ชูลุงตู่เลือก “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” เกมป้อมดิ้นหนีปมพรรคแตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502916

26 ม.ค. 2565 |18:54 น.

ชูลุงตู่เลือก "สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ" เกมป้อมดิ้นหนีปมพรรคแตก

กระแสพรรคแตกสะเทือน “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” พล.อ.ประวิตร พลิกเกมโค้งสุดท้าย ย้ำสัมพันธ์ 3 ป.Forever ชูรักลุงตู่เลือกเบอร์ 7 หวังกระชากเรตติ้ง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ไม่เพียงแต่ชี้ชะตา “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” กับสามี สิระ หากแต่รวมถึงอนาคตพรรคพลังประชารัฐ ในสนามเมืองหลวง

พ่ายศึกปักษ์ใต้แถมพรรคแตก “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” รับเคราะห์เรตติ้งพรรคร่วง พล.อ.ประวิตร พลิกเกมโค้งสุดท้ายชูรักลุงตู่ เลือกเบอร์ 7

พรรคขาดเอกภาพ ปราศรัยใหญ่ไม่ได้ผล “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” ต้องอาศัยกลยุทธ์เครือข่ายของสิระ หากเจาะฐานเสียงรากหญ้าหลักสี่ได้เข้าเป้าก็มีโอกาสชนะ

สัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 9 สิระ เจนจาคะ คงเซ็งในอารมณ์ เพราะดันเกิดปัญหาพรรคแตก 21 ส.ส.แยกทางไปตั้งพรรคใหม่ ส่งผลให้คะแนนนิยมของ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ร่วงตามเรตติ้งพรรค

แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะลงมาเดินหาเสียงช่วยสรัลรัศม์ แต่ก็คงไม่ช่วยให้กระแสความนิยมของพรรคในพื้นที่หลักสี่กระเตื้องขึ้นมา

มีข้อสังเกตอยู่ 2-3 ประการ จากการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร และพรรคพลังประชารัฐ ประการแรก พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ออกมาแถลงย้ำว่า พรรคพร้อมชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

สำทับด้วยโค้ดคำพูดประโยคนี้ “ขอยืนยันความสัมพันธ์ของ 3 ป. Forever ว่า ยังคงแน่นเหนียว เป็นหนึ่งเดียวในทุกๆสถานการณ์”

ประการที่สอง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำที่ จ.สิงห์บุรี ถือโอกาสช่วงที่ปราศรัยกับประชาชน ได้ย้ำว่า “ใครว่าผมไปทะเลาะกับนายกฯ ผมไม่ทะเลาะกับใครหรอก เพราะฉะนั้นผู้สื่อข่าวฟังไว้ด้วยนะครับ ไม่ใช่ถามผมทุกวันเลยว่า ไปว่าผมทะเลาะกับท่านนายกฯ ผมไม่ทะเลาะกับใครหรอกครับ”


วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร ยังให้สัมภาษณ์นักข่าวส่วนกลางยืนยันเรื่อง 21 ส.ส.ที่แยกตัวไปตั้งพรรคใหม่นั้น จบแล้ว และยังอยู่ฝั่งรัฐบาล

ท่าทีของ พล.อ.ประวิตร และพรรคพลังประชารัฐ สวนทางบทวิเคราะห์ของกูรูการเมืองที่รัฐนาวาประยุทธ์ไปไม่รอดแล้ว พลังประชารัฐก็ถึงกาลอวสาน เพราะเกิดเหตุกบฏ 19 มกรา

‘ชูลุงตู่อีกครั้ง’

หาเสียงช่วงแรกๆ “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” ชูคำขวัญเลือกตั้งครั้งเดียว ได้ผู้แทน 2 คนคือ ตัวเธอที่จะไปทำงานในสภาฯ และสิระ ทำงานพื้นที่

สิระ เจนจาคะ รู้ดีว่า เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ต่างจากเลือกตั้งทั่วไป 2562 สถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐเปลี่ยนไป ความขัดแย้งระหว่างนายกฯประยุทธ์ กับผู้กองธรรมนัส ส่งผลต่อการหาเสียงพอสมควร

มาดามหลี ยังเดินเคาะประตูบ้านในโค้งสุดท้ายมาดามหลี ยังเดินเคาะประตูบ้านในโค้งสุดท้าย

มิหนำซ้ำ ผลเลือกตั้งซ่อมที่ชุมพรและสงขลา พลังประชารัฐพ่ายทั้งสองเขต กำลังจะกลายเป็นโดมิโน่ลามมาถึงเขตหลักสี่

สาเหตุหนึ่งของความปราชัยที่ภาคใต้คือ พลังประชารัฐไม่ได้ชูลุงตู่ กลับไปเชียร์ลุงป้อมและผู้กองธรรมนัส และพลาดท่าบนเวทีปราศรัย ถูกพรรคประชาธิปัตย์หยิบฉวยวาทะธรรมนัสไปขยี้จนกลายเป็นกระแสไม่เอาพลังประชารัฐ

ย้อนไปเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 กระแสความสงบจบที่ลุงตู่ช่วยให้สิระพลิกเอาชนะแชมป์เก่า สุรชาติ เทียนทอง ชนิดต้องลุ้นนับคะแนนข้ามคืน สิระได้ 34,907 คะแนน เฉือนชนะสุรชาติที่ได้ 32,115 คะแนน

ดังนั้น ทีมหาเสียงของ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ จึงหันมาชูลุงตู่อีกครั้ง แม้ครั้งนี้ กระแสลุงตู่จะไม่แรงเท่าปี 2562 แต่ก็ดีกว่าชูลุงป้อม ที่เป็นจุดอ่อนของพรรค

‘ถูกรุมกินโต๊ะ’

มิเพียงคู่แข่งเพื่อไทย-ก้าวไกล “สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ” ยังต้องฝ่ายเดียวกันตัดแต้ม นั่นคือ พรรคกล้า และพรรคไทยภักดี

ในอดีต สิระเคยร่วมขบวนการ กปปส. และเป็นหนึ่งในศิษย์เอกของอดีตพุทธอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม หลังจากเป็น ส.ส. สิระก็ห่างเหินจากวัดอ้อน้อยไป แถมตอนหลังมีความขัดแย้งกับ นพ.เหรียญทอง แน่นหนา

การที่พรรคไทยภักดี ส่งนักธุรกิจหนุ่ม พันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ ลงสนามเลือกตั้งซ่อมหลักสี่หลายคนก็มองว่า ฐานเสียง กปปส.ในเขตนี้ที่เคยเลือกสิระ คงเปลี่ยนไป

อีกด้านหนึ่ง พรรค ปชป. สมัยที่แล้ว ส่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้ 16,255 คะแนน แต่ ปชป.กลับเลือกที่จะไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในเลือกตั้งซ่อมที่เขตหลักสี่ จึงคาดหมายว่า คะแนนผู้การแต้ม คงไหลไปที่พรรคกล้า เนื่องจาก อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ก็คืออดีต ส.ส.พรรค ปชป.

เหนืออื่นใด สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ที่ลาออกจากพลังประชารัฐ พร้อมส่งเสียงเชียร์คือเพื่อนรักชื่อ อรรถวิชญ์ ทำให้หัวคะแนนของสกลธี ที่เคยช่วยสิระ ก็หันกลับไปช่วยพรรคกล้า

โชว์ไทม์ “สามมิตร” เลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ดัน “มาดามหลี” เข้าวิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502851

26 ม.ค. 2565 |13:44 น.

เลือกตั้งซ่อมหลักสี่ “สามมิตร” ได้เวลาออกโรง ดัน “มาดามหลี” เข้าวิน เรียกศรัทธาพรรคพลังประชารัฐที่กำลังระส่ำ

ลุงตู่เป็นจุดขายที่แข็งแกร่งของพรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งใหญ่ ปี 2562แต่ไม่ใช่การเลือกตั้งซ่อมที่ชุมพร -สงขลา เพราะถูกประเมินว่าเป็นขาลงแม้จะส่ง
บิ๊กป้อมลงทำศึกแต่ก็พ่ายประชาธิปัตย์ พรรคปักษ์ใต้ที่เริ่มกลับมาได้ใจคนในพื้นที่จากวลีคนนี้รวย  เลือกตั้งซ่อมจตุจักร -หลักสี่ มาดามหลีแห่งพลังประชารัฐ จึงต้องเจอศึกหนัก นอกจากกระแสพรรคที่ไม่สู้ดียังต้องเจอก้บเจ้าถิ่นหลักสี่ อย่างพรรคเพื่อไทยที่พลาดการเลือกตั้งครั้งที่แล้วไป เพราะปัจจัยบางอย่าง จนต้องมาใช้บริการสามมิตร

พรรคพลังประชารัฐยังไม่สะเด็ดน้ำจากกรณีผู้กองธรรมนัสพาสมัครพรรคพวกย้ายออกจากพรรค ซ้ำยังถูกกระหน่ำอย่างหนักจากสารพัดปัญหา ของแพง ค่าแรงถูกหรือ แม้แต่ราคาหมู ก็ถูกโยนให้ลุงตู่รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว นี่จึงเป็นภาวะที่มาดามหลีตัวแทนสิระต้องแบกรับ  จุดขายส่วนตัวอาจจะพอมี แต่ตอบคำถามคนในพื้นไม่ได้   ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งซ่อมวันที่ 30 มกรา จึงมีปรากฎการณ์ช้างเหยียบนาพระยาเหยียบเมือง หลังชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งติดโควิด เริ่มจากหัวหน้าพรรคอย่างพลเอกประวิตร  ตามมาด้วยกลุ่มสามมิตร อย่างสมศักดิ์ เทพสุทิน และอนุชา นาคาศัย แกนหลักที่เหลือของพลังประชารัฐ  มีโอกาศได้แสดงอิทธิฤทธิ์จากการเลือกตั้งซ่อมคราวนี้

โชว์ไทม์ "สามมิตร" เลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ดัน "มาดามหลี" เข้าวิน

ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่ ก็รู้ดีถึงความพยายามของกลุ่มสามมิตรในฐานะคนคุ้นเคยรู้มือกันมาก่อน  นอกจากระดมแกนนำปราศรัยใหญ่วันศุกร์นี้ ยังเปิดเกมจับโกง ดักความเคลื่อนไหว ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตร จี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง อำนวยความสะดวกให้ผู้สังเกตุการณ์ การเลือกตั้งในคูหา สามารถมองเห็นทุกปฏิกิริยาที่น่าสงสัย และเรียกร้องให้ประชาชนที่หลักฐานการซื้อเสียง ส่งต่อให้กกต. รับรางวัลนำจับ ถูกส่งมายังพรรคเพื่อไทย ดำเนินการให้ก็ยินดีโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งซ่อมเขตจตุจักร-หลักสี่ ว่ากันว่าคราวนี้ สามมิตรจะโชว์ไทม์  แต่ต้องมาเจอคู่แข่งอย่างเพื่อไทย  เข้าตาจนสู้ด้วยกระแสไม่ได้  บางทีอาจจะต้องใช้กระสุน  

สต็อกหมูที่ถูกจับได้ไม่เว้นวัน ส่งสัญญาณอวสานหมูเขียงกำลังเริ่มต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502770

ขุนเกษตรพิเรน

25 ม.ค. 2565 |20:27 น.

สต็อกหมูที่ถูกจับได้ไม่เว้นวัน ส่งสัญญาณอวสานหมูเขียงกำลังเริ่มต้น

วันไหนที่หมูห้องเย็นรุกคืบไปตลาดสด นั่นหมายถึงสัญญาณของอวสานหมูเขียงเริ่มต้นขึ้น เป็นสัญญาณที่เกษตรกรรายย่อยกำลังจะตายและวันนั้นกำลังจะมาถึง ติดตามในเจาะประเด็นร้อน โดย ขุนเกษตรพิเรน

คนไทยกินหมูปีหนึ่งกี่ตัว  คำตอบคือ 18 ล้านตัวต่อปี เฉลี่ย 20 กิโลกรัมต่อคนต่อปี 

แล้วสต็อกหมูที่กรมปศุสัตว์สนธิกำลังกับมหาดไทย ตำรวจ และพาณิชย์ลุยห้องเย็นระหว่างวันที่ 20-25 มกราคม 2565 มีปริมาณเท่าไหร่ ข้อมูลของ “ขุนเกษตรพิเรน” มาแบบสดๆร้อนๆพบซากสุกรซุกห้องเย็นสะสม  18,727,824 กิโลกรัม จาก 773 แห่ง วันนี้วันเดียว 5,023,322 กิโลกรัม พระเจ้าช่วยกล้วยทอด


ปริมาณซากสุกร 19 ล้านกิโลกรัมนี่มากแค่ไหน มากพอที่คนไทย 950,000 คน กินหมูจากสต็อกได้ทั้งปี

สต็อกหมูที่ถูกจับได้ไม่เว้นวัน ส่งสัญญาณอวสานหมูเขียงกำลังเริ่มต้น

มากพอที่คนมุกดาหารที่มีประมาณ 350,000 คน กินหมูในสต็อกได้ 2 ปี ครึ่ง


มากพอที่ จังหวัดระนองที่มีประชากร 187,647 คน กินได้ 5 ปี

นี่ตัวเลขที่มีการตรวจสต็อกห้องเย็นได้ประมาณ 70%เท่านั้นนะครับ ถ้า 100% จะมีสต็อกขนาดไหน

ซากสุกรห้องเย็นหรือชาวบ้านเรียกหมูตู้ หมูห้าง หมูแช่เย็น กลุ่มนี้เป็นหมูแปรรูปในแบบต่างๆ แยกชิ้นส่วนเรียบร้อย ส่วนหมูเขียง หมูตลาดใช้ในวันต่อวัน เชือดปุ๊ปส่วนใหญ่ดิ่งเข้าตลาดเพื่อชำแหละขายกัน ข้อแตกต่างกันอยู่ตรงนี้

วันไหนที่หมูห้องเย็นรุกคืบไปตลาดสด นั่นหมายถึงสัญญาณของอวสานหมูเขียงเริ่มต้นขึ้น เป็นสัญญาณที่เกษตรกรรายย่อยกำลังจะตาย และวันนี้กำลังเป็นแบบนั้น

เรื่องของหมู แม้กรมปศุสัตว์จะยืนยันจำนวนเกษตรกรเหลือในระบบประมาณ 1.2 แสนราย แต่ส่วนที่หายไปเยอะสุดที่ ขุนเกษตรพิเรนได้นำเสนอไปแล้วคือกลุ่มเกษตรกรรายย่อย

ปัญหาของหมูที่ราคาสูงลิ่วในวันนี้จึงเป็นเรื่องของรายใหญ่
สัญญาณที่บ่งชี้ชัดเจนคือการเริ่มกักตุนหมูเมื่อเดือนกันยายน 2564 ขุนเกษตรพิเรน ไม่ได้พูดลอยๆ แต่เอกสารที่เจ้าหน้าที่พบในการตรวจสต็อกห้องเย็น เห็นที่มาที่ไปชัดเจน

อภินิหารห้องเย็น “สันนอกติดปีก”ยังสำแดงเป็นไก่เพื่อหลีกเลี่ยงตรวจสต็อกมาแล้ว 

สต็อกหมูที่ถูกจับได้ไม่เว้นวัน ส่งสัญญาณอวสานหมูเขียงกำลังเริ่มต้น

การขยับตรวจสอบตามบัญชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เริ่มเห็นผล และ “ขุนเกษตรพิเรน” บอกได้เลยว่า ทุกอย่างจากนี้ รับรองเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น เงาทะมึนจะค่อยจางๆและภาพจากนี้จะชัดเจนยิ่งขึ้น 

เพราะการขยับครั้งนี้ วันนี้ราคาหมูหน้าฟาร์มเริ่มลดลงจาก 110 บาท เหลือ 104 บาท ถ้าหากยังมีการกักตุนเพิ่มขึ้น “ลุงตู่”ส่งสัญญาณในที่ประชุมมาแล้ว ว่าเอาจริงแน่นอน ขุนเกษตรพิเรน บอกให้ฟังชัดๆเลยก็ได้ หากสถานการณ์หมูไม่ดีขึ้นอาจจะมีการนำเข้าหมูมาจำหน่ายระยะสั้นๆ 

และหากเรื่องนำเข้าเนื้อสุกรเป็นเรื่องจริง หมูตู้มีจุกแน่นอน


ที่สำคัญ “ลุงตู่” จะโกยคะแนนนิยมจากประชาชนแน่ๆ 
สถานการณ์เงินในกระเป๋าน้อยๆแบบนี้   ใครอยากจะกินของแพง

ชิงปักธง “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” ศิษย์ธรรมนัสมาแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502776

25 ม.ค. 2565 |19:36 น.

ชิงปักธง "จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ" ศิษย์ธรรมนัสมาแรง

มาเร็วจนกองเชียร์งง “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” รุกขยายฐานพรรคเศรษฐกิจไทย ที่แท้เธอเป็นศิษย์เอกธรรมนัสทุ่มสุดตัว ขอพึ่งบารมีผู้กองสู้บ้านใหญ่มหาชัย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มาทำความรู้จัก “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” ส.ส.ฟอร์มสดสังกัดค่ายผู้กอง ถูกขับไม่ทันข้ามสัปดาห์ ก็ประชุมตั้งตัวแทนพรรคเศรษฐกิจไทยประจำเขตเลือกตั้ง

ผู้แทนสมัยแรก “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” เลือกข้าง ร.อ.ธรรมนัส ไปไหนก็ไปด้วย เพราะรู้ดีว่าเลือกตั้งสมัยหน้าเหนื่อย จึงขอซบคนใจถึงพึ่งได้

กว่าจะเป็น ส.ส.ไม่ง่าย “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” ต้องชนบ้านใหญ่มหาชัย จึงอาศัยฐานท้องถิ่นบ้านแพ้วเป็นหลัก เชื่อบารมีธรรมนัสอุ้มเข้าสภาอีกรอบ

หลังพรรคพลังประชารัฐ มีมติขับ 21 ส.ส.ออกจากพรรค ผ่านไปแค่ 3-4 วัน จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร ก็จัดประชุมเลือกตัวแทนพรรคเศรษฐกิจไทย ประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 ที่ ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ข่าวนี้ทำเอาคนในแวดวงการเมืองรู้สึกว่า ส.ส.จอมขวัญ มาแรงและมาเร็ว เพราะพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ทันส่งมติขับ ส.ส.ไปให้ กกต. ผู้แทนหญิงสมุทรสาคร ก็เดินหน้าในนามพรรคใหม่


หลายคนจึงอยากรู้ว่า จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ คือใคร และเหตุใดเธอจึงทำตัวเป็นคนสนิทผู้กองธรรมนัส ออกลูกขยันขยายฐานสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทยทันที

จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร เขต 3 วัย 54 ปี เป็นผู้แทนสมัยแรก แต่สาวบ้านแพ้วคนนี้ โลดแล่นอยู่ในการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2544 และเป็นประธานสภา อบจ.สมุทรสาคร 1 สมัย การชนะเลือกตั้งสมัยแล้วจึงไม่ใช่โชคช่วย

‘อดีตพรรคคนไทย’

“จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” พื้นเพเป็นชาว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร วงศาคณาญาติมีเชื้อสายมอญน้ำเค็ม สมัยเรียนประถมศึกษา จอมขวัญจึงเรียนหนังสือที่ ร.ร.วัดราษฎร์ศรัทธากะยาราม(วัดมอญ) ต.หลักสอง อ.บ้านแพ้ว

สาวมอญบ้านแพ้วเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นปี 2544 จอมขวัญได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.สมุทรสาคร เขต อ.บ้านแพ้ว และได้รับเลือกติดต่อกันมาอีก 3 สมัย ขณะที่เป็น ส.อบจ.ได้รับเลือกเป็นประธานสภา อบจ.สมุทรสาคร 1 สมัย

ช่วง คสช.ยึดอำนาจ อุเทน ชาติภิญโญ ได้จัดตั้งพรรคคนไทย และดำเนินงานการขยายสาขาพรรคไปทั่วประเทศ เฉพาะที่สมุทรสาคร อุเทนได้จัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร ทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย เขต 1 อัคคเดช สุวรรณชัย อดีต นายก อบจ.สมุทรสาคร, เขต 2 มาโนช เอี่ยมประเสริฐ อดีตรองอธิการบดีสถาบันพลศึกษา วิทยาเขตสมุทรสาคร และเขต 3 จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ อดีต ส.จ.

ปี 2561 อุเทน ชาติภิญโญ ยุติบทบาทพรรคคนไทย และได้นำทีมผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ โดยผ่านกลุ่มนายทหารที่สนิทกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

‘ล้มบ้านใหญ่มหาชัย’

ช่วงเลือกตั้งปี 2562 คนวงนอกอาจมองว่า “จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ” มีโอกาสชนะเลือกตั้งน้อย เพราะเขต 3 (อ.บ้านแพ้ว, อ.กระทุ่มแบน (3 ตำบล) และ อ.เมืองสมุทรสาคร (8 ตำบล) มีตัวเต็งคือ ปัญญา ชวนบุญ อดีตประธานสภา อบจ.สมุทรสาคร สายตรงของเฮียม้อ มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ อดีตนายก อบจ.สมุทรสาคร พรรคชาติไทยพัฒนา

ด้วยกระแสชิงนายกฯ ระหว่างความสงบจบที่ลุงตู่กับพ่อของฟ้า จึงทำให้พรรคอนาคตใหม่หักปากกาเซียน ได้รับเลือกเป็น ส.ส.เขต 1 และเขต 2

ส่วนเขต 3 จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 25,323 คะแนน เบียดเอาชนะปัญญา ชวนบุญ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้ 23,671 คะแนน

ผลเลือกตั้งปี 2562 ในสนามสมุทรสาคร ต้องใช้คำว่า ล็อกถล่ม เพราะตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ หรือบ้านใหญ่มหาชัย ที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา พ่ายเรียบทั้ง 3 เขต

ธรรมนัสอยู่ไหน จอมขวัญอยู่ที่นั่นธรรมนัสอยู่ไหน จอมขวัญอยู่ที่นั่น

ปลายปี 2563 บ้านใหญ่มหาชัยก็กลับมา เมื่อ อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ ทายาทเฮียม้อ ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.สมุทรสาคร และไฟท์นี้บ้านใหญ่เฮียม้อล้างตาสำเร็จ เพราะอุดม ได้ 131,537คะแนน ชนะอวยชัย จาตุรพันธ์ คณะก้าวหน้า(อนาคตใหม่) ที่ได้เพียง 26,463 คะแนน

ชัยชนะของบ้านใหญ่มหาชัย ย่อมไม่เป็นผลดีแก่จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ เนื่องจากหนที่แล้วก็เบียดชนะแค่หลักพัน ถ้าเลือกตั้งสมัยหน้า ไม่มีกระแสลุงตู่ ไม่มีกระแสพ่อของฟ้า ตัวแทนตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ ก็ย่อมมีความได้เปรียบ

ไม่แปลกหรอกที่จอมขวัญ จะเลือกเข้าสังกัดซุ้มธรรมนัส ตั้งแต่ปีแรกๆ เพราะเธอคงหวังพึ่งบารมีผู้กองคนดัง เพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งสมัยหน้า

ลูกป๋าเหนาะเดิมพัน “สุรชาติ เทียนทอง” เป็นต่อมาดามหลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502751

25 ม.ค. 2565 |17:42 น.

ลูกป๋าเหนาะเดิมพัน "สุรชาติ เทียนทอง" เป็นต่อมาดามหลี

นับถอยหลังศึกเลือกตั้งหลักสี่-จตุจักร “สุรชาติ เทียนทอง” ควงพี่ชาย สรวงศ์ ลุยพื้นที่เก็บแต้ม ขณะที่พลังประชารัฐเรตติ้งร่วง หลังเหตุกลุ่มธรรมนัสแหกค่าย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เหมือนทีมป๋าเหนาะลงสนาม “สุรชาติ เทียนทอง” จับมือพี่ชายคนโต สรวงศ์ ลุยศึกหลักสี่ งานนี้มีเดิมพันอนาคตตระกูลเทียนทองในพรรคเพื่อไทย

ชั่วโมงนี้ “สุรชาติ เทียนทอง” เป็นต่อมาดามหลี สืบเนื่องจากกบฏธรรมนัส ฉุดเรตติ้งพลังประชารัฐร่วง แถมภรรยาสิระยังเจอพรรคกล้า และพรรคไทยภักดีตัดแต้มกันเอง

ยกสุดท้ายขายแบรนด์ “สุรชาติ เทียนทอง” ผู้ดูแลชาวหลักสี่-จตุจักร มายาวนาน บวกกระแสเบื่อประยุทธ์ จึงมั่นใจว่าจะชนะ

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) ก่อนจะถึงวันหย่อนบัตร 30 ม.ค.2565 ต้องจับตาคู่ชิงดำ 2 คนคือ สุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย และสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ภรรยา สิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ

มองกระแสโดยภาพรวม สุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย อาจเจอการตัดแต้มจาก เพชร-กรุณพล เทียนสุวรรณ พรรคก้าวไกล แต่อาศัยความเป็นคนเก่าเกาะติดพื้นที่มานาน จึงเหนือกว่าดาราดัง

ข้างฝ่าย สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ต้องเจอคู่แข่งปีกเดียวกันอย่าง อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคกล้า และพันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ พรรคไทยภักดี มาแชร์คะแนนจากกลุ่มก้อนฝ่ายหนุน พล.อ.ประยุทธ์

อรรถวิชญ์โชคดีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส. จึงอาจได้แต้มจากเอฟซี ปชป.ในฐานะอดีต ส.ส.กทม. พรรค ปชป. ซึ่งมีฐานมวลชนอยู่ในเขตจตุจักร และได้ทีมงานของสกลธี ภัททิยกุล ที่เขตหลักสี่มาช่วยอีกแรง

‘เทียนทองในเมืองกรุง’

ว่ากันตามจริง กระแสเพื่อไทยในกรุงเทพฯ ไม่ได้แรงเหมือนยุคทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ “สุรชาติ เทียนทอง” จึงต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก

ดังที่รู้กัน เลือกตั้งครั้งที่แล้ว สุรชาติพ่ายสิระ เจนจาคะ แค่หลักพัน เพราะเวลานั้น กระแสความสงบจบที่ลุงตู่ กับกระแสพ่อฟ้ามาแรงมาก คาดว่า มีคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่หันไปเลือกพรรคอนาคตใหม่แทนพรรคเพื่อไทย

บรรยากาศปี 2562 จึงต่างจากปี 2554 ที่สุรชาติลงสนามเขตหลักสี่ เอาชนะสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม.พรรค ปชป. ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

มาถึงปี 2565 สถานการณ์เปลี่ยน เลือกตั้งซ่อมไม่ใช่เลือกตั้งทั่วไปที่มีเป้าหมายชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ธรรมชาติของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จะหันไปโฟกัสที่ตัวผู้สมัคร ส.ส.มากกว่าพรรค โค้งสุดท้ายจึงสู้กันที่เครือข่ายและจัดตั้งของแต่ละฝ่าย

สุรชาติในฐานะเทียนทองนอกบ้านใหญ่ ได้ก้าวข้ามความเป็นลูกชายเสนาะ เทียนทอง ใช้ลูกขยันทำงานในพื้นที่เขตหลักสี่ เดินไหว้คนเป็นพันเป็นหมื่น ไปงานศพ งานแต่ง งานบวช สร้างฐานเสียงมากับมือ

หากคนหลักสี่-จตุจักร จะเลือกสุรชาติ คงไม่ใช่เพราะนามสกุลเทียนทอง เพราะที่นี่คือกรุงเทพฯไม่ใช่สระแก้ว

‘สองพี่น้องร่วมสู้ศึก’

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2565 “สุรชาติ เทียนทอง” ได้นำภาพถ่ายคู่กับพี่ชาย สรวงศ์ เทียนทอง โพสต์เฟซบุ๊ค พร้อมบรรยายภาพว่า “เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 17 ปี ถึงจะมีโอกาสได้ภาพถ่ายนี้ ที่ผ่านมา ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ขอบคุณพี่ชายสุดที่รักของผม เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นหัวใจมากครับ”

สรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งเขตหลักสี่ จตุจักร ได้ลงช่วยน้องชายต่างมารดาอย่างเต็มที่ และเป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องได้ลุยศึกเลือกตั้งด้วยกัน

นับจากพ่ายเลือกตั้งที่บ้านเกิด สระแก้วเมื่อปี 2562 สรวงศ์ เทียนทอง ก็เงียบหายไปพักใหญ่ กระทั่งมีการปรับโครงการสร้างพรรคเมื่อปลายปีที่แล้ว จึงมีชื่อ สรวงศ์ ลูกชายคนโตของเสนาะ เทียนทอง ขยับขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

สรวงศ์ เทียนทอง ผอ.เลือกตั้งซ่อมหลักสี่สรวงศ์ เทียนทอง ผอ.เลือกตั้งซ่อมหลักสี่

แสดงว่า นายใหญ่ดูไบและเฮียเพ้ง เข้าใจสถานการณ์การเลือกตั้งที่สระแก้วเป็นอย่างดี หากไม่เกิดกรณีขวัญเรือน เทียนทอง พาลูกๆแยกตัวไปอยู่พลังประชารัฐ ทีมเพื่อไทยของเสนาะก็คงไม่ประสบความปราชัยอย่างเจ็บปวด

การตั้งสรวงศ์ เทียนทอง เป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็เท่ากับการให้เกียรติผู้อาวุโสของพรรค แม้วันนี้ บารมีจะถดถอยลงไปเยอะแล้วก็ตาม

การกลับมาสรวงศ์ เทียนทอง ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง จึงมีความหมายสำหรับตระกูลเทียนทอง ในพรรคเพื่อไทย ถ้าสุรชาติ ชนะเลือกตั้งก็คงเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของป๋าเหนาะได้

“ส่องคนมีสี” สอดส่องสังคม ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502676

หนึ่งตะวัน พันดาว

25 ม.ค. 2565 |11:20 น.

"ส่องคนมีสี" สอดส่องสังคม ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี

ได้ฤกษ์เบิกชัย 2565 “หนึ่งตะวัน พันดาว”รับบัญชาสอดส่องสังคมส่องกล้องตรวจแถวข้าราชการ “กระทรวง-ทบวง-กรม”ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี

ได้ฤกษ์เบิกชัย 2565 “หนึ่งตะวัน พันดาว” รับบัญชาสอดส่องสังคมส่องกล้องตรวจแถวข้าราชการ “กระทรวง-ทบวง-กรม”ผดุงคุณธรรม ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี..OO..ปีที่ 2 เทอมสุดท้าย..“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”..ยุค..พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข กุมบังเหียนบริหาร “องค์กรตำรวจ” ปีสุดท้าย ก่อนอำลาชีวิตราชการ 30 กันยาฯ 2565 บรรดา “สีกากีน้อยใหญ่”จับจ้องใครจะมาเป็น “นายใหม่”กุมเก้าอี้ “เจ้ากรมปทุมวัน”..นำนาวา “องค์กร-หน่วยงาน”บำบัดทุกข์-บำรุงสุข “ประชาชน”..OO.. “แคนดิเดต”ชิงดำ 3 นายพล เข้าลานเวย์ไต่บังลังก์ “ผู้นำองค์กรตำรวจ” ไล่ตั้งแต่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์  รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจเแห่งชาติเส้นทางแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา ต่างฝ่ายต่างมีผลงาน พลังหนุนหลัง ขึ้นอยู่.. “ผู้มีอำนาจ”จะเลือกใคร..OO..แต่.. “เสียงเล่า-เสียงลือ”ปลายปี 2564 ระวัง “ม้ามืด”เข้าป้าย เหตุ.. “รอง ผบ.ตร.”ไม่ย้ายหน่วยงาน..ก้อ..ลาออก เปิดทางเสียบเก้าอี้..เมษาฯหน้าร้อน ปูทางชิงดำ “ตำแหน่ง-เก้าอี้” เจ้ากรมปทุมวัน..OO

หนำซ้ำ..ศาลปกครองสูงสุด กรอกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นให้ยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำรองราชการ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ยุค..พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ส่งผลให้หลุดเก้าอี้ “รอง ผบ.ตร.” เปิดหลุม “เก้าอี้ว่าง” เปิดทาง “ไต่บันไดสู่บังลังก์สูงสุด”อีกหนทาง ห้ามกระพริบตา..OO..โดดเด่น .“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”…ยุค..พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข แม่ทัพใหญ่สีกากี เร่งสร้างภาพพจน์ ลบภาพลักษณ์ ขจัดเหลือบในเครื่องแบบ ทำลายภาพลักษณ์ “องค์กร-หน่วยงาน” ผลงาน 1 ปีที่ผ่านมา ลงโทษทัณฑ์ “สีกากีนอกแถว”ไล่ออก-ปลดออก -ให้ออก250 นาย  “ตำรวจเด็ก”รอคอยบทลงโทษเช็กบิล “นาย”อมเงินเบี้ยเลี้ยงโควิดฯ “ลูกน้อง” พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาทองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ ทราบ..แล้วเปลี่ยน..OO..จับจ้อง..ไม่แพ้กัน ผลสอบ เหตุใด “ผู้เกี่ยวข้อง”ออกใบอนุญาตประกอบอาชีพ “พนักงานรักษาความปลอดภัย”เปิดทางให้นายมนตรี ใหญ่กระโทก หัวหน้า รปภ.หื่นกามวายร้ายก่อเหตุก่อเหตุบุกข่มขืนสาวลูกบ้านในห้องพัก คอนโดฯย่านเพชรเกษม…OO..หลายฝ่าย ข้องใจ เหตุใด..วายร้ายนี้ เคยต้องโทษคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็ก กลับประกอบอาชีพ “พนักงานรักษาความปลอดภัย”ได้ ทั้งที่..กฎระเบียบ..เป็นคดีต้องห้ามเด็ดขาด  ผลสอบ กลับยังไม่เป็นโล้พาย ไร้คำตอบ ความผิดพลาด..อยู่ตรงไหน ใครต้องรับผิดชอบ  สังคมรอคำตอบ..OO

ทุกข์ชาวบ้าน..00..ชาวบ้าน“ซอยสุขร่วมกัน” เคหะห้วยขวาง ร้องเรียนมา“ร้านอาหารขายบนฟุตบาทเคหะ” เกลื่อนกลาด เต็มทางเดินเท้า รถจอดเต็มหน้าร้านอาหาร “ลูกเด็กเล็กแดง-คนชรา”จะต้องลงมาเดินบนถนน เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ สงสัยคงต้องให้มีคน“เจ็บ-ตาย” การเคหะฯถึงจะแก้ไข…วอนผู้เกี่ยวข้องเร่งคลายทุกข์ชาวบ้านด้วย…00…เช่นเดียวกับพื้นที่หมู่ 2 ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ชาวบ้านไม่เป็นอันหลับนอน สาเหตุเกิดจาก“สนามยิงปืน”ในละแวกดังกล่าว ร้องเรียนไปยังตำรวจพื้นที่กลับไร้การเหลียวแล แว่วมาว่า…เจ้าของสนามยิงปืน เป็นเครือญาติ “อดีต ผบ.ตร.”คนดัง แห่งวงการฟุตบอล คนรับผิดชอบโปรดทราบแล้วเปลี่ยน…000…ปิดท้ายนี้ฝากถึงตำรวจโรงพักบางบัวทอง จ.นนทบุรี สถานบริการย่ายแยกบางพูล แอบเปิดมั่วสุมตั้งแต่หัวค่ำ ยันเกือบสว่าง บางร้านมีนายตำรวจเป็นหุ้นส่วนใหญ่ พูดท้าทายไม่มีใครกล้าแหยม ว่างๆเรียนเชิญ “บิ๊กอุ้ย”พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยด้วยเองด้วย…000…สวัสดี

“หนึ่งตะวัน พันดาว” 

เกิดมาเพิ่งเคยเจอ “หมูสันนอกติดปีก”สต๊อกหมูจากราชบุรีดันไปโผล่สมุทรสาคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502626

24 ม.ค. 2565 |21:24 น.

เกิดมาเพิ่งเคยเจอ "หมูสันนอกติดปีก"สต๊อกหมูจากราชบุรีดันไปโผล่สมุทรสาคร

หมูหายไปไหน ตามไปตามมา หมูราชบุรีโผล่ห้องเย็นสมุทรสาคร เด็ดกว่านั้นเกิดมาเพิ่งเคยเจอ แจ้งเป็น “สันนอกติดปีก” เจาะประเด็นร้อน โดยขุนเกษตรพิเรน

บัญชาของนายกรัฐมนตรีมีความขลังเสมอ เมื่อฟ้าผ่าให้ตรวจเช็คห้องเย็น ตรวจสต็อกหมูมีการกักตุนหรือไม่ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งตรงกรมปศุสัตว์ ให้เดินหน้าเต็มที่
 

ตรวจไปตรวจมา หมูหายไปไหน ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 24 ม.ค. กรมปศุสัตว์รายงานว่า ได้มีการดำเนินการทั้งหมดไปแล้ว 578 แห่ง (ตัวเลขสะสมนับตั้งแต่วันที่ 20-24 ม.ค.) พบเนื้อสุกรรวม 13,704,502.328 กิโลกรัม และทางกรมฯจะเดินหน้าตรวจสอบห้องเย็นที่มีสินค้าปศุสัตว์ที่เหลือให้ครบ ซึ่งจะมีอีกประมาณห้าร้อยกว่าแห่ง

หากตรวจสอบโดยละเอียดพบมีการกักตุน ผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด และเนื้อสุกรจะถูกสั่งให้จำหน่ายตามราคาที่ทางการกำหนดต่อไป

สำหรับข้อมูลการเลี้ยงสุกรในปัจจุบัน ณ เดือน ม.ค. 2565 กรมปศุสัตว์รายงาน มีเกษตรกรผู้เลี้ยง 1.07 แสนราย จำนวนสุกร 10.84 ล้านตัว แบ่งเป็น สุกรพ่อพันธุ์ 4.9 หมื่นตัว สุกรแม่พันธ์ุ 9.79 แสนตัว และสุกรขุน 9.56 ล้านตัว 

เกิดมาเพิ่งเคยเจอ "หมูสันนอกติดปีก"สต๊อกหมูจากราชบุรีดันไปโผล่สมุทรสาคร
และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่า จำนวนสุกรทั้งหมดลดลงร้อยละ 11.81 แยกเป็น สุกรพ่อพันธุ์ลดลงร้อยละ 41.1 สุกรแม่พันธ์ุลดลงร้อยละ 11.16 จำนวนสุกรขุนลดลง ร้อยละ 13.9


พิจารณาตัวเลขด้วยความเป็นธรรมหากตัวเลขนี้เป็นข้อมูลจริงที่ปราศจากการปั้นแต่ง ที่หายไปจากระบบคือเกษตรกรรายย่อย ส่วนรายใหญ่เจ้าตลาด “ขุนเกษตรพิเรน” บอกชัดแบบฟันธงได้เลยว่า จิ๊บๆ


แต่ทำไมความรู้สึกของประชาชนถึงเร็วและแรง นั่นเพราะหมูหน้าเขียง หมูจากเกษตรกรรายย่อยที่ส่งโรงเชือดค้าขายแบบท้องถิ่นหายไป คนเลี้ยงซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบเป็นส่วนใหญ่ พ่อค้าแม่ขายในตลาดก็ไม่มีหมูชาวบ้านต้องรับหมูจากรายใหญ่

แต่ที่ “ขุนเกษตรพิเรน” ไปแอบได้ยินได้ฟังมาแล้วสะดุ้งคือเบื้องหลังการตรวจค้นห้องเย็นไล่เช็คสต็อกหมู บอกได้เลยว่า ควันออกหู 

เหตุเกิดที่สมุทรสาครเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ กองสารวัตรและกักกัน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาคร สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค สถานีตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบการกักตุนซากสุกร ในห้องเย็น จำนวน 10 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร



พบบริษัทแห่งหนึ่ง จังหวัดสมุทรสาคร มีเนื้อสุกร แช่แข็งจัดเก็บ แจ้งกรมการค้าภายใน เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 จำนวน 929 ตัน หรือ 929,000 กิโลกรัม


เป็นเนื้อสุกรจากบริษัท


1.บริษัทแห่งหนึ่งย่านราชบุรี 26 ตัน


2.บริษัทแห่งหนึ่งย่านราชบุรี 583 ตัน (รับมาจากตลาดทุ่งพระเมรุ นครปฐม)


3.บริษัทแห่งหนึ่งย่าน ปทุมธานี 336 ตัน


4.บริษัทแห่ง ในพื้นที่ กทม. 21 ตัน

5. อื่นๆ


 
ในส่วนที่ยังไม่ได้เเจ้งกับกรมการค่าภายใน เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท ตรวจสอบพบอีกจำนวน 234,590 กิโลกรัม เป็นของบริษัท…โดยนำมาฝากเมื่อเดือน กันยายน-พฤศจิกายน 2564 โดยบริษัทดังกล่าวยังไม่เคยเบิกสินค้าออกแต่อย่างใด
 
ทั้งนี้ กล่องของบริษัท ที่รับเข้ามาฝากระบุชื่อสินค้าเป็น “สันนอกติดปีก” ทำให้ห้องเย็นจัดเก็บเป็นสินค้าไก่ และพบว่าเอกสารใบเคลื่อนย้ายนำเข้ามาฝาก มีจำนวน 137 ตัน ยังไม่สามารถแสดงเอกสารเคลื่อนย้ายจำนวนประมาณ 71 ตัน

พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดสินค้าไว้ก่อน หากสามารถนำมาแสดงได้จะเข้ามาดำเนินการถอนอายัด โดยให้นำเอกสารมาแสดง ภายในวันที่ 22 มกราคม 2565
 
ขุนเกษตรพิเรน ไปสืบข้อเท็จจริงของบริษัท..แห่งนี้การนำมาเนื้อสุกรเข้าฝาก พบมีเพียงเอกสารเคลื่อนย้ายนำเนื้อสุกรเข้ามาฝาก แต่ไม่พบมีการออกเอกสารเคลื่อนย้ายเนื้อสุกรออกจากห้องเย็น ปลายทางนครปฐม และราชบุรี จำนวน กว่า 400 ตัน


 
แหม มีแต่ฝากไม่มีถอน มิหนำซ้ำยังเป็นสันนอกติดปีก หลอกเป็นสินค้าไก่

เอาแบบชัดๆกระบวนการปั่นหมูมี”คู่หูแบบไม่หมู”  เป็นคนวางสตอรี่ชัดเจน นายทุนเลี้ยงหมูหลังจากเห็นวิกฤติจากเพื่อนร่วมอาชีพที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยล้มหายตายจากและพักฟื้นฟาร์มจากการควบคุมโรค



เมื่อสร้างสตอรี่เสร็จ ปั่นกันตั้งแต่ปลายปีจนถึงต้นปี พร้อมกับอาศัยความได้เปรียบที่ตัวเองมีของ ปั่นไปจนราคาแพงสุดกู่ นี่ถ้านายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีเฉลิมชัยไม่เล่นบทโหดสั่งสนธิกำลังทุกภาคส่วน เราไม่มีทางเจอสต็อกหมูติดป้ายสันนอกติดปีกอย่างแน่นอน และที่ขุนพิเเกษตรพิเรนรู้สึกเจ็บปวดคือมีข้าราชการนอกแถวเข้าร่วมขบวนการนี้ด้วย 

ขุนเกษตรพิเรน เรียกร้องมายัง อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดการคู่หูที่ไม่หมู”..แอบกินหมู ทีขอรับ ตรวจเช็คย้อนกลับไม่ยาก เอกสารออกจากจังหวัดใด ไปที่ไหน ผ่านด่านอะไรบ้าง ของบริษัทอะไร หรือ ออกจากฟาร์มไหน เรื่องพวกนี้ข้อมูลชัดเจนและตรวจสอบได้อยู่แล้ว ยิ่งปศุสัตว์จัดทำข้อมูลเรียลไทม์ อัพเข้าวอรูมยิ่งลดช่องว่างการทุจริต 
.
เวลานี้ รอลุ้นอย่างเดียว อธิบดีกรมปศุสัตว์ สรวิศ ธานีโต ที่อีก 8 เดือนจะเกษียณ ล้างบางข้าราชการนอกแถวกลุ่มนี้ให้สิ้นซาก ขุนเกษตรพิเรน ยกรักแร้เชียร์เต็มที่

ยุบแตก.. แยกย้าย วังวนบนความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502623

24 ม.ค. 2565 |21:20 น.

ยุบแตก.. แยกย้าย วังวนบนความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อสัญญาณการเลือกตั้งเริ่มปรากฏชัดขึ้น ภาพของส.ส. นักการเมือง และพรรคการเมือง มักยุบพรรค ย้ายพรรค หรือพรรคแตกแบ่งเป็น 2 ขั้วเพื่อต่อรองอำนาจทางการเมืองและเตรียมการเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐกำลังประสบกับภาวะ ยุบแตก..แยกย้าย ในวังวนบนความขัดแย้งทางการเมือง

นาทีนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้เลย  พรรคพลังประชารัฐ  กำลังตกอยู่ในสภาพปั่นป่วนวุ่นวายศึกภายในยังไม่สงบ  ภายหลังกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาธิการพรรคและพวก ซึ่งเป็นส.ส.ในพรรคอีก 20 คน รวมเป็น 21 ส.ส. ถูกกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคพลังประชารัฐ มีมติให้ขับออกจากพรรค โดยการแถลงข่าวของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค ที่ระบุว่าเพื่อรักษาหลักการในเรื่องความมีเสถียรภาพและความเป็นเอกภาพของพรรค

จากกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัสและพวกมีข้อเสนอที่เป็นเหตุที่ร้ายแรงต่อพรรค กก.บห.จึงเห็นว่าเข้ากับข้อบังคับข้อที่ 54(5) ที่มีเหตุร้ายแรง จึงมีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส และส.ส. รวม 21 คน พ้นจาก พรรคพลังประชารัฐ โดยมีส.ส.ของพรรคจำนวน 63 เสียงมีมติให้ขับพ้นออกจากพรรค จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็น กก.บห.และสมาชิกพรรคจำนวน 78 คน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

“คมชัดลึก” มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พรรคพลังประชารัฐ และ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่อาจมองได้ว่าตอนนี้ตกอยู่ในสถานะที่เป็นรองทางการเมือง เนื่องจากการยกก๊วนออกจากพรรคพลังประชารัฐของ ร.อ.ธรรมนัสและพวก ทำให้กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงกว่าที่เคยอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ เพราะเมื่อย้ายออกจากพรรคแล้ว ภาพของการเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำของพล.อ.ประยุทธ์ มีความชัดเจนมากและมีโอกาสเกิดเหตุเรือล่มได้สูงมากทีเดียว

หากในกลางปีนี้มีการพิจารณากฎหมายสำคัญ ๆ ในสภาฯ อย่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ผ่านการพิจารณา หรือกรณีที่ฝ่ายค้าน ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และลงมติเป็นรายบุคคล แล้วเสียงยกมือโหวตรัฐบาลไม่ผ่านการซักฟอก รัฐบาลต้องยุบสภาหรือลาออก 
 

ดังนั้น กรณีที่กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ถูกขับออกจาก พรรคพลังประชารัฐ จึงเป็นการเดินหมากทางการเมืองที่ฝ่ายกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ได้เปรียบเพราะการหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 30 วันนั้น ไม่ใช่ปัญหา และล่าสุดกระแสข่าวชัดเจนแล้วว่ากลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส จะเข้าไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย และเมื่อมีพรรคสังกัดแล้ว สถานะความเป็นส.ส.ก็ยังมีอยู่เต็มร้อย อำนาจการต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรีใน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีสูงมาก หรืออาจจะเล่นเอาล่อเอาเถิดกับรัฐบาล ด้วยการร่วมมือกับฝายค้านปล่อยให้เกิดสภาล่มซ้ำซาก

ขณะที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับตกอยู่ในสภาวะที่ทำงานการเมืองในสภาฯ ลำบาก และแทบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลย โดยเฉพาะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ที่อาจทำให้การลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหาของประชาชน ไม่สามารถทำได้เต็มที่เหมือนเช่นเคย  

ยุบแตก.. แยกย้าย วังวนบนความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนฟากฝั่ง ร.อ.ธรรมนัส อาจจะรวมคะแนนเสียงส.ส.ในสภา เข้ากลุ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสร้างอาณาจักรและเป็น “หนามยอกอก” ของพล.อ.ประยุทธ์ ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งรัฐบาลอาจจะเกิด การยุบสภา หรือ ลาออก ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์การเมืองกันอย่างใกล้ชิดต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งภายใน พรรคพลังประชารัฐ จนนำไปสู่ภาพของพรรคที่มีความแตกแยกและร้าวลึกนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก

เพราะถ้าจำกันได้ 2 แกนนำคนสำคัญของพรรค “สร้างอนาคตไทย” ในวันนี้ คือ นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลังและอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรมว.พลังงานและอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ต่างต้องออกจากพรรคพลังประชารัฐมาเช่นกัน แต่นั่นเป็นการลาออก

ยุบแตก.. แยกย้าย วังวนบนความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ

พรรคพลังประชารัฐ ที่มีจุดเริ่มต้นของพรรค โดยก่อตั้งพรรคขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 เพื่อทำงานการเมือง ด้วยการรวบรวมคนจากหลากลายสาขาอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยเป็นส.ส.จากพรรคการเมืองต่าง ๆ มาเป็นสมาชิกพรรค และลงสู้ศึกเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จนพรรคได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและได้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กระทั่งวันที่ 9 ก.ค. 2563 นาย อุตตมและนายสนธิรัตน์ ได้ลาออกจาก พรรคพลังประชารัฐ โดยมีกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค 

ถึงแม้ว่าห้วงเวลานั้น นายอุตตมและนายสนธิรัตน์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง พรรคพลังประชารัฐ  จะบอกว่าการตัดสินใจยุติบทบาททางการเมือง ในฐานะสมาชิก พรรคพลังประชารัฐ ตลอด 2 ปีนั้นได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง พรรคพลังประชารัฐ ด้วยความตั้งใจในการทำงานการเมืองและมีเจตนารมณ์ในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งบรรลุในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้วก็ตาม แต่ลึก ๆ แล้วย่อมเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นภายในพรรค ไม่เช่นนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมาแทนที่ นายอุตตมและนายสนธิรัตน์ อย่างแน่นอน 

นี่เป็นเหตุการณ์แรกของการ “แยก” ออกจากพรรค จากผู้ที่เคยเป็นแกนนำและคนสำคัญของพรรค เรียกว่าจากมาด้วยความชอกช้ำใจ ซึ่งตอนนั้นทั้งสองคนยังไม่คิดจะตั้งพรรคการเมือง กระทั่งผ่านมา 2 ปี จึงได้เปิดตัวพรรค  “สร้างอนาคตไทย”  ไปเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อล้างปมในใจของทั้งสองคน หลังจากได้เคยร่วมปั้นร่วมสร้าง พรรคพลังประชารัฐ มากับมือ แต่สุดท้ายต้องลาออกจากพรรค

ยุบแตก.. แยกย้าย วังวนบนความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนกรณีกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัสและพวก ต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งที่ 2 ที่เกิดการ “แตก” และ “แยก” ออกมาจากพรรค ซึ่งมาจากปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐทั้งสิ้น แต่เป็นการแตกและแยกย้ายออกมาในรูปแบบที่หวังผลทางการเมืองสูงมาก นั่นคือมีเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเดิมพัน พอ ๆ กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องอยู่ท่ามกลางสภาวะที่ไม่รู้ว่าจะล่มเมื่อไร หากไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาฯ ได้อย่างแท้จริง 

สำหรับกรณีการยุบพรรคการเมืองของไทย ไม่ว่าจะเป็นการ “ยุบ” เพื่อรวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือยุบเพราะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และมีกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พบว่ามีการยุบพรรคการเมืองไปแล้ว 110 พรรค ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะพรรคการเมืองที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างของแวดวงการเมืองไทย

ทั้งนี้ พบว่าพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 นั้น มีพรรคการเมือง 5 พรรคที่ถูกยุบพรรคเพื่อไปรวมกับพรรคการเมืองอื่น (มาตรา 65 วรรค 3) ได้แก่ พรรคมวลชน ไปรวมกับพรรคความหวังใหม่ (ปี 2541) พรรคเสรีธรรม ไปรวมกับพรรคไทยรักไทย (ปี 2544) พรรคความหวังใหม่ ไปรวมกับพรรคไทยรักไทย (ปี 2545) พรรคชาติพัฒนา ไปรวมกับพรรคไทยรักไทย (ปี 2547) พรรคต้นตระกูลไทย ไปรวมกับพรรคชาติไทย (ปี 2548)

ขณะที่ พรรคไทยรักไทย ถูกยุบเพราะกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กรณีจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กให้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ต้องได้คะแนนเสียง ร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเขตที่มีผู้สมัครคนเดียว (30 พ.ค. 2550)

ยุบแตก.. แยกย้าย วังวนบนความขัดแย้งทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ

ขณะเดียวกันมี พรรคการเมือง 3 พรรค ที่ถูกยุบเพราะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือ 3 พรรคเล็กที่ส่งผู้สมัครสนับสนุนพรรคไทยรักไทย ในเขตที่มีผู้สมัครคนเดียว ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย

ส่วนพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 พบว่ามีพรรคการเมือง 3 พรรคที่ถูกยุบ (ปี 2551) เนื่องจากการกระทำล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย กรณีกรรมการบริหารพรรคทุจริตเลือกตั้ง แจกใบแดง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ส.ส.แบบสัดส่วน / นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองเลขาธิการพรรคชาติไทย / นายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย

สำหรับพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 พบว่ามีจำนวน 2 พรรค คือ พรรคไทยรักษาชาติ (ปี 2562) โดยมีการกระทำที่อาจจะเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (ตามมาตรา 92) กรณีการเสนอชื่อบุคคลให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี (ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี) และพรรคอนาคตใหม่ ถูกยุบพรรคเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2563 ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบใน “คดีเงินกู้ 191 ล้านบาท” ที่พรรคกู้เงินจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้า พรรคอนาคตใหม่

กล่าวถึงเหตุการณ์ยุบพรรคข้างต้นเพื่อเป็นอนุสติเตือนกลุ่มก๊วนการเมืองทั้งหลาย ที่มีการรวมตัวตั้งพรรคการเมือง

โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะมีบางส่วนแยกย้ายออกไปตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย  รวมไปถึงเหตุการณ์พปชร. ขับ ร.อ.ธรรมนัส และพวกพ้นสมาชิกพรรค พบว่า นักการเมืองจำนวนหนึ่งล้วนมาจากสาแหรกพรรคการเมืองที่โดนยุบพรรค (พรรคไทยรักไทย ) ก่อนจะมารวมตัวกันใหม่ในสังกัดพรรคต่าง ๆ รวมถึงการเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐด้วย 

เหตุการณ์ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ในวังวน ยุบ-แตก- แยก-ย้าย  ล่าสุดกับปมปัญหาข้อกฎหมายกรณีพปชร.ขับ ร.อ.ธรรมนัสและพวกออกจากสมาชิกพรรค ถึงกับมีผู้ร้องต่อกกต.ให้พิจารณาว่า จะเข้าข่ายยุบพรรคพปชร.ได้หรือไม่ 

….นี่หล่ะพรรคการเมืองไทย… 

ทิ้งธรรมนัสซบ “สนธิรัตน์” ปักธงผืนใหม่อีสานเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502628

24 ม.ค. 2565 |20:16 น.

ทิ้งธรรมนัสซบ "สนธิรัตน์" ปักธงผืนใหม่อีสานเหนือ

พรรคสร้างอนาคตไทยเดินสายอีสาน “สนธิรัตน์” ควงสุพล ฟองงาม พบปะนักการเมืองท้องถิ่นอีสานเหนือ แถมมีสมาชิกกลุ่มเพื่อนเอกราช-ธรรมนัส โผล่ร่วมวงด้วย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เดินสายอีสานเหนือ “สนธิรัตน์” หนึ่งในสองกุมาร พรรคสร้างอนาคตไทย ควงสุพล ฟองงาม พบปะอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และนักการเมืองท้องถิ่นซุ้มพ่อมดดำ

พรรคใหม่แต่คนเก่า “สนธิรัตน์” รู้ดีว่าตลาดการเมืองอีสานยังเปิดกว้าง ถ้าสร้างกระแสเป็นและเล่นให้ถูกจังหวะ ก็เบียดเจาะแชมป์เพื่อไทยได้

ธรรมชาตินักเลือกตั้ง “สนธิรัตน์” อาศัยลูกเก๋าของสุพล ฟองงาม นำร่องที่อุบลราชธานี เปิดบ้านรอมิตรสหายเข้ามาร่วมสร้างอนาคตไทย

วันที่ 23 ม.ค.2565 ที่โรงแรมพักพิงอิงโขง อ.เมือง จ.นครพนม สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย และสุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ จ.นครพนม พบปะเครือข่ายกลุ่มสร้างอนาคตไทยภาคอีสาน กว่า 100 คน

ที่น่าสนใจคือ ชัยมงคล ไชยรบ อดีตนายก อบจ.สกลนคร ,วิริยะ ทองผา อดีตรองนายก อบจ.มุกดาหาร ,เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีตรองประธานสภา อบจ.อุบลราชธานี และจำลอง ภูนวนทา อดีตผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ จำลอง ภูนวนทานั้น เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.เกรดเอ ในกลุ่มเพื่อนเอกราช และก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เคยเปิดตัวจำลองมาแล้วในการประชุมสมาชิกพรรคที่ร้อยเอ็ด

การที่จำลองปรากฏตัวในวงพบปะแลกเปลี่ยนของพรรคสร้างอนาคตไทย อาจสอดรับกับกระแสข่าวเอกราช ช่างเหลา จะพาลูกชายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย

‘ซุ้มพ่อมดดำ’

สิ่งที่แกนนำพรรคสร้างอนาคตไทยอย่าง “สนธิรัตน์” ตอบคำถามนักข่าวในวันเปิดตัวพรรคว่า พรรคจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี นั้นได้ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นบางกลุ่มมีความสนใจอยากร่วมงานด้วย

เนื่องจากนักการเมืองท้องถิ่นกลุ่มนี้ทราบดีความปราชัยของผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เมื่อปี 2562 เพราะถูกชาวบ้านสั่งสอนด้วยกระแสไม่เลือกพรรคสืบทอดอำนาจ คสช.

พลันที่เห็นใบหน้าของ ชัยมงคล ไชยรบ อดีตนายก อบจ.สกลนคร และ วิริยะ ทองผา อดีตรองนายก อบจ.มุกดาหาร พบปะสนธิรัตน์ที่นครพนม หลายคนเลยนึกถึงภาพของกลุ่มนายก อบจ.อีสาน สายบ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนฯ

ช่วงเลือกตั้งปี 2562 มีอดีตนายก อบจ.อีสาน สายพ่อมดดำ ที่ทำตัวเป็นกองเชียร์ตัวท็อปของพลังประชารัฐได้แก่ ชัยมงคล ไชยรบ อดีตนายก อบจ.สกลนคร, สมชอบ นิติพจน์ อดีตนายก อบจ.นครพนม, ยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ.หนองคาย, ศราวุธ สันตินันตรักษ์ อดีตนายก อบจ.หนองบัวลำภู, นิพนธ์ คนขยัน อดีตนายก อบจ.บึงกาฬ, มลัยรัก ทองผา อดีตนายก อบจ.มุกดาหาร (ภรรยาของวิริยะ ทองผา) และ สถิรพร นาคสุข อดีตนายก อบจ.ยโสธร

นักการเมืองท้องถิ่นกลุ่มนี้ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. แต่เป็นผู้จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.ในนามพลังประชารัฐ และผลเลือกตั้ง ส.ส.ปีนั้น ทีมนายก อบจ.สายพ่อมดดำพ่ายแพ้หมดทุกจังหวัด

สาเหตุหลักที่ทีมนายก อบจ.อีสานพ่ายก็คือ กระแสต้าน คสช.ในหมู่ประชาชน และกระแสนี้ยังลามไปถึงเลือกตั้งนายก อบจ. ส่งผลให้ชัยมงคล และวิริยะ พ่ายแพ้ทั้งคู่ แต่ฐานคะแนนก็ยังหนาแน่น

‘นำร่องเมืองอุบลฯ’

สุพล ฟองงาม อาสามาเป็นขุนพลอีสานให้ “สนธิรัตน์” และพรรคสร้างอนาคตไทย โดยในวันที่พบปะนักการเมืองท้องถิ่นที่นครพนม สุพลพาเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.อุบลฯ ไปร่วมงานด้วย

ดังที่ทราบกัน เลือกตั้ง ส.ส.สมัยที่แล้ว สุพล ฟองงาม อดีตเลขาธิกาพรรคเพื่อไทย และ ส.ส.อุบลฯ หลายสมัย ได้ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ได้ชักชวนนักการเมืองตระกูลโภคกุลกานนท์ และจินตะเวช มาอยู่ค่ายเดียวกัน

เชิดศักดิ์เป็นลูกชายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต ส.ส.อุบลฯ 11 สมัย และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย โดยตัวเขามีประสบการณ์การเป็นรองประธานสภา อบจ.อุบลฯ

ขัยมงคล ไชยรบ และวิริยะ ทองผา ประกบสนธิรัตน์ ที่นครพนมขัยมงคล ไชยรบ และวิริยะ ทองผา ประกบสนธิรัตน์ ที่นครพนม

ตี๋เล็กหรือเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ได้ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพลังประชารัฐ พ่ายแชมป์เก่า-ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย ที่เขต 7 อุบลฯ

ปลายปี 2563 เชิดศักดิ์ ลงสมัครนายก อบจ.อุบลราชธานี โดยการสนับสนุนของสุพล ฟองงาม และตระกูลจินตะเวช แต่พ่ายแพ้กานต์ กัลป์ตินันท์ น้องชายเกรียง กัลป์ตินันท์ ไปอย่างฉิวเฉียด

สุพล ฟองงาม ประกาศแล้วว่า พรรคสร้างอนาคตไทยจะมีการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.อุบลฯ ประมาณ 4-5 เขต ซึ่งก็เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ สมัยที่แล้ว ถึงพ่ายแพ้แต่พวกเขาก็ได้คะแนนเฉลี่ยประมาณ 2 หมื่นคะแนน

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ หนึ่งในสองกุมาร ก็คงจะเดินสายไปอีสานอีกหลายรอบ เพื่อชักชวนนักเลือกตั้งมืออาชีพมาร่วมงานกับพรรคใหม่ป้ายแดง

จงอางอีสาน “เอกราช ช่างเหลา” เลือกพะเยาหรือบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/502579

24 ม.ค. 2565 |16:12 น.

จงอางอีสาน "เอกราช ช่างเหลา" เลือกพะเยาหรือบุรีรัมย์

21 ส.ส.กลุ่มธรรมนัสยังป่วน “เอกราช ช่างเหลา” ฉายาจงอางอีสาน จะเลื้อยไปซุกซุ้มไหน พะเยาหรือบุรีรัมย์ เพราะกรรมเก่ายังตามหลอน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

จงอางอีสาน “เอกราช ช่างเหลา” ส.ส.บัญชีรายชื่อ สายตรงธรรมนัส จะเอายังไงแน่ เลือกค่ายไหน พะเยาหรือบุรีรัมย์

กรรมเก่ายังตามหลอน “เอกราช ช่างเหลา” จึงต้องขยับหลายทาง ส่งลูกชายคนเล็กและมือขวาไปบุรีรัมย์ พลันที่พลังประชารัฐ มีมติขับออกจากพรรค จงอางอีสานก็มีเสรี จะเลื้อยไหนก็ได้ภายใน 30 วัน

“เอกราช ช่างเหลา” เจ้าของทีมลูกหนังดังแห่งเมืองขอนแก่น แจ่มชัดในธุรกิจลูกหนัง นักเตะกับนักเลือกตั้งไม่ต่างกัน ยามที่เปิดตลาดซื้อขายนักเตะ เงินก็สะพัดเป็นธรรมดาของโลกธุรกิจ

เอกราช ช่างเหลา ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลอาชีพ ขอนแก่นยูไนเต็ด ฉายาจงอางผยอง ซึ่งในวันนี้ ทีมจงอางผยองเล่นอยู่ในไทยลีก 1 โดยเอกราช มอบให้ลูกชาย 2 คน คือ วัฒนา ช่างเหลา และพิทักษ์ชน ช่างเหลา บริหารทีมลูกหนังจงอางอีสาน

ขณะเดียวกัน เอกราช ช่างเหลา ก็เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,วัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 และพิทักษ์ชน ช่างเหลา ส.อบจ.ขอนแก่น เขต อ.เมือง พวกเขาคือครอบครัวการเมือง

ในวันที่เอกราช และวัฒนา ถูกขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ พร้อม ส.ส.ก๊วนธรรมนัส ก็มีข่าวใหญ่โตว่า เอกราชและลูกชาย จะไม่ไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย แต่จะตีรถออกจากขอนแก่นตรงไปบุรีรัมย์

ถ้าจำกันได้ ปลายปีที่แล้ว พิทักษ์ชน ลูกชายคนเล็กของเอกราช ไปโผล่ในที่ประชุมใหญ่พรรคภูมิใจไทยที่นครราชสีมา

เอกราช ช่างเหลา บอกกับนักข่าวบางสำนักว่า ยังไม่ได้ทิ้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้รอดูหลังวันวาเลนไทน์ จะมีสัญญาณชัดเจนว่า อยู่พรรคไหนกันแน่

‘สัมพันธ์ลึกซึ้ง’

จะว่าไปแล้ว “เอกราช ช่างเหลา” กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รู้จักกันมานานกว่า 20 ปี โดยมีผู้ใหญ่แนะนำให้รู้จักกัน ดังที่เขาเคยเล่าให้นักข่าวท้องถิ่นที่ขอนแก่นฟังว่า “ผมสนิทกับคุณธรรมนัส มานาน สนิทกันแบบใจถึงใจ รู้จักเพราะมีผู้ใหญ่แนะนำ..”

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ร.อ.ธรรมนัส ได้แนะนำให้เอกราชรู้จักกับนักการเมืองพรรคเพื่อไทยและเอกราชจึงได้เข้าไปนั่งบอร์ดการประปานครหลวง(กปน.)

จริงๆแล้ว เอกราชจับมือธรรมนัส ร่วมกันทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้างบ้านหรูขายที่ขอนแก่น ชื่อโครงการเมืองแกรนด์วิลล์ ตั้งแต่ปี 2542

ปี 2554 เอกราช-ธรรมนัสในนามบริษัท เอเพ็กซ์ ริเวอร์ไซด์ จำกัด เข้าซื้อที่ดินบริษัท ไทยเมลอน โพลีเอสเตอร์ เนื้อที่รวม 616 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน โดยมีแผนจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่ ช่วงเวลานั้น ก็มีข่าวโด่งดังไปทั้งประเทศ

ปี 2561 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รับบทแม่ทัพภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ เอกราชก็เป็นแม่ทัพอีสานเหนือ หลังเลือกตั้ง เอกราชได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และวัฒนา ช่างเหลา ประสบชัยชนะที่เขต 2 ขอนแก่น

ปลายปี 2562 พลังประชารัฐคว้าชัยในสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น เอกราช จึงกลายเป็นขุนพลเอกของ ร.อ.ธรรมนัสในภาคอีสาน

หลังกรรมเก่าไล่ล่า กรณีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น เอกราชเริ่มไม่มั่นใจในสถานะตัวเองในพลังประชารัฐ และมีข่าวลือเรื่องย้ายค่าย ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

‘เพื่อนเอกราช’

สมัยที่ ร.อ.ธรรมนัส กำลังสนุกกับการทำธุรกิจ แต่ “เอกราช ช่างเหลา” ลุยสนามการเมืองมาแต่ปี 2550 โดยลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่สอบตก

หลังพ่ายแพ้จากสนามเลือกตั้ง เอกราชก็ลุยสนามฟุตบอล เอกราชเคยเจรจาขอซื้อทีม ขอนแก่น เอฟซีของตระกูลชนะวงศ์ มาบริหารแต่ไม่สำเร็จ จึงหันไปซื้อทีมปากช่อง ยูไนเต็ดจากกลุ่มการเมืองโคราช เปลี่ยนชื่อเป็นขอนแก่น ยูไนเต็ด โดยมอบให้ลูกชาย วัฒนา ช่างเหลา เป็นประธานสโมสร และพิทักษ์ชน ช่างเหลา เป็นรองประธาน

เอกราชหวังใช้กลยุทธ์ลูกหนังนำการเมือง เหมือนเนวิน ชิดชอบ สร้างแบรนด์จงอางผยองให้ติดตลาด ทีมขอนแก่นยูไนเต็ด ไต่เต้าจากในลีกภูมิภาค จนได้มาโลดแล่นในไทยลีก 1

อีกด้านหนึ่ง เอกราชได้สร้างเครือข่ายการเมืองในขอนแก่นชื่อ “กลุ่มเพื่อนเอกราช” ทั้งระดับการเมืองท้องถิ่น และระดับชาติ เหมือนกลุ่มเพื่อนเนวิน เอกราชจึงรู้จักทั้งนักการเมืองพรรคเพื่อไทย, ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา

ชั่วโมงนี้ คอการเมืองขอนแก่น ชักสงสัยว่า สมาชิกกลุ่มเพื่อนเอกราช อย่าง เจริญ แซ่เต็ง และสมพงษ์ ปู่เพ็ง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พลังประชารัฐ จะตามเอกราชไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทยหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่า สองมือทำงานของเอกราช ย้ายไปอยู่ค่ายบุรีรัมย์แล้ว