ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ สุ่มเสี่ยง ‘ยุบพรรค’ คดีล้มล้างการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568081

30 ม.ค. 2567

ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ สุ่มเสี่ยง ‘ยุบพรรค’ คดีล้มล้างการปกครอง

ระทึกขวัญกว่าคดีหุ้นไอทีวี พิธา-พรรคก้าวไกล ลุ้นศาลวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครอง วิเคราะห์ 3 แนวทาง ส่อผลเป็นลบ กระทบยุบพรรค

ชัยชนะยกแรก หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ปฏิบัติหน้าที่ สส.ต่อไปได้ ในคดีคำร้องถือหุ้นสื่อไอทีวี เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2567


พ้นบ่วงคดีถือหุ้นไอทีวี ก็เหมือนพิธา และพรรคก้าวไกลติดปีก แต่ก็ยังส่งเสียงเฮไม่สุด เพราะบ่วงคดีล้มล้างการปกครอง ยังรออยู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 31 ม.ค. 2567


‘คดีล้มล้างการปกครอง’ ที่เรียกกันง่ายๆ นั้น มีที่มาจากคดีที่ ธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ใน 2 ประเด็นคือ
 

ประเด็นแรก เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. … เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 


ประเด็นที่สอง ใช้เรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 


ทั้งสองประเด็นนี้ ผู้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา  49 วรรคหนึ่ง หรือไม่?

เมื่อในคำร้องของทนายธีรยุทธ มีคำว่า ‘ล้มล้างการปกครอง’ จึงตามมาด้วยการวิเคราะห์เรื่องจะยุบ-ไม่ยุบพรรคก้าวไกล

ขอแค่ให้หยุด
จริงๆ แล้ว ธีรยุทธ สุวรรณเกสร ผู้ที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีการขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลแต่อย่างใด 


ในคำร้องได้สรุปไว้ว่า ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญโปรดมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง (พิธา และพรรคก้าวไกล) หยุดที่จะนำนโยบายยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 มาใช้เป็นนโยบายในการหาเสียง และขอให้หยุดในการสัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่อง 112  ไม่ว่าจะต่อสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ


ผู้ร้องต้องการให้หยุดทำ 2 เรื่องดังกล่าว เพราะสิ่งที่พรรคก้าวไกลดำเนินการอยู่ จะเป็นการเปิดช่องเปิดโอกาสให้มีผู้ฉกฉวยเอาไปใช้ประโยชน์ในการก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ 


ขณะเดียวกันก็มีกรณีเทียบเคียงในเรื่องนี้ เมื่อ ณฐพร โตประยูร เคยไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ประกาศข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563


ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่า ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือน และส่งผลอันเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย ที่แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิด แต่การเซาะกร่อน บ่อนทำลายดังกล่าว จะทำให้เกิดขึ้นในวันหน้าอย่างแน่นอน 


ดังนั้น หากในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ มีการระบุว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง 


จุดนี้อาจเป็นสารตั้งต้นให้มีการไปยื่น กกต. ให้เอาผิดผู้ถูกร้อง(พิธาและพรรคก้าวไกล) ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกลในฉากต่อไป

3 แนวทางวินิจฉัย
เมื่อพิจารณาคำร้องของ ธีรยุทธ สุวรรณเกสร อย่างถี่ถ้วน ก็จะเห็นได้ว่า ผู้ร้องขอให้หยุดการกระทำ ไม่ได้ขอให้ยุบพรรค ฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่วินิจฉัยเกินคำร้องของผู้ร้อง


อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านกฎหมาย-รัฐศาสตร์หลายสถาบัน ได้สรุปความเป็นไปได้ของคดีล้มล้างการปกครองไว้ 3 แนวทาง


แนวทางแรก ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีคำสั่งยกคำร้อง


แนวทางที่สอง ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง จึงสั่งให้หยุดการกระทำ


แนวทางที่สาม ศาลวินิจฉัยว่า เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งให้ยุบพรรค


ถ้ายึดตามคำร้องของธีรยุทธ แนวทางทางที่สาม ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะไปไกลเกินคำร้อง ซึ่งคำร้องไม่ได้ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล


แนวทางที่สอง มีความเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งถ้าศาลสั่งให้หยุดการกระทำต้องดูเนื้อหาต่อไป หยุดไม่ให้ใช้หาเสียงในวันข้างหน้า หรือหมายรวมถึงการกระทำในเรื่องนี้ทุกกรณี


ในมิติทางการเมือง มีนักวิเคราะห์สถานการณ์ตั้งสมมุติฐานว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมอยากจะเก็บพรรคก้าวไกลเอาไว้ ให้ต่อกรกับพรรคเพื่อไทย จึงไม่มีธงยุบพรรค


ด้านหนึ่งก็มีบทเรียนอยู่แล้วว่า การเอาพรรคอนาคตใหม่ออกไป ก็ฆ่าไม่ตาย มีตัวตายตัวแทน และมีพรรคก้าวไกลที่โตวันโตคืน


อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ จะไปต่อแบบใด ก้าวไกลก็ยังระทึกขวัญต่อไป  

ไร้กังวล หลุดสส.”จิรัฏฐ์” ยัน “ใบ สด.43” ของจริง 100% รับจากมือเจ้าหน้าที่รัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568069

29 ม.ค. 2567

ไร้กังวล หลุดสส."จิรัฏฐ์" ยัน "ใบ สด.43" ของจริง 100% รับจากมือเจ้าหน้าที่รัฐ

จิรัฏฐ์ สส.ก้าวไกล ยันเอกสาร “ใบ สด.43” ของจริง 100% บอกรับจากมือเจ้าหน้าที่ในสถานที่ราชการ มองไม่เมคเซ้นส์ ปลอมเอกสารในขณะคดีหมดอายุความแล้ว ถามกลับกองทัพเบี่ยงประเด็นหรือไม่ ย้ำถ้าผิดต้องสอบ 5 พันโท-พันเอก ที่เป็นรับรองด้วย

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2567 นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ตั้งโต๊ะแถลง กรณี ใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ไม่ครบองค์ประกอบและเตรียมรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีนั้น ว่า เอกสารจริงแน่นอน 100% เพราะตนรับมาจากมือเจ้าหน้าที่ ในสถานที่ราชการ ตนก็ไม่รู้ว่ามันจะปลอมอย่างไร สมมติว่าตนหนีทหารจริง มันก็หมดอายุความไปแล้ว จะปลอมแปลงเอกสารเพื่อให้ตัวเองเสี่ยงไปทำไม จะกล่าวหาตนว่าปลอมแปลงเอกสารในคดีที่หมดอายุความไปแล้วหรือไม่ มันไม่เมคเซ้นส์

นายจิรัฏฐ์ ยังกล่าวว่า เท่าที่ตนอ่านข่าว นรด. ระบุว่าไม่เจอคนที่ชื่อนวรินทร์ (ชื่อเก่า) ไม่เจอต้นขั้ว ตนคิดว่าก็ไม่แปลก แต่ถ้าไม่เจอต้นขั้วจิรัฏฐ์ อันนี้ตนว่าแปลก เป็นการกลั่นแกล้งตนหรือไม่ ทำต้นขั้วตนหายหรือไม่ เพราะมีเลขกำกับอยู่

“มีลายเซ็นรับรองความถูกต้อง พันเอก พันโท พันเอก พันโท 5 คน ซึ่งมันไปตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าปี 2554 ใครมาประจำที่เขตนี้ ดูลายเซ็นก็รู้แล้ว แล้วถ้าบอกว่าเอกสารของผมไม่ครบองค์ประกอบ ก็ต้องไปถาม 5 คนที่เขาเซ็นรับรองความถูกต้องสิ มาถามอะไรผม” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

นายจิรัฏฐ์ ระบุว่า จะมาตรวจสอบตน ตนยินดีอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องมาเล่นข่าวบิดเบือนให้มันเปลี่ยนประเด็น เรื่องนี้ อยู่ดีๆมีคนสงสัยว่า สส.หนีทหาร แถมเป็น สส.ฝ่ายค้านด้วย ไม่ถึง 2 วัน ตั้งโต๊ะแถลงเป็นฉากๆ บริการข้อมูลอย่างดี รวดเร็วมาก แล้วคำถามอื่นๆ ที่ตนถาม ที่สังคมถาม ตนเป็นผู้แทน เป็นตัวแทนประชาชนด้วย มีหน้าที่ตรวจสอบ ถามอะไรไปทำไมไม่ตอบ ไม่แถลงบ้าง

“นายพลมีกี่คน ไม่แถลงเหรอครับ สนามกอล์ฟ โฆษกก็ยืนยันเองว่าเปิดบริการให้ประชาชนใช้ เป็นธุรกิจชัดเจน แต่ไม่เคยส่งให้คลังสักบาท ไม่แถลงล่ะ คนสงสัยทั้งประเทศ เรื่องนี้ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ 2 วันติด ไม่เห็นแถลง สนามมวยมีรายได้เท่าไหร่ เงินไม่เข้าประเทศสักบาทเดียว ไม่แถลงล่ะ ปั๊มน้ำมัน 150 ปั๊ม มีไปทำไม เอาเงินไปเข้ากระเป๋าใคร ไม่แถลง เงียบกริบ รายได้ปีละเป็นหมื่นล้านเข้ากระเป๋าใคร แถลงดิ เอ้อ” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามตอนนี้ประเด็นกลายเป็นว่าจากหนีทหารเป็นปลอมแปลงเอกสาร นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าไม่เมคเซ้นส์ ตนจะปลอมแปลงเพื่ออะไร ให้ตัวเองมีความผิดทำไม อยู่ดีไม่ว่าดี ในเมื่อคดีหมดอายุความไปแล้ว

ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าไม่ได้ไปจับใบดำใบแดงหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ ย้ำว่า ตนยืนยันตามที่พูดไปหมดแล้ว ว่าได้ใบ สด.43 มาอย่างไร ยืนยันว่าไม่ได้โกหก ตนไม่ได้ทำแบบนั้นเลยจริงๆ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ไม่มีใครเสียหายด้วย

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนเปลี่ยนชื่อมาเป็นจิรัฏฐ์ก่อนเกิดเรื่อง 4-5 ปี ย้ำว่าไม่ได้หนี อาศัยอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้ย้ายไปไหน

“โรงพักก็ไม่ได้ไกลจากบ้านครับ ถ้าหนีทหาร เขาต้องมาจับแล้ว” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

สำหรับหลังจากนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไร นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนก็รอเขาตรวจสอบ ตนบอกว่าเอกสารจริงก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องเป็นคนตรวจสอบ ไม่ใช่ให้ตนมายืนพิสูจน์ความจริง

ส่วนกังวลหรือไม่เพราะอาจจะหลุด สส.ได้ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะตนได้รับจากเจ้าหน้าที่ราชการทหาร ถ้าบอกว่าปลอม 5 คนที่เขาเซ็นรับรองความถูกต้อง เขาปลอมเอกสารมาให้ตนหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่าจะเป็นประเด็นใหม่ให้เอาผิดเจ้าหน้าที่หรือไม่ ที่รับรองเอกสารให้ไม่ครบองค์ประกอบ นายจิรัฏฐ์ ตอบกลับว่า ถ้าเป็นแบบนั้นตนผิดอะไร ถ้าตนจะเรียกร้อง จะขอเรียกร้องว่าอย่าเบี่ยงประเด็น ต่อให้ไม่มีตน ข้อเท็จจริงที่ตนเรียกร้องก็ยังอยู่

ทบ.แถลง “สส.จิรัฏฐ์” หนีทหาร ปลอมเอกสาร “ใบ สด.43” เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568061

29 ม.ค. 2567

ทบ.แถลง “สส.จิรัฏฐ์” หนีทหาร ปลอมเอกสาร “ใบ สด.43” เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

กองทัพบก ตั้งโต๊ะแถลง ปม ใบ สด.43 “สส.จิรัฏฐ์” พรรคก้าวไกล ของจริงต้ององค์ประกอบครบ เผยอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เตรียมแจ้งความดำเนินคดี คาด 1-2 วัน ฐานปลอมแปลงเอกสาร โทษขึ้นอยู่ที่การพิจารณาของศาล ยันต้นขั้วมีครบ

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2567 ที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณี “ใบ สด.43” โดยพล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(ผบ.นรด.) กล่าวว่า ต้องการชี้แจงลำดับขั้นตอนการได้มาซึ่ง ใบ สด.43 ที่ถูกต้อง ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือผู้ที่ผ่านกระบวนการตรวจเลือกมาจับใบดำใบแดง จะต้องมีประธานและคณะกรรมการลงลายเซ็นทั้งหมด และจะได้รับเอกสารจากวันตรวจเลือก จากมือประธาน 

พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หรือ ผบ.นรด.พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หรือ ผบ.นรด.

ส่วนอีกกรณีคือ ผู้ที่ผ่อนผัน ก็จะได้ “ใบ สด.43” กลับไปเช่นเดียวกัน แต่จะมีช่องเขียนว่าผ่อนผัน ซึ่งเงื่อนไขสำคัญคือจะต้องได้รับจากมือประธาน ในวันตรวจเลือกเท่านั้น ถ้าไปได้วันอื่น จะมาบอกว่าวันนั้นไม่มา แล้วมาวันหลังมาจับใบดำ-ใบแดง แล้วได้ สด.43 กลับไป อันนี้ไม่มีโดยกระบวนการ “ยืนยันว่าวิธีการเป็นแบบนี้ และจะได้รับเพียง 2 รูปแบบเท่านั้น”

ผบ.นรด.พร้อมนำ ใบ สด.43 ที่ถูกต้องมาแสดง ให้สื่อมวลชนเห็นรายละเอียด

ทบ.แถลง “สส.จิรัฏฐ์” หนีทหาร ปลอมเอกสาร “ใบ สด.43” เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

ใบ สด.43ใบ สด.43

สำหรับขั้นตอนการผ่อนผันนั้น เริ่มเกณฑ์ตั้งแต่ อายุ 21 ถึง 26 ปี หากอยู่ระหว่างศึกษา สามารถผ่อนผันได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไข หากพ้นเงื่อนไข กรณีถ้าต้องเป็นคดีความ หากศาลตัดสินแล้ว ก็ต้องมาเป็นทหารเลย เงื่อนไขมีเท่านี้ วิธีการอื่นไม่ใช่ขั้นตอนที่ทางราชการออก

ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ยืนยันว่าได้จัดเก็บหลักฐานการตรวจเลือกทหารไว้ทั้งหมด แยกไปหลายส่วน เพื่อป้องกันการทุจริต อย่างน้อยสามารถตรวจสอบได้หลายทาง

“สด.43 หัวใจหลักมีอยู่ 2 อย่าง คนต้องเซ็นครบ คือกรรมการ 5 ท่าน ครบทุกช่อง และต้องรับจากมือประธานกรรมการตรวจเลือกในวันนั้นเท่านั้น และวันเดียวด้วย ไปรับวันอื่นก็ไม่ใช่ ส่วนคนที่เข้ากระบวนการไม่ว่าจะจับสลากใบดำหรือใบแดง จะต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย นี่คือหัวใจสำคัญ ถ้าเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้ จะต้องผ่านกระบวนการนี้เท่านั้น ถ้าหากว่าไม่ใช่ ไม่เป็นไปตามที่บอก ก็จะไม่ใช่เอกสารที่ทางราชการออกให้” พล.ท.ทวีพูล ระบุ

ทบ.แถลง “สส.จิรัฏฐ์” หนีทหาร ปลอมเอกสาร “ใบ สด.43” เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

พ.อ.พงศฤทธิ์ ภวังคะนันท์ ผู้อำนวยการกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ชี้แจงว่า น้องๆที่ได้รับหมายเรียก จะต้องเข้ารับการตรวจเลือก ซึ่งจะกำหนดไว้ว่าสถานที่ใดวันใด แบบตายตัวไม่สามารถเป็นวันอื่นได้ และเมื่อมาเข้ารับการตรวจเลือกแล้ว หากอยู่ในรายชื่อผู้ผ่อนผัน มารายงานตัวเสร็จก็จะ ถูกแยกไปเลย แต่ไม่ว่ากรณีใด จะต้องได้รับใบรับรองการตรวจเลือก หรือ สด.43 จากประธานเท่านั้น ซึ่งปีต่อไปก็จะต้องเข้ามารับการตรวจเลือก มาแสดงตนตามวันเวลาที่กำหนด เป็นลักษณะปีต่อปี กรณีอื่นไม่มี

สำหรับการลงใน สด.43 มีอยู่ด้วยกัน 3 ท่อน ท่อนแรก จะเก็บไว้ ที่สำนักงานสัสดีจังหวัด ท่อนที่ 2 เก็บไว้ที่กองทัพภาคภูมิลำเนาทหาร แล้วท่อนที่ 3 อยู่กับเจ้าตัว หากผ่อนผันแต่ละท่อนก็จะถูกเก็บแยก ต่างกันเพื่อตรวจสอบ

“หากไม่มาเข้ารับการตรวจเลือกในปีนั้น สด. 43 ทั้ง 3 ท่อนนั้น ก็จะไม่ได้รับการแจกจ่ายไปที่ใด จะเก็บอยู่ในต้นขั้วทั้งหมด และเมื่อสิ้นสุดการตรวจเลือก จะตอกทำลาย เพื่อเป็นหลักฐานไว้ว่า น้องไม่ได้มาเข้ารับการตรวจเลือก หรือ ขาดรับการตรวจเลือก ก็จะใช้เป็นหลักฐานราชการอีกอย่างหนึ่ง”ผู้อำนวยการกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน อธิบายถึงที่มาของการออก ใบ สด.43

สำหรับผู้ที่มารับการตรวจเลือกไม่ว่าจะได้ใบดำหรือใบแดง ใน ใบ สด. 43 ก็จะระบุไว้ ว่าจับได้แบบใด

เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบต้นขั้ว ของนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลหรือไม่ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ยืนยันว่าใครที่อยู่ในระบบ ต้นขั้วเจอหมด เพราะฉะนั้นชายไทยทุกคน ที่เข้าสู่กระบวนการจะต้องมีต้นขั้ว ส่วนต้นขั้วของนายจิรัฐระบุไว้อย่างไร ขออธิบายว่า ตนอธิบายไปแล้วว่าขั้นตอน ของ สด. 43 มีอะไร ที่ถูกต้อง ลายเซ็นต้องครบลายนิ้วมือต้องพิมพ์ ต้องไปดูว่าสิ่งที่มีผู้แสดงออกมา ว่าสด.43 ใบนั้น เป็นสิ่งที่ราชการออกให้หรือไม่เพราะถ้าไม่ครบ ก็จะไม่ใช่เอกสารที่ทางราชการออกให้

ส่วนจะถือว่าเป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือไม่นั้น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กล่าวว่า เป็นไปตามที่ตนชี้แจงไป ถ้าฟังแต่ต้นจะทราบว่าของจริงต้องนับจากมือประธาน ถ้าองค์ประกอบพวกนี้ไม่ครบก็จะไม่ใช่ของจริง 

เมื่อถามว่า ถ้าเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ในฐานะหน่วยรับผิดชอบตรง จะดำเนินการอย่างไร ผบ.นรด. ระบุ ขณะนี้ กองทัพบก อยู่ในขั้นตอนรวบรวมหลักฐาน และแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ อยู่ในขั้นตอน เข้าใจว่า ใช้เวลาไม่นาน วันถึงสองวันนี้ ดำเนินการ

ส่วนการปลอมแปลงเอกสารมีความผิดอย่างไรนั้น ผบ.นรด. กล่าวว่าความผิดอยู่ที่ศาลจะตัดสิน และการต่อสู้ในชั้นศาล ยืนยันว่าโทษขนาดไหนอยู่ที่การพิจารณาของศาล

พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน กล่าวย้ำในช่วงท้ายของการแถลงข่าวว่า ประเด็น สด.43 เป็นเรื่องที่สังคมสนใจและอยากทราบ จึงออกมาชี้แจงรายละเอียด ยืนยันกองทัพบกไม่ได้นิ่งนอนใจในกรณีนี้เพียงแต่ อยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อไป

ทั้งนี้มีรายงานว่า ต้นขั้ว ใบ สด.43 สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้นับ 10 ปี และกรณีของนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ก้าวไกล ไม่ได้มาเข้ารับการตรวจเลือก จับใบดำ-ใบแดง

งานเข้า “ก้าวไกล” กองทัพบก ไม่พบใบต้นขั้ว ใบสด.43 “สส.จิรัฏฐ์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568056

29 ม.ค. 2567

งานเข้า “ก้าวไกล” กองทัพบก ไม่พบใบต้นขั้ว ใบสด.43 "สส.จิรัฏฐ์"

กองทัพบก ไม่พบใบต้นขั้ว ใบสด.43 “สส.จิรัฏฐ์” เผยใบเรียกมาตรวจเลือกใช้ชื่อ นวรินทร์ หากเปลี่ยนชื่อต้องแจ้ง สัสดี และเมื่อลงชื่อใน สด.43 แล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้

กลายเป็นเผือกร้อนของพรรคก้าวไกล เมื่อ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว.ร้องสอบเอกสาร สด.43 ของ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ก้าวไกล หลังพบชื่อ “นวรินทร์ ทองสุวรรณ์” เคยถูกศาลพิพากษากระทำผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ตัดสินจำคุก 1 เดือน โทษจำคุกรอ 1 ปี ตรงกับบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้

สำหรับกรณีของนายจิรัฏฐ์ ตรวจสอบพบว่า ไม่มีต้นขั้วใบ สด.43 ที่ตรงกับของนายจิรัฏฐ์ และในช่วงที่นายจิรัฏฐ์ถูกเรียกให้มารายงานตัวเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองประจำการ หรือเกณฑ์ทหาร ก็ใช้ชื่อว่า นายนวรินทร์ ทองสุวรรณ์ แต่ในใบ สด.43 ที่เขานำมาโชว์สื่อ เป็นชื่อนายจิรัฏฐ์

“หากมีการเปลี่ยนชื่อภายหลัง ต้องนำใบเปลี่ยนชื่อ จากที่ว่าการอำเภอหรือเขตมาแสดงต่อสัสดี เพื่อเปลี่ยนชื่อให้ตั้งแต่ตอนแรก ก่อนออกใบ สด.43 เนื่องจากหากลงชื่อในใบ สด.43 ไปแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชื่อได้” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

สำหรับการแถลงข่าวของ หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) วันนี้ ไม่ใช่การโต้ตอบฝ่ายการเมือง แต่เป็นการชี้แจงซึ่งการได้มาของใบ สด.43 ของชายไทย ในกระบวนการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

เปิดประวัติ “จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์”

สำหรับนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เป็นชาวอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จบการศึกษาปริญญาตรี ศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต (นิเทศศิลป์) มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี 

ทำงานหลายอาชีพ ตั้งแต่รับเหมาก่อสร้าง มีโรงงานผลิตกล่องกระดาษ ทำเครื่องมือช่างแนว DIY รับรีไซเคิลวัสดุเก่าๆ เช่น พลาสติก ทองแดง และอะลูมิเนียม 

กระทั่งไปสมัครเข้าไปช่วยงานพรรคอนาคตใหม่ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก่อนที่จะลงสมัคร สส. และได้รับการเลือกตั้งสมัยแรก เมื่อปี 2562 กระทั่งพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ จึงย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล

และได้รับเลือกให้เป็น สส.ฉะเชิงเทราเป็นสมัยที่สอง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 และการเลือกครั้งครั้งนี้ ทำให้พรรคก้าวไกล เป็นพรรคการเมือง ที่มีคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่ง 151 เสียง 

นายกฯ เผย ครบรอบ 50 ปีไทย-จีน จีนตอบรับให้ “แพนด้า” สวนสัตว์เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568038

29 ม.ค. 2567

นายกฯ เผย ครบรอบ 50 ปีไทย-จีน จีนตอบรับให้ “แพนด้า” สวนสัตว์เชียงใหม่

นายกฯ ย้ำ วีซ่าฟรีเริ่ม 1 มี.ค.67 เผย เชิญ สี จิ้นผิง เยือนไทยครบรอบสัมพันธ์ 50 ไทย-จีน ปีหน้า เตรียมเฮ รมว.ต่างประเทศจีน ตอบรับให้ “แพนด้า” กลับมาสวนสัตว์เชียงใหม่อีกครั้ง ขณะที่ภาครัฐ-เอกชน สนใจแลนด์บริดจ์แต่ขอข้อมูลเพิ่ม สุริยะ เตรียมบินทำโรดโชว์เร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลัง นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะที่ตึกไทยคู่ฟ้าว่า ได้มีการพูดคุยกันหลายมิติ ซึ่งเมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) ก็ได้มีการเซ็นสัญญากับ นายปานปรีย์ พหิธทานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องวีซ่าฟรี ที่ไม่ต้องขอวีซ่าในการเดินทางของทั้งสองประเทศ โดยจะเริ่มต้นวันที่ 1 มี.ค.2567 นี้ ถือว่าเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ เป็นความไว้วางใจที่สองประเทศมีให้กัน มิตรภาพที่มีต่อกันมาก็จะครบ 50 ปีในปีหน้านี้ และถือเป็นมิติที่ดีที่จะสนับสนุนการไปมาหาสู่กัน อีกทั้งแน่นอนว่าการท่องเที่ยวถือเป็นความสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างสูง

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

ขณะเดียวกับนายหวัง อี้ ยังบอกว่าประเทศจีนมีวัฒธรรมที่หลากหลาย อยากให้คนไทยไปที่นั่น ตนก็บอกว่าเราสนับสนุนการเดินทางไปมาของประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกันถึงจำนวนเที่ยวบินที่ยังไม่กลับเข้ามาสู่จำนวนปกติตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดที่มีจำนวน 2,000 ไฟลท์ ปัจจุบันมีแค่ 1,200 ไฟลท์ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการยกระดับให้ไปมาหาสู่กันสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่าในอนาคตจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาสูงขึ้น ประเทศไทยก็จะได้ไปท่องเที่ยวจีนถือเป็นผลดีของทั้งสองประเทศ

นายเศรษฐา กล่าวว่าประเทศไทยยืนยันเจตนารมณ์ให้การสนับสนุนการเป็นประเทศกลางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนคุยกันอย่างหลายมิติ ซึ่งต่อไปก็ยินดีให้การสนับสนุนในการเจรจาลักษณะนี้เกิดขึ้น ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเองก็ระบุว่า ตอนที่มีดำริว่าจะมีการพูดคุยกัน ก็ระบุว่าต้องเป็นประเทศในเอเชีย ทางจีนก็บอกเองเลยว่าต้องเป็นประเทศไทย ซึ่งบ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันดี มีมิตรไมตรีจิตที่ดีต่อกันมาโดยตลอด อีกทั้งถือเป็นการประชุมประวัติศาสตร์ครั้งแรกๆ เลยก็ว่าได้

นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องของการค้าระหว่างประเทศ ก็ได้มีการพูดคุยในหลายมิติ ทั้งเรื่องการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องรถยนต์อีวีอย่างเดียว ยังมีเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่จะใช้เส้นทางผ่านจังหวัดหนองคายมุ่งหน้าไปยังประเทศจีน และยังมีเรื่องปัญหาเล็กน้อยคือเรื่องศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าก็มีการพูดคุยกัน รวมถึงเรื่องการค้าขายด้านเกษตรกรรมทั้งการค้าโคที่ประเทศจีนต้องการอย่างมาก แต่ด่านกักกันตรวจเชื้อโรคอยู่ที่ประเทศลาว ว่าทำให้การค้าไม่ค่อยสะดวก

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการคุยกันเรื่องหมีแพนด้า หลังประเทศไทยเคยมีแต่ปัจจุบันนั้นไม่มี และตนได้ไปดูในทวิตเตอร์ว่าประเทศที่มีหมีแพนด้านั้นเขามีกันกี่ตัวไล่ลงมาหลายประเทศแต่ประเทศไทยนั้นมีศูนย์ตัว ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นกระจกสะท้อนที่ดี ถึงความสัมพันธ์ด้านการทูตอย่างดีกับประเทศจีนตลอด 50 ปี ก็ได้เรียนขอกับนายหวัง อี้ ไปท่านก็ยินดี และเราจะมีหมีแพนด้ากลับมาอีกครั้งที่สวนสัตว์เชียงใหม่

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องแลนด์บริดจ์ที่ทางนายหวัง อี้ เอ่ยขึ้นมาเองว่าประเทศจีนมีความสนใจ แต่ว่าต้องขอข้อมูลเพิ่ม รวมถึงภาคเอกชนก็มีความสนใจมีส่วนร่วม เพราะเขาทราบดีถึงเหตุผลหลักที่เราควรจะมีโครงการนี้ เพราะการลงทุนที่มีจากประเทศจีนหลายปีหลัง บริษัทใหญ่ในจีนเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่ใหญ่มากในเมืองไทย และจะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการส่งออก ดังนั้นเราต้องมีท่าเรือน้ำลึก จะต้องมีโครงการเมกะโปรเจกที่จะมาซัพพอร์ตส่วนนี้ด้วย และทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็จะเดินทางไปทำโรดโชว์ที่ประเทศจีนด้วย

ส่วนมูลค่าทางการค้าจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นายเศรษฐา บอกว่าตนคาดเดาไม่ได้ แต่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะนี่คือจุดเริ่มต้น เรามีความสัมพันธ์อันดีกันอย่างยาวนาน ขณะที่ปีหน้าก็ครบ 50 ปีด้วย ตนก็ได้เรียนเชิญประธานาธิบดี นายสี จิ้นผิง ให้มาเยือนประเทศไทย

ธรรมนัส สั่งตั้งกก.สอบ เช็กกล้องวงจรปิด “คดีตบทรัพย์” อธิบดีกรมการข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568031

29 ม.ค. 2567

ธรรมนัส สั่งตั้งกก.สอบ เช็กกล้องวงจรปิด “คดีตบทรัพย์” อธิบดีกรมการข้าว

ธรรมนัส สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง คดี “ศรีสุวรรณ” กับพวก ตบทรัพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อม สั่งเช็กภาพจากกล้องวงจรปิด เตือน ระวังรอบกระทรวงเบ็ดเยอะ – มั่นใจอธิบดี หลักฐานแน่น-เปรยเห็นคลิปเยอะกว่าสื่อ แย้มมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกเยอะ

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินการกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุมนายศรีสุวรรณ จรรยา และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ไปสอบสวนหลังนายณัฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภริยา ร้องเรียนว่าถูกข่มขู่เรียกเงินเพื่อแลกกับการยุติการร้องเรียน ว่า ประเด็นดังกล่าวมีผู้มาร้องเรียนถึงตนอยู่แล้วในเรื่องโครงการต่างๆ ในปีงบประมาณ 2565-2566 ซึ่งไม่เกี่ยวกับโครงการงบประมาณ 2567 ที่ตนกำลังบริหารจัดการบ้านเมืองอยู่ 

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ

“ฉะนั้นเรื่องเก่าๆที่เรากำลังจะปัดทำความสะอาดบ้าน ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามผมทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าเรื่องใดที่ทำหนังสือมาถึงผมก็จะทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯในฐานะหัวหน้าข้าราชการเพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีการสอบทุจริต เราจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ส่วนบุคคลภายนอกกระทรวง ตนยืนยันว่าจะให้จะให้การตรวจสอบและความเป็นธรรม ทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหาในขณะนี้ทั้ง 3 คน โดยสั่งการให้ปลัดกระทรวงตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับข้าราชการในกระทรวงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้กรมที่กำลังเป็นประเด็นตนมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คนกำกับดูแลอยู่ ซึ่งเมื่อวานนี้สั่งการให้ตรวจสอบด้วยตัวเองแล้ว และขณะเดียวกันมอบหมายให้ปลัดกระทรวงรับผิดชอบในเรื่องนี้

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า การตรวจสอบจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ การร้องเรียนข้าราชการมอบหมายให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้ตรวจสอบ ซึ่งหากพบมูลก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ส่วน ผู้ที่ถูกกล่าวหาที่เป็นบุคคลนอกกระทรวงก็เป็นเรื่องของทางตำรวจแต่เราจะตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่ไปด้วย

ธรรมนัส สั่งตั้งกก.สอบ เช็กกล้องวงจรปิด “คดีตบทรัพย์” อธิบดีกรมการข้าว

ส่วนกรอบระยะเวลาการตรวจสอบนั้นจะต้องเร่งตรวจสอบ เพราะเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการทุกเรื่องไม่ว่าตนจะทำอะไรตนต้องรายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบโดยตลอดทั้งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายกรัฐมนตรีทราบตลอด

เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีการกล่าวอ้างว่ามีรัฐมนตรีให้ ดำเนินการประเด็นดังกล่าวต้องตรวจสอบด้วยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ขณะนี้ตนกำลังตรวจกล้องวงจรปิดภายในกระทรวง ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาไปพบรัฐมนตรีช่วยฯท่านใด ซึ่งตนกำลังตรวจสอบอยู่ ดังนั้นอย่าพึ่งไปกล่าวหารัฐมนตรีช่วยท่านใด เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบก่อน

เมื่อถามต่อว่านอกจากกรมการข้าวมีกรมอื่นหรือไม่ที่โดนในลักษณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า เท่าที่ตนรับทราบข้อมูลจากตำรวจไม่ใช่เฉพาะเฉพาะข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ “ มีเกือบทุกกระทรวงเพียงแต่กระทรวงเกษตรยุคนี้ตนมีที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายประมาณ 20 คนฉะนั้นจะทำอะไรในกระทรวงเกษตรต้องพึงระวัง เพราะตนเตือนตั้งแต่ปีที่แล้วว่าหากจะทำอะไรในกระทรวงต้องพึงระวัง เพราะตนมีฝ่ายกฎหมายที่มีมีประสบการณ์มากกว่า 20 คน”

ส่วนขณะนี้กรณีที่ถูกรีดไถมีแค่กรมเดียวใช่หรือไม่ ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่า ก็มีหลายกลุ่มแต่ยังไม่เป็นประเด็น

เมื่อถามย้ำว่าคลิปเสียงที่ออกมามีการพาดพิงถึงกรมฝนหลวงด้วย รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ตนได้รับรายงานจากอธิบดี 2 กรมมาโดยตลอด และได้สั่งให้ฝ่ายกฎหมายเข้าไปช่วยเหลือทางด้านข้อกฎหมายตลอดอยู่แล้ว

ส่วนกรมอื่นที่ยังไม่เป็นประเด็น ได้มีการเข้าไปขอข้อมูลว่าถูกรีดไถอย่างไรหรือไม่ ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่า ต้องยอมรับว่ากระทรวงเกษตรฯมีหน่วยงานเยอะที่สุด ถึง 14 กรมและ 1 สำนักงานปลัด 4 รัฐวิสาหกิจ และ 3 มหาชน ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยที่เยอะโดยมีการบริหารงานเกือบ 100,000 คน ฉะนั้นแต่ละกรมที่มีปัญหาต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอะไรที่มีมูลก็ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน

“ เราไม่เว้นหากเจ้าหน้าที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับวงจรอุบาทว์ในที่ผ่านมานะครับ และในยุคผมต้องไม่มีเด็ดขาด” รมว.เกษตรฯ กล่าว

เมื่อถามต่อว่าในคลิปเสียงมีการอ้างว่า ผู้ใหญ่ให้มาเคลียร์ ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่าจริงๆแล้วคลิปที่ตนได้รับมามีเยอะ มากกว่าที่สื่อมวลชนได้รับ และตนกำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนอยู่ ฉะนั้นการที่ผู้ถูกกล่าวหาไปพาดพิงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองรวมถึงตนก็ถูกพาดพิง สิ่งเหล่านี้ตนจะตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงเกี่ยวข้องหรือไม่แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วน่าจะเป็นเรื่องของราคาคุยมากกว่า

เมื่อถามย้ำว่ามีการพูดถึงชื่อที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯด้วย ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่า ตนขอฝากถ้ารักอาชีพนักสะท้อนสังคมพึงระวัง ท่านจะคุยอะไรกับนักกฎหมายต้องระวังเพราะนักกฎหมายเขาไม่โง่หรอกครับ

ส่วนเป็นห่วงหรือไม่เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯมีปัญหาหลายเรื่อง ร.อ. ธรรมมนัสถามกลับสื่อว่า เรื่องไหนเสียหายบ้างในยุคที่ตนทำงาน เพราะมีแต่ตนมาทำความสะอาดบ้าน “ ทุกเรื่องยุคนี้ต้องโปร่งใสต้องมีธรรมาภิบาลและสิ่งที่ตนกำลังทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องเก่าๆทั้งนั้น”

ส่วนจะปัดกวาดทั้งกระทรวงเลยใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ยอมรับว่า ถูกต้องครับ ก่อนระบุว่า สาเหตุที่ตนไปยุ่งทุกกรมเพราะเช่นนี้ เพราะปล่อยไม่ได้

ทั้งนี้ในช่วงท้ายก่อนขึ้นรถ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวกับสื่อว่า ฝากไปบอกด้วยว่ากระทรวงเกษตรฯมีเบ็ดอยู่รอบกระทรวงเลยนะ เกี่ยวเบ็ดใครจะเดินเข้าไประวังโดนติดเบ็ด พร้อมทำมือชี้รอบๆ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ตรรกะง่ายๆถ้าอธิบดีกรมการข้าวเขาผิดจริง คงไม่เปิดตัวชกขนาดนี้ เมื่อสื่อถามย้ำว่าเขาได้คุยกับรัฐมนตรีแล้วใช่หรือไม่เพราะหลักฐานที่ค่อนข้างแน่น ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า แน่น และยังมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกเยอะ พร้อมยอมรับว่า ตนไม่อยากพูดถึงเพราะมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกเยอะ ส่วนคลิปเสียงที่ตนมีนั้นยาวกว่าเสียงที่ถูกปล่อยออกมาในขณะนี้ ไม่อยากพูดมีเบื้องหลังอีกเยอะ​ และยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการตลบหลังนายศรีสุวรรณ​ เขาน่าจะถูกข่มขู่ ฟังอะไรต้องฟังให้หมด แต่ทุกวันนี้ถูกตัดออกมาเป็นท่อนๆ ต้องเปิดฉบับเต็มไปเลย

ศาลยกฟ้อง ‘ไอซ์ รักชนก’ ไม่ผิดหมิ่นประมาท 2 พิธีกรข่าว ชี้ ติชมโดยสุจริตฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568022

29 ม.ค. 2567

ศาลยกฟ้อง 'ไอซ์ รักชนก' ไม่ผิดหมิ่นประมาท 2 พิธีกรข่าว ชี้ ติชมโดยสุจริตฯ

ศาลเเขวงพระนครเหนือ “ยกฟ้อง ไอซ์ รักชนก ” ไม่ผิดหมิ่นประมาท 2 พิธีกรข่าว ชี้เป็นการติชมโดยสุจริตฯ เจ้าตัวแจงไม่คิดฟ้องกลับ อยากให้คำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานสามารถวิจารณ์สื่อโดยสุจริต

29 ม.ค. 2567 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ศูนย์ราชการ ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ 2 พิธีกรข่าว เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. เขตบางบอน-หนองแขม พรรคก้าวไกล เป็นจำเลย ในความผิดฐาน “หมิ่นประมาท”  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 

จากกรณีปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชน ในการชุมนุมเมื่อวันที่  6 มี.ค. 2564 ของกลุ่มรีเด็ม ที่บริเวณหน้าศาลอาญา ขณะที่จำเลยร่วมชุมนุมทางการเมืองทำกิจกรรม จำเลยได้พูดใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อบุคคลที่สามด้วยการตะโกนพูดกับ ผู้สื่อข่าว ที่กำลังรายงานสดการชุมนุมถ่ายทอดออกอากาศ หมายถึงโจทก์ทั้งสอง เป็นพิธีกร ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดกันเอง นำเสนอเฟคนิวส์ (ข่าวเป็นเท็จ) ทุกอย่าง ข้อความดังกล่าวเป็นเท็จ ไม่เป็นความจริง 

ต่อมา น.ส.รักชนก จำเลย ซึ่งเดินทางมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา  เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์  โดย ศาลชี้ว่าคำพูดอาจจะมีความหยาบคายอยู่บ้างแต่ว่าได้พิเคราะห์พิจารณาแล้วว่าเป็นการติชมโดยสุจริต

ซึ่งคดีนี้โจทก์ทั้ง 2 ได้เรียกค่าเสียหาย คนละ10 ล้านบาท ศาลก็พิพากษาว่าในเมื่อไม่มีความผิดทางอาญาก็พิพากษาให้ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งด้วย 

น.ส.รักชนก ยังกล่าวอีกว่า คดีที่เกิดขึ้นจะทำให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือไม่นั้น ตนมองว่าเป็นการปิดปากมากกว่า ก่อนหน้านั้นที่ตนยังไม่ได้เป็น สส. เรารู้สึกว่าเราก็พูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เรียกร้องให้สื่อทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพราะในการที่เราจะรับรู้เรื่องเรื่องหนึ่งแล้วส่งต่อไปทั่วประเทศ สื่อคือตัวกลางสำคัญในการส่งต่อไปให้ประชาชน ถ้าสื่อไม่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่นำเสนอตรงไปตรงมาแล้วทำตัวเป็นสิ่งที่สร้างความชอบธรรมให้รัฐ สามารถใช้ความรุนแรงให้กับประชาชนได้


ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ปี 2553 หรือว่าเหตุการณ์ปี 2563- 2564  ที่ผ่านมา ถ้าสื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตำรวจสามารถใช้ความรุนแรงกับประชาชนได้คือประเทศนี้ประชาชนก็ไม่รู้จะไปพึ่งพาใครแล้ว ดังนั้นเราก็รู้สึกว่าในวันที่เราพูดไปแล้วก็ยืนยันว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

วันนี้ผลคำพิพากษาก็ออกมาตามนั้น อยากให้คำพิพากษาในคดีนี้ได้ใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิพากษาคดีอื่นๆ ที่ประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์สื่อออกไป เพราะว่าตนคิดว่าในเมื่อสื่อมีพื้นที่มากมายในการที่นำเสนอข่าวและวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บุคคลอย่างตรงไปตรงมาก็ควรที่จะถูกตั้งคำถามแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ก็ขอเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกคนที่ทำหน้าที่นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ขอให้ในอนาคตเรามีสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมีเสรีภาพสื่อที่เรียกว่าเป็นเสรีภาพสื่อจริงๆในด้านแรงงานภาคสื่อมวลชนทุกคนอยากให้ได้รับสวัสดิการที่มันดีขึ้นตรงไปตรงมามีกฎหมายที่คุ้มครองรองรับในวันที่เรียกว่าเราบาดเจ็บหรือว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 

เมื่อถามว่าอย่างเรื่องของเสรีภาพสื่อจะมีการไปเสนอญัตติอะไรในที่ประชุมสภาหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่าเราพยายามผลักดันเรื่องนี้ ก็คงกลับไปวางแผนกันว่าเอาคดีนี้สามารถไปต่อยอดให้เป็นแนวทางของคดีอื่นๆ หรือสามารถเอาไปเป็นวัตถุดิบที่เอาไปทำไรได้บ้าง

ส่วนเรื่องฟ้องกลับ จริงๆ แล้วตั้งแต่เป็น สส.ก็ตั้งใจไว้ว่าจะไม่คงไม่ฟ้องประชาชนไม่ฟ้องสื่อไม่อยากใช้วิธีการปิดปากที่รัฐทำกับประชาชนเราคงไม่อยากเข้ามามีอำนาจแล้วก็ไปฟ้องนอกจากคดีนี้กับคู่กรณีคดีอื่นก็ไม่มีเเล้ว 

ที่ศาลยกฟ้องในวันนี้ก็ไม่กังวลแล้วรู้สึกโล่งอก เรารู้สึกว่าการมีคดีความต่างๆ ที่เป็นคดีฟ้องปิดปากมันเป็นเหมือนแมลงหวี่ที่สร้างความรบกวนทำให้เราพลาดงาน เพื่อมานั่งฟังคำพิพากษาก็รู้สึกโล่งใจก็ดีแล้วที่จะไม่ต้องมาศาลบ่อยๆ 

ในส่วนของคดีอื่น ขณะนี้เหลือแค่การยื่นอุทธรณ์คดี ม.112  ซึ่งขอขอบคุณศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ให้การดูแลตลอดรวมถึงกองทุนราษฎรฯที่เสนอจะมาประกันตัว หากมีคำพิพากษาออกมาไม่เป็นคุณก็ขอบคุณทนายทุกคนที่อยู่ในศูนย์ทนายสิทธิ์ที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ แล้วก็ทำให้ประชาชนคนหนึ่งที่วันนั้นเราไม่ได้มีตำแหน่งไม่ได้มีหน้าที่ไม่มีทุนทรัพย์ในการต่อสู้คดีทำให้เราได้รับความยุติธรรมได้ 

“ศรีสุวรรณ” นักร้องคดีทุจริตถูกตลบหลัง สะท้อนภาพ “สังคมไทย” ไร้ความหวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567961

27 ม.ค. 2567

“ศรีสุวรรณ” นักร้องคดีทุจริตถูกตลบหลัง สะท้อนภาพ “สังคมไทย” ไร้ความหวัง

“ศรีสุวรรณ” นักร้องคดีทุจริตถูกตลบหลัง บุกจับข้อหาทุจริตเรียกรับสินบนเสียเอง สะท้อนภาพ สังคมไทยไร้ความหวัง การทุจริตคอร์รัปชั่น มีแทบทุกหย่อมหญ้า ท้าทายความขลัง ของรัฐธรรมนูญปี2560 ฉบับปราบโกง

ข่าวครึกโครมการล่อซื้อและบุกจับคาบ้าน “ศรีสุวรรณ จรรยา” นักร้องคดีทุจริต เบอร์ต้นๆของประเทศไทย และผู้ช่วยนักการเมืองอีกสองรายคาทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันก่อน เป็นข่าวช็อกการเมืองอย่างเหลือเชื่อ เพราะ #ศรีสุวรรณ คือมือ 1 ที่ร้องแล้วมีข้าราชการและนักการเมืองติดคุกกันระนาว 

นายศรีสุวรรณ จรรยานายศรีสุวรรณ จรรยา

ใครจะคาดคิดว่าความหวังของสังคมไทย ในการล้างการทุจริตจะกลับตาลปัตร กลายเป็นคนถูกกล่าวหาทุจริตเสียเอง ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองต้นสังกัดของ เจ๋งดอกจิก และน.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ ตลอดจนพรรคการเมืองแทบทุกพรรคในสาระบบการเมืองไทย

ความจริงแล้วกรณีของ ศรีสุววรณ จรรยา และพวกเป็นเพียงเศษเสี้ยว ของพฤติกรรมการส่อทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย เพราะองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ได้จัดอันดับความโปร่งใสจากดัชนีวัดภาพลักษณ์คอรัปชั่น ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ซึ่งพบว่า 27 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคย ได้คะแนนความโปร่งใสที่ถือว่า “สอบผ่าน” แม้แต่ครั้งเดียว

เจ๋ง ดอกจิกเจ๋ง ดอกจิก

ล่าสุดในปี2565 ประเทศไทยได้คะแนน 36 จากคะแนนเต็ม 100 อันดับความโปร่งใสอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศ

ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี2560 ที่กล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ได้บัญญัติให้มีบทบัญญัติและองค์กรอิสระเพื่อปราบโกงหลายองค์กร รวมทั้งมียุทธศาสตร์ชาติและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและกฏหมายประกอบ เป็นเครื่องมืออีกหลายฉบับ แต่ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมิได้ลดน้อยถอยลง กลับฝังรากลึกลงไปทุกองคาพยพของสังคมไทย ทั้งในระบบราชการ นักธุรกิจ นักการเมืองและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.อวยชัย วะทา นักวิชาการนักเคลื่อนไหวทางสังคมและประธานเครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคมแห่งประเทศไทยเปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่าตลอดระยะเวลา 15 ปีในการเป็นกำลังสำคัญสร้างหลักสูตรและสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมให้แก่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) พบว่า รูปแบบวิธีการ ระเบียบกฏหมายและกลยุทธ์ต่างๆ ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นครบถ้วน แต่โครงสร้างสังคมระบบอุปถัมภ์ขั้นสูงสุดและระบอบประชาธิปไตยเพื่อการคอรัปชั่นของกลุ่มทุน ได้มีการปรับเปลี่ยน รูปแบบและวิธีการทุจริตคอรัปชั่นล้ำหน้าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นหลายพันเท่า

จากการลงพื้นที่ปฏิบัติการตรวจสอบการทุจริตของเครือข่ายภาคประชาสังคมในแต่ละจังหวัดทุกปีๆละประมาณ 100-300 จุดพบว่ามีการทุจริตมากมายหลายรูปแบบจากเบาสุดไปหาหนักสุด มีการเรียกรับผลประโยชน์ตั้งแต่ร้อยละ 10-50 และประชาชนทุกหมู่บ้านทุกชุมชน ตลอดจนข้าราชการในส่วนราชการต่างๆรับทราบว่ามีพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กรแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะอำนาจและกระแสการทุจริตสูงมาก ไม่มีใครอยากเป็นแกะขาวเพียงตัวเดียวในฝูงหมาป่าทั้งฝูง

ดร.อวยชัย วะทา เปิดเผยอีกว่า การทุจริตเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งของนักการเมืองและพรรคการเมืองจากหลักฐานเชิงประจักษ์มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)แห่งใดบ้างที่ได้มาโดยไม่มีการซื้อเสียง ? นั่นจึงเป็นที่มาของการถอนทุนด้วยการทุจริตโครงการต่างๆ แม้กระทั่งการสอบบรรจุเข้าทำงานท้องถิ่น ในหลายจังหวัดมีการเรียกเก็บค่าหัวๆ ละ 500,000-700,000 บาท ปัจจุบันได้ถูกศาลทุจริตทยอยตัดสินจำคุกไปแล้วตั้งแต่ 30-200 ปี เหลือที่กำลังพิจารณาอยู่อีกกว่า 20 แห่ง

กรณีของพรรคการเมืองและนักการเมือง การแสวงหาอำนาจทางการเมือง ต้องทุ่มทุนมหาศาลหลายร้อยหลายพันล้านบาท เป้าหมายสำคัญคือ ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อยึดกุมการใช้งบประมาณผ่านกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองแวดล้อมรัฐมนตรีล้วนมีผลประโยชน์เชิงอำนาจและสิ่งอื่นแอบแฝงอยู่ทั้งสิ้น ลองตรวจสอบประวัติความเป็นมาและความรู้ความสามารถของบุคคลเหล่านั้น โดยประชาชนคนเดินดินทั่วไป ก็จะได้รับคำถามถามสวนกลับมาว่า “แค่นี้…ตั้งมาเพื่ออะไร” ซึ่งคำตอบก็คือผลประโยชน์ต่างตอบแทนนั่นเอง

สำหรับกรณีของ ศรีสุวรรณ จรรยา เจ๋ง ดอกจิก และน.ส.พิมณัฏฐา จิระพุทธิภาคย์ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของภูเขาน้ำแข็งที่เรามองเห็น หรือเทียบได้กับดอกไม้พิษเล็กๆ สองสามดอกกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ แต่อย่าลืมคำกล่าวที่ว่า 

       “เพียงเด็ดดอกหญ้า ก็สะเทือนถึงดวงดาว” 

หมายเหตุ : อะไรก็เกิดขึ้นได้สำหรับประเทศไทยแห่งนี้ ถ้ามันเกินไป…ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้ง “เพิ่มพงษ์ เชาวลิต” เป็นสมาชิกวุฒิสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567952

27 ม.ค. 2567

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้ง "เพิ่มพงษ์ เชาวลิต" เป็นสมาชิกวุฒิสภา

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง “เพิ่มพงษ์ เชาวลิต” อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นสมาชิกวุฒิสภา แทน เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ที่ได้ลาออกจากตำแหน่ง สว.

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2567  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองกรโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่าตามที่ได้มีพระบรมรชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 250 คน ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 เนื่องด้วยนายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา ได้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จึงเป็นเหตุให้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 269 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เป็นสมาชิกวุฒิสภา แทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 24 มกราคม พุทธศักราช 2567 เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พรเพชร วิชิตชลชัย

ประธานวุฒิสภา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้ง "เพิ่มพงษ์ เชาวลิต" เป็นสมาชิกวุฒิสภา

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

ทั้งนี้ นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต เป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. มีกำหนดจะเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในวันจันทร์ที่ 29 มกราคม 2567 นี้ ส่งผลให้มี สว. ครบจำนวน 250 คน

‘พีระพันธุ์’ แจง ‘เจ๋ง ดอกจิก’ถูกจับ ไม่โยงพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567943

27 ม.ค. 2567

‘พีระพันธุ์’ แจง ‘เจ๋ง ดอกจิก’ถูกจับ ไม่โยงพรรค

‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ แจง คดีการจับกุม เจ๋ง ดอกจิก ร่วมกับ ศรีสุวรรณ เป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับ รทสช.

ความคืบหน้าคดีการจับกุม นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน หรือ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง พร้อมเงินสดที่เก็บเอาในบ้านพักจำนวน 1 ล้านบาท , นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ประธานกลุ่มรวมใจรักชาติ และเป็นหนึ่งในคณะทำงานเขตราชการที่ 11 โดยจับกุมได้ในทำเนียบรัฐบาล และจับกุมอดีตผู้สมัครสส.หญิงคนหนึ่ง เมื่อวันที่ 26 ม.ค.67 ในคดีที่ถูกอธิบดีคนหนึ่ง กล่าวหาว่าร่วมกันข่มขู่เรียกเงินจำนวน 3 ล้านบาท ก่อนจะมีการเจรจาต่อรองเหลือเพียง 1.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการยุติเรื่องร้องเรียน เมื่อวันที่ 26 ม.ค.67 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนไป วงเงินประกันคนละ 400,000 บาทนั้น

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเย็นวันที่ 26 ม.ค.67 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ทราบข่าวการจับกุม เจ๋ง ดอก ว่า หากพบว่ามีความผิดต้องให้เขาออก เราไม่เอาอยู่แล้วถ้ามีพฤติการณ์ลักษณะที่ทำให้เสื่อมเสีย เรามีสิทธิ์ให้เขาออก หรือเขาอาจจะมาลาออกก็ได้เป็นสิทธิ์ของเขา และต้องดูผลการตรวจสอบของตำรวจเป็นอย่างไร ถ้าดูแล้วไม่เหมาะสมก็คงต้องให้ออก แต่อะไรก็แล้วแต่ไม่เกี่ยวกับตน ไม่เกี่ยวกับพรรค และเขาไม่ได้เป็นคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 แล้ว ตนปรับเปลี่ยนไปตั้งแต่เดือนธ.ค.66 แล้ว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัว เขาไปทำอะไร และทำจริงแค่ไหนเราไม่ทราบ เขาไปเกี่ยวกับนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ตนไม่รู้เลย ก็ต้องไปว่ากันเอง แต่ตนไม่รู้เรื่อง ไปลงข่าวว่าตนประสานตำรวจเข้ามาจับกุมเจ๋ง ดอกจิก ที่ทำเนียบฯ ไม่รู้เรื่องเอาข่าวที่ไหนมา เพราะไม่รู้จักตำรวจ ให้ไปถามตำรวจว่าใครติดต่อมา

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้คุยกันหรือยัง นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ได้คุย เขามาหรือใครมา ตนก็มีห้องให้นั่งต่างหาก และเพิ่งรู้เรื่องดังกล่าว