นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี และถูกยึดทรัพย์เป็นจำนวนเงิน 233.8 ล้านบาท 

สำหรับเส้นทางเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นั้น  รสนา  เปิดตัวเมื่อ 13 ธ.ค. 2562 ประกาศจะลงสู้ศึกในนามผู้สมัครอิสระ “ตัวจริง” ใช้สโลแกนหาเสียงว่า กทม.มีทางออก บอกรสนา  โดยใช้ยุทธศาสตร์หาเสียงเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

เทียบฟอร์ม ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯ กทม." ใครเหนือใคร

                                                          พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง
 
– พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง  ผู้ว่า กทม.คนปัจจุบัน  ถึงไม่เปิดตัวเป็นทางการ แต่กระแสข่าวบอกว่า จัดกำลังหนุนไว้พร้อมแล้วเพื่อจะได้กลับมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้ง และลือกันไปทั่วว่า พล.ต.อ.อัศวิน ได้แจ้งให้ผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐทราบแล้ว จะขอลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่สังกัดพรรค แต่มี กลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ เป็นกองหนุน

สำหรับกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ เปิดตัวมา 2 ปีกว่าแล้ว เป็นการรวมตัวกันของผู้ที่มีจิตอาสาอยากช่วยเหลือสังคมและรับใช้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ โดยมี กิติภูมิ นีละไพจิตร์ ผู้จัดการตลาดทุ่งครุพลาซ่า เป็นประธานกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้  กลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ  ได้ประกาศชัดเจนว่า หาก พล.ต.อ.อัศวิน ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. กลุ่มรักษ์กรุงเทพ ก็พร้อมที่จะสนับสนุน พล.ต.อ.อัศวิน

เมื่อจัดทัพไว้พร้อมสรรพ พล.ต.อ.อัศวิน จึงไม่สนใจว่า พลังประชารัฐจะหนุนหรือไม่ เพราะกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ ลุยทำงานเพาะเป้าสร้างแกนในชุมชนจนฐานแน่นปึ้ก 

ขณะนี้กลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ พร้อมที่จะส่งคนลงสนามเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ถึง 30 เขต

ด้านพรรคกล้า ฟังจากนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคฯ ยืนยันว่า พรรคกล้าเตรียมคนไว้แล้วสำหรับการส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รอเพียงความชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อไหร่เท่านั้น จะได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครฯ

ส่วนพรรคไทยศรีวิไลย์ มีการแถลงเปิดตัว ดร.ประยูร ครองยศ ลงผู้สมัครชิงเก้าอี้ ผู้ว่า กทม. โดยนายมงคลกิตติ์  หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ บอกว่า พรรคจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย กระจายอำนาจ คัดสรรและแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ให้อำนาจแขวงในการบริหารงาน หาบเร่แผงลอยขายได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด และปฏิรูปกรุงเทพมหานคร 

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะส่งคนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ถ้าพรรคพลังประชารัฐส่งคนลงแข่ง (แต่ไม่ได้ส่ง พล.ต.อ.อัศวิน) ก็อาจไปตัดคะแนนกันเองกับ พล.ต.อ.อัศวิน และ นายสกลธี เพราะส่วนหนึ่งใช้ฐานเสียง ส.ก.เดียวกัน  

แต่พรรคเพื่อไทยชัดเจนแล้วว่าจะไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกว่า พรรคเพื่อไทยพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่า ขณะนี้เสมือนมีตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยที่อาสาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อยู่แล้ว ถ้าพรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครในนามของพรรค อาจมีปัญหาในการตัดคะแนนกันเอง จึงมีข้อสรุปชัดเจนว่า จะไม่ส่งตัวแทนของพรรคเพื่อไทยเนื่องจากต้องการส่งเสริมคนที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

และพรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุนนายชัชชาติ แต่การจะประกาศสนับสนุนอย่างเป็นทางการต้องรอจังหวะ โอกาส และเวลาที่เหมาะสมเพราะมีผลกระทบหลายด้านโดยเฉพาะตัวผู้สมัครเอง โดยยินดีใช้กลไกของพรรคสนับสนุน

เทียบฟอร์ม ว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ "ผู้ว่าฯ กทม." ใครเหนือใคร

                                                                         วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ส่วนพรรคก้าวไกล ก็เพิ่งเปิดตัว  นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และในวันพรุ่งนี้ ( 3  ก.พ. )นายวิโรจน์ จะเดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นส.ส.ที่สภาผู้แทนฯโดยให้มีผลในวันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ เพื่อเตรียมพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 

สำหรับนายวิโรจน์ เป็น ส.ส.ที่มีความโดดเด่นระดับดาวสภาคนหนึ่ง เนื่องจากมีลีลาในการอภิปรายที่ดุดัน เข้มข้น พุ่งชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล  

แต่ก็มีคำถามว่า การที่นายวิโรจน์ จะมานั่งในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. มีความเหมาะสมแค่ไหน เพราะผู้ว่าฯกทม. เป็นตำแหน่งบริหาร และเมื่อเทียบชื่อชั้นกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ดร.สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์  ก็ยังเป็นรอง


และการที่พรรคก้าวไกล ส่งคนลงแข่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.อาจส่งผลในการไปตัดคะแนนกันเองกับนายชัชชาติในหมู่คนรุ่นใหม่และคนเสื้อแดง

เช่นเดียวกับที่ ชัชชาติ ดึง ดร.พิจิตต มาเสริมทีม  ก็อาจส่งผลในการดึงคะแนนเสียงคนสนับสนุน ดร.เอ้ สุชัชวีร์ จากประชาธิธัตย์ เพราะดร.พิจิตต เคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มาก่อนและเคยช่วย ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ หาเสียงในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ฯ เมื่อปี 2552


และอีกคนดังที่เริ่มมีข่าวว่าสนใจลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เช่นกัน คือ  ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม พิธีกร นักแสดง  อดีตนางสาวไทยปี พ.ศ. 2543 ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการทำงานด้านสังคมในนาม องค์กรทำดี ที่ทำงานด้านช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและเป็นแกนนำในการเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มโทษผู้กระทำผิดคดีข่มขืนให้ได้รับบทลงโทษที่สูงขึ้นจนได้เข้าไปมีบทบาทในสภาฯ เป็นอนุกรรมาธิการศึกษากระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราฯ ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดปัจจุบัน และพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ต้องการส่งคนลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ก็กำลังมอง บุ๋ม ปนัดดา อยู่ และมีข่าวว่ากำลังเจรจากันอยู่

สำหรับผลโพลของหลายสำนัก ล่าสุด นายชัชชาติ ยังคะแนนนำอยู่ ตามมาด้วย ดร.สุชัชวีร์  พล.ต.อ. อัศวิน และ น.ส. รสนา


สวนดุสิตโพล เคยสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ  ระหว่าง 13-16 ธันวาคม 2564 หัวข้อ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในสายตาคนกรุงเทพฯ 


ผลออกมาว่า คน กทม. สนใจเลือกผู้สมัครอิสระมากกว่าผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง

ในกรณีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนกรุงเทพฯ จะเลือก

อันดับ 1 ผู้สมัครอิสระ 38.65%

อันดับ 2 ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 20.52%

อันดับ 3 ผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล 16.06%

อันดับ 4 ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย 13.58%

อันดับ 5 ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ 9.43%

อย่างไรก็ตามยังมีตัวแปรอีกมากเนื่องจากหลายคนยังไม่ได้เปิดตัวเป็นทางการและมีคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครอีกจำนวนมาก 


นับจากนี้ไป การออกแบบกลยุทธ์เพื่อเอาชนะใจคน กทม. ที่ส่วนใหญ่มีความต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมากจึงเป็นเรื่องสำคัญ  


และที่ผ่านมาคน กทม. จะลงคะแนนเลือกตามกระแสที่มาแรงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ใครมาแรงตอนนั้นก็มักเข้าวิน

ศัตรูที่ลื่นไหล “ธรรมนัส” น้องรักทักษิณ อะไรก็เกิดขึ้นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503831

02 ก.พ. 2565 |17:08 น.

ศัตรูที่ลื่นไหล "ธรรมนัส" น้องรักทักษิณ อะไรก็เกิดขึ้นได้

เฉลยทักษิณไม่ใช่ศัตรูของ “ธรรมนัส” คนดูไบยังนับรุ่นพี่รุ่นน้อง เกี่ยวดองคนภาคเหนือเหมือนกัน ผ่าซุ้มธรรมนัส เนื้อแท้มีแค่ 6 คน ที่เหลือลุงป้อมจัดให้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ประโยคปริศนาของ “ธรรมนัส” ถูกตีความมากมาย รวมถึงการผูกโยงมาถึง ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เรื่องนี้โทนี่ขยายความ “ธรรมนัส” เป็นรุ่นน้องที่เคยร่วมงานกัน ดูเหมือนคนแดนไกลจะเคยพูดถึงผู้กองพะเยาด้วยความเข้าอกเข้าใจเสียด้วยซ้ำไป

ศัตรูของศัตรูนั้น “ธรรมนัส” หมายถึงใคร ไม่ทราบ แต่โทนี่หรือทักษิณยืนยัน ตัวเขาไม่ใช่ศัตรูของประยุทธ์และธรรมนัส

หลังทราบผลเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่อยู่ระหว่างการพาครอบครัวไปพักผ่อนที่สวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ได้โพสต์เฟซบุ๊คขอบคุณประชาชนที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แถมทิ้งปริศนาคำคมของฝรั่งที่ว่า “The enemy of my enemy is my friend” (ศัตรูของศัตรูคือมิตร)

อันที่จริง “The enemy of my enemy is my friend” มาจากสุภาษิตโบราณ หมายถึงคู่กรณีสองฝ่ายซึ่งต่อต้านกันและกัน หรือเป็นศัตรูกัน อาจมาร่วมมือกัน เพื่อมาต่อต้านหรือจัดการกับศัตรูคนเดียวกันก็เป็นได้

ในวรรณคดีสามก๊กก็มีประโยคทำนองเดียวกัน “ศัตรูของศัตรูคือมิตร มิตรของศัตรูคือศัตรู ศัตรูของมิตรคือศัตรู มิตรของมิตรคือมิตร” ฉะนั้น ศัตรูหรือมิตรย่อมลื่นไหลไปตามสถานการณ์ ไม่มีอะไรที่ตายตัว

ประโยคปริศนาของ ร.อ.ธรรมนัส จึงถูกตีความจากขั้วการเมืองตรงข้ามว่า ศัตรูของศัตรูคือมิตรนั้น ธรรมนัสหมายถึงทักษิณ ตามกระแสข่าวลือก่อนหน้านั้นว่า หลังเลือกตั้งครั้งหน้า กลุ่มธรรมนัสจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

‘จากใจพี่โทนี่’

ซื้อหวยก็ถูก ประโยคที่ “ธรรมนัส” ทิ้งปริศนาไว้ในเฟซบุ๊ค “ศัตรูของศัตรูคือมิตร” นั้น มีคนนำไปถามทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซัม กล่าวใน CARE ClubHouse เมื่อค่ำวันที่ 1 ก.พ.2565

มีคนฟังทางบ้านถามโทนี่ว่า the enemy of my enemy is my friend ศัตรูใช่ พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ แล้วเพื่อนของ ร.อ.ธรรมนัส เป็นใคร โทนี่หรือทักษิณตอบว่า เป็นคำถามที่ดี แต่ต้องถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ตนไม่รู้ใครเป็นศัตรู ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรุ่นน้องเตรียมทหาร ตอนที่เป็นนายกฯ ตนเป็นคนรับสนองให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายพล ไม่มีทางเป็นศัตรู แต่การเมืองแน่นอน มีการแข่งขัน มีการลูบคมกัน แต่ไม่ใช่ศัตรู

“ผมก็ไม่ใช่ศัตรูของ พล.อ.ประยุทธ์ และ ไม่ใช่ศัตรู ร.อ.ธรรมนัส เพราะ ร.อ.ธรรมนัส เป็นรุ่นน้องเยอะเลย เคยอยู่พรรคเพื่อไทย เป็นคนเหนือด้วยรู้จักกันดี” ทักษิณกล่าว

ร.อ.ธรรมนัส และจุ๊บจิ๊บ คงใกล้เดินทางกลับเมืองไทยแล้วร.อ.ธรรมนัส และจุ๊บจิ๊บ คงใกล้เดินทางกลับเมืองไทยแล้ว

ทักษิณนั้นเป็นเตรียมทหารรุ่น 10 ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เตรียมทหารรุ่น 25 ห่างกันหลายสิบรุ่น ช่วงทักษิณตั้งพรรคไทยรักไทย ธรรมนัสเดินตาม เสธ.ไอซ์ หรือ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของทักษิณ เข้ามาช่วยงานในรัฐบาลทักษิณ

ปี 2555 ธรรมนัสเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เตรียมสร้างฐานการเมืองที่พะเยา และลงสมัครสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้ง 4 ก.พ.2557 (เลือกตั้งโมฆะ)

ปี 2561 สถานการณ์การเมืองเปลี่ยน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขอร้องให้ธรรมนัสมาช่วยงานพลังประชารัฐในภาคเหนือ เขาจึงลาออกจากเพื่อไทยมาอยู่พรรค 3 ป.

หากธรรมนัสจะจับมือกับแกนนำพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล หลังเลือกตั้งครั้งหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากเป็นพวกเดียวกันมาก่อน

‘ผ่าซุ้มธรรมนัส’

คาดว่า กลางเดือน ก.พ.2565 “ธรรมนัส” คงขับเคลื่อนพรรคเศรษฐกิจไทยเต็มรูปแบบ โดยเบื้องต้นมี ส.ส. 17 คน(รวมธรรมนัสเป็น 18 คน) ทำหน้าที่อยู่ในสภาฯ

ว่ากันตามจริง ส.ส. 17 คนที่ตัดสินใจเข้าร่วมหัวจมท้ายกับธรรมนัสนั้น แยกที่เป็นลูกหม้อ 6 คน ได้แก่ บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, จีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา ,ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ,ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก ,ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก และวัฒนา สิทธิวัง ส.ส.ลำปาง

สายวิรัช รัตนเศรษฐ แบ่งกำลังมาให้ 2 คนคือ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา และเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา

นอกนั้น พรชัย อินทร์สุข ส.ส.พิจิตร, ปัญญา จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน, พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร และ ยุทธนา โพธสุธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้รับไฟเขียวจาก พล.อ.ประวิตร

ส่วน 3 ส.ส.อีสาน สมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น, ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ และ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี ก็มีวิรัชเป็นคนประสานงาน

เฉพาะ สะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.ชลบุรี เขต 8 ลูกชาย พล.ร.ท.จำรัส เผือกประพันธุ์ ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่ง ส.ส.เมืองชลคนนี้บอกชัดว่า มาอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย เพราะ พล.อ.วิชญ์ เพื่อนของพ่อ

ร.อ.ธรรมนัส วาดฝันให้พรรคเศรษฐกิจไทย เป็นพรรคขนาดกลาง มี ส.ส.ประมาณ 30 เสียงเข้าร่วมรัฐบาลกับขั้วไหนก็ได้ ถึงนาทีต้องตัดสินใจ ศัตรูหรือมิตร ย่อมพลิกผันได้ทุกเวลา