ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ “พรรคสร้างอนาคตไทย” ต่างดวงต่างชะตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501947

19 ม.ค. 2565 |22:41 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ "พรรคสร้างอนาคตไทย" ต่างดวงต่างชะตา

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ 3 ผู้นำ สมคิด-อุตตมะ-สนธิรัตน์ “พรรคสร้างอนาคตไทย” เมื่อผูกดวงแล้ว ต่างดวงต่างชะตา ไม่หนุนซึ่งกันและกัน ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง โอกาสที่จะก้าวสู่เป้าหมายคงยาก

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติผู้นำทัพ “พรรคสร้างอนาคตไทย” นำทีมโดย ดร.อุตตม สาวนายน  หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยเลขาธิการพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ชู ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อผูกดวงแล้ว ต่างดวงต่างชะตา ไม่หนุนซึ่งกันและกัน

หากต่อสู้ไปก็อาจจะตัวใครตัวมัน เพราะจะดันสู่ตำแหน่งคู่เสริมดวงที่จะต้องแกร่งพอที่จะหนุนให้ประสพความสำเร็จได้ ประกอบกับดวงชะตาต่างคนต่างเดิน โอกาสที่จะก้าวสู้เป้าหมายคงยาก

ดร.อุตตม สาวนายน วัย 62 ปี เกิดวันพฤหัสที่ 19 พฤษภาคม 2503 ปีชวด ธาตุทอง ถึงแม้นจะมีความพยายามมีความอดทน มีความตั้งใจ แต่ชะตาชีวิตมีเหตุปะทะก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่ไว้วางใจ ไม่ปรองดอง เบียดเบียนตนเอง อึดอัดสร้างความรำคาญให้จิตใจ กับลังเล ไม่ไว้วางใจ เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ใจอ่อนใจดี มีครูบาอาจารย์อยู่ในตน ขาดดวงชะตาการเป็นผู้นำ ความหวังในปี 65 ไม่ประสพความสำเร็จ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ "พรรคสร้างอนาคตไทย" ต่างดวงต่างชะตา

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ วัย 62 ปี ถึงมีความพยายามมีความตั้งใจ กล้าได้กล้าเสีย ทะเยอทะยานไม่นิ่งอยู่กับที่ คาดหวังในการทำสิ่งใดให้ประสพความสำเร็จ แต่ความลังเลไม่มั่นใจตนเอง ตกดวงชะตาสับสน ไม่ปรองดอง ไม่สมหวัง วุ่นวาย อีกทั้งมีเรื่องเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ให้อึดอัดใจ ถึงมีตำแหน่งที่ดี แต่ไม่มั่นคงในชีวิต

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ "พรรคสร้างอนาคตไทย" ต่างดวงต่างชะตา

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ วัย 69 ปี รอบนี้เหมือนต้องดูแลสุขภาพตนเองให้มาก ระวังเจ็บป่วย อีกทั้งในดวงชะตาเหมือนมีชีวิตที่ต้องดิ้นรนด้วยตนเอง ดื้อรั้นอยากรู้อยากเห็น ใจอ่อนใจดี มีเจ้าทุกข์มากชอบช่วยเหลือคนอื่น ปีนี้ตกดวงขัดแย้ง แบะเบียดเบียนตนเองให้เดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งการกระทำของตนเอง และตกในรอบปีแห่งอุปสรรค ดาวเสาร์เข้าเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ และตกดวงสุขภาพ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง 3 ผู้นำ "พรรคสร้างอนาคตไทย" ต่างดวงต่างชะตา

ซินแสเข่ง สรุปเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงระหว่าง 2 ปี ของพรรคสร้างอนาคตไทย ไปจนถึงปี 2567 หากหัวหน้าพรรคไม่ท้อไม่หมดกำลัง ก็คงได้เห็นพรรคที่เข้มแข็งเกิดขึ้น แต่ต้องฝ่าอุปสรรคต่างๆในรอบปี 2565 และ 2566 และความสำเร็จจะอยู่ในช่วงปี 2567 เป็นต้นไป แต่ก็ถือว่าจะเป็นไปได้สูงสุดในการบริหารพรรคการเมือง ต้องเหนื่อยสุดกับมรสุมต่างๆ ที่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคให้ผ่านพ้นบนเส้นทางที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ผ่าเพลงร้อน “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ลาวปั้นงาน ไทยปั่นยอดวิว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501935

19 ม.ค. 2565 |20:51 น.

ผ่าเพลงร้อน "เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม" ลาวปั้นงาน ไทยปั่นยอดวิว

สูตรสำเร็จเพลงเรต18+ “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ศิลปินลาวปั้นงานเพลง ส่งต่อศิลปินไทยปั่นยอดวิว ทางการลาวเต้น ลุกขึ้นมางัดข้อกฎหมาย ปรามอินดี้ฝั่งซ้ายอย่าล้ำเส้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เพลงไร้พรมแดน “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ใช้เวลาเผยแพร่แค่ครึ่งเดือน ประเด็นดราม่าก็บังเกิดลามกอนาจารหรือไม่

ภาพสะท้อนลาวยุคดิจิทัล “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ศิลปินอินดี้ฝั่งซ้ายปั้นงาน ศิลปินฝั่งขวาปั่นยอดวิว สองฝั่งโขงประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

อิทธิฤทธิ์ “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” รัฐบาลลาวอยู่นิ่งไม่ได้ จึงออกโรงปรามศิลปินฝั่งซ้าย ขอให้สร้างผลงานอยู่ในกรอบกฎหมายศิลปะการแสดงและกฎหมายสื่อมวลชน

5 ปีมานี้ ศิลปินลาวค้นพบการเอาตัวรอดจากพายุดิจิทัลดิสรัปชัน โดยใช้สูตรสำเร็จ อินดี้ฝั่งซ้ายปั้นงาน อินดี้ฝั่งขวาปั่นยอดวิว เนื่องจากประชากรลาว มี 7 ล้านคน ขณะที่ประชากรไทยมีมากกว่า 60 ล้านคน

เพลง “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของศิลปินลาว ที่ประสบความสำเร็จตามสูตรลาวปั้น ไทยปั่น โดย SOMBATH.97 และ นัท ชนก ได้อัพเพลงเฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม ขึ้นยูทูบเมื่อ 1 ม.ค.2565 พร้อมกับตัดต่อท่อนฮุกไปเผยแพร่ผ่าน TikTok

แค่สัปดาห์เดียว ก็มีนักร้องไทยทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นนำเอาเพลงเฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม มาคัฟเวอร์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้ยอดวิวเพลงนี้ทะลุ 6 ล้านวิว

‘ผ่าเพลงฉาว’

สมบัดหรือ SOMBATH.97 ผู้สร้างเพลง “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” รู้ดีว่า จะทำเพลงยังไงให้ดังและโดน จึงเลือกท่อนฮุกแบบสุ่มเสี่ยง “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม บ่ต้องมาจ่ม ว่านมข้อยบ่มี เนินนมอาจสิบ่มี แต่เนิน…อลังการ” ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ

จริงๆแล้ว โดยภาพรวมของเพลง เป็นเพลงที่ดีเพลงหนึ่ง พูดถึงหญิงชาวนาตัดพ้อที่ถูกผู้ชายบูลลี่รูปร่างโดยเฉพาะส่วนหน้าอกหน้าใจ ว่าเป็นสาวจอแบน

ท่อนฮุกที่โด่งดังสองฝั่งโขง ทำให้กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และท่องเที่ยว แห่ง สปป.ลาว อยู่นิ่งไม่ได้ เพราะมีกระแสเสียงว่า ทำไมทางการลาวจึงปล่อยปละละเลย ไม่มีการตรวจสอบเนื้อเพลง

ที่ผ่านมา ทางการลาว ได้ผ่อนปรนเรื่องการทำเพลงยุคดิจิทัล เพราะรู้ว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ยากที่จะควบคุมกระแสโซเชียลได้ จึงปล่อยให้ศิลปินทำเพลงโดยเสรี ไม่ต้องมาทำเรื่องขออนุญาตจากแผนกวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2565 กระทรวง แถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ได้ออกคำสั่งให้ตรวจสอบผลงานเพลงและกลอนลำ ทั้งประเทศ 

เนื่องจาก ปัจจุบันมีการแต่งเพลง ขับ-ลำ ที่มีเนื้อหาลามก อนาจาร เผยแพร่ผ่านทางสื่อออนไลน์ ซึ่งผิดต่อกฎหมายว่าด้วยศิลปะการแสดง

ในอดีต ผู้ผลิตงานเพลงหรือศิลปิน จะต้องนำเอ็มวีทุกประเภท ก่อนจะนำออกแสดง เผยแพร่ ซื้อขาย หรือผ่านสื่อมวลชนทั้งภายใน และต่างประเทศ ต้องผ่านการตรวจตราและอนุญาตอย่างถูกต้องจากกระทรวงแถลงข่าวฯ

ฉะนั้น ทางการลาวจึงมอบให้หัวหน้าแผนกแถลงข่าวฯ 17 แขวงและนครหลวงเวียงจันทน์ ปฏิบัติดังนี้

1.ย้อนตรวจบทเพลง ขับ-ลำที่ไม่ผ่านการตรวจ และไม่ได้รับอนุญาตที่นำไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ และให้กล่าวเตือน ศึกษาอบรม ปฏิบัติวินัยตามกฎหมาย และระเบียบการที่กำหนดไว้

2.โฆษณาเผยแพร่กฎหมายว่าด้วยศิลปะการแสดงและกฎหมายว่าด้วยสื่อมวลชนให้ปวงชนได้รับรู้อย่างกว้างขวาง

ทางการลาวรู้ดีว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว จะใช้กฎเกณฑ์แบบยุคสังคมนิยมไม่ได้ จึงอนุโลมให้สร้างงานเพลงได้ แต่การปล่อยเสรีเกินไป ก็เหมือนไร้การควบคุม จึงออกมากระตุกเตือนคนรุ่นใหม่บ้าง

นัท ชนก ผู้ร้องเพลงเฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม นัท ชนก ผู้ร้องเพลงเฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม

‘เพลงไร้พรมแดน’

กลุ่มผู้สร้างงานเพลง “เฮ็ดนาเด้อบ่ได้เฮ็ดนม” ได้เดินตามรอยความสำเร็จของเพลงลาวชื่อ อยากเป็นลูกเขย ที่ทำสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์เพลงสองฝั่งโขง ใช้เวลา 1 ปี มียอดวิวทะลุ 170 ล้านวิว

นี่คือตัวอย่างของเพลงไร้พรมแดน เพราะแพลทฟอร์มอย่างเฟซบุ๊ก,ทวิตเตอร์ ,อินสตาแกรรม และติ๊กต็อก (TikTok) ได้ทลายเส้นแบ่งเขตแดนไทย-ลาว

เพลงอยากเป็นลูกเขย เป็นผลงานของโสพะนา ช่างภาพอิสระ ชาวเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก อยากทำเพลงโปรโมทช่องยูทูบ Sophana CHANNEL จึงชวนมิตรสหายมาทำเพลง

เพลงอยากเป็นลูกเขยคือแบบอย่างแห่งความสำเร็จ ตามสูตรศิลปินฝั่งลาวปั้นเพลง ศิลปินฝั่งไทยปั่นกระแส ปั่นยอดวิว

ขายยาก “ธรรมนัส” พ่วงลุงป้อมคนใต้ให้คำตอบแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501907

19 ม.ค. 2565 |18:10 น.

ขายยาก "ธรรมนัส" พ่วงลุงป้อมคนใต้ให้คำตอบแล้ว

บทเรียนจากสมรภูมิภาคใต้ “ธรรมนัส” พ่วง พล.อ.ประวิตร ขายยาก คนใต้ได้ให้คำตอบผ่านผลเลือกตั้งซ่อมแล้ว เลือกตั้งสมัยหน้า ไม่ชูลุงตู่สู้ ปชป.ไม่ได้แน่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศึกนอกจบแต่ศึกในไม่จบ “ธรรมนัส” เจอแรงเขย่าจากขั้วตรงข้าม เสี่ยเฮ้งเปิดหน้าสู้ หวังแปรความพ่ายแพ้เป็นจุดเปลี่ยนในพรรค

ไลน์หลุดเรื่องเล็ก “ธรรมนัส” รู้ตัวดีตกเป็นเป้าบ่อนเซาะให้ลุกจากเก้าอี้เลขาธิการพรรค จึงเปิดเกมโต้กลับ ต้องวัดใจลุงป้อมจะดันทุรังให้อยู่กันไปแบบนี้หรือ


บทเรียนสังเวียนปักษ์ใต้ “ธรรมนัส” ได้คำตอบแล้ว ขายป้อมยากกว่าขายตู่ ยิ่งขายตัวเองยิ่งกลายเป็นเป้าล่อของคู่แข่ง

กรณีความขัดแย้งระหว่าง สุชาติ ชมกลิ่น กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หลังพรรคพลังประชารัฐ พ่ายศึกเลือกตั้งซ่อมทั้งสองเขตในภาคใต้ ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เพราะเริ่มมีสัญญาณคุกรุ่นตั้งแต่ช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย อันเนื่องจากคำปราศรัยของธรรมนัส ว่าด้วยเลือกคนมีตังค์ เลือกคนรวย ที่กลายเป็นจุดอ่อน ถูกพรรค ปชป.นำไปขยี้ในเวทีปราศรัย และขยายผลตามร้านน้ำชากาแฟ

นัยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ สุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะ ผอ.เลือกตั้งซ่อม เขต 6 สงขลา เพราะกระแสผู้กองปราศรัยหยามคนใต้ ฉุดคะแนนนิยมพรรคและตัวผู้สมัครลงวูบ

พิษพ่ายเลือกตั้ง จึงมาปะทุในไลน์กลุ่ม พปชร. และมีนักการเมืองขาใหญ่ในภาคอีสานแคปเจอร์ออกมาส่งต่อเพื่อสร้างประเด็นให้เป็นข่าวทำโพลไล่ธรรมนัส

นับจากเกิดเหตุกบฏล้มประยุทธ์ พลังประชารัฐก็กลับไปสู่สภาพพรรคร้อยพ่อพันแม่ ไม่ต่างจากวันที่นักเลือกตั้งหลายพรรคหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานเมื่อปี 2561

การวัดกำลังกันระหว่างกลุ่มธรรมนัส กับกลุ่มไม่เอาธรรมนัส ดำเนินมาเป็นระยะๆ และศึกเลือกตั้งซ่อมชุมพรและสงขลา ก็เห็นร่องรอยการต่อสู้ของสองกลุ่มนี้

‘ขายป้อมพ่วงธรรมนัส’

หลังจากถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ “ธรรมนัส” ก็มุ่งมั่นทำหน้าที่เลขาธิการพรรค และพูดชัดเจนว่า เรื่องของพรรคอยู่ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยตัวเขาจะทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีทั้งหมด

ร.อ.ธรรมนัส เจอนักข่าวถามหลายครั้งเรื่องเลือกตั้งครั้งหน้า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ธรรมนัสก็ตอบสั้นๆว่า ใครจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้ชี้ขาด

ขายยาก "ธรรมนัส" พ่วงลุงป้อมคนใต้ให้คำตอบแล้ว

ป้ายเขียร์ พล.อ.ประวิตรและธรรมนัส ที่ชุมพรป้ายเขียร์ พล.อ.ประวิตรและธรรมนัส ที่ชุมพร

ในทางปฏิบัติ ธรรมนัสก็จัดคิวพา พล.อ.ประวิตร ขึ้นเหนือล่องใต้ไปอีสาน เพื่อสร้างภาพอดีตนายใหญ่ใจดี ผู้มีแต่ให้และดูแลประชาชนแบบใจถึงพึ่งได้

ร.อ.ธรรมนัส เน้นย้ำเรื่องพรรคพลังประชารัฐ ต้องสร้างนโยบายชุดใหม่ที่เข้าถึงคนทุกชั้นชน ประหนึ่งว่า เลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ชูประยุทธ์ มีแค่ประวิตรและธรรมนัส พลังประชารัฐก็ชนะเลือกตั้งได้

ดังนั้น สนามเลือกตั้งซ่อมชุมพร และสงขลา จึงกลายเป็นการทดสอบความเชื่อของผู้กองธรรมนัสไปโดยปริยาย สังเกตได้จากภาพด้านหลังเวทีปราศรัยใหญ่ จะมีแต่ภาพของ พล.อ.ประวิตรและธรรมนัสเท่านั้น

‘สนามทดสอบภาคใต้’

ก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้งซ่อม “ธรรมนัส” ได้ลงมาลุยพื้นที่ภาคใต้ โดยพุ่งเป้าไปที่นักการเมืองท้องถิ่น หรือบ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัด

ด้านหนึ่ง ร.อ.ธรรมนัสรู้ดีว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ส.ส.พลังประชารัฐ 12 คนในภาคใต้ ได้มาเพราะกระแสประยุทธ์ และผู้ดำเนินการหาเสียงก็คือ อดีตนายทหาร ตท.12 เพื่อนของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเลือกเฟ้นตัวผู้สมัคร ส.ส. มาจากผู้นำภาคประชาสังคม ซึ่งตรงกันข้ามกับ ร.อ.ธรรมนัส ที่เลือกผู้มีบารมี ผู้กว้างขวางในพื้นที่

ฉะนั้น การเลือกตั้งซ่อมชุมพรและสงขลา ธรรมนัสจึงอุ้ม พล.อ.ประวิตร ไปขึ้นเวทีปราศรัยถึง 4 ครั้งใน 2 จังหวัด เฉพาะที่ชุมพร มีการชูป้ายที่มีภาพลุงป้อมและธรรมนัสด้วย

ดังที่รู้กัน บนเวทีปราศรัยใหญ่ของพลังประชารัฐไม่ขายภาพความเป็นผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ ปชป.กลับใช้กลยุทธ์ชูประยุทธ์ เหน็บป้อมและโจมตีธรรมนัส แถมทีมงานใต้ของพรรคเก่าแก่ ก็นำเรื่องเกมล้มประยุทธ์กลางสภาฯ มาขยายในร้านน้ำชากาแฟ

กระแสความหวาดระแวงบิ๊กป้อมและธรรมนัส จึงก่อตัวขึ้นในกลุ่มผู้นิยมชมชอบ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงขั้นมีกระแสไม่กล้าเลือก พปชร.ในบางพื้นที่ของสงขลา หรือในชุมพร ความอหังการ์ของธรรมนัส ทำให้มีกระแสรักพวกพ้องทำนองว่า งูจงอางพลัดถิ่น หรือจะสู้งูดินเจ้าที่

บทสรุปจากสมรภูมิปักษ์ใต้สำหรับพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัสคือจุดอ่อน และเป็นเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้แพ้ ปชป.

ไลน์หลุด ตอกย้ำ รอยร้าว “พรรคพลังประชารัฐ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501888

19 ม.ค. 2565 |15:34 น.

รอยร้าวใน “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่จบที่ไลน์หลุด อนาคต สุชาติ – ธรรมนัส อาจหยุดเดิมพัน ด้วยการเลือกตั้งครั้งหน้า

ไลน์หลุด ตอกย้ำ รอยร้าว "พรรคพลังประชารัฐ"

การออกมายอมรับว่าข้อความไลน์ ซึ่งมีการส่งต่อกันเรื่องการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาพาดพิงร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐในทำนองมีส่วนทำให้พ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่สงขลาหรือไม่ จากการปราศรัย เรื่องฐานะของผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ  มุมหนึ่งอาจมองว่าเป็นการพูดคุยกันเพื่อหาข้อมูลเพื่อหาทางออก ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปในสถานการณ์ที่พรรคเป็นเช่นนี้ ตามที่สุชาติ ชมกลิ่น อดีตผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมสงขลาออกมาอธิบาย แต่อีกมุมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อความในไลน์ แสดงให้เห็นรอยร้าวที่ยังดำรงอยู่ ระหว่างขั้วการเมือง เป็นความต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ยากจะประสาน

สุชาติ และบางชื่อ ที่เห็นอยู่ในไลน์ ปรากฏกายอยู่ในทุกก้าวย่างของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีซึ่งลงพื้นที่ก่อนการเลือกตั้งซ่อม ที่ผ่านมาซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนละฝ่ายกับข้างกายของพลเอกประวิตร มีคำถามว่า คนที่แคปฯข้อความมา มีจิตเจตนาอย่างไร มีคำตอบอยู่ในคำอธิบายว่าเหมือนตั้งใจ จงใจทำลายพรรค ให้มีภาพลักษณ์ที่แตกร้าวลงไปมากกว่าเดิม ผลการเลือกตั้งซ่อมที่ชุมพรและสงขลา ยังส่งผลกระทบตามมาอย่างหลากหลาย  ด้านของผู้ปราชัยมีความพยายามอธิบายว่ามาจากการรบแบบไม่รู้เขา แต่อีกด้านก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสศรัทธาในพรรคพลังประชารัฐและพลเอกประยุทธ์ยุติลงแล้ว

ไลน์หลุด ตอกย้ำ รอยร้าว "พรรคพลังประชารัฐ"

สนามเลือกตั้งซ่อมยังไม่จบลงที่ปักษ์ใต้ แต่ยังมีสนามใหญ่ปลายเดือนนี้ ที่เขตเลือกตั้งที่9 กรุงเทพมหานคร จตุจักร-หลักสี่ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มก๊วนเดียวกัน กับคนในกลุ่มไลน์ร้าว นั่นคือ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  การปราชัยเลือกตั้งซ่อมที่ปักษ์ใต้ แง่หนึ่งอาจอธิบายได้  ว่าทั้งสองพื้นที่ไม่ใช่ถิ่นของพลังประชารัฐ

แต่ตรรกะเดียวกันนี้ นำมาใช้อธิบายไม่ได้ผลการเลือกตั้งซ่อมที่กรุงเทพมหานครปลายเดือนนี้ ไม่ได้  ความพยายามผลักดันให้ทำโพลล์สอบถามสาเหตุว่า พรรคพลังประชารัฐตกต่ำเพราะอะไร โดยเสนอให้มีตัวเลือกในทำนองที่ว่า เป็นเพราะคนไม่ยอมรับที่มีร้อยเอกธรรมนัส เป็นเลขาธิการพรรคหรือไม่  จึงเป็นเรื่องน่ากังวลกับคำตอบที่ได้ ว่าอาจจะไม่ส่งผลเฉพาะกับคนที่ร้อยเอกธรรมนัส  แต่หมายถึงพรรคพลังประชารัฐ ทั้งพรรค

เผยสาเหตุ การเพาะ “เสือโคร่ง” เพื่อขาย ไม่อาจช่วยลดการล่าในป่าได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501832

ไพรพราง

19 ม.ค. 2565 |10:08 น.

เผยสาเหตุ การเพาะ "เสือโคร่ง" เพื่อขาย ไม่อาจช่วยลดการล่าในป่าได้

“เสือโคร่ง” สัตว์ป่านักล่าที่ถูกล่าจนสูญพันธุ์ไปแล้วในหลายประเทศ จากความเชื่อในการบริโภคและครอบครองผลิตภัณฑ์จากเสือที่มีมาแต่โบราณ แล้วเหตุใดจึงไม่เพาะพันธุ์เพื่อการค้าไปเลย คำถามนี้มีคำตอบ

มากกว่า 2,000 ตัว คือจำนวนที่ “เสือโคร่ง” ถูกล่าออกไปจากป่า ตั้งแต่เริ่มตั้งศตวรรษที่ 20 หรือประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลเสือที่ถูกยึดเป็นของกลาง ทั้งที่ยังมีชีวิตและตายแล้ว รวมถึงชิ้นส่วนอวัยวะ โดย Traffic องค์กรเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่า จากการจับกุมใน 13 ประเทศ ที่เป็นถิ่นอาศัยของเสือโคร่งตามธรรมชาติ ประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย บังคลาเทศ ภูฏาน จีน อินเดีย เนปาล และ รัสเซีย

ปัจจุบันโลกใบนี้มีประชากรเสือโคร่ง เหลืออยู่น้อยกว่า 4,000 ตัว และเมื่อมองลึกลงไประดับสายพันธุ์ย่อยคือ “เสือโคร่งชวา” พบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2519 ส่วน “เสือโคร่งบาหลี” สูญพันธุ์ไปก่อนหน้านั้นหลายปี นั่นหมายความว่า ทั้งสองสายพันธุ์ย่อยนี้ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้วตลอดกาล ดูจากชื่อก็คงทราบดีว่าเป็นสายพันธุ์ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้ยังเหลือสายพันธุ์สุมาตราอยู่ไม่กี่ร้อยตัว ส่วนในประเทศกัมพูชา เสือโคร่งก็สูญพันธุ์ลงแล้ว ขณะที่เวียดนามและลาว อยู่ในสถานะ “สูญพันธุ์โดยปริยาย” (functionally extinct) เพราะประชากรเหลือน้อยมาก จนไม่อาจขยายพันธุ์ได้ ด้านประเทศพม่าและมาเลเซีย จำนวนเสือโคร่งก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และในประเทศจีนก็มีความเสี่ยงจะสูญพันธุ์

ที่มาแห่งหายนะของนักล่าเจ้าป่า คือการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของเสือ การลักลอบค้าชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเสือ ตามความต้องการของผู้นิยมชมชอบในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะจีน และเวียดนาม ซึ่งจากภาวะนี้เอง หลายคนจึงมีคำถามว่า เหตุใดจึงไม่เปิดฟาร์มเพาะเลี้ยงเสือเพื่อจำหน่ายให้เป็นกิจจะลักษณะ

คำตอบคือเมื่อปี 2530 ในการประชุมของ ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ได้กำหนดสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่า ตกลงห้ามมิให้มีการค้าเสือ ชิ้นส่วนร่างกาย และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากเสือระหว่างประเทศในเชิงพาณิชย์

ต่อมาในปี 2550 ทางภาคีเห็นพ้องต้องกันในการเพิ่มเติมรายละเอียดว่า ไม่ควรสนับสนุนให้เกิดการเพาะพันธุ์เสือเพื่อการค้า แต่ควรเพาะพันธุ์เพียงเพื่อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์เสือในป่าเท่านั้น

กรณีนี้มีข้อโต้แย้งว่า การเพาะเลี้ยงเสือสามารถสร้างพื้นฐานการค้าชิ้นส่วนต่างๆ ของเสือได้อย่างยั่งยืน เป็นไปตามความต้องการของตลาด และจะช่วยให้เสือในป่าไม่ถูกล่า

แต่ในความเป็นจริงกลับมีข้อมูลปรากฎว่า ผลกระทบจากเรื่องนี้ให้ผลตรงกันข้าม คือผู้บริโภคยังคงพึงพอใจในชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ของเสือที่มาจากป่ามากกว่า ส่วนสัตว์ที่ถูกเพาะเลี้ยงถูกมองว่าไม่คุณค่าในเชิงสัญลักษณ์ และมีประสิทธิภาพในการนำมาทำยาน้อยกว่าการแปรรูปสัตว์ที่จับมาจากป่า เพราะเชื่อว่าสัตว์ป่าที่ต้องต่อสู้เอาชีวิตรอดและหาอาหารเองตามธรรมชาตินั้น มีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อนำมาใช้ดูแลสุขภาพ

รวมถึงความเชื่อว่าการมอบผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ป่าหรือสัตว์หายากนั้น แสดงให้เห็นถึงบารมีและความมั่งคั่งของผู้ให้ จึงไม่สามารถนำสัตว์ที่เพาะเลี้ยงจากฟาร์มมาใช้ทดแทนได้

ขณะเดียวกัน หากอนุญาตให้มีการค้าชิ้นส่วนเสือจากฟาร์มเพาะเลี้ยงอย่างถูกกฎหมาย จนกลายเป็นของหาง่าย ก็เท่ากับความพยายามที่จะให้ ลด ละ เลิก การบริโภคสัตว์ป่าที่ผ่านมาต้องถูกทำลายลง และถ้าความต้องการของผู้บริโภคไม่ลดลงหรือกลับเพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งสร้างความเสี่ยงต่อเสือโคร่งในป่าธรรมชาติที่เหลืออยู่ไม่มาก

นอกจากนี้ การเพาะพันธุ์และเลี้ยงเสือยังต้องลงทุนสูง แต่การล่าเสือในธรรมชาตินั้นมีต้นทุนต่ำกว่ามาก เพียงแค่แร้ว กับดัก ซึ่งหากการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจมีการซักฟอกเสือจากป่า ปลอมปนเข้าไปอยู่ในชิ้นส่วนที่มาจากการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้

หันกลับมามองความพยายามด้านการอนุรักษ์ของนานาชาติ มีการประชุมสุดยอดเสือโคร่งที่ประเทศรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) ในกลุ่มประเทศที่มีเสือโคร่ง ซึ่งรัฐบาลทุกประเทศมีมติเห็นชอบกับ เป้าหมายเพิ่มจำนวนเสือโคร่งเป็น 2 เท่า ภายในปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ.2565) ซึ่งเป็นปีเสือ ตามปีนักษัตรไทยและเอเชีย เรียกภารกิจนี้ว่า TX2 โดยในปีเริ่มโครงการนั้น มีเสือโคร่งเหลืออยู่เพียง 3,200 ตัว จากจำนวนเสือโคร่งในป่ากว่า 100,000 ตัว เมื่อ 100 ปีก่อน 

ปีนี้คือปี 2565 ปีเสือ เป็นปีสิ้นสุดภารกิจ TX2 แม้เพิ่งเริ่มต้นปี เมื่อดูจากสถานการณ์แล้ว คงคาดเดาได้ไม่ยากถึงผลของภารกิจดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คงต้องรอติดตามรายงานอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

อ้างอิงข้อมูล
มูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร
องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ( WWF )

จังหวะก้าว อุตตม-สนธิรัตน์ ตั้งพรรคการเมืองใหม่.. “พรรคสร้างอนาคตไทย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501794

19 ม.ค. 2565 |01:37 น.

จังหวะก้าว อุตตม-สนธิรัตน์ ตั้งพรรคการเมืองใหม่.. "พรรคสร้างอนาคตไทย"

จับจ้องจังหวะก้าวทางการเมืองของ 2 กุมาร “อุตตม-สนธิรัตน์” กับการเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ “พรรคสร้างอนาคตไทย” ในวันที่รัฐบาลประยุทธ์ขาลง และทุกพรรคพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่

หลังซุ่มทำ พรรคการเมือง มาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว วันนี้ (19 ม.ค.) สองคีย์แมนคนสำคัญของพรรค “สร้างอนาคตไทย” ที่มีฉายาเรียกกันสั้น ๆ ว่า “2 กุมาร” คือ นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลังและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้ฤกษ์บ่ายโมงครึ่ง ประกาศชื่อพรรคและเปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการขึ้น เพื่อประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้ร่วมอุดมการณ์และผู้ร่วม “สร้างอนาคตไทย” ในทุกมิติและทุกแง่มุม เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน มาร่วมสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

จังหวะก้าว อุตตม-สนธิรัตน์ ตั้งพรรคการเมืองใหม่.. "พรรคสร้างอนาคตไทย"

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์  และ อุตตม สาวนายน สองแกนนำร่วมจัดตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และ อุตตม สาวนายน สองแกนนำร่วมจัดตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายอุตตมและนายสนธิรัตน์ มีผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน และสื่อเรียกขานกันว่า “4 กุมาร” คือ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม อดีตรองหัวหน้าพรรค และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกฯ อดีตกรรมการบริหารพรรค แต่ล่าสุดมีกระแสข่าวว่านายสุวิทย์ ไม่ขอเข้าร่วมทำงานการเมืองครั้งนี้ด้วย ส่วนผู้ที่กุมบังเหียนพรรค “สร้างอนาคตไทย” อย่างแท้จริง คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร 
 

สุวิทย์ เมษินทรีย์  อดีตรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ร่วมกลุ่ม 4 กุมารนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ร่วมกลุ่ม 4 กุมาร

ก่อนที่ กลุ่ม “4 กุมาร” จะหมดบทบาทหน้าที่ ภายหลังการประชุมใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2563 โดยมี “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เป็นหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.)พรรคชุดใหม่ รวมไปถึงตำแหน่งสำคัญในพรรค แต่ไร้ชื่อกลุ่ม “4 กุมาร” จนได้ลาออกจากพรรคในที่สุด

แต่ถึงแม้ว่ากลุ่ม “4 กุมาร”  จะลาออกจากพรรคพลังประชารัฐมาแล้ว แต่ก็มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการเปิดตัว กลุ่มไทยแลนด์ฟิวเจอร์  (Thailand Future Foundation) มี นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ หลานชายของ ดร.สมคิด และ นายณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ลูกชายของ ดร.สมคิด เป็นคีย์แมน และนายอุตตม เป็นโต้โผหลักในการเปิดตัวกลุ่มไทยแลนด์ฟิวเจอร์ด้วยตัวเอง จนถูกมองว่าเป็นการเริ่มทำงานทางการเมืองของนายสมคิด และ กลุ่ม “4 กุมาร” ในการตั้งพรรคการเมือง แต่หลังจากนั้น กลุ่มไทยแลนด์ฟิวเจอร์ ก็ขับเคลื่อนไปด้วยตัวเองในลักษณะการเป็น กลุ่ม Think Tank ของสังคมในด้านต่าง ๆ

จังหวะก้าว อุตตม-สนธิรัตน์ ตั้งพรรคการเมืองใหม่.. "พรรคสร้างอนาคตไทย"

แต่หลังจากนั้น กลุ่ม 2 กุมาร “อุตตม-สนธิรัตน์” เริ่มขับเคลื่อนงานการเมืองอย่างจริงจัง มีการเข้าพบกับแกนนำพรรคต่าง ๆ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  พรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  หรือแม้แต่พรรคกล้า นายกรณ์ จาติกวณิช รวมถึงการพบปะพูดคุยกับกลุ่มนักธุรกิจการเมือง นักธุรกิจด้านพลังงาน นักบริหาร นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชน จนท้ายที่สุดตกผลึกด้วยการเลือกตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ เพื่อสานต่ออุดมการณ์ทางการเมืองให้กับกลุ่มและเจ้าของพรรคตัวจริง ซึ่งนายอุตตม ได้ออกตัวไว้ว่าเขาและนายสนธิรัตน์ ไม่ใช่เจ้าของพรรค “สร้างอนาคตไทย” เป็นแต่เพียงผู้มีส่วนร่วมเท่านั้น 
 

อย่างไรก็ดี นายอุตตม ได้บอกถึงแรงบันดาลใจในการออกมาตั้งพรรค “สร้างอนาคตไทย”  ไว้ในเฟซบุ๊กของเขาว่า ..

“หลังจากลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง ทุกตำแหน่ง เมื่อ ราว 1 ปีครึ่ง ที่ผ่านมา ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจระดับชาติและที่ระดับฐานราก ความขัดแย้งทางการเมืองที่ถลำลึก เรื่องความยุติธรรมที่เป็นปมปัญหาและไม่เสมอภาคของประเทศ ที่ทำให้ประเทศ ทำให้คนไทยเสียโอกาส ด้วยความห่วงใยมาโดยตลอด

ระยะเวลาปีครึ่งที่ผ่านมา พวกผมได้มีโอกาสรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คนมากหน้าหลายตาจากหลากแวดวง และได้พบปะพี่น้องประชาชนในหลายกลุ่ม หลายจังหวัด ที่ต่างส่งเสียงสะท้อนปัญหาว่ากำลังมองไม่เห็นอนาคตของประเทศ และไม่เห็นผู้คนในโครงสร้างของวันข้างหน้า

มีข้อเสนอมากมายที่ให้พวกเราเข้าร่วมกับพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมทั้งการตั้งพรรคการเมืองที่ไวต่อความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของไทย จากการพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นกับกลุ่มคนที่ต้องการหาทางออกของประเทศ จึงได้ตัดสินใจร่วมกันว่า เราควรร่วมกับผู้มีจิตสาธารณะฟื้นฟูประเทศ ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา โดยการรวบรวมผู้คนเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทุกรุ่นทุกวัย มีส่วนร่วมผสานรอยต่อในการสร้างอนาคตของประเทศร่วมกัน”

“คมชัดลึก” หันมองดูจังหวะก้าวของพรรคการเมืองใหม่ ในชื่อ พรรค “สร้างอนาคตไทย” ที่รวบรวมขุนพลมือดี ทั้งจากกลุ่มคนการเมืองที่เป็นอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้มีการเปิดชื่อ เปิดตัวกันมาบ้างแล้ว อาทิ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ  นายสุพล ฟองงาม นายสันติ กีระนันทน์ มาไว้ในสังกัด ควบคู่กับการทาบทาม เทียบเชิญ และเชิญชวนผู้คนจากหลายสาขาอาชีพ นักวิชาการ นักบริหาร นักธุรกิจชื่อดัง หรือแม้แต่ภาคประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงให้เข้าร่วมทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อร่วมกันมองหาโอกาสใหม่ ๆ บนเส้นทางใหม่ ๆ เพื่ออนาคตประเทศไทย ภายใต้การขับเคลื่อนพรรคของนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ 

จังหวะก้าว อุตตม-สนธิรัตน์ ตั้งพรรคการเมืองใหม่.. "พรรคสร้างอนาคตไทย"

ทำไมนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ จึงเลือกเปิดตัวพรรคในห้วงเวลานี้ คำตอบนั้นคอการเมืองคาดเดาได้ไม่ยากนัก เพราะสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2565 นี้ มีโอกาสเกิดความพลิกผันและเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้ไม่น้อย ซึ่งมีปัจจัยมาจากรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้มีการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ (ส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน) ประกอบกับกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จะถูกบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาฯ ภายในเดือนมกราคมนี้ และอาจคลอดกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้อย่างช้าคือกลางปี 2565 นี้ 

เมื่อกฎหมายเลือกตั้งพร้อม เข็มนาฬิกาของการเลือกตั้งมีโอกาสเดินหน้าได้ทันที เพราะอายุรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นเหลือเพียง 1 ปีเศษ และอยู่ในช่วงขาลง ไม่นับอายุการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ที่จะต้องดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 8 ปี จะต้องสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคมนี้หรือไม่ รวมทั้งปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง จะสามารถทำงานร่วมกันและประคับประคองกันไปจนหมดวาระในเดือนมีนาคม 2566 ได้จริงหรือไม่ เพราะอย่างกรณีล่าสุด ศึกเลือกตั้งซ่อมส.ส.สงขลา เขต 6 และชุมพร เขต 1 ของสองพรรคใหญ่ “พลังประชารัฐ-ประชาธิปัตย์” ต่อสู้กันอย่างดุเดือดมาก จนถึงขั้นกล่าวหากันว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งกันเลยทีเดียว

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดตัวพรรค “สร้างอนาคตไทย” ของ  “สองกุมาร” ในอุ้งมือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ในช่วงเวลานี้ จึงเป็นการวางหมากเกมทางการเมืองที่พร้อมจะออกรบและสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น เพราะช่วงเวลาที่เหลือจากวันนี้ คือการเร่งสร้างแบรนด์ของพรรคให้เป็นที่จดจำและเป็นที่ยอมรับของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ทั้งในส่วนของหัวหน้าพรรค แกนนำพรรค กรรมการบริหารพรรค นโยบายของพรรค โดยเฉพาะการโชว์กึ๋นในการแก้ไขปัญหาในทุกด้านของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ รวมถึงอุดมการณ์ของพรรค ดังที่นายอุตตม ได้โยนหินถามทางเอาไว้เกี่ยวกับการเปิดตัวพรรคในวันนี้ว่า สองปีหายไปไหน? ตั้งพรรคใหม่? ชื่ออะไร? ใครร่วมบ้าง? อยู่ขั้วไหน? เป็นอะไหล่-นอมินีให้ใคร? แคนดิเดต นายกฯ ชื่อสมคิด หรือเป็นใคร เศรษฐกิจแย่ แก้อย่างไร? นโยบายทำได้จริงไหม? 

จังหวะก้าว อุตตม-สนธิรัตน์ ตั้งพรรคการเมืองใหม่.. "พรรคสร้างอนาคตไทย"

อย่างไรก็ตาม พรรค “สร้างอนาคตไทย” จะเป็นพรรคการเมืองในฝันของคนไทยได้จริงหรือไม่ แต่การเลือกเปิดตัวพรรคในช่วงจังหวะหลังเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ภาคใต้นี้ ถือเป็นจังหวะที่ดีเพราะได้ประเมินพรรคคู่แข่งและพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งพรรค “สร้างอนาคตไทย” อาจประเมินแล้วว่ามีโอกาสชนะเลือกตั้ง รวมถึงความนิยมในรัฐบาลปัจจุบันที่กำลังหดหาย การกล้าเสี่ยงมาเล่นการเมือง ด้วยการเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ จึงถือเป็นความเสี่ยงในการลงทุนและต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ผลงานของพรรคให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั้งประเทศ

ไพ่ใบใหม่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ดัน 2 กุมารเปิดตลาดการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501777

18 ม.ค. 2565 |19:46 น.

ไพ่ใบใหม่ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ดัน 2 กุมารเปิดตลาดการเมือง

ตลาดการเมืองคึกคัก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ผนึก 2 กุมาร ปั้นพรรคสร้างอนาคตไทย ทิ้งไพ่ใบใหม่ในห้วงเวลารัฐบาลประยุทธ์ขาลง สร้างทางเลือกใหม่ให้ประชาชน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

การกลับมาอีกครั้ง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” พร้อมสองกุมาร อุตตม สาวนายน และสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ปั้นฝันครั้งใหม่ หลังอำลาพรรคพลังประชารัฐมาปีเศษ

เกือบขวบปีสุดท้ายรัฐบาลประยุทธ์ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ทิ้งไพ่ใบใหม่พรรคสร้างอนาคตไทย เป็นทางเลือกในยามที่ประชาชนกำลังสิ้นหวังในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

การขยับตัวของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” กับเรือธงสร้างอนาคตไทย ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในหลายพรรค และตลาดนักเลือกตั้งกลับมาคึกคัก

เป็นที่แน่ชัดว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 ม.ค.2564 อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีคลัง และสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีพลังงาน จะประกาศเจตนารมณ์และทิศทางในการทำงานเพื่อสร้างอนาคตไทย ของคณะผู้ก่อตั้งและผู้ร่วมอุดมการณ์ ในรูปแบบของพรรคสร้างอนาคตไทย ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

แน่นอน ตัวละครหลักคือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตกุนซือเศรษฐกิจทั้งรัฐบาลไทยรักไทยและรัฐบาลพลังประชารัฐ มองเห็นว่า เวลานี้การเมืองตกต่ำ พรรคการเมืองที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาบ้านเมือง พวกเขาจึงต้องกลับมาอีกครั้ง

เมื่อตรวจสอบข้อมูลพรรคการเมืองในระบบสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนสิ้นปี 2564 พบว่ามีการรับรอง “พรรคสร้างอนาคตไทย” ที่ใช้ตัวย่อ สอคท. โดยเป็นพรรคที่เปลี่ยนชื่อมาจากพรรคพลังไทยนำไทย ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561

สำหรับชื่อพรรคสร้างอนาคตไทย ฝันใหม่ของสองกุมารนั้นล้อมาชื่อสถาบันอนาคตไทยศึกษา(Thailand Future) ที่อุตตม สาวนายน นั่งประธานคณะที่ปรึกษา

‘ทีมเฮียกวง’

แม้ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ในวัย 68 ปี มีสุขภาพจะไม่ค่อยอำนวย แต่สนับสนุนคณะผู้ก่อการพรรคสร้างอนาคตไทยเต็มที่ นอกจาก อุตตม สาวนายน และสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ก็ยังมีคนใกล้ชิดอีกรายหนึ่งที่เปรียบเสมือนมือขวาเฮียกวง หรือสมคิด

นั่นคือ รักษ์พงษ์ เซ่งเจริญ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) หรือนักข่าวสายเศรษฐกิจจะเรียกว่า ผอ.เปิ้ล

รักษ์พงษ์เป็นผู้ติดตามสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ตอนที่เฮียกวงเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลังรัฐบาลทักษิณ ผอ.เปิ้ลก็เป็นหนึ่งในทีมงานสมคิด เป็นมือปฏิบัติ มือทำงาน

ดังนั้น ช่วงเวลาการเตรียมการจัดตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย ผอ.เปิ้ลก็เป็นคนหนึ่งที่ออกไปพบนักการเมืองหลายพรรค แลกเปลี่ยนสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะกลุ่มอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย

รักษ์พงษ์จึงเป็นเสมือนเงาของสมคิด และน่าจับตาว่า เขาจะได้ตำแหน่งใดในพรรคสร้างอนาคตไทย

‘ตลาดนัดการเมือง’

วันเปิดตัวผู้ก่อการพรรคสร้างอนาคตไทย สื่อทุกสำนักคงเฝ้าจับตามองว่า ฝันใหม่ของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” จะดึงดูดนักเลือกตั้งเข้ามาได้มากน้อยเท่าใด

ที่เห็นชัดแล้วสองคน สุพล ฟองงาม และสันติ กีระนันทน์ ที่ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เรียบร้อยแล้ว เพื่อมาร่วมงานกับกลุ่มสมคิด

สันติ กีระนันทน์ เป็นหนึ่งในคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ ที่นำโดย สมคิด จึงไม่น่าแปลกใจที่สันติจะตัดสินใจลาออกจาก ส.ส.มาร่วมงานกับพรรคใหม่

ส่วน สุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลฯ หลายสมัย เป็นนักการเมืองเบอร์ใหญ่สายอีสาน การตัดสินใจทิ้ง พปชร.มาร่วมสานฝันกับเฮียกวง ที่รู้จักกันมาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ย่อมถูกถอดรหัสกันพอควร

ก่อนหน้านั้น ก็มีข่าวว่า เสี่ยอี๊ดหรือสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต ส.ส.อุบลฯ และอดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย รัฐบาลสมัคร ก็ถูกทาบทามให้เข้าร่วมงานกับพรรคสร้างอนาคตไทย

ถ้ายังจำกันได้ ช่วงเลือกตั้งปี 2562 สุพล ฟองงาม จับมือสิทธิชัย โควสุรัตน์ และอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.อุบลฯ ในนามพรรคพลังประชารัฐ หากว่า สุพลขยับมาสังกัดพรรค 2 กุมาร แล้วเสี่ยอี๊ด แห่ง ส.เขมราฐกรุ๊ป จะตามมาด้วยหรือไม่

ผู้ที่เปิดตัวเป็นคนแรกคือ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำหน้าที่เหมือนกระบอกเสียงพรรคใหม่ของสมคิดมาแต่ปลายปีที่แล้ว

ดังนั้น 19 ม.ค.นี้ น่าลุ้นบิ๊กเซอร์ไพร์ส ว่าจะมีนักการเมืองคนดัง นักธุรกิจคนเด่นคนไหนจะมาร่วมงานกับเฮียกวง และสองกุมารอีก

พรรคร่วมฝ่ายค้านจ่อ “อภิปรายรัฐบาล” ปัญหาสินค้าราคาแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501718

18 ม.ค. 2565 |14:03 น.

พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่น “อภิปรายรัฐบาล” 21 มกราคมนี้ ตั้งธงซักฟอก หมูแพง-สินค้าราคาแพง จี้ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐรับผิดชอบ

พรรคร่วมฝ่ายค้านจ่อ "อภิปรายรัฐบาล" ปัญหาสินค้าราคาแพง

รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จงใจปกปิดข้อมูล การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ซึ่งรับทราบมาตั้งแต่ปี2562 เป็นส่วนหนึ่งในข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นญัตติอภิปรายโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่จะมีขึ้นในสมัยประชุมนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านกำหนดประเด็นเบื้องต้นจะเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ทั้งวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง สินค้าราคาแพง โรคระบาด โดยจะคุยกันให้ได้ข้อยุติวันที่19 มกราคม และจะยื่นญัตติวันที่21มกราคมที่จะถึงนี้

พรรคร่วมฝ่ายค้านจ่อ "อภิปรายรัฐบาล" ปัญหาสินค้าราคาแพง

แม้นายกรัฐมนตรีจะสั่งการให้เร่งบรรเทาปัญหาด้วยโครงการธงฟ้า แต่ก็ดูเหมือนว่าการเยียวยา จะมาล่าช้าเกินไป วิกฤติความศรัทธาและความไม่น่าเชื่อถือของรัฐบาล ผสมรวมให้เกิดการทวงถาม ถึงนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ที่หาเสียงไว้ เรื่องค่าแรงขึ้นต่ำกว่าสี่ร้อยบาทต่อวัน ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ มีคำตอบจากนายกรัฐมนตรีอีกเช่นเดียวกันว่ายังไม่พร้อม

สาระสำคัญรัฐธรรมนูญมาตรา152 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติก็ได้ การอภิปรายตามมาตรานี้ แม้ไม่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล แต่เป็นโอกาสที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะใช้เวทีสภา ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล นอกจากการอภิปรายโดยไม่ลงมติ  ผลกระทบจากอหิวาห์หมูจะมีการยื่นกระทู้ถามสดวันพฤหัสบดี   ให้ได้ตอบกันอีกทีว่า มีเหตุผลอะไรต้องปกปิดการแพร่ระบาดของโรคอหิวาห์แอฟฟริกา ซึ่งทราบมาตั้งแต่ปี2562 เป็นอีกบทพิสูจน์ความสมัครสมาน ระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาล ที่เพิ่งจะผ่านการฟาดฟันกันมา จากการเลือกตั้งซ่อมที่สงขลาและชุมพร

“เสือโคร่ง” ผู้ล่าที่ถูกล่า มูลค่า…ที่ต้องฆ่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501659

ไพรพราง

18 ม.ค. 2565 |09:31 น.

“เสือโคร่ง” ผู้ล่าที่ถูกล่า มูลค่า...ที่ต้องฆ่า

ข่าวดังรับปีเสือที่ “เสือโคร่ง” 2 ตัว ถูกยิง แม้มีแนวโน้มข้ออ้างเสือมากินวัวอาจเป็นจริง เพราะมีร่องรอยให้เห็น ไม่ใช่มีใบสั่งล่าเสือ แต่ภาพชำแหละซาก ถลกหนัง ก็แสดงว่ามันเตรียมถูกขาย “คมชัดลึก” จะบอกให้รู้ว่าชีวิต “เสือโคร่ง” นั้นมีมูลค่าเท่าใด

          “เสือ” สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าป่า” เป็นนักล่าที่สัตว์ทุกตัวในป่าต้องเกรงกลัว นั่นคือที่มาของความเชื่อที่ว่า .. ผู้ใดได้ครอบครองเสือ หรือแม้แต่ส่วนใดส่วนหนึ่งของมัน ผู้นั้นคือผู้มีบารมี เป็นที่ยำเกรง และนำมาซึ่งอำนาจ หากนำไปทำเครื่องรางของขลัง เสริมด้วยไสยเวทย์ ก็จะยิ่งสร้างพลานุภาพความเข้มขลังทบเท่าทวีคูณ

          หรือหากใครได้กินเสือ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของเมนูเปิบพิศดาร หรือตำรายาดอง ยาแผนโบราณ ก็จะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี มีพลังวังชา เสริมสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้มีมาอย่างยาวนานนับร้อยนับพันปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

          เหตุเหล่านี้ จึงเป็นผลให้เสือ  โดยเฉพาะ “เสือโคร่ง” ถูกล่า และฆ่า เพื่อนำมาสนองตอบผู้คนที่พร้อมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ครอบครองมัน ซึ่งความต้องการนี้ก็ไม่เคยหายไป ทำให้มันถูกล่ามานานปี จนขณะนี้ปริมาณเสือลดลงอย่างมาก และเมื่อมันหายากขึ้น ก็ยิ่งทำให้มูลค่าของมันถีบตัวสูงขึ้นอีก

          โดยช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา ประเมินกันว่าจำนวนเสือโคร่งในป่าธรรมชาติลดลงถึงร้อยละ 95 คือจากนับ 100,000 ตัว เหลือเพียงไม่เกิน 4,000 ตัวเท่านั้น ทั้งนี้ตามข้อมูลขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF (World Wildlife Fund) ระบุว่าปัจจุบันทั่วโลกมีเสือโคร่งอาศัยอยู่เพียง 13 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย (สุมาตรา) ลาว มาเลเซีย พม่า เนปาล รัสเซีย ไทย และ เวียดนาม ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะแก่การดำรงชีพของเสือโคร่ง อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลว่าพบเสือโคร่งในเกาหลีเหนือด้วย แต่มีเพียงไม่กี่ตัว และเหตุที่ไม่นับเกาหลีเหนือ ก็เพราะไม่ได้ร่วมปฏิญญาในการอนุรักษ์เสือโคร่ง

          สำหรับราคาของ “เสือโคร่ง” 1 ตัว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการซื้อขายในตลาดมืด เมื่ออยู่ในไทยราคาอยู่ที่ 600,000 – 800,000 บาท แต่ส่งข้ามชายแดนไปยังประเทศลาว ก่อนจะมีการแปรรูปส่งไปยังเวียดนาม จีน และปลายทางอื่น ๆ ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นราว 4 เท่า

          โดยเมื่อนำเสือมาชำแหละ หัวเสือ ราคา 50,000-60,000 บาท เขี้ยวเสือ หากซื้อขายในไทยราคา 20,000- 50,000 บาท ส่วนในประเทศจีนราคาอาจสูงถึง 800,000-1,000,000 ล้านบาทต่อคู่ ซึ่งเสือจะมีเขี้ยว 2 คู่ บนและล่าง ส่วนกระดูกที่ต้องได้ทั้งตัว ราคากิโลกรัมละ 30,000-50,000 บาท เมื่อนำไปเคี่ยวจนกลายเป็นกาวแล้ว จะขายในราคา 36,000 บาทต่อกรัม

          หนังเสือหนึ่งผืน 200,000-500,000 แสนบาท อวัยะเพศผู้ 200,000-300,000 บาท เล็บเสือ 1 เล็บ ราคา 1,000 บาท หากเป็นเล็บใหญ่ราคาอาจสูงกว่านี้ โดยเสือ 1 ตัว มี 16 เล็บ ทั้งนี้เล็บเสือราคาไม่สูงนักเนื่องจากเป็นสิ่งที่งอกใหม่ได้
         “เสือโคร่ง” ผู้ล่าที่ถูกล่า มูลค่า...ที่ต้องฆ่า

          เมื่อรวมกันแล้ว เสือโคร่ง 1 ตัว จะมีมูลค่าสูงกว่า 3,000,000 ล้านบาท หรือเทียบเท่ารถยนต์หรู ๆ 1 คัน ซี่งราคานี้เป็นการสำรวจเมื่อช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด แต่จากการปิดด่านเพื่อควบคุมเชื้อไวรัส ทำให้การขนส่งทำได้ลำบาก เชื่อว่าราคาค่า(ฆ่า)เสือโคร่งในปัจจุบันน่าจะสูงกว่านี้ จึงไม่แปลกที่ “เสือโคร่ง” จะถูกล่าจนแทบสูญพันธุ์!! 

          “เสือโคร่ง” เป็นสัตว์ที่อยู่บนห่วงโซ่สูงสุดของระบบนิเวศภายในป่า คอยควบคุมประชากรสัตว์ป่าให้สมดุลตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น จึงควรปล่อยให้เสือทำหน้าที่ของมัน มนุษย์ที่เรียกตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐ ไม่ควรทำหน้าที่ผู้ล่าแทนมัน และหากเสือยังไม่สามารถรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้ มันก็คงไม่มีอานุภาพคุ้มครองใครเช่นกัน 

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน “มาดามหลี” ว่าไง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501630

18 ม.ค. 2565 |04:21 น.

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

เมื่อ “น้ำหอม” แห่งค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม เข้าวิน ยึดเก้าอี้ ส.ส.หญิงคนแรกของเมืองสงขลา สร้างประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ “มาดามหลี” จะกู้ศักดิ์ศรีพรรคพลังประชารัฐ คว้าชัยพื้นที่ส.ส.กทม.เขต 9 หลักสี่-จตุจักร ได้หรือไม่ ศึกนี้น่าลุ้นระทึกยิ่งนัก

“มาแล้ว ๆ เสียงแซว ๆ ประชาธิปัตย์เขามา.. ซื่อสัตย์ มีความจริงใจ.. อยู่คู่ชาวไทยมานานนักหนา ใกล้ไกลบุกไปทุกที่ พระแม่ธรณีที่พวกเราศรัทธา..” 

เสียงเพลงลูกทุ่งทำนองโจ๊ะ ๆ ชวนฟัง บนขบวนรถแห่หาเสียงที่แล่นตระเวนไปในทุกพื้นที่เขต 6 สงขลา โดยมีคุณ “น้ำหอม” สุภาพร กำเนิดผล ผู้สมัครส.ส. หมายเลข 1 พรรคประชาธิปัตย์ คอยพูดส่งเสียงแจ้ว ๆ กราบขอคะแนนเสียงให้พี่น้องชาวสงขลาเขต 6 ช่วยกันเลือกเธอและช่วยกันสร้าง “ประวัติศาสตร์” หน้าใหม่ให้เมืองสงขลาได้มี “ส.ส.หญิงคนแรกของจังหวัด” .. จากเดิมที่ดินแดนแห่งนี้มีเพียง “บุรุษ” เท่านั้นที่ได้รับโอกาสเข้าทำหน้าที่การเมืองระดับประเทศ 

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง
จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

และจากการลงพื้นที่พบปะกับชาวบ้านในพื้นที่อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เมื่อครั้งเธอเป็นรองนายกฯ อบจ.สงขลา ส่งผลทำให้ประชาชนในพื้นที่จำนวน 45,576 เสียง พร้อมใจกันเทคะแนนให้เธอจนสามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” ผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ 40,531 คะแนน อย่างขาดลอย 
 

“คมชัดลึก” ชวนย้อนดูเส้นทางการเมืองของคุณ “น้ำหอม”  ส.ส.หญิงคนแรกแห่งเมืองสงขลา แน่นอนว่าเธอได้รับการผลักดันและแรงสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์แบบ 100% และจากสามีของเธอ “นายกชาย”  ส.ส.เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเขาได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็น ผอ.คุมการเลือกตั้งส.ส.เขต 6 สงขลาด้วย เมื่อภรรยาคนสวยและเก่ง คนรุ่นใหม่ ตัดสินใจลงสู่สนามเลือกตั้งระดับประเทศ ศึกครั้งนี้จึงแพ้ไม่ได้ ต้องชนะเท่านั้น 

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

สำหรับพื้นที่เขต 6 สงขลานั้น ประกอบด้วย อ.คลองหอยโข่ง อ.สะเดา (ยกเว้นต.สำนักแต้ว-สำนักขาม) และ ต.บ้านพรุ-พะตง อ.หาดใหญ่ ถึงแม้จะไม่ใช่พื้นที่โดยตรงของนายกชาย แต่เขาก็มีความแนบแน่นกับนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งในระดับ สจ. อบต. เทศบาล กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายที่เหนียวแน่นกันมายาวนาน พ่วงกับคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่สงขลา จึงส่งผลทำให้คุณน้ำหอมคว้าชัยชนะมาครองได้สำเร็จ

แต่อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้เธอได้เก้าอี้ส.ส.หญิงคนแรกของจังหวัดสงขลา มาครองในวันนี้ คือตัวตนของ “คุณน้ำหอม” เอง ซึ่งคนในพื้นที่ที่ได้รู้จักและสัมผัส ต่างรู้กันดีว่า เธอเป็นผู้หญิงสวย ไหว้สวย ยิ้มหวาน เสียงหวานและมีดีกรีระดับนางสาวสมิหลา ก่อนก้าวเข้ามาทำหน้าที่เป็นคุณนายหลังบ้านของ “นายกชาย” และเธอก็มีบทบาททางสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวกับสตรีในจังหวัดสงขลา

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

นอกจากนี้ เวลาลงพื้นที่พบปะกับชาวบ้านนั้น “คุณน้ำหอม” ไม่ได้ไปเพียงแค่เป็นแขกแล้วกลับ แต่เดินเข้าไปทักทายชาวบ้านถึงในครัวเลยทีเดียว เรียกว่าเข้าถึง เข้าใจและให้ความเป็นกันเองกับชาวบ้านทุกคน ชนิดว่า.. “งานหลวงไม่เคยขาด งานราษฎร์ก็เต็มที่” และยังพร้อมเข้าช่วยเหลือดูแลปัญหาความทุกข์ร้อนของชาวบ้านในพื้นที่อย่างเต็มที่ โดยมี “นายกชาย” ที่คนในพื้นที่รู้กันว่าเป็นคน “ใจถึงพึ่งได้” คอยให้การสนับสนุน เมืองสงขลาจึงมี ส.ส.ที่เป็น “คู่สามี-ภรรยา” ที่พร้อมทำงานรับใช้ชาวสงขลาแบบเต็มหัวใจ.. สมกับคะแนนเสียงที่ชาวเขต 6 สงขลาได้มอบให้ด้วยความมั่นใจว่าคุณน้ำหอม จะเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในพื้นที่ตลอดไป 

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

เมื่อเส้นทางการเป็น ส.ส.หญิงของคุณน้ำหอม..เข้าวินไปแล้ว “คมชัดลึก” ขอหันมองเส้นทางการเมืองของผู้หญิงอีกคนที่กำลังลงสู้ในสนามการเมืองพื้นที่ กทม. เขต 9 หลักสี่-จตุจักร แน่นอนว่ากำลังพูดถึง “มาดามหลี” สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ผู้สมัครส.ส. หมายเลข 7 พรรคพลังประชารัฐ ที่วันนี้ได้ลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง นับแต่วันสมัครรับเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

มีคำถามพุ่งไปที่ “มาดาหลี” ว่าเธอจะมีโอกาสชนะเลือกตั้ง ส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่-จตุจักร และเดินตามรอยคุณ “น้ำหอม” เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้หรือไม่ ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่หลายคนอาจมองตรงกันคือ “มาดามหลี” มีสามีคือ คุณสิระ เจนจาคะ อดีตส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่- จตุจักร พรรคพลังประชารัฐ ดังนั้น การลงสู้ศึกเลือกตั้ง ส.ส.กทม.ครั้งนี้ “มาดามหลี” ต้องได้รับแรงสนับสนุนแบบสุดลิ่มทิ่มประตูจากสามี “สิระ”ฃ อยู่แล้ว และศึกครั้งนี้ สิระและพรรคพลังประชารัฐ จะแพ้ไม่ได้อีกแล้ว 

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

ดังนั้น การที่พรรคพลังประชารัฐ มอบหมายให้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็น ผอ.เลือกตั้ง ส.ส.เขต 9 กทม. หลักสี่-จตุจักร ของพรรคพลังประชารัฐ จึงถือเป็นการบ้านและโจทย์ยากของนายชัยวุฒิ เพราะถึงแม้ว่านายชัยวุฒิจะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เดิมของพรรคพลังประชารัฐ และที่ผ่านมาทั้งสิระและมาดามหลี ต่างลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านมาหลายปี รู้ข้อมูลทุกอย่างในพื้นที่เป็นอย่างดี และมีความคุ้นเคยกับประชาชนในพื้นที่ที่เดือดร้อน 

โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด ก็ได้ดูแลช่วยเหลือและประสานงานให้กับชาวบ้าน จนเป็นที่รักและที่ยอมรับของประชาชน ถือเป็นจุดแข็งของมาดามหลี ที่จะทำให้พรรคสามารถรักษาพื้นที่เอาไว้ได้ บวกกับกระแสของพรรคและผลงานรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ก็มั่นใจว่ามาดามหลีจะได้รับความไว้วางใจให้ได้รับเลือกตั้งและได้เข้าไปทำหน้าที่ส.ส. ในนามพรรคพลังประชารัฐ 

แต่ประเด็นคือศึกครั้งนี้ “มาดามหลี” ต้องสู้กับคู่แข่งที่มาจาก 6 พรรคการเมือง คือ นายพันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ จากพรรคไทยภักดี หมายเลข 1 / นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคกล้า หมายเลข 2 / นายสุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย หมายเลข 3 / นางสาวกุลรัตน์ กลิ่นดี พรรคยุทธศาตร์ชาติ หมายเลข 4 / นายรุ่งโรจน์ อิบรอฮีม พรรคไทยศรีวิไลย์ หมายเลข 5 และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ พรรคก้าวไกล หมายเลข 6 

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

อีกทั้งล่าสุด “มาดามหลี” ยังมีประเด็นดรามาทางการเมือง เรื่องการฟ้องร้องกับ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคกล้า หมายเลข 2 โดยยื่นหนังสือเอาผิดนายอรรถวิชช์ ผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีให้สัมภาษณ์โจมตีใส่ร้าย ขณะที่ทีมกฎหมายของนายอรรถวิชช์ ก็เข้าแจ้ง กกต.กทม.ให้ตรวจสอบมาดามหลีด้วยเช่นกัน พร้อมคาดโทษว่าจะดำเนินคดีกับมาดามหลี กรณีกล่าวหานายอรรถวิชช์ว่าดูถูกเพศแม่ และพูดไม่ตรงความจริงว่าดูถูกสิทธิผู้เลือกตั้ง ส่งผลทำให้นายอรรถวิชช์ เสียหาย

จับตาเส้นทาง ส.ส.หญิง เมื่อ “น้ำหอม” เข้าวิน "มาดามหลี" ว่าไง

เทียมฟอร์มคู่แข่งของมาดามหลี จากแต่ละพรรคการเมืองแล้ว สนามนี้คงเป็นการต่อสู้กับคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย แต่กรณีคดีฟ้องร้องกับนายอรรถวิชช์ ผู้สมัครส.ส. พรรคกล้า ก็อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมของ “มาดามหลี” ให้ลดลงได้ ดังนั้น โอกาสที่จะคว้าชัยชนะ คงไม่หมูอย่างที่คิดเอาไว้ แม้จะมี “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกาศจะขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยอย่างเต็มที่ และได้แรงสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐ แบบไร้ขีดจำกัด

แต่อย่าลืมว่า พรรคพลังประชารัฐ.. เพิ่งจะแพ้เลือกตั้งซ่อมส.ส.สงขลาและชุมพร มาหมาด ๆ ภาพหลอนนี้..จะตามมาหลอนไกลถึงกทม.ด้วยหรือไม่ วันที่ 30 มกราคม 2565 มาลุ้นคำตอบกัน !!