โหราศาสตร์ไทยก้าวสู่วิชาการ ‘สถาบันรัชต์ภาคย์’ เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี สร้างมาตรฐานวิชาชีพ-บัณฑิตคุณธรรมยุค AI

โหราศาสตร์ไทยก้าวสู่วิชาการ ‘สถาบันรัชต์ภาคย์’ เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี สร้างมาตรฐานวิชาชีพ-บัณฑิตคุณธรรมยุค AI

โหราศาสตร์ไทยก้าวสู่วิชาการ ‘สถาบันรัชต์ภาคย์’ เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี สร้างมาตรฐานวิชาชีพ-บัณฑิตคุณธรรมยุค AI

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

โหราศาสตร์ไทยก้าวสู่วิชาการ ‘สถาบันรัชต์ภาคย์’ เปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี หลังผลักดัน 30 ปี มุ่งสร้างมาตรฐานวิชาชีพ-บัณฑิตคุณธรรมยุค AI”

จากศาสตร์โบราณที่สืบทอดผ่านครูสู่ศิษย์มานานหลายพันปี วันนี้ “โหราศาสตร์ไทย” กำลังก้าวสู่บทใหม่ เมื่อคณะศิลปศาสตร์ สถาบันรัชต์ภาคย์ เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพยากรณ์และโหราศาสตร์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับองค์ความรู้ด้านโหราศาสตร์เข้าสู่ระบบอุดมศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสร้างมาตรฐานวิชาชีพ ผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม จริยธรรม และสามารถประยุกต์ใช้ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยโบราณ ใช้ในการกำหนดฤกษ์ยาม วางผังเมือง ประกอบพระราชพิธี ตลอดจนเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจและวางแผนการดำเนินชีวิตของผู้คน แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศาสตร์แขนงนี้ดำรงอยู่ในรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูสู่ศิษย์ ผ่านตำราและประสบการณ์ มากกว่าจะอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานทางวิชาการ

ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ โดยอาจารย์ ดร.ภิญโญ พงศ์เจริญ กับสถาบันรัชต์ภาคย์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย ดร.ธณภณ ศรัญบูรณะ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญในการผลักดันหลักสูตร และได้เปิดเผยว่า การจัดตั้งหลักสูตรดังกล่าวเป็นผลจากความพยายามผลักดันต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการหารือกับนักวิชาการ นักกฎหมาย และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก เพื่อหาแนวทางยกระดับโหราศาสตร์เข้าสู่ระบบการศึกษา แม้ในอดีตหลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง ความต้องการของผู้เรียนเพิ่มขึ้น และมหาวิทยาลัยเปิดกว้างต่อองค์ความรู้ใหม่ แนวคิดดังกล่าวจึงสามารถเกิดขึ้นได้จริง

ดร.ภิญโญ กล่าวว่า เป้าหมายในระยะต่อไป คือการผลักดันให้เกิดมาตรฐานวิชาชีพด้านโหราศาสตร์ที่มีจรรยาบรรณ มีระบบรับรอง และมีองค์กรกำกับดูแลเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น โดยหัวใจสำคัญของหลักสูตรไม่ใช่การผลิตผู้ที่ทำนายได้แม่นยำที่สุด แต่คือการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และสามารถเป็นที่พึ่งของสังคมได้

“หลายคนเข้าใจว่าการเปิดหลักสูตรมีเป้าหมายเพื่อผลิตนักพยากรณ์รุ่นใหม่หรือสร้างผู้สืบทอด แต่ความจริงแล้ว นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น นี่ไม่ใช่การสร้าง ‘หมอดู’ แต่เป็นการสร้างมาตรฐานของศาสตร์ การเปิดหลักสูตรครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับโหราศาสตร์ไทยให้มีมาตรฐาน” ดร.ภิญโญ กล่าว

ดร.ภิญโญ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทุกวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย หรือครู ต่างมีหลักสูตร มาตรฐานวิชาการ และองค์กรกำกับดูแล ขณะที่ศาสตร์ด้านการพยากรณ์หรือโหราศาสตร์ แม้จะมีบทบาทในสังคมไทยมายาวนาน แต่ยังขาดมาตรฐานกลาง หากปล่อยไว้ก็จะยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม ไม่มีองค์กรกำกับ ไม่มีมาตรฐาน และไม่มีระบบรองรับ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ศาสตร์แขนงนี้ได้รับการศึกษา วิจัย และพัฒนาอย่างเป็นระบบ ภายใต้มาตรฐานเดียวกับศาสตร์สาขาอื่น

ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องประกอบอาชีพเป็นนักพยากรณ์ เพราะโหราศาสตร์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์สำหรับการดำเนินชีวิต ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการวางแผนชีวิต เข้าใจจังหวะของการตัดสินใจ รู้จักศักยภาพของตนเอง เข้าใจผู้อื่น ตลอดจนประยุกต์ใช้ในการทำงาน การบริหารองค์กร และการประกอบธุรกิจ จึงไม่ใช่ศาสตร์ที่จำกัดอยู่เพียงการทำนายอนาคต หากแต่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ด้าน ดร.พัชรี แก้วผลึก ผู้รับผิดชอบหลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพยากรณ์และโหราศาสตร์ ไม่ได้มุ่งสอนเพียงการอ่านดวงชะตา แต่ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานการอุดมศึกษา มีผลลัพธ์การเรียนรู้ (PLOs) และโครงสร้างรายวิชาที่ครอบคลุมทั้งศาสตร์และศิลป์ นักศึกษาจะต้องศึกษาไม่น้อยกว่า 121 หน่วยกิต ครอบคลุมทั้งหมวดวิชาศึกษาทั่วไป วิชาเฉพาะ และวิชาเลือกเสรี

นอกจากศาสตร์การพยากรณ์แล้ว ผู้เรียนยังต้องศึกษาวิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา กฎหมาย สถิติ เทคโนโลยีสารสนเทศ การวิจัย การสื่อสาร การเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงศาสตร์แขนงต่าง ๆ เช่น โหราศาสตร์ไทย โหราศาสตร์สากล โหราศาสตร์จีน โหราศาสตร์ภารตะ เลขศาสตร์ นรลักษณ์ศาสตร์ ฮวงจุ้ย และศาสตร์การพยากรณ์อื่น ๆ เพื่อให้สามารถบูรณาการองค์ความรู้จากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน

“แนวคิดสำคัญคือการทำให้ผู้เรียนเข้าใจมนุษย์ เข้าใจสังคม และสามารถบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ โหราศาสตร์จึงเป็นศาสตร์แห่งการดำเนินชีวิต ไม่ใช่เพียงศาสตร์แห่งการทำนาย” ดร.พัชรี กล่าว

ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า AI จะเข้ามาแทนที่นักพยากรณ์หรือไม่ ดร.กฤติกาวลัย หิรัญสิ ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์ไทย-สากล มองว่า AI ไม่ใช่คู่แข่ง หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้เรียนควรเรียนรู้และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะ AI สามารถประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์หลักเกณฑ์ และคำนวณดวงชะตาได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก สภาวะจิตใจ และบริบทชีวิตของมนุษย์ได้

ดร.กฤติกาวลัย กล่าวว่า การพยากรณ์ที่ดีไม่ได้อาศัยเพียงข้อมูลวัน เดือน ปี และเวลาเกิด แต่ต้องอาศัยจิตวิทยา ประสบการณ์ ความเมตตา และทักษะการสื่อสารระหว่างผู้ให้คำปรึกษากับผู้มารับคำแนะนำ ดังนั้น AI อาจคำนวณได้ แต่ยังไม่มีจิตใจและจิตวิญญาณ จึงเป็นเหตุผลที่หลักสูตรให้ความสำคัญกับการเรียนจิตวิทยา การให้คำปรึกษา และจริยธรรม ควบคู่กับศาสตร์แห่งการพยากรณ์

แม้โหราศาสตร์จะมีรากฐานมาจากภูมิปัญญาโบราณ แต่การก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งรากเหง้าของศาสตร์ หากเป็นการยกระดับองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ โดยหัวใจของหลักสูตรไม่ใช่เพียงการสอนให้ทำนายเป็น แต่ต้องสร้างบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ ความคิดวิเคราะห์ จิตวิทยา ภาวะผู้นำ และจริยธรรม เพื่อใช้ศาสตร์แห่งการพยากรณ์อย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ต่อสังคม

ดร.ภิญโญ กล่าวทิ้งท้ายว่า คนที่จะเป็นที่พึ่งของสังคมได้ ต้องมีทั้งความรู้ ความสามารถ และภาวะผู้นำ ผู้สำเร็จการศึกษาจะต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ก่อน จึงจะนำองค์ความรู้ไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ หลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และภาวะผู้นำควบคู่กับการเรียนรู้ทางวิชาการ พร้อมเปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับวิชาชีพทนายความ หากผู้ประกอบวิชาชีพยังไม่สามารถดูแลชีวิตของตนเองได้ ก็ยากที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างแท้จริง

“ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการยกระดับโหราศาสตร์ไทย ไม่ใช่เพียงการทำให้ศาสตร์นี้ได้รับการยอมรับในระบบอุดมศึกษา แต่คือการสร้างบุคลากรที่ใช้ความรู้เป็นที่พึ่งของผู้คน และยกระดับวิชาชีพให้ก้าวเดินเคียงข้างศาสตร์อื่นอย่างสง่างาม บนพื้นฐานของมาตรฐานและคุณธรรม” ดร.ภิญโญ กล่าวปิดท้าย

สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

สพฐ.เตรียมความพร้อม ไทยเจ้าภาพประชุม ‘GEM) 2027’ หนุนวิทย์พลังสิบ-ภาษาเกาหลี พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 26/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่างๆและบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนเองได้ร่วมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการพลิกโฉมการศึกษา บวก 4 (Transforming Education Summit +4 : TES+4) และการเจรจาความร่วมมือด้านการศึกษากับหน่วยงานต่างๆ เช่น องค์การยูเนสโก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และสถาบันชั้นนำของฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาระดับนานาชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของไทยเป็นอย่างดี

อีกทั้งในปี 2570 นี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้านการศึกษาระดับโลก 2027 Global Education Meeting (GEM) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ยูเนสโก และหน่วยงานด้านการศึกษาทุกสังกัด จึงขอให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมสำหรับการจัดงานดังกล่าว เพื่อผลักดันการศึกษาที่เท่าเทียม พร้อมชูนโยบาย Thailand Zero Dropout เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนอย่างเสมอภาค นอกจากนี้ ยังเตรียมบุคลากร โรงเรียน และแหล่งเรียนรู้ เพื่อรองรับผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศ ควบคู่กับการนำเสนออัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของไทยสู่เวทีโลก สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะต้นแบบด้านการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

“การเตรียมความพร้อมจัดงานในครั้งนี้ต้องอาศัยการขับเคลื่อนตามนโยบาย “All for Education” ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างความเสมอภาค และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในเวทีโลก” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้รับทราบและหารือประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ การขับเคลื่อนโครงการ “วิทยาศาสตร์พลังสิบ” เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านความร่วมมือของเครือข่ายภาคการศึกษาและหน่วยงานชั้นนำของประเทศ มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ครู หลักสูตร และห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมสร้างเครือข่ายโรงเรียนศูนย์และโรงเรียนพันธมิตรที่เข้มแข็ง โดยตั้งเป้าพัฒนาครูกว่า 10,000 คนต่อปี และนักเรียนที่มีสมรรถนะสูงกว่า 108,000 คนต่อปี ในแต่ละระดับชั้น เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาเกาหลีในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2569 โดยมุ่งพัฒนา 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านหลักสูตร ยกระดับการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ด้านครูและบุคลากร พัฒนาศักยภาพครูผู้สอน ครูรุ่นใหม่ และผู้บริหารทางการศึกษา และด้านเครือข่ายความร่วมมือ สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ พร้อมวางแนวทางขับเคลื่อนในอนาคต โดยมุ่งยกระดับภาษาเกาหลีให้เป็นทักษะสำคัญด้านการสื่อสาร การศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพ พร้อมพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ นวัตกรรมการศึกษา ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่มาตรฐานสากลต่อไป

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

ศธ.ดัน ‘ASEAN Zero Dropout’ สู่เป้าหมาย ‘การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาอาเซียน ครั้งที่ 14 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (14th ASEAN Education Ministers’ Meeting: ASED and Related Meetings) ภายใต้หัวข้อ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนผ่านการศึกษา (Strengthening ASEAN through Education)” พร้อมร่วมพิธีเปิดตัวแผนงานด้านการศึกษาของอาเซียน (ASEAN Work Plan on Education: AWPE 2026–2030) ณ โรงแรมแชงกรีลา สาธารณรัฐสิงคโปร์

ซึ่งการเปิดตัวแผนงานดังกล่าว เป็นกรอบความร่วมมือด้านการศึกษาระยะ 5 ปีของอาเซียน ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับรวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านนโยบาย โดยประเทศไทยยืนยันการเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะสีเขียว และอาชีวศึกษา การยกระดับอุดมศึกษาผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. เน้นย้ำว่า การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการสร้างประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง พร้อมนำเสนอความสำเร็จของโครงการ Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถนำเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้วนับแสนคน และต่อยอดสู่ Thailand Zero Dropout PLUS ที่มุ่งป้องกันการหลุดออกจากระบบด้วยฐานข้อมูลรายบุคคล การจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น และการเรียนควบคู่การทำงานเพื่อสร้างรายได้ พร้อมเสนอวิสัยทัศน์ “ASEAN Zero Dropout” เพื่อยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ เครื่องมือ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้หลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leaving No One Behind)”

ในโอกาสนี้ ที่ประชุมยังร่วมรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์ด้านการศึกษาหลายฉบับ อาทิ ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน (ASEAN Leaders’ Declaration on Foundational Learning) และ ถ้อยแถลงระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมการเข้าถึงและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับอุดมศึกษาผ่าน AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อร่วมขับเคลื่อนการศึกษาของภูมิภาคให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045

ภายหลังการประชุม คณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ Temasek Polytechnic สถาบันอาชีวศึกษาชั้นนำของสิงคโปร์ เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม และโครงการ Passage to ASEAN (P2A) ที่เน้นการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและการพัฒนาทักษะการทำงานระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

ถอดรหัส 4 เสาหลัก ‘C-H-S-R’ จุฬาฯ เปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ดึง ‘ฮาคูโฮโด-เดนสึ’ ร่วมทัพวิทยากรระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมกับ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ประกาศจุดยืนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Regenerative Marketing” ผ่านงานเสวนา “ZEN Marketing Chula Exclusive Talk” พร้อมเปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง “ZEN Marketing Executive Program 2026 (Batch 2)” ถอดรหัสลับแบรนด์ญี่ปุ่น 100 ปี มุ่งทรานส์ฟอร์มผู้นำธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนที่เป็นบวกต่อระบบนิเวศ

ในยุคที่ความยั่งยืนแบบเดิมเดินทางมาถึงจุดอิ่มตัว ทำได้เพียงประคับประคองไม่ให้ระบบนิเวศแย่ลง (Net-Zero) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ได้ร่วมกันเสนอทางออกใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจไทย ด้วยการเปลี่ยนบทบาทจากเกมรับสู่การเป็น “ผู้ฟื้นฟู” ที่มองธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก Apex Predator” ที่มุ่งชิงส่วนแบ่งตลาดและกำไรสูงสุด สู่การเป็น Harmonious Contributor” ที่เติบโตไปพร้อมกับสังคม โดยยึดหลักแนวคิด Sei-katsu-sha” หรือการมองผู้บริโภคในฐานะมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ

ภายในงานได้มีการถอดรหัสลับความสำเร็จของบริษัทญี่ปุ่นที่มีอายุเกิน 100 ปี (Choju) ออกมาเป็นกรอบกลยุทธ์ 4 เสาหลักเพื่อเป็นแนวทางให้แก่แบรนด์ไทย ดังนี้ C – Calm (นิ่ง) พลังแห่งความเชื่อมั่นที่ไม่รีบร้อน เน้นสร้างแบรนด์ผ่านความประณีต เช่น แบรนด์ Muji หรือ วัฒนธรรม “Oteate” (การดูแลด้วยมือและใจ) ของ Saishunkan Pharmaceutical , H – Harmonious (กลม) การดำรงอยู่โดยไม่แปลกแยกจากระบบนิเวศ สร้างสมดุลให้ผู้คนและโลกโดยไม่ทำตัวเหนือกว่าสังคม เช่น Shiseido , S – Straightforward (ตรง) การใช้ความจริงใจเป็นอาวุธผ่านแนวคิด Radical Precision ปฏิเสธการเคลมเกินจริง เช่น “Glass-Box Model” ของ Toyota รวมถึงการสะท้อนความธรรมดาที่ซื่อตรงของแบรนด์ไทยอย่าง ห่านคู่, นันยาง, ถ้วยทอง และนมมะลิ , R – Restorative (คืน) มาตรฐานสูงสุดของการตลาดเชิงฟื้นฟู มุ่งเน้นการเป็น Net-Positive โดยมีสมการโครงสร้างธุรกิจคือ คุณค่าที่แบรนด์มอบกลับคืนสู่สังคมต้องมากกว่าทรัพยากรที่หยิบใช้ไป ($Value Returned > Resources Extracted$) เช่น Panasonic

วิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืน “ยุทธศาสตร์ ZEN Marketing มุ่งเน้นการสร้างผู้นำที่ตระหนักถึงแนวคิด ‘Okaigesama’ (การสำนึกในคุณของสรรพสิ่งรอบข้าง) พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ถ้าวันหนึ่งธุรกิจของเราหายไป โลกจะสูญเสียคุณค่าอะไร?’ ซึ่งหากคุณค่าที่เหลือนั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวเลขกำไร นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง”

หลักสูตรมีกำหนดจัดการเรียนการสอนทุกวันศุกร์ช่วงบ่าย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม – 16 ตุลาคม 2569 (พร้อมการเดินทางดูงานที่ญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม) เปิดรับสมัครจำกัดเพียง 40 ท่านเท่านั้น โดยจะพิจารณาคัดเลือกผู้บริหารที่มีเป้าหมายความสำเร็จระยะยาวและต้องผ่านการสัมภาษณ์อย่างเข้มข้น ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ZEN Marketing Chula

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ – สร้างความตระหนักด้าน วทน.

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ - สร้างความตระหนักด้าน วทน.

‘TISTR Junior Scientist Camp ปี 2’ พัฒนาทักษะ – สร้างความตระหนักด้าน วทน.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.ปริยะดา วิสุทธิแพทย์ รองผู้ว่าการบริหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการเพาะกล้านักวิทย์น้อย (TISTR Junior Scientist Camp) ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ทั้งด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและขั้นสูง โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กันตรัตน์ สุจิตวนิช ผู้อำนวยการ โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียนจำนวน 85 คน เข้าร่วมโครงการฯ โอกาสนี้ วว. ได้มอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนด้วย เพื่อสนับสนุนการฝึกฝนทักษะทางกีฬา สร้างสุขภาพแข็งแรง สร้างความมั่นใจในตนเอง และพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม ในการนี้ นางอลิสรา คูประสิทธิ์ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารองค์กร (สสอ.) นางสาวปัทมา ลิ่วเลิศมงคล ผู้อำนวยการ กองประชาสัมพันธ์ คณะนักวิจัย และบุคลากร สสอ. เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

โดยคณะนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก วว. พร้อมการลงมือปฏิบัติจริง จำนวน 4 ฐานกิจกรรม ประกอบด้วย ฐานที่ 1 การศึกษาลักษณะโครงสร้างทางสัณฐานวิทยาของพืช โดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์  (ศนก.) และคณะ ฐานที่ 2 การผลิตเครื่องดื่มน้ำผลไม้อัดก๊าซ โดย นางเรวดี มีสัตย์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพและคณะ ฐานที่ 3 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดย ดร.ณัฏฐวันณ์  โมกขพันธุ์ นั กวิจัย ศนก. และคณะ และฐานที่ 4 การผลิตจุลินทรีย์เพื่อใช้ในการเกษตร โดย ดร.สาวิตรี ปราโมช ณ อยุธยา นักวิจัยอาวุโส ศนก. และคณะ

อนึ่ง ในปีงบประมาณ 2569 วว. ดำเนินโครงการเพาะกล้านักวิทย์น้อยร่วมกับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาจำนวน 3 โรงเรียน ได้แก่  1.โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ  2.โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสะอาดรังสิต และ 3.โรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและสังคม ผ่านการส่งเสริมเยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ การแก้ปัญหา และการพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

โปรดเกล้าฯ ให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษา ที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.50 น.

โปรดเกล้าฯให้พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษาที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา

29 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงจุดเทียนพรรษาที่ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชาในสถานที่ต่าง ๆ ในพระบรมมหาราชวัง

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

กรรมการผู้จัดการ ธอส.นำคณะผู้บริหาร ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำคณะผู้บริหารธนาคาร ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ขอทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2569

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ MSU Happy x Uni-Health” โดยมี รศ.ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นประธานเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมหน้าอาคารพัฒนานิสิต กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

บรรยากาศเปิดงาน เริ่มด้วยชุดการแสดง “ตีกลองและพ่นไฟ” จากนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ ต่อด้วยชุดการแสดง “สารคามลำเพลิน” จากคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ จากนั้น นิสิตได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงผ่านฐานกิจกรรมสุขภาวะที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต การเงิน และเทคโนโลยี อาทิ การตรวจวัดค่า BMI, คลินิกสุขภาพจิตและเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสุทธาเวช, ศูนย์ความเป็นเลิศทางจิตวิทยา, Finance Lab, AI Literacy ตลอดจนบูธกิจกรรมภาคเอกชน

ไฮไลต์สำคัญในวันนี้ มีการเสวนาสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ “Work-life balance” โดยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ หมวยสะเม๊าะแด๊ะ, เจ้โดมาเอง, นิสิตเภสัชฟังลำ และ Mayron เมร่อน พร้อมรณรงค์ความปลอดภัยผ่านกิจกรรมขับขี่ปลอดภัย ลุ้นรับหมวกกันน็อค ก่อนปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุขด้วยท่วงทำนองดนตรีสุดไพเราะจากชมรมวงแคน

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding – AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding - AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding – AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Code Genius ภายใต้ LEARN Corporation จัดกิจกรรม Code Genius Junior Hackathon 2026 ภายใต้หัวข้อ “Young Innovators for Better Bangkok : กรุงเทพฯ น่าอยู่ ด้วยไอเดียอัจฉริยะรุ่นจิ๋ว” เปิดพื้นที่ให้เยาวชน นำความรู้ด้าน Coding, AI, Scratch และ micro:bit มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบนวัตกรรมและแนวทางแก้ไขปัญหาจากโจทย์จริงของกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งด้านคุณภาพอากาศ สัตว์จรจัด การรับมือภัยพิบัติ ความปลอดภัยในเวลากลางคืน การเดินทางและการจราจร รวมถึงการสร้างเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์จริง

กิจกรรมจัดขึ้น ณ โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา (LSP School) โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการ Design Thinking ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การทำความเข้าใจผู้ใช้งาน การพัฒนาแนวคิด ไปจนถึงการสร้างต้นแบบและนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเทคโนโลยี หลายแนวคิดสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของผู้เรียนในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับปัญหาสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยหนึ่งในผลงานที่ได้รับความสนใจคือแนวคิดจากทีม Safer ที่นำเสนอแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมแบบ Real-Time พร้อมแสดงจุดปลอดภัยใกล้เคียงและบริการเรือกู้ภัยที่ออกแบบให้รองรับทั้งประชาชนทั่วไป ผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้พิการ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาและการออกแบบนวัตกรรมที่คำนึงถึงผู้ใช้งานอย่างรอบด้าน

สำหรับการตัดสินผลงาน คณะกรรมการใช้เกณฑ์ตามกระบวนการ Design Thinking โดยพิจารณาจากความเข้าใจปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ของแนวทางแก้ไข และความสามารถในการพัฒนาต้นแบบให้สอดคล้องกับโจทย์ที่ได้รับ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเทคโนโลยีร่วมเป็นกรรมการและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อส่งเสริมให้แนวคิดของผู้เรียนสามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในอนาคต

นายชนปทิน พลาพิภัทร กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Code Genius กล่าวว่า เราเชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับบริบทจริง การให้ผู้เรียนใช้ Coding หรือ AI เพื่อแก้ปัญหาเมืองไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ แต่เพื่อให้เขาได้ฝึกตั้งคำถาม มองเห็นผลกระทบต่อผู้คน และเรียนรู้ว่าความรู้ที่มีสามารถนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง เพราะในอนาคต สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงความสามารถในการใช้เทคโนโลยี แต่คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่มีความหมาย

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนเกษตรกร ร่วมกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเสวนา “ผลสำเร็จการเพาะเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่ใช้โรงเรือน” ภายใต้การดำเนินงานโครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่อาศัยโรงเรือนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ และน่าน  โดยได้รับเกียรติจาก นายธีระ แก้วมา นายอำเภอร้องกวาง เป็นประธานในพิธีเปิด และดร.นงลักษณ์ ปานเกิดดี ผู้ทรงคุณวุฒิ สวก. และอดีตผู้ว่าการ วว. เข้าร่วมกิจกรรม ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ จ.แพร่

นายมนตรี แก้วดวง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ กล่าวว่า โครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่อาศัยโรงเรือนฯ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร มีเป้าหมายเพื่อขยายผลองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรด ซึ่งเป็นเห็ดพื้นบ้าน ไปยังพื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 จังหวัด ด้วยการสร้างสวนป่าร่วมกับสวนเห็ด เป็นกระบวนการเพาะเห็ดแบบเลียนแบบธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยโรงเรือน สามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ได้ผลผลิตเห็ดตีนแรดที่สูงกว่าการผลิตแบบเดิม ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้มากกว่า 20% มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยโครงการฯได้ขยายผลนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมถ่ายทอดสู่ชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ รวมผู้ใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น 142 ราย นับว่าการดำเนินโครงการนี้ประสบความสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้

ความสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือดังกล่าว ช่วยตอบโจทย์ด้านการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นต้นแบบของการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่ง วว. และเครือข่ายพันธมิตร พร้อมที่จะมุ่งมั่นเดินหน้าขยายผลและส่งเสริมองค์ความรู้วิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ไปสู่เกษตรกรในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป