โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในกิจกรรม “เวทีร่วมออกแบบพิมพ์เขียวการศึกษาและระบบนิเวศการเรียนรู้จังหวัดปัตตานี : Pattani Co-Design Forum on Education Futures and Learning Ecosystems” ณ อาคารอธิการบดี (ตึกเรือ) ชั้น 4 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีผู้บริหารจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดในอนาคต

ในการปาฐกถาพิเศษ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. ได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ. สู่การปฏิบัติ โดยเน้นย้ำการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญทั้ง 5 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาผู้เรียน การดูแลครู การสร้างโอกาสทางการศึกษา และการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำนโยบายสำคัญ Thailand Zero Dropout ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของ ศธ. โดยยืนยันว่า “เด็กทุกคนต้องมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ว่าจะหลุดออกจากระบบด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว หรือข้อจำกัดด้านอื่นๆ เพราะไม่มีเด็กคนใดควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการติดตาม ค้นหา และพาเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทของตนเอง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาอาชีพ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสะสมหน่วยการเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถออกแบบเส้นทางการศึกษาของตนเองได้อย่างยืดหยุ่นและไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบเดิม

“แม้จังหวัดจะมีเป้าหมายในการก้าวสู่ Learning City แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้าง Co-Learning Space หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะการศึกษาของปัตตานี มีความหลากหลายและยืดหยุ่น ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ ศาสนา ชุมชน และภาคประชาสังคม จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกองค์กรให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถเป็นประตูแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กและเยาวชน” นายตติยภัทร์ กล่าว

โฆษก ศธ. กล่าวต่อไปว่า จุดแข็งของเยาวชนจังหวัดปัตตานี ถือเป็นต้นทุนที่มีคุณค่าในการพัฒนาพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านภาษาที่หลากหลาย ทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ซึ่งควรได้รับการต่อยอดให้เป็นศักยภาพในการแข่งขันของคนรุ่นใหม่ในอนาคต

“เป้าหมายของเราคือการทำให้นักเรียนได้อยู่ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เป็นทั้ง Safe Zone ที่สร้างความอบอุ่นทางใจ และ Safety Zone ที่สร้างความปลอดภัยในทุกมิติ ขณะเดียวกัน เราจะไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษา หากหลุดไปแล้ว เราจะช่วยกันพากลับมา และเปิดโอกาสให้เขาได้เลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง เพราะการศึกษาไม่ควรมีประตูเพียงบานเดียว แต่ต้องมีหลายเส้นทางสำหรับทุกคน การยกระดับการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อให้เด็กปัตตานีมีศักยภาพ มีโอกาส และมีอนาคตที่ดีอย่างยั่งยืน” นายตติยภัทร์ กล่าว

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

ทภ.1 นำมวลชน นักเรียนและนักศึกษา รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณหน้าพระลาน พระราชวังดุสิต และหน้า ทภ.1 โดยพร้อมเพรียง

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 กองทัพภาคที่ 1 นำ กำลังพล และมวลชน ประกอบด้วย ชาวชุมชนตามแนวคลองเปรมประชากร และเขตพื้นที่ใกล้เคียง, ชาวชุมชนมุสลิม 31 ชุมชน ในพื้นที่เขตสะพานสูง, ชาวขุมชนพื้น โดยรอบ ทภ.1 รวมไปถึงน้องๆ นักเรียนนักศึกษา จากโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ที่พร้อมใจแสดงความสามัคคีและแสดงออกถึงความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณหน้าพระลาน พระราชวังดุสิต และหน้ากองทัพภาคที่ 1 พร้อมรวมใจจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตลอดสองข้างทางบริเวณถนนราชดำเนินนอก

บรรยากาศการเฝ้ารับเสด็จฯ เต็มไปด้วย ความปลื้มปิติ ซาบซึ้งใจที่ได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นอกจากนี้การจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ตลอดสองฝั่งตามเส้นทางเสด็จพระราชราชดำเนินนั้น ถือเป็นพลังที่สะท้อนถึงความรักความสามัคคี และความจงรักภักดีของคนในชาติ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง
 

3 เหล่าทัพยิงสลุตหลวง 21 นัด ถวายพระเกียรติ ในหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม

3 เหล่าทัพยิงสลุตหลวง 21 นัด ถวายพระเกียรติ ในหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม

3 เหล่าทัพยิงสลุตหลวง 21 นัด ถวายพระเกียรติ ในหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

3 เหล่าทัพยิงสลุตหลวง 21 นัด ถวายพระเกียรติ ในหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 กองทัพไทยทั้ง 3 เหล่าทัพ ประกอบพิธียิงสลุตหลวง 21 นัด พร้อมกันในเวลา 12.00 น. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ตามราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน

กองทัพบก โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ จัดกำลังพล 1 กองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ณ ท้องสนามหลวง ใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ แบบ 80 ขนาด 75 มิลลิเมตร จำนวน 4 กระบอก ยิงสลุตรวม 21 นัด ด้วยจังหวะห่างกันทุก 5 วินาที ยิงทีละกระบอกจากขวาไปซ้าย ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 นาที 40 วินาที

ขณะที่กองทัพเรือ โดยกองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ประกอบพิธียิงสลุตหลวง 21 นัด ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 

กองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน จัดพิธียิงสลุตหลวง 21 นัด ณ อุทยานการบินกองทัพอากาศ ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เพื่อถวายพระเกียรติในโอกาสเดียวกัน

การยิง 21 นัด เป็นการถวายพระเกียรติสูงสุดในพระราชพิธีสำคัญและการต้อนรับประมุขแห่งรัฐ ขณะที่บุคคลสำคัญในตำแหน่งต่าง ๆ จะได้รับการยิงสลุตลดหลั่นลงมาตามชั้นยศและตำแหน่ง ตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด

พสกนิกรพร้อมใจถวายพระพร ในหลวง ร.10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

พสกนิกรพร้อมใจถวายพระพร ในหลวง ร.10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

พสกนิกรพร้อมใจถวายพระพร ในหลวง ร.10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

พสกนิกรทุกหมู่เหล่าพร้อมใจถวายพระพร ในหลวง ร.10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.69

28 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น. สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงพระนาม และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคม และเต้นท์สนามหญ้าข้างศาลาลูกขุนใน ในพระบรมมหาราชวัง 

โดยมี สมาชิกราชสกุล, องคมนตรี, นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี, คณะทูตานุทูต, ผู้นำศาสนา, ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,ประธานศาลฯ, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่, องค์กรอิสระ, สมาคม, มูลนิธิ, หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน, และประชาชนทั่วไป พร้อมใจนำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมลงพระนาม และลงนามถวายพระพรชัยมงคลขอให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานทรงพระเกษมสำราญเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยตลอดไป

อาทิ ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ นำโดย พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง, นายอนุทิน ชาญ วีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมข้าราชการ,  นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์,  นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการอาวุโสกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์,
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด , นักเรียนทุนพระราชทาน มทศ , บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) , บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) , กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ , คณะผู้บริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด , แล้วก็ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด , กลุ่ม บีเจซี บิ๊กซี , บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน), บริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด, บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), คณะผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค , สภาสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ,

คณะผู้บริหาร สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก(ช่อง5), ช่อง7 HD, ครอบครัวภูริเดช, สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา, ธนาคารออมสิน , กองทัพภาคที่ 1 , กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ , กรมยุทธศึกษาทหารบก, มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ นุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์, สำนักงานเลขานุการกองทัพบก, ผู้บัญชาการตำรวจตะเวนชายแดน, พลเอกอุกกษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.), กองทัพเรือ, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, 

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหารและข้าราชการ กทม., ธนาคารอาคารสงเคราะห์, พลตำรวจเอก ภาณุมาศ บุญญลักษณ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมสมาคมแม่บ้านตำรวจ, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, กรมป่าไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร, สภาดิจิทัล, การประปานครหลวง, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงกลาโหม, กองทัพอากาศ,

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะผู้บริหาร รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหาร ศธ., ศ.ดร. ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร อว., กระทรวงแรงงาน, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงพลังงาน, โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทร์ฯระยอง, ทูตวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย, สภาสหพันธ์รักษาสันติภาพฯ (UNPKFC), สภาสังคมสงเคราะห์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา, ตำรวจภูธรภาค 7, ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, เลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด, เป็นต้น

ศธ.ปฏิรูปดิจิทัลครั้งใหญ่ ประเสริฐ ประกาศเริ่ม MoE Digital Era 2570 เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ ตั้งเป้าใช้จริงใน 6 เดือน

ศธ.ปฏิรูปดิจิทัลครั้งใหญ่ ประเสริฐ ประกาศเริ่ม MoE Digital Era 2570 เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ ตั้งเป้าใช้จริงใน 6 เดือน

ศธ.ปฏิรูปดิจิทัลครั้งใหญ่ ประเสริฐ ประกาศเริ่ม MoE Digital Era 2570 เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ ตั้งเป้าใช้จริงใน 6 เดือน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

27 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ว่าด้วยแนวทางการพัฒนาดิจิทัล (Digital Transformation) ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ รวม 15 แห่ง ร่วมลงนามความร่วมมือ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัญหาที่สะสมมานานของกระทรวงศึกษาธิการ คือ การที่แต่ละหน่วยงานมีฐานข้อมูลของตนเอง เป็นข้อมูลที่มาจากหลากหลายระบบ และไม่ได้เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงาน การดำเนินงานครั้งนี้จะเป็นการวางให้เป็นระบบเดียวกัน ระหว่างหน่วยงานก็จะเชื่อมโยงกับแบบไร้รอยต่อ ก่อนนี้ครูต้องกรอกข้อมูลซ้ำ นักเรียนย้ายโรงเรียนแต่ข้อมูลไม่เชื่อมต่อ ผู้บริหารไม่สามารถใช้ข้อมูลแบบทันเวลาในการกำหนดนโยบาย จึงถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานทั้งระบบ โดยความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นรากฐานของ MoE Digital Era 2570 ผ่านการพัฒนา EduPass ซูเปอร์แอปพลิเคชันด้านการศึกษา พร้อมระบบ Education ID และ Learner ID ที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการของกระทรวงศึกษาธิการได้จากจุดเดียว เชื่อมโยงข้อมูลอย่างปลอดภัยด้วยมาตรฐานระดับประเทศ และรองรับการเชื่อมต่อกับระบบภาครัฐในอนาคต

รมว.ศธ.ย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ใช่การสร้างภาระใหม่ แต่คือการลดภาระที่มีอยู่ โดยจะไม่เพิ่มระบบให้ครูหรือโรงเรียนต้องเรียนรู้ซ้ำ แต่จะเชื่อมระบบเดิมที่กระจัดกระจายให้ทำงานร่วมกันได้ กรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียว ใช้งานได้ทุกบริการ ลดงานเอกสาร ลดความซ้ำซ้อน และคืนเวลาให้ครูกลับไปอยู่กับผู้เรียน ขณะที่ผู้บริหารจะสามารถใช้ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมเดินหน้าปรับตัวอย่างจริงจัง โดยให้แต่งตั้งผู้ประสานงานทุกหน่วยงาน จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับ INET พัฒนาระบบ Dashboard สำหรับการบริหาร คัดเลือกพื้นที่นำร่อง และตั้งเป้าให้ระบบสามารถใช้งานได้จริงภายใน 6 เดือน ก่อนขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งคนในระบบการศึกษามี 11 ล้านคน ต่อไปก็จะรู้ได้เลยว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทยมีนักเรียนอยู่ตรงไหน ใครเรียนอะไร จะเป็นข้อมูล ปัจจุบัน หลังจากนั้นกระทรวงก็จะวางยุทธศาสตร์ตั้งวอรูมด้านการศึกษาเพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น และในอนาคตเราจะเชื่อมโยง ข้อมูลการศึกษากับท้องถิ่น โรงเรียนในสังกัดท้องถิ่น และโรงเรียน ตชด.ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลด้านการศึกษาไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันขับเคลื่อน

นายประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่การตัดสินใจจะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก การบริการจะเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นต้นแบบด้าน GovTech เพื่อการศึกษาของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

– 006

รมว.ต่างประเทศลิทัวเนีย วางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศ สมเด็จพระพันปีหลวง และ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

รมว.ต่างประเทศลิทัวเนีย วางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศ สมเด็จพระพันปีหลวง และ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

รมว.ต่างประเทศลิทัวเนีย วางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศ สมเด็จพระพันปีหลวง และ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.44 น.

รมว.ต่างประเทศลิทัวเนีย ลงนามในสมุดหลวงถวายความอาลัย และวางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศ สมเด็จพระพันปีหลวง และ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา 

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 เวลา 11.00 น.นายแกสตุติส บูดรีส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐลิทัวเนีย  ลงนามในสมุดหลวงถวายความอาลัย ณ หน่วยราชการในพระองค์ 904 (ทิศตะวันตก) และวางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และวางพวงมาลาถวายสักการะพระโกศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง
 

คุรุสภายกย่อง 2 ครูฮีโร่ มอบรางวัล ครูถิรคุณ”เชิดชูความกล้าหาญ เสี่ยงชีวิตปกป้องนักเรียน

คุรุสภายกย่อง 2 ครูฮีโร่ มอบรางวัล ครูถิรคุณ”เชิดชูความกล้าหาญ เสี่ยงชีวิตปกป้องนักเรียน

คุรุสภายกย่อง 2 ครูฮีโร่ มอบรางวัล ครูถิรคุณ”เชิดชูความกล้าหาญ เสี่ยงชีวิตปกป้องนักเรียน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

คุรุสภาเชิดชู 2 ครูผู้กล้าหาญ มอบรางวัล “ครูถิรคุณ” เพื่อเชิดชูเกียรติ หลังเสี่ยงชีวิตเข้าปกป้องนักเรียนจากเหตุชายบุกรุกโรงเรียนบ้านโนนเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมา พร้อมย้ำการกระทำดังกล่าวสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูที่ยึดมั่นในการคุ้มครองผู้เรียนเหนือสิ่งอื่นใด และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั่วประเทศ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ชายคนหนึ่งบุกรุกเข้าไปภายในโรงเรียนบ้านโนนเหลื่อม ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างการจัดการเรียนการสอน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ขณะที่นักเรียนกำลังเรียนอยู่ภายในห้องเรียน โดยครู 2 คน ได้แก่ นางสาวสิริกาญจน์ กังขอนนอก และ นางสาวชุลิตา ธุระสุข ได้รีบเข้าปิดประตูห้องเรียน ใช้ร่างกายยื้อประตูและผลักดันผู้ก่อเหตุอย่างไม่หวั่นต่ออันตราย เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าถึงตัวนักเรียน ก่อนที่คณะครูภายในโรงเรียนจะเข้าช่วยกันควบคุมสถานการณ์และผลักดันผู้ก่อเหตุออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

รมว.ศธ. กล่าวว่า การตัดสินใจของครูทั้งสองในช่วงเวลาคับขัน สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรับผิดชอบต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้เรียนอย่างแท้จริง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ ซึ่งคุรุสภาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ครูทั้งสองเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ยึดมั่นในอุดมการณ์และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู ปกป้องและคุ้มครองผู้เรียนอย่างเต็มกำลัง จนเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน  จึงมีมติมอบ “รางวัลครูถิรคุณ” เพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติ โดยได้จัดพิธีมอบรางวัลในวันนี้ (  27 ก.ค. 2569) ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีตน เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการคุรุสภา ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และผู้เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบรางวัลดังกล่าวด้วย

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า  “รางวัลครูถิรคุณ” เป็นรางวัลที่คุรุสภาจัดตั้งขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มีอุดมการณ์ และมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู อุทิศตนดูแลผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และคุณธรรม จนเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับจากสังคม โดยผู้รับรางวัลได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการคุรุสภา

“ครูทั้งสองท่านได้แสดงให้เห็นถึงหัวใจของความเป็นครูอย่างแท้จริง ด้วยการยืนหยัดปกป้องลูกศิษย์โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง การกระทำดังกล่าวสะท้อนคุณค่าของวิชาชีพครูที่พร้อมเสียสละเพื่อผู้เรียน คุรุสภาขอชื่นชมและเชิดชูความกล้าหาญของครูทั้งสอง ซึ่งไม่เพียงสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูทั่วประเทศ แต่ยังช่วยตอกย้ำให้สังคมเห็นว่าครูไทยจำนวนมากยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ยึดมั่นในมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน สมควรได้รับการยกย่อง
ให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั่วประเทศ” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

และว่าทั้งนี้ การมอบรางวัลในครั้งนี้ยังสะท้อนเจตนารมณ์ของคุรุสภาในการยกย่องผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ความเสียสละ และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ครูทั่วประเทศ และส่งเสริมคุณค่าของวิชาชีพครูในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ม.สยาม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘RTARF Cyber Warrior Contest 2026’ สะท้อนศักยภาพ นศ.ประยุกย์ใช้ IT รับมือภัยไซเบอร์

ม.สยาม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘RTARF Cyber Warrior Contest 2026’ สะท้อนศักยภาพ นศ.ประยุกย์ใช้ IT รับมือภัยไซเบอร์

ม.สยาม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘RTARF Cyber Warrior Contest 2026’ สะท้อนศักยภาพ นศ.ประยุกย์ใช้ IT รับมือภัยไซเบอร์

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสยาม คว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 (1st Runner Up) จากการแข่งขัน RTARF Cyber Warrior Contest 2026 ซึ่งจัดโดยกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ รวมถึงทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ให้กับเยาวชน นิสิต และนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

การแข่งขันในปีนี้มีทีมจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 38 ทีม โดยมหาวิทยาลัยสยามสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น เป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 มาครองได้สำเร็จ สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาในการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การวิเคราะห์ปัญหา การคิดเชิงระบบ และการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความมุ่งมั่น ทุ่มเท และการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นของทีม โดยมี อาจารย์พงศ์พัฒน์ ฉายศิริพันธ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ฝึกซ้อม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้สามารถแข่งขันในเวทีระดับประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม

รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหา’ลัยและสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มุ่งพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมและสังคมในยุคดิจิทัล พร้อมก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในอนาคต

‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บมจ.สหพัฒนพิบูล เปิดตัวโครงการ “Sahapat Admission ครั้งที่ 29” มหกรรมติวฟรีระดับประเทศ ภายใต้แนวคิด “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด อัปสกิลให้พร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS” ระดมทัพติวเตอร์และกูรูชื่อดัง ร่วมอัปเดตข้อมูลสำคัญ วิเคราะห์แนวข้อสอบ และถ่ายทอดเทคนิคการทำข้อสอบ เสริมความพร้อมให้เยาวชน #DEK70 ทั่วประเทศ พร้อมสานต่อการมอบทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและผลักดันเด็กไทยสู่มหาวิทยาลัยในฝัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ SPC กล่าวว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นอีกก้าวสำคัญของชีวิต เราจึงดำเนินโครงการ สหพัฒน์แอดมิชชั่น มาอย่างต่อเนื่องถึง 29 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษา และเสริมความรู้ให้กับน้องๆทุกคนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทางโครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากติวเตอร์ชั้นนำของประเทศ มาให้ความรู้ เทคนิคการทำข้อสอบ พร้อมถ่ายทอดให้กับน้องๆ อย่างเข้มข้น

กิจกรรมฯในปีนี้ ประกอบด้วย กิจกรรม Upskill TCAS70 เสวนาพิเศษ “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด” จัดขึ้นในวันเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Auditorium อาคารบางกอกทาวเวอร์ SPC และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook: Sahapat Admission โดยกูรู TCAS ชื่อดังระดับประเทศ ได้แก่ พี่เฟรนด์ OnDemand (อ.ภัทรพล ไพศาลภาณุมาศ) พี่น็อต SmartMathPro (ดร.ธีระยุทธ บุญมา) และพี่อะตอม “เด็กโชว์พอร์ต” (ขจรเกียรติ ดลตรี) ร่วมอัปเดตทุกประเด็นสำคัญที่ #DEK70 ต้องรู้ก่อนสอบ TCAS

กิจกรรมติวสดออนไลน์ ติวเข้มฟรี 5 วันติด จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 2 ตุลาคม 2569 โดยจะเน้นวิเคราะห์แนวข้อสอบ พร้อมเทคนิคการทำคะแนน เพื่อเพิ่มความพร้อมในทุกสนามสอบ สามารถเข้าร่วมติวสดออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://www.sahapatadmission.com

และ Exclusive Clip รวบรวมคลิปตะลุยโจทย์เข้มข้นในวิชาสำคัญสำหรับการสอบ คณิตศาสตร์ประยุกต์ (A-Level) (คณิต 1+2) และ ฟิสิกส์ (A-Level)

นอกจากนี้ ยังรวบรวมคอนเทนต์ทบทวนสาระสำคัญสำหรับ #DEK70 เพื่อให้น้องๆที่พลาดการติวออนไลน์ หรือผู้ที่ต้องการทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม สามารถติดตามบทเรียนและประเด็นสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมและเพิ่มความมั่นใจก่อนลงสนามสอบจริง โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

ติวเข้มโค้งสุดท้าย TPAT (1 วันเต็ม) เจาะลึกวิชา TPAT1 ความถนัดแพทย์ TPAT3 ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ และ TPAT5 ความถนัดครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2569

นอกจากนี้ โครงการฯยังมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยในปีที่ผ่านมา มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การพิจารณาได้รับทุนการศึกษารวม 9 ทุนจาก 6 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา 1 คน จ.เชียงใหม่ 1 คน จ.ตรัง 3 คน จ.น่าน 2 คน จ.ตาก 1 คน และจ.ร้อยเอ็ด 1 คน

ตลอดระยะเวลา 29 ปี โครงการ Sahapat Admission ที่จัดโดย SPC ร่วมกับผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนก้าวสู่คณะและมหาวิทยาลัยในฝัน สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ปกครอง และสถานศึกษาทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่  http://www.sahapatadmission.com

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบาย พร้อมด้วยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบ 4 วาระสำคัญในการพลิกโฉมประเทศ โดยเริ่มต้นจากการเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง การยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุข การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ในด้านการเร่งสร้างคน ปัจจุบันมีการอนุมัติแล้วถึง 24 ข้อเสนอ ตั้งเป้าผลิตบุคลากรทักษะสูงกว่า 26,620 คน โดยมีหลักสูตรที่เริ่มเปิดสอนจริงแล้ว 16 ข้อเสนอ มีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 2,077 คน ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนคือ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรับมาเน้นการเรียนแบบเจาะลึก  และให้นิสิตฝึกงานจริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 200 แห่ง ผลการประเมินพบว่า นิสิตปี 1 ถึงร้อยละ 80 สามารถทำงานได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรปกติ ความสำเร็จนี้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้เด็กรู้ข้อจำกัดและความถนัดของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดได้จริง พร้อมกันนี้ กระทรวง อว. ยังเตรียมเร่งสร้างกำลังคนคุณภาพสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ควบคู่ไปกับการผลักดันมาตรการ Talent Mobility เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายนักวิจัยและอาจารย์เข้าสู่ภาคเอกชน หวังเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทยจากการแข่งขันด้วยราคาไปสู่การใช้นวัตกรรม

สำหรับมิติของสังคมและระบบสาธารณสุข ที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2571–2580) โดยตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่มให้ได้ 22,200 คน ภายใน 10 ปี ผ่านความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ 22 แห่ง เพื่อรองรับปัญหาสังคมสูงวัยและแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร โดยจะปรับลดสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรจาก 1 ต่อ 922 คน ให้เหลือ 1 ต่อ 650 คน ภายในปี 2580 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแพทย์ในระบบรวมกว่า 97,763 คน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ประชุมยังได้อนุมัติแผนการขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคมใน 5 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ มาตรฐานความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม โดยเตรียมขยายผลโครงการสู่ 20 จังหวัดต้นแบบ ใช้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงมือประชาชนอย่างแม่นยำและยั่งยืน นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยมุ่งเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นจาก 3 เป็น 7 บริษัท สร้างรายได้ให้ธุรกิจ SME แตะ 75,000 ล้านบาท รวมถึงผลักดันเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เพื่อเพิ่มรายได้เฉลี่ยให้ก้าวกระโดดถึง 3 เท่า หรือจาก 236,000 บาท เป็น 600,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี

เพื่อเป็นการปูทางสู่อนาคต ที่ประชุมได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนา “เศรษฐกิจควอนตัมของประเทศ” ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การผลักดันเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การสร้างศูนย์กลางพัฒนาบุคลากร และการต่อยอดฐานการผลิตฮาร์ดแวร์ควอนตัม “ควอนตัมคือเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นไปได้จริง หากเรากล้าเปลี่ยนวิธีคิด แม้ในสงครามเทคโนโลยีนี้จะยังไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน แต่ไทยจะไม่ปล่อยให้โอกาสสำคัญนี้ผ่านไป เราจะเน้นนำควอนตัมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมที่เราถนัด มากกว่าการลงไปแข่งสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมโดยตรง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ยกให้ “ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง” (AI) เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ โดยมุ่งยกระดับไทยจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้” สู่การเป็น “ผู้พัฒนาและต่อยอด” ผ่านการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน GPU โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำภูมิภาคในด้านเอไอทางการแพทย์และชีวภาพ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับอาเซียนอย่างมั่นคง