ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

ครั้งแรกของไทย ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ‘CE-7 MATCH’ ฝีมือคนไทย ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ 24 ส.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.37 น.

ประเทศไทยเตรียมส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ “CE-7 MATCH” ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ภายใต้ภารกิจ “ฉางเอ๋อ 7” มีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศ จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 07:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ทั้งนี้ ช่วงเวลาอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศและข้อกำหนดทางวิศวกรรม นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ และอวกาศของไทย ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ วิศวกรรม และการวิจัยขั้นแนวหน้าที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

4 สิงหาคม 2569 กรุงเทพฯ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดแถลงข่าว “ครั้งแรกของไทยสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์” ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ประกาศความพร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ร่วมปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ในฐานะ 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติของภารกิจฉางเอ๋อ 7 พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ 
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และ Sea (ประเทศไทย) ถ่ายทอดสดการปล่อยจรวดลองมาร์ช-5 Y14 นำส่งยานฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 พร้อมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีอวกาศสู่ประชาชนทั่วประเทศ

CE-7 MATCH (อ่านว่า ฉางเอ๋อ 7 แมทช์) (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) 
เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมพัฒนาภายใต้ความร่วมมือไทย–จีน ในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS) เริ่มต้นจากการพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของภารกิจฉางเอ๋อ 7 ก่อนผ่านการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์นานาชาติที่จะส่งไปโคจรรอบดวงจันทร์ มีภารกิจเพื่อตรวจวัดรังสีคอสมิก หรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อทำความเข้าใจปริมาณรังสีต้นกำเนิด และกระบวนการเกิดรังสีที่อาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ในอนาคต โดยเฉพาะการวางรากฐานองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศระยะยาวและการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความสำเร็จของภารกิจ CE-7 MATCH เป็นผลจาก
การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การสร้างองค์ความรู้ และความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และพันธมิตรระดับนานาชาติ จนสามารถยกระดับ
ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ จากการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีของไทยเอง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

ศ.ดร. ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” โดยใช้องค์ความรู้ของคนไทยเป็นฐานสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ การสนับสนุนการวิจัยขั้นแนวหน้า และการผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศ ให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของประเทศ เพราะการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือการลงทุนเพื่ออนาคต และการสร้างเทคโนโลยีของตนเองคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“ผมขอแสดงความยินดีกับ NARIT มหาวิทยาลัยมหิดล คณะนักวิจัย วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับนานาชาติ และร่วมสร้างอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย” ศ.ดร. ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ออกแบบ และพัฒนาโดยคนไทย ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับนานาชาติ ใช้เวลาเพียง 2 ปี ในการออกแบบ พัฒนา ประกอบ และทดสอบ เพื่อให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ แสดงถึงศักยภาพของบุคลากรไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และวิศวกรรมขั้นสูงที่ได้มาตรฐานระดับโลก

เราเชื่อว่า “โจทย์ที่ยากที่สุด คือโจทย์ที่สร้างคนเก่งที่สุด” สิ่งที่เราภาคภูมิใจที่สุดของภารกิจนี้ คือ “คนไทย” ที่เติบโตขึ้นระหว่างทางในการพัฒนา CE-7 MATCH เราได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ตั้งแต่การออกแบบ การสร้าง การทดสอบ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ประสบการณ์เหล่านี้
ไม่สิ้นสุดลงเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น แต่จะกลายเป็นทุนความรู้ และกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และวิศวกรรมขั้นสูงของประเทศในอนาคต ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ผมอยากชวนคนไทยร่วมติดตามการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 และร่วมส่งกำลังใจให้ผลงานของคนไทยเดินทางสู่ดวงจันทร์ เพราะหากภารกิจครั้งนี้ทำให้เด็กไทยสักคนเชื่อว่า “คนไทยก็สร้างเทคโนโลยีระดับโลกได้” นั่นคือความสำเร็จที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับ
พวกเราทุกคน” ดร. วิภู กล่าว

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการ 
ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน STEMและ STEAM Education เพื่อยกระดับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และเชื่อมโยงการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ภารกิจ CE-7 MATCH เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยสามารถก้าวสู่เวทีระดับโลก พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้จากภารกิจจริง เปลี่ยนการสำรวจดวงจันทร์ให้เป็น “ห้องเรียนแห่งอนาคต” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนสู่การสร้างนวัตกรรม และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนวัตกรในอนาคต

กระทรวงศึกษาธิการจึงร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย NARIT ขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู และสถานศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมติดตามภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ของไทย พร้อมเชิญชวนผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชน ร่วมรับชมการถ่ายทอดสดและกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านการวิจัยและการพัฒนากำลังคนแล้ว ภารกิจครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสื่อสาธารณะ และภาคเอกชนในการขยายการรับรู้สู่สังคม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีส่วนร่วมผ่านการถ่ายทอดสดและกิจกรรมการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ
แห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส กล่าวว่า ไทยพีบีเอสรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกับ NARIT ถ่ายทอดสดภารกิจปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อมอุปกรณ์วิจัย CE-7 MATCH จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑล
ไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยจะร่วมถ่ายทอดสัญญาณจากพื้นที่ พร้อมนำเสนอการวิเคราะห์ภารกิจแบบเรียลไทม์จากนักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ Thai PBS Sci & Tech สื่อด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยพีบีเอส ได้เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ รวมข้อมูลทุกมิติของภารกิจ ทั้งข่าว บทความเชิงลึก คลิปวิดีโอ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประชาชนทั่วประเทศ “ภารกิจ CE-7 MATCH เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีการสำรวจอวกาศระดับนานาชาติ การถ่ายทอดสดครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอวกาศสู่ประชาชน และเปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พร้อมจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศให้กับเยาวชนและสังคมไทย” 
นายวันชัย กล่าว

ด้าน ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “Sea (ประเทศไทย) มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ NARIT และทุกภาคส่วน ขยายโอกาสการเรียนรู้ด้าน STEM สู่ประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในเครือ ได้แก่ การเผยแพร่ข้อมูลภารกิจ CE-7 MATCH และถ่ายทอดวินาทีปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee รวมถึง การเนรมิตแผนที่ธีม “Into the Universe” ในโหมด Craftland ของ Garena Free Fire เกมออนไลน์ยอดนิยม ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสำรวจ พร้อมร่วมกิจกรรมนับถอยหลังปล่อยยานแบบเรียลไทม์ ทำให้การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์และอวกาศเป็นเรื่องใกล้ตัว สนุก เข้าถึงง่าย จุดประกายให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่จะร่วมสร้างอนาคตของประเทศ

ทั้งนี้ NARIT ขอเชิญชวนประชาชน เยาวชน และสถานศึกษาทั่วประเทศ ร่วมติดตามการถ่ายทอดสดภารกิจปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 พร้อมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ

                •             Facebook: NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ/ ศธ.360 องศา/ Thai PBS/ Thai PBS Sci & Tech

                •             YouTube: NARIT_Thailand/ OBEC Channel

รวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านช่องทางของ NARIT กระทรวงศึกษาธิการ และ Shopee  ประเทศไทย ที่จะร่วมเผยแพร่เนื้อหาพิเศษตลอดช่วงภารกิจ

มทม. – Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

มทม. - Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

มทม. – Imperial College London จัด ‘IEEE BioSensors 2026’ ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.13 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (Mahanakorn University of Technology: MUT) จับมือ Imperial College London ผนึกกำลังจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติครั้งสำคัญ “IEEE BioSensors 2026” ณ กรุงเทพมหานคร เชื่อมโยงนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกกับภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุน พร้อมผลักดันนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์

การประชุมวิชาการนานาชาติ IEEE BioSensors 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนของ IEEE Sensors Council เปิดเวทีให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ นักวิจัย นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม

การที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ Imperial College London ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อยกระดับระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมด้านไบโอเซนเซอร์ของประเทศไทย

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์และประกาศเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเปิดอนาคตของเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เทคโนโลยีเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การแพทย์ สิ่งแวดล้อม และภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ

การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา การจัด IEEE BioSensors 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการรวบรวมนักวิจัยชั้นนำด้านเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง

นอกเหนือจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แล้ว ยังต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และสตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านเซนเซอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่และภาคเศรษฐกิจทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับแนวทางผลักดันงานวิจัยด้านไบโอเซนเซอร์จากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะสนับสนุนผ่านกลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยเชิงลึก การทดสอบประสิทธิภาพ การทดลองทางคลินิก การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าสู่ตลาด

ขณะเดียวกัน การพัฒนากำลังคนถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์ต้องบูรณาการองค์ความรู้ด้านเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุศาสตร์ การแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูล กระทรวง อว. จึงมุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะแบบสหสาขาวิชา เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

หลังจากนี้จะมีการผลักดันให้เกิดคลัสเตอร์ด้านไบโอเซนเซอร์ในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สถาบันวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและช่องว่างที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนา รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมไบโอเซนเซอร์ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

ด้าน Professor Pantelis Georgiou ประธานการประชุม IEEE BioSensors 2026 กล่าวว่า การจัดตั้งเครือข่ายสาขาในประเทศไทยจะช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางวิชาการให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการจัดประชุมประจำปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และความร่วมมือด้านไบโอเซนเซอร์เป็นสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ขยายความร่วมมือไปยังศาสตร์สาขาอื่น รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี

Professor Pantelis Georgiou เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ห้องปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และ Imperial College London มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับทักษะและศักยภาพของบุคลากรไทย ทั้งด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมกล่าวชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีความอบอุ่นและเป็นมิตร พร้อมแสดงความรู้สึกเป็นเกียรติที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัยไทยจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยชั้นนำจากนานาประเทศ ตลอดจนเข้าถึงเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ที่มีความก้าวหน้าและทันสมัย

Professor Pantelis Georgiou กล่าวด้วยว่า กรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม โดยจากการพูดคุยพบว่า ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากชื่นชอบการเดินทางมาประเทศไทย ทั้งด้านบรรยากาศ วัฒนธรรม และการต้อนรับที่เป็นมิตร พร้อมเชื่อมั่นว่าหลายคนจะเดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในอนาคต

ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และประธานร่วมการประชุม IEEE BioSensors 2026 เปิดเผยว่า การประชุม IEEE BioSensors ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 เป็นเวทีนานาชาติที่เชื่อมโยงนักวิจัยด้านไบโอเซนเซอร์เข้ากับภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

การประชุมครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงาน ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในปี 2566 เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ในปี 2567 และเมืองซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ในปี 2568 ก่อนที่กรุงเทพมหานครจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในปี 2569 สะท้อนศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงเทพมหานครมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สถานพยาบาล สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย บุคลากรทางวิทยาศาสตร์ และผู้ประกอบการเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ อุปกรณ์สุขภาพ และนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล

อีกทั้งระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างบุคลากรในสาขาวิศวกรรมชีวภาพ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ไบโอเซนเซอร์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมถึงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย โรงพยาบาล และบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง

“กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัด IEEE BioSensors 2026 เพราะสามารถเชื่อมโยงงานวิจัยล้ำสมัยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยและเครือข่ายระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ กล่าว

IEEE BioSensors เป็นการประชุมวิชาการภายใต้การสนับสนุนของ IEEE Sensors Council มุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านไบโอเซนเซอร์ ระบบตรวจวัดทางชีวภาพ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดพื้นที่ให้นำเสนอผลงานวิจัยต้นฉบับ แนวคิดใหม่ เทคโนโลยีเกิดใหม่ และนวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ

เนื้อหาภายในงานครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบวัสดุและโครงสร้างไบโอเซนเซอร์ เทคโนโลยี Lab-on-Chip ชิปดีเอ็นเอ อิมมูโนเซนเซอร์ ไบโอเซนเซอร์ที่ใช้เอนไซม์ ระบบตรวจวัดแบบสวมใส่ อุปกรณ์ฝังในร่างกาย และไบโอเซนเซอร์สำหรับติดตามสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการประมวลผลสัญญาณ การสร้างแบบจำลองทางชีวภาพ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการวิเคราะห์ข้อมูล

สำหรับ IEEE BioSensors 2026 มีผลงานวิจัยส่งเข้ารับการพิจารณาจำนวน 226 ผลงาน จาก 28 ประเทศทั่วโลก โดยทุกผลงานผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอิสระอย่างน้อย 3 คน ก่อนคัดเลือกให้นำเสนอในรูปแบบการบรรยายทางวิชาการ 26 เรื่อง การนำเสนอแบบโปสเตอร์ 69 ผลงาน และการสาธิตเทคโนโลยีแบบสด 5 รายการ

โปรแกรมภายในงานยังประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 หัวข้อ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิงกับสัญญาณชีวภาพ กลยุทธ์การตรวจวัดด้วยใยแก้วนำแสง และการตรวจวัดทางชีวภาพและเคมีด้วยแสงแบบ Superchiral ตลอดจนกิจกรรมสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่และการแข่งขัน MYOSA เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนานวัตกรรมด้านเซนเซอร์

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเสวนาภาคอุตสาหกรรมหัวข้อ “The Path to Market for Electrochemical Point-of-Care Biosensors” ถ่ายทอดเส้นทางการพัฒนาไบโอเซนเซอร์ ตั้งแต่การวิจัยในห้องปฏิบัติการ การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการผลิต การขออนุญาต และการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด

การเสวนาดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่า ความสำเร็จของเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานการผลิต กฎระเบียบทางการแพทย์ ต้นทุน ความต้องการของผู้ใช้งาน รูปแบบธุรกิจ และความเป็นไปได้ในการขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ผู้จัดงานยังเปิดพื้นที่นิทรรศการสำหรับบริษัท มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการ และองค์กรด้านเทคโนโลยี เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย เครื่องมือ ต้นแบบ และนวัตกรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม

ผลงานส่วนใหญ่ที่นำเสนอภายในงานจะได้รับการเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูล IEEE Xplore ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ขณะที่ผลงานบางส่วนจะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร IEEE Sensors Letters ฉบับพิเศษด้านไบโอเซนเซอร์ เพื่อขยายการเผยแพร่องค์ความรู้และเพิ่มโอกาสในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในระดับนานาชาติ

ความร่วมมือในการจัด IEEE BioSensors 2026 ครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ Imperial College London ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมกันเปิดตัว MUT – Imperial Semiconductor AI & BioSensor Electronics Research (SABER) Laboratory หรือ SABER Lab. ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และไบโอเซนเซอร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง

SABER Lab. เปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับโลก ทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยชั้นนำ และพัฒนาทักษะผ่านประสบการณ์ปฏิบัติงานจริง สอดคล้องกับเป้าหมายของการประชุม IEEE BioSensors 2026 ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม การลงทะเบียน การจัดแสดงนิทรรศการ และการสนับสนุนการจัดงานได้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ผ่านทางอีเมล inter@mut.ac.th หรือโทรศัพท์ 061 223 2344 รวมถึงติดต่อเว็บไซต์ ieee-biosensors.org/2026 หรือติดต่อ Brianna Orr ผู้จัดการการประชุม IEEE BioSensors 2026 ทางอีเมล borr@conferencecatalysts.com

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

รัฐบาล เตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง-วันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. นายกฯ นำทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล ชวนภาครัฐ-เอกชน-ปชช.ร่วมกิจกรรม

4 สิงหาคม 2569 นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในนามรัฐบาลดำเนินการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ดังนี้

นางยุพา กล่าวว่า 1.การจัดพิธีทางศาสนา จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เวลา 07.00 น.ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง พระสงฆ์ จำนวน 193 รูป โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีพร้อมภริยา ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม และในต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

นางยุพา กล่าวว่า นอกจากนี้จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาให้วัดทุกวัดในประเทศไทยจัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวายพระราชกุศล ในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2569 สำหรับวัดไทยในต่างประเทศให้พิจารณาการจัดพิธี ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม  และ 2.จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ในเดือนสิงหาคม 2569 ตามความเหมาะสม

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความจงรักภักดี และร่วมจัดกิจกรรมฯ ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติในโอกาสดังกล่าว

อว.ชี้ทุน ‘BRIDGE-BrighT’ จุดเริ่มต้นการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ

อว.ชี้ทุน ‘BRIDGE-BrighT’ จุดเริ่มต้นการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ

อว.ชี้ทุน ‘BRIDGE-BrighT’ จุดเริ่มต้นการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” ชี้ทุน 2 โครงการ “BRIDGE- BrighT” จุดเริ่มต้นการปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบ ต่อยอด Higher Education Sandbox ของกระทรวง อว.ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมพร้อมจัดตั้งสภาการเปลี่ยนแปลง BCG ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ Erasmus+ Programme (ERASMUS+) อนุมัติทุนสนับสนุนแก่ประเทศไทยเพื่อดำเนิน 2 โครงการความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา ได้แก่ โครงการ Transformative Leadership in Science, Engineering, and Management: Bridging Disciplines to Build Thailand’s Next-Gen Innovators (BRIDGE) และโครงการ Bio-Circular-Green Higher Education Acceleration for Thailand (BrighT) นั้น ทั้งสองโครงการไม่ได้มุ่งเพียงพัฒนาหลักสูตรหรือกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่เป็นการสร้างต้นแบบการปฏิรูประบบอุดมศึกษาที่จะสามารถขยายผลสู่ระดับประเทศได้ในอนาคต

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า หากพิจารณาในรายละเอียด ทั้งสองโครงการมีบทบาทแตกต่างกันแต่เกื้อหนุนกัน โดย BRIDGE มุ่งยกระดับการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง ขณะที่ BrighT มุ่งยกระดับระบบนิเวศของมหาวิทยาลัยเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสำหรับโครงการ BRIDGE ซึ่งมีมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย และได้รับทุนสนับสนุน 694,302.81 ยูโร เป็นเวลา 3 ปี ถือเป็นการพัฒนาต้นแบบหลักสูตรสหวิทยาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการจัดการ เพื่อสร้าง “นักวิทยาศาสตร์ผู้ตัดสินใจ (Scientist Leaders)” ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปสร้างนวัตกรรมและบริหารการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“ที่ผ่านมา การผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของไทยเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา แต่บริบทโลกปัจจุบันต้องการบุคลากรที่สามารถทำงานข้ามศาสตร์ มีภาวะผู้นำ เข้าใจธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรมได้ BRIDGE จึงเข้ามาตอบโจทย์ช่องว่างดังกล่าว”

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของโครงการ คือ การต่อยอด Higher Education Sandbox ของกระทรวง อว. ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนากลไกการออกแบบหลักสูตรร่วม ระบบผลลัพธ์การเรียนรู้ การเทียบโอนและรับรองหน่วยกิตตามสมรรถนะ ตลอดจนระบบประกันคุณภาพที่เอื้อต่อการจัดหลักสูตรสหวิทยาการและหลักสูตรปริญญาคู่ ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยอื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรรูปแบบใหม่ในระดับประเทศ อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบัณฑิตไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านการผลิต พลังงาน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการ BrighT ซึ่งมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุน 883,556.83 ยูโร ระยะเวลา 4 ปี มีเป้าหมายยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของประเทศ ผ่านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวางกลไกการกำกับดูแลในระดับประเทศ โดยจะจัดตั้งสภาการเปลี่ยนแปลง BCG ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พัฒนากรอบสมรรถนะด้าน BCG ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน GreenComp ของสหภาพยุโรป สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน และจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศระดับภูมิภาค 5 แห่ง เพื่อยกระดับศักยภาพของมหาวิทยาลัยในพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

“สิ่งสำคัญของ BrighT คือ การเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติ มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่จะมีภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนากลไกที่จะสามารถขยายผลได้ทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การผลิตกำลังคนสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของไทย” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า ทั้งสองโครงการถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบอุดมศึกษาไทยผ่านความร่วมมือกับสหภาพยุโรป โดยผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ แต่จะถูกต่อยอดเป็นแนวทางเชิงนโยบาย ต้นแบบหลักสูตร และกลไกการพัฒนากำลังคนที่สามารถขยายผลไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ในการยกระดับทุนมนุษย์และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทร.จัดพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เตรียมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ทร.จัดพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เตรียมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ทร.จัดพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เตรียมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

กองทัพเรือ จัดพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนอัญเชิญเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ ลงน้ำ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

3 สิงหาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี จำนวน 14 ลำ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

โดยในเวลา 08.15 น.ผู้บัญชาการทหารเรือได้เดินทางไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านาง เรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือรูปสัตว์ 4 ลำ คือ เรือเอกชัยเหินหาว เรือครุฑเหินเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร และเรืออสุรวายุภักษ์

โดยภายหลังจากเจ้าพนักงานอ่านโองการเสร็จ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เริ่มประกอบพิธีสงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ให้ศีล เจริญพระพุทธมนต์ สวดอนุโมทนา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ จากนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือเจิมเรือ ปิดทอง ผูกผ้าสี คล้องพวงมาลัย โปรยข้าวตอกดอกไม้ เพื่อบวงสรวงแม่ย่านางเรือ และรำบวงสรวง (ระบำกฤดาอวยพร) โดยกรมศิลปากร

ต่อมาในเวลา 10.19 น.ผู้บัญชาการทหารเรือได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงแม่ย่านางเรือรูปสัตว์ จำนวน 6 ลำ ณ แผนกเรือยนต์หลวง ท่าวาสุกรี ประกอบด้วย เรือเอกชัยหลาวทอง เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง และเรืออสุรปักษี

สำหรับการบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ เป็นพิธีกรรมในการยอมรับนับถือและให้การคารวะบูชาต่อพระภูมิเจ้าที่ที่ปกปักรักษา คุ้มครอง และป้องกันสถานที่นั้นๆ พิธีกรรมเป็นการสวดอาราธนาบารมี พระพุทธานุภาพ พระธรรมานุภาพ พระสังฆานุภาพ เทพพรหมเทวา รวมถึงท้าวจตุมหาราช ผู้เป็นใหญ่ในทั่วทิศทั้ง 4 ลงมาประทับ ณ สถานประกอบพิธี และพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ เป็นความเชื่อแต่โบราณว่า เรือทุกลำมีแม่ย่านางเรือสิงสถิตอยู่ คอยปกปักรักษา คุ้มครอง ป้องกันอันตรายทั้งปวง ก่อนออกเรือทุกครั้ง หรือการนำเรือไปใช้งาน จึงมักกระทำพิธีบูชาแม่ย่านางเรือก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ

– 006

สานต่อ ‘KURU KUSA ท้า AI’ มก.พลิกโฉมวัยเก๋า สกัดคลังปัญญาศาสตร์แห่งแผ่นดิน

สานต่อ ‘KURU KUSA ท้า AI’ มก.พลิกโฉมวัยเก๋า สกัดคลังปัญญาศาสตร์แห่งแผ่นดิน

สานต่อ ‘KURU KUSA ท้า AI’ มก.พลิกโฉมวัยเก๋า สกัดคลังปัญญาศาสตร์แห่งแผ่นดิน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของโครงการ KURU KUSA ท้า AI : เชื่อมศาสตร์แห่งแผ่นดิน สู่มรดกปัญญาแห่งอนาคต” สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Kasetsart Digital University ทันที ด้วยการจัดกิจกรรม Workshop เปลี่ยนพลังคณาจารย์อาวุโสและบุคลากรวัยเก๋า ให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาโครงการ รศ.ดร.อนันต์ ผลเพิ่ม รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ผศ.ดร.อภิรักษ์ จันทร์สร้าง ผู้อำนวยการสำนักบริการคอมพิวเตอร์ พร้อมด้วยทีมที่ปรึกษา และทีมพี่เลี้ยงด้านไอที เข้าร่วม

เริ่มต้นวันแรกด้วยการทลายกำแพงเทคโนโลยี ผู้เข้ารับการอบรมได้ทำความรู้จักและเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือ AI ระดับโลกอย่าง Gemini และ ChatGPT โดยไฮไลต์สำคัญคือการให้ผู้เข้าอบรมนำ “ตัวต้นเรื่อง” ซึ่งเป็นตำรา เอกสารวิชาการ และประสบการณ์การทำงานจริงที่สั่งสมมานับสิบปี มาทำการสกัดและเรียบเรียงโครงร่างเนื้อหา ร่วมกับ AI เพื่อเตรียมพร้อมสู่การแปรรูปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

อัจฉริยภาพของ NotebookLM และการสร้างผลงานในวันที่สองของการอบรม จุดเน้นย้ายมาที่การฝึกฝนทักษะขั้นสูงผ่าน Gemini Notebook (Google NotebookLM เดิม) ซึ่งเป็นเครื่องมืออัจฉริยะในการจัดการความรู้ ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกเขียนคำสั่ง (Prompt Engineering) เชิงลึกที่มีความละเอียดและซับซ้อน เพื่อสั่งการให้ AI แปรรูปไฟล์ PDF องค์ความรู้จากบ้าน ออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ 5 รูปแบบ ได้แก่ Infographic, สไลด์นำเสนอ, วิดีโอสั้น, ผังความคิด (Mind Map) รวมถึงคลังความรู้จำพวกบัตรคำและแบบทดสอบ

แม้ว่าผู้เข้ารับการอบรมส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัยที่มีอุปสรรคทางกายภาพ เช่น สายตาพร่ามัว หรือความไม่คุ้นชินในการพิมพ์ข้อความ แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดของวิทยากรและทีมเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยง ที่คอยประคับประคองและจับมือสอนด้วยความอดทน ส่งผลให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และสามารถนำเสนอผลงานจริงบนเวทีในช่วงบ่ายได้อย่างน่าประทับใจ สะท้อนถึงการสร้างคุณค่าในตัวเอง (Self-Esteem) และการชะลอความเสื่อมของสมองผ่านการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ

โครงการ “KURU KUSA ท้า AI” ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเรียนรู้ไอทีอย่างสนุกแล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ต่างวัย และเป็นต้นแบบในการเชื่อมศาสตร์แห่งแผ่นดินที่คณาจารย์อาวุโสและผู้ทรงคุณค่าได้สั่งสมไว้ ให้กลายเป็น “มรดกปัญญาแห่งอนาคต” ในรูปแบบดิจิทัลที่คนรุ่นหลังสามารถเข้าถึงและสืบทอดได้อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปฏิบัติการ ‘ชี้โพรง’ สแกนสุขภาพ ‘ต้นไม้’ ด้วยรังสีแกมมา

สกู๊ปพิเศษ : ปฏิบัติการ ‘ชี้โพรง’ สแกนสุขภาพ ‘ต้นไม้’ ด้วยรังสีแกมมา

สกู๊ปพิเศษ : ปฏิบัติการ ‘ชี้โพรง’ สแกนสุขภาพ ‘ต้นไม้’ ด้วยรังสีแกมมา

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมืองต้องการต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงา ฟอกอากาศ กรองฝุ่น และเติมทัศนียภาพงดงามและความมีชีวิตชีวาให้เมือง แต่บ่อยครั้งเราจะได้ยินข่าวเหตุต้นไม้โค่นล้มเมื่อมีพายุและลมแรง สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินและชีวิตผู้คน ดังนั้น การป้องกันและเลี่ยงเหตุร้ายดังกล่าวคงไม่ใช่การโค่นหรือตัดต้นไม้ แต่อยู่ที่การตรวจสอบ “สุขภาพของต้นไม้” อย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาต้นไม้ให้ยืนต้นแข็งแรงต่อไป ซึ่งการสังเกตสุขภาพต้นไม้จากภายนอกด้วยตาเปล่า ดูกิ่งก้านใบอาจไม่พอ เพราะ ข้างนอกสดใส ข้างในอาจเป็นโพรง

ดร.มนัสวี เลาะวิธี หนึ่งในทีมอาจารย์และนิสิตจากภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์สำหรับสแกนภายในต้นไม้โดยใช้ “รังสีแกมมา” เพื่อตรวจสอบสุขภาพ ชี้โพรง และวัดความหนาแน่นของเนื้อไม้ และนับตั้งแต่ปี 2564 ทีมวิศวกรนิวเคลียร์ จุฬาฯ ได้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวตรวจสุขภาพต้นไม้ใหญ่ในจุฬาฯ ภายใต้โครงการสำรวจ วิเคราะห์ และติดตามต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่จุฬาฯ ระยะที่ 1 (Chula Big Tree Project: Phase 1) และให้บริการตรวจสุขภาพต้นไม้ในหลายพื้นที่ของ กทม. เช่น ต้นไม้ใหญ่ในบริเวณซอยสมคิด ระหว่างเซ็นทรัลเอ็มบาสซีและเซ็นทรัลชิดลม รวมทั้งให้บริการตรวจสอบคุณภาพไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารหรือสถาปัตยกรรม เช่น การตรวจสอบไม้สักที่จะใช้ทำศาลาประชาคมที่อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) และล่าสุดทางภาควิชาได้รับการติดต่อจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม. เพื่อหารือสำหรับวางแผนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบโพรงภายในต้นไม้ ในการตรวจสอบสถาปัตยกรรมที่ทำจากไม้ เช่น เสาชิงช้า

อาจารย์ ดร.มนัสวี อธิบายการเลือกใช้รังสีแกมมาสำหรับปฏิบัติการชี้โพรงต้นไม้ว่า รังสีแกมมามีลักษณะเหมือนแสง ถ้ามีวัตถุมาบังแสง แสงจะไม่สามารถลอดผ่านไปยังฝั่งตรงข้ามได้ ถ้าไม่มีวัตถุมาบัง แสงก็จะลอดผ่านได้ทั้งหมด รังสีแกมมาก็เช่นกัน

เพราะถ้าไม่มีวัตถุมากั้นระหว่างต้นกำเนิดรังสีแกมมา แล้วนำหัววัดรังสี มาวัดปริมาณรังสี ก็จะได้ปริมาณรังสีที่ค่อนข้างมาก แต่หากมีวัตถุมาบังต้นกำเนิดรังสี ปริมาณรังสีที่ตรวจพบจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและความหนาของวัตถุนั้นๆว่าสามารถลดทอนรังสีได้มากน้อยเท่าใด

วัสดุโลหะและวัสดุที่มีเลขอะตอมสูง เช่น ตะกั่ว มีคุณสมบัติในการลดทอนรังสีแกมมาได้ดี หากนำมาคั่นกลางระหว่างต้นกำเนิดรังสีและหัววัดรังสี ก็จะบดบังปริมาณรังสีไปได้เกือบทั้งหมด จึงอาจจะไม่พบปริมาณรังสีที่หัววัดรังสี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาของวัสดุนั้นๆด้วย อาจารย์ ดร.มนัสวี ยกตัวอย่าง แต่หากไม่มีวัตถุอะไรมาบังรังสี แสดงว่าบริเวณนั้นเป็นอากาศทั้งหมด หัววัดรังสีก็จะอ่านปริมาณรังสีได้ทั้งหมด

ความแตกต่างของการทะลุทะลวงวัตถุนี่เอง เป็นที่มาของการใช้รังสีแกมมาในการหาตำแหน่งของโพรงในต้นไม้ หรือที่เรียกว่า การส่งผ่านรังสีแกมมาเพื่อวัดปริมาณรังสีหลังจากที่ทะลุผ่านต้นไม้

ต้นไม้ที่มีความหนาแน่นสูง เนื้อไม้ครบถ้วน จะบังรังสีแกมมาได้ทั้งหมด ถ้าเกิดต้นไม้มีโพรงอยู่ภายใน ก็เหมือนไม่มีวัตถุมาบังรังสี เราก็จะอ่านค่ารังสีได้ และรู้ได้ว่าบริเวณใดของต้นไม้มีโพรง ดร.มนัสวีกล่าวและว่า สำหรับต้นกำเนิดรังสีแกมมาที่ใช้ในการตรวจโพรงต้นไม้ มาจากซีเซียม 137 แม้จะเป็นธาตุที่มาจากธรรมชาติแต่ก็หาทั่วไปไม่ได้ เพราะเป็นธาตุที่ต้องควบคุมอันตรายจากรังสี จึงต้องซื้อจากหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจากผู้ควบคุมคือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเท่านั้น

การตรวจสุขภาพต้นไม้ที่มีการทำอยู่ทั่วไปใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Resistograph ซึ่งต้องมีการเจาะต้นไม้ แม้จะบอกได้ว่าต้นไม้มีโพรง แต่ก็เป็นการทำลายต้นไม้และส่งผลในระยะยาว แต่การสแกนด้วยรังสีแกมมาโดยทีมวิศวกรนิวเคลียร์ จุฬาฯ เป็นการตรวจสอบโดยไม่มีการเจาะอุปกรณ์ใดๆเข้าไปในเนื้อไม้เลย

เครื่องมือส่งผ่านรังสีแกมมาเพื่อตรวจสุขภาพต้นไม้ ออกแบบโดยนิสิตปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1.อุปกรณ์กำเนิดรังสีที่จะอยู่ในตัว shielding เป็นทรงกระบอก มีรู 2.หัววัดรังสี เป็นอุปกรณ์ทรงกระบอกที่จะนับวัดรังสี และ 3.อุปกรณ์เครื่องกล ซึ่งจะติดตั้งรอบต้นไม้

เราต้องติดตั้ง และจัดวางต้นกำเนิดรังสีและตัววัดรังสีให้อยู่ในแนวเดียวกันรอบต้นไม้ เพื่อให้รังสีทะลุผ่านต้นไม้มาถึงหัววัดปริมาณรังสี ซึ่งเรื่องนี้ เราใช้ระดับน้ำวัด alignment หลังจากนั้นอุปกรณ์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเฟืองเพื่อให้หัววัดรังสีและต้นกำเนิดรังสีเคลื่อนที่ตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าถึงต้นไม้ เข้าสู่ต้นไม้ และทะลุผ่านต้นไม้อีกฝั่งไปพร้อมๆกัน เพราะเราต้องการวัดปริมาณรังสีที่เปลี่ยนไป อาจารย์มนัสวี ระบุ

อุปกรณ์ต่างๆทำงานกันเป็นระบบอัตโนมัติ เพียงกดปุ่ม ระบบจะทำงานตั้งแต่ปล่อยรังสีทะลุผ่านต้นไม้และเก็บข้อมูล ซึ่งจะได้ข้อมูล 1 ระนาบ

พอเราเห็นว่ามีปริมาณรังสีไม่สอดคล้องกับต้นไม้เนื้อตันและสันนิษฐานว่าเป็นโพรง เราก็จะยืนยันด้วยการหมุนอุปกรณ์เป็นมุม 90 องศาที่ตั้งฉากกัน และวัดปริมาณรังสีอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าเป็นตำแหน่งเดียวกัน รวมถึงการวัดรังสีในแนวดิ่งเพื่อให้รู้ว่าโพรงอยู่ตรงไหน มีทิศทางอย่างไร และขนาดเท่าไร

อกจากอุปกรณ์สแกนลำต้นเพื่อหาโพรงในต้นไม้แล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ภาควิศวกรรมนิวเคลียร์ยังได้พัฒนาอุปกรณ์ส่งผ่านรังสีแกมมาให้สามารถดูลักษณะภายใต้ดินบริเวณรากต้นไม้ได้ด้วย

รากมีความสำคัญมาก รากเป็นตัวที่จะบอกว่าต้นไม้สามารถยืนหยัดอยู่ได้หรือเปล่า ดร.มนัสวีอธิบาย และเล่าว่าโครงการสแกนรากต้นไม้นี้เป็นความคิดริเริ่มของ รศ.นเรศร์ จันทน์ขาว ที่มอบหมายให้นิสิตปี 4 ของภาควิชา ทดลองส่งผ่านรังสีแกมมาเพื่อวิเคราะห์ลักษณะภายใต้ดินบริเวณรากต้นไม้

“การสแกนลำต้นใช้อุปกรณ์ต้นกำเนิดรังสี (Source) 1 ตัวและหัววัดรังสี (Detector) 1 ตัว แต่การสแกนรากจะใช้อุปกรณ์ต้นกำเนิดรังสี 1 ตัว โดยมีท่อนำลงไปใต้ดินเพื่อปล่อยรังสีผ่านรากสู่หัววัดรังสี ซึ่งจะมีประมาณ 8 ตัวอยู่บนดิน เพื่อให้ครอบคลุมจำนวนมุมที่ต้องการ” ดร.มนัสวีอธิบายการสแกนรากต้นไม้ และกล่าวว่าการสแกนรากต้นไม้มีความท้าทายมากกว่าการสแกนลำตัน

“การสแกนรากต้นไม้มีความท้าทายเพราะรากมีขนาดเล็ก แม้ต้นไม้จะใหญ่ แต่รากจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 5-10 ซม.เท่านั้น และรากก็แตกแขนงไปเยอะ รังสีเลยลดทอนไม่มาก เหมือนวัดไม่ได้ว่ามีรากอยู่หรือเปล่า ทำให้ปริมาณของรังสีที่ตรวจจับได้มีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ดินก็เป็นตัวแปรสำคัญ เช่น ดินเหนียว ดินทราย ความร่วนและความชื้นของดิน แปลว่าปริมาณรังสีที่หายไปอาจจะถูกลดทอนด้วยดินไปก่อนที่จะมาถึงรากไม้ด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องยากของการวัดรังสีในรากต้นไม้”

สำหรับส่วนนี้ ปัจจุบัน นิสิตยังศึกษาทดลองและวิจัยว่าจะมีวิธีการเซ็ตเครื่องมืออย่างไร เพื่อให้สามารถใช้วัดลักษณะภายใต้ดินได้ การใช้หัววัดหลายหัววัดและมีการหมุนเปลี่ยนตำแหน่งหัววัดจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และยังศึกษาเรื่องรังสีที่เข้าสู่หัววัดอาจมีทั้งแบบการทะลุผ่านและการกระเจิงจากวัตถุแล้วตกกระทบเข้าสู่หัววัดในมุมต่างๆ ก็จะให้ความแม่นยำในการวัดมากขึ้น” 

“สุขภาพของต้นไม้จะแข็งแรงหรือไม่ ขึ้นกับว่าโพรงอยู่ตำแหน่งใด ขนาดของโพรงมีขนาดเท่าไร ถ้าโพรงกินขนาดมากกว่าครึ่งของเนื้อไม้แสดงว่าต้นไม้ไม่แข็งแรง อาจารย์ ดร.มนัสวีกล่าว

ก.ศึกษาฯ จับมือ ก.แรงงาน เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

ก.ศึกษาฯ จับมือ ก.แรงงาน เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“ก.ศึกษาฯ”จับมือ”ก.แรงงาน” เชื่อมห้องเรียนสู่โลกอาชีพ ชูนวัตกรรม”มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” สร้างอนาคตเด็กไทยมั่นคง

31 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะผู้บริหาร ร่วมประชุมหารือความร่วมมือไร้รอยต่อ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงการศึกษาการพัฒนาทักษะ และการจ้างงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานจริง ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน ผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ มุ่งปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย ยกระดับจากระบบ “จบแล้วค่อยหางาน” ไปสู่การ “วางเส้นทางอาชีพตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน” ผ่าน 6 วาระขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่และสร้างความมั่นคงให้เยาวชนไทยทั่วประเทศ ได้แก่ เรียนตรงทักษะ จบแล้วมีงานทำ, ไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง, ฝึกงานได้ ปลอดภัย และได้ประสบการณ์จริง, ป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย, เพิ่มศักยภาพการศึกษาไทยด้วยบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศ และปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อมีรายได้

“หลักๆ ที่เราหารือกัน คือการระบบ ‘E-Work Permit’ ของครูต่างชาติ ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการขอและต่อใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้แก่ครูและบุคลากรต่างชาติ พร้อมเตรียมพิจารณาข้อกฎหมายและรายละเอียดเกี่ยวกับ กองทุนสงเคราะห์ครูต่างชาติ ของกระทรวงศึกษาธิการเพิ่มเติม รวมทั้งการ​เชื่อมโยงหลักสูตรของอาชีวะกับระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะทำหน้าที่ผลิตและป้อนบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยร่วมมือกับ รง. ในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงความต้องการ พร้อมสร้างระบบสะสมหน่วยกิต เพื่อสะสมทักษะและเทียบโอนประสบการณ์” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า เรื่องของการ​แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout สองกระทรวงวางแนวทางดูแลเด็กช่วงรอยต่อการศึกษา โดย ศธ. จะเร่งสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทำงานและประสานไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อส่งเสริมโมเดล “เรียนไปด้วย มีงานทำ มีรายได้” พร้อมๆ กับเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกันเพื่อกำกับดูแลการทำงานของเยาวชนอายุ 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี ให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายแรงงาน ได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย และสามารถศึกษาต่อจนได้รับวุฒิการศึกษา

“ความร่วมมือในครั้งนี้ คือการเชื่อมฐานข้อมูลและการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง ศธ.และกระทรวงแรงงาน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องความสะดวกของบุคลากรต่างชาติ การป้อนคนตรงสายงาน และการดูแลเด็กไทยไม่ให้ตกหล่นจากระบบการศึกษา และที่สำคัญ คือ เราจะร่วมกันปฏิรูปการศึกษา สู่การเรียนรู้เพื่อมีรายได้ด้วยการร่วมดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ มุ่งเน้นการสร้างรายได้จริงและการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อให้ระบบการศึกษาตอบโจทย์ทั้งชีวิตของผู้เรียนและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ” รมว.ศธ.กล่าว

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ ‘BRIDGE – BrighT’ แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ 'BRIDGE - BrighT' แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

ERASMUS+ อนุมัติทุน หนุนโครงการ ‘BRIDGE – BrighT’ แก้เหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

ERASMUS+ อนุมัติทุนกว่า 60 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยไทยทำ 2 โครงการใหญ่ “BRIDGE” พัฒนานักวิทยาศาสตร์ที่มีภาวะผู้นำและทักษะธุรกิจ ขับเคลื่อนนวัตกรรมแห่งอนาคต และ “BrighT” เสริมศักยภาพ BCG ของมหาวิทยาลัย แก้ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

31 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ มีข่าวดีสำหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย เมื่อ Erasmus+ Programme (ERASMUS+) ได้อนุมัติทุนสนับสนุน 2 โครงการความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยและองค์กรพันธมิตรจากยุโรป รวมมูลค่ากว่า 1,577,859.64 ยูโร หรือกว่า 60 ล้านบาท เพื่อร่วมปฏิรูประบบอุดมศึกษาไทย พัฒนาหลักสูตรแห่งอนาคต และยกระดับศักยภาพกำลังคนให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยโครงการแรก ได้แก่ Transformative Leadership in Science, Engineering, and Management: Bridging Disciplines to Build Thailand’s Next-Gen Innovators (BRIDGE) ได้รับทุนสนับสนุนจำนวน 694,302.81 ยูโร หรือประมาณ 26.7 ล้านบาท ซึ่งมีมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวง อว. พร้อมเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจากฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตรตามแนวทาง Tuning ของยุโรป

ปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า โครงการ BRIDGE จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการอุดมศึกษาของไทยผ่านการจัดการศึกษาหลักสูตรสหวิทยาการที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการจัดการ ส่งเสริมการเปลี่ยนจากการฝึกอบรมด้านเทคนิคแบบดั้งเดิมไปสู่ “นักวิทยาศาสตร์ผู้ตัดสินใจ” ที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความเป็นผู้นำและทักษะทางธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมในภาคส่วนต่างๆ เช่น การผลิต โลจิสติกส์ พลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้กลไก Higher Education Sandbox ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นโดยกระทรวง อว. โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ERASMUS+ ยังอนุมัติทุนสนับสนุน จำนวน 883,556.83 ยูโรหรือประมาณ 34 ล้านบาท ให้แก่โครงการ Bio-Circular-Green Higher Education Acceleration for Thailand (BrighT) โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหัวหน้าโครงการฝั่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย กระทรวง อว. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย โดยมีพันธมิตรจากประเทศกรีซ อิตาลี และภาคเอกชนด้านนวัตกรรมของยุโรปร่วมดำเนินงาน

โดยโครงการ BrighT จะมุ่งแก้ไขความไม่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบระหว่างแผนปฏิบัติการ Bio-Circular-Green Economy (BCG) ของประเทศไทย ปี 2021-2027 กับศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษา โครงการนี้มีเป้าหมายยกระดับระบบอุดมศึกษาไทยเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ผ่านการพัฒนากรอบสมรรถนะด้าน BCG การสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศระดับภูมิภาค 5 แห่ง เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท รวมถึงพัฒนากลไกเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป เพื่อยกระดับคุณภาพบัณฑิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีระยะวลาดำเนินโครงการ 4 ปี

“ความสำเร็จในการได้รับทุน Erasmus+ ทั้งสองโครงการ สะท้อนถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทยและความเชื่อมั่นจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปที่พร้อมร่วมพัฒนาระบบอุดมศึกษาของประเทศไทย โดยกระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการ จะผลักดันให้ผลลัพธ์จากโครงการเกิดการขยายผลสู่การพัฒนานโยบาย การออกแบบหลักสูตร และการผลิตกำลังคนที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในระยะยาว“ ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ บำเพ็ญกุศลพิธีกงเต๊ก ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ บำเพ็ญกุศลพิธีกงเต๊ก ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ บำเพ็ญกุศลพิธีกงเต๊ก ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.28 น.

30 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.53 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปในการบำเพ็ญกุศลพิธีกงเต๊ก (บรรพชิตจีนนิกายสวดพระพุทธมนต์เปิดมณฑลพิธีและพิธีสรงดวงพระวิญญาณ)  ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของคณะมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง