เชื้อล้มล้าง ‘พิธา-ก้าวไกล’ สารตั้งต้น ‘ยุบพรรค’ ตัดสิทธิการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568165

31 ม.ค. 2567

เชื้อล้มล้าง ‘พิธา-ก้าวไกล’ สารตั้งต้น ‘ยุบพรรค’ ตัดสิทธิการเมือง

มติเอกฉันท์ศาลรัฐธรรมนูญฟัน พิธา-ก้าวไกล พฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง สารตั้งสู่คดียุบพรรค และผิดจริยธรรมตัดสิทธิทางการเมือง

ฉากทัศน์อันตราย พิธา-ก้าวไกล เผชิญวิบากยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมือง หลังศาลชี้มีพฤติการณ์เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง


ไฟต์บังคับผู้ถืออำนาจ เหตุก้าวไกลซ่อนกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน แม้จะมีบทเรียนอนาคตใหม่ ยิ่งตียิ่งโต แต่กลุ่มอนุรักษนิยม ก็ถอยไม่ได้


ในที่สุด องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน ได้มีคำวินิจฉัยว่าการดำเนินการของพรรคก้าวไกล ทั้งยื่นเสนอกฎหมายแก้ไข ม.112 และรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งชูนโยบายแก้ไข ม.112 ว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง และสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้งสองเลิกกระทำ การพูด การเขียน การแสดงออกวิธีอื่นให้ยกเลิก ม.112 และไม่ให้แก้ไข ม.112 ที่ไม่ใช่กระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ
 

สรุปว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการดำเนินการของพรรคก้าวไกล เป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ หรือล้มล้างการปกครอง  ซึ่งขัดบท บัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง พร้อมสั่งพรรคก้าวไกลหยุดการกระทำดังกล่าว


ในมุมนักกฎหมายมหาชน พรรคก้าวไกล ยังมีอีกวิบากการเมืองที่รออยู่เบื้องหน้าอีก 2 ด่าน 


ด่านแรก ‘คดียุบพรรค’ ซึ่ง ธีรยุทธ สุวรรณเกสร ทนายความ ในฐานะผู้ร้องในคดีนี้ ยื่นคำร้องรอไว้แล้วที่ กกต.


ด่านที่สอง ‘คดีจริยธรรมร้ายแรง’ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 โดยคดีนี้จะเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะเป็นผู้พิจารณา หากมีความผิดก็จะส่งศาลฎีกาพิจารณาความผิดต่อไป

ฉากทัศน์ยุบพรรค
เมื่อมติที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พฤติการณ์ของพิธาและพรรคก้าวไกลในเรื่องการแก้ไข 112 เข้าข่ายเป็นการกลั่นเซาะ บ่อนทำลาย เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ


พรรคก้าวไกล ก็ต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางการเมืองอีก 2 คดีที่ส่งสัญญาณอันตรายแก่พรรค และ สส.จำนวนหนึ่ง


1.คดียุบพรรค ฝ่ายตรงข้ามพรรคก้าวไกล จะไปยื่นต่อ กกต. เพื่อให้ กกต.ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 92 (2) ที่บัญญัติว่า 


“หากพรรคการเมืองใดกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ให้กกต.ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคและและเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค”


สำหรับคดีล้มล้างการปกครองที่อาจนำไปสู่การยื่นยุบพรรคก้าวไกล อาจเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีอื่นๆ 


เช่นคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ กรณีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 โดยคำวินิจฉัยตอนหนึ่งระบุว่า


“สภาพการณ์เช่นนี้ ย่อมมีผลให้หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงราชย์ แต่มิได้ทรงปกครอง ย่อมถูกเซาะกร่อนบ่อนทำลายให้เสื่อมทรามไปโดยปริยาย”


หรือคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันฯ 10 ข้อ ในการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2563  ศาลวินิจฉัยว่า


“การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าว จะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในสถานะที่เคารพสักการะ อันนำไปสู่การสร้างความปั่นป่วนและกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่เกินความพอเหมาะเกินควร โดยมีผลทำให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ”

ฉากทัศน์ผิดจริยธรรมร้ายแรง
2.คดีผิดจริยธรรมร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสอง มาตรา 235 


ฝ่ายตรงข้ามพรรคก้าวไกล อาจจะมีการนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุถึงพฤติการณ์ของ สส.ก้าวไกล ว่า เซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้เอาผิดพิธา และ สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ว่า กระทำการขัดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 


เนื่องจากมีการเขียนไว้ในข้อ 5 ที่ระบุว่า ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และข้อ 6 ต้องพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ 


เทียบเคียงคดีที่ พรรณิการ์ วานิช ถูกร้องกรณีโพสต์ข้อความพาดพิงสถาบันฯ ก่อนที่ ป.ป.ช. จะมีมติเอกฉันท์ชี้มูลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2565 ว่า  ช่อ พรรณิการ์  ผิดจริยธรรมร้ายแรง ตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ 


จากนั้น ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกาวินิจฉัยคดีดังกล่าว กระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า พรรณิการ์ ผิดฐานฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงตามกฎหมาย โดยให้ถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป

พิธา – ก้าวไกล อ่วม ศาลรธน.ชี้ หาเสียงแก้ ม.112 ล้มล้างการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568161

31 ม.ค. 2567

พิธา - ก้าวไกล อ่วม ศาลรธน.ชี้ หาเสียงแก้ ม.112 ล้มล้างการปกครอง

พิธา – ก้าวไกล อ่วม ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้หาเสียงแก้กฎหมาย มาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 31 ม.ค.67 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ในคดีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 การกระทำของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ… เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องยกเลิกการกระทำดังกล่าว

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องใช้เสรีภาพเพื่อทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยซ่อนเร้นผ่านการเสนอ การแก้ไข มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรค แม้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังคงดำเนินการให้ยกเลิกอย่างต่อเนื่อง เป็นขบวนการ ใช้หลายพฤติการณ์ประกอบกัน รณรงค์ จัดกิจกรรม สื่อออนไลน์ เสนอร่างสภาฯ หากยังปล่อยให้ผู้ถูกร้องกระทำต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุ ล้มล้างการปกครอง การกระทำจึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งการให้เลิกการกระทำ เลิกแสดงความเห็น พูด เขียน พิมพ์ โฆษณา และ สื่อความหมายโดยวิธีอื่นเพื่อให้เลิก มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้แก้ มาตรา112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่กระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบที่ตามรัฐธรรมนูญ

‘ถ่ายทอดสด’ ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ ปมแก้ ม.112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568126

31 ม.ค. 2567

'ถ่ายทอดสด' ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา 'พิธา-ก้าวไกล' ปมแก้ ม.112

ชม ‘ถ่ายทอดสด’ ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำพิพากษา ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ ปมหาเสียง แก้ ‘ม.112’ เข้าข่าย ล้มล้างการปกครอง หรือไม่

“ถ่ายทอดสด” การประชุมคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ ลงมติ และออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัย คดี พิธา – ก้าวไกล ปมหาเสียงแก้ ม.112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ในเวลา 14.00 น.

(31 ม.ค. 2567) เวลา 14.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ 18/2566 คดีกล่าวหา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

“ถ่ายทอดสด” ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย “พิธา-ก้าวไกล” ปม ม.112

มีรายงานว่า นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ในฐานะผู้ร้อง จะเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง ในเวลาประมาณ 13.30 น. ส่วนทางพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ถูกร้อง แจ้งว่า นายชัยธวัช ตุลาธน และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะไม่ไปรับฟังคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้องปฎิบัติหน้าที่ที่สภาผู้แทนราษฎร

ท่าที ‘ธนาธร’ ก่อนศาล รธน. วินิจฉัย ‘พรรคก้าวไกล’ ล้มล้างการปกครองหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568143

31 ม.ค. 2567

ท่าที 'ธนาธร' ก่อนศาล รธน. วินิจฉัย 'พรรคก้าวไกล' ล้มล้างการปกครองหรือไม่

‘ธนาธร’ มั่นใจ ‘พรรคก้าวไกล’ ไม่ถูกยุบ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล้มล้างการปกครองหรือไม่ ปัดเข้ามานั่งชุดทำงานกมธ. ปูทางกลับวงการการเมือง

ท่าทีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งวินิจฉัยจะวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 49 ว่า การกระทำของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขณะเป็น หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

นายธนาธร กล่าวว่า ไม่ได้คาดหวังของคำวินิจฉัยว่าจะออกมาในทิศทางใด แต่เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะไม่ถูกยุบ นอกจากนี้อยากให้สังคมมาร่วมกันคิดและมองในหลักการถึงร่างกฎหมายแต่ละฉบับว่า กฎหมายร่างด้วยมือคน จะสามารถแก้ไขได้ เพราะเป็นหลักการขั้นพื้นฐาน หากแก้ไขไม่ได้ คงเป็นเรื่องที่ผิดปกติของประเทศนี้ 

ทั้งนี้นายธนาธรเข้ามานั่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพด้วย โดยระบุว่า เพื่อที่จะศึกษาว่ากองทัพมีการบริหารจัดการงบประมาณในแต่ละหน่วยงานอย่างไรบ้าง และงบประมาณไปอยู่ส่วนไหน รวมถึงศึกษาแนวทางการถ่ายโอนว่า ทรัพย์สินส่วนไหนที่จะสามารถเข้ามาอยู่ในส่วนของกระทรวงการคลังได้ เนื่องจากกองทัพไม่ได้มีภารกิจ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ การบริหาร สนามกอล์ฟ โรงแรม ศูนย์ประชุม ซึ่งมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักของกองทัพ จึงเห็นว่าควรจะพิจารณาว่ากองทัพควรถ่ายโอนการบริหารในส่วนนี้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวเพื่อที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศ 

นายธนาธรมองว่า กองทัพหากไม่มีธุรกิจในส่วนนี้ในการบริหารงานภายในกองทัพก็สามารถของบประมาณเข้ามาบริหารจัดการเหมือนกับกระทรวงอื่นๆได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกว่า ทำให้มีภาพลักษณ์เป็นกองทัพสมัยใหม่ 

ส่วนจะเป็นความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับการเมืองหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ในอดีตกองทัพก็ไม่มีงบประมาณและของบประมาณไม่ได้ กองทัพจึงนำทรัพย์สินบางส่วนไปบริหารเองเพื่อเป็นสวัสดิการของทหาร แต่ทุกวันนี้เวลาผ่านล่วงเลยมานาน หากกองทัพต้องการสวัสดิการก็ของบประมาณมาเหมือนกระทรวงฯ อื่นๆ ผ่านกลไกสภา และจุดสมดุลย์ก็คือการเข้ามาประชุมร่วมกันเพื่อเสนอแนะออกความคิดเห็น เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ ซึ่งมั่นใจว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้น่าจะหาข้อสรุปร่วมกันได้

เมื่อถามว่ากาาเข้ามาในกรรมาธิการนี้จะ มีเป็นจุดเริ่มต้นกลับเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่พรรคก้าวไกลเห็นว่า ตนเองติดตามเรื่องนี้มานานจึงอยากให้เข้ามานั่งในคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งก็ยินดี

ลุ้นตัดสิน ‘พิธา-ก้าวไกล’หาเสียงแก้ไข ม.112 บ่ายนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568144

31 ม.ค. 2567

ลุ้นตัดสิน ‘พิธา-ก้าวไกล’หาเสียงแก้ไข ม.112 บ่ายนี้

ลุ้นคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ‘พิธา-พรรคก้าวไกล’ หาเสียงแก้ไข ม.112 บ่ายนี้ ด้านผู้ร้องแจง ไม่คิดไกลถึงขั้นยุบพรรค แค่อยากให้หยุดการกระทำ

เมื่อวันที่ 31 ม.ค.67 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 14.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เตรียมออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ… เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยขอให้ผู้ถูกร้องหยุดกระทำการดังกล่าว

โดยก่อนหน้านี้ นายธีรยุทธ ได้ยืนยันว่า การวินิจฉัยคดีในวันนี้ จะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง พร้อมยืนยันว่า การยุบพรรค้าวไกล ไม่ใช่จุดประสงค์หลักของตน แต่ต้องการให้พรรคก้าวไกล หยุดการกระทำดังกล่าว เพราะการดำเนินนโยบายนี้ เป็นช่องให้บางฝ่าย จ้องใช้โอกาสนี้กัดเซาะบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงต้องการจะปิดช่องตรงนี้ พร้อมย้ำว่าแม้หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ตนก็ยังไม่ได้คิดไปไกลถึงการยื่นเรื่องยุบพรรค หรือดำเนินการอื่นๆ ต่อพรรคก้าวไกล เพราะเชื่อว่าองค์กรอิสระ จะติดตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญ คู่ขนานกันไปอยู่แล้ว

ขณะที่ พรรคก้าวไกล ได้แจ้งว่า ทั้งนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคฯ และนายพิธา ในฐานะผู้ถูกร้อง รวมถึงแกนนำพรรคคนอื่น ๆ จะไม่ไปร่วมรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก ในวันนี้ (31 ม.ค.) มีวาระสำคัญในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่แกนนำ และ สส.พรรคก้าวไกล จะร่วมกันติดตามถ่ายทอดสดการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ที่อาคารรัฐสภา และจะมีการประชุม และหารือร่วมกันก่อนจะมีการแถลงข่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยต่อไป

สำหรับมาตรการการรักษาความปลอดภัยโดยภายในรอบรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารศูนย์ราชการฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ แม้ว่า ในวันนี้ (31 ม.ค.) จะไม่มีแกนนำพรรคก้าวไกลมาร่วมรับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญด้วย แต่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประกาศให้พื้นที่ภายในที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงบริเวณโดยรอบศูนย์ราชการฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นพื้นที่ควบคุม หรือ เป็นเขตพื้นที่อำนาจศาล พร้อมกำหนดห้ามผู้ใด เข้ามาในพื้นที่ควบคุม เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้มาปฏิบัติงาน หรือมาติดต่อราชการ และต้องผ่านการตรวจค้น บุคคลและสิ่งของที่นำมา

ขณะเดียวกัน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2(บก.น.2) ยังได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง เข้ามาดูแลความปลอดภัยบริเวณโดยรอบ เพื่อติดตามสถานการณ์ ตามปกติของการพิจารณาคดีสำคัญ ๆ

ทั้งนี้ การอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ (24 ม.ค.) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนที่สนใจติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ สามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดถดการอ่านคำวินิจฉัยได้ ผ่าน YouTube ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ หรือผ่านโทรทัศน์วงจรปิด ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดพื้นที่บริเวณลานหน้าเสาธงภายนอกอาคาร เพื่อให้ประชาชนรับชม เนื่องจาก อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ถูกกำหนดเป็นพื้นที่อำนาจศาล เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยไว้อยู่ เบื้องต้นมีรายงานว่า ในช่วงเวลา 10.00 น. ยังไม่ปรากฏมวลชนที่เดินทางมาร่วมติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลฯ ครั้งนี้ แต่เจ้าหน้าที่ ยังคงจัดเตรียมรถฉีดน้ำควบคุมฝูงชน รถเครื่องขยายเสียง และรถห้องขังไว้อย่างละ 1 คัน เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย

‘ถ่ายทอดสด’ ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ ปมแก้ ม.112

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568126

31 ม.ค. 2567

'ถ่ายทอดสด' ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตา 'พิธา-ก้าวไกล' ปมแก้ ม.112

ชม ‘ถ่ายทอดสด’ ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำพิพากษา ชี้ชะตา ‘พิธา-ก้าวไกล’ ปมหาเสียง แก้ ‘ม.112’ เข้าข่าย ล้มล้างการปกครอง หรือไม่

“ถ่ายทอดสด” การประชุมคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ ลงมติ และออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำวินิจฉัย คดี พิธา – ก้าวไกล ปมหาเสียงแก้ ม.112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ในเวลา 14.00 น.

(31 ม.ค. 2567) เวลา 14.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ 18/2566 คดีกล่าวหา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

“ถ่ายทอดสด” ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย “พิธา-ก้าวไกล” ปม ม.112

มีรายงานว่า นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ในฐานะผู้ร้อง จะเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง ในเวลาประมาณ 13.30 น. ส่วนทางพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ถูกร้อง แจ้งว่า นายชัยธวัช ตุลาธน และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะไม่ไปรับฟังคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้องปฎิบัติหน้าที่ที่สภาผู้แทนราษฎร

“นายกฯ” ป่วย “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” มอบรองนายกฯ -รมต. ทำหน้าที่แทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568112

30 ม.ค. 2567

“นายกฯ” ป่วย “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” มอบรองนายกฯ -รมต. ทำหน้าที่แทน

นายกรัฐมนตรี ป่วยไม่หาย ก่อนเข้าร่วมประประชุมพรรคเพื่อไทย ต้องแวะโรงพยบาลให้แพทย์เจาะเลือด เผยผลตรวจ เป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” หลังป่วยมานานกว่า 2 สัปดาห์ มอบหมายรมต.-รองนายกฯทำหน้าที่แทน ยกเลิกดินเนอร์ผบ.เหล่าทัพ

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 15.30 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินเข้าร่วมประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ได้แวะทักทายสื่อมวลชนประจำพรรคเพื่อไทยว่าสบายดีไหม ก่อนที่สื่อตอบว่าสบายดี จากนั้นสื่อมวลชนถามกลับว่านายกฯ สบายดีหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่ค่อยสบาย ด้วยน้ำเสียงแหบ และมีสีหน้าอิดโรย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายกฯ เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่าเมื่อสักครู่ ได้แวะโรงพยาบาล เพื่อไปเจาะเลือด ก็ต้องรอผล เพราะเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้ว โดยความจริงคิดว่าหายแล้ว ซึ่ง ก็ต้องรอผลตรวจ แต่วันนี้ได้นัด สส.เอาไว้

จากนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางกลับจากการประชุม สส. พรรคเพื่อไทย โดยได้สวมหน้ากากอนามัย ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะสอบถามว่า อาการเป็นอย่างไร ผลตรวจเลือดออกหรือยัง ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” 

แต่วันพรุ่งนี้(31 มกราคม 2567) ยังคงปฏิบัติงานตามเดิม โดยช่วงเย็นนายกรัฐมนตรี มีนัดรับประทานอาหารกับผู้นำเหล่าทัพ

“นายกฯ” ป่วย “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” มอบรองนายกฯ -รมต. ทำหน้าที่แทน

ในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าวันนี้จะ เชียร์ให้กำลังใจฟุตบอลทีมชาติไทย ที่มีโปรแกรมเจอกับทีมชาติอุซเบกิสถาน ในศึกฟุตบอลเอเชียนคัพ ในเวลา 18.30 น. วันนี้หรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้เอียงคอและหลับตา ก่อนระบุว่า “หากตื่นมาทัน ก็จะเชียร์”

นายกฯหวั่นแพร่เชื้อ มอบรมต.-รองนายกฯทำหน้าที่แทน 

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายหลังเปิดเผยถึงผลตรวจเลือดออกว่า ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A ล่าสุดกำหนดการที่ทำเนียบรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรีได้มีการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องปฏิบัติงานแทน

โดยเวลา 10.15 น. นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ เป็นประธานในงานมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2566 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาลแทน

นอกจากนี้ใน เวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรีมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ปฎิบัติหน้าที่แทนในการต้อนรับเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายธานี สิงหนาท ในโอกาสนำคณะเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 8 และผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม เข้าพบเพื่อรับโอวาท ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก)

นายกฯ ยกเลิกดินเนอร์กับผบ.เหล่าทัพ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในวันที่ 31 มกราคม 2567 ตามกำหนดเดิมนายกฯ ยังคงเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ในเวลาประมาณ 11.30 น. แต่เนื่องจากนายกฯ ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A และเป็นห่วงว่าจะนำเชื้อไปแพร่ให้กับคนใกล้ชิด จึงอยู่ระหว่างขอคำปรึกษากับแพทย์อีกครั้งว่าควรจะหยุดพักหรือไม่ สำหรับช่วงเย็นที่มีกำหนดนัดรับประทานอาหารค่ำกับผู้นำเหล่าทัพนั้น ขณะนี้ได้ยกเลิกไปก่อนแล้ว

“นายกฯ” ป่วย “ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ุ A” มอบรองนายกฯ -รมต. ทำหน้าที่แทน

“จิรัฏฐ์” สส.ก้าวไกล ปัดโชว์ “ใบ สด.43” ต่อสาธารณะ หวั่นถูกปลอมแปลงเอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568119

30 ม.ค. 2567

“จิรัฏฐ์” สส.ก้าวไกล ปัดโชว์ “ใบ สด.43” ต่อสาธารณะ หวั่นถูกปลอมแปลงเอกสาร

“จิรัฏฐ์” สส.ก้าวไกล ปัดโชว์ ใบ สด.43 ต่อสาธารณะ หวั่นถูกปลอมแปลง ย้ำ ของแท้ เผยได้มาวันเดียวกับขึ้นศาล แต่ไม่แน่ใจไปจับใบดำ-แดง วันต่อไปหรือปีถัดมา อ้าง 10 ปี ผ่านมานานแล้ว โบ้ย จนท.รัฐสอบเองจริงหรือไม่ มองว่าเป็นกระบวนการดิสเครดิต เพราะร้องเรียนแค่ 2 วัน ก็ตั้งโต๊ะแถลง

ที่พรรคก้าวไกล นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล เปิดเผย ถึงกรณีที่ กองบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ออกมาแถลงข่าวเตรียมเอาผิดกรณีการปลอมแปลงเอกสารราชการ ใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ เมื่อวานนี้ ว่า เหมือนที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อไว้ก่อนหน้านี้ ว่า ปลอมหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของตนในการพิสูจน์ แต่ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการในการพิสูจน์ ยืนยันว่าเอกสารที่ตนมีไม่ใช่เอกสารปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ และตนก็ไม่กล้าปลอมด้วย ตนกำลังถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงเอกสารราชการในเรื่องคดีที่หมดอายุความไปแล้ว ไม่เป็นเหตุเป็นผลเลย จึงยืนยันว่าของแท้แน่นอน

ในวันที่ไปรับเอกสาร มีลำดับเหตุการณ์อย่างไรบ้าง นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า วันนั้นตนเดินทางไปคนเดียว เพื่อไปหาสัสดี ที่ว่าการอำเภอ เขาก็พาขึ้นรถไปที่ศาล และดำเนินการตามกระบวนการ ในข้อหาไม่มารายงานตัวในวันเกณฑ์ทหาร จนกระทั่งได้รับใบ สด.43 นอกจากนี้ตนยังคิดว่า คนที่ได้ใบ สด.43 ทั่วประเทศ จะได้รับจากมือประธานกรรมการคัดเลือกหรือไม่ก็ไม่ทราบ ส่วนเรื่องการพิมพ์ลายนิ้วมือ ตนได้ตรวจสอบกับหลายคนแล้ว พบว่าประมาณ 30-40 คนก็ไม่มี และส่งเอกสารมาให้ตนดูผ่านทางอินบ๊อกซ์แล้ว

เมื่อถามว่ามีหน่วยงานของกองทัพติดต่อมาแล้วหรือยัง นายจิรัฏฐ์ ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า ยัง

ถ้าไม่เปิดเอกสารก็จะคลายข้อสงสัยไม่ได้ สังคมเรียกร้องให้เปิด นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนยินดีเปิด ก็รอให้มาตรวจสอบ แต่จะไม่เปิดต่อสาธารณะเพราะมีตัวเลขที่ต้องระวัง

“ผมเอาให้พี่นักข่าวดูได้ แต่ขอแค่ไม่ถ่ายรูปไว้ อยากให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการ” นายจิรัฏฐ์ กล่าว

สำหรับใบ สด.43 ได้มาวันที่ขึ้นศาลเลยหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ ยืนยันว่า เป็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า แล้ววันที่จับใบดำใบแดงเป็นวันไหน นายจิรัฏฐ์ ตอบว่า “มันไม่ใช่วันนั้นไง เพราะผมมีความผิดที่ไม่ได้ไปรายงานตัว ผมจับใบดำใบแดงหลังจากนั้น“

ทั้งนี้ ถ้าไปจับหลังจากวันที่ไปศาล จะไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีการจับใบดำใบแดงกัน นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนถึงได้บอกว่าต้องให้หน่วยงานรัฐมาตรวจสอบ เพราะตนก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ตนก็ชี้แจงตามที่เกิดขึ้น

เมื่อถามย้ำว่า ไปจับใบดำใบแดงหลังจากที่เพื่อนเขาจับกันใช่หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนจำไม่ได้ว่าไปจับหลังจากนั้น 1 ปี หรือ 1 วัน แต่พอรู้ตัวว่าทำผิดก็รีบไปรายงานตัว

แล้วข้อกล่าวหาที่ชั้นศาลคืออะไร นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้มารายงานตัว ซึ่งวันต่อไปก็ไปจับใบดำใบแดง ผู้สื่อข่าวจึงถามอีกว่าเป็นวันที่เขาจับใบดำใบแดงใช่หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า น่าจะอยู่นะ สิบกว่าปีแล้วอย่าลืม ตนก็พยายามทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงเอกสารกว่าจะหาเจอก็ใช้เวลาหลายสัปดาห์ ซึ่งในปีนั้นตนทำเรื่องผ่อนผันไว้เพราะติดสอบธีซิส (เล่มวิจัย)

เมื่อถามว่าปกติคนที่ไม่ไปเกณฑ์ทหารจะถูกดำเนินคดีหนีทหารเลย ทำไมถึงไม่โดน นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ถ้าดูตามไทม์ไลน์แปลว่าตนมีความผิดเป็นนักโทษตั้งแต่ปี 2555 ทำไมไม่มาจับตน ตนก็อยู่ที่บ้านหลังเดิมไม่ย้ายไปไหน สถานีตำรวจก็อยู่ใกล้แค่นิดเดียว ในขณะที่คนอื่นถ้าหนีทหารก็โดนจับถึงบ้านแล้วไม่ใช่หรือ แค่ปีเดียว ปีแรกก็ต้องมาตามจับแล้ว ส่วนจะมีการติดต่อไปยังกองทัพเองหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า กมธ.การทหารรับเรื่องไว้แล้ว ตนยินดีให้ตรวจสอบทั้ง กมธ.การทหาร และ คณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร

ส่วนที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธาน กมธ.การทหาร ระบุว่าอาจมีการซัดทอดว่ามีการซื้อใบ สด.43 หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนยินดีให้ตรวจสอบอยู่แล้ว รออยู่ว่าจะมาเมื่อไรอย่างเดียว ตนจะได้ไปทำอย่างอื่นบ้าง

เมื่อถามว่าซื้อใบ สด.43 มาจริงหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า บ้านตนไม่มีเส้นสาย ไม่รู้จักนักการเมือง เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แค่บอกว่าจะไปซื้อก็ยังไม่รู้จะบอกใครเลย ไม่มีเส้นสายแล้วจะไปติดต่ออย่างไร ซึ่งตนเชื่อว่ากระบวนการที่ได้มาถูกต้อง

นายจิรัฏฐ์ มองว่าเป็นกระบวนการดิสเครดิต เพราะมีคนร้องเรียนแค่ 2 วัน ก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแล้ว ส่วนคำถามที่ตนถามกองทัพไม่เห็นแถลงบ้างเลย ทำหนังสือไปก็ไม่ตอบ

ส่วนเหตุผลที่ไม่เปิดใบ สด.43 เพราะกลัวจะมีคนปลอมแปลงใช่หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวยอมรับ รวมถึงไม่อยากให้เป็นประเด็นอื่นอีก ส่วนถ้าให้เบลอข้อมูลสำคัญจากต้นทางได้หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ก็จะเหมือนกับที่ไปมติชน

“ตอนแรกที่เห็นว่าไม่มีลายมือ ผมจะปั๊มลงไปยังได้เลย แต่มันเป็นเอกสารราชการ ใครจะกล้าหล่ะ ในเมื่อมันไม่มีก็ต้องเปิดแบบนั้น“ นายจิรัฏฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าได้ตรวจสอบชื่อคนที่เซ็นในใบไว้หรือไม่ว่ายังมีตัวตน นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนดูพบว่ามีลายเซ็นประมาณ 5 คน บางคนก็อ่านชื่อไม่ออกเพราะเป็นลายเซ็น ตนก็ไม่ได้ไปเช็ค แต่เจ้าหน้าที่รัฐเช็คได้ ก็แค่ไปดูว่าใครทำหน้าที่ตอนปีนั้น

”ที่บอกว่าไม่เจอต้นขั้ว อยากให้ตรวจสอบ เพราะที่แถลงว่าไม่มีชื่อ นวรินทร์(ชื่อเดิม) ผมเข้าใจได้ แต่ถ้าไม่มีชื่อจิรัฏฐ์ ผมว่ามีปัญหาแล้ว“นายจิรัฎฐ์กล่าว

นายจิรัฏฐ์ ยังกล่าวว่า ตนอยากให้กองทัพตรวจสอบเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่า แล้วหากมีการตรวจสอบสุดท้ายแล้วพบว่าเจ้าหน้าที่ผิด และนายจิรัฏฐ์ก็ผิด มีการประเมินสถานการณ์นี้ไว้หรือไม่ นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าไม่มีทางผิดแน่นอน

หลังจากนั้นนายจิรัฏฐ์ ได้เปิดเอกสาร สด.43 ให้กับผู้สื่อข่าวดู โดยไม่อนุญาตให้มีการถ่ายภาพ ซึ่งผู้สื่อข่าวพบว่าในเอกสารนั้นมีการระบุเป็นชื่อนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ไม่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือ แต่มีการเซ็นชื่อนายจิรัฏฐ์เพื่อรับเอกสาร พร้อมทั้งมีการระบุว่าเป็นบุคคลที่จับได้ใบดำอย่างชัดเจน มีลายเซ็นนายทหารรับรองในเอกสาร และในแฟ้มเอกสารเดียวกัน นายจิรัฏฐ์ยังได้เก็บเอกสารในการขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหารมาโดยตลอดระหว่างการศึกษา รวมถึงใบเรียกไปรายงานตัวในการเกณฑ์ทหาร ตั้งแต่ใช้ชื่อเดิมจนกระทั่งเปลี่ยนชื่อใหม่ไว้ด้วย

อนุทิน ลั่น ไม่ให้ค่า “นักตบทรัพย์” ทำจนเพลินไม่รู้สี่รู้แปด แนะเลือกคบคนดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568110

30 ม.ค. 2567

อนุทิน ลั่น ไม่ให้ค่า “นักตบทรัพย์” ทำจนเพลินไม่รู้สี่รู้แปด แนะเลือกคบคนดี

อนุทิน ไม่ให้ค่า “นักตบทรัยพ์” ยก คำพูด ชูวิทย์ ของปลอมก็คือของปลอม แนะต้องเลือกคบคนดี โจรจะไปคบทำไม ฉะ ทำจนเพลิน ไม่รู้สี่รู้แปด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีกระบวนการนักตบทรัพย์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเมื่อวานนี้ (29 ม.ค.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ออกมาบอกว่าเรื่องตบทรัพย์นั้นมีทุกกระทรวงว่า กระทรวงมหาดไทยในยุคตนยังไม่มี เพราะไม่มีอะไรให้มาตบ

เมื่อถามว่าจากเหตุการณ์ของนายศรีสุวรรณ จรรยา ขึ้นมา มีใครมาบ่นให้ระแคะระคายว่าเริ่มเกิดเรื่องที่กระทรวงมหาดไทยบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนพวกนี้เป็นคนที่กระทรวงมหาดไทยไม่ให้ความสนใจอยู่แล้ว เราเป็นข้าราชการเราก็ต้องทำตามหน้าที่ของเรา และถ้าหากยึดตามหลักกฎหมายทั้งหลายก็ไม่ต้องมีอะไรต้องกังวล

เมื่อถามต่อว่าหลังจากเกิดกรณีนี้ ได้กำชับในกระทรวงอย่างไรบ้าง นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ได้พูดถึงเลย มันไม่มีความสำคัญ ไม่มีอะไรที่ต้องไปใส่ใจกับคนเหล่านี้ และสุดท้ายก็อย่างที่เห็น

นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อย่างหนึ่งที่ได้โพสต์ข้อความว่า “ของปลอมยังไงก็ของปลอม” ก็แค่นั้นแหละ

ผู้สื่อข่าวถามว่านายศรีสุวรรณ เคยพยายามเข้าไปร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ตอบว่า หน้าที่ร้องเขามีสิทธิอยู่แล้ว และกระทรวงมหาดไทยก็เป็นกระทรวงที่มีคนร้องเรียนเยอะที่สุด เพราะเรามีศูนย์ดำรงธรรม ฉะนั้นเรื่องอะไรก็ตามที่เข้าสู่ศูนย์ดำรงธรรม เขาก็จะต้องแจกจ่ายไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เราก็ต้องแก้ไขในทุกๆ เรื่อง

เมื่อถามต่อว่าคดีที่นายศรีสุวรรณ เคยร้องยุบพรรคภูมิใจไทย หลังจากนี้จะทำให้โล่งใจขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน ถามกลับว่ามีหรอ ซึ่งผู้สื่อข่าวตอบว่ามี ก่อนที่นายอนุทินจะบอกว่า พรรคภูมิใจไทยจะถูกยุบหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่คนร้อง แต่อยู่ที่ว่ากฎหมายเป็นอย่างไร พรรคคือพรรค เวลาเราส่ง สส. ลงเลือกตั้งเราก็ต้องทำตามกฎหมายพรรคการเมืองทุกอย่าง

ส่วนในมุมกลับกันถือว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ ที่จะทำให้คนรู้ว่าจริงหรือไม่จริง นายอนุทิน กล่าวว่า จะบอกว่าดีหรือไม่ดี แต่ถ้าเขาร้องด้วยเจตนารักษาประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญ แต่ถ้าร้องไปหมด มาตบทรัพย์เพื่อมาคุกคาม แบบนี้ก็เป็นอย่างที่เห็น “บางทีก็ทำจนเพลิน ไม่ได้รู้สี่รู้แปด”

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าเคยโดนเข้ามาลักษณะนี้บ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ผมไม่คุยกับคนพวกนี้ ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่ามีภูมิต้านทานแข็งแรง นายอนุทิน ตอบกลับว่าไม่ใช่ แต่เราเลือกคบคนดีสิ โจรจะไปคบทำไม

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังถามถึงความคืบหน้าของโครงการแจกเงินดิจิทัลหนึ่งหมื่นบาท ว่าอาจจะถูกเลื่อนออกไปอีก ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลได้มีการหารือแล้วหรือไม่ นายอนุทิน ยกมือขึ้นแล้วกล่าวว่า “ผมทำตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี”

สรุปปมร้อน ‘สด.43’ จิรัฏฐ์ เบี้ยว เกณฑ์ทหาร ส่อหลุดเก้าอี้ สส.?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568099

30 ม.ค. 2567

สรุปปมร้อน 'สด.43' จิรัฏฐ์ เบี้ยว เกณฑ์ทหาร ส่อหลุดเก้าอี้ สส.?

สรุปไทม์ไลน์ร้อน ปม ‘สด.43’ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เบี้ยว ‘เกณฑ์ทหาร’ ส่อหลุดเก้าอี้ สส. ฉะเชิงเทรา? ก้าวไกล สั่นสะเทือน

เป็นอีกหนึ่งปมดราม่าร้อน ใบ “สด.43” ที่ทำเอาเก้าอี้ สส. ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ของ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สั่นสะเทือน ส่อหลุด หลังถูกข้อครหา เข้าข่ายเบี้ยว เกณฑ์ทหาร ปลอมใบ สด.43 คมชัดลึก ไล่เรียงจุดเริ่มต้น ในวันที่ก้าวไกล เจอมรสุม

จุดเริ่มต้นปม “สด.43”

1. แนวร่วมเพจ วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร นำโดย “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์, เค สามถุยส์ และ อ.ทัน ยื่นเรื่องร้องเรียนถึงประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร จี้ให้ตรวจสอบนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล เข้าข่าย หนีทหาร หรือไม่  

2. กองทัพบก รับลูกเร่งตรวจสอบ โดยพบว่า ไม่มีต้นขั้วใบ สด.43 ที่ตรงกับของนายจิรัฎฐ์ แถมยังพบว่า ช่วงที่จิรัฎฐ์ ถูกเรียกให้มารายงานตัว เกณฑ์ทหาร ใช้ชื่อว่า “นวรินทร์ ทองสุวรรณ์” แต่ในใบ สด.43 ที่โชว์สื่อ เป็นชื่อ “จิรัฎฐ์”

3. จากนั้นปมใบ “สด.43” ก็เป็นประเด็นขึ้น และ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ก็ตอบโต้ทันทีเช่นกัน ยืนยันไม่มีการปลอมเอกสารแน่นอน มีลายเซ็นนายทหารครบ โดยมีการย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ที่ตอนนั้น เขายังเป็นเด็ก เพิ่งเรียนจบ ไม่ได้ไปรายงานตัว แต่วันรุ่งขึ้น หน่วยงานราชการเรียกไปทำอะไร ทั้งจับใบดำ ใบแดง ก็ทำหมด ส่วนที่ออกมาพูดช้า ยอมรับว่า หาเอกสารไม่เจอ สุดท้ายไปรื้อเจอที่บ้านคุณแม่

– ส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า ในใบ สด.43 ที่เอามาแสดงนั้น ไม่มีรอยนิ้วมือ นายจิรัฏฐ์ บอกว่า สงสัยอยู่ ว่าทำไมถึงไม่มี เขาไม่ได้ให้ปั๊ม ส่วนการเปลี่ยนชื่อ ก็เปลี่ยนมานานมากแล้ว ตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง ก่อนการเกณฑ์ทหารด้วยซ้ำ

– จิรัฎฐ์ บอกว่า ไม่อยากให้สังคมเปลี่ยนประเด็น จากความผิดปกติในหน่วยงานทหารมาเป็นเรื่องนี้แทน เพราะเป็นความพยายามในการบิดเบือนกระแสสังคมมากกว่า

ดราม่าใบ สด.43ดราม่าใบ สด.43

ขุดไทม์ไลน์ สด.43

เพจเฟซบุ๊ก วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร ได้โพสต์ข้อความสรุปเหตการณ์ ปม สส.จิรัฎฐ์ ถูกกล่าวหา หนีทหาร ดังนี้

  1. ปี 2552-54 ขอผ่อนผัน 3 ครั้ง เนื่องจากติดเรียน แต่เมื่อเรียนจบ หนีไม่มารายงานตัว จนถูกยื่นฟ้อง
  2. ปี 2555 ขึ้นศาลรับสารภาพ โทษจำคุกรอลงอาญา และต้องไปยื่นเอกสารแสดงตนรับราชการทหาร แต่กับหลบเลี่ยงไม่ยื่น
  3. ปี 2556-60 ไม่ไปแสดงตนรับราชการทหารและอำเภอบางประกงส่งหมายเรียกไปแต่ไม่มีการตอบรับ
  4. ปี 2561 อายุเกิน 30 ปี ได้เดินทางไปยื่นเอกสารตามระเบียบกองทัพ คือไม่ต้องเกณ์ทหารแล้ว ขึ้นบัญชีเป็นทหารกองเกิน (อาศัยช่องว่างตรงนี้)

ดังนั้น ใบ สด.43 เอามาจากไหน ต้องเรียกดูเอกสารต้นขั้วว่า เป็นฉบับจริงหรือไม่ หากปลอมแปลงเอกสารต้องถูกดำเนินคดี 

ไทม์ไลน์ สส.หนีเกณฑ์ทหาร ขอบคุณเพจ วันนี้ก้าวไกลโกโหกอะไรไทม์ไลน์ สส.หนีเกณฑ์ทหาร ขอบคุณเพจ วันนี้ก้าวไกลโกโหกอะไร

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊กวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร ยังเปิดเผยข้อมูลการตรวจเลือกทหารกองเกินอีกว่า

  • เมื่อ 20 พ.ย. 2549 แสดงตนลงบัญชีทหารกองเกิน (สด.9) ตาม ม.18 แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  • ปี 2551 รับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35)
  • ปี 2552 – 54 มีรายชื่อในบัญชีเรียกฯ (สด.16) แต่เป็นประเภทคนผ่อนผันตาม ม.29 (3) แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหารพ.ศ. 2497 เนื่องจากกำลังศึกษาอยู่ ม.บูรพาฯ และได้มาแสดงตนในวันตรวจเลือกตามปกติ
  • ปี 2555 ไม่มาแสดงตนเข้ารับการตรวจเลือกตามหมายเรียก (สด.35) บัญชีเรียกฯ ประเภทคนผ่อนผันบันทึก “ขาด” จึงส่งดำเนินคดีตาม ม.27 มีโทษตาม ม.54 แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ศาล จ.ฉะเชิงเทรา มีคำพิพากษาเมื่อ 30 ส.ค. 2555 จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน แต่รอลงอาญามีกำหนด 1 ปี ตามคดีดำที่ 3162/55 คดีแดง 3132/55
  • ปี 2556 – 60 หลังคดีถึงที่สุด เจ้าตัวไม่ได้ไปแสดงตนขอรับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35) และอำเภอบางปะกงส่งหมายเรียกไม่ได้
  • ปี 2558 – 60 ยกรายชื่อจากบัญชีคนผ่อนผันไปไว้ในบัญชีคนที่ขาดการตรวจเลือก เนื่องจากหมดเหตุผ่อนผันตาม ม.29 (3) แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มีอายุ 27 ปี (เมื่อปี 2558) หมดเหตุผ่อนผัน เจ้าตัวไม่ได้มาแจ้งพ้นจากฐานะยกเว้นผ่อนผัน มีความผิดตาม ม. 15 และมีโทษตาม ม.43 แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.95 (5) ซึ่งคดีขาดอายุความแล้ว และหากเจ้าตัวมาแสดงตนเข้ารับการตรวจเลือกในห้วง ปี 2558 – 60 ก็ให้ส่งเข้ารับราชการทหารกองประจำการโดยไม่ให้จับสลาก ในฐานะคนหลีกเลี่ยงขัดขืน ตามที่ศาลมีคำพิพากษา ตาม ม.33 แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497
  • ปี 2561 เป็นผู้ที่ไม่อยู่ในกำหนดเรียกเข้ารับราชการทหารกองประจำการเนื่องจากมีอายุ 30 ปี ซึ่งปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 2 ชั้นที่ 2 ตาม ม.39 แห่ง พรบ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497

4. หลังเป็นกระแส บรรดาชายไทย ต่างแห่แชร์ ใบ สด.43 ของตัวเอง ที่ไม่มีการพิมพ์ลายนิ้วมือเช่นเดียวกัน ภายหลังจากที่ นรด. บอกว่าใบของ จิรัฏฐ์ เป็นของปลอม เนื่องจากไม่มีลายนิ้วมือ นอกจากนั้น นรด. ยังย้ำว่า หัวใจสำคัญของ สด.43 คือต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ ไม่ว่าจะจับใบดำ-ใบแดง หรือไม่ก็ตาม

ใบ สด.43 ที่ควรจะเป็น 

  • ต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ
  • มีการลงชื่อเจ้าพนักงาน 5 รายชื่อ โดยจะเริ่มจากกรรมการคนที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการตรวจเช็คร่างกาย จากนั้น กรรมการคนที่ 2 คือผู้พิมพ์ลายนิ้วมือ ต่อด้วยกรรมการคนที่ 3 คือผู้ตรวจสุขภาพ กรรมการคนที่ 4 สัสดี และกรรมการที่ลงนามคนสุดท้าย ได้แก่ ประธานกรรมการตรวจเลือกทหารประจำหน่วย
  • ใบ สด.43 จะต้องมีต้นขั้ว และมีลายเซ็นของกรรมการทั้ง 5 คนเซ็นต์ด้วย

ข้อมูลบางส่วน : เพจเฟซบุ๊ก วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร