‘นิติพล’ ผิดหวังรัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มัวแต่เอื้อนายทุนสร้างมลพิษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565533

16 ธ.ค. 2566

'นิติพล' ผิดหวังรัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มัวแต่เอื้อนายทุนสร้างมลพิษ

‘นิติพล’ เผย รัฐบาลตอบกระทู้เรื่องฝุ่น PM2.5 มีแต่ข้ออ้างแก้ตัว เสนอไม่ซื้อสินค้าเกษตรจากพื้นที่ที่มีการเผา แต่กลับบอกต้องพิสูจน์เป็นปัจจัยเดียวของปัญหาหรือไม่

นายนิติพล ผิวเหมาะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เครือข่ายภาคเหนือ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า หลังฟังคำชี้แจงของ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ ตอบกระทู้ถามสดของ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคก้าวไกล แล้วรู้สึกผิดหวังในคำตอบและสะท้อนว่า ปัญหานี้อาจไม่ถูกแก้ในรัฐบาลชุดนี้

ประเด็นสำคัญคือ ทราบดีแก่ใจ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ สาเหตุใหญ่มาจากฝุ่นข้ามพรมแดนอันเนื่องมาจากการเผาไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้อนบริษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ของไทย แต่รัฐบาลยังพยายามปิดหูปิดตาหาคำตอบให้ตัวเอง บอกให้ไปพิสูจน์นั่นนี่ เพื่อไม่ดำเนินการแก้ปัญหาเร่งด่วน
 

นายนิติพล กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอให้ใช้เทคโนโลยีตรวจจับจัดจุดความร้อน เพื่อออกมาตรการไม่รับซื้อสินค้าการเกษตรที่มาจากพื้นที่ที่มีการเผา เพราะกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวของไทยอย่างรุนแรง แต่นายนภินทรกลับอ้างว่า ทำไม่ได้ เพราะแม้แต่ไทยเองยังไม่มีมาตรการห้ามเผา มีเพียงการขอความร่วมมือเกษตรกร จะไปออกมาตรการห้ามซื้อในสิ่งที่ไทยเองก็ไม่มีมาตรการไม่ได้ และการออกมาตรการห้ามเผาเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้นายนภินทรยังบอกในสภาอีกว่า หากจะห้ามไม่ให้ซื้อยังจะต้องพิสูจน์ให้ได้ด้วยว่า ฝุ่น PM2.5 จากการเผาเป็นเพียงปัจจัยเดียว ไม่ใช่มาจากปัจจัยอื่น และฝุ่นดังกล่าวต้องพิสูจน์อีกเช่นกันว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพจริง แต่รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจได้ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดมาแก้ปัญหาแล้ว
 

นายนิติพล มองว่า คำตอบแบบนี้เป็นการหาข้ออ้างให้นายทุนสร้างมลพิษและทำลายสุขภาพคนไทยต่อไปได้ ทั้งที่ในประเทศไทยต้องแสดงพื้นที่เพาะปลูกโดยละเอียดว่ามาจากแหล่งใด แต่ในกรณีข้าวโพดนอกพรมแดนแค่บอกกว้างๆว่ามาจากประเทศใดเท่านั้น ตนเชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์สามารถกำหนดรายละเอียดเหล่านี้ได้ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจรับซื้อข้าวโพดข้ามพรมแดนหรือไม่ได้ รวมถึงเชื่อว่าการออกมาตรการห้ามเผาในไทยเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการต่อสามารถทำได้แน่ หากนายกรัฐมนตรีไม่ลืมที่จะควิกวิน ทำตามนโยบายที่เพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ว่าจะแก้ที่ต้นตอ ซึ่งต้นตอปัญหาอยู่ตรงไหนก็เห็นอยู่แล้ว

ส่วน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่รัฐบาลบอกว่าจะผลักดัน ก็เป็นเรื่องดี ตนเห็นด้วย แต่พวกท่านย่อมรู้ดีว่ากฎหมายแต่ละฉบับกว่าจะผ่านใช้เวลานานเป็นปีๆ แต่ตอนนี้กำลังเผชิญปัญหาอยู่ตรงหน้า จึงต้องพึ่งอำนาจฝ่ายบริหารให้ทำอะไรเป็นรูปธรรมสักอย่าง ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะมีฝ่ายบริหารไว้ทำไม อันดับแรกพวกต้องหยุดแก้ปัญหาแบบซื้อเวลา แล้วกล้าที่จะแก้ที่ต้นตอ เพราะสุขภาพประชาชนเจอวิกฤตนี้มาเป็นสิบปีแล้ว มีคนตายจริงป่วยจริงหลายคนแล้วเช่นกัน อย่าให้ประชาชนต้องรอ เพราะมัวแต่เกรงใจนายทุนเลย


“ท่านแค่ลองย้ายตัวเอง โดยเอาปอดท่านไปสูดอากาศเชียงใหม่ทุกๆเช้าจากวันนี้ไปจนจบเดือนกุมภาพันธ์ วันละชั่วโมงก็พอ ท่านจะได้คำตอบด้วยตัวท่านเองว่ากระทบสุขภาพหรือไม่ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกอย่างสามารถดำเนินการได้ทันที แค่ นายกฯ กล้าขยับเหมือนที่ชอบเรียกหน่วยงานต่างๆมาคุยก่อนขึ้นเครื่องบินไปประเทศต่างๆ การเอากระทรวงพาณิชกับเกษตรมาคุยกันและเคาะมาตรการเร่งด่วนออกมาแก้ปัญหาแบบควิกวินที่ท่านชอบพูด คงไม่ยากเกินไปอย่างแน่นอน สำหรับชายที่ชื่อเศรษฐา ทวีสิน ส่วนการตั้งคณะกรรมการหลายชุดขึ้นมานั้น มองไม่ต่างจากการซื้อเวลาหาข้อแก้ตัวว่า มีการขยับแล้ว สมัยรัฐบาลก่อน พลเอกประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการเป็นร้อยชุด ผมก็ไม่เห็นจะขับเคลื่อนประเทศไปไหนได้” นายนิติพล กล่าว

นายนิติพล ผิวเหมาะ นายนิติพล ผิวเหมาะ

เช็ก ‘เงินเดือน’ ข้าราชการ บำเหน็จ บำนาญ ใหม่ ราชกิจจาฯ ประกาศ มีผล 1 ม.ค. 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565530

16 ธ.ค. 2566

เช็ก 'เงินเดือน' ข้าราชการ บำเหน็จ บำนาญ ใหม่ ราชกิจจาฯ ประกาศ มีผล 1 ม.ค. 67

โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ. ‘เงินเดือน’ ข้าราชการ เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน ‘เงินเดือนข้าราชการออก 2 รอบ’ มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2567

“ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา การจ่าย เงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ “เงินเดือนข้าราชการ ออก 2 รอบ” และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2566 โดย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จบำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2518 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2566”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “เงินเดือน” ในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“เงินเดือน” หมายความว่า เงินเดือน และเงินอื่นที่มีกำหนดอัตราการจ่ายเป็นรายเดือนโดยจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน

มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 20 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535

“ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้มีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการประจำเดือน เดือนละสองครั้งให้กรมบัญชีกลางกำหนดวันจ่ายให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินเดือนดังกล่าว

ให้ข้าราชการ มีสิทธิเลือกรับเงินเดือนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กรมบัญชีกลางกำหนด”

หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงการจ่ายเงินเดือน ข้าราชการ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้แก่ข้าราชการ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการให้สอดคล้องกับการดำเนินการในกรณีดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษา

‘พิธา’ กังวลระเบียบราชทัณฑ์ เอื้อคนรวยนอนบ้าน เผยไม่รู้ ‘ทักษิณ’ อยู่ชั้น 14

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565489

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' กังวลระเบียบราชทัณฑ์ เอื้อคนรวยนอนบ้าน เผยไม่รู้ 'ทักษิณ' อยู่ชั้น 14

‘พิธา’ ตั้ง 3 ข้อสังเกตุระเบียบราชทัณฑ์ เกรงมีการใช้อำนาจ เอื้อคนมีฐานะเข้าถึงสิทธื์นอนนอกเรือนจำพร้อมเผยไม่รู้ ‘ทักษิณ’ อยู่ชั้น 14

กรณีกรมราชทัณฑ์ ออกระเบียบว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 โดยสาระสำคัญ 1 ใน 4 ข้อ เช่น “นักโทษที่มีความเจ็บป่วย ซึ่งเจ็บป่วยแล้วต้องพักฟื้นที่บ้าน และดูแลรักษา หรืออยู่สถานพยาบาล แต่ทั้งนี้ต้องมีความพร้อมที่จะรองรับ” หลายฝ่ายตั้งคำถามระเบียบดังกล่าว เป็นการเอื้อให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกส่งตัวออกมาคุมขังนอกเรือนจำหรือไม่ 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เข้าใจกระบวนการความคิดแบบนี้มีตั้งแต่ปี 2563 และที่ฟังจากประธานกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องก็มีความคิดในเรื่องนี้ล่วงหน้า คงจะไม่มีใครรู้ว่า นายทักษิณจะกลับมาเมื่อไหร่ ต้องให้ความยุติธรรม

นายพิธา กล่าวต่อว่า แต่มีข้อกังวล คือ สถานที่ที่จะนำมาคุมขังนอกเรือนจำ เป็นการตัดสินใจที่รวมศูนย์อยู่ที่คณะกรรมการ ผู้ต้องขังหรือญาติไม่สามารถร้องขอได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่อนุญาต เช่น บ้าน โรงงาน รวมถึงสถานที่ราชการที่กำหนดไว้ จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าจะเอื้อให้กับผู้ที่มีฐานะในระดับหนึ่งเข้าถึงสิทธิ์หรือไม่ มีข้อสังเกต 3 ข้อคือ 
 

1.มีแนวคิดระเบียบนี้คิดตั้งแต่ปี2563 ตามที่สภาได้เสนอมาในปี2560หรือไม่
2.เรื่องของสถานที่ ผู้ต้องขังหรือครอบครัวไม่สามารถร้องขอได้ เนื่องจากเป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เกรงว่าจะมีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง
3.เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ที่จะต้องมีระบบสถานที่เอื้ออำนวย ทำให้คนที่ออกมาได้ต้องเป็นคนที่มีฐานะในระดับหนึ่ง จึงเกรงว่าจะไม่มีความเท่าเทียมกัน 

นายพิธา ยืนยัน ไม่ได้ด่วนสรุปเป็นเรื่องของการใช้อภิสิทธิ์ แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตจากข่าวไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว เมื่อถามว่านายทักษิณอยู่ชั้น 14 หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ยังไม่ได้ตามเรื่องนี้

‘พิธา’ ย้ำชัด ‘ก้าวไกล’ อยู่ไหนก็ที่ 1 หลังกระแส ปชป. เตรียมเปลี่ยนขั้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565483

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' ย้ำชัด 'ก้าวไกล' อยู่ไหนก็ที่ 1 หลังกระแส ปชป. เตรียมเปลี่ยนขั้ว

‘พิธา’ ไม่ตอบ ปชป. ยังร่วมวงฝ่ายค้านหรือไม่ มั่นใจ ‘ก้าวไกล’ อยู่ไหนก็เป็นที่ 1 ทำงานสร้างสรรค์ ‘ไม่ใช่จ้องแต่จะล้มรัฐบาลเพียงอย่างเดียว’ พร้อมจับตาชี้แจง พ.ร.บ.งบประมาณ ก่อนพิจารณาอภิปรายไม่ไว้วางใจ

พรรคประชาธิปัตย์ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งที่ผ่านมา สส. ที่สนับสนุนนายเฉลิมชัยต่างเป็นกลุ่มที่ยกมือโหวตนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนี้จับตาจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล ไม่ตอบคำถามว่ามั่นใจในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ย้ำว่าจะยังคงเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน แต่ก็ว่ามั่นใจในตัวเรา เรามั่นใจในตัวเรา เพราะไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน พรรคก้าวไกลก็ยังเป็นพรรคอันดับ 1 ของประเทศอยู่ดี เป็นพรรคที่มี สส. มากที่สุด มีประธานกรรมาธิการหลายคณะ 
 

ดังนั้นตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชนไม่ว่าจะผ่านกรรมาธิการผ่านสภา เชื่อว่าจะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุกและทำงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งมั่นใจในตัวของเราและมั่นใจในการทำงานของว่า พรรคก้าวไกลจะทำงานให้เป็นความหวังให้สมกับที่พี่น้องประชาชนให้มา

ส่วนที่มองกันว่า ฝ่ายค้านมีปัญหากันในพรรค ไม่ได้ทำงานหรือมีผลงาน นายพิธา กล่าวว่า ปัญหาก็ต้องแก้กันไป แต่สิ่งสำคัญต้องทำงานตามที่สัญญาไว้กับประชาชน พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ “ไม่ใช่จ้องแต่จะล้มรัฐบาลเพียงอย่างเดียว” พร้อมขอบคุณสำหรับคำเตือนน้อมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สส.หลายคนของพรรค เป็นสส.ส้มหล่น ซึ่งก็จะพยายามพัฒนาบุคลากรของพรรคให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ประเด็นการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป นายพิธา ระบุว่า จะรอดูผลการชี้แจงผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณก่อน หากไม่มีรายละเอียด การยื่นอภิปรายไม่วางใจ น่าจะเป็นเรื่องที่ผู้นำฝ่ายค้าน คาดยื่นในไตรมาสที่ 1 หรือไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะใช้โอกาสนั้นชำแหละว่า ตรงกับสิ่งที่เสนอไว้ในเรื่องวิสัยทัศน์หรือไม่ รวมถึงการชี้แจงคำถามของทางฝ่ายค้านหากทำได้ไม่ดี ก็คงจะมีการยื่นอภิปรายไม่วางใจ ย้ำฝ่ายค้านยังติดตามการทุจริต การใช้งบประมาณ หากมีหลักฐานที่ชัดเจนก็อาจจะอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลในต้นปีหน้า

‘พิธา’ วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565474

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

‘พิธา’ แถลงผลวิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ชื่นชม 2 เรื่องทำได้ดี ส่วนที่เหลือต้องปรับปรุง เหน็บปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ เป็นนายกฯจะเข้าไปดูสูตรคำนวณเอง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก การเมืองไม่มีเวลาโหมโรงและฮันนีมูน โดยเฉพาะวาระสำคัญ 100 วันแรกคือ การแสดงถึงความมุ่งมั่นรักษาสัญญาที่ให้กับประชาชนก่อนมาเป็นรัฐบาล , โรดแมพในการที่จะตามงานหรือสั่งงาน และ การบริหารความคาดหวังความเชื่อมั่นนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเข้าใจว่ามีข้อจำกัดเรื่องเวลาและงบประมาณแผ่นดิน 

จากการวิเคราะห์ผลงานรัฐบาลเศรษฐาประกอบ 5 คือ 

1.คิดดีทำได้  คือ การบริหารผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ซึ่งต้องชื่นชมรัฐบาลและขอบคุณไปยังกระทรวงการต่างประเทศในการตั้งทีมเจรจา รวมถึงทีมเจรจาของทางรัฐสภาที่นำโดยอาจารย์วันนอร์ ที่ทำให้คนที่ถูกลักพาตัวไปได้รับการปล่อยตัว 23 คน การเยียวยาอนุมัติงบประมาณ 50,000 บาทต่อราย และการออกสินเชื่อเพื่อให้แรงงานไทยสามารถคืนถิ่นได้ 
.
แต่สิ่งที่อยากฝากรัฐบาลให้ทำต่อ คือการช่วยเหลือตัวประกันที่ยังอยู่กับฮามาสอีก 9 คน รวมถึงการอนุมัติเงินเยียวยาและการส่งต่อให้กับพี่น้องแรงงาน และหวังว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้วนี่จะเป็นการถอดบทเรียน ในกรณีที่เกิดความรุนแรงในพื้นที่อื่นของโลกอีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในการอพยพ การขนแรงงานกลับประเทศ การช่วยเหลือพี่น้องแรงงานในเรื่องเกี่ยวกับเงินทองค่าใช้จ่าย ก็หวังว่ารัฐบาลจะสามารถต่อยอดและทำเรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้ในภายภาคหน้า 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

2.คิดไปทำไป การปรับเปลี่ยนไปมา ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเงิน เทคโนโลยีที่ใช้ และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายดิจิทัลวอลเลต และการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงเรื่องของโครงการแลนบริด ซึ่งในนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลตใช้งบประมาณภาษีกับประชาชน กว่า 5 แสนล้านบาท จะเป็นการใช้งบประมาณที่เราลูกหลานเราต้องมาชดใช้ในอนาคต รวมถึงเป็นการเบียดบังงบประมาณที่สามารถใช้แก้ปัญหาเรื่องอื่นๆในระยะยาวต่อได้ มีการเปลี่ยนมาแล้ว 4 ครั้ง เทียบก่อนเลือกตั้งกับครั้งล่าสุด เช่น ก่อนเลือกตั้งบอกใช้ super app และบล็อกเชน ให้ 56 ล้านคน เริ่ม กพ. 67 แต่ตอนนี้บอกใช้แอพเป๋าตัง ให้ 50 ล้านคน เริ่ม พ.ค.67 

สิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลคือต้องมีแผน 2 หากจะเอา wallet ไม่ควรที่จะต้องปรับเปลี่ยนอีกแล้ว แต่หากจะไม่เอาดิจิตอล wallet ก็จะต้อง มีความชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว 

3.คิดสั้นไม่คิดยาว เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าไฟ ค่าพลังงาน ค่าคมนาคม ลดรถไฟฟ้า 20 บาทตลอด มีแต่มาตรการระยะสั้นและยังไม่เห็นมาตรการการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เช่นเรื่องของการลดค่าไฟฟ้า ให้อยู่ที่ 3.99 บาท/ต่อหน่วย หรือลดค่าโดยสาร รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ตอนนี้ยังไม่เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นลม 

4. คิดใหญ่ทำเล็ก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ว่าจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ หรือการบริหารการท่องเที่ยวผ่านวีซ่าฟรี และการลดความเหลื่อมล้ำให้กับประเทศไม่ว่าจะเป็นที่ดินสปก. และค่าแรงซึ่งเราเห็นนายกรัฐมนตรีมีสั่งการ เมื่อไม่ได้ตัวเลขที่ควรจะเป็น หรือตัวเลขที่ได้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ ซึ่งมีการแสดงออกถึงความไม่พอใจ 

โดยสิ่งที่รัฐบาลทำแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี และมีความคล้ายคลึงกับนโยบายที่ก้าวไกลเคยเสนอไว้ ว่าคณะกรรมการซอฟพาวเวอร์ การเคาะงบประมาณ 5 พันล้านบาท สนับสนุน 11 อุตสาหกรรม หรือการทำเฟสติวัล Winter festival และสงกรานต์ตลอดเมษายน แต่สิ่งที่ควรจะเป็นคืออยากเห็นการเสนอแก้กฎหมาย เช่น พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ เพิ่มเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน หรือการแก้กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ เพื่อลดขั้นตอนขออนุญาตกองถ่ายหรือจัดเฟสติวัล หรือการสนับสนุนการรวมตัวของแรงงานฟรีแลนซ์ รวมไปแก้ถึงการแก้กฎกระทรวงสุราก้าวหน้า เป็นต้น

5.คิดอย่างทำอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเมือง เช่น ร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติที่มาของสสร. และไม่ชัดเจน เรื่องคำถามและจะมีสสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% หรือไม่ การปฏิรูปกองทัพ ทั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่สภาสมัยที่แล้วในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทยมีความคิดที่เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับพรรคก้าวไกล แต่การกระทำตอนนี้ค่อนข้างตรงข้ามกับสิ่งที่เคยคิดไว้ 

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

สำหรับความคาดหวังการทำงานของรัฐบาลในปีหน้า ที่รัฐบาลควรมี Strategic Roadmap ที่ชัดเจน ต้องการเห็นโรดแมป 1 ปี ที่สะท้อนให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และแผนในการปฏิบัติคืออะไร โรดแมปที่ดีก็คือการมีแผนที่ชัดเจนในการทำงาน ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ มีเป้าหมาย KPI ที่ชัดเจน , มีกระบวนการทำงานที่เป็นมืออาชีพในการผลักดัน จะมีเป้าหมายอย่างไรและจะมีกระบวนการไปถึงเป้าหมายนั้นอย่างไร , การทำงานของรัฐบาลผสมที่ต้องทำงานให้เป็นเอกภาพมากกว่านี้ , การศึกษาโครงการสำคัญๆ อย่างละเอียด เช่น เมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์ ต้องมีความชัดเจนและมีระยะเวลาที่ชัดเจน


ส่วนกระแสปีหน้า อาจมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากนายเศรษฐา ทวีสินเป็นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และโครงการดิจิตอลวัลเลตจะไม่เกิดนั้น นายพิธา กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางน่าจะเหมาะสมมากกว่าการหาทางลง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้ แต่ขอให้ปรับเปลี่ยนทิศทางมีเป้าหมายและมีความเป็นมืออาชีพ ก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆที่ดูแล้วเหมือนร้อนในปีหน้า ก็จะเบาบางลงได้และการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ควรให้โอกาสนายกรัฐมนตรีได้ทำงานก่อน ส่วนในอนาคตก็มีการประเมินสถานการณ์อยู่เรื่อยๆแต่คงไม่เป็นสาระสำคัญในการแถลงวันนี้ 

ส่วนตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำที่ยังไม่เห็นตัวเลขชัดเจน เนื่องจากนายเศรษฐาดูเหมือนไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่พอใจในตัวเลข นายพิธา กล่าวว่าเห้นอยู่แล้วเป็นการประชุมคณะกรรมการไตรภาคี หากเป็นตนก็จะไปดูสูตรการคำนวณ ซึ่งนอกจากจะสั่งงานว่าเอาเป้าหมายอย่างไร แต่ส่งคนเข้าไปดูว่ากระบวนการเกิดขึ้นอย่างไรก็จะไม่มีเซอร์ไพรส์ออกมาในหน้าข่าว หากมีการตามงานภายใน ก็จะไม่เกิดขึ้น จึงอยากเสนอแนะนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่สามารถสั่งการลงไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที  เพราะการบริหารราชการแผ่นดินแตกต่างกับเอกชน ที่จะต้องมีกระบวนการในการบริหารงานและให้คนไปติดตามว่าสิ่งที่สั่งการนั้นเป็นไปได้ทางกฎหมายหรือไม่ ถ้าเป็นไปไม่ได้ก็จะต้องมีการปรับแก้อย่างไร

นโยบายทางด้านการเมืองของรัฐบาลชุดยังไม่ชัดเจน แต่เน้นการแก้เศรษฐกิจ นายพิธา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ส่วนใหญ่คาดหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงพอสมควร โจทย์หินของรัฐบาล คือเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ GDP ที่ไม่แน่ใจว่าจะถึง 2% หรือไม่ เรื่องของดิจิตอลวาเล็ตที่อยู่ในกฤษฎีกา เรื่องของการท่องเที่ยวที่รายได้ไม่ถึง 4 แสนล้านบาทตามเป้าหมาย แม้จะมีคนมาท่องเที่ยว 27 ล้านคนก็ตาม การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่คาดไว้ในระดับ60% ดังนั้นฟรีวีซ่าตรงนี้ ก็ไม่เพียงพอ คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาล หากฟังประชาชนบ้าง เพื่อนนักการเมืองบ้างว่ามีความจำเป็นว่าจะต้องทำงานแบบมีโรดแมป

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง
'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

‘พิธา’ มั่นใจขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้น เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565461

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' มั่นใจขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้น เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด

สัปดาห์หน้า ‘พิธา’ เตรียมขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้นITV มีเปิดหลักฐานเด็ดผู้จัดการมรดกที่ไม่เคยเปิดเผย ส่วนคดี 112 ของพรรคคก้าวไกล พร้อมเช่นกัน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีถือหุ้นสื่อ ITV ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ว่า เตรียมดูคำถ้อยแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรและพร้อมที่จะขึ้นให้การไต่สวนพยาน ทั้งหลักฐานส่วนตัวการผู้จัดการมรดกหรือไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะมองเรื่องของรายได้ ลายเส้นที่ต้องขอจาก กสทช. ซึ่งกสทช.ได้ตอบกลับมาชัดเจนว่า ไม่มีลายเส้นการทำสื่อของ itv

ตรงนี้ก็พร้อมที่จะขึ้นบัลลังก์ในการต่อสู้ มั่นใจว่าจะไม่ถูกตัดสินหรือลงโทษ 100% ถ้ามีการเทียบฎีกาวินิจฉัยช่วงคดีที่ผ่านมา แต่ในเรื่องของผู้จัดการมรดก ก็มีหลักฐานที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหน ก็คงใช้ในการอธิบาย 

ส่วนไต่สวนพรรคก้าวไกล ในคดีมาตรา 112 วันที่ 25 ธันวาคม นายพิธา กล่าวว่า เอกสารเสร็จเรียบร้อยทั้ง 2 อัน เร็ววันนี้จะเดินทางไปยื่นกับศาลใน พร้อมที่จะไต่สวนในวันที่ 20 และ 25 และแน่นอนว่าไปด้วยตัวเอง

‘ศักดิ์สยาม’ แจงปม ซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ศาลฯ นัดชี้ขาด 17 ม.ค. 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565407

14 ธ.ค. 2566

'ศักดิ์สยาม' แจงปม ซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ศาลฯ นัดชี้ขาด 17 ม.ค. 67

‘ศักดิ์สยาม’ แจงปม ซุกหุ้น ‘บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น’ ขอบคุณ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้โอกาสแจงข้อเท็จจริง ลุ้น ชี้ขาด 17 ม.ค. 2567

เป็นอีกหนึ่งมหากาพย์ของคดี ปม “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จนนำไปสู่การสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีชั่วคราว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดไต่สวนมาเป็นระยะ 

ศักดิ์สยาม ชิดชอบศักดิ์สยาม ชิดชอบ

(14 ธ.ค. 2566) ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีนัดไต่สวนพยานบุคคล ในคดีที่ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน จำนวน 54 คน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วน และเป็นผู้ถือหุ้น และเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชัน ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้น หรือกิจการของห้างหุ้นส่วน “บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น” เป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วน และหุ้นของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4(1) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่

โดยผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวนพยาน รวม 6 ปาก คือ นางวราภรณ์ เทศเซ็น, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์, น.ส.วรางสิริ ระกิติ, น.ส.ฐิติมา เกลาพิมาย และ น.ส.อัญชลี ปรุดรัมย์ โดยตอบข้อซักถามของศาลและของคู่กรณี คดีเป็นอันเสร็จการไต่สวน และศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 17 ม.ค. 2567 เวลา 14.00 น. ซึ่งวันนี้ใช้เวลาในการไต่สวน นานกว่า 5 ชั่วโมง

ศักดิ์สยาม ชิดชอบศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ด้านนายศักดิ์สยาม กล่าวภายหลังการเข้าไต่สวน ว่า ขอขอบคุณศาลฯ ที่ให้โอกาสชี้แจงในวันนี้ แต่รายละเอียดทั้งหมดต้องรอคำวินิจฉัย เพราะได้แจ้งข้อเท็จจริงไปแล้ว และวันนี้ถือว่าชี้แจงได้อย่างครบถ้วน

และเมื่อถามต่อว่า ฟังการไต่สวนแล้วไม่หนักใจอะไรใช่หรือไม่ นายศักดิ์สยาม ปฏิเสธที่จะตอบ พร้อมหัวเราะ และขออนุญาตกลับก่อน

‘ชินภัสร์’ ยุติบทบาท รองโฆษก รทสช. ทิ้งบอมม์พรรค ทำงานแบบเดิมส่อสูญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565403

14 ธ.ค. 2566

'ชินภัสร์' ยุติบทบาท รองโฆษก รทสช. ทิ้งบอมม์พรรค ทำงานแบบเดิมส่อสูญพันธุ์

‘เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา’ รองโฆษก รทสช. ลาออกสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เผย 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่กลไกภายในพรรคยังทำงานแบบเดิม ชุดความคิดเดิมๆ ไม่ปฏิรูปตัวเอง ส่อในอนาคตสูญพันธุ์

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2566 นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งว่า จดหมายลาออกสมาชิกพรรค 10 ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนเเปลงไปในทุกมิติ ผมสัมผัสได้ว่าคนไทยต้องการความเปลี่ยนแปลง ประชาชนไม่ต้องการการเมืองเดิมๆ นักการเมืองรุ่นเก่าเดิมๆ ชุดความคิดเดิมๆอีกต่อไป

นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา  ในวันเปิดตัวทีมโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาตินายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา ในวันเปิดตัวทีมโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผมอยู่สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติมา 10 เดือน บินไปเข้าประชุมพรรคจากเชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ทุ่มเทพลังกายและพลังใจทํางานกับพรรคมาตลอด ผมจึงกล้าพูดได้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้ ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนระบบภายใน เเละยังทํางานเเบบเดิม

นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา  ถอดใจการทำงานการเมืองแบบเดิมๆ ภายในพรรครวมไทยสร้างชาตินายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา ถอดใจการทำงานการเมืองแบบเดิมๆ ภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผู้บริหารพรรคในอุดมคติของผมต้องกล้าชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เข้าถึงง่าย ฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค ใจถึง ทํางานเชิงรุก ทำงานมีระบบ และกล้าเปลี่ยนแปลง

หากฝ่ายอนุรักษ์ไม่ปฏิรูปตัวเอง ฝ่ายอนุรักษ์จะไม่มีพื้นที่เหลือในอนาคต

ส่วนสถาบันกษัตริย์ยังคงต้องมีอยู่ จุดยืนข้อนี้ของผมชัดเจน เเต่ฝ่ายอนุรักษ์ต้องมีมากกว่า ‘ปกป้องสถาบัน’ และ ‘ห้ามเเตะ 112’ ไปวันๆ

ผมจึงตัดสินใจลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และขอยุติบทบาทรองโฆษกพรรค ณ บัดนี้

ด้วยความเคารพ

เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา

14 ธันวาคม 2566

‘มาดามเดียร์’ ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ แต่ไม่ลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565378

14 ธ.ค. 2566

'มาดามเดียร์' ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ แต่ไม่ลาออก

‘มาดามเดียร์’ ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ ไม่ขอเข้าร่วม ยืนยัน ไม่ลาออก แต่พร้อมทบทวน หากกลับลำร่วม รัฐบาล

เดียร์ วทันยา บุนนาค หรือ “มาดามเดียร์”สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดใจถึงบทบาทของตัวเองต่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนี้ว่า จะยังคงตั้งมั่น และมุ่งมั่น เดินหน้าทำงานสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก้ไขกฎหมายที่เป็นปัญหาต่อประชาชนต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีตำแหน่ง หรืออำนาจใดๆ แต่กิจกรรมทั้งหมด ที่ขับเคลื่อนโดยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะของดเว้น และยุติบทบาทการทำงานกับพรรคฯ แต่จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อไป แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพรรค โดยเฉพาะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน จะไม่ขอเข้าร่วม

เดียร์ วทันยา บุนนาคเดียร์ วทันยา บุนนาค

เดียร์ วทันยา ยังกล่าวถึงการสืบหาข้อเท็จจริง กรณีที่มีแชทหลุด ล็อบบี้สกัดการลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของตนเอง โดยมั่นใจว่า สื่อมวลชนได้มีการเปิดเผยชื่อของผู้ส่งข้อความดังกล่าวแล้ว และยังเป็น 1 ในคณะกรรมการบริหารพรรค ปชป.ชุดใหม่ด้วย ซึ่งเชื่อว่า การสกัดกั้น กีดกันการแข่งขันของตนนั้น สังคมจะรับทราบ และเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา

แต่เหตุที่เกิดขึ้น มาดามเดียร์ กล่าวว่า ไม่ขอไปร้องเรียนใดๆ เพิ่มเติม เพราะการเลือกหัวหน้าพรรคฯ ได้ข้อยุติแล้ว พร้อมย้ำว่า ตนเองไม่ศรัทธา ในวิถีการทำงานการเมืองในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะการมีแชทไลน์การล็อบบี้หลุด หรือการกีดกันสกัดกั้นทางการเมือง ที่สะท้อนความไม่เป็นธรรม และเป็นข้อกังขาถึงความสง่างามของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ตนจึงขอยุติบทบาท และกิจกรรมทางการเมือง ที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยจะยังคงเหลือเพียงการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนสาเหตุที่ไม่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทั้งที่สมาชิกรุ่นเก่า ตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น เดียร์ วทันยา ระบุว่า ระหว่างนี้ ยังขอรอดูทิศทางการทำงานของพรรคให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน เพราะยังจะต้องให้ความเป็นธรรมกับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ด้วย แม้จะไม่ได้ศรัทธา และไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารของกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่กำลังจะดำเนินไป จึงไม่เร่งผลีผลามตัดสินใจ และจะอดทน ไม่ย่อท้อต่อการทำงานทางการเมือง ดังนั้น จึงไม่เร่งสรุป หรือตัดสินใจใดๆ และยังตั้งมั่นทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องไปข้องเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของพรรค

เดียร์ วทันยา ยังยอมรับด้วยว่า หากคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ นำพาพรรคฯ ไปร่วมรัฐบาล ก็จะเป็นจุดทบทวนที่สำคัญ ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เฉพาะตนเองเท่านั้น แต่จะเป็นจุดทบทวนของสมาชิกพรรคทุกคน รวมถึงประชาชนผู้ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่า ประชาชนเชื่อมั่นการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดมั่นใจอุดมการณ์ และจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ไม่ได้แสวงหาประโยชน์และอำนาจ

‘สภาล่ม’ ประเดิมวันเปิดสมัยประชุมสภา รัฐบาลจ้องปัดตก ร่างข้อบังคับก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565359

13 ธ.ค. 2566

'สภาล่ม' ประเดิมวันเปิดสมัยประชุมสภา รัฐบาลจ้องปัดตก ร่างข้อบังคับก้าวไกล

สภาล่ม ครั้งแรก ประเดิมการเปิดสมัยประชุมสภาที่ 2 ประจำปี 2566 เหตุรัฐบาลจ้องปัดตก-ขวางส่งร่างข้อบังคับพรรคก้าวไกลให้ กมธ.กิจการสภาฯ พิจารณา สุดท้ายพลาดท่า องค์ประชุมไม่ครบ ‘หมออ๋อง’ สั่งปิดประชุมสภา

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันแรก หลังเปิดสมัยประชุมสภา สมัยสามัญที่ 2 ประจำปี 2566 ที่มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในช่วงเย็นวันนี้ (13 ธ.ค.2566) ได้สั่งปิดประชุมสภา เนื่องจาก องค์ประชุมไม่ครบ ระหว่างการพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรก้าวหน้า ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอ 

โดยมีหลักการใหม่ ๆ เช่น ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่กี่ยวข้องกับการเงิน โดย สส. หรือภาคประชาชน หากนายกรัฐมนตรี ไม่อนุมัติกลับมายังสภาฯ ให้ถือว่า นายกรัฐมนตรีอนุมัติ, การเพิ่มกระทู้ถามสด ระหว่างนายกรัฐมนตรี กับผู้นำฝ่ายค้านฯ และ สส.คนอื่น ๆ ประมาณ 5 คน / สัปดาห์ หรือ PrimeMinister’sQuestion ตามแบบสภาผู้แทนราษฎรของสหราชอาณาจักร 

รวมถึงการกำหนดให้ สส.ฝ่ายค้านจะต้องทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต, กรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการใช้งบประมาณ และกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

โดยในการอภิปรายของ สส.พรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่นั้น ไม่เห็นด้วยกับร่างข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งก่อนที่จะมีการลงมตินั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เสนอญัตติให้ชะลอการลงมติไว้ก่อน เพื่อส่งร่างข้อบังคับฉบับนี้ ให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา หรือส่งร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรฉบับพรรคร่วมรัฐบาล มาประกบฉบับของพรรคก้าวไกล

แต่นายศรัณฑ์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลได้มีมติแล้วว่า จะไม่ส่งไปให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และขอให้มีการลงมติต่อเนื่องในทันที ทำให้ที่ประชุมต้องลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการส่งร่างข้อบังคับการประชุมฯ ฉบับพรรคก้าวไกล ไปให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาก่อนหรือไม่ 

โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 223 เสียง ต่อ 151 เสียง ไม่ให้ส่งไปกรรมาธิการฯ พิจารณาก่อน ซึ่งผลคะแนนที่ปรากฏดังกล่าว สะท้อนว่า มี สส.พรรคร่วมรัฐบาล เข้าร่วมการประชุม 223 คน จากทั้งหมด 499 คน

จากนั้น ที่ประชุมฯ ได้เข้าสู่ขั้นตอนการลงมติร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล ในวาระแรก โดยมีการตรวจสอบองค์ประชุม ซึ่งมี สส.แสดงตน 332 คน ก่อนจะมีมติเสียงข้างมาก 223 เสียง ต่อ 1 เสียง ไม่รับหลักการร่างข้อบังคับการประชุมดังกล่าว จากจำนวนผู้ลงมติ 228 เสียง ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม

ทำให้เกิดการประท้วงกันในที่ประชุม โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ได้โต้แย้งว่า ประธานในที่ประชุม ได้ตรวจสอบองค์ประชุมแล้ว ซึ่งมีจำนวน สส.แสดงตนครบองค์ประชุม ดังนั้น ในการลงมติผู้ที่ไม่กดมติ จึงเท่ากับไม่มีเจตนาจะลงมติ ไม่ใช่องค์ประชุมให้ครบ จึงขอให้ประธานฯ วินิจฉัยให้ดี 

ก่อนที่นายณัฐพงษ์ จะลุกขึ้นโต้แย้ง นายภราดร เนื่องจาก ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว ที่ในขั้นตอนการแสดงตนครบองค์ประชุม แต่ในการลงมติกลับไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งนายชวน ให้ถือว่า ไม่ครบองค์ประชุม และต้องปิดการประชุม

ขณะที่ นายวรวงศ์ วรปัญญา สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ได้เรียกร้องให้นายปดิพัทธ์ วินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานในอนาคต เนื่องจาก ในอดีตตนไม่ขอวินิจฉัย แต่ในวันนี้ (13 ธ.ค.) นายปดิพัทธ์ ได้ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุม จึงขอให้มีการวินิจฉัยด้วย เช่นเดียวกับ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ที่ขอให้นายปดิพัทธ์ ทบทวนการวินิจฉัย เพราะองค์ประชุมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร คือ สส.ที่อยู่ในห้องประชุม ไม่ว่าฝ่ายใดจะมามากหรือมาน้อย

จนท้ายที่สุด นายปดิพัทธ์ ได้ยืนยันว่า ในขั้นตอนการลงมตินั้น องค์ประชุมที่ประชุมครบ แต่ในการลงมติเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบในการพิจารณานั้น จะต้องมีองค์ประชุมมากกว่ากึ่งหนึ่ง จะใช้เฉพาะเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวไม่ได้ พร้อมสั่งปิดการประชุม ทำให้เหตุการณ์สภาล่มครั้งนี้ ถือเป็นการล่มครั้งแรก ประเดิมการเปิดสมัยประชุมสภาที่ 2 ประจำปี 2566

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ภายหลังการลงมติญัตติของนายณัฐพงษ์ ที่ขอให้ที่ประชุมส่งร่างข้อบังคับการประชุมฯ ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล ไปให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาก่อนนั้น สส.พรรคก้าวไกล พบว่า สส.พรรคร่วมรัฐบาล อยู่เข้าร่วมประชุมไม่ถึงครึ่งหนึ่งขององค์ประชุมที่มี ทำให้ในการลงมติวาระแรกนั้น สส.พรรคก้าวไกล ไม่ได้มีการกดการลงคะแนน จึงทำให้องค์ประชุมดังกล่าวไม่ครบ จนเป็นเหตุให้ปิดการประชุมสภาในที่สุด