“ฮอนด้า” สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” 2 รุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ฮอนด้า” สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว”เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” 2 รุ่นใหม่ (komchadluek.net)

“ฮอนด้า” สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว”เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” 2 รุ่นใหม่

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

24 พฤศจิกายน 2563 – 16:22 น.

ฮอนด้า เปิดตัว “เดอะ ซิตี้ แฮทช์แบ็ก” ครั้งแรกในโลก และ “ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่”ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกในเซกเมนต์ซิตี้คาร์ พร้อมเติมเต็มไลน์อัป “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น

24 พ.ย. 63 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดพร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่และเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมซิตี้คาร์ ภายใต้ “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” (The City Series)  โดยเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ครั้งแรกในโลกกับการเผยโฉมฮอนด้า ซิตี้ ในรูปแบบ 5 ประตู กับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ที่ประเทศไทยผสานเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์กับเบาะนั่ง อัลตราซีท (ULTR)และการขับขี่ที่สนุกสนานกับ ขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้สมรรถนะการขับขี่สูงถึง 122 แรงม้า แรงบิด 173 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตรมาพร้อมดีไซน์สปอร์ตล้ำสมัย ทั้งภายนอกและภายในพร้อมยกระดับความสปอร์ตอีกขั้นในรุ่น RSครบครันด้วยฟังก์ชันที่พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานระดับพรีเมียม และเทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์และทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน Honda CONNECT พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทางอาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ถุงลม 6 ตำแหน่งเป็นต้น

ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ (e:HEV)ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ในประเทศไทย ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMDที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร AtkinsonCycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนเป็นระบบ Full Hybrid ที่ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0-3,000 รอบต่อนาทีให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85กรัม/กิโลเมตรพร้อมเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่กับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING)ดีไซน์สปอร์ตโดดเด่น ด้วยชุดแต่งสไตล์ RS เสริมเอกลักษณ์เฉพาะของความเป็นไฮบริดด้วยโลโก้ฮอนด้าสีฟ้า (H Mark) และโลโก้ e:HEVภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกมิติครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

มร.มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า มุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอยนตรกรรมเพื่อตอบสนองผู้คนทั่วโลกด้วยการส่งมอบความสุขและเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตตามแนวทางวิสัยทัศน์ 2030โดยมีเป้าหมายภายใต้2 ทิศทางหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวไปสู่สังคมปลอดมลพิษ (Carbon-free Society)โดยจะทำการสื่อสารถึงเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของฮอนด้า ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่างๆภายใต้ ฮอนด้า อี:เทคโนโลยี (Honda e:TECHONOLOGY) สำหรับยนตรกรรมที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดจะได้รับการสื่อสารภายใต้ชื่อ อี:เอชอีวี (e:HEV) และด้านความปลอดภัย เพื่อก้าวไปสู่สังคมปลอดอุบัติเหตุ (Collision-free Society)โดยได้ขยายการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้าเซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทั่วโลก โดยวันนี้ ฮอนด้า จะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ที่อยู่ในยนตรกรรมกลุ่มพรีเมียมมาสู่ ฮอนด้า ซิตี้ ยนตรกรรมรุ่นยอดนิยมที่ครองใจผู้ใช้ทั้งในประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลกในทุกเจเนอเรชันมากว่า 20 ปี เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัส”

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ฮอนด้า ซิตี้ เป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญของฮอนด้าในไทยที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าจนสามารถครองตำแหน่งผู้นำในตลาดซับคอมแพคท์ในประเทศได้อย่างต่อเนื่องล่าสุดกับฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชันที่5ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562ซึ่งเป็นครั้งแรกที่แนะนำเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร เข้าสู่ตลาด และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมด้วยยอดจำหน่ายและยอดจองรวมกว่า35,000 คันภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีหลังเปิดตัวในครั้งนี้ ฮอนด้า ซิตี้ จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์และยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับรถซิตี้คาร์อีกครั้งด้วยการแนะนำ ฮอนด้า ซิตี้ 2 รุ่นใหม่ คือฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และฟังก์ชันการใช้งานอเนกประสงค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้าและฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมFull Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybridi-MMDและเทคโนโลยี ความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)และทั้ง2 รุ่นนี้ จะมาช่วยเติมเต็มไลน์อัปภายใต้เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและช่วยทำให้ศักยภาพในการทำตลาดของฮอนด้าในเซกเมนต์ซิตี้คาร์แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น” 

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

พิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ที่จัดแสดง ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2563และสามารถติดต่อที่ปรึกษาการขายได้ ณ บริเวณงานหลังจากนั้นสามารถสัมผัส เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ ใหม่ ทั้ง 2 รุ่น ได้ที่บูทฮอนด้า A14ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 (Motor Expo 2020) ตั้งแต่วันที่ 2– 13 ธันวาคม 2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 และพบกับฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่7มกราคม 2564เป็นต้นไป


 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 – 31 มกราคม 2564 และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2564 จะได้รับหูฟัง Skullcandy True Wireless Earbuds รุ่น Sesh Evo สี Deep Red มูลค่า 3,590 บาทและHonda Jacket มูลค่า 500 บาท*และสำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 – 31 ธันวาคม 2563 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จะได้รับ  Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black มูลค่า 6,490 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท *  ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลกับที่ปรึกษาการขายผ่าน Honda Virtual Experienceที่virtualexperience.honda.co.thหรือที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมงโทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.honda.co.th/cityhatchback  และ  http://www.honda.co.th/cityehev  โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่านทาง http://www.honda.co.th/testdrive

 "ฮอนด้า" สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัว"เดอะ ซิตี้ ซีรีส์" 2 รุ่นใหม่

* ข้อเสนอพิเศษเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ครั้งแรกในโลกกับฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่มูฟทุกโมเมนต์ไปพร้อมความสปอร์ตที่ลงตัวกับทุกการใช้งานด้วยเบาะนั่ง อัลตรา ซีทฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็กใหม่เปิดตัวครั้งแรกในโลกโดยนำเอาเอกลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมแฮทช์แบ็กมาอยู่ในยนตรกรรมซิตี้คาร์ยอดนิยม มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นในสไตล์แฮทช์แบ็ก โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LEDกระจังหน้าแบบโครเมียมเสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วภายในห้องโดยสารหรูหราสวยงามในโทนสีดำ มาพร้อมเบาะหนัง (เฉพาะรุ่น SV)คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียมตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสง ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRIพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และระบบปรับอากาศอัตโนมัติเป็นต้น
รองรับไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเองด้วยเบาะนั่ง อัลตราซีท(ULTR)แยกพับแบบ 60:40 ที่ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง4โหมดพร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ได้แก่
•    Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง
•    Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
•    Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง
•    Refresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด
สปอร์ตยิ่งขึ้นกับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็กใหม่ รุ่น RSด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคันโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาพร้อมกันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ตไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบLED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังตกแต่งสีดำแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งแถบสีแดง มาพร้อมพนักเท้าแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้ว สะกดสายตาด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง อีกทั้งเทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT)และดึงดูดทุกสายตาด้วยสีภายนอก สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS
ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเทอร์โบเครื่องยนต์ขนาด1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO3 สูบ 12 วาล์วให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT)ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตรตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5 (EURO 5)ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 100กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลม6 ตำแหน่ง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)  พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ(Multi-angle Rearview Camera)เป็นต้น

ฮอนด้า ซิตี้แฮทช์แบ็กใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่
    รุ่น RS     ราคา749,000บาท
    รุ่น SV    ราคา675,000บาท
    รุ่น S+     ราคา599,000บาท
และมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก)เฉพาะรุ่น RSสีใหม่สีเทาเมทิเออรอยด์(เมทัลลิก)พร้อมด้วยสีขาวแพลทินัม (มุก)เฉพาะรุ่น RS และ SV สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก) และสีขาวทาฟเฟต้าเฉพาะรุ่น S+

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่www.honda.co.th/cityhatchback
เสริมความสปอร์ตในสไตล์คุณไปอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคันที่มาพร้อมกับแนวคิด“Stage Up Booster”โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกเช่นชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลังราคา5,500บาทคิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700บาทแผงครอบกันรอยขอบห้องสัมภาระราคา900บาทสติกเกอร์ตกแต่งล้ออัลลอยราคา320บาท(ราคาต่อ 1 ชุดมี4 ชิ้น)ไฟตัดหมอกแบบLED ราคา 5,500บาทและกล้องหน้ารถราคา 3,850บาท

นอกจากนี้ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจ ทั้งหมด2แพ็กเกจได้แก่
•    Modulo Aero Packageราคา16,900บาทประกอบด้วยสเกิร์ตหน้าแบบ2ชิ้นสเกิร์ตข้างและ
สเกิร์ตหลัง แบบ2ชิ้น
•    Modulo Aero Sport Packageราคา21,500บาทประกอบด้วยสเกิร์ตหน้าแบบ2ชิ้นสเกิร์ตข้างสเกิร์ตหลังแบบ2ชิ้นและชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง

หมายเหตุ
–    อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
–    สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท
–    สีดำคริสตัล (มุก) และสีเทาโซนิค (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท
–    ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโลไม่รวมVAT 7%
–    ดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-city-hatchback

กรมอนามัย เผย ‘น้ำดื่ม’ ดื่มให้เหมาะพอเพียง ดีต่อสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมอนามัย เผย ‘น้ำดื่ม’ ดื่มให้เหมาะพอเพียง ดีต่อสุขภาพ (komchadluek.net)

กรมอนามัย เผย ‘น้ำดื่ม’ ดื่มให้เหมาะพอเพียง ดีต่อสุขภาพ

กรมอนามัย เผย 'น้ำดื่ม' ดื่มให้เหมาะพอเพียง ดีต่อสุขภาพ

24 พฤศจิกายน 2563 – 15:20 น.

“กรมอนามัย” เผยการมีสุขภาพดีด้วยน้ำดื่ม นับเป็นวิธีการที่ประหยัดที่สุด แต่ต้องดื่มในปริมาณที่ “พอเหมาะ พอเพียง” ดีต่อสุขภาพ ช่วยทำความสะอาด ชำระล้างอวัยวะภายในของร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร ขับถ่ายสะดวก ท้องไม่ผูก สุขภาพไตดี

วันนี้ (24พ.ย.2563) ​นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย  รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงคุณค่า ของน้ำดื่มที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ว่า น้ำสะอาดเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่ประชาชนมักจะนึกไม่ถึง ซึ่งการดื่มน้ำ ที่สะอาดและเพียงพอจะทำให้ระบบต่าง ๆ ได้รับการกระตุ้นและพร้อมที่จะทำงาน

ส่งผลให้โลหิตไม่ข้น การไหลเวียนเป็นไปได้ง่าย หัวใจไม่ทำงานหนัก ไม่เมื่อยล้า ไม่เหนื่อยง่าย หัวใจเป็นปกติ ลมหายใจสะอาด สดชื่น นัยน์ตาสดใสเป็นประกาย มีน้ำหล่อเลี้ยง ไม่มีเส้นเลือดแดงกล่ำ ไม่แสบตา ลดปัญหาร้อนใน ปากและลิ้นสะอาด ผิวกาย ใบหน้าชุ่มชื่น การขับถ่ายของเสียสะดวก ท้องไม่ผูก ปัสสาวะใสสะอาด ไม่ปวดหลังและบั้นเอว สุขภาพไตดี รูขุมขนมีเหงื่อชุ่มเย็นเสมอ

​“ทั้งนี้ การเลือกและการดื่มน้ำในชีวิตประจำวันควรเลือกน้ำดื่มที่มีคุณภาพสะอาด ปราศจาก สิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือเย็นจัด ถ้าเป็นน้ำอุ่น ๆ เล็กน้อย ควรดื่มใน ตอนเช้าจะทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ลำไส้สะอาด ในวันหนึ่ง ๆ ควรดื่มน้ำประมาณวันละ 6-8 แก้ว “นพ.สุวรรณชัย กล่าว

โดยควร งดดื่มน้ำในปริมาณมากประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนและหลังกินอาหาร และไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำครั้งละ 2-3 แก้วติดต่อกันทันที เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง ซึ่งระยะเวลาที่ควรดื่มน้ำในหนึ่งวัน อาจเปลี่ยนแปลงได้บ้างเล็กน้อยตามความสะดวก 

เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำ 1 แก้ว หรือ 240 ซีซี ตอนสาย ช่วงเวลาประมาณ 09.00-10.00 น. ให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว ตอนบ่าย ช่วงเวลาประมาณ 13.00-14.00 น. ให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว ตอนค่ำ ช่วงเวลาประมาณ 19.00–20.00 น. ให้ดื่มน้ำ 2 แก้ว

“และก่อนเข้านอนดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายดีขึ้น” รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม (komchadluek.net)

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

24 พฤศจิกายน 2563 – 10:32 น.

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จับมือ เชฟรอนประเทศไทย สร้างแหล่งเพาะพันธุ์ปะการัง และเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเล ภายใต้โครงการนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่หมดอายุการใช้งาน มาวางเป็นปะการังเทียม

ท้องทะเลประเทศไทยอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้ง แหล่งแร่ ก๊าซ และน้ำมันดิบ แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมนับร้อยแท่นตั้งกระจายอยู่ในท้องทะเลไทย หลายแท่นยังคงใช้งานอยู่ บางแท่นกำลังจะหมดอายุการใช้งานกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ริเริ่มแนวคิดการใช้ขาแท่นหลุมปิโตรเลียมที่สิ้นสุดหน้าที่แล้ว มาวางเป็นปะการังเทียม เพื่อสร้างแหล่งเพาะพันธุ์ปะการังและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลภายใต้ “โครงการนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม จำนวน 7 ขาแท่น มาจัดวางเป็นปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ในพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี”

โครงการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2556 โดยได้มีการศึกษาทดลองนำโครงสร้างเหล็กจำลองชนิดเดียวกับขาแท่นไปจัดวางที่บริเวณอ่าวโฉลกหลำของเกาะพะงัน ซึ่งประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล พบปริมาณสัตว์ทะเลเพิ่มขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประมงพื้นบ้าน และกลายเป็นแหล่งดำน้ำอีกแห่งหนึ่ง

ต่อมาในปี 2559 กรมทะเลฯ ร่วมกับ สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำขาแท่นหลุมปิโตรเลียมในอ่าวไทยมาจัดวางเป็นปะการังเทียม และศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่จัดวาง ซึ่งผลการศึกษาออกมาเป็นที่น่าพอใจ และในปี 2561 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เสนอโครงการฯ ต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ซึ่งมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อ 

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

ด้านนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เผยว่า การจัดวางขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม ได้ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบที่อาจจะเกิดต่อระบบนิเวศทางทะเล รวมทั้ง ได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่แล้ว ทำให้สามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่งก่อนดำเนินการจัดวางสำหรับการจัดวางขาแท่นทั้ง 7 ขาแท่น โดยได้เริ่มจัดวางขาแท่นแรกเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 และขาแท่นสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 พร้อมทั้งได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้เชี่ยวชาญการสำรวจทางทะเลเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งทางบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้จัดพิธีส่งมอบให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นผู้ดูแล สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป “กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะได้กำหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองทาง พร้อมแผนและมาตรการการบริหารจัดการพื้นที่จัดวางขาแท่นดังกล่าว รวมทั้งแนวทางการติดตามและศึกษาผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบจากการใช้ขาแท่นปิโตรเลียมในการจัดวางเป็นปะการังเทียม” ท้ายที่สุด อยากขอบคุณบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นนำในด้านการผลิตและสำรวจปิโตรเลียมในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญและความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่ดีมาโดยตลอด และตนเชื่อว่าความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน จะยังเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นในการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศให้คงความสมบูรณ์ยั่งยืนเช่นนี้ต่อไป โดยหวังว่าโครงการนี้จะเกิดประโยชน์ต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เกาะพะงันและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งด้านการท่องเที่ยวดำน้ำ และการประมง 

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า บริษัท เชฟรอนฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการนี้ พร้อมได้มอบขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่ไม่ใช้งานแล้ว จำนวน 7 ขาแท่น ให้กับกรมทะเลไปจัดวางเป็นปะการังเทียมเพื่อการอนุรักษ์ท้องทะเลไทย พร้อมทั้งให้การสนับสนุนด้านการจัดวางและงบประมาณโครงการฯ ตลอดจนจัดหาผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้สนับสนุนงานศึกษาวิจัยของโครงการฯ อย่างไรก็ตาม
“เชื่อมั่นว่าโครงการศึกษานำร่องนี้จะสร้างองค์ความรู้ที่มีค่าด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลด้วยปะการังเทียมจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยตลอดระยะการดำเนินงาน เชฟรอนได้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกฎหมายและเป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในระดับสากล”  

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

โดยการดำเนินโครงการนี้ ได้รับการอนุมัติอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า และกรมประมง นอกจากนี้ เชฟรอนยังได้ทำงานร่วมกับบริษัทผู้ร่วมทุน อันได้แก่ บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ภายใต้โครงการดังกล่าว ที่เป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นเพื่อการเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน

สร้างบ้านหลังใหม่ให้สัตว์ทะเลจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม

นอกจากนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวย้ำว่า ตนได้กำชับให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ติดตามผลกระทบของโครงการดังกล่าวในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเราต้องประเมินทั้งผลกระทบทางบวกและผลกระทบทางลบ เพื่อประกอบการตัดสินใจในระดับนโยบายในการต่อยอดโครงการในอนาคต ซึ่งอย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี เพื่อถอดบทเรียนจากการดำเนินการโครงการฯ ครั้งนี้
“เราใช้ประโยชน์จากท้องทะเลอย่างมหาศาล เมื่อถึงวันที่เราจะสร้างประโยชน์ตอบแทนกลับคืน ก็ควรเป็นประโยชน์ที่แท้จริง การให้ในวันนี้ ต้องไม่เป็นการทำลายในวันข้างหน้า การใช้ขาแท่นปิโตรเลียมสร้างบ้านใหม่ให้ปะการังและสัตว์ทะเล ต้องหมั่นติดตามดูแล หากบ้านหลังใหม่สร้างผลกระทบ ต้องรีบจัดการ เพื่อรักษาบ้านหลังใหญ่มิให้ถูกทำลาย ใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ต้องรักษาให้คงอยู่อย่างมั่นคง” นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้าย 

“ขมิ้นชัน” ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ขมิ้นชัน” ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง (komchadluek.net)

“ขมิ้นชัน” ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

"ขมิ้นชัน" ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

24 พฤศจิกายน 2563 – 08:02 น.

“ขมิ้นชัน” ถือเป็นขุมทรัพย์ในดินแห่งเอเชีย ซึ่งมีคุณประโยชน์อเนกอนันต์ นอกจากจะนิยมใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารอันโอชะแล้ว ยังถือเป็นสมุนไพรโบราณที่คนเอเชียนำมาใช้เป็นยารักษาโรคและแก้อาการเจ็บปวดต่างๆได้อย่างอัศจรรย์ 

มีงานวิจัยมากมายจากทั่วโลกค้นพบตรงกันว่า “สารเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชัน” มีคุณประโยชน์มากมายสารพัด ตั้งแต่บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร  ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยต้านการอักเสบ บรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม  ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง  ปกป้องตับจากสารพิษ  ต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงป้องกันอัลไซเมอร์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และมะเร็งที่อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งเป็นมัจจุราชร้ายอันดับต้นๆ  ที่คร่าชีวิตสตรีไทย

"ขมิ้นชัน" ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

คงไม่เป็นการเกินเลยไป หากจะกล่าวว่า “ขมิ้นชัน” คือของขวัญจากธรรมชาติสำหรับผู้หญิง เนื่องจากสมุนไพรโบราณชนิดนี้มีสรรพคุณในการลดขนาดของเนื้องอกในมดลูก  ยับยั้งเซลล์มะเร็งรังไข่   ยับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก และยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม    

ผลจากงานวิจัยคุณสมบัติของ “ขมิ้นชัน” กับ “การลดขนาดของเนื้องอกในมดลูก” ซึ่งศึกษาในกลุ่มคนไข้เนื้องอกในมดลูก ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 35 คน โดยให้รับประทานขมิ้นชัน 1,200 มก.ต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน พร้อมทำการวัดขนาดเนื้องอกด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ก่อนการทดสอบ และวัดซ้ำที่ระยะเวลา 3 และ 6 เดือน พบว่า การได้รับขมิ้นชันช่วยลดขนาดของเนื้องอกมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่พบผลข้างเคียง     

ขณะที่งานวิจัยคุณสมบัติของ “ขมิ้นชัน” กับ “การยับยั้งเซลล์มะเร็งรังไข่” ซึ่งศึกษาในหลอดทดลอง พบว่า “สารเคอร์คูมิน” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและกระตุ้นการตายของเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ เช่นเดียวกับการศึกษาใน “เซลล์เยื่อบุปากมดลูก” โดยให้สารเคอร์คูมินเข้มข้น 100 ไมโครโมล ในช่วงเวลา 15 นาที ถึง 24 ชั่วโมง ก็พบว่า “สารเคอร์คูมิน” ช่วยลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจาย และลดการกลายพันธุ์เซลล์เยื่อบุปากมดลูกที่ผิดปกติได้     

"ขมิ้นชัน" ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

สำหรับ “ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม” มีรายงานการวิจัยพบว่า “สารเคอร์คูมิน” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกเต้านมในหลอดทดลอง โดยไปยับยั้งเซลล์ที่ผิดปกติ ก่อนเข้าสู่ระยะสังเคราะห์ดีเอ็นเอ และกลายเป็นมะเร็ง จึงสรุปได้ว่า “เคอร์คูมิน” มีฤทธิ์เป็นสารต้านมะเร็งเต้านมได้    

การจะใช้ “ขมิ้นชัน” ในการรักษาโรคและแก้อาการเจ็บปวดต่างๆ ต้องระมัดระวังให้ดี เนื่องจากสารสกัดขมิ้นชันทั่วไปมีข้อจำกัดเรื่องการดูดซึม ที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีคุณสมบัติไม่คงตัว  ไม่ละลายในทางเดินอาหาร และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ยาก    

อย่างไรก็ดี ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่รุดหน้าไปไกล และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มีการค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมของ “ขมิ้นชัน” โดยหนึ่งในนั้นคือ การคิดค้นเทคโนโลยีล่าสุด PNS (Polar and Non-Polar Sandwiching) ด้วยการจัดเรียงโมเลกุลใหม่ ให้เคอร์คูมินอยู่ตรงกลาง แล้วถูกประกบด้วยส่วนที่มีขั้วและไม่มีขั้ว ซึ่งมีลักษณะคล้ายแซนด์วิช ส่งผลให้ “สารสกัดขมิ้นชัน” ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี PNS มีความคงตัวไม่สลายตัวได้ง่าย   สามารถละลายในทางเดินอาหารได้ดี และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น 
    

"ขมิ้นชัน" ของขวัญจากธรรมชาติ รักษาโรคได้สารพัด ใช้ยับยั้งเซลล์มะเร็งในผู้หญิง

มีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซึม เมื่อรับประทานในปริมาณที่เท่ากัน พบว่า สารสกัดขมิ้นชันที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี PNS ดูดซึมได้ดีกว่าสารสกัดขมิ้นชันทั่วไป 10 เท่า และดูดซึมได้ดีกว่าขมิ้นชันที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีไฟโตโซม 2.4 เท่า ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันขมิ้นชันสกัด ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในท้องตลาด การผลิตด้วยเทคโนโลยี PNS สามารถดูดซึมได้ดีกว่า 3.6 เท่า ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมอีกขั้นด้วย “Piperine” สารสกัดพริกไทยดำ ช่วยเพิ่มการดูดซึมและชะลอการเผาผลาญสารสกัดขมิ้นชัน ส่งผลให้การทำงานของสารสกัดขมิ้นชันออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.    

ล่าสุด “กิฟฟารีน” ผู้นำผลิตภัณพ์เพื่อสุขภาพและความงาม เล็งเห็นคุณประโยชน์ของขมิ้นชัน สุดยอดสมุนไพรไทย และนำนวัตกรรมการดูดซึม PNS  และสารสกัดพริกไทยดำ มาเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารสำคัญเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอบถามคุณประโยชน์ของขมิ้นชันเพิ่มเติมได้ที่ http://www.giffarine.com Facebook: GiffarineOfficial  Line@GiffarineThailand  โทร กิฟฟารีน 1101 

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ (komchadluek.net)

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

23 พฤศจิกายน 2563 – 11:07 น.

จากก้าวแรกบนวิถีแห่งความกล้าที่จะแตกต่าง จวบจนครบรอบ 100 ปี ในเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา มาสด้าขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่ชื่นชอบในรถยนต์มาสด้า ที่ให้ความเชื่อมั่นในทุกย่างก้าวมาตลอดระยะเวลาหนึ่งศตวรรษ

รถยนต์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนนั้นดีขึ้น การเดินทางที่เป็นอิสระและความสามารถที่จะเดินทางไป ณ ที่แห่งใดก็ได้ตามใจปรารถนานั้นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาเป็นความสามารถจากการได้ลงมือทำ รวมถึงยังช่วยทำให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้ที่คิดค้นรถยนต์ในอดีตที่มีแรงบันดาลใจอย่างเต็มเปี่ยม และเผชิญกับความท้าทายมานับครั้งไม่ถ้วนในการพัฒนารถยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

พวกเราชาวมาสด้าโชคดีที่มีความปรารถนาเช่นนี้ และในปี 1920 จึงได้ถือกำเนิดเป็นบริษัทผู้ผลิตจุกไม้ค๊อกในเมืองฮิโรชิมา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้การช่วยเหลือสังคมผ่านงานด้านวิศวกรรม โดยผู้ก่อตั้ง นามว่า คุณจูจิโร มัทสึดะ มีความต้องการที่จะผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพื่อที่จะช่วยสร้างยุคสมัยที่ผู้คนสามารถเติมเต็มชีวิตของตนเองได้ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการ “ไม่หยุดยั้งต่อความท้าทาย” ของมาสด้า

จากแนวคิดของ คุณจูจิโร มัทสึดะ เราจึงมุ่งมั่นที่จะผลิตรถยนต์สำหรับการใช้งานส่วนบุคคล เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ขับไปที่ไหนก็ได้ตามใจปรารถนา และทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น การก้าวสู่ความท้าทายในการออกแบบรถยนต์ส่วนบุคคลคันแรกของมาสด้า โดยใช้เพียงเทคโนโลยีขั้นสูงในสมัยนั้น ซึ่งรถยนต์มาสด้า R360 Coupe ได้ถูกสร้างขึ้นในปี 1960 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการผลิตรถยนต์ของมาสด้าในเวลาต่อมา

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนมาสด้ามาโดยตลอด ประกอบกับปณิธานในการย้ำเตือนถึงต้นกำเนิดของเรา มาสด้าจึงได้เตรียมรถยนต์รุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี เพื่อรำลึกถึงรถยนต์มาสด้า R360 Coupe รถยนต์รุ่นนี้จึงได้รับการถ่ายทอดด้วยการออกแบบภายนอกและภายในสีทูโทน ขาว – แดง และเสริมจุดเด่นด้วยสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี

เมื่อมองไปถึงอีก 100 ปีข้างหน้า มาสด้าจะยังคงสร้างสรรค์และร่วมมือกับผู้คน รวมถึงรักษาอัตลักษณ์ของเราใน “การสร้างสรรค์ร่วมกับผู้อื่น” โดยให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นลำดับแรก มาสด้าจะยังคงท้าทายความสามารถของตัวเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์อันเป็นความปรารถนาของลูกค้า  

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

มาสด้า เฮอริเทจ 
มาสด้า R360 Coupe (1960)
รถยนต์นั่งส่วนบุคคลคันแรกของมาสด้า

มาสด้า R360 Coupe นับเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นแรกของมาสด้า บริษัทได้มุ่งมั่นเพื่อที่จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ และการกำเนิดขึ้นของรถรุ่นแรกนี้ก็ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์การออกแบบรถยนต์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เนื่องจากรถรุ่นนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยความหลงใหลเป็นพิเศษ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะเติมเต็มความฝันในการได้เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความตั้งใจนี้คือเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในรถยนต์นั่งประเภทไมโครมินิในสมัยนั้น และระบบเกียร์อัตโนมัติที่ช่วยให้การขับขี่เป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องการที่จะทำให้รถมีน้ำหนักเบาเพื่อให้รถยนต์มาสด้า R360 Coupe มีความปราดเปรียวเมื่อขับขี่บนท้องถนน โดยใช้ระบบส่งกำลังที่ทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา และใช้โครงสร้างตัวถังแบบMonocoque ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้เกิดเป็นรถที่มีราคาจับต้องได้ และทำให้รถมีสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่ารถยนต์นั่งประเภทไมโครมินิในสมัยนั้น รถยนต์มาสด้า R360 Coupe จึงกลายเป็นรถแห่งยุคสมัยที่ผลักดันวงการรถยนต์ประเทศญี่ปุ่นมาจนกระทั่งปัจจุบัน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตรถยนต์ของมาสด้า

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี มุ่งสู่ 100 ปีแห่งอนาคต: ที่สุดแห่งความพิเศษแห่งศตวรรษ
มาสด้า R360 Coupe มีดีไซน์เฉพาะตัว ด้วยการออกแบบภายนอกและภายในสีทูโทน ขาว – แดง โดยสีขาวของภายนอกนั้นตัดกับสีหลังคารถสีแดง และเข้ากันอย่างลงตัวกับสีของภายใน ซึ่งการตกแต่งเช่นนี้ช่วยเพิ่มความปรารถนาที่จะได้ครอบครองรถยนต์ และเพื่อทำให้ชีวิตของลูกค้ามีสีสันและสดใสยิ่งขึ้น
รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของมาสด้าในการเผชิญกับความท้าทายตลอดมา และย้ำเตือนถึงต้นกำเนิดในการสร้างสรรรค์รถยนต์ที่ใช้การออกแบบภายนอกสีขาวและภายในสีแดง เช่น พื้นพรม ชุดพรมปูพื้น และเบาะนั่งสีแดง Burgundy

ยิ่งไปกว่านั้นฝาครอบดุมล้อ ยังมาพร้อมสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี ซึ่งแสดงถึงความปรารถนาของบริษัทที่จะเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปี ไปพร้อมๆ กับลูกค้ามาสด้าทุกท่าน นอกจากนั้น กุญแจรีโมท พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้า และส่วนอื่นๆ ยังประดับด้วยสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี เพื่อให้ลูกค้าเกิดเป็นความรู้สึกเชื่อมโยงกับมาสด้า ไม่ว่าจะขับขี่อยู่หลังพวงมาลัยหรือว่าจะนอกตัวรถ บนตัวรถก็ประดับด้วยป้ายสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี เช่นกัน ทำให้เกิดเป็นรูปลักษณ์และความรู้สึกที่พิเศษ รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแสดงถึงความรู้สึกขอบคุณต่อผู้คนนับล้านที่เกี่ยวข้องกับมาสด้ามาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และคำมั่นสัญญาที่จะมุ่งมั่นในการก้าวไปข้างหน้า พวกเราชาวมาสด้าจะไม่ลืมต้นกำเนิดของเราในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

เพื่อเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้กับลูกค้า และเพื่อให้สอดคล้องกับความปรารถนาของมาสด้า ในการทำให้ทุกๆ วันกลายเป็นวันที่แสนพิเศษสำหรับลูกค้าทุกคน รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี จึงมีจำหน่ายด้วยกัน 3 รุ่น ในประเทศไทย ได้แก่ Mazda2, Mazda3 และ Mazda CX-30

 คุณลักษณะพิเศษของรถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี
•ตกแต่งภายในด้วยหนังสีขาวและเบาะหนังสีแดง Burgundy พร้อมสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี ที่พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้า
•ชุดพรมปูพื้นห้องโดยสารสีแดง พร้อมป้ายสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี
•พื้นพรมสีแดง Burgundy
•กุญแจรีโมท พร้อมสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี
•ฝาครอบดุมล้อสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี
•ป้ายสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี
•สีภายนอก: สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล 

รถยนต์มาสด้ารุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี ที่สุดของความพิเศษแห่งศตวรรษ

เชิญเที่ยวงานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 7 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เชิญเที่ยวงานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 7 (komchadluek.net)

เชิญเที่ยวงานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 7

เชิญเที่ยวงานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 7

23 พฤศจิกายน 2563 – 09:19 น.

เชิญเที่ยวงานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 7 เทศกาลส่งความรัก ความสนุก และความอบอุ่นในลมหนาว ในระหว่างเดือน ธันวาคม 2563 – เดือนมกราคม 2564 ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

มนต์เสน่ห์เมืองเจียงฮาย แอ่วดอยตุง สัมผัสลมหนาว หนาวนี้ ไม่มีเหงา เตรียมแพ็คกระเป๋า ขึ้นเขา…แอ่ว “ดอยตุง” ในงาน “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 7” เทศกาลแห่งความสุขในลมหนาวส่งท้ายปี 2563 ดอยตุง ตั้งอยู่ใน ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี เมื่อมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  ชวนเที่ยวงานประจำปี “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 7” เทศกาลส่งความรัก ความสนุก และความอบอุ่นในลมหนาว ในระหว่างเดือน ธันวาคม 2563 – เดือนมกราคม 2564 ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  จังหวัดเชียงราย

ภายในงานพบไฮไลต์

• กาดชนเผ่า ถนนคนเดินสายวัฒนธรรมชนเผ่าที่สูงที่สุด ฟินชิมช็อปไปกับอาหารชนเผ่า และสินค้าแฟชั่นงานมือ ชาวไทยภูเขาแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์

• เพลินไปกับโชว์การแสดงและการละเล่นชนเผ่าที่หาดูยาก

• สนุกไปกับสะพานเรือนยอดไม้ดอยตุง DoiTung Tree Top Walk สูงกว่า 30 เมตร

• ชมดอกไม้เมืองหนาว นับร้อยพันธุ์ ที่สวนแม่ฟ้าหลวง

• เยี่ยม “ตัวโต” สูงกว่า 9 เมตร สัตว์นำโชคตามความเชื่อของชาวไทใหญ่

• สัมผัสอากาศหนาวที่ดอยช้างมูบ จุดที่สูงสุดของเทือกเขานางนอน นำเที่ยวโดยมัคคุเทศก์น้อยดอยตุง 

• กิจกรรมเวิร์คช็อปสร้างสรรค์ของขวัญให้คนที่รัก อาทิ ปั้นเซรามิก การ์ดดอกไม้แห้ง  พรมยิงจากเส้นใยพลาสติกรีไซเคิล

บัณฑิตย์  พันธ์พลากร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงราย

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่กระบะ ตัวเตี้ย หน้าดุ “สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/449547

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่กระบะ ตัวเตี้ย หน้าดุ “สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว”

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่กระบะ  ตัวเตี้ย  หน้าดุ "สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว"

19 พฤศจิกายน 2563 – 18:13 น.

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่กระบะ ตัวเตี้ย  หน้าดุ “สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว”

19 พฤศจิกายน 2563: บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างนิยามใหม่ของรถกระบะอย่างมีสไตล์ด้วยการเปิดตัว ‘รถกระบะตัวเตี้ย หน้าดุ’ มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่นใหม่ ภายใต้ คอนเซ็ปต์ “สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว” โดดเด่น เหนือระดับด้วยการตกแต่งพิเศษ เพื่อเอาใจสายแต่ง ที่ชื่นชอบความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ เอาใจสายแต่ง ด้วยกระจังหน้าและแผงกันกระแทกด้านล่างที่กันชนหน้าสีดำ พร้อมเอกลักษณ์การดีไซน์ด้านหน้าแบบ Advanced DynamicShield โฉบเฉี่ยว ดุดันยิ่งขึ้นด้วยหลังคา กระจกมองข้าง และมือเปิดประตูด้านนอกเป็นสีดำทั้งหมดเข้มเต็มพิกัดยิ่งขึ้นด้วยกันชนท้าย มือเปิดกระบะท้าย ซุ้มล้อสีดำ และล้ออัยลอยสีดำขนาด 16 นิ้วช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับรถกระบะไทรทัน ตัวเตี้ย หน้าดุ มากยิ่งขึ้น 

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่กระบะ  ตัวเตี้ย  หน้าดุ "สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว"

“มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ได้ปฏิวัติรถกระบะ เชิงพาณิชย์ ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว พร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และแข็งแกร่งทนทานตามแบบฉบับของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าผู้ที่ชื่นชอบความเป็นสปอร์ตควบคู่กับการใช้งานที่หลากหลาย” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษทั มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จาํกัด กล่าว

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค”เช่นเดียวกับรถกระบะไทรทันทุกรุ่น ผสานความแข็งแกร่งและความทนทาน ทีGผนวกเข้ากับความมีสไตล์ตามแบบฉบับการใช้งานในเมือง ภายในห้องโดยสารติดตั้งเครื่องเสียงพร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วรุ่นใหม่ รองรับการใช้งานแอปเปิล คาร์เพลย และแอนดรอยด์ ออโต้  ขุมพลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มีสมรรถนะสูงและขับขีGอย่างนุ่มนวลด้วยระบบเกียร์ทีGทนทาน พร้อมระบบความ ปลอดภัย อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอเลก็ ทรอนิกส์ (EBD)และระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ มีราคาจำหน่ายที่  647,000  บาท และมีสีภายนอก ให้เลือกประกอบด้วย สีส้ม Sunflare Orange สีขาว Solid White และสีดำ Jet BlackMica ทุกสีมาพร้อมหลังคาสีดำ 

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่กระบะ  ตัวเตี้ย  หน้าดุ "สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว"

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ มาพร้อมกับความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคนั จะพร้อมใช้งานเสมอด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

พบกับ มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ได้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่ว ประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิGมเติมและติดต่อขอทดลองขับได้ทีG http://www.mitsubishimotors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

1. อุปกรณ์ตกแต่งพิเศษซึ3งติดตั6งโดยผู้จำหน่าย
2. Apple CarPlay® เป็นเครื่องหมายการค้าของ Apple Inc. ซึ่งจดทะเบียนทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ
3. Android Auto เป็นแอพพลิเคชั่นบนมือถือที3 พัฒนาโดย Google เพื่อการเชื่อมต่อและแสดงผลจากอุปกรณ์ที่มีระบบ Android
4. ชำระเพิ่ม 7,000 บาท สำหรับ รุ่นสีส้ม Sunflare Orange และสีดำ Jet Black Mica

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่กระบะ  ตัวเตี้ย  หน้าดุ "สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว"

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์การผลิตที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มมิตซูบิชิ มอเตอร์ส และยังเป็นศูนย์กลางการส่งออก รถยนต์มิซูบิชิ ไปยังกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย คือหนี่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทย ที่มีความุ่งมั่น ในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพสูง เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัยความ สะดวกสบายและเทคโนโลยีเพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ในปี พ.ศ. 2561มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยฉลองการผลิตรถยนต์ ครบ 5
ล้านคัน และได้เปิดทำการ สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) อย่างเป็นทางการที่ จ. ปทุมธานี

ผลิตภัณฑ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยประกอบด้วย มิตซูบิชิ ไทรทัน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ แอททราจ มิตซูบิชิ มิราจ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ แพนเดอร์ และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ด้านคุณภาพสูงสุด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยใช้สนามทดสอบ สมรรถนะในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในการประเมินผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและการพัฒนารถต้นแบบไปจนถึงการทดลองผลิตและการผลิตเพื่อจัดจำหน่าย ซึ่งสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงสุด
1. สำหรับลูกค้าที่สนใจชม หรือทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นต่างๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ
ทั่วประเทศ หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการและวนั หยุดนักขัตฤกษ์
2. ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่

Website : http://www.mitsubishi-motors.co.th
Facebook : http://www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH
Instagram : @MitsubishiMotorsTh
Youtube Channel : Mitsubishi Motors Thailand
Line Official Account /ID : Mitsubishi Motors Th / @MitsubishiMotorsTh

นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลชนะเลิศงาน RSP Innovation Day 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/449538

นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลชนะเลิศงาน RSP Innovation Day 2020

 นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลชนะเลิศงาน RSP Innovation Day 2020

19 พฤศจิกายน 2563 – 16:29 น.

นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ เจ้าของผลงานวิจัยไตรโคเดอร์มาไฟฝ์พลัส (ชีวภัณฑ์มาตรฐานสากล) คว้ารางวัลชนะเลิศงาน RSP Innovation Day 2020

รองศาสตราจารย์ ดร. วาริน อินทนา  รักษาการแทนรองคณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรฯ ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ตนในฐานะเป็นตัวแทนภาคใต้ นำผลงานวิจัยไตรโคเดอร์มาไฟฝ์พลัส (ชีวภัณฑ์มาตรฐานสากล) เข้าร่วมการประกวดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ สาขานวัตกรรม/กระบวนการเชิงพาณิชย์ระดับประเทศ ภายในงาน Regional Science Park Innovation Day 2020 (RSP Innovation Day 2020) โดยมีเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา 44 สถาบันเข้าร่วม จัดโดยสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 โซน B เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

 นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลชนะเลิศงาน RSP Innovation Day 2020

ผลการประกวด ปรากฎว่า ผลงานวิจัยไตรโคเดอร์มาไฟฝ์พลัสฯ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศสาขานวัตกรรม/กระบวนการเชิงพาณิชย์ระดับประเทศมาได้สำเร็จ เข้ารับโล่รางวัล พร้อมเงินรางวัลจำนวน 70,000 บาท จากศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในงานดังกล่าว

 นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลชนะเลิศงาน RSP Innovation Day 2020

รองศาสตราจารย์ ดร. วาริน กล่าวว่า ผลงานวิจัยไตรโคเดอร์มาไฟฝ์พลัสฯ เป็นนวัตกรรมงานวิจัยที่รวมองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย เชื้อราไตรโคเดอร์มา NST-009 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมโรคพืช เชื้อราเมธาไรเซียม WU-003 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมหนอนและด้วงศัตรูพืช เชื้อราบิวเวอร์เรีย WU-002 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมเพลี้ยและหนอนศัตรูพืช ธาตุอาหารแคลเซียมและแมกนีเซียมที่เพิ่มการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของเซลล์พืช และสารเสริมความแข็งแรงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์พืช ทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายและแรงงานเพราะออกฤทธิ์ครอบคลุมได้หลายด้าน

 นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลชนะเลิศงาน RSP Innovation Day 2020

“รู้สึกดีใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นรางวัลยิ่งใหญ่ระดับประเทศและเป็นรางวัลแรกของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ ซึ่งเป็นสิ่งการันตีคุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่สามารถพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติได้อย่างแท้จริง  ทั้งนี้ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่เปิดโอกาสและสนับสนุนด้านการวิจัย ขอบคุณทีมงานศูนย์ผลิตและบริการชีวินทรีย์เกษตร อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ที่ให้การสนับสนุนในการแข่งขัน ตลอดจน สอว. ที่จัดการแข่งขันและเปิดโอกาสให้ทั้งนักวิจัยและนักธุรกิจได้แสดงแสดงความสามารถ”  รองศาสตราจารย์ ดร. วาริน กล่าว

 นักวิจัย ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัลชนะเลิศงาน RSP Innovation Day 2020

ภาวะผมร่วงฉับพลันชนิดทีโลเจน Telogen Effluvium (TE) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/449491

ภาวะผมร่วงฉับพลันชนิดทีโลเจน Telogen Effluvium (TE)

ภาวะผมร่วงฉับพลันชนิดทีโลเจน Telogen Effluvium (TE)

19 พฤศจิกายน 2563 – 12:40 น.

ภาวะผมร่วงฉับพลันชนิดทีโลเจน Telogen Effluvium (TE) โดย รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป   แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผม

ผู้ที่มีภาวะผมร่วงที่มีเส้นผมระยะทีโลเจน (Telogen) หลุดร่วงมากกว่าปกติอย่างฉับพลัน กลไกของการเกิดโรคมาจากรากผมในระยะที่ต่อมรากผมจะอยู่ลึกที่สุดในชั้นหนังแท้   (Anagen)    ถูกกระตุ้นให้เข้าสู่ระยะทีโลเจนเร็วกว่าปกติ การกระตุ้นนี้อาจเกิดจากโรคทางร่างกายและจิตใจ หรือภาวะการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายเอง เช่น เกิดจากภาวะไข้สูง ภาวะช็อก อุบัติเหตุรุนแรงหลังผ่าตัด การเสียเลือดหลังคลอดบุตรทารกแรกเกิด ภาวะขาดสารอาหาร การอดอาหารอย่างฉับพลัน ความเครียด โรคเรื้อรัง ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ โรคไทรอยด์ และจากยาบางชนิดเป็นต้น 

อาการของโรคผู้ป่วยจะมีอาการผมร่วงมากผิดปกติ มากกว่า 70 เส้นต่อวัน หรืออาจสูงถึง 1,000 เส้น ลักษณะร่วงทั่วศีรษะ ในรายที่ผมร่วงไม่มากอาจจะไม่ทันสังเกต แต่ในรายที่ผมร่วงมากจะสังเกตว่าผมบางลงได้มาก โดยเฉพาะบริเวณขมับด้านข้าง แต่ไม่ถึงกับร่วงจนหมดศีรษะ อาจพบขนที่บริเวณอื่นร่วงประกอบด้วยได้ เช่น ขนรักแร้หรือขนหัวหน่าว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่บางรายอาจมีมีอาการคัน แสบ เจ็บบริเวณหนังศีรษะได้ โดยอาการผมร่วงมักเกิดตามหลังสาเหตุต่าง ๆ ประมาณ 2-3 เดือน และใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าผมจะขึ้นกลับคืนมา ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดผมร่วงทั่ว ๆ ต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน ที่เรียกว่า Chronic Telogen Effluvium (CTE) เกิดเนื่องจากสาเหตุของโรคที่ทำให้ผมร่วงยังคงอยู่ เช่น ภาวะผมร่วงที่สัมพันธ์กับโรคไทรอยด์, โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก, ภาวะขาดสารอาหาร, ขาดวิตามิน หรือแร่ธาตุบางชนิด หรือในผู้หญิง วัยกลางคน (อายุ 30 – 60 ปี) บางคนที่มีผมร่วงเรื้อรังทั่วศีรษะหรือบริเวณรอยแสก โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ซึ่งการวินิจฉัยต้องอาศัยการแยกโรคหรือสาเหตุอื่น ๆ ออกไปก่อน โดยเฉพาะภาวะผมบางจากพันธุกรรมในเพศหญิง 

การวินิจฉัยของแพทย์ จะอาศัยประวัติของผู้ที่มีผมร่วงอย่างฉับพลัน และมีสาเหตุกระตุ้นที่ชัดเจนก่อนมีผมร่วง การตรวจผม พบผมร่วงติดมือ โดยผมที่ร่วงออกมาอยู่ในระยะทีโลเจน  ส่วนการรักษาอาการผมร่วงส่วนใหญ่มักจะเป็นอยู่นานประมาณ 3 เดือนแล้วค่อย ๆ ดีขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ผมขึ้นใหม่ได้เอง หลังจากที่สาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้นหมดไป ยกเว้นในรายที่มีสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงยังคงอยู่ หรือเกิดซ้ำอีก จนทำให้ต่อมผมถูกทำลาย ซึ่งอาจทำให้ผมขึ้นได้ไม่เต็มเหมือนเดิม โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีผมบางจากพันธุกรรมร่วมด้วยนั้น ความหนาแน่นของผมอาจจะขึ้นกลับมาไม่เท่าเดิม โดยการรักษาอาจพิจารณาให้ยาทาชนิด 5% Minoxidil Lotion เพื่อกระตุ้นให้ผมขึ้นกลับมาเร็วขึ้นร่วมกับการให้วิตามิน โดยวิตามินที่พบว่าขาดได้บ่อยในคนผมร่วงฉับพลัน ได้แก่ ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินดี วิตามินบี 1, 5, 7 (ไบโอติน) และ 12  นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การทานโปรตีนให้เพียงพอและกรดอะมิโนแอซิดบางชนิด จะมีส่วนช่วยให้เส้นผมคืนสภาพกลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น                

ตาราง แสดงสาเหตุของผมร่วงชนิดฉับพลันหรือทีโลเจน( Telogen effluvium)
ภาวะหลังมีไข้สูง (post-febrile) เช่นไข้มาลาเรีย ไข้ไทฟอยด์ ไข้หวัดใหญ่  ปอดอักเสบ
ภาวะช็อก ผู้ที่เสียเลือดเป็นจำนวนมาก อุบัติเหตุรุนแรง ได้รับการผ่าตัดใหญ่ 
ภาวะหลังคลอดบุตร (postpartum) และเด็กทารกแรกเกิด (physiologic effluvium of the newborn)
ภาวะขาดสารอาหาร หรือโปรตีน (protein-calories malnutrition)
•ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างฉับพลัน (crash diet)
•ขาดธาตุเหล็ก (iron deficiency), ขาดเกลือแร่สังกะสี (zinc deficiency)
ความเครียด หรือผิดหวังอย่างรุนแรง (severe emotional distress)
ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ
•Hypothyroid หรือ hyperthyroid, hyperparathyroidism
•Polycystic ovarian syndrome (PCOS)
โรคเจ็บป่วยเรื้อรัง
•โลหิตจาง
•โรคติดเชื้อเรื้อรัง วัณโรค HIV disease
•systemic lupus erythematosus, chronic obstructive pulmonary disease (COPD), hepatic disease
ยาบางชนิด
•Retinoid (acitretin, isotretinoin)
•Anticoagulang (heparin, warfarin)
•Antithyroid (propylthiouracil, methimazole)
•Anticonvulsants (phenyltoin, valproic acid, carbamazepine)
•Beta-blockers (propanolol)
•Heavy metals (arsenic, mercury, thallium)

โดย รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป  
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผม

ดีไซเนอร์ไทยที่ ราชนิกุลดัง 4 ประเทศเลือกสวมใส่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/449478

ดีไซเนอร์ไทยที่ ราชนิกุลดัง4ประเทศเลือกสวมใส่

ดีไซเนอร์ไทยที่ ราชนิกุลดัง4ประเทศเลือกสวมใส่

19 พฤศจิกายน 2563 – 09:15 น.

ดีไซน์เนอร์ไทยที่ ราชนิกุล คนดังจาก 4 ประเทศ เลือกสวมใส่ ด้วยฝีมือที่คนดังระดับโลกต่างให้การยอมรับ

“เจน-ทิพย์วิภา กิตติ์อัครานนท์”  ดีไซน์เนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ ลาสเทล (L’Astelle) ดีไซน์เนอร์มากความสามารถที่ตอนนี้หลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตา ทั้งยังคุ้นเคยกับผลงานสุดอลังการที่เคยนำไปโชว์แล้วถึงกรุงปารีส จนเป็นที่ ยอมรับในเวทีระดับโลกนั้น และคนดังมากมาย ที่ต่างเลือกชุดของเธอมา สวมใส่ไม่ว่าจะเป็น Lady Kitty Spencerจากตระกูลชั้นสูงของอังกฤษ หลาน สาวของเจ้าหญิง Diana, Princess of Walesรวมถึง Donna Bianca Brandolini ธิดาของท่านเคานต์แห่ง Valmaren กับ Princess Georgina MariaNatividad de Faucigny-Lucinge et Coligny แห่งบราซิล นอกจากนี้ยังมี Princess Maria-Olympia ofGreece and Denmark หลานสาวของ Constantine II of Greece and Anne- Marie of Denmark King andQueen of the Hellenes อีกทั้งยังมีเซเลบริ ตี้ชั้นนำระดับโลกอย่าง Nicky Hilton Rothschild ที่นอกจากเธอจะเป็น ทายาทของตระกูลนักธุรกิจชั้นนำของโลกทั้งยังแต่งงานกับ Amschel Mayor James Rothschild ทายาทของกลุ่มธุรกิจ Rothschild banking ของอังกฤษ เป็นต้น

ดีไซเนอร์ไทยที่ ราชนิกุลดัง4ประเทศเลือกสวมใส่
ดีไซเนอร์ไทยที่ ราชนิกุลดัง4ประเทศเลือกสวมใส่

แต่กว่าจะมาถึงจุดที่คนดังชื่นชมต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาแล้วมากมาย อีก ทั้งผ่านการทดสอบฝีมือในวงการแฟชั่นของไทย รวมทั้งเวทีระดับโลกมาแล้ว นับไม่ถ้วนจนได้โชว์ผลงานระดับกูตูร์มาแล้วทั้งในไทยและต่างชาติ อีกทั้ง สั่งสมประสบการณ์มานับปี ได้ร่วมทำงานกับ couture house ของแบรนด์ชั้น นำระดับโลกมาแล้วจนทุกคนได้เห็นถึงผลงานที่พรั่งพร้อมทั้งด้านของศิลปะ ความหรูหรา ความละเอียดอ่อนในการตัดเย็บตกแต่ง จนก้าวมาสู่การเป็นดี ไซน์เนอร์หนึ่งในใจที่คนดังทั่วโลกนึกถึงเมื่อต้องปรากฏกายในวาระสำคัญต่างๆ

ดีไซเนอร์ไทยที่ ราชนิกุลดัง4ประเทศเลือกสวมใส่
ดีไซเนอร์ไทยที่ ราชนิกุลดัง4ประเทศเลือกสวมใส่
ดีไซเนอร์ไทยที่ ราชนิกุลดัง4ประเทศเลือกสวมใส่

ซึ่งถือว่าเป็นทั้งความภูมิใจในฐานะตัวแทนคนไทย และยังเป็นโอกาสของ เหล่าแฟชั่นนิสต้าไทยที่จะได้สวมใส่แบรนด์ชั้นนำในระดับเดียวกับเซเลบริตี้ระดับโลกพร้อมทั้งสนับสนุนศิลปินของไทยไปพร้อมๆกัน