‘Cyber Evidence & AI Forensics Day 2026’ เสริมเกราะความรู้รับมืออาชญากรรมไซเบอร์

‘Cyber Evidence & AI Forensics Day 2026’ เสริมเกราะความรู้รับมืออาชญากรรมไซเบอร์

‘Cyber Evidence & AI Forensics Day 2026’ เสริมเกราะความรู้รับมืออาชญากรรมไซเบอร์

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อภัยคุกคามที่มาในรูปแบบอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่น่ากลัวกว่าที่คิด การสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราป้องกันตนเองและองค์กรจากการโจมตีทางไซเบอร์ ทางสถาบันอบรมการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ โดยความร่วมมือมหาวิทยาลัยกรุงเทพ บจก.ไซเบอร์ฟอเรนสิค แอนด์ อินเวสทิเกชั่น (CFI) และ บจก.ที่ปรึกษากฎหมาย ไพบูลย์ (P&P Law Firm) จึงได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “Cyber Evidence & AI Forensics Day 2026”

ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันภัยคุกคามไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวมากมีผลกระทบในระดับองค์กรจนถึงระดับประเทศได้ เราเจอปัญหานี้ในหลากหลายเรื่องมีความซับซ้อนและอยากที่จะจัดการอย่างมาก ทาง ม.กรุงเทพ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) จัดตั้ง สถาบันอบรมการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ (Institute of Digital Forensics and Cyber Security) ร่วมกับ P&P Law Firm และ Cyber Forensic and Investigation (CFI) อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Magnet Forensics (USA) และ MSAB (Sweden) ในการสนับสนุนโปรแกรม AXIOM และ XRY จากการร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นนำมาสู่ความร่วมมือที่ต้องการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ในส่วนของการสร้างให้เกิดองค์ความรู้พัฒนาบุคลากรเพื่อตอบสนองช่วยกันทำงานในเรื่องของภัยไซเบอร์ ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เชิญวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญมาให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะผมเชื่ออย่างยิ่งในการทำงานร่วมกันองค์ความรู้ที่หลากหลาย เราสามารถที่จะเรียนรู้และสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมและสามารถไปช่วยสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งทำให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามไซเบอร์กันมากขึ้น

อ.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ บริษัท P&P Law Firm กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า AI มีผลกระทบค่อนข้างเยอะ ล่าสุดจะพบว่ามีข่าว AI ในปี 2026 ค่อนข้างมาแรงมีการโจมตีโดยผ่าน AI ดังนั้นอาชญากรรมทุกวันนี้ใกล้ตัวเรามากขึ้น อย่างไลน์ปลอม การปลอมตัวตน ในมุมนี้ AI ก่อให้เกิดปัญหาค่อนข้างเยอะ ในสิ่งที่ม.กรุงเทพเปิดหลักสูตรการอบรมเพื่อป้องกันปัญหา 3 ข้อหลัก คือ 1.ผู้ที่กระทำความผิดโดยการใช้ AI นั้นเป็นใคร วิธีการตรวจสอบว่าเขาเป็นใคร ถ้าการกระทำก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น 2.ทุกวันนี้จะต้องมีการแจ้งบอกว่าเป็น AI และมีเทคโนโลยีในการตรวจสอบว่าเป็นของปลอมจะดูได้อย่างไร และ 3.วิธีการเคลมสิทธิ์แจ้งความดำเนินคดีคนสุดท้ายคือศาลในการพิจารณาคดีว่ามีความน่าเชื่อถืออย่างไร งานสัมมนานี้เป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนและถ่ายถอดองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงลึกและการจัดการพยานหลักฐานที่ซับซ้อน

ด้าน ณัฐพงษ์ ลิ้มแดงสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท CFI กล่าวว่า AI ถูกใช้ในทุกภาคอุตสาหกรรมใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล AI มีบทบาทผลกระทบกับชีวิตประจำวันของเราค่อนข้างเยอะเป็นเครื่องมือในการที่มาช่วยคุณทำรูป หารูปต่างๆ แต่ข้อห้ามที่สำคัญคืออย่าใช้ AI ในการตัดสินใจเป็นข้อห้ามอย่างมาก ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ AI สามารถ Generate วิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำได้

ทั้งนี้ สถาบันอบรมการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเพื่อเป็น Center of Excellence ด้าน Digital Forensics, Cyber Law และ Cyber Security ของประเทศไทย สถาบันมุ่งพัฒนาบุคลากร ผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ นักศึกษา และภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนทักษะแห่งอนาคตและยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน

อว. ผนึกคณะทูตเยือน มมส ชู ‘การทูตวิทยาศาสตร์’ ยกระดับนวัตกรรมท้องถิ่นสู่สากล

อว. ผนึกคณะทูตเยือน มมส ชู ‘การทูตวิทยาศาสตร์’ ยกระดับนวัตกรรมท้องถิ่นสู่สากล

อว. ผนึกคณะทูตเยือน มมส ชู ‘การทูตวิทยาศาสตร์’ ยกระดับนวัตกรรมท้องถิ่นสู่สากล

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ที่ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้การต้อนรับ นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากรในสังกัดกระทรวง อว. และคณะเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าร่วมโครงการ “บทบาททางการทูตเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2569” ภายใต้หัวข้อ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคและผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น”

การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความสัมพันธ์ทางการทูตเข้ากับศักยภาพด้านวิชาการและเทคโนโลยี โดยผลักดันให้ “การทูตวิทยาศาสตร์” (Science Diplomacy) เป็นกลไกสำคัญในการเจรจาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือสากล อีกทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิชาการ อว. และผู้แทนทางการทูต เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวง อว. ในการส่งเสริมด้าน อววน. ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ

ในโอกาสนี้ คณะผู้เข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 10 ผลงาน ประกอบด้วย 1.ด้านอาหารและเกษตร นวัตกรรมอาหาร, การพัฒนาต้นแบบผำ GAP, เครื่องปรุงรสทดแทนวาซาบิ, ผลิตภัณฑ์จากมันแกว และเครื่องผลิตเม็ดเจลและเม็ดป๊อป , 2.ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ฟาร์มแคร์ (PharmCare), การจัดการดินเค็มด้วยวิศวกรรม และแอปพลิเคชัน 365 plus เพื่อการจัดการดิน น้ำ อากาศ และ 3.ด้านอัตลักษณ์และทรัพยากรท้องถิ่น ผลงานจากสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และ Innovative Product ต่างๆ

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและตัวแทนทางการทูตยังได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์ความเป็นเลิศทางนวัตกรรมไหม และ ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา เพื่อศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

พลิกโฉม ‘เกษตรแฟร์ 69’ สู่เทศกาลหัวใจสีเขียว ม.เกษตรฯ ชวน ‘แยก กู้ (KU) โลก’ เปลี่ยนขยะเป็นทุนก่อสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

พลิกโฉม ‘เกษตรแฟร์ 69’ สู่เทศกาลหัวใจสีเขียว ม.เกษตรฯ ชวน ‘แยก กู้ (KU) โลก’ เปลี่ยนขยะเป็นทุนก่อสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

พลิกโฉม ‘เกษตรแฟร์ 69’ สู่เทศกาลหัวใจสีเขียว ม.เกษตรฯ ชวน ‘แยก กู้ (KU) โลก’ เปลี่ยนขยะเป็นทุนก่อสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ตอกย้ำภาพลักษณ์ Green University ระดับโลก เดินหน้าแคมเปญความยั่งยืนในงาน “เกษตรแฟร์ 2569” ครั้งนี้มาในคอนเซปต์ที่ไม่ใช่แค่มาเดินเที่ยว แต่คือการมาร่วม “กู้โลก” ไปพร้อมกับเหล่านิสิตคนรุ่นใหม่

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ความร่วมมือระหว่าง สโมสรนิสิตคณะสิ่งแวดล้อม มก. และ บจก.ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล (TBR) ที่เนรมิตจุด “เก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว” ณ โซนนิสิต (บูธ M69-170) ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการ “ให้” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เปลี่ยน “ขยะ” ในมือ เป็น “รอยยิ้ม” เพื่อสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์

นิสิตกลุ่มนี้ไม่ได้เพียงแค่รณรงค์ให้คัดแยกขยะ แต่พวกเขากำลังสร้างกลไกที่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เช่น กระป๋องอลูมิเนียม หรือขวดแก้ว ให้กลายเป็นมูลค่าเงินสด โดยรายได้ทั้งหมดจากการขายและบริจาคบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ จะถูกส่งต่อไปยัง โครงการสร้างโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ และช่วยเหลือสังคม

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหัวใจหลักของโครงการ “แยก กู้ (KU) โลก” ที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตการท่องเที่ยวงานเกษตรแฟร์เข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นว่า “พลังของนิสิต” สามารถขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนจากทฤษฎีในห้องเรียน สู่การลงมือทำจริงท่ามกลางฝูงชนนับแสนในงานเกษตรแฟร์ 2569

โปรดเกล้าฯ พล.อ.สุรยุทธ์ วางพวงมาลา สดุดีทหารเสียชีวิยชายแดน เชิดชูเกียรติวันทหารผ่านศึก

โปรดเกล้าฯ พล.อ.สุรยุทธ์ วางพวงมาลา สดุดีทหารเสียชีวิยชายแดน เชิดชูเกียรติวันทหารผ่านศึก

โปรดเกล้าฯ พล.อ.สุรยุทธ์ วางพวงมาลา สดุดีทหารเสียชีวิยชายแดน เชิดชูเกียรติวันทหารผ่านศึก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.39 น.

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พล.อ. สุรยุทธ์ วางพวงมาลา สดุดีทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา
และพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกดีเด่น วันทหารผ่านศึก 


3 ก.พ.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์  จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์วางพวงมาลาเนื่องในวันทหารผ่านศึก  

ทั้งนี้ พิธีวางพวงมาลาจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 12.15 น. เป็นการวางพวงมาลาของผู้แทนจากส่วนราชการ หน่วยงาน ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สมาคม มูลนิธิ ทหารผ่านศึกนอกประจำการกรณีสงครามต่างๆ 

หลังจากนั้น ในเวลา 13.20 น. นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีกล่าวสดุดีทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา จำนวน 42 นาย และพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกดีเด่น ประจำปี 2559 เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารผ่านศึกที่มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ทหารผ่านศึกทั่วไป โดยทหารผ่านศึกที่ได้รับการคัดเลือก
ให้รับรางวัลประเภททหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 1 ที่พิการทุพพลภาพ หรือพิการดีเด่น ประจำปี 2529ในปีนี้ ได้แก่ พลตำรวจโท นพดล เผือกโสมณ ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 1 อดีตผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้อุทิศตนเป็นจิตอาสาช่วยเหลือทหารผ่านศึก ที่พิการทุพพลภาพหรือพิการในพื้นที่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียงให้ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

นอกจากนี้ ได้ประสานงานกับเครือข่ายทหารผ่านศึกนอกประจำการในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ โดยได้ประสานกับสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสงขลา และเขตใกล้เคียงอื่นๆ ทำให้ทหารผ่านศึกได้รับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของทหารผ่านศึกและเครือข่ายทหารผ่านศึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
​สำหรับทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาค ประจำปี 2569 ได้แก่  

​- ร้อยตรี เกรียงไกร อุทธิยา ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 3 ได้รับรางวัลทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาคเหนือ
​- อาสาสมัครทหารพราน อนุลักษณ์ ชอบสอาด ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 3 ทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาคกลาง  
​- พันเอก ไตรสิทธิ์ รัตนพงศ์จินดา ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 3 ทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
​- สิบตรี ประทีป ยนประสิทธิ์ ทหารผ่านศึกนอกประจำการ บัตรชั้นที่ 4 ทหารผ่านศึกนอกประจำการดีเด่นระดับภาคใต้

​ทั้งนี้ ทหารผ่านศึกนอกประจำการที่ได้รับรางวัลชมเชยในภาคอื่น ๆ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตในภูมิลำเนา ได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตรพร้อมรางวัล ในวันนี้เช่นเดียวกัน

​สำหรับการจัดงานวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2569 องค์การ ฯ ได้กำหนดจัดงานภายใต้ชื่องาน“3กุมภาพันธ์ ทหารผ่านศึกน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงมีต่อองค์การฯทหารผ่านศึก และครอบครัวทหารผ่านศึก รวมทั้งรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของทหารผ่านศึก ที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกปักรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งเป็นการเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทย

สพฐ. สั่งสอบด่วน ปมครูการเงินดับ หลังถูก ผอ.เรียกพบ ย้ำให้ความเป็นธรรมโดยเร็ว

สพฐ. สั่งสอบด่วน ปมครูการเงินดับ หลังถูก ผอ.เรียกพบ ย้ำให้ความเป็นธรรมโดยเร็ว

สพฐ. สั่งสอบด่วน ปมครูการเงินดับ หลังถูก ผอ.เรียกพบ ย้ำให้ความเป็นธรรมโดยเร็ว

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.46 น.

สพฐ. สั่งสอบด่วน ปมครูการเงินดับ หลังถูก ผอ.เรียกพบ ย้ำให้ความเป็นธรรมโดยเร็ว

จากกรณี สารวัตรหนุ่มรายหนึ่ง โพสต์ขอความเป็นธรรมให้กับครูสาวคนรัก ที่เธอเลือกจบชีวิตตนเอง หลังจากถูก ผอ.เรียกพบ โดยมีเบาะแสเบื้องต้นว่า “ครูสาว” รายนี้ได้รับหน้าที่ดูแลด้านการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้คนรักของครูสาวยืนยันว่า เธอไม่ได้มีโรคทางจิตเวชหรือซึมเศร้าแต่อย่างใด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ สพฐ. ได้มอบหมายให้ นายตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย พร้อมนิติกร และคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

ล่าสุด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ (สพม.เชียงใหม่) ต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านครบถ้วน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และให้คณะกรรมการฯรายงานมายัง สพฐ.โดยเร็ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

“สพฐ. ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวของคุณครู และจะดำเนินการด้วยความยุติธรรมกับทุกฝ่าย อย่างโปร่งใสและรอบคอบ โดยจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องดังกล่าวแน่นอน ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่ผ่านมาจึงได้พยายามลดภาระงานครูและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูในหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด หลังจากนี้เมื่อทราบผลการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ศธ.ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

ศธ.ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

ศธ.ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 16 แห่ง รวมจำนวน 32 หลักสูตร และให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 7 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 4,100 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4,077 คน ประกอบด้วย 1.หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,630 คน 2.หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 1,337 คน และ 3.หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 110 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 23 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินงานในหลายประเด็นได้แก่รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 9/2568 การอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2568 การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบการบริหารงานการเงิน บัญชี และการพัสดุ ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

ต่อยอดความร่วมมือภาคการศึกษาไทย เปิด Canva Education ใช้ฟรีเพื่อการเรียนการสอน

ต่อยอดความร่วมมือภาคการศึกษาไทย เปิด Canva Education ใช้ฟรีเพื่อการเรียนการสอน

ต่อยอดความร่วมมือภาคการศึกษาไทย เปิด Canva Education ใช้ฟรีเพื่อการเรียนการสอน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) กับ Canva เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพด้านการออกแบบ การสร้างสื่อการเรียนรู้ และประสบการณ์การเรียนรู้ดิจิทัลให้แก่เจ้าหน้าที่ ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม Canva Education โดยมี นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และนายภัคพล ตั้งตงฉิน Country Manager ประจำประเทศไทย จาก Canva เป็นผู้ลงนามความร่วมมือฯ พร้อมด้วย ผู้บริหาร และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องประชุมวิเวก ปางพุฒิพงศ์ อาคาร สช. กรุงเทพมหานคร

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. มีพันธกิจหลักในการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนเอกชนให้ได้มาตรฐานและมีศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งความร่วมมือของ สช. และ Canva ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพ ประสบการณ์การเรียนรู้ การออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพ ให้แก่เจ้าหน้าที่ สช. ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเอกชน ในสังกัด สช. ผ่าน Canva Education ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยในการสร้างสื่อการเรียนรู้ สื่อนำเสนอ และผลงานสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชนให้มีมาตรฐานและสามารถแข่งขันได้ในบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล โดย สช. จะดำเนินการสนับสนุนการประชาสัมพันธ์และการประสานงานโรงเรียนเอกชนในสังกัด รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดกิจกรรมการอบรมและส่งเสริมการใช้งาน ตลอดจนการติดตาม ประเมินผลความร่วมมืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบการศึกษาเอกชน

นายภัคพล ตั้งตงฉิน ชูวิสัยทัศน์สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา มอบเครื่องมือระดับโลกให้เด็กทุกคนเข้าถึงเป็นสิทธิพื้นฐาน พร้อมผลักดันนโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” โดยใช้ AI และ Design Tools ลดภาระงานเอกสารเพื่อให้ครูโฟกัสการพัฒนาผู้เรียนได้เต็มที่ มุ่งยกระดับ 4 สมรรถนะหลัก ได้แก่ การทำงานร่วมกันแบบ Real-time, การสื่อสารด้วยภาพ (Visual Literacy), ความคิดสร้างสรรค์ผ่านระบบ AI และความเท่าเทียมด้วยการมอบเครื่องมือพรีเมียมให้โรงเรียนเอกชนใช้งานฟรี และยังวาง Roadmap สร้าง Ecosystem อย่างยั่งยืนผ่าน 4 แผนงานหลัก: การสนับสนุนทางเทคนิคด้วยทีม Fast-track และ Help Center ภาษาไทย, การพัฒนาบุคลากรผ่านโครงการ Train the Trainer และ Canvassador, การสร้างชุมชนแบ่งปันสื่อการสอนผ่าน OPEC Template Hub และการจัดกิจกรรมประกวดผลงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ครูและนักเรียนทั่วประเทศ “เราไม่ได้มาเพียงเพื่อมอบเครื่องมือแล้วจากไป แต่เราต้องการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งร่วมกับ สช. เพื่อส่งต่ออาวุธทางปัญญาให้กับเด็กไทยทุกคน” นายภัคพล กล่าวสรุป

ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของแวดวงการศึกษาเอกชนไทย ที่เปลี่ยนผ่านจากการใช้กระดาษสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมี Canva เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสมรรถนะของทั้งครูและนักเรียนสู่ระดับสากล

ทั้งนี้ สำหรับครู เจ้าหน้าที่ หรือ นักเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาโรงเรียนเอกชน ต้องการใช้งาน Canva สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ public.canva.site/thaischoolshub

NARIT เดินหน้า ASTRONOMY+ นำ ‘ดาราศาสตร์’ มุ่งรับใช้สังคมไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

NARIT เดินหน้า ASTRONOMY+ นำ ‘ดาราศาสตร์’ มุ่งรับใช้สังคมไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

NARIT เดินหน้า ASTRONOMY+ นำ ‘ดาราศาสตร์’ มุ่งรับใช้สังคมไทย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) เดินหน้าขับเคลื่อนกรอบยุทธศาสตร์ “ASTRONOMY+” เปลี่ยนองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านดาราศาสตร์ให้เป็นเครื่องมือรับใช้สังคมไทย ต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลกยุคใหม่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะกำลังคน

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ  NARIT เผยทิศทางการขับเคลื่อน NARIT ในงาน NARIT OPEN TALK 2026 ภายใต้แนวคิด ASTRONOMY+ กำหนดกรอบประเด็นหลัก 5 ด้าน ดังนี้ 1.งานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยดาราศาสตร์ระดับแนวหน้า ผลักดันนักวิจัยไทยเข้าร่วมเครือข่ายวิจัยนานาชาติ เพิ่มการผลิตองค์ความรู้เชิงลึกและการตีพิมพ์งานวิจัยบนเวทีโลก พร้อมขยายการมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญของโลก , 2.ดาราศาสตร์กับภูมิปัญญาบรรพชน (Ancestral Wisdom) สืบสานภูมิปัญญาบรรพชนผ่านโบราณดาราศาสตร์ ใช้องค์ความรู้ดาราศาสตร์สืบหาอายุโบราณสถาน ตลอดจนแนวคิดการวางผังวัด และชุมชนในอดีต เพื่อเชื่อมโยงมรดกภูมิปัญญาเข้ากับงานวิจัยสมัยใหม่ , 3.การพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง (Advanced Technology Development) ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์และต้นแบบจากโจทย์ดาราศาสตร์สู่การใช้งานจริงและเชิงพาณิชย์  ผลงานโดดเด่นในปี 2569 ที่น่าจับตา ได้แก่ อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ CE’7 MATCH Thai Payload อุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยที่จะส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์กับยาน Chang’E‑7 เตรียมปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ต้นแบบกล้องตรวจจับโดรน ที่พัฒนามาจากเทคโนโลยีติดตามวัตถุนอกโลก และกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.8 เมตร ผลงานของวิศวกรไทยที่ผลิต และประกอบในประเทศ

4.งานวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิต และเฝ้าระวังภัยพิบัติ  (Quality of Life & Disaster Monitoring) ขับเคลื่อนงานวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ศึกษาต้นตอการเกิด PM2.5 ในไทย ด้วยการเก็บข้อมูลบรรยากาศเชิงพื้นที่แบบ Real‑Time ผ่านอุปกรณ์ ACSM (Aerosol Chemical Speciation Monitor) และนำร่องการใช้โดรนเก็บข้อมูลอากาศที่ช่วยให้ได้ผลที่แม่นยำชัดเจนขึ้น พร้อมแบ่งปันข้อมูลให้หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับตัดสินใจเชิงนโยบาย พร้อมพัฒนา และขยายการใช้งานระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ผ่านดาวเทียม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัย และการบริหารจัดการสาธารณภัย และ 5.สร้างความตระหนักและความตื่นตัวด้านดาราศาสตร์ในทุกมิติ (Awareness & Learning) ขยายขอบเขตการเรียนรู้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อาทิ กลุ่มผู้บกพร่องทางการเห็น/การได้ยิน พร้อมผลักดันโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand และการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Area Reserved) เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดาราศาสตร์อย่างยั่งยืน กระจายรายได้สู่ชุมชน

ผู้อำนวยการ NARIT กล่าวเพิ่มเติมว่า “ASTRONOMY+” ไม่ใช่เพียงกรอบแนวคิด แต่คือพันธกิจของ NARIT ที่มุ่งนำงานวิจัย องค์ความรู้ และเทคโนโลยีดาราศาสตร์มาตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทย ทั้งในด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยยึดหลักการทำงานที่สอดรับกับทิศทางระดับโลก เช่น การเสริมศักยภาพการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ผ่านการเฝ้าสังเกตและเตือนภัยล่วงหน้า จากการศึกษา PM2.5 และระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว รวมถึงการสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูงทางดาราศาสตร์และอวกาศ ที่สามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีต้นแบบเชิงพาณิชย์ จะช่วยสร้างสตาร์ทอัพด้านอวกาศ IoT และ AI ขยายห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มผู้ประกอบการ และการสร้างงานทักษะสูง อีกทั้ง Amazing Dark Sky in Thailand ที่จะช่วยหนุนการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ และกระจายรายได้สู่ชุมชน

ผลลัพธ์ของ ASTRONOMY+ คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และสังคม ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างนักวิจัย วิศวกร บุคลากรด้านเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูงรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถในการพัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีระดับแนวหน้า อันเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ NARIT พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อผลักดันโครงการนำร่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการขยายผลเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ “ดาราศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างคุณค่า ความยั่งยืน และอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทย และสังคมโลก

นักศึกษาวชส.2ทำกิจกรรมCSRมอบอุปกรณ์-ทุนให้โรงเรียนตชด.

นักศึกษาวชส.2ทำกิจกรรมCSRมอบอุปกรณ์-ทุนให้โรงเรียนตชด.

นักศึกษาวชส.2ทำกิจกรรมCSRมอบอุปกรณ์-ทุนให้โรงเรียนตชด.

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.13 น.

คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม  รุ่นที่2 (วชส.2) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม CSR มอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬาและทุนการศึกษาแก่น้องๆ โรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย

วันนี้ (2 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม รุ่นที่2 (วชส.2) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ประธานหลักสูตร คุณคงธัช เตชะวิเชียร นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูรณ์กุล และคณะนักศึกษา วชส.2 นำโดย คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์การกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมมอบทุนการศึกษา เลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆ นักเรียน เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้ส่งมอบการต่อเติมพื้นที่ลานอเนกประสงค์พร้อมหลังคาโครงเหล็กโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กนักเรียน พร้อมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ขาดโอกาส 

ขณะเดียวกัน ได้ร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อน ที่ ค่ายพระรามหก

กองบังคังการฝึกพิเศษ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อีกด้วย

015

​GISTDA เดินหน้าขยายบทบาทความร่วมมือด้านอวกาศ ไทย – จีน บนเวทีนานาชาติ

​GISTDA เดินหน้าขยายบทบาทความร่วมมือด้านอวกาศ ไทย - จีน บนเวทีนานาชาติ

​GISTDA เดินหน้าขยายบทบาทความร่วมมือด้านอวกาศ ไทย – จีน บนเวทีนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ตบเท้าร่วมงานอวกาศนานาชาติ Beijing International Commercial Space Exhibition 2026 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศความพร้อมนำไทยก้าวสู่ยุค Space Economy เต็มรูปแบบ พร้อมข่าวดีที่คนไทยรอคอย กับความคืบหน้าโครงการ “Thai First Astronaut”

นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA ได้นำทัพไทยโชว์ศักยภาพบรรยายในหัวข้อ “Cross-Border Cooperation: Empowering Commercial Aerospace” ชี้ให้เห็นถึงโอกาสไร้พรมแดนในธุรกิจอวกาศ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากองค์กรชั้นนำกว่า 25 แห่ง อาทิ AWIMETEL, SPACETY, Great Wall China, GalaxySpace, CETC, Minospace และ Chang Guang ที่นัดหมายขอเจรจาธุรกิจ ทั้งในด้านการใช้ข้อมูลดาวเทียม SAR ความละเอียดสูง (0.15 เมตร), โครงการ LandX และไฮไลท์สำคัญคือการร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการ THEOS Constellation กลุ่มดาวเทียม 18 ดวงของไทย

นอกจากนี้ GISTDA ยังได้ร่วมกับหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. อาทิ NARIT, KMUTT, MUT, มหิดล และ บพค. เข้าหารือกับ CMSA (China Manned Space Agency) หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการพัฒนาศักยภาพ (Capacity Building) ของจีน อาทิ โครงการด้าน Astronaut และ China Space Station และ โครงการ R&D ซึ่งผลการหารือมีความคืบหน้าในเชิงบวก โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันในการสนับสนุน โครงการ “Thai First Astronaut” ในอนาคต ผลการเจรจาเป็นบวกอย่างยิ่ง โดยจีนพร้อมสนับสนุนไทยเต็มกำลัง ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัย และการผลักดันให้ “นักบินอวกาศไทยคนแรก” ได้ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจจริงบนสถานีอวกาศจีนในอนาคตอันใกล้ และนี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เรากำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้เล่นหลัก” ในเวทีอวกาศโลก