มวยซุ่ม “อัศวิน” กั๊กรอลงสนาม สกลธีเข้าตีเมืองหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503728

01 ก.พ. 2565 |20:10 น.

มวยซุ่ม "อัศวิน" กั๊กรอลงสนาม สกลธีเข้าตีเมืองหลวง

โหมโรงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “อัศวิน” ซุ่มดูจังหวะเปิดตัว จัดทัพ ส.ก.ต่อจิ๊กซอว์ไทยภักดี ส่วน สกลธี ภัททิยกุล มวยหนุ่มมาแรง เตรียมเปิดตัวพรรคใหม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.มีสัญญาณชัด “อัศวิน” ลากยาวในตำแหน่งผู้ว่าฯ มา 5-6 ปี เมื่อรัฐบาลประยุทธ์ไฟเขียว ก็รอวันที่บิ๊กวินจะเปิดตัวลงสนาม

ทำเนียบเสาชิงช้าคึกคัก “อัศวิน” ซุ่มจัดทีมสู้ศึก ข้างฝ่าย สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ก็แต่งตัวรอลงสนามชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.เช่นกัน

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “อัศวิน” เจอคู่แข่งสายแข็งเพียบ แถมคนกันเอง สกลธี ภัททิยกุล ลงสนามด้วย ก็ต้องวัดฝีมือกัน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาตั้งแต่ 18 ต.ค.2559 แทบไม่น่าเชื่อว่า ผู้ว่าฯที่มาจากการแต่งตั้งจะอยู่ในตำแหน่งได้นานขนาดนี้ คนเมืองหลวงเฝ้ารอการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปีแล้วปีเล่า รัฐบาลประยุทธ์ก็ไม่เปิดไฟเขียวเสียที

วันที่ 1 ม.ค.2565 มีรายงานจากที่ประชุม ครม.ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงกำหนดการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. โดยช่วงเดือน มี.ค.นี้ ทางกระทรวงมหาดไทยจะมาแจ้งให้ ครม.ทราบถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างเป็นทางการ

นัยว่า กกต.จะประกาศวันรับสมัครและวันเลือกตั้งช่วงต้นเดือน เม.ย. และจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ค. ซึ่งจะทำพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.)

สำหรับผู้ที่เสนอตัวเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ได้แก่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) ,รสนา โตสิตระกูล (อิสระ) ,สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคก้าวไกล

ที่น่าสนใจ กรณีผู้บริหาร กทม. 2 คน มีข่าวว่าเตรียมจะลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ด้วย นั่นคือ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. และสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม.

‘สายตรงผู้ใหญ่’

ปลายปีที่แล้ว “อัศวิน” แอบส่งซิกให้คนใกล้ชิดตั้งกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ ขยับเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 30 เขต แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ปริปากเรื่องจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ตรงกันข้าม สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. กลับเปิดเผยผ่านสื่อว่า ขอเป็นตัวเลือกให้แก่ชาวกรุงเทพฯ

จะว่าไปแล้ว สกลธี ภัททิยกุล แสดงเจตจำนงจะลงสนามผู้ว่าฯ กทม.มานานแล้ว ถึงขั้นจะเสนอตัวลงในนามพลังประชารัฐ โดยเฉพาะช่วงที่ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สกลธี เป็นหนึ่งในคีย์แมนที่ปลุกปั้นพรรคพลังประชารัฐมาพร้อมกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ

เฮียต่าย ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ อัศวิน และแกนนำกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯเฮียต่าย ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ อัศวิน และแกนนำกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ

ปี 2561 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เซ็นคำสั่งแต่งตั้งสกลธี ให้เป็น รองผู้ว่าฯกทม. และมีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐยุคแรก

ปลายปี 2564 สกลธีลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จึงมีข่าวว่า เขาเตรียมตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยช่วงเวลาเดียวกัน ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายสกลธี ภัททิยกุล ได้เข้าพบนายกฯ เป็นการส่วนตัวที่ตึกไทยคู่ฟ้า

นั่นคือที่มาของข่าวลือเรื่องสกลธี ได้ขอการสนับสนุนจาก พล.อ.ประยุทธ์ ในการจะสมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ภายหลัง สกลธีได้ปฏิเสธข่าวนี้อย่างสิ้นเชิง

‘ซุ่มสะสมกำลัง’

กระทั่งวันนี้ “อัศวิน” ก็ยังไม่แถลงเรื่องจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ช่วงที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ตัดสินใจไม่ลงสนามผู้ว่าฯ กทม. ได้พูดชัดว่า ไม่อยากแข่งกับรุ่นพี่ จึงขอถอนตัว

ล่าสุด เมื่อ 19 ม.ค.2565 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ลงนามคำสั่งกรุงเทพมหานคร แต่งตั้ง ทินกร ปลอดภัย ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ กทม.

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทินกรเป็นคนสนิทของถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา ซึ่งพรรคไทยภักดี ได้แต่งตั้งให้ทินกร เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อม เขต 9 หลักสี่-จตุจักร ที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งไปเมื่อไม่กี่วันมานี้

เหนืออื่นใด ทินกร ปลอดภัย ก็เป็นสมาชิกกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ และเปิดตัวจะลงสมัคร ส.ก.เขตมีนบุรี อีกด้วย จึงทำให้มีการต่อจิ๊กซอว์ระหว่างบิ๊กวิน กับพรรคไทยภักดี ที่มีถาวร เสนเนียม เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

สำหรับกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ ได้เข้าสู่โหมดสู้รบในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยผ่านบทบาทของ สุชัย พงษ์เพียรชอบ เลขาธิการกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ และประธานกลุ่มรักษ์กรุงเทพ เขตคลองเตย 2

หากประเมินความพร้อม กลุ่มรักษ์กรุงเทพฯจัดกำลังคนไว้เกือบครบ 50 เขตแล้ว รอเวลาการเปิดตัว พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อย่างเป็นทางการเท่านั้น

ซุ้มแตก “ประวิตร” เอาไม่อยู่ อวสาน พปชร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503711

01 ก.พ. 2565 |18:23 น.

ซุ้มแตก "ประวิตร" เอาไม่อยู่ อวสาน พปชร.

รออวสานพลังประชารัฐ “ประวิตร” คุมร้อยซุ้มพันก๊กไม่ได้ เจอแรงกดดันปฏิรูปพรรคจากฝั่งทำเนียบ ทางออกอาจแยกย้าย ใครมาทางไหนก็กลับทางนั้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

หลักสี่เอฟเฟกต์ “ประวิตร” คิดหนักจะเอายังไงกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะกลุ่ม 6 รัฐมนตรี กดดันให้ปฏิรูปพรรคครั้งใหญ่

เหมือนแก้วร้าวยากประสาน “ประวิตร” รู้ดีร้อยซุ้มพันก๊กในพลังประชารัฐ ยากที่จะเป็นเอกภาพดังเดิม ซุ้มขาใหญ่ต่างรอวันแยกทางไปหารังใหม่

ธรรมชาติพรรคทหาร “ประวิตร” คงแค่ประคองความขัดแย้ง ยืดเวลาออกไป จนกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสุกงอม พร้อมลุยน้ำลุยโคลนด้วยตัวเอง

หลังความปราชัยในการเลือกตั้งซ่อม 3 สนามรวด ส่งผลให้เกิดคลื่นใต้น้ำในพรรคพลังประชารัฐ มีกระแสกดดัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ให้มีการปรับโครงสร้างการบริหารพรรค ดึงคนเก่งมีความสามารถเสริมทัพ

นับแต่เกิดกบฏธรรมนัสเมื่อปีที่แล้ว พลังประชารัฐกลายเป็นพรรคอมโรค ส.ส.บางกลุ่มก่อการตีรวนป่วนพรรคไม่เลิกรา แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะสั่งให้ยุบก๊กเลิกซุ้ม สร้างพลังประชารัฐให้เป็นหนึ่งเดียว แต่ก็ไม่บังเกิดผล เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร เล่นบทรอมชอมและถือหางฝ่ายธรรมนัส

ติดตามชมรายการ “คมในฝัก” รายการที่นำเสนอแง่คิด ทัศนคติของคนดังที่น่าสนใจ ได้ทาง Youtube และ Facebook คมชัดลึก

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=476&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fkomchadluek%2Fvideos%2F1635212040146710%2F&autoplay=true&show_text=false&width=476&t=0

เป้าหมายของกลุ่มธรรมนัสคือ เขย่ารัฐบาลประยุทธ์ เพื่อให้ได้ตามสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่นานวันเขา พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ตอบสนอง ในที่สุด บิ๊กป้อมก็ไฟเขียวให้กลุ่มธรรมนัสออกไป ผ่านกระบวนการทางกฎหมายพรรคการเมือง

‘พลังป้อมสาขา 2’

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ประวิตร” คือผู้มากบารมี เป็นศูนย์รวม ส.ส.ร้อยซุ้มพันก๊ก รวมถึงซุ้มธรรมนัส ในชั่วโมงนี้ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เจรจาให้พรรคเศรษฐกิจไทยอยู่ในฝ่ายรัฐบาลไปก่อน

การปรับคณะรัฐมนตรีจะมีขึ้นหรือไม่ ก็อยู่ที่การเจรจากันภายในกลุ่ม 3 ป. พล.อ.ประยุทธ์จะยอมถอยเพื่อแลกกับการอยู่ต่อหรือไม่

จริงๆแล้ว ซุ้ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่แยกตัวออกไปสร้างพรรคเศรษฐกิจไทย ไม่ได้มีแค่ 18 คน ยังจะมี ส.ส.พลังประชารัฐมากกว่า 20 คน จะอพยพมาอาศัยใต้ชายคาบ้านหลังใหม่ในอนาคต


หากพรรคพลังประชารัฐ มีการปรับโครงสร้างใหม่ตามแรงกดดันของฝ่ายทำเนียบรัฐบาล ปีกสามมิตร และปีกอดีต กปปส.มีอำนาจมากขึ้น กลุ่ม ส.ส.โคราช สายวิรัช รัตนเศรษฐ คงขยับไปร่วมทั้งหมด หลังส่งไปล่วงหน้าแล้ว 2 คน คือ เกษม ศุภรานนท์ และทัศนาพร เกษเมธีการุณ

กลุ่ม ส.ส.สายตะวันตก, กลุ่ม ส.ส.สายหิมาลัย ผิวพรรณ, ส.ส.ใต้บางคน และ ส.ส.กทม.บางคน คงเตรียมย้ายไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจต้องรอให้มีการยุบสภาก่อน

‘จับตาสามมิตร’

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ “ประวิตร” คงจะไม่ปรับใหญ่ตามแรงกดดันสายทำเนียบ โดยมอบให้ สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง รับหน้าที่แม่บ้านดูแล ส.ส. และดึง สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน มาช่วยอีกแรง

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นอีกคนหนึ่งที่ดับเครื่องชนกลุ่มธรรมนัส แต่ลึกๆ ชัยวุฒิก็ยังเคารพรักลุงป้อม ไม่กล้าแตกหัก

ที่น่าจับตาคือ กลุ่มสามมิตร นำโดยสมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอนุชา นาคาศัย รวมถึงกลุ่มกำแพงเพชรของ วราเทพ รัตนากร ที่ต้องการให้มีการปรับโครงสร้างใหญ่ และพยายามเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามามีบทบาทในพรรคมากขึ้น

กลุ่มสามมิตรมองว่า ต้นตอของปัญหาความอ่อนแอในพรรคมาจาก พล.อ.ประวิตร ไม่มีความเด็ดขาดในการจัดการปัญหากลุ่มธรรมนัส ปล่อยให้มีการตีรวนเขย่ารัฐบาล ฉะนั้น พล.อ.ประวิตรควรถอยออกมา

ส่วนกลุ่มบ้านใหญ่ อย่างสมุทรปราการ, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว ไม่ได้ไปสังกัดซุ้มใหญ่ ต่างมีอิสระในการเคลื่อนไหว แต่พวกเขาก็มีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร มากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ หากจำเป็นต้องเลือก พวกบ้านใหญ่ก็เลือกบิ๊กป้อม ยกเว้นกลุ่มบ้านใหญ่ชลบุรี สายลูกกำนันเป๊าะ

นัยว่า ฝ่ายทำเนียบรัฐบาลประเมินว่า แนวทางยึดพรรคพลังประชารัฐเพื่อรีโนเวท หากลงมือทำแล้วไม่คุ้ม ก็ควรแยกไปปั้นพรรคใหม่ ที่มีเครือข่ายอดีต กปปส.สร้างพรรคใหม่ไว้รองรับแล้ว

ดังนั้น โอกาสที่พลังประชารัฐจะถึงกาลอวสานก็เป็นไปได้สูง บรรดา ส.ส.ที่มาจากร้อยซุ้มพันก๊กก็คงแยกย้ายกลับไปที่เดิม ส่วน ส.ส.นกแลก็หารังใหม่ได้ไม่ยาก เพราะมีผู้กองธรรมนัสไปสร้างรังไว้รอแล้ว

ก้าวไกลผยอง “พิธา” ขวางทักษิณแลนด์สไลด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503547

31 ม.ค. 2565 |17:37 น.

ก้าวไกลผยอง "พิธา" ขวางทักษิณแลนด์สไลด์

ศึกในฝ่ายประชาธิปไตย “พิธา” ขยายผลเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ เหมือนแพ้แต่ชนะ เลือกตั้งใหญ่ชูเลือกก้าวไกลทั้งแผ่นดิน ขวางทักษิณแลนด์สไลด์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ผลเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ “พิธา” ประกาศกร้าว เลือกตั้งใหญ่เลือกก้าวไกลทั้งแผ่นดิน หลังคะแนนของ เพชร กรุณพล ดีกว่าที่คาด และดีกว่าที่ชุมพร-สงขลา

ฐานคะแนนเมืองหลวงยังแน่น “พิธา” มั่นใจสู้พรรคเพื่อไทยได้ ไม่หวั่นฝ่ายประชาธิปไตยตัดแต้มกันเอง พลพรรคสีส้มมีขวัญกำลังใจฮึกเหิม

ติ่งแดงไม่พอใจ “พิธา” รุกใหญ่ชูเลือกส้มทั้งแผ่นดิน ขวางทักษิณแลนด์สไลด์ เพื่อไทยเหนื่อย ก้าวไกลเจาะฐานอีสาน-เหนือแตกแน่

หลังผลเลือกตั้งซ่อมสงขลาและชุมพร ทำเอากองเชียร์สีส้มใจห่อเหี่ยว เนื่องจากผู้สมัคร ส.ส.ทำแต้มได้ไม่ถึงหมื่น แต่พอมาถึงเลือกตั้งซ่อม กทม.เขต 9 หลักสี่-จตุจักร พรรคก้าวไกลก็หายใจโล่ง เมื่อ กรุณพล เทียนสุวรรณ หรือเพชร กรุณพล ได้สองหมื่นเศษ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จึงแถลงเสียงดังว่า แม้ว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะไม่ชนะ แต่แสดงให้เห็นว่าพรรคก้าวไกลมาถูกทางแล้ว

ทีมงานของก้าวไกลได้ขยายผลทันทีว่า ทุกเสียงคือการเลือกเพื่อยืนยันว่าต้องการการเปลี่ยนแปลง เลือกเพื่อยืนยันว่าต้องการผู้แทนราษฎรที่กล้าชนนายทุน ขุนศึกศักดินา “เจอกันอีกครั้งในการเลือกตั้งใหญ่ เปลี่ยนประเทศไทย เลือกก้าวไกลทั้งแผ่นดิน”

แคมเปญดังกล่าวข้างต้น ย่อมเป็นปฏิปักษ์กับแคมเปญเพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน และหาก ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ได้กลับบ้าน ก็เพราะเจอก้างขวางคออย่างก้าวไกลนั่นเอง

‘ดีกว่าเดิมจริงหรือ’

หลังพ่ายยับที่ภาคใต้ “พิธา” ระดมสรรพกำลังของก้าวไกลลุยหาเสียงอย่างหนัก เพราะเชื่อว่า สนามกรุงเทพฯ พรรคไม่ได้เป็นรองใคร

เนื่องจากผลคะแนนจากการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ไม่ได้ห่างกันเลย

อย่างสมัยที่แล้ว สุรชาติ เทียนทอง ได้ 32,115 คะแนะ ส่วน กฤษณุชา สรรเสริญ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 25,735 คะแนน ตัวเลขนี้บ่งชี้ความนิยมของค่ายสีส้มในเขตหลักสี่-จตุจักรได้เป็นอย่างดี

แกนนำก้าวไกล จึงเลือก เพชร กรุณพล นักแสดงที่สนใจการเมือง ซึ่งเพชรอยู่ในความสนใจของสื่อหลักตลอดเวลา เขามักจะแสดงความเห็นวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์แบบแรงๆอยู่บ่อยครั้ง

ดังนั้น ผู้สมัคร ส.ส.ที่พรรคก้าวไกล เลือกมาก็มีผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ และเลือกตั้งซ่อม ผู้คนก็มักจะโฟกัสที่ตัวบุคคลมากกว่าพรรค

‘ไม่แลนด์สไลด์’

ก่อนวันหย่อนบัตร “พิธา” ปูพรมแคมเปญเลือกให้เหมือนเลือกตั้งใหญ่ เพราะกลัวคนคิดว่าเลือกตั้งซ่อมเลยไม่ออกมาใช้สิทธิ์ และกลัวซ้ำรอยที่ชุมพร-สงขลา

ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ดันโหวตเชิงยุทธศาสตร์ เลือกเพื่อไทยให้ชนะขาด พูดง่ายๆ ฝ่ายประชาธิปไตยเลือกพรรคเดียว ไม่ต้องปันใจไปเลือกพรรคอื่นในปีกเดียวกัน ประเดี๋ยวคะแนนจะหาย และพ่ายฝ่ายเผด็จการ

พลันที่รู้ผลว่า สุรชาติ เทียนทอง ชนะแล้ว นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จึงแถลงว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเป็นหมุดหมาย เป็นบันไดก้าวแรกเพื่อให้เพื่อไทยแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน

ผลคะแนนที่สุรชาติได้เกือบ 3 หมื่นคะแนน จากผู้มาใช้สิทธิ์แค่ 52% ถือว่า ไม่แลนด์สไลด์ แต่พรรคเพื่อไทยก็พยายามจะเกาะเกี่ยวกับคำว่า แลนด์สไลด์

จะอย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยจะประมาทพรรคก้าวไกลไม่ได้ เพราะผลคะแนนเลือกตั้งซ่อมส่งสัญญาณชัดว่า ฐานคะแนนอนาคตใหม่ ไม่ได้หายไปไหน

พิธา นำทีมแถลงผลเลือกตั้ง บรรยากาศเหมือนผู้ชนะพิธา นำทีมแถลงผลเลือกตั้ง บรรยากาศเหมือนผู้ชนะ

เฉพาะสมรภูมิกรุงเทพฯสมัยหน้า เพื่อไทยกับก้าวไกล คงแข่งขันกันดุเดือดทุกเขต และครั้งหน้า เพื่อไทยส่งครบทุกเขตด้วย

ดังนั้น พรรคก้าวไกล จึงเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคเพื่อไทย ในสนามกรุงเทพฯ ,หัวเมืองใหญ่ในภาคกลาง, ภาคอีสาน และภาคเหนือ ยกเว้นภาคใต้ ที่เพื่อไทยและก้าวไกลต่างก็มีจุดอ่อน ไม่เป็นที่ยอมรับของคนใต้

ทักษิณ ชินวัตร ก็รู้ดีว่า เลือกตั้งครั้งหน้า ยากที่จะเกิดเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ยิ่งพรรคสีส้มประกาศเลือกตั้งใหญ่ เลือกก้าวไกลทั้งแผ่นดิน ยิ่งทำให้ความฝันของทักษิณ ห่างไกลความจริง

“หนึ่งตะวัน พันดาว” ได้ฤกษ์เบิกชัย สอดส่องสังคมส่องกล้องตรวจแถวข้าราชการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503526

หนึ่งตะวัน พันดาว

31 ม.ค. 2565 |15:32 น.

“หนึ่งตะวัน พันดาว” ได้ฤกษ์เบิกชัย สอดส่องสังคมส่องกล้องตรวจแถวข้าราชการ

“หนึ่งตะวัน พันดาว” ได้ฤกษ์เบิกชัย สอดส่องสังคมส่องกล้องตรวจแถวข้าราชการ “กระทรวง-ทบวง-กรม”ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี

“หนึ่งตะวัน พันดาว” ได้ฤกษ์เบิกชัย สอดส่องสังคมส่องกล้องตรวจแถวข้าราชการ “กระทรวง-ทบวง-กรม”ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี..oo..กระสุนตก.. โศกนาฏกรรม ส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 2 กก.1 บก.อคฝ. ซิ่งบิ๊กไบค์ชน  “หมอกระต่าย”  พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล จักษุแพทย์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียชีวิตขณะข้ามทางม้าลาย กลายเป็น..มรสุมลูกใหญ่ถาโถม.. “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..OO.. สังคมประณาม หยิบยก เหตุผล..สวมหมวก “ผู้รักษากฎหมาย” กลับฝ่าฝืนตัวบทกฎหมายกระทำผิดเสียเอง  “สังคมจุดประกาย”เรียกร้อง “ปฏิรูปบทลงโทษ-ปรับมาตรการความปลอดภัย”  ผู้เกี่ยวข้อง“ตื่นตัว”ล้อมคอก หยุดโศกนาฏกรรมสูญเสีย  “บาดเจ็บ-ล้มตาย”บนถนนหลวง..OO..เสียงสะท้อนความจริง สำนักวิจัยซูเปอร์โพล สุ่มสำรวจความคิดเห็นประชาชนกับความปลอดภัยของคนข้ามทางม้าลาย ร้อยละ 95.4 ระบุ รถทุกประเภท ไม่หยุดรถให้คนร้าย ไล่ตั้งแต่  “ มอเตอร์ไซค์- รถส่งสินค้า- รถปิกอัพ -รถแท็กซี่ -รถยนต์ส่วนบุคคล -รถเมล์ “ ที่น่าเป็นห่วง..มีแค่เพียง..ร้อยละ 0.3 เคยเห็นเจ้าหน้าที่รัฐบังคับกฎหมายจริงจัง “จับปรับ”อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ..99.7 ไม่เคยพบเห็น สะท้อน..ตอกย้ำ..ความหย่อนยาน..OO..ร้อยละ 95.0 ระบุ ทางม้าลาย ขาดสัญญาณ-ป้ายเตือนล่วงหน้า -หมุดบนถนนให้รถชะลอตัวและหยุดรถ ร้อยละ 94.4 ระบุ ผู้ขับขี่และผู้ข้ามขาดจิตสำนึกความปลอดภัย ไม่มีน้ำใจ ไม่คำนึงใจเขาใจเราและไม่เคารพกฎจราจรในการข้ามทางม้าลายและหยุดรถให้คนข้าม โดยยังละเลยและละเมิดสิทธิ ความปลอดภัยผู้อื่น ร้อยละ 94.0 ระบุ อยากให้มีกล้องวงจรปิดและเทคโนโลยีทันสมัย ติดตั้งจับผิดรถยนต์ที่ไม่จอดให้คนข้ามถนนบนทางข้ามและปรับจริงจังต่อเนื่อง..00

OO..ตอกย้ำ..ร้อยละ 93.9 ระบุ ทางม้าลายไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยตามกฎหมายกำหนด ร้อยละ 93.5 ระบุ ควรเข้มงวดกวดขันจริงจังต่อเนื่องเป็นพิเศษ ตรง”จุดเปราะบาง” คนข้ามถนน คนเจ็บป่วย หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน วัดวาอาราม ร้อยละ 92.9 ระบุใช้มาตรการทางสังคม คุมสังคมกันเอง ให้ภาคประชาชนเดินเท้าและผู้ขับขี่ถ่ายรูป”ผู้ฝ่าฝืน” ละเมิดส่งเจ้าหน้าที่จับปรับกันอย่างจริงจัง กล้องหน้ารถ จัดการคนทำผิดกฎหมาย ทั้งคนข้าม และคนขับที่ ก่ออันตรายผู้อื่น..OO..ร้อยละ 92.9  ระบุกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เพราะขาดการบังคับใช้จริงจังในการคุ้มครองคนข้ามถนนบนทางข้ามตามกฎหมาย ร้อยละ 92.3 ระบุพฤติกรรมคนขับรถที่ทำให้ประชาชนไม่ปลอดภัยทางถนนคือ “ขับรถย้อนศร” ไม่จอดให้คนข้ามทางตามกฎหมาย ขับรถบนทางเท้า จอดรถบนทางข้ามจนคนไม่สามารถข้ามตรงทางข้ามได้ กลับรถตรงที่ห้ามกลับรถ รถที่พุ่งออกมาจากซอย ร้อยละ 91.2 ระบุ ขาดความช่วยเหลือด้านกฎหมายเมื่อเกิด“อุบัติเหตุ” ประชาชนไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร..OO..เสียงเรียกร้อง ร้อยละ 94.3 ระบุ ควรปฏิรูปปรับปรุงกฎหมายการบังคับใช้กฎหมาย เทคโนโลยี ความปลอดภัยทางถนน ทั้งระบบมากกว่าทำแบบ“ไฟไหม้ฟาง”ที่ปัญหายังคงมีอยู่เหมือนเดิมในขณะที่ร้อยละ 5.7ร้อยละ 92.4 ระบุ ต้องการให้ ทุกภาคส่วน เช่น ตำรวจ กระทรวงคมนาคม ข้าราชการ กทม. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และภาคประชาชนตื่นตัวร่วมสร้างทางม้าลายปลอดภัยและรณรงค์ข้ามถนนทางม้าลายและหยุดรถให้คนข้าม  นี่..คือ..เสียงเพรียกร้อง สะท้อนสังคม..บทสรุป.ต้อง“สังคยนายกเครื่อง”..ปฏิรูปตัวบทกฎหมาย “บทลงโทษ “ผู้ขับขี่-ผู้ใช้ถนน” ฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง ควบคู่ กวดขันวินัยจราจร จับปรับผู้ฝ่าฝืนกฎอย่างจริงจัง ลดละ-กิเลสตัณหา หนทางก้าวสู่..ความสำเร็จ ลดอุบัติภัยบนท้องถนนหลวง..00

ติดตามชมรายการ “คมในฝัก” รายการที่นำเสนอแง่คิด ทัศนคติของคนดังที่น่าสนใจ ได้ทาง Youtube และ Facebook คมชัดลึก

OO..ไม่ปล่อยคนชั่วลอยนวล  พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร.  พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.1 นำทีม ผนึกกำลัง พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน  ผบก.สส.ภ.8 พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี  ผบก.สส.ภ.9  พล.ต.ต.ตานิตย์ รามดิษฐ์   ผบก.ภ.จ.พัทลุง พ.ต.อ.พิษณุ พ่วงพร้อม รอง ผบก.ภ.จ.ระนอง ปฏิบัติราชการ บก.สส.ภ.8 พ.ต.อ.พรหมพัฒน สนิทศรี รอง ผบก.ภ.จ.ยะลา พ.ต.อ.จิตปะพัทธ์ เอกโพธิ์  ผกก.ปพ.บช.ภ.8 ..OO.. เปิดยุทธการไล่ล่า นายประดิษฐ์ มุสิกะสง วัย 41 ปี ฉายา “แกร็ก ฝาละมี” มือปืนประวัติโชกโชน หาญกล้ายิงต่อสู้ ครั้งนี้..ไม่รอด โดนวิสามัญฯ แดดิ้นสิ้นชื้อ กลายเป็น..ศพกลางทุ่งนา ต.รามแก้ว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ด้วย ความร่วมแรงใจ ดรีมทีม “นักสืบ-มือปราบ”.. ปิดฉาก บัญชีดำวายร้ายภาคใต้..OO..ออกสตาร์ท ชุดเฉพาะกิจ คณะกรรมการตรวจสอบและดำเนินคดี (คตส.) ภายใต้กุมบังเหียน นายอภิวัฒน์ ขันทอง หัวเรือใหญ่ รับดาบอาญาสิทธิ์ ปัดกวาดขยะใต้พรม ตามบัญชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมาย  พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า รอง ผบก.ศฝร.บช.น. รับบทบาท “หัวหมู่ทะลวงฟัน” นำทีม  พ.ต.ท.รัชพล กิตติคุณชนก รอง ผกก.สส.บก.น.2 ทลายเครือข่ายพนันออนไลน์ 2 รายใหญ่ เงี้นหมุนเวียน 2 หมื่นล้านบาท ตบหน้า “หน่วยหลัก-หน่วยเสริม”อาร์มสวย หนำซ้ำ..เจอหลักฐานสรรพส่วยคนมีสี งานนี้.. “หนาวๆร้อนๆ” ไปตามกัน..OO..ชุมยิ่งกว่ายุง..โจรผู้ร้ายออกอาละวาด ลักมอเตอร์ไซด์เป็นว่าเล่น วันเว้นเว้น สัปดาห์เว้นสัปดาห์ ชาวชุมชนวัดกัลยาณ์ฯ ไม่เป็นอันกินอันนอน ผวาโจรจรย่องเบาฉกทรัพย์สิน หนำซ้ำ..เข้าแจ้งความตำรวจท้องที่รับผิดชอบปัดคลายทุกข์ความเดือดร้อน ตอนดีใจกุลีกุจอไล่กล้องล่าคนร้าย พอข้ามเขตรับผิดชอบกลับผลักไส “ผู้เสียหาย”ไปตามต่อเอาเอง มันป็นซะอย่างนั้น นี่.. “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” บำบัดทุกข์ -บำรุงสุข “ประชาชน”พล.ต.ท.สำราญ นวลมา แม่ทัพนครบาล รู้สึกอย่างไร..OO..สู่..ร่มกาสาวพัสตร์ จ่าพิเศษ สมเกียรติ ศุภกิจ (จ่าตุ้ม สห.) กราบลาอุปสมบท ณ.พัทธสีมาวัดถ้ำสิงห์ทอง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาฯ เวลา 14.00 น. พ.ต.ต.หญิง ปาริฉัตร แผนจันทร์ สว.ฝอ.5 บก.อก.บช.น.ฝากประชาสัมพันธ์มา..OO..สวัสดี

หนึ่งตะวัน พันดาว

จบแล้ว “ประยุทธ์” ปั้นแบรนด์ใหม่ไปตายดาบหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503519

31 ม.ค. 2565 |15:21 น.

จบแล้ว "ประยุทธ์" ปั้นแบรนด์ใหม่ไปตายดาบหน้า

จบเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ “ประยุทธ์” เผชิญศึกใหญ่ จะเอายังไงกับพลังประชารัฐ เข้ามาลุยเองหรือลอยตัวเหนือ ส.ส. ยามขาลงจะปั้นแบรนด์ใหม่คงเหนื่อยแสนสาหัส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ผลเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ สะเทือน “ประยุทธ์” ฉุดเรตติ้งร่วงแล้วร่วงอีก มินับพรรคพลังประชารัฐ นับถอยหลังรอวันซุ้ม ส.ส.แยกทางกันเดิน ตามวิถีพรรคเฉพาะกิจ

สิ้นมนต์ขลัง “ประยุทธ์” อาจต้องรีแบรนด์ภาพผู้นำในสนามเมืองหลวง หากยังคิดจะเล่นการเมืองต่อไป ปั้นพรรคใหม่รองรับหรือวางมือ

วันใดที่ “ประยุทธ์” คิดก่อการสร้างพรรคใหม่หนุน พปชร.จะแปรสภาพเป็นพลังป้อมบวกซุ้มธรรมนัส จัดทัพสู้ศึกชิงอำนาจรัฐในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้า

ผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 9 เป็นไปตามนักวิเคราะห์การเมืองคาดหมายคือ สุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ชนะ แต่ที่พ่ายผิดคาดคือ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ไม่ถึงหมื่นแต้ม

โค้งสุดท้าย ทีมงานของสิระ เจนจาคะ รู้ว่าตกเป็นรอง จึงใช้ยุทธวิธีเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุ และชุมชนริมคลอง แถมงัดแคมเปญรักลุงตู่ ชูลุงป้อม เลือกเบอร์ 7 ซึ่งดูจากผลการนับคะแนนก็ถือว่า พลาดเป้าไปเยอะ

ความปราชัยในสนามเลือกตั้งซ่อม 3 ครั้งติดต่อกัน จากสงขลา,ชุมพร และกรุงเทพฯ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า มีสาเหตุมาจากคะแนนนิยมลุงตู่ลดลง และความแตกแยกในพี่น้อง 3 ป. รวมถึงในพลังประชารัฐ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่เคยเทคะแนนให้ พปชร.เมื่อการเลือกตั้งปี 2562

ทางเลือกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอยู่ไม่มากนัก หากคิดจะเล่นการเมืองต่อ อาจต้องหาพรรคใหม่มารองรับ เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แสดงท่าทีชัดเจนไม่อุ้มน้องรักต่อไป ดังจะเห็นได้จากการที่ส่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย

‘จบแล้วลุงตู่’

ก่อนถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ชื่อ “ประยุทธ์” ถูกงัดมาขายในโค้งสุดท้าย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ แถลงพร้อมชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สำทับด้วยประโยคที่ว่า “ขอยืนยันความสัมพันธ์ของ 3 ป. Forever ว่า ยังคงแน่นเหนียว เป็นหนึ่งเดียวในทุกๆสถานการณ์”

ว่ากันตามจริง สิระ ดูจะมั่นอกมั่นใจในฐานเสียงและการจัดตั้ง จึงระดมผู้สูงวัยมาฟังการปราศรัยนัดสุดท้าย แล้วให้ลุงป้อมมาบอกกับแฟนคลับว่า พปชร.ยังชูลุงตู่เป็นนายกฯ

ว่ากันว่า ทีมงานธรรมนัสก็ลงไปช่วยสิระ แถวโครงการบ้านมั่นคง และบ้านริมคลองที่เคยสนับสนุน พปชร.ตอนเลือกตั้งใหญ่ แต่หนนี้กลับไม่เข้าเป้า

ดังที่รู้กัน ผลเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ สรัลรัศมิ์ ได้แค่ 7,906 คะแนน ต่างจากปี 2562 สิระขี่กระแสความสงบจบที่ลุงตู่ กวาดมาได้มากถึง 34,907 คะแนน

เลือกตั้งซ่อมที่ภาคใต้ เชียร์ลุงป้อมและผู้กองธรรมนัส พลังประชารัฐก็แพ้ เลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ชูทั้งลุงตู่และลุงป้อมก็พ่ายยับ

‘ปั้นแบรนด์ใหม่’

ย้อนไปดูช่วงเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 จุดอ่อนของ “ประยุทธ์” ก็จะถูกโจมตีเรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านไม่ได้ แต่พลังประชารัฐดันแคมเปญความสงบจบที่ลุงตู่ กลับตอบโจทย์คนไทย โดยเฉพาะคนเมืองหลวงที่ต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า ไม่อยากเห็นม็อบเผาบ้านเผาเมือง

ผลจากแคมเปญนี้ ทำให้เอฟซี ปชป.ในกรุงเทพฯ และภาคใต้ เทใจเลือกผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ เพราะเชื่อว่า ลุงตู่เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และหักโค่นระบอบทักษิณได้

ผ่านมา 2 ปี พล.อ.ประยุทธ์ พานพบปัญหามากมาย รวมถึงความไม่สงบจากการชุมนุมบนท้องถนน ความนิยมลดลงเรื่อยๆ และปัญหาความแตกแยกภายในพลังประชารัฐ ก็เป็นตัวเร่งให้กระความนิยมดิ่งเหว

นับจากนี้ไป ส.ส.กทม.ทั้ง 12 คนของพลังประชารัฐ คงต้องคิดหนักเรื่องอนาคตของตัวเอง เนื่องจากพวกเขาได้เป็น ส.ส.เพราะแคมเปญความสงบจบที่ลุงตู่

ลักษณะพิเศษของสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น จะชี้ขาดชัยชนะที่กระแส ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตรคงต้องประเมินอนาคตตัวเอง จะยก พปชร.ให้ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วตัวเองก็ไปหนุนพรรคเศรษฐกิจไทย ของผู้กองธรรมนัส หรือจะลากถูลู่ถูกังกันไปอย่างนี้

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จะเล่นการเมืองแบบลอยตัวต่อไปไม่ได้ มีคนใกล้ชิดเตรียมตั้งพรรคใหม่รอไว้แล้ว จะเอายังไง คงต้องรีบตัดสินใจ เพราะมีเวลาเหลืออยู่ในอำนาจอีกไม่นานนัก

ชนะขาด “สุรชาติ เทียนทอง” คนกรุงเทพฯไม่เอาประยุทธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503430

30 ม.ค. 2565 |20:05 น.

ชนะขาด "สุรชาติ เทียนทอง" คนกรุงเทพฯไม่เอาประยุทธ์

ผลเลือกซ่อมหลักสี่ “สุรชาติ เทียนทอง” ชนะตามคาด 2 ปัจจัยนำชัย ขายแบรนด์สุรชาติ ตามด้วยกระแสไม่เอาประยุทธ์ เบื่อพลังประชารัฐ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ผลเลือกตั้งซ่อม “สุรชาติ เทียนทอง” ชนะเลือกตั้งตามความคาดหมาย พรรคกล้าและพรรคก้าวไกล เบียดแย่งอันดับสอง มาดามหลียกธงขาวตั้งแต่ยังไม่ถึงสองทุ่ม

ชัยชนะ “สุรชาติ เทียนทอง” พิสูจน์ให้เห็นว่าเพื่อไทยยังต้องเหนื่อยกับก้าวไกล แม้จะเป็นเลือกตั้งซ่อมเขต 9 ไม่ใช่เลือกตั้งใหญ่

ผลเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ “สุรชาติ เทียนทอง” และพรรคเพื่อไทย ได้ให้บทเรียนอย่างเจ็บแสบแก่รัฐบาลประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐ

ผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) สุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะ โดยมีพรรคก้าวไกล และพรรคกล้า มีคะแนนตามหลังมาติดๆ ส่วน สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ภรรยา สิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ประสบความปราชัยอย่างยับเยิน

แน่นอน พรรคเพื่อไทยย่อมจะนำผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไปขยายต่อว่า นี่คือดัชนีชี้วัดทางการเมืองว่า คนกรุงเทพฯได้แสดงพลังผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทางอ้อม

แม้การเลือกตั้งซ่อมไม่ใช่เลือกตั้งทั่วไป ไม่มีเหตุจูงใจเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกรัฐมนตรี ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งจึงโฟกัสที่ตัวผู้สมัคร ส.ส.มากกว่าพรรค แต่ดูผลคะแนนเลือกตั้งซ่อมจากพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลแล้ว ก็ให้คำตอบได้ว่า คนกรุงเทพฯ ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลชุดนี้

‘ปัจจัยแห่งชัยชนะ’

หลายคนคงคิดว่า แบรนด์ทักษิณ แบรนด์เพื่อไทยช่วย “สุรชาติ เทียนทอง” ให้ได้รับชัยชนะในศึกเลือกซ่อมครั้งนี้ หากส่องลึกไปในพื้นที่จะพบว่า แบรนด์สุรชาตินั้นแข็งแรง และฝังลึก

ปัจจัยหลัก แบรนด์สุรชาติ เทียนทอง ที่เกาะติดพื้นที่หลักสี่-จตุจักร มาเป็นเวลา 17 ปี จึงสร้างฐานคะแนนไว้ชัดเจน ปี 2554 สุรชาติลงสมัคร ส.ส. เขต 11 (หลักสี่-ดอนเมือง) ได้ 28,376 คะแนน และปี 2562 เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) ได้ 32,115 คะแนน

สุรชาติ ไม่ได้แบกป้ายตระกูลเทียนทอง มาหาเสียง เพราะเขาได้ก้าวข้ามความเป็นลูกชายเสนาะ เทียนทอง ใช้ลูกขยันทำงานในพื้นที่เขตหลักสี่ เดินไหว้คนเป็นพันเป็นหมื่น ไปงานศพ งานแต่ง งานบวช สร้างฐานเสียงมากับมือตัวเอง

ปัจจัยรอง กระแสเบื่อประยุทธ์ พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้ทุ่มสรรพกำลังช่วยหาเสียงเต็มรูปแบบ และโค้งสุดท้าย แกนนำเพื่อไทยเรียกร้องให้โหวตยุทธศาสตร์ ไม่ต้องปันใจไปเลือกพรรคก้าวไกล ชนะให้ขาด

เมื่อดูผลคะแนนเลือกตั้งซ่อม สิ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเรียกให้โหวตยุทธศาสตร์นั้น ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยที่ยังเลือกพรรคก้าวไกล

สุรชาติ และเสนาะ เทียนทองสุรชาติ และเสนาะ เทียนทอง

‘กู้หน้าป๋าเหนาะ’

คนหลักสี่-จตุจักร เลือก “สุรชาติ เทียนทอง” คงไม่ใช่เพราะนามสกุลเทียนทองเป็นแน่ แต่การเลือกตั้งซ่อมหนนี้กลับมีความหมายอย่างยิ่งยวดต่อนักการเมืองอาวุโสอย่าง เสนาะ เทียนทอง

ดังจะเห็นได้จาก สรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งเขตหลักสี่ จตุจักร ได้ลงช่วยน้องชายต่างมารดาอย่างเต็มที่ และเป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องได้ลุยศึกเลือกตั้งด้วยกัน

นับแต่พ่ายเลือกตั้งที่บ้านเกิด สระแก้วเมื่อปี 2562 สรวงศ์ เทียนทอง ก็เงียบหายไปพักใหญ่ กระทั่งมีการปรับโครงการสร้างพรรคเมื่อปลายปี 2564 จึงมีชื่อ สรวงศ์ ลูกชายคนโตของเสนาะ เทียนทอง ขยับขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ว่ากันตามจริง การเลือกตั้งที่สระแก้วสมัยที่แล้ว หาก ขวัญเรือน เทียนทอง ไม่พาลูกๆแยกตัวไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ เสนาะก็คงไม่ประสบความปราชัยอย่างเจ็บปวด

การที่ทักษิณ และเฮียเพ้ง มอบให้ สรวงศ์ เทียนทอง เป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็เท่ากับการให้เกียรติผู้อาวุโสของพรรค และสรวงศ์ เทียนทอง ลงมาเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม ไม่ต่างจากศึกกู้หน้าของบ้านใหญ่สระแก้ว

ชัยชนะของสุรชาติ เทียนทอง จึงหมายถึงการกลับมาอย่างมีศักดิ์ศรีของเจ้าพ่อวังน้ำเย็นในพรรคเพื่อไทย

เพื่อไทยทวงคืน ส.ส. สัญญาณชี้สนามเลือกตั้งกทม. ผ่าน”เลือกตั้งซ่อมหลักสี่”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503368

30 ม.ค. 2565 |19:57 น.

เพื่อไทยทวงคืน ส.ส. สัญญาณชี้สนามเลือกตั้งกทม. ผ่าน"เลือกตั้งซ่อมหลักสี่"

การที่พรรคเพื่อไทยทวงคืนเก้าอี้ส.ส. ผ่านการเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ พา สุรชาติ เทียนทอง ซึ่งเคยมีคะแนนเป็นอันดับสองเมื่อการเลือกตั้งปี 62 กลับเข้าสภาสำเร็จ ถือเป็นสัญญาณแห่งความหวังบนสมรภูมิเลือกตั้งในพื้นที่กทม. ครั้งหน้า ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

ผลการเลือกตั้งซ่อมหลักสี่  การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต9  พบว่า 8 พรรคการเมือง ส่งคนลงประชันเก้าอี้  แต่ตัวเต็งที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก่อนหน้านี้ในที่สุดแล้ว เป็นไปตามคาด  “สุรชาติ เทียนทอง” จากพรรคเพื่อไทยเข้าวิน และเวลานี้โอกาสดังกล่าวอยู่ในมือของบุตรชาย “เสนาะ เทียนทอง” อีกครั้ง ขณะที่ ” มาดามหลี” สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ  ภรรยาของนายสิระ เจนจาคะ  ที่ส่งลงสมัครแทนสามีเนื่องจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง จากพรรคพลังประชารัฐ กลับคะแนนดำดิ่งหลุดวงโคจรท็อบทรี   

สุรชาติ เทียนทอง  ผู้สมัครเลือกตั้งส.ส.เขต9 หลักสี่ -จตุจักร พรรคเพื่อไทย สุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครเลือกตั้งส.ส.เขต9 หลักสี่ -จตุจักร พรรคเพื่อไทย

แม้จะเป็นการเลือกตั้งซ่อมแต่มีผลกับกระดานการเมืองที่ตอนนี้เวลาของครม.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เหลืออยู่หนึ่งปีเศษ แต่ด้วยภาวะภัยการเมืองในรัฐบาลรุมเร้า บวกกับปัญหาเศรษฐกิจและโควิด-19 น่าจะจี้”ลุงตู่”ให้แต้มลดจากการทำงาน และมีการบีบบี้ให้”ลุงตู่” ไปจากตำแหน่งก่อนวาระ

แต่เกมกระดานนี้ ส่งผลที่ทำให้แต่ละพรรคต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่า ผลคะแนนที่ออกมาในงวดนี้ งวดหน้าจะแข่งขันจริง แต้มของแต่ละพรรคในแต่ละเขตของเมืองหลวงจะมีสักเท่าใด  เพราะการแข่งขันคราวนี้คือ “ศึกยุทธศาสตร์” ของพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาล  (เพราะหากแบ่งปีกกันนั้นพบว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลอยู่ในฝั่งที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย (แต่สองพรรคนี้ต้องแข่งกันเองและอนาคตก็จะเป็นแบบนี้เพราะมีกลุ่มฐานคะแนนเสียงในละแวกเดียวกัน) และอีกปีกหนึ่งคือพรรคพลังประชารัฐ พรรคกล้า พรรคไทยภักดี ที่ยึดฝั่งหนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีกองเชียร์ในละแวกใกล้กัน)


แม้พรรคประชาธิปัตย์ที่ไร้ผู้แทนราษฎรในเมืองหลวงจะไม่ส่งคนลงแข่งขัน แต่ฐานคะแนนในคราวนี้น่าจะถ่ายไปยังบางพรรคชั่วคราว และคราวหน้าค่ายสีฟ้าคงไม่พลาดในการเอาคืน

การประเมินผลเลือกตั้งคราวนี้ จะมีผลกระทบมากกว่าผลเลือกตั้งซ่อมส.ส.สงขลา เขต 6  และ ชุมพร เขต 1   สองพื้นที่ดังกล่าวนั้นพรรคประชาธิปัตย์ประชันกับพรรคพลังประชารัฐ  โดยค่ายสีฟ้ายังปักหลักไว้ได้ในสองเขตดังกล่าว แม้ผลคะแนนที่พบนั้น พลังประชารัฐก็ไม่ได้มีคะแนนที่ขี้เหร่ แม้จะไม่ชนะ แต่พอประเมินแต้มต่อของ”ลุงตู่”ในปักษ์ใต้ว่า มีคะแนนนิยมเท่าใด

สำหรับการเลือกตั้งคราวหน้ามากกว่า  เห็นง่ายๆพื้นที่เมืองหลวงนั้น พลังประชารัฐงัดเครดิต”ลุงตู่” มาขาย หลังจากนิ่งเฉยในสองเขตภาคใต้ แบบนี้แปลความว่า เครดิตของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และแกนนำคนอื่นๆในพรรคนั้น ราคาอาจต่ำกว่าความเป็นจริง


หากสงสัยว่าเลือกตั้งซ่อมในเมืองหลวงคราวนี้สะท้อนผลเชิงยุทธศาสตร์นั้นหมายความถึงอะไร….

เพื่อไทยทวงคืน ส.ส. สัญญาณชี้สนามเลือกตั้งกทม. ผ่าน"เลือกตั้งซ่อมหลักสี่"

คำตอบคือ จะมีผลกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และส.ก. รวมทั้งเลือกตั้งทั่วไปงวดหน้า เพราะพื้นที่กทม.นั้น มีส.ส.ทั้งหมด 30 คน โดยพรรคเพื่อไทยเคยกุมไว้ 9 คน พรรคก้าวไกล  9  คน  พรรคพลังประชารัฐ 12 คน และคราวหน้าพื้นที่เมืองหลวงน่าจะเพิ่มจำนวนส.ส.ขึ้นมาอีก 3  คน  และหลายพรรคหวังพื้นที่นี้มาครอง

แต่หากให้น้ำหนักการต่อสู้ในงวดหน้าสำหรับสองสนามเวทีเมืองหลวงที่มีผลไม่น้อยทางจิตวิทยาการเมือง เป็นการบ่งชี้ขั้นต้นว่า โอกาสของพรรคใดจะใกล้เคียงกับคำว่า “ว่าที่แกนนำพรรคจัดตั้งรัฐบาล”  นั้นมองได้ขั้นต้นว่า   “พรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย ” คือคู่ประชันโดยตรง และสองพรรคนี้จะต้องแข่งขันกับพรรคต่างๆที่ยืนคนละมุมและสู้กับพรรคที่อยู่ในปีกของตัวเองกันอีกชั้นหนึ่ง

การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.นั้น แม้เพื่อไทยจะไม่ส่งคนแข่งขันแต่รู้กันทั้งเมืองว่า “ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์”  คือนอมินีที่ลงแบบอิสระหวังไปเก็บแต้มจากคนที่ไม่ชอบเพื่อไทยมาลงแต้มให้ และกองเชียร์สายตรงและผู้สมัครส.ก.ค่ายเพื่อไทยต้องสนับสนุนอย่างเป็นทางการแน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยที่ชูแคมเปญแลนด์สไลด์นั้น หวังที่จะมีส.ส.สองระบบ(เขตและบัญชีรายชื่อ)ให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้มีโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลจากบัตรเลือกตั้งสองใบ

ขณะนี้ ภาคเหนือและอีสานคือพื้นที่หลักที่คนแดนไกลประเมินแล้วว่าจะได้ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ ส่วนภาคกลางนั้น บางจังหวัดก็ยังมีลุ้นหลายเขต ส่วนภาคใต้นั้นต้องส่งคนลงเก็บแต้มปาร์ตี้ลิสต์ และสนาม  กทม.นั้นคือพื้นที่ซึ่งเพื่อไทยถอยไม่ได้

“เลือกตั้งซ่อมกทม.คราวนี้คือพื้นที่ที่พรรคแพ้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะมีผลกระทบหลายด้าน”  แกนนำพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งระบุ  แปลว่าคู่แข่งทั้งหมด (รวมทั้งพรรคที่แยกตัวไปจากพรรคเพื่อไทย)จะไม่มีคำว่าซูเอี๋ย  ดังนั้นผลคะแนนของสุรชาติในงวดนี้ก็ทำให้แกนนำเพื่อไทยยิ้มออก

ส่วนพลังประชารัฐที่มีแต่เรื่องเชิงลบปูดมาเรื่อยๆ ตอนนี้การขับส.ส.ปีกผู้กองคนดังออกไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทยตามคำสั่งลุงป้อมเพื่อสยบศึกในและรองรับศึกนอกนั้น “น่าจะมีผลกระทบมากที่สุด” เพราะการรุมกินโต๊ะจากพรรคต่างๆรวมทั้งพรรคใหม่ที่แตกตัวมาจากพรรคนี้ และบางมุ้งเตรียม “จ่อแยกเซลล์” ออกมาจากพลังประชารัฐในเวลาอันใกล้ บวกกับผลกระทบจากการเลือกตั้งซ่อมคราวนี้ มีผลไม่น้อยกับส.ส.เมืองหลวงที่มีอยู่ในตอนนี้ของพลังประชารัฐ

เนื่องจากกระแสข่าวความขัดแย้งในพลังประชารัฐที่กระพือรายวัน(แกนนำแต่ละมุ้งมีกระแสข่าวปูดมาว่าจ่อย้ายพรรคเสมอๆ)บวกกับการที่นโยบายพรรคไม่ได้นำมาใช้เป็นนโยบายหลักของครม.ชุดนี้เลย และอย่ามองข้ามอาการยึกยักในการเปิดตัวผู้สมัครทางการเมืองของพลังประชารัฐในแต่ละครั้งด้วย เพราะมักล่าช้ากว่าพรรคอื่นๆเสมอ รวมทั้งการเสนอชื่อผู้ว่าฯกทม.ด้วยเช่นกัน 


เมื่อภาวะวิวาทของแต่ละมุ้งในพรรคพลังประชารัฐหลุดออกมาเช่นนี้เรื่อยๆ อาการลูกผีลูกคนของส.ส.เมืองหลวง 12 ชีวิตที่สังกัดพรรคนี้นั้น งวดหน้าคนที่ดวงแข็งและฐานคะแนนดีจริงๆเท่านั้นที่น่าจะสอบได้ 

ส่องภาวะโอกาสในยามนี้และยามหน้านั้น หากผู้แทนฯเมืองหลวงของพลังประชารัฐหลุดเข้ามาได้สักหนึ่งในสามของจำนวนเดิมที่มีอยู่ก็นับว่ากำไรแล้ว


เมื่อคู่แข่งโดยตรงของเพื่อไทยโซชัดโซเซแบบอ่านได้ไม่ยากเช่นนี้ ภาวะ “ท้าชน” อย่างเป็นทางการจากเพื่อไทยจึงดำเนินมาเป็นระยะและน่าจะเร่งสปีด “การขย่มรัฐบาล”ให้เต็มสตรีมในเวลาถัดจากนี้

หลวงปู่จากไป “ติช นัท ฮันห์” ทิ้งคำสอน สติและสันติไว้ให้เรา โดย โคทม อารียา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503210

30 ม.ค. 2565 |17:48 น.

หลวงปู่จากไป "ติช นัท ฮันห์" ทิ้งคำสอน สติและสันติไว้ให้เรา โดย โคทม อารียา

เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงหลวงปู่ “ติช นัท ฮันห์” จะขอน้อมนำคำสอนของท่าน โดยเฉพาะในหัวข้อ สติ สันติภาพ และ การเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่ง (interbeing) มาแบ่งปัน ในเจาะประเด็นร้อน โดย โคทม อารียา

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2565  หมู่บ้านพลัมได้แจ้งข่าวการมรณภาพของ พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ความว่า “สังฆะหมู่บ้านพลัมนานาชาติขอประกาศว่า หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์ที่รักยิ่งของเราได้ละสังขารอย่างสงบ ณ วัดตื่อเฮี้ยว เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม เมื่อเวลา 0.00 นาฬิกา ของวันที่ 22 มกราคม 2565 สิริอายุ 95 ปี”
    

เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงหลวงปู่ จะขอน้อมนำคำสอนของท่าน โดยเฉพาะในหัวข้อ สติ สันติภาพ และ การเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่ง (interbeing) มาแบ่งปัน โดยคำสอนเหล่านี้สืบค้นได้ทางอินเตอร์เน็ต จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อในที่นี้ 
    

หลวงปู่สอนให้นำพุทธศาสนามาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อการตื่นรู้ของเราและเพื่อรับใช้สังคม นี่เป็นแนวทางที่เรียกว่า engaged Buddhism กล่าวคือ ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างธรรมะกับชีวิตประจำวัน และไม่มีเส้นแบ่งระหว่างธรรมะกับการทำงานเพื่อสังคม 

หลวงปู่สอนเรื่องการตื่นรู้ผ่านการมีสติอยู่เสมอ ไม่เฉพาะเวลานั่งภาวนา แต่ในชีวิตประจำวันด้วย หมายความว่าทุก ๆ ขณะ คือของขวัญแห่งชีวิต เราสามารถภาวนาได้ในทุกขณะ ตัวอย่างเช่น
ตื่นนอนยามเช้า

เมื่อเธอตื่นนอน เธอสามารถยิ้มในทันที นั่นคือรอยยิ้มแห่งการตรัสรู้ เธอตระหนักรู้ว่าวันใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น ชีวิตกำลังมอบ 24 ชั่วโมง ที่สดใหม่ให้ดำรงชีพ และนั่นคือของขวัญอันล้ำค่าที่สุด เธอสามารถภาวนา

ด้วยบทกลอนนี้กับตัวเอง จะสวดในใจหรือสวดออกเสียงก็ได้


ตื่นขึ้น รอยยิ้มผลิบาน
ยี่สิบสี่ชั่วโมงแห่งวันใหม่
ปณิธานใช้ชีวิตเต็มเปี่ยมทุกขณะ
มองสรรพชีวิตด้วยสายตาแห่งความรัก
เปิดก๊อกน้ำล้างใบหน้า

เธอสามารถเบิกบานกับการสัมผัสสายน้ำที่ไหลออกจากปลายก๊อกน้ำ และสถานที่ต่าง ๆ ที่น้ำได้เดินทางผ่านมาอีกด้วย เธอสามารถภาวนาด้วยบทกลอนต่อไปนี้

น้ำจากต้นธารแห่งยอดเขาสูง
น้ำจากใจกลางแผ่นดินอันลึกซึ้ง
น้ำไหลหล่อเลี้ยงชีวิตอย่างมหัศจรรย์
สำนึกคุณด้วยใจอันเต็มเปี่ยม
แปรงฟัน

นี่คือบทกลอนที่เธอสามารถภาวนาด้วยความเบิกบานในขณะแปรงฟัน
แปรงฟันและบ้วนปาก
เพื่อชำระล้างกรรมแห่งวาจาให้สะอาด
ปากหอมด้วยถ้อยคำแห่งสติ
ดอกไม้บานในสวนแห่งใจ
    

หลวงปู่เป็นครูที่ดีของเด็กโดยมีวิธีสอนที่เรียบง่าย ดังตัวอย่างการสอนให้ภาวนากับก้อนกรวด ดังนี้      

   
ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส มีเด็กหลายคนจากหลายประเทศมาร่วมฝึกปฏิบัติด้วย วิธีการภาวนากับก้อนกรวดเริ่มจากการมีถุงเล็ก ๆ สำหรับเก็บก้อนกรวด 4 ก้อน เมื่อเราต้องการทำสมาธิภาวนา ให้หยิบถุงนี้ขึ้นมาและนั่งล้อมกันเป็นวงกลม เด็กคนหนึ่งเป็นผู้เชิญระฆัง 3 ครั้ง เพื่อเชื้อเชิญให้เรากลับมาสู่บ้านที่แท้จริง

เมื่อเริ่มภาวนา เราหยิบ ก้อนกรวดก้อนแรก ขึ้นมา ประสานไว้บนมือ พร้อมให้ก้อนกรวดก้อนนี้เป็นตัวแทนของ “ดอกไม้” 

หายใจเข้า
หายใจ ออก         ฉันเป็นดั่งดอกไม้
ฉันสดชื่น (ดอกไม้/สดชื่น)


เราเป็นดอกไม้แห่งมนุษยชาติ เด็ก ๆ ก็คือ ดอกไม้ พวกเขามีความสดชื่นอยู่เสมอ เราควรภาวนาดอกไม้อยู่เสมอ เพราะมันจะช่วยรักษาความสดชื่นให้แก่เรา และเราจะมีความสามารถหยิบยื่นดอกไม้ให้คนรอบข้างได้

หลังจากภาวนาก้อนกรวดก้อนแรกเสร็จ เราวางก้อนกรวดก้อนนี้ลง พร้อมหยิบ ก้อนกรวดก้อนที่สอง ขึ้นมา โดยให้มันเป็นตัวแทนของ “ภูเขา” คือความมั่นคงในตัวเรา
 
 
 
หายใจเข้า
หายใจออก         ฉันเป็นดั่งขุนเขา
ฉันมั่นคง (ขุนเขา/มั่นคง)


หากเราปราศจากความมั่นคงหนักแน่นแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะมีความสุขได้ เพราะเมื่อเราเป็นคนอ่อนไหว เราก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ใคร รวมถึงตัวเราเองได้

ก้อนกรวดก้อนที่ 3 คือตัวแทนของ “น้ำใส” เราจะภาวนาว่า 

หายใจเข้า

หายใจออก        ฉันเป็นดั่งน้ำใส

ฉันสะท้อนสิ่งต่าง ๆ ดั่งที่มันเป็น  (น้ำนิ่ง/สะท้อน)
 
         

เมื่อเราโกรธ อิจฉาหรืออยู่ในภาวะอารมณ์ที่รุนแรง เราไม่สามารถ ที่จะมองสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน เราอาจมีความคิดเห็นที่ผิด และมีอคติต่อสิ่งนั้น การภาวนาเช่นนี้ช่วยบ่มเพาะความนิ่ง ใส ชัดเจน ไม่บิดเบือน ให้แก่ตัวเรา  

ก้อนกรวดก้อนสุดท้าย เป็นตัวแทนของ “ความว่าง”
 

หายใจเข้า

หายใจออก         ฉันเป็นดั่งความว่าง

ฉันเป็นอิสระ (ความว่าง/อิสระ)


ความว่างในที่นี้หมายถึงพื้นที่ว่างในหัวใจและพื้นที่ว่างรายล้อมเรา เมื่อเรารู้สึกเป็นอิสระ เราจะมีพื้นที่มากมายแบ่งปันแก่ผู้อื่น เราพร้อมที่จะให้พื้นที่แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะบุคคลที่เรารัก หลายครั้งความรักของเรามักเป็นกรงขัง ฉะนั้นเมื่อเรารักใครสักคน เราต้องคอยดูอยู่เสมอว่า เราได้ให้ที่ว่างแก่เขามากพอหรือไม่ อย่าทำให้ความรักของเรากลายเป็นกรงขัง
    

ในด้านสันติภาพ หลวงปู่เน้นปฏิบัติการในเชิงรุก ปลุกจิตสานึกของคนในสังคมโลกให้เห็นภัยความรุนแรงของสงคราม ท่านได้เข้าพบผู้นำทางศาสนาและการเมืองในที่ต่าง ๆ เพื่อขอความสนับสนุนในการทำงานเพื่อสันติภาพ วิธีการในการทำงานเพื่อสันติภาพ คือ การสร้างสันติภาพขึ้นภายในตนเอง และแปลงเปลี่ยนเป็นสันติภาพภายนอกให้เกิดขึ้นแก่ผู้คน โดยการนำ “สติ”  สู่ “สันติ” 

ในยามที่บ้านเมืองมีศึกสงคราม หลวงปู่มีความเห็นว่าพระพุทธศาสนามิควรแบ่งฝ่ายหรือสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ทำลายล้างกัน สิ่งที่ต้องทำคือการนำเสนอทางออกของแต่ละฝ่ายด้วย

สันติวิธี มีความเมตตาต่อกันทุกฝ่าย เมื่อสงครามเกิดขึ้นในประะเทศของท่าน หลวงปู่ไม่ได้เลือกที่สนับสนุนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของเวียดนามเหนือหรือเวียดนามใต้ หรือของเวียดนามหลังจากที่ได้รวมประเทศแล้ว อาจเป็นด้วยเหตุนี้ ที่ท่านต้องลี้ภัยไปตั้งหมู่บ้านพลัมในประเทศฝรั่งเศส

หลวงปู่เห็นว่า ผู้คนกำลังเป็นทุกข์เดือดร้อนจากภัยความรุนแรง ภัยธรรมชาติ ความยากจน ฯลฯ จึงสอนว่าพุทธบริษัทอย่าเอาแต่นั่งแผ่เมตตาภาวนาในเคหะ ในอาศรม จำต้องออกไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเหล่านั้น ท่านจึงได้ก่อตั้งโรงเรียนเยาวชนเพื่อบริการสังคม (the School of Youth for Social Services หรือ SYSS) ขึ้น ซึ่งต่อมากลายเป็นสาขาหนึ่งของมหาวิทยาลัยแวนฮันห์ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการนำพุทธศาสนามาช่วยเหลือและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน

อาทิ การจัดตั้งศูนย์อนามัย ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก เพิงสอนหนังสือ การสร้างอาชีพเสริมต่าง ๆ เป็นต้น ท่านเรียกการนำพุทธศาสนามาปฏิบัติในแนวทางนี้ว่า เป็นการฝึกปฏิบัติ “พุทธศาสนาเพื่อสังคม” ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ตรงการไม่แบ่งแยก ไม่มี “ฉัน” หรือ “เธอ” เพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน นอกจากการนำศาสนามาสัมพันธ์กับสังคมแล้ว

ท่านยังกล่าวอีกว่า การปฏิบัติธรรมมิได้หมายถึงการปลีกตัวออกจากกิจวัตรประจำวันหากแต่ความต้องผสมผสานให้กลมกลืนกับทุกอิริยาบถ  ไม่ว่าการ นอน นั่ง ยืน เดิน การกิน การทำงาน ล้วนเป็นหนทางเจริญสติทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความตื่นรู้ซึ่งมิได้หมายถึงแค่การรู้กายและจิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นไปของสภาวะโดยรอบ
หลวงปู่ ติซ นัท ฮันห์ ยังได้ก่อตั้งคณะเทียบหิน (Tiếp Hiện) ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นบุคลากรที่ทำงานเพื่อสังคม และประยุกต์พระพุทธศาสนาให้กลมกลืนกับการทำงานและการดำเนินชีวิต สมาชิกในคณะเทียบหินต้องปฏิบัติตามศีล 14 ข้อ อันเป็นวิถีทางที่จะพัฒนาตนเองให้เจริญงอกงามทั้งกายและใจ 

คำว่าเทียบหินมีสองพยางค์ พยางค์แรก “Tiếp” หมายความว่า “การเชื่อมโยงหรือสัมผัสกับ” (being in touch with) และ “การต่อเนื่อง” (continuing) พยางค์ที่สอง “Hiện” หมายความว่า “การทำให้เป็นจริง” (realizing) และ “การทำสิ่งนั้นที่นี่และเดี๋ยวนี้” (making it here and now) คำว่าเทียบหินนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Interbeing และภาษาฝรั่งเศสว่า Interêtre ในทางพุทธธรรมหลวงปู่ใช้คำคำนี้ในความหมายของ อนัตตา ปฏิจฺจสมุปบาท และสุญญตา (ตามที่อธิบายไว้ในพระคัมภีร์มาธยมิกา)
    

ศีล 14 ข้อของคณะเทียบหินประกอบด้วย 1) การเปิดกว้าง (openness) 2) การไม่ยึดมั่นกับความคิดเห็น (Non-Attachment to Views) 3) เสรีภาพทางความคิด (Freedom of Thought) 4) การตระหนักรู้ถึงความทุกข์ (Awareness of Suffering) 5) การดำเนินชีวิตด้วยกรุณาและอย่างมีสุขภาวะ (Compassionate, Healthy Living) 6) การจัดการความโกรธ (Taking Care of Anger) 7) การดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างมีสุข (Dwelling Happily in the Present Moment) 8) ชุมชนที่แท้และการสื่อสารถึงกัน (True Community and Communication) 9) วาจาที่เป็นสัจจะและอ่อนโยน (Truthful and Loving Speech) 10) การปกป้องและทำนุบำรุงสังฆะ (Protecting and Nourishing the Sangha) 11) สัมมาอาชีวะ (Right Livelihood) 12) การเคารพชีวิต (Reverence for Life) 13) ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (Generosity) 14) ความรักแท้ (True Love)
    

คณะเทียบหิน ประกอบด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปัจจุบัน มีนักบวชกว่าห้าร้อยคน ในยี่สิบกว่าประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในหมู่บ้านพลัม และที่อื่น ๆ ได้แก่ Green Mountain Dharma Center รัฐเวอร์มอนต์ และ Deer Park Monastery รัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา และที่วัดบัทหงา เมืองบ๋าวหลอบ และ วัดตื่อฮิ้ว เมืองเว้ ประเทศเวียดนาม


หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มาเยือนเมืองไทยครั้งแรกเมื่อปี 2518 เมื่อ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้นิมนต์ท่านมาประชุมอาศรมแปซิฟิกที่วัดผาลาด เชียงใหม่ ในครั้งนั้น สุลักษณ์ได้สนับสนุนให้มีการแปลงานเขียนของหลวงปู่เป็นภาษาไทยหลายเล่ม พระไพศาล วิสาโล เล่าว่า ตอนที่ได้พบหลวงปู่ครั้งแรกนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่ และรู้สึกประทับใจขบวนการชาวพุทธต่อต้านสงครามของท่าน โดยชาวพุทธอุทิศตัวเพื่อสันติภาพโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ต่อสู้ด้วยเมตตา กรุณา ไม่ใช่ความเกลียด ความโลภ 


หลวงปู่ได้มาเยือนประเทศไทยอีกหลายครั้ง เช่น ท่านได้มาร่วมงานภาวนา “สู่ศานติสมานฉันท์” เมื่อวันที่ 23-27 พฤษภาคม 2550 และได้มาพำนักที่หมู่บ้านพลัม ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง นครราชสีมา หลายครั้ง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2565 หลวงปู่ได้ละสังขารอย่างสงบ ณ วัดตื่อเฮี้ยว เมืองเว้ ที่เป็นบ้านเกิดของท่าน แต่คำสอนของท่านยังอยู่กับเราไปอีกแสนนาน 

แผนลับลวง “เอกราช” เสี่ยเบี้ยวจอดป้ายบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503406

30 ม.ค. 2565 |16:25 น.

แผนลับลวง "เอกราช" เสี่ยเบี้ยวจอดป้ายบุรีรัมย์

วิบากหนี้สหกรณ์ขอนแก่น “เอกราช” จำใจลาเพื่อนธรรมนัส พาลูกชายและทีมงานซบค่ายบุรีรัมย์ เช่นเดียวกับเสี่ยเบี้ยว ส.ส.โคราช คงเลือกสวมเสื้อสีน้ำเงิน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เริ่มชัดเจน “เอกราช” พ่วงลูกชาย วัฒนา ช่างเหลา ยังไม่เข้าบ้านหลังใหม่พรรคเศรษฐกิจไทย อ้างรอหลังวาเลนไทน์

มือขวา “เอกราช” ประกาศแล้วสังกัดภูมิใจไทย หลังซุ่มย้ายไปค่ายบุรีรัมย์พร้อมลูกชายคนเล็กของตระกูลช่างเหลาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

ส่วน ส.ส.โคราชไม่เกี่ยวกับกลุ่ม “เอกราช” เพราะน่าจะเปิดดีลกับค่ายแป้งมันพันล้านมาระยะหนึ่งแล้ว

เมื่อทีมงาน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดเผยรายชื่อ 18 ส.ส.ที่กรอกใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่า ไม่มีชื่อ เอกราช ช่างเหลา, วัฒนา ช่างเหลา และสมศักดิ์ พันธ์เกษม โดยสองชื่อแรกนั้น มีข่าวว่าจะไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

ต้นสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวสองพ่อลูกตระกูลช่างเหลา ไม่ย้ายตาม ร.อ.ธรรมนัสไปพรรคใหม่ เอกราช ช่างเหลา ได้ออกมาแก้ข่าวว่า “ผมก็ไม่มีทางไปไหน เพราะเป็นเพื่อนกันกับ ร.อ.ธรรมนัส และเรื่องนี้ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส มาตลอดทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเหมือนเดิม ไม่มีอะไร เพียงแต่ตอนนี้รอดูความชัดเจนในส่วนของพรรคเศรษฐกิจไทย”

นัยว่า เสี่ยเอกราชจะขอให้ผ่านงานแต่งลูกชายคนเล็กไปเสียก่อน หลังวาเลนไทน์ จึงจะเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย

ขณะเดียวกัน เจริญ แซ่เต็ง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 พรรคพลังประชารัฐ และมือขวาเสี่ยเอกราช โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว เมื่อ 27 ม.ค.2565 ว่า ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว

ว่ากันว่า เจริญ แซ่เต็ง และสมพงษ์ ปู่เพ็ง สองอดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น มือทำงานกลุ่มเพื่อนเอกราช ได้ลาออกจากพลังประชารัฐ ไปสังกัดภูมิใจไทย ตั้งแต่เดือน พ.ย.2565 พร้อมกับพิทักษ์ชน ช่างเหลา ลูกชายเสี่ยเอกราช

‘เพื่อนเอกราช’

แม้ “เอกราช” จะเป็นเพื่อนร่วมทำธุรกิจกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาแต่ปี 2542 แต่ในทางการเมืองกลับลงสนามการเมืองก่อน โดยการเลือกตั้งปี 2550 เอกราชลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 4 สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 16,948 คะแนน

พ่ายแพ้แต่ก็ไม่ถอย เอกราชได้สร้างเครือข่ายการเมืองชื่อ กลุ่มเพื่อนเอกราช ทั้งระดับการเมืองท้องถิ่น และระดับชาติ เหมือนกลุ่มเพื่อนเนวิน การเลือกตั้งปี 2554 เอกราชไม่ลงสนามเอง แต่สนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ในขอนแก่น

เอกราชจึงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเนวิน ชิดชอบ และปลายปีที่แล้ว พิทักษ์ชน ลูกชายคนเล็กของเอกราช จึงไปโผล่ในที่ประชุมใหญ่พรรคภูมิใจไทย

‘จับตาเสี่ยเบี้ยว’

นอกจาก “เอกราช” ก็ยังมี สมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา ที่มีกระแสข่าวว่าจะไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่ไปคนละสาย คนละเหตุผล

สมศักดิ์ พันธ์เกษม ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขอให้ทบทวนมติขับออกจากพรรค แต่ พล.อ.ประวิตร บอกจบแล้ว ไม่มีการทบทวน ฉะนั้น สมศักดิ์ก็มีเวลา 30 วัน ที่จะหาพรรคใหม่อยู่

แนวโน้มของเสี่ยเบี้ยว สมศักดิ์ ก็คงไม่ไปพรรคเศรษฐกิจไทย และอาจจะเลือกพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเสี่ยเบี้ยวได้สนับสนุน ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ในช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.ปลายปี 2563 จึงมีความใกล้ชิดกับเสี่ยแป้งมันพันล้าน วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทย

ที่สำคัญ เลือกตั้งครั้งใหม่ สมศักดิ์อาจต้องเจอคู่แข่งสำคัญอย่างประนอม โพธิ์คำ กำนันคนดังแห่งวังน้ำเขียว ที่ทิ้งพรรคพลังประชารัฐไปเป็นเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท ของชัชวาลล์ คงอุดม

ตามกติกาเลือกตั้งใหม่ บัตร 2 ใบ จ.นครราชสีมา จะมี ส.ส.ได้ 16 คน และ อ.ปักธงชัย-อ.วังน้ำเขียว ก็จะมาอยู่ในเขตเดียวกันเหมือนปี 2554

ล่าสุด คนแถวปักธงชัย เห็นเสี่ยเบี้ยวส่งทายาท 2 คน ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน เหมือนส่งสัญญาณว่า รอบหน้าอาจถอยมาอยู่ข้างหลัง ดันลูกชายลงสนามแทน

“เลือกตั้ง อบต.  ส่อประชาชนอยากเปลี่ยน” โดย ส.ว.พลเดช  ปิ่นประทีป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/503313

30 ม.ค. 2565 |00:07 น.

"เลือกตั้ง อบต.  ส่อประชาชนอยากเปลี่ยน"  โดย ส.ว.พลเดช  ปิ่นประทีป

ควันหลงเลือกตั้ง อบต. 5,300 แห่งทั่วประเทศ เมื่อ 28 พ.ย.64 ที่ผ่านมา ถ้าติดตามจากรายงานข่าวและการวิเคราะห์วิจารณ์ของสื่อมวลชนทั่วไปมักได้ยินแต่เสียงสะท้อนปัญหาการทุจริต รุนแรงเหลือเกิน แต่ในอนุฯสว.มองอีกมุมหนึ่ง ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย พลเดช ปิ่นประทีป

ควันหลงจากการเลือกตั้ง อบต. 5,300 แห่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2564  ถ้าติดตามจากรายงานข่าวและการวิเคราะห์วิจารณ์ของสื่อมวลชนทั่วไปมักจะได้ยินแต่เสียงสะท้อนปัญหาการทุจริต ซื้อสิทธิ์ขายเสียงว่ารุนแรงเหลือเกิน และสรุปลงท้ายว่ามันเป็นเรื่องที่สิ้นหวัง เพราะมีการสมยอมกัน มีปัญหาทั่วทุกหัวระแหง  กล่าวโทษนั่นนี่กันไปเรื่อยเปื่อย  ฉันไม่เกี่ยว ไม่รู้จะแก้อย่างไร ใครที่มีอำนาจมาช่วยที


แต่ในคณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา  ไม่คิดแบบนั้น พวกเราเฝ้าติดตามสถานการณ์ที่เป็นจริงในภาคสนาม ขบคิดวิธีการแก้ไข ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นขับเคลื่อน  “การปฏิรูปการเมืองโดยประชาชนจากฐานล่าง”   

จากการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน 3 เครือข่ายใหญ่ เชื่อมโยงทั้ง 77 จังหวัด ได้แก่ เครือข่ายการเมืองวิถีใหม่ เครือข่ายท้องถิ่นท้องที่วิถีใหม่ และเครือข่ายสภาประชาสังคมไทย ได้พบสัญญาณที่ส่อว่าประชาชนอยากเปลี่ยน ซึ่งจากจุดนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองระดับชาติในอนาคตอันใกล้


จากข้อมูลทั่วไปของการเลือกตั้ง อบต.2564  มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วประเทศรวม 136,250 คน แยกเป็นผู้สมัครนายก อบต. 12,309 คน หรือเฉลี่ย 2.3 คน/อบต. (แข่ง 3 คน เอา 1 คน)  ส่วนผู้สมัครสมาชิก อบต.มีจำนวนทั้งสิ้น 123,941 คน  หรือเฉลี่ย 23.4 คน/อบต. ซึ่งสมาชิก อบต.มีจำนวนขั้นต่ำสุด 6 คน ส่วน อบต.ขนาดใหญ่ขึ้นมาจะมีสมาชิกเท่ากับจำนวนหมู่บ้าน คือ 1 คน / 1 หมู่บ้าน ในส่วนผู้สมัครสมาชิก อบต.ก็แข่งกันแบบ 3 คน ได้ 1 คน เช่นกัน



ในภาพรวม จากรายงานของเครือข่ายประชาสังคม 10 จังหวัด ที่เข้าสังเกตุการณ์การเลือกตั้งและประมวลผลมาให้อย่างเป็นระบบ พบว่าในแต่ละพื้นที่มีการขับเคี่ยวกันระหว่าง 3 กระแส ได้แก่ 


1) กระแสอิทธิพลในท้องถิ่น  – ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมกับระบบหัวคะแนนของนักการเมืองระดับชาติ อย่างที่เขาเรียกกันว่า “บ้านใหญ่” อันเป็นเครือข่ายระบบอุปถัมป์ที่แข็งแรงที่สุดในต่างจังหวัด กลุ่มนี้มีทั้งที่ต้องการสนับสนุนคนเก่าและที่ต้องการเปลี่ยนคนใหม่ มีทั้งวิธีการใช้อิทธิพลบีบให้คู่แข่งหลีกทางเพื่อให้เหลือผู้สมัครของตนเพียงคนเดียว ไร้คู่แข่ง และที่ใช้วิธีการทุ่มเงินซื้อเสียงกันในโค้งสุดท้าย  


2)กระแสเงินจากนายทุนท้องถิ่น  – มีบางแห่งที่ผู้สมัครได้รับการสนับสนุนจากนายทุนอิสระในท้องถิ่น อาจด้วยเหตุผลที่แตกต่างหลากหลาย ผู้สมัครอาจเป็นคนเก่าหรือคนใหม่ก็ได้ โดยนายทุนจะเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนที่คุ้นเคยมารับประทานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้าน แล้วบอกตามตรงว่าตนต้องการสนับสนุนผู้สมัครคนนี้ ถ้าใครเห็นด้วยขอให้อยู่คุยกันต่อและมีของขวัญรางวัลติดไม้ติดมือกลับไป ส่วนใครที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่สบายใจขอให้กลับไปได้เลย ไม่ต้องเกรงใจกัน  ในบางพื้นที่จะเห็นรูปโปสเตอร์หาเสียงของผู้สมัคร ที่มีรูปนายทุนผู้สนับสนุนประกอบไว้อย่างเปิดเผย


3)กระแสผลงานและคุณธรรมความดี  – ส่วนนี้ก็มีจริงและคงอยู่มายาวนาน แต่นับวันจะอ่อนล้าและถูกเบียดขับด้วยอิทธิพลและเงินทุน  ส่วนนี้คือพลังการปฏิรูปสำคัญที่ฐานล่าง ซึ่งคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วม วุฒิสภา เล็งเห็นคุณค่าและมุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการลุกยืนขึ้นมา ก่อตัว สร้างกระแสทวน 
ในการเลือกตั้ง อบต.ครั้งล่าสุด มีปรากฏการณ์บางอย่างที่สะท้อน “ประชาชนอยากเปลี่ยน” ซึ่งควรติดตามจับตามองต่อไปอีกสักระยะ  และนักการเมืองทุกฝ่ายอาจต้องใคร่ครวญ.


ในภาพรวมทั่วประเทศ มีประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง อบต.ในคราวนี้ รวม 27.386 ล้านคน มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 20.424 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 74.58  นับว่าเป็นเปอร์เซนต์ที่สูงมาก มี 10 จังหวัดที่ประชาชนมาใช้สิทธิ์สูงสุด ระหว่างร้อยละ 84.97-80.88  ได้แก่ พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี สงขลา เพชรบุรี สระบุรี นครนายก กระบี่ สตูล และลำพูน
ผู้ได้รับเลือกเป็นนายก อบต.  มีสัดส่วนระหว่างคนใหม่ ต่อ คนเก่า  คิดเป็น  68 : 32  โดยที่จังหวัดร้อยเอ็ด 129 แห่ง  นายกเก่าสอบตก 102 คน  ที่ขอนแก่น อบต.โนนสะอาด อ.แวงใหญ่ มีผู้สมัครคนเดียว แต่แพ้ “โหวตโน”   

ส่วนที่โคราช 243 อบต. แชมป์เก่าร่วง 160 คน ทางด้านคณะก้าวหน้าแถลงว่า คราวนี้ทางกลุ่มส่งเลือกตั้งนายก อบต.196 แห่งทั่วประเทศ ได้ชัยชนะ 38 แห่ง คุยว่าเป็นความสำเร็จร้อยละ 20  ส่วนทางด้านของเครือข่ายภาคประชาสังคม มีรายงานจาก 24 จังหวัดโดยแจ้งว่ามีนายก อบต.ที่ชนะอำนาจเงินด้วยคุณธรรมและผลงานอย่างน้อย 94 แห่ง 

ในเรื่องนี้ คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน  ได้วิเคราะห์ข้อมูลการรายงานของเครือข่ายภาคประชาสังคม 10 จังหวัด ในส่วนที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบและมีความน่าเชื่อถือ พบว่าผู้ได้รับเลือกเป็นนายก อบต.ที่อยู่ในวิถีทางของการเมืองเชิงศีลธรรม ไม่ใช้เงินซื้อเสียง มุ่งเสนอนโยบายและคุณงามความดี  มีจำนวน 71 แห่ง จากทั้งหมด 570 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 12.5   ดังตาราง

"เลือกตั้ง อบต.  ส่อประชาชนอยากเปลี่ยน"  โดย ส.ว.พลเดช  ปิ่นประทีป