ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/228503
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง : 29 พ.ค. 2559
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/228503
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/227173
แกสบี้ กับ วิตามินซี
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/226384

ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225979

หมาปวดฟัน!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225582

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/224749

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/220197
จากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า ปล่อยเต่าแล้วได้บุญ จะทำให้มีอายุยืน ทำให้หลายคนเลือกการทำบุญด้วย “การปล่อยเต่า” เพราะคิดว่า การให้ชีวิตสัตว์ที่มีอายุขัยยาว จะทำให้ตนมีอายุยืนนับร้อยปีเหมือนเต่า ความเชื่อนี้ เราคงต้องมาพิจารณากันใหม่นะครับ เพราะในปัจจุบันนี้ พบว่า “ชนิด” ของเต่าที่ปล่อย และ “สถานที่” ที่นำเต่าและตะพาบน้ำไปปล่อยนั้น กลายเป็น “พาเต่าไปสุสาน” เลยครับ เนื่องจาก
– เต่าบางประเภทที่นำไปปล่อยนั้น เป็น”เต่าบก” แต่ดันนำไปปล่อยในแหล่งน้ำ ทำให้เต่าจมน้ำตาย
– บ่อน้ำที่นำไปปล่อย ไม่มีทางลาดเอียงหรือทางเดินให้เต่าขึ้นมาพัก ทำให้เต่าไม่มีที่ขึ้นมารับแสงแดด หรือวางไข่
– แหล่งน้ำที่ปล่อย เป็นแหล่งน้ำที่เน่าเสีย ไม่มีการไหลเวียน มีสภาพเป็นกรด ทำให้เต่าติดเชื้อโรค ตาบอด ถูกน้ำกัด และเป็นแผล
– ปล่อยเต่าในแหล่งน้ำขนาดเล็ก คับแคบ โดยเฉพาะในบ่อน้ำในวัดหลายแห่ง ทำให้เต่าอยู่กันแออัด แย่งอาหาร และกัดกัน
– บางแห่งมีคนตกปลาจำนวนมากทำให้เต่าติดเบ็ด ได้รับบาดเจ็บ หรือถูกจับไปกิน
สถานที่ดังกล่าวข้างต้น ทำให้น้องเต่าและน้องตะพาบต้องทนทุกข์ทรมาน บาดเจ็บ และเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา ดังนั้นการปล่อยเต่าเพื่อหวังให้ได้บุญใหญ่ จึงกลับกลายเป็นการทำบาปอย่างมหันต์ เพราะนำเต่าไปปล่อยผิดที่ผิดทาง ทำให้เต่าส่วนใหญ่ต้องตายไป เนื่องจากไม่ใช่แหล่งที่อยู่อาศัยของเขา และที่สำคัญเต่าก็จะเสียชีวิตเนื่องจาก “การขาดอาหาร” ดังนั้นการปล่อยเต่าที่ถูกต้องและได้บุญ จึงต้องปล่อยในถิ่นที่อยู่อาศัยที่แท้จริงของเขาเท่านั้น
● พื้นที่ที่เหมาะสมกับการปล่อยเต่า ได้แก่
บริเวณที่เป็น แหล่งน้ำสะอาด มีทางลาดขึ้นจากน้ำ เพื่อให้เต่าขึ้นบนบกเพื่อรับแสงแดดและวางไข่ได้ มีพืชใบเขียวและสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ปลา หรือหอย ให้เต่ากินเป็นอาหารธรรมชาติได้
● เต่าที่จะนำไปปล่อย ควรมีลักษณะเช่นไร
ประการแรก เต่าที่นำไปปล่อย ต้อง “ไม่ใช่เต่าบก” ต้องเป็น “เต่าน้ำ” เท่านั้น
“เต่าบกและเต่าน้ำ” นั้น เราสามารถแยกความแตกต่างคร่าวๆ ได้ดังนี้
1.พังผืดที่นิ้วเท้า เราจะพบว่า “เต่าน้ำ” จะมีพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้วเท้า แต่จะไม่พบในเต่าบก
2.ลักษณะของผิวหนังที่ขา เราจะพบว่า “เต่าบก” นั้น ขาทั้งสี่จะมีผิวหนังที่เป็นเกล็ด หยาบ และขาจะค่อนข้างกลมมากกว่า (เนื่องจากต้องใช้ขาในการเดิน) ส่วน “เต่าน้ำ” จะมีผิวที่ค่อนข้างเรียบและชุ่มชื่นกว่า
3.อาหารการกิน จะพบว่า “เต่าบก” มักจะเป็นมังสวิรัติ คือกินอาหารที่เป็นพืช ผัก และผลไม้ ส่วน “เต่าน้ำ” มักจะกินสัตว์เล็กๆ เช่น ปลาตัวเล็กและหอย เป็นต้น
ประการที่ 2 ต้องเลือกเฉพาะเต่าและตะพาบพื้นเมืองของไทย โดยไม่ควรนำเต่าต่างถิ่นไปปล่อย เพราะเต่าต่างถิ่น เช่นเต่าแก้มแดง (คนไทยมักเรียกว่าเต่าญี่ปุ่น แท้ที่จริงเป็นเต่าพื้นเมืองของอเมริกาเหนือ) เต่าบิน (หรือเต่าจมูกหมู จากปาปัวนิวกินี) และตะพาบไต้หวัน สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ที่ไม่ควรนำไปปล่อยในแหล่งน้ำของไทย เพราะจะก่อให้เกิดปัญหากับเต่าพื้นเมืองของไทย
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าทุกท่านก็คงได้ทราบแล้วนะครับว่า “การปล่อยเต่าอย่างไม่มีความรู้” ในทุกวันนี้ เป็นการ “สร้างบุญ หรือ เพิ่มบาป” ให้กับผู้ปล่อยมากกว่ากัน ดังนั้นก่อนที่เราจะทำบุญด้วยการปล่อยเต่านั้น เราควรจะมีความรู้พื้นฐานอย่างเพียงพอที่จะสามารถนำไปใช้แยกแยะ “ชนิดของเต่า และสถานที่ที่จะนำไปปล่อย” เพื่อให้การทำบุญด้วยการปล่อยเต่าของเรานั้นเป็นการทำบุญที่แท้จริงครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/219123
ก่อนหน้านี้ เราได้คุยกันถึง “โรคพิษสุนัขบ้า”กันไปแล้ว คราวนี้ขออนุญาตพูดต่อเนื่องสักหน่อยครับ เมื่อพูดถึงโรคพิษสุนัขบ้านี้ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้วล่ะ และก็ทราบดีด้วยว่า โรคนี้เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งยังมีทั้งเรื่องราวและความเชื่อที่พูดต่อๆ กันมา ซึ่งมีทั้งที่ผิดบ้าง-ถูกบ้างปะปนกันไป วันนี้เรามาพูดกันถึง “ความเชื่อผิดๆ แปลกๆ” เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้านี้กันครับ
ความเชื่อ 1 : “สุนัขและแมวเป็นโรคพิษสุนัขบ้า เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น”
ความจริง: สุนัขและแมว เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ “ทุกฤดูกาล” ครับ ไม่เกี่ยวกับสภาพอากาศเลย คนส่วนใหญ่คิดว่า อากาศร้อน จะทำให้สุนัขบ้า
(เหมือนคนที่เครียด) ซึ่งจริงๆ แล้ว โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ “ระบบประสาท” ไม่ใช่ “โรคประสาท หรือ “โรคทางจิต” (ตามที่คนเข้าใจหรือที่คนเป็นกัน ที่ว่าเมื่อเจออากาศร้อนมากๆ ก็จะเครียดจนเป็นบ้า)
สาเหตุที่พบมากในช่วงฤดูร้อนนั้น มักจะมีสาเหตุมาจาก
1.โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีระยะฟักตัวของโรคตั้งแต่เพียงไม่กี่สัปดาห์จนถึงนานเป็นปี โดยทั่วไปก็จะประมาณ 3 เดือน (ระยะฟักตัว หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงแสดงอาการ)
2.ที่ผ่านมา ช่วงฤดูผสมพันธุ์ของสุนัข มักเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม ระยะนี้สุนัขตัวผู้มักจะ “โชว์พาวเวอร์” ด้วยการกัดกันเพื่อแย่งชิงสุนัขตัวเมีย หากตัวใดมีเชื้อโรคอยู่แล้ว ก็จะแพร่เชื้อติดไปยังสุนัขตัวอื่นได้เต็มที่
3.ช่วงหน้าร้อน เป็นช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียน เด็กๆ จึงมีโอกาสถูกกัดได้มากกว่า
ความเชื่อ 2 : “ลูกสุนัขและแมวเด็กๆ ไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรอก”
ความจริง : สุนัขและแมวที่อายุน้อย หากได้รับเชื้อ ก็สามารถแพร่โรคพิษสุนัขบ้ามายังคนและสัตว์อื่นได้ครับ ดังนั้นในลูกสัตว์ ก็เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ครับ
ความเชื่อ 3 : “เฉพาะสุนัขและแมวเท่านั้นแหละ ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้”
ความจริง : เป็นความเข้าใจที่ผิดถนัดเลยครับ! โรคพิษสุนัขบ้าสามารถเป็นได้กับ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” ทุกชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น หนู กระรอก กระแต กระต่าย เม่นแคระ จิงโจ้บิน สัตว์ปศุสัตว์ เข่น ม้า สุกรโค กระบือ รวมถึงสัตว์ป่า เช่น เสือ สิงโต ลิง ม้าลาย เก้ง กวาง บ่าง ชะนี อีกด้วย
ความเชื่อ 4 : “หากถูกสุนัขหรือแมวที่มีอาการปกติกัด ก็ไม่เป็นไร”
ความจริง : สุนัขและแมวสามารถแพร่เชื้อโรคได้ถึง 10 วันก่อนที่จะแสดงอาการ ดังนั้นหากถูกสุนัขหรือแมวกัดในช่วงที่มีการแพร่ของเชื้อก่อนที่จะแสดงอาการแล้วล่ะก็ เราอาจชะล่าใจ ดังนั้นเราจึงต้องฉีดวัคซีน (ให้ผู้ถูกกัดเอง) และกักสัตว์ต่ออีกสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อดูอาการด้วย
ความเชื่อ 5 : “การฉีดวัคซีนในสุนัขและแมว สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ 100%”
ความจริง : การฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดโรคครับ รวมถึงหากสัตว์ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าอยู่ก่อนแล้ว และอยู่ในระยะฟักตัว ก็จะทำให้การฉีดวัคซีนไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ครับ
ความเชื่อ 6 : “การฉีดวัคซีนให้สุนัขหรือแมวเพียงครั้งเดียว ก็สามารถป้องกันได้แล้ว”
ความจริง : การฉีดวัคซีนเพียงเข็มแรกเข็มเดียว ก็ยังมีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ เพราะภูมิคุ้มกันที่ได้รับนั้นไม่สูงเพียงพอ สัตว์ต้องได้รับการกระตุ้นวัคซีนเป็นครั้งที่ 2 (ในขวบปีแรก) และต้องกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปีด้วยครับ
ความเชื่อ 7 : “การถูกกัดเท่านั้น ที่สามารถทำให้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้”
ความจริง : การติดต่อของโรค ไม่เพียงแค่การโดนกัดเท่านั้นครับ การถูกเลียที่แผล หรือถูกข่วน ก็อาจทำให้ติดโรคได้ หากสุนัขหรือแมวตัวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้านั้นเลียอุ้งเท้าและเล็บตัวเอง ก็อาจมีไวรัสจากน้ำลายติดค้างอยู่ที่เล็บ และแพร่เชื้อได้ครับ
ความเชื่อ 8 : “ถ้าถูกสุนัขกัด ให้รีบเอารองเท้าตบ หรือราดแผลด้วยน้ำปลา”
ความจริง : ขอยืนยันว่าการเอารองเท้าตบที่แผลนั้น ไม่ได้ช่วยรักษาโรคนี้เลยครับ กลับยิ่งจะทำให้สิ่งสกปรกและฝุ่นเข้าบาดแผลที่ถูกกัดมากขึ้นด้วยครับ ส่วนการราดด้วยน้ำปลานั้น หากเป็นน้ำปลาแท้ที่มีความเข้มข้นสูงอาจช่วยฆ่าเชื้อได้บ้าง แต่สารปรุงแต่งในน้ำปลาก็จะเข้าไปในแผลด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นน้ำปลาปลอมหรือน้ำปลาที่มีความเข้มข้นต่ำและมีสิ่งเจือปนมากแล้ว ยิ่งนอกจากจะทำลายเชื้อไม่ได้แล้ว ยิ่งจะทำให้ผู้ถูกกัดได้รับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าบาดแผลมากยิ่งขึ้นด้วย
ถ้าจะให้ดี ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นล้างแผลซ้ำอีกครั้งด้วยทิงเจอร์ไอโอดีนหรือโพรวิโดนไอโอดีน (เบตาดีน)
และรีบไปพบแพทย์ครับ
ความเชื่อ 9 : “รอให้สุนัขและแมวที่กัดตายเสียก่อน จึงค่อยไปพบแพทย์ก็ได้”
ความจริง : เมื่อถูกสุนัขที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนกัด หากสุนัขตัวที่กัดไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าก็คงไม่น่าวิตกอะไร แต่ถ้าเราไม่ทราบประวัติสุนัขแน่นอนแล้วล่ะก็ การไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เป็นสิ่งจำเป็นมากครับ เนื่องจาการฉีดวัคซีนป้องกันที่ได้ผลสูงสุด จะต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงหลังถูกกัด ในบางกรณีที่บาดแผลใหญ่ บริเวณที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก หรืออยู่ใกล้สมองมาก หรือมั่นใจว่าสัตว์มีเชื้อพิษสุนัขบ้าแน่ๆ แพทย์จะพิจารณาในการฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (เซรุ่ม) เข้าที่บาดแผลเพื่อทำลายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที แต่มีข้อเสียคือราคาแพง !!
เมื่อได้ทราบอย่างนี้แล้ว หวังว่าผู้อ่านคงจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าดีขึ้นนะครับ ฝากเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อถูกสุนัขหรือแมวกัด
สิ่งที่เราควรคำนึงถึงและควรกระทำเป็นสูตรง่ายๆ คือ “ล้างแผล-ใส่ยา-กักหมา-หาหมอ” ครับผม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/217948
สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันเรื่องการเตรียมนำสุนัขเดินทางโดยเครื่องบินในส่วนของการเตรียมตัวสัตว์ก่อนการเดินทางไปแล้ว วันนี้ เรามาคุยกันต่อถึงการเตรียมอุปกรณ์และเอกสารสำหรับสัตว์ รวมถึงข้อควรพิจารณาระหว่างเดินทางและหลังการเดินทางครับ
ต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ และเอกสารเกี่ยวกับตัวสัตว์ให้ครบ เช่น
– กล่องเดินทาง หรือ Transport box ต้องมีขนาดกว้างเพียงพอให้สัตว์สามารถอยู่ได้อย่างสบาย กลับตัวได้ สภาพกล่องแข็งแรงและใช้การได้ดี สามารถปิดประตูกล่องได้เป็นปรกติ เพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์ไม่สามารถเปิดออกเองระหว่างเดินทางได้ (แต่ละสายการบินอาจกำหนดขนาดของกล่องที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรศึกษาจากสายการบินนั้นๆ ด้วยครับ)
– เอกสารระบุตัวสัตว์ ชื่อและที่อยู่เจ้าของที่สามารถติดต่อได้ ซึ่งควรต้องติดไว้บนกล่อง หรือเตรียมใส่ซองหรือถุงรวมกันไว้ เพื่อความสะดวกในการรวบรวมและแสดงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อความสะดวกและรวดเร็วครับ
– ขวดใส่น้ำดื่มชนิดแขวนกับประตูกรง ควรบรรจุน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะการขาดน้ำ dehydration เพราะเราไม่สามารถคาดเดาสภาพอากาศระหว่างการขนส่ง ทั้งก่อนขึ้นเครื่อง บนเครื่องบิน และหลังลงจากเครื่อง
ก่อนเดินทาง หากทำได้ควรจูงสัตว์ไปอึหรือฉี่ ก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่สายการบิน เพื่อป้องกันการขับถ่ายเลอะเทอะในกล่องขนส่ง และโดยปรกติแล้ว เราควรงดการให้อาหารและน้ำอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเดินทาง เพื่อลดปัญหาการอาเจียนระหว่างการขนส่งด้วยครับ
หลังจากส่งสัตว์ให้เจ้าหน้าที่สายการบินแล้ว ก็จะเป็นหน้าที่ของ “เจ้าหน้าที่สายการบิน” นั้นๆ แล้วล่ะครับ เจ้าหน้าที่ของแต่ละสายการบินก็จะต้องปฏิบัติตาม “มาตรการของสายการบิน” ในการดูแลขนส่งสัตว์ที่มีชีวิต (live animal transport) ตลอดการเดินทางอย่างเคร่งครัด ทั้งระหว่างรอขึ้นเครื่องและหลังเครื่องลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างที่รอเจ้าของมารับหลังออกจากเครื่องแล้ว ต้องไม่วางสัตว์ตากแดด หรือในที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ตลอดจนไม่วางไว้ใกล้เสียงเครื่องยนต์ดังๆ จนสัตว์ตื่นกลัวด้วย
การวางสัตว์ไว้ในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท หรือร้อนเกินไป (>40 องศาเซลเซียส) นั้น จะเป็นอันตรายกับสุนัขและแมวอย่างมาก เพราะระบบการระบายความร้อนออกจากร่างกายของสัตว์จะไม่ดีเท่ากับในคน อาจเกิด “ภาวะการเครียดจากความร้อน” (heat stress) และ“โรคลมแดด” (heat stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุให้สัตว์เสียชีวิตได้ครับ
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะเครียดจากความร้อนหรือ heat stress นี้ ได้แก่ การมีประวัติการป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับความร้อนอยู่ก่อนแล้ว สุนัขแก่หรือเด็กเกินไป สภาวการณ์ทนความร้อนได้ต่ำโดยเฉพาะในสุนัขพันธุ์ที่มีขนยาวและหนา สุนัขที่อ้วนกว่าปรกติ สุนัขที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและปอด สุนัขที่ป่วยด้วยฮอร์โมนไทรอยด์สูงกว่าปกติ (hyperthyroidism) สุนัขพันธุ์หน้าสั้น (brachycephalic) เช่น บูลด็อก เฟรนช์บูลด็อก บอสตันเทอร์เรีย และปั๊ก ภาวะการแห้งน้ำ/ขาดน้ำ หรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ เป็นต้น
เมื่อได้รับสัตว์เลี้ยงของเราแล้ว ต้องตรวจดูว่าเป็นสัตว์ของเราถูกต้องหรือไม่ เพราะสัตว์อาจยังสะลึมสะลือ (จากฤทธิ์ของยา) อยู่ บางตัวอาจจะดีใจและตื่นเต้นมากกว่าปรกติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าของแล้วล่ะครับที่จะคอยปลอบโดยการใช้เสียงและการสัมผัสเพื่อให้เขาอุ่นใจขึ้น อย่าลืมตรวจสภาพของกรงว่ามีการเสียหายจากการกระแทกหรือไม่ และต้องสังเกตอาการสุนัขของเราด้วย ว่ามีการหายใจ การแสดงออก การเดินที่ผิดปรกติหรือไม่ หากมีความผิดปรกติต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ และพาไปตรวจเช็คร่างกายต่อไปครับ
จะเห็นว่าในการจะพาสุนัขหรือแมวโดยสารทางเครื่องบินนั้นอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าวิธีอื่นๆ ดังนั้นก่อนที่เราจะพาเขาเดินทางโดยเครื่องแล้ว เราต้องตรวจดูสุขภาพของสัตว์เลี้ยงของเราให้ดี เตรียมเอกสารให้ครบ รวมถึงศึกษาข้อกำหนดหรือข้อจำกัดของแต่ละสายการบินอย่างเคร่งครัดด้วยครับ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/216842
สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับคนเป็นอย่างมาก หลายคนถือว่าสุนัขเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว มีการพาสุนัขไปเที่ยวในที่ต่างๆ เช่นเดียวกับพาเด็กเล็กๆ ไปด้วย การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวอาจไม่มีปัญหาอะไร แต่หากต้องใช้บริการสาธารณะแล้วคงต้องมีการจัดเตรียมที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นรถโดยสาร เรือโดยสารหรือแม้กระทั่งเครื่องบินโดยสาร
ในการนำสุนัขเดินทางโดยเครื่องบินนั้น อาจมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่แตกต่างจากการโดยสารชนิดด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งแต่ละสายการบินก็มีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ในส่วนของเราในฐานะของเจ้าของเองนั้นจะต้องมีการเตรียมตัวสุนัขและมีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตัวอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลจากคณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาฝากกันครับ
ในการขนส่งสุนัขและแมวทางอากาศ เรามีข้อควรพิจารณา โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ
1. ก่อนการเดินทาง
1.1 ตัวสัตว์เลี้ยง
– อายุสัตว์ : โดยทั่วไปแล้ว เราไม่ควรขนส่ง หรือให้สัตว์ที่อายุน้อยหรืออายุเกินไปเดินทางเป็นเวลานานๆ เนื่องจากลูกสัตว์ที่ยังเล็กเกินไป ยังมีแข็งแรงต่ำ ที่สำคัญสุนัขเด็กนั้นยังทำวัคซีนป้องกันโรคไม่ครบ และการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมยังไม่ดีเท่าสัตว์ที่โตเต็มวัยด้วย บางสายการบินจึงกำหนดอายุสัตว์ที่อายุมากกว่า 10 สัปดาห์ หรือการขนส่งระหว่างประเทศนั้น หลายประเทศกำหนดว่า สุนัขต้องได้รับการทำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาแล้ว และมีระยะพักหลังทำวัคซีนอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เพื่อให้สัตว์มีภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอ ดังนั้นอายุที่ขนส่งได้ก็ควรจะประมาณ 4 เดือนขึ้นไป ส่วนในสัตว์อายุมากนั้นก็จะมีผลกระทบเรื่องภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าสุนัขหนุ่ม-สาว ดังนั้นหากสุนัขมีอายุเกิน 7 ปี ควรได้รับการพิจารณาสุขภาพเป็นพิเศษ
– สุขภาพ : สุนัขควรได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว และมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นปกติ หากไม่แน่ใจว่ามีสุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่ ก็ควรให้สัตวแพทย์ตรวจทำการร่างกายสัตว์ก่อนเดินทาง สัตว์ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ ควรตรวจร่างกายให้แน่ใจว่าสามารถเดินทางได้ เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงระบบทางเดินหายใจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สุนัขเสียชีวิต โดยเฉพาะสัตว์บางตัวที่มีความผิดปกติของทางเดินหายใจอยู่แล้วเช่น ภาวะหลอดลมตีบ (Tracheal collapse) หรือภาวะเพดานอ่อนของช่องปากยื่นยาว (Elongated soft palate) ซึ่งมักพบในสุนัขพันธุ์หน้าสั้น เช่น ปั๊ก และบูลด็อก ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อชีวิตได้ หากมีการเดินทางไกลและไม่มีการจัดการดูแลที่เหมาะสมระหว่างการเดินทางครับ
– อารมณ์ : สัตว์บางตัวอาจมีอารมณ์ที่ตื่นเต้นง่าย ขี้กลัว หวาดระแวงง่าย จนทำให้ส่งผลต่อการสูบฉีดเลือดและการหายใจ จะเห็นว่าหอบ เหนื่อยง่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเป็นสายพันธุ์หน้าสั้น ก็อาจทำให้หายใจลำบากมากเพิ่มขึ้น สิ่งที่เจ้าของจะทดลองทำได้ หมอก็จะแนะนำให้ลองฝึกสัตว์เลี้ยงดูโดยให้สุนัขหรือแมวอยู่ในกล่องเดินทางของสัตว์ (Transport box) เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และลดอาการตื่นเต้นได้เมื่อถูกขังกรงเป็นเวลานาน
ในกรณีนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อเตรียมยาซึม (ยากล่อมประสาท หรือยาเพื่อลดความเครียด) ให้สัตว์กินก่อนเดินทางเสมอ โดยสัตว์จะมีอาการคล้ายคนง่วงนอน โดยยาที่ให้จะให้ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวสัตว์ซึ่งแต่ละตัวอาจให้ผลแตกต่างกันด้วย จึงแนะนำว่าอาจจะต้องมีการทดลองป้อนยาก่อนเดินทาง 1 อาทิตย์ เพื่อให้ทราบว่าขนาดยาที่เตรียมให้นั้น สามารถทำให้สัตว์ซึมลงภายในกี่นาที และยาซึมออกฤทธิ์นานกี่ชั่วโมง เพื่อจะได้ประมาณการให้เหมาะกับสุนัขที่เราจะพาเดินทาง เนื่องจากขนาดของยาซึมที่ให้โดยการกินอาจออกฤทธิ์แตกต่างกันบ้างในสัตว์แต่ละตัวครับ
สัปดาห์หน้าเรามาติดตามกันต่อนะครับ ว่าควรนอกจากที่ตัวสัตว์ในช่วงก่อนการเดินทางแล้ว เราต้องพิจารณาเรื่องใดกันอีกบ้างครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย