สำนักงบฯไฟเขียว ธนาคารที่ดิน ใช้เงินสะสมลุยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

สำนักงบฯไฟเขียว ธนาคารที่ดิน ใช้เงินสะสมลุยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

สำนักงบฯไฟเขียว ธนาคารที่ดิน ใช้เงินสะสมลุยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

สำนักงบประมาณไฟเขียว“ธนาคารที่ดิน” ใช้เงินสะสมเพื่อดำเนิน ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ (ต่อเนื่อง) ปีงบประมาณ 2568 เพื่อการจัดหาและพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกรผู้ยากจน ชี้ต้องใช้จ่ายให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้รับจัดสรรงบฯ ตามพ.ร.บ.งบประมาณ

วันที่ 30 มกราคม 2569 นายอภิชาติ รัตนราศรี รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ มีหนังสือตอบข้อหารือของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. มายังผู้อำนวยการ “ธนาคารที่ดิน” เรื่องการดำเนิน ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ (ต่อเนื่อง) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยใช้เงินสะสมของ  “ธนาคารที่ดิน” โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ “ธนาคารที่ดิน” ขอหารือสำนักงบประมาณ ในกรณีบอร์ดธนาคารที่ดิน มีมติเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 เห็นชอบให้ใช้เงินสะสมของ “ธนาคารที่ดิน” มาดำเนิน ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ จำนวน 68,827,342 บาท แต่ไม่ได้กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีตามข้อบังคับธนาคารที่ดิน ว่าด้วยการงบประมาณ การเงิน
และการบัญชี พ.ศ.2559 

สำนักงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นว่า “ธนาคารที่ดิน” ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุน ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โครงการ ‘บริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ งบเงินอุดหนุนรายการเงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จำนวน 470,410,000 บาท มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการให้สินเชื่อวิสาหกิจชุมชนเพื่อการจัดหาและพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกรผู้ยากจน ผู้ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินองค์กรชุมชน หรือเครือข่ายองค์กรชุมชน ตามพ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 มาตรา 10 (3) และมาตรา 11กำหนดให้เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของ “ทุนและทรัพย์สิน” ในการดำเนินกิจการของ ”ธนาคารที่ดิน“ และไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน 

โดย “ธนาคารที่ดิน” ได้ดำเนินการเบิกเงินงบประมาณจำนวน 470,410,000 บาท ตามที่ได้รับจัดสรร ออกจากคลังเสร็จสิ้นแล้ว เงินงบประมาณจำนวนดังกล่าวจึงเป็นรายได้ของสถาบันฯ ที่ต้องใช้จ่ายให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี

ดังนั้น หากการใช้จ่ายเงินสะสมดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ก็ให้ไปดำเนินการ
ตามอำนาจหน้าที่ของ “ธนาคารที่ดิน”  ตลอดจนปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสถาบันฯ ให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน

กทม.ฝุ่นพุ่งเช้านี้! อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สั่งวางแผนเร่งระบายฝุ่นออกโดยเร็วที่สุด

กทม.ฝุ่นพุ่งเช้านี้! อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สั่งวางแผนเร่งระบายฝุ่นออกโดยเร็วที่สุด

กทม.ฝุ่นพุ่งเช้านี้! อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สั่งวางแผนเร่งระบายฝุ่นออกโดยเร็วที่สุด

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ในเช้านี้เกินค่ามาตรฐาน อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ขณะที่เวลา 07.00 น.เว็บไซต์ IQAir จัดอันดับเมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุด พบว่า กรุงเทพฯ ประเทศไทย ติดอันดับ 12 ของเมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากสุดของโลก วัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ได้ 154 ประกอบกับในช่วงนี้ข้อมูลการระบายอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า การระบายอากาศอยู่ในระดับอ่อน ทำให้ฝุ่นยังคงสะสมอยู่ จึงสั่งการให้หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.ระยอง วางแผนระบายฝุ่นออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า เช้านี้ทิศทางลมมีลักษณะการเคลื่อนตัวจากทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ไปยังทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีแนวโน้มเคลื่อนตัวจากพื้นที่กรุงเทพฯ ไปยัง จ.สุพรรณบุรี หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงวางแผนบินปฏิบัติการโดยเครื่องบิน Caravan จำนวน 3 ลำ ในเวลา 10.30 น.โดยลำที่ 1 บินปฏิบัติการด้วยการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง ใช้สารฝนหลวงสูตร 3 (น้ำแข็งแห้ง) จำนวน 700 กิโลกรัม บินที่ความสูง 8,300 ฟุต บริเวณ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี ลำที่ 2 บินปฏิบัติการบริเวณ อ.ปากท่อ จ.เพชรบุรี และลำที่ 3 บินปฏิบัติการด้วยเทคนิคการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง ใช้สารฝนหลวงสูตร AR23 จำนวน 700 กิโลกรัม บินที่ความสูง 6,500 ฟุต บริเวณ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ถึง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายที่ได้รับผลกระทบบริเวณ จ.เพชรบุรี จ.ราชบุรี กรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้งยังได้สั่งการให้หน่วยฯ จ.ระยอง วางแผนบินปฏิบัติการในเวลา 10.30 น.ใช้เครื่องบิน CN235-2222 จำนวน 1 ลำ ด้วยการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง ใช้สารฝนหลวงสูตร 3 (น้ำแข็งแห้ง) จำนวน 1,200 กิโลกรัม บินที่ความสูง 8,300 ฟุต บริเวณ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อช่วยระบายฝุ่นออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลด้วยอีกทางหนึ่ง

ขณะที่ทางด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานด้วยเช่นกัน โดยในเช้านี้ หน่วยฯ จ.ขอนแก่น วางแผนบินปฏิบัติการเวลา 11.15 น.ใช้เครื่องบิน CASA จำนวน 1 ลำ ด้วยการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง ใช้สารฝนหวงสูตร 3 (น้ำแข็งแห้ง) จำนวน 1,000 กิโลกรัม บินที่ความสูง 8,500 ฟุต บริเวณ อ.เอราวัณ จ.เลย เพื่อช่วยพื้นที่เป้าหมายบริเวณ จ.เลย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เริ่มปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ได้ปฏิบัติการไปทั้งสิ้น จำนวน 58 วัน ช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองได้ จำนวน 46 วัน คิดเป็นร้อยละ 85 ที่สามารถช่วยบรรเทาสถานการณ์และทำให้ค่าฝุ่นละอองลดลงได้ ทั้งนี้ สำหรับบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ กรมฝนหลวงฯ เตรียมแผนรับมือโดยจะมีการเปิดหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.ตาก เพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็กบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ นี้ เป็นต้นไปด้วย

– 006

เลยผนึกศรีสะเกษ! เชื่อมโยงตลาดหอมแดง-บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

เลยผนึกศรีสะเกษ! เชื่อมโยงตลาดหอมแดง-บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

เลยผนึกศรีสะเกษ! เชื่อมโยงตลาดหอมแดง-บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

เลยผนึกศรีสะเกษ! เชื่อมโยงตลาดหอมแดง GI บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร-พยุงราคาไม่ให้ตกต่ำ

วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ลานกิจกรรมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้ นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลงพื้นที่เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์และกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรข้ามจังหวัด

กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง นายนคร บุตรดีวงศ์ พาณิชย์จังหวัดเลย และ นางแพวิพา ภูสงัด ผู้อำนวยการ สพป.เลย เขต 1 ในการนำหอมแดงเกรดคุณภาพจากจังหวัดศรีสะเกษมาจำหน่ายโดยตรงแก่ประชาชน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงที่กำลังประสบปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวในช่วงต้นปี จนอาจส่งผลให้ราคาจำหน่ายในพื้นที่แหล่งผลิตลดต่ำลง

นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์หลักคือการเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างจังหวัด ซึ่งในวันแรกนี้เบื้องต้นสามารถจำหน่ายให้กับบุคลากรและประชาชนในพื้นที่ สพป.เลย เขต 1 ได้แล้วกว่า 700 กิโลกรัม ถือเป็นการช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรและลดภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้บริโภคในจังหวัดเลยไปพร้อมๆกัน

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสั่งซื้อหอมแดงศรีสะเกษ ได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเลย โดยจำหน่ายในราคา 3 กิโลกรัม ราคา 100 บาท ยกถุง 25 กิโลกรัม ราคา 830 บาท

/////////////-026

CEA รวมพลังนักออกแบบและพันธมิตร เปิดงานเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ดัน “การออกแบบ” ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ-เมือง-คน” ให้ไปต่อในอนาคต

CEA รวมพลังนักออกแบบและพันธมิตร เปิดงานเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ดัน “การออกแบบ” ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ-เมือง-คน” ให้ไปต่อในอนาคต

CEA รวมพลังนักออกแบบและพันธมิตร เปิดงานเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ดัน “การออกแบบ” ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจ-เมือง-คน” ให้ไปต่อในอนาคต

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน เปิดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 หรือ Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026) อย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “DESIGN S/O/S” สัญญาณของการ “ทำ/ให้/รอด” ที่มองการออกแบบเป็นเครื่องมือร่วมในการรับมือความท้าทายของเมือง เศรษฐกิจ และชีวิตร่วมสมัย โดยได้รับเกียรติจาก นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ที่ 11 จากซ้าย) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ถนนเจริญกรุง

เทศกาลฯ ปีนี้นำเสนอโปรแกรมสร้างสรรค์ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ Creative Talent การแสดงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ Design Business การเชื่อมงานออกแบบกับโอกาสทางธุรกิจ และ The District การใช้การออกแบบเป็นพลังในการฟื้นฟูย่านและเศรษฐกิจระดับพื้นที่ จัดเต็มด้วยกิจกรรมกว่า 350 โปรแกรม จากความร่วมมือของนักออกแบบไทยและต่างชาติจาก 16 ประเทศ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ครอบคลุม 4 ย่านหลัก ได้แก่ เจริญกรุง–ตลาดน้อย, พระนคร, ปากคลองตลาด และบางลำพู–ข้าวสาร รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 140 แห่ง คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 400,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 11 วัน ของการจัดงาน

NAIIN Readers’ Awards 2025 รางวัลที่ตัดสินจากนักอ่านตัวจริง

NAIIN Readers' Awards 2025 รางวัลที่ตัดสินจากนักอ่านตัวจริง

NAIIN Readers’ Awards 2025 รางวัลที่ตัดสินจากนักอ่านตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

กลับมาอีกครั้งกับงาน NAIIN Readers’ Awards 2025 งานประกาศรางวัลหนังสือแห่งปีที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 งานนี้จัดขึ้นโดย “ร้านนายอินทร์” เพื่อยกย่องผลงานหนังสือ โดยยึดเสียงโหวตจากผู้อ่านตัวจริงเป็นหลัก โดยเวทีนี้ก็ไม่ใช่แค่เพียงยกย่องผลงานหนังสือดีเด่นเท่านั้น แต่ยังจัดขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริม และให้กำลังใจผู้สร้างสรรค์ผลงานในวงการหนังสือทุกมิติ ตั้งแต่นักเขียน นักแปล สำนักพิมพ์ ไปจนถึง Influencer ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงหนังสือเข้ากับผู้อ่าน เรียกได้ว่าเป็นการส่งเสริมทั้งอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

แนวคิดของ NAIIN Readers’ Awards คือการยกความนิยมของผู้อ่านจริงขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง นั่นคือจุดเด่นที่แตกต่างจากเวทีประกาศรางวัลอื่นๆ คือการให้นักอ่านตัวจริงโหวตหนังสือที่ชื่นชอบ แทนการตัดสินโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพียงกลุ่มเล็กๆ ด้วยฐานลูกค้า และเครือข่ายสาขาของ ร้านนายอินทร์ ทำให้รางวัลสะท้อนทั้งกระแสความนิยม และความประทับใจของนักอ่านทั่วประเทศ พร้อมช่วยผลักดันให้หนังสือไทยและแปลที่โดดเด่น กลับขึ้นมาอยู่ในสายตาผู้อ่านอีกครั้งผ่านการโปรโมตหน้าร้าน และออนไลน์

ทั้งนี้งาน NAIIN Readers’ Awards มีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงนักเขียนไทย สำนักพิมพ์ และผู้อ่านเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย โดยใช้เสียงของผู้อ่านเป็นหัวใจหลักในการตัดสินรางวัล เพื่อสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของผลงาน และสร้างการยอมรับที่เกิดจากความรักในการอ่านอย่างแท้จริง

รางวัลนี้ช่วยผลักดันนักเขียนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเปิดโอกาสให้ผลงานได้ถูกมองเห็นในวงกว้าง ได้รับการพูดถึงในสังคม และต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านยอดขาย การสร้างฐานแฟนผู้อ่าน และการพัฒนาผลงานในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นแรงสนับสนุนให้สำนักพิมพ์กล้าลงทุนกับผลงานคุณภาพ และนักเขียนหน้าใหม่มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ NAIIN Readers’ Awards ยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมหนังสือ ผ่านกิจกรรมต่อเนื่องตลอดปี ทั้งการสื่อสาร แคมเปญสร้างการมีส่วนร่วม และพื้นที่จัดแสดงผลงานในร้านนายอินทร์ทั่วประเทศ ทำให้หนังสือไม่ได้หยุดอยู่แค่บนชั้นวาง แต่กลายเป็นบทสนทนา และแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวันของผู้อ่าน

ทั้งหมดนี้สะท้อนเป้าหมายของ NAIIN Readers’ Awards ในการสร้างอุตสาหกรรมหนังสือไทยที่เติบโตบนพื้นฐานของคุณภาพ ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การอ่านและการสร้างสรรค์งานเขียนไทยเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับผลโหวต และรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ สามารถสะท้อนพฤติกรรมและความสนใจของผู้อ่านได้อย่างชัดเจน โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือกระแสความนิยมของ หมวดนิยาย วรรณกรรมไทย ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และหลากหลาย

แนวที่ได้รับการตอบรับอย่างสูง ได้แก่ นิยายวาย (Boys’ Love) รวมถึงนิยายแนว สยองขวัญ–สืบสวนสอบสวน, แฟนตาซี, นิยายรัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมการอ่านของผู้อ่านยุคใหม่ที่เปิดกว้าง และวรรณกรรมไทยยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะผลงานที่สะท้อนตัวตน ความหลากหลายทางความคิด และประเด็นร่วมสมัย ผ่านรูปแบบการเล่าเรื่องที่เข้าถึงง่าย สนุก และเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านรุ่นใหม่ ทำให้การอ่านไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ผลการโหวตในปีนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความนิยมของแนวหนังสือเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้อ่านที่มองหาประสบการณ์การอ่านที่ทั้งเข้มข้น สนุก และสามารถเชื่อมโยงกับตัวตนและความรู้สึกของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง สะท้อนภาพของวัฒนธรรมการอ่านที่มีสีสัน และเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน

NAIIN Readers’ Awards 2025 ในปีนี้ ได้ประกาศรางวัลสุดยอดหนังสือ BEST OF THE YEAR ใน 18 สาขารางวัล ได้แก่

1. รางวัลที่สุดของวรรณกรรมไทยแห่งปื : Ghost Me Free WiFi หลอกได้ แต่จ่ายด้วย

ผู้เขียน : สีพรำ

สำนักพิมพ์ : shine publishing

2. รางวัลที่สุดของนิยายวาย ยูริ แห่งปี : เดนดาว NEVER DIE

ผู้เขียน : จิตจงกล

สำนักพิมพ์ : P.S.

3. รางวัลที่สุดของนิยายสืบสวนสยองขวัญไทยแห่งปี : อาชญรีเยนต์

ผู้เขียน : กิตติศักดิ์ คงคา

สำนักพิมพ์ : 13357 PUBLISHIHG

4. รางวัลที่สุดของนิยายสืบสวนสยองขวัญแปลเอเชียแห่งปี : ปริศนาเรือโนอาห์ปิดตาย

ผู้เขียน : ฮารุโอะ ยูกิ ผู้แปล : ธนัญ พลแสน

สำนักพิมพ์ : prism publishing

5. รางวัลที่สุดของนิยายสืบสวนสยองขวัญแปลตะวันตกแห่งปี : ความลับของเฮาส์เมด (The Housemaid’s Secret)

ผู้เขียน : ฟรีดา แมกแฟดเดน (Freida McFadden)  ผู้แปล : ณัฐมน เอกนันท์

สำนักพิมพ์ : words publishing

6. รางวัลที่สุดของนิยายอบอุ่นหัวใจ Feel good แห่งปี : Home Lover ฤดูกาลแสนอบอุ่นกับคุณที่รักบ้าน

ผู้เขียน : อิดะ ชิอากิ ผู้แปล : ธนกร บรรจงปรุภัทรา

สำนักพิมพ์ : Piccolo

7. รางวัลที่สุดของนิยายแฟนตาซีแห่งปี : ไอเอิร์นเฟลม Iron Flame

ผู้เขียน : รีเบกกา ยาร์รอส ผู้แปล : ณัฐมน เอกนันท์

สำนักพิมพ์ : words publishing

8. รางวัลที่สุดของหนังสือมังงะ ไลท์โนเวลแห่งปี BY SHONEN GT : ดอกรักผลิบานที่กลางใจ No. 12

ผู้เขียน : ซากะ มิคามิ ผู้แปล : ธัญรดา สอนดิษฐ

สำนักพิมพ์ : PHOENIX-ฟีนิกซ์

9. รางวัลที่สุดของหนังสือสู่หน้าจอแห่งปี : เขมจิราต้องรอด

ผู้เขียน : คาลิ

สำนักพิมพ์ : คาลิ

10. รางวัลที่สุดของหนังสือ HOW TO ไทยแห่งปี : ความทุกข์ครั้งสุดท้าย

ผู้เขียน : นิ้วกลม

สำนักพิมพ์ : KOOB

11. รางวัลที่สุดของหนังสือ HOW TO แปลแห่งปี : ทฤษฎีปล่อยเขา (The Let Them Theory)

ผู้เขียน : เมล รอบบินส์ (Mel Robbins) ผู้แปล : เขมลักขณ์ ดีประวัติ

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ How to

12. รางวัลที่สุดของหนังสือสร้างแรงบันดาลใจแห่งปี : จดหมายจากดาวแมว

ผู้เขียน : นทธี ศศิวิมล

สำนักพิมพ์ : P.S.

13. รางวัลที่สุดของหนังสือส่งเสริมการเรียนแห่งปี : ตะลุยโจทย์ Conver 500 ข้อ

ผู้เขียน : รศ.ดร.ศุภวัฒน์ พุกเจริญ

สำนักพิมพ์ : ศุภวัฒน์ พุกเจริญ

14. รางวัลที่สุดของหนังสือภาพสำหรับเด็กแห่งปื : ร้านดอกไม้ในป่าใหญ่

ผู้เขียน : ฟุคุซาวะ ยูมิโกะ ผู้แปล : อัฒณีพร บุญรัตน์

สำนักพิมพ์ : SandClock Books

15. รางวัลที่สุดของหนังสือยอดเยี่ยมแห่งปี : เขมจิราต้องรอด

ผู้เขียน : คาลิ

สำนักพิมพ์ : คาลิ

16. รางวัล MOST POPULAR OF THE YEAR BY NAIIN : ทฤษฎีปล่อยเขา (The Let Them Theory)

ผู้เขียน : เมล รอบบินส์ (Mel Robbins) ผู้แปล : เขมลักขณ์ ดีประวัติ

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ How to

17. รางวัล BEST INFLUENCER OF THE YEAR : สมาคมป้ายยาหนังสือ

18. รางวัลหนังสือปกสวยแห่งปี : Percy Jackson’s Greek Heroes เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับตำนานยอดวีรชน

ผู้เขียน : Rick Riordan  ผู้วาด : H to O

สำนักพิมพ์ : Enter Books

สำหรับงานประกาศรางวัล NAIIN Readers’ Awards 2025 ถูกจัดขึ้นที่งานนายอินทร์สนามอ่านเล่น ตอน อ่านเข้าเส้น(ชัย) ในวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

โดยที่งานนายอินทร์สนามอ่านเล่น ตอน อ่านเข้าเส้น(ชัย) จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. – 1 ก.พ. 69  เวลา 10.00 – 21.00 น. งานสำหรับหัวแถวตัวจริงของ ???????????????? ???????????????????????? พบกับโปรโมชัน และกิจกรรมแบบจัดเต็มตลอดทั้งงานพร้อมสำนักพิมพ์กว่า 200 สำนักพิมพ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/naiinfanclub

‘ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า’ ผนึกกำลัง PPC – มูลนิธิคุณ กู้วิกฤตขยะคืนลมหายใจให้ทะเลไทย

'ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า' ผนึกกำลัง PPC - มูลนิธิคุณ กู้วิกฤตขยะคืนลมหายใจให้ทะเลไทย

‘ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า’ ผนึกกำลัง PPC – มูลนิธิคุณ กู้วิกฤตขยะคืนลมหายใจให้ทะเลไทย

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

กลุ่มนกหัวขวาน ปนป.15  สถาบันพระปกเกล้า จัด เวทีเสวนาให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมมือกับ PPC  และ มูลนิธิคุณ ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล  “รัก(ษ์)ปะการัง” SeaSight Platform หนุนพลังพลเมืองร่วมดูแลทะเลไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569  กลุ่มนกหัวขวาน นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 15 (ปนป.15) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับ ผอ.อรอนงค์ ผลทวีวัฒนชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดกลางกร่ำ และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “รัก(ษ์)ปะการัง” ณ โรงเรียนชุมชนวัดกลางกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมีเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก 
 
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกจิตสำนึกในการดูแลทรัพยากรทางทะเลและแนวปะการัง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศชายฝั่งไทย ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย สนุก และเหมาะกับทุกช่วงวัย โดยได้รับความร่วมมือจากสถานศึกษา ชุมชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ 
ภายในงานมีการจัด เวทีเสวนาให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม โดย ผศ.ดร.มานิตย์ นิธิธนากุล  วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้และเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและ คุณปรางค์ทิพย์ อนันตวิภาต ประธานมูลนิธิคุณ ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล ผลกระทบต่อแนวปะการังและทรัพยากรชายฝั่ง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องบทบาทของชุมชนและภาคพลเมืองในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับกิจกรรมเสวนา ทั้งนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน อาทิ สื่อการเรียนรู้ และการแสดงหุ่นมือด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อปลูกฝังแนวคิดการอนุรักษ์ตั้งแต่วัยเยาว์ รวมการเล่านิทานโดย คุณ ธนะชัย สุนทรเวช (น้าเมฆ)  ผู้จัดการอาวุโส ด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) รวมถึงกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจโดย Mister & Miss Earth และ Mister Supranational Thailand  – Possible dream ซึ่งช่วยเชื่อมโยงประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ากับบทบาทของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในการร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ 
 


 
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการ เปิดตัว SeaSight Platform  แค่เพิ่มเพื่อนก็ช่วยทะเลได้  แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองในการดูแลทรัพยากรทางทะเล โดย SeaSight ถูกออกแบบให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีบทบาทในการ เฝ้าระวัง รายงาน และติดตามปัญหาทางทะเล เช่น ขยะทะเล ความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายฝั่ง ผ่านเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ โดยได้รับ คำปรึกษาและข้อเสนอแนะจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง มูลนิธิรักสัตว์ป่า เพื่อให้การออกแบบแพลตฟอร์มสอดคล้องกับบริบทการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย มีความเหมาะสมในเชิงวิชาการ และสามารถนำไปใช้สนับสนุนการทำงานด้านการเฝ้าระวังและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 
การเปิดตัว SeaSight Platform จึงไม่เพียงเป็นการเปิดตัวเครื่องมือดิจิทัลใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม หน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ และภาคพลเมือง ในการขับเคลื่อนแนวคิด ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม จากระดับแนวคิดสู่การปฏิบัติจริงในระดับชุมชน 
 
การจัดกิจกรรม “รัก(ษ์)ปะการัง” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นกิจกรรมรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันของสถานศึกษา ชุมชน และภาคพลเมือง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีอย่าง SeaSight Platform มาเป็นกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วม เพื่อดูแลและส่งต่อความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลไทยให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก พัฒนาโซลูชันทางธุรกิจตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กร

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก พัฒนาโซลูชันทางธุรกิจตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กร

เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเวที CP Exponential Surge ปีที่ 2 จุดประกายพลังสร้างสรรค์จากพนักงานทั่วโลก พัฒนาโซลูชันทางธุรกิจตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กร

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าเปิดเวทีจุดประกายพลังความคิดเชิงนวัตกรรมให้พนักงานในเครือจากทั่วโลก ผ่านโครงการ CP Exponential Surge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์และพัฒนาไอเดียทางธุรกิจให้สอดคล้องกับโจทย์ยุทธศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตแบบก้าวกระโดดในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยนำค่านิยมหลักของเครือซีพี ได้แก่ การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ตลอดจนการทำงานอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสังคมในอนาคต โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากพนักงานในกลุ่มธุรกิจเครือซีพีทั่วโลก ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 1,476 โครงการ จากหลากหลายกลุ่มธุรกิจในเครือ อาทิ ซีพีเอฟ ซีพีออลล์ ซีพีแอ็กซ์ตร้า ทรู กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์  ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกจนเหลือเพียง 8 ทีมสุดท้าย ที่ผ่านเข้าสู่รอบ Final Pitching ณ สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จังหวัดนครราชสีมา

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส , ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส และ นายสุภกิต เจียรวนนท์  ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมรับฟังการนำเสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรม พร้อมให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเชิงลึกแก่ผู้เข้าแข่งขัน โดยคณะกรรมการได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการต่อยอดโครงการสู่การปฏิบัติได้จริงในภาคธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาและจุดอ่อนของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ทีมผู้ชนะเลิศ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ Exponential Surge Champion แก่ ทีม Collatech-P โครงการสกัดโปรตีนคอลลาเจนเปปไทด์จากกระดูกหมู จากซีพีเอฟ ขณะที่ รางวัลอันดับสอง Exponential Growth Innovator จำนวน 3 รางวัล มอบให้แก่ ทีมโครงการนวัตกรรมชุดทดสอบอัจฉริยะสำหรับตรวจการปนเปื้อนไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในน้ำนมดิบ จาก CP Meiji ทีม Natural Bio Guard นวัตกรรมถนอมความสดเพื่ออาหารปลอดภัย จากซีพีเอฟ และทีมโครงการโรงเรือนเลี้ยงกุ้งขนาดเล็ก ระบบจุลินทรีย์บำบัดน้ำไบโอฟลอค จากซีพีเอฟ ส่วน รางวัลอันดับสาม Pioneering Progress Award จำนวน 4 รางวัล มอบให้แก่ ทีม CP Axtra Neighborhood Data Franchise จากซีพี แอ็กซ์ตร้า ทีม iDooMoo ระบบเอไออัจฉริยะเพื่อการเฝ้าระวังและลดความสูญเสียอย่างแม่นยำในฟาร์มสุกรขุน จากซีพีเอฟ ทีม Smart and Sustainable Packaging Solutions ธุรกิจผลิตและให้บริการบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะแบบครบวงจร จาก CPPC และทีมโครงการระบบสั่งซื้ออัจฉริยะ ปฏิวัติการบริหารสินค้าด้วยเอไอ จากซีพีเอฟ

นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและพลังความคิดสร้างสรรค์ของทุกทีมงานที่ร่วมกันพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ท้าทาย และการมองโอกาสในระดับโลก เพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรสู่การเป็นผู้นำในเวทีสากล ซึ่งการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม ๆ และไม่จำกัดมุมมองอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ ควรมองเป้าหมายตลาดโลกเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจ พร้อมเสนอแนวคิดการใช้มาตรฐานขององค์กรชั้นนำระดับโลกมาเป็นคู่เทียบ เพื่อประเมินศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

สุภกิต เจียรวนนท์

ดร.อาชว์ เตาลานนท์

นายสุภกิต กล่าวเสริมอีกว่า ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ ให้ขยายมุมมองการสรรหาวัตถุดิบจากแหล่งใหญ่ของโลก ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด และปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการคุณภาพของเรา อีกทั้งท่านประธานกรรมการได้เน้นย้ำถึงการใช้พลังของเครือเจริญโภคภัณฑ์และระบบนิเวศธุรกิจของเรา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้เฉพาะและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ในฐานะโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ชลิตา กลัดนิ่ม 

ประธานกรรมการกล่าวทิ้งท้ายว่า “ความสำเร็จในอนาคตจะเกิดจากการมีวิสัยทัศน์ระดับโลก การผสานพลังของคน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก”

ด้าน ดร.อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า โครงการ CP Exponential Surge เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการขับเคลื่อนนวัตกรรมขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยพนักงานจากหลากหลายหน่วยงานได้นำค่านิยมหลักของซีพีมาปรับใช้ในการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงในเชิงนโยบาย แต่เป็นการลงมือปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะค่านิยม ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดค้นสิ่งใหม่และการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โครงการดังกล่าวจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้พนักงานกล้าคิด กล้าทดลอง และพัฒนาไอเดียทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการปลูกฝังวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร ไม่จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานด้านวิจัยหรือเทคโนโลยี แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงานทุกคน ขณะเดียวกัน แนวคิดและโครงการที่ต่อยอดจาก CP Exponential Surge ยังมุ่งสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อองค์กร ประเทศชาติ ประชาชน และภาคธุรกิจ ภายใต้หลักความซื่อสัตย์และกตัญญู ซึ่งเป็นรากฐานของเครือซีพี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การดำเนินธุรกิจในศตวรรษที่ 2 ด้วยการเปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง สืบทอดมรดกทางธุรกิจและผลักดันซีพีสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างแท้จริงในระยะยาว “การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพนักงานทุกคน” ดร.อาชว์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นางสาวชลิตา กลัดนิ่ม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา แปรรูปสุกร ไข่ และเบเกอรี่ ซีพีเอฟ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จ  สะท้อนให้เห็นถึงการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มาสร้างคุณค่าและใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า เพื่อส่งมอบประโยชน์ให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้คือการใช้นวัตกรรมไบโอเทค เพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์จากกระดูกสัตว์ ให้ได้โปรตีนที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ  สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและความงาม ช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรในองค์กร ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

“โครงการนี้เป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพพนักงาน เปิดโอกาสให้ได้เสริมสร้างแนวคิด ทักษะ และองค์ความรู้ผ่านกระบวนการแข่งขันและการนำเสนอผลงาน ซึ่งตอกย้ำว่าทรัพยากรบุคคลคือหัวใจสำคัญขององค์กร และการลงทุนในการเรียนรู้จะช่วยต่อยอดความรู้และขีดความสามารถของบุคลากรอย่างยั่งยืน” นางสาวชลิตา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผลงานทุกโครงการที่ได้รับรางวัล จะได้นำแนวคิดหรือแผนงานที่นำเสนอไปต่อยอดและทดลองดำเนินการจริง เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจภายในระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจในเครือ ควบคู่กับกระบวนการติดตามและให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้นจากสถาบันผู้นำฯ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

100 วัน (สตมวาร) บริจาคโลหิตอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

100 วัน (สตมวาร) บริจาคโลหิตอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่  'สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

100 วัน (สตมวาร) บริจาคโลหิตอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เชิญชวนประชาชนชาวไทย สืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ บริจาคโลหิตอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย เนื่องในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 รับหนังสือที่ระลึกทรงคุณค่า “สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” (สนับสนุนโดย นิตยสารแพรว) 

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ บริจาคโลหิต 100 วัน (สตมวาร) สืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย พิเศษ ! สำหรับ ผู้บริจาคโลหิต ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ จะได้รับหนังสืออันทรงคุณค่า “สถิตกลางใจไทยนิรันดร์” เป็นที่ระลึกสนับสนุนโดย นิตยสารแพรว (จำนวนจำกัด) เพื่อเก็บเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำอันล้ำค่า และเป็นสัญลักษณ์              ของการร่วมทำความดีด้วยหัวใจ 

ทั้งนี้ ด้วยพระจริยวัตรอันงดงามของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงอุทิศพระองค์กว่า 69 ปี ประกอบพระราชกรณียกิจคุณูปการแก่สภากาชาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงสนพระราชหฤทัย และสนับสนุนงานด้านบริการโลหิตอย่างต่อเนื่องยาวนาน  ทรงส่งเสริมให้มีการบริจาคโลหิตในหมู่ประชาชนชาวไทยอย่างแพร่หลาย ทรงยกย่องสรรเสริญผู้บริจาคโลหิต โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิตครบตามที่สภากาชาดไทยกำหนด ทำให้มีปริมาณโลหิตเพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
 
  สำหรับเนื้อหาในหนังสือ ประกอบด้วย พระราชประวัติ พระราชดำรัส พระราชกรณียกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ พระผู้ทรงเป็นดวงหฤทัย ชาวไทยทั้งปวง รักแท้คู่แผ่นดิน คู่ขวัญราชัน มิ่งขวัญครอบครัวเจริญพระราชไมตรี พระบารมีแผ่ไพศาล และรอยพระบาททั่วไทย แรงบันดาลใจโครงการพระราชดำริ

STeP พัฒนาคนรุ่นเยาว์ เปิดเวที UBI-Alpha: Business Contest 2026 ภาคเหนือ

STeP พัฒนาคนรุ่นเยาว์ เปิดเวที UBI-Alpha: Business Contest 2026 ภาคเหนือ

STeP พัฒนาคนรุ่นเยาว์ เปิดเวที UBI-Alpha: Business Contest 2026 ภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมและผู้ประกอบการฐานองค์ความรู้ โดยร่วมเป็นแกนกลางจัดกิจกรรม UBI-Alpha : Business Contest 2026 ระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากสถาบันอุดมศึกษา เพื่อผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะประธานเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (C-UBI) ภาคเหนือตอนบน กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วย รศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ให้เกียรติกล่าวเปิดกิจกรรม โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารและบุคลากรจากเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ (UBI) คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ ตลอดจน นิสิตนักศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ในภาคเหนือ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ณ Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยกองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBI) มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรมให้แก่นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา มุ่งเสริมสร้างทักษะ ความคิดเชิงผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Mindset) และการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยให้สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง

สำหรับ UBI-Alpha : Business Contest 2026 ระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–23 มกราคม 2569 ภายในกิจกรรมประกอบด้วย การอบรมและพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการในรูปแบบ Bootcamp & Workshop จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ พร้อมเวที Pitching สำหรับการนำเสนอแนวคิดธุรกิจ การพัฒนาต้นแบบ และแผนธุรกิจเชิงนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งาน
เชิงพาณิชย์ได้ ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่กับ Mentor นักลงทุน และภาคเอกชน 
เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ในอนาคต

สำหรับผลการแข่งขันในรอบระดับภูมิภาค ภาคเหนือ มีทีมจากเครือข่ายภาคเหนือเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 72 ทีม และผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือ 15 ทีมสุดท้าย ที่มีความพร้อมและโดดเด่น 
เพื่อเป็นตัวแทนภาคเหนือก้าวสู่การแข่งขันในระดับประเทศ โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 3 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ Future Food, Green and Climate Change Solutions และ AI and Digital โดยผู้ชนะในแต่ละประเภทธุรกิจของแต่ละภูมิภาค จะได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ภายในงาน One Stop Open House ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ STeP ในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเชื่อมโยงนวัตกรรมของภาคเหนือ พร้อมขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถนำองค์ความรู้จากสถาบันอุดมศึกษาไปต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

อว.ผนึกรัฐ-เอกชน-มหา’ลัย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน AI – ยานยนต์ไฟฟ้า

อว.ผนึกรัฐ-เอกชน-มหา'ลัย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน AI - ยานยนต์ไฟฟ้า

อว.ผนึกรัฐ-เอกชน-มหา’ลัย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน AI – ยานยนต์ไฟฟ้า

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ด้านการพัฒนาหลักสูตรเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และด้านการพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ “Industrial AI Literacy and Application for Non-Technical Student” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชนชั้นนำ และสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำกว่า 20 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเทคโนโลยีและยานยนต์ชั้นนำ รวมถึงผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ความร่วมมือทั้ง 2 ด้าน ประกอบด้วย:
1. หลักสูตร “Industrial AI Literacy and Application for Non-Technical Student” มุ่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก่นักศึกษาที่ไม่ใช่สายเทคนิค ให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในบริบทอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับความร่วมมือจาก 8 หน่วยงาน ได้แก่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อาลีบาบา คลาวด์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ต้าหัว เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, สมาคมไทยไอโอที, สถาบันอาหาร, Intel Semiconductor (US) LLC. และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2. หลักสูตรเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า มุ่งพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม EV ในประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมลงนาม 12 หน่วยงาน ประกอบด้วย 
ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไมล์ เซฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ซุส อีวี (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน), บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด. บริษัท พระนคร ยนตรการ จำกัด
ภาคการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ, คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

โดยที่ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวว่า “อว. มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีสมรรถนะสูง มีทักษะที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและสังคมได้อย่างแท้จริง”
การลงนาม MOU ในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต โดยมุ่งหวังยกระดับศักยภาพกำลังคนไทยให้มีทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน