เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’

เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง 'นวัตกรตัวน้อย'

เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.38 น.

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกชื่อดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps มุ่งสร้าง “นวัตกรตัวน้อย”

เครือข่ายโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ผ่านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง” ณ โรงแรมวังใต้ อำเภอเมือง จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูก้าวสู่การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูโรงเรียนเทพมิตรศึกษา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา รวมประมาณ 220 คน เข้าร่วมการอบรม

ทั้งนี้ ไฮไลต์ของการอบรมครั้งนี้ สถาบัน พว.ได้เพิ่มความเข้มข้นในภาคปฏิบัติ โดยมีการแยกห้องอบรมปฏิบัติการเจาะลึกตามระดับชั้นเรียนออกเป็น 3 ห้อง เพื่อตอบโจทย์จิตวิทยาและพัฒนาการของนักเรียนอย่างตรงจุด โดยมีคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ประกอบด้วย ห้องที่ 1 ระดับปฐมวัย : วิทยากรโดย ดร.อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว , ห้องที่ 2 ระดับประถมศึกษา : วิทยากรโดย ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค และห้องที่ 3-4 ระดับมัธยมศึกษา : วิทยากรโดย รศ. ดร.ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน และ ดร.สรัล สุวรรณ เพื่อบรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของโครงการตลอดการอบรมทั้ง 2 วัน โดยคณะครูจะได้ร่วมกันลงมือปฏิบัติ ถอดบทเรียน และออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้บูรณาการกลุ่มละ 1 หน่วย” ที่สมบูรณ์พร้อมและสามารถนำกลับไปทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนได้ทันที ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาครูที่เน้นผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพผู้เรียนในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างมีสมรรถนะในระดับสากลต่อไป

บาทหลวงยุทธการ ยนปลัดยศ ผู้รับใบอนุญาตสถานศึกษา โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ว่า ถือเป็นโอกาสดีที่คณะครูและผู้บริหารโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษา จะได้มาร่วมกันเรียนรู้จากสถาบัน พว.ในการเพิ่มสมรรถนะให้กับนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้ครูได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการจัดการเรียนการสอนแบบเก่า จากผู้ถ่ายถอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นการดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาได้อย่างสูงสุด เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคม อันเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21

“การร่วมมือกับสถาบัน พว.ครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้ครูของโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างโดดเด่นกว่าโรงเรียนแห่งอื่นๆ และสอดรับกับที่โรงเรียนของเราได้ตั้งเป้าการเป็นโรงเรียนนำร่องสร้างนวัตกรรมทั้งของครูและนักเรียน” บาทหลวงยุทธการ กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา และอดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา บรรยายพิเศษในหัวข้อ “กรอบแนวคิดหลักของการพลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้” โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพห้องเรียนไทย จากระบบท่องจำ (Passive Learning) ไปสู่ปฏิบัตินิยม (Active Learning) บ่มเพาะทักษะผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อสร้างสมรรถนะนักเรียนให้ก้าวไปสู่การเป็น “นวัตกร” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมมีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากผลงานนวัตกรรมของนักเรียนโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่สถาบัน พว.ได้ไปช่วยสร้างให้เป็นโรงเรียนต้นแบบมาตรฐานระดับโลก เช่น นวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่คิดค้นสร้างเสียงสะท้อนไล่นกพิราบไม่ให้มารบกวนตามอาคารบ้านเรือน หรือผลงานนวัตกรรมของนักเรียนชั้น ม.4 เกี่ยวกับแสงที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหาเส้นเลือดของผู้ป่วยเพื่อเจาะไปตรวจได้อย่างง่ายดาย

ดร.ศักดิ์สิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการบรรยายว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้ จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาจากการถ่ายทอดเนื้อหา (Content) ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังยึดติดกับการสอนเพื่อสอบ และตัดสินนักเรียนจากคะแนน ซึ่งเป็นเพียงการจำแนกเด็กเก่งหรืออ่อน มากกว่าการประเมินเพื่อดึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนออกมา แตกต่างจากหลักสากลที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Active Learning ให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง ครูจะทำหน้าที่เป็นเพียงออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ แทนการถ่ายทอดเนื้อหาเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้แต่ละรายวิชาอย่างรู้ความหมาย ค้นพบความรู้และสร้างขึ้นเองกลายเป็นความจำระยะยาว และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง แตกต่างจากการเรียนแบบท่องจำที่ผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมแล้ว

“สถาบัน พว.จะเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะครูและนักเรียนในโรงเรียนภูมิภาคอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม” ดร.ศักดิ์สิน กล่าว

นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูของโรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนที่แตกต่างกัน จะช่วยให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ในแต่ละห้องเรียนย่อมมีทั้งนักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วและนักเรียนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นางศุภลักษณ์ สวนจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางการพัฒนาสมรรถนะนักเรียนที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปปรับใช้ในห้องเรียนได้ทันที เพียงแค่ปรับเปลี่ยนบทบาทของครูจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เพื่อคิดค้นสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้มากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในหนังสือเท่านั้น

นายชนก ณ วาโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารงานมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดอบรมของสถาบัน พว.ครั้งนี้ จะช่วยให้ครูมีความเข้าใจชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความท้าทายของครูในการออกแบบการเรียนรู้ให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสการพัฒนาอย่างเท่าเทียม มีความสุขกับการเรียน ไม่หนีคาบเรียน และมีทักษะที่สามารถต่อยอดในอนาคตได้ ครูนิภาวรรณ เทพีรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ใหสัมภาษณ์ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางของสถาบัน พว. ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการเรียนการสอน เพราะเปลี่ยนบทบาทนักเรียนเรียนจากผู้รับความรู้ไปสู่ผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นลำดับขั้น โดยกรอบการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล คิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง นักเรียนไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันได้แสดงศักยภาพในด้านที่ตนถนัด ซึ่งจะทำให้ทั้งครูและนักเรียนสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้น

ครูสาคร มาตพงษ์ โรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การมาเข้าร่วมอบรมกับวิทยากรจากสถาบัน พว.ในครั้งนี้ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตนเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยพลิกโฉมคุณภาพของนักเรียนได้อย่างแน่นอน ซึ่งคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่ครูจะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับลูกศิษย์ของเรา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาครูในโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษาก็มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning อยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ก็คงดำเนินการกันอย่างเข้มข้นขึ้น และคงจะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชได้ด้วย

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

26 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” ให้แก่ผู้ต้องขังภายใต้“โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ” ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางสาววลัยลักษณ์ ชุ่มชื่น ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่รอรับ

“โครงการราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เป็นการดำเนินงานตามพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีเล็งเห็นว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวในสังกัดกระทรวงยุติธรรมที่ต้องให้บริการแก่ผู้ต้องขังเป็นจำนวนมาก และยังขาดแคลนบุคลากร เครื่องมือแพทย์ ตลอดจนเวชภัณฑ์ที่จำเป็น จึงพระราชทานความช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรมของ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีสุขภาพกายและใจอย่างเหมาะสม เมื่อพ้นโทษแล้วสามารถประกอบอาชีพสุจริตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีการดำเนินงานภายใต้มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า พัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ ได้ทำงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่น ๆ ในการช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้เข้าถึงบริการด้านการแพทย์

โดยกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ผู้ต้องขัง ในวันนี้เป็นการดำเนินการในระยะที่ 4 ของโครงการ  ซึ่งจะเน้นการบำบัดฟื้นฟู และการกลับคืนสู่สังคม ประกอบด้วย กิจกรรมการตรวจสายตา และตัดแว่นสายตา ตรวจรักษาโรคทางสายตาโดยจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ การมอบแว่นสายตาแก่ผู้ต้องขังหญิง

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อ HPV DNA การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี และซี ผ่านการเจาะปลายนิ้วซึ่งสามารถทราบผลเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที การตรวจหาไขมันพอกตับด้วยเครื่องมือ FibroScan (ไฟโบรสแกน) ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจวัดระดับความแข็งของเนื้อตับเพื่อหาภาวะพังผืด และประเมินปริมาณไขมันสะสมในตับ ใช้เวลาตรวจประมาณ 5-10 นาที  การตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่  นอกจากนี้ยังมีการมอบเครื่องฟังเสียงหัวใจทารกจำนวน 1 เครื่อง รวมถึงมอบของเยี่ยมของใช้ที่จำเป็นแก่ ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 5 ราย และตัวแทนเด็กติดผู้ต้องขัง จำนวน 3 ราย

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชน บุคคลากรทางการแพทย์ และจิตอาสาทุกภาคส่วน อาทิ มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ คณะผู้อบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 11 (ปธพ.11) คณะผู้อบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายทางการแพทย์ รุ่นที่ 2 (ปกพ.2) และคณะผู้อบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง รุ่นที่ 30 (บยส.30) เป็นต้น เพื่อร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และสร้างโอกาสให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูทั้งร่างกาย จิตใจ และการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ เป็นการสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีและพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ในการสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ต้องราชทัณฑ์อย่างเท่าเทียม ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ รวมทั้งเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม

มรดกโลก พระธาตุเมืองคอน มติยูเนสโกรับรอง

มรดกโลก พระธาตุเมืองคอน มติยูเนสโกรับรอง

มรดกโลก พระธาตุเมืองคอน มติยูเนสโกรับรอง

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มรดกโลก พระธาตุเมืองคอน มติยูเนสโกรับรอง

ไทยเฮ! สุชาติ “เผยข่าวประวัติศาสตร์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร”ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ และแห่งที่ 9 ของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ คุ้มครอง และยกระดับมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของไทยสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ประเทศไทยประสบความสำเร็จครั้งสำคัญบนเวทีโลก หลังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มีมติเห็นชอบให้ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ภายใต้หลักเกณฑ์ข้อที่ 2 และข้อที่ 6 นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ

นายสุชาติ กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ซึ่งมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมขับเคลื่อนภารกิจและสนับสนุนคณะผู้แทนไทยในการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการต่อคณะกรรมการมรดกโลก จนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยได้สำเร็จ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียน เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล เป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่อด้านจิตวิญญาณ มีองค์ประกอบสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนาและศิลปกรรมที่ถ่ายทอดเชื่อมโยงผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทรมายาวนานกว่า 1,500 ปี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของประเพณีและวิถีวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมกับหลักคำสอนทางศาสนาได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)

ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย นายสุชาติ กล่าวว่า ได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงความขอบคุณต่อคณะกรรมการมรดกโลก ศูนย์มรดกโลก องค์กรที่ปรึกษา และประเทศรัฐภาคีทุกประเทศที่ให้การสนับสนุนประเทศไทย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในฐานะมรดกของมวลมนุษยชาติ และพร้อมน้อมรับข้อเสนอแนะและมติของคณะกรรมการมรดกโลกไปดำเนินการอย่างจริงจังและครบถ้วน เพื่อรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารให้คงอยู่สืบไป

“ผมขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของจังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยทั้งประเทศ เป็นมรดกอันทรงคุณค่าที่คนไทยทุกคนภาคภูมิใจ และเราทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันอนุรักษ์และส่งต่อคุณค่านี้ไปยังคนรุ่นหลัง” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงวัฒนธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การยูเนสโก ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารยังคงอัตลักษณ์ในฐานะ “มรดกโลกที่มีชีวิต (Living Heritage)” อันทรงคุณค่าของประเทศไทยและของมวลมนุษยชาติสืบไป

ไทยเฮ! สุชาติ เผยข่าวประวัติศาสตร์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

ไทยเฮ! สุชาติ เผยข่าวประวัติศาสตร์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

ไทยเฮ! สุชาติ เผยข่าวประวัติศาสตร์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.40 น.

ไทยเฮ! สุชาติ เผยข่าวประวัติศาสตร์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้

25 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ คุ้มครอง และยกระดับมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของไทยสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ประเทศไทยประสบความสำเร็จครั้งสำคัญบนเวทีโลก หลังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มีมติเห็นชอบให้ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ภายใต้หลักเกณฑ์ข้อที่ 2 และข้อที่ 6 นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ

นายสุชาติ กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ซึ่งมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมขับเคลื่อนภารกิจและสนับสนุนคณะผู้แทนไทยในการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการต่อคณะกรรมการมรดกโลก จนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของประเทศไทยได้สำเร็จ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียน เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล เป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่อด้านจิตวิญญาณ มีองค์ประกอบสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนาและศิลปกรรมที่ถ่ายทอดเชื่อมโยงผู้คนทั่วภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทรมายาวนานกว่า 1,500 ปี อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของประเพณีและวิถีวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมกับหลักคำสอนทางศาสนาได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ จึงได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value)

ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย นายสุชาติ กล่าวว่า ได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงความขอบคุณต่อคณะกรรมการมรดกโลก ศูนย์มรดกโลก องค์กรที่ปรึกษา และประเทศรัฐภาคีทุกประเทศที่ให้การสนับสนุนประเทศไทย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในฐานะมรดกของมวลมนุษยชาติ และพร้อมน้อมรับข้อเสนอแนะและมติของคณะกรรมการมรดกโลกไปดำเนินการอย่างจริงจังและครบถ้วน เพื่อรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารให้คงอยู่สืบไป

“ผมขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของจังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยทั้งประเทศ เป็นมรดกอันทรงคุณค่าที่คนไทยทุกคนภาคภูมิใจ และเราทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันอนุรักษ์และส่งต่อคุณค่านี้ไปยังคนรุ่นหลัง” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงวัฒนธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราช และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่แหล่งมรดกโลกให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การยูเนสโก ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารยังคงอัตลักษณ์ในฐานะ “มรดกโลกที่มีชีวิต (Living Heritage)” อันทรงคุณค่าของประเทศไทยและของมวลมนุษยชาติสืบไป

วปอ.บอ.3 ผุดแนวคิด‘ไทย เพิ่ม ภูมิ’ช่วยคนไทยรับมือการเปลี่ยนแปลง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เท่าทันโลกอนาคต

วปอ.บอ.3 ผุดแนวคิด‘ไทย เพิ่ม ภูมิ’ช่วยคนไทยรับมือการเปลี่ยนแปลง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เท่าทันโลกอนาคต

วปอ.บอ.3 ผุดแนวคิด‘ไทย เพิ่ม ภูมิ’ช่วยคนไทยรับมือการเปลี่ยนแปลง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เท่าทันโลกอนาคต

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

วปอ.บอ.3 ผุดแนวคิด “ไทย เพิ่ม ภูมิ” ช่วยคนไทย รับมือการเปลี่ยนแปลง เพิ่มภูมิคุ้มกัน เท่าทันโลกอนาคต 

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พลอากาศเอก เสกสัณห์ ไชยมาตย์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานรับฟังการนำเสนอผลงาน โครงการ “THE TEN” ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารระดับสูง (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 โดยมี พลเอก สิทธา มหาสันทนะ ผบ.สปท. และ พลโท อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผอ.วปอ.สปท. นำทีมคณะผู้บังคับบัญชา และคณาจารย์ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมรับฟัง และให้ข้อคิดเห็นเชิงยุทธศาสตร์อย่างพร้อมเพรียง

แนวคิด “ไทย เพิ่ม ภูมิ” มูฟเมนต์ใหม่ ปลดล็อกศักยภาพคนไทยทุกมิติ โดยโครงการ “THE TEN” ไม่ใช่แค่รายงานวิชาการทั่วไป แต่คือ “การตกผลึกทางความคิด” ของผู้บริหารระดับสูง วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นนวัตกรรมสังคมหลากมิติ ภายใต้คอนเซปต์ “ไทย เพิ่ม ภูมิ” (THAI PERM POOM : Empowering Thai Resilience Program) 

โครงการ THE TEN มุ่งเป้าไปที่การ “เพิ่มพูนความรู้ – เพิ่มทักษะ – เพิ่มภูมิคุ้มกัน – เพิ่มพลังชีวิต” ให้กับคนไทยในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผ่าน 5 เสาหลักยุทธศาสตร์ (Pillars) ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างตรงจุด 

1) Career & Skill : ยกระดับทักษะอาชีพรองรับโลกอนาคต

2) Financial Literacy : สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืน

3) Lifelong Learning : วางรากฐานการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4) Cyber & Scam Awareness : รู้ทันภัยไซเบอร์ ป้องกันสแกมเมอร์และภัยออนไลน์

5) Life Skills & Digital Citizenship: เติมทักษะชีวิตและสร้างพลเมืองดิจิทัลคุณภาพ

ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้จากการนำเสนอในครั้งนี้จะถูกนำไปต่อยอด และประยุกต์ใช้จริง เพื่อขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแห่งศรัทธา นำผู้เรียนอาชีวศึกษาถวายเทียนพรรษา 3 วัด สืบสานพระพุทธศาสนา

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแห่งศรัทธา นำผู้เรียนอาชีวศึกษาถวายเทียนพรรษา 3 วัด สืบสานพระพุทธศาสนา

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแห่งศรัทธา นำผู้เรียนอาชีวศึกษาถวายเทียนพรรษา 3 วัด สืบสานพระพุทธศาสนา

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

อาชีวะอุบลฯ รวมพลังแห่งศรัทธา นำผู้เรียนอาชีวศึกษาถวายเทียนพรรษา 3 วัด สืบสานพระพุทธศาสนา ปลูกฝังคุณธรรมเยาวชน

วันที่ 24 ก.ค.69 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดยนางสาวลฎาภา แสวงรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  จัดโครงการวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันอาสาฬบูชา และวันเข้าพรรษา ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ได้ร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

บรรยากาศในช่วงเช้า ผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษา พร้อมใจกันตั้งขบวนแห่เทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องไทยธรรม ณ โดมอาคารอเนกประสงค์ ก่อนเคลื่อนขบวนไปถวายยังวัดต่าง ๆ ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและความพร้อมเพรียงของทุกภาคส่วน

ในการถวายเทียนพรรษาและเครื่องไทยธรรม ได้แบ่งคณะผู้แทนออกเป็น 3 สาย ดังนี้

สายที่ 1 ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม นำโดย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วย นางศรีอุดร ศิริปริญญานันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์และแผนงาน และคณะครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา จากแผนกวิชาการตลาด แผนกวิชาการจัดการสำนักงานดิจิทัล แผนกวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน แผนกวิชาการโรงแรม แผนกวิชาภาษาต่างประเทศ และแผนกวิชาสัมพันธ์ธุรกิจ

สายที่ 2 ณ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร นำโดย นายอาคม ศรีพรหม รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร พร้อมด้วยคณะครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา จากแผนกวิชาการบัญชี แผนกวิชาศิลปกรรม แผนกวิชาคหกรรม แผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ และแผนกวิชาสามัญสัมพันธ์

สายที่ 3 ณ วัดหลวง นำโดย นายกิตติพงศ์ จันทร์งาม รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ พร้อมด้วยคณะครู บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา จากแผนกวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล และแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษาทุกแผนกวิชาเป็นอย่างดียิ่ง โดยทุกคนพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยหรือชุดสุภาพโทนสีขาว ส่วนนักเรียน นักศึกษาแต่งกายด้วยชุดองค์การอย่างเรียบร้อย แสดงถึงความเคารพต่อพระพุทธศาสนาและการมีส่วนร่วมในการสืบสานประเพณีถวายเทียนพรรษา ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไทย

การจัดโครงการวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องไทยธรรม เพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้คุณค่าของพระพุทธศาสนา ฝึกการทำความดี การเสียสละ การทำงานร่วมกัน และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษา ชุมชน และวัด อันเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และสำนึกในการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมอย่างยั่งยืน

มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

มวล. จัด ‘WUiDAY 2026’ ปูทางนักศึกษาไทยสู่เวทีนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดงานวันนานาชาติ “Walailak University International Day 2026 (WUiDAY 2026) ซึ่งถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกในรอบ 34 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด“Bridging Regional and International Dialogue for Global Education and Sustainability” (BRIDGES) ระดมเอกอัครราชทูต ตัวแทนทางการทูต และมหาวิทยาลัยพันธมิตรจากทั่วโลก ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความเป็นนานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานพิธีเปิด โดยมี นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช H.E. Mrs. Lucy N. Kiruthu เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนยาประจำประเทศไทย และ H.E. Mr. Peter Sha-Li Lan ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย ร่วมปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางการศึกษาโลก พร้อมด้วยผู้แทนทางการทูตจาก ภูฏาน ปากีสถาน สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรมหาวิทยาลัยจาก 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย จีน เยอรมนี ฯลฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า งาน WUiDAY 2026 จัดขึ้นเพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ความเป็นเลิศในระดับสากลของมหาวิทยาลัยวโดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 6 ของประเทศไทย และ อยู่ในอันดับ 1201+ ของโลกจากการจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) World University Rankings 2026 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Global Good Governance (3G) Awards 2026 และครองอันดับ 47 ของโลกในด้านการส่งเสริมความยั่งยืน (SDGs)

“มวล.พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาที่มีคุณภาพและความยั่งยืน ผ่านการสร้างเครือข่ายวิชาการจากทั่วโลก งานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักศึกษาไทยได้ก้าวสู่เวทีนานาชาติ แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความงามทางวัฒนธรรมและศักยภาพของจังหวัดนครศรีธรรมราชสู่สายตาชาวโลกอีกด้วย” ศ.ดร.สมบัติ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการจากมหาวิทยาลัยคู่ความร่วมมือ การแสดงนักศึกษานานาชาติ การมอบรางวัล “นักศึกษานานาชาติยอดเยี่ยม” การเจรจาขยายเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาร่วมกับ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยด้วย

ด้าน ผศ.ดร.ภัทร์นรินทร์ ศุภกร ผู้อำนวยการศูนย์กิจการนานาชาติ มวล. กล่าวเพิ่มเติมว่า งาน WUiDAY 2026 นอกจากสร้างความเป็นนานาชาติในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่จะสร้างแรงบันดาลใจ สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงทุนการศึกษาและการทำงานระดับโลก ที่สำคัญสร้างเครือข่ายวิชาการ วิจัย และการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อีกทั้งยังมีการเปิดตัวเครือข่าย “UNIT” ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยไทย ยกระดับประเทศไทยสู่เป้าหมายจุดหมายปลายทางด้านการศึกษาระดับโลกอีกด้วย

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล ‘ต้นแบบ’ อาเซียน!

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล 'ต้นแบบ' อาเซียน!

ศธ.แท็กทีม 350 ผู้นำการศึกษา ดัน ‘เด็กกลับคืนห้องเรียน’ มุ่งสู่โมเดล ‘ต้นแบบ’ อาเซียน!

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงผู้บริหารสำนัก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม โรงแรมรอยัลริเวอร์กรุงเทพมหานคร

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้มอบนโยบายต่อที่ประชุมสัมมนา ผู้อำนวยการ สพท. 245 เขตทั่วประเทศ ในการระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสำคัญให้เกิดผลลัพธ์ต่อผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด All for Education : Leadership Showcase Shaping the Future ผนึกพลังผู้นำการศึกษา จากผลสำเร็จสู่การเปลี่ยนแปลงอนาคตการศึกษาไทย” และเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่สำคัญในการเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนการศึกษาระดับภูมิภาค ทั้งในเรื่องอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบของเขตพื้นที่การศึกษาในแต่ละเขต แต่ละจังหวัด พร้อมฝากโจทย์ให้ร่วมกันติดตามและผลักดันงานสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการนำเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความถนัดและสนใจ ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งเรื่องการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV (Distance Learning Television) เรื่องการสร้างโรงเรียนคุณภาพต้นแบบ  เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาที่ยังขาดแคลน ทั้งอินเทอร์เน็ต และไฟฟ้า เพราะถ้าโรงเรียนไม่มีไฟฟ้าก็ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ ถึงแม้ขณะนี้โรงเรียนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้มีจำนวนน้อยแต่ก็ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ

“ขณะนี้เราได้ตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัด (KPI) อย่างจริงจัง ในการดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามาเรียน โดยจับมือทำงานร่วมกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสุดท้ายแล้ว เรามุ่งหวังให้การจัดการปัญหาเด็กหลุดระบบของไทยประสบความสำเร็จ จนสามารถใช้เป็น “โมเดลต้นแบบ” (Model) ให้กับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน ส่วนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในส่วนของไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตนั้น โรงเรียนที่ยังไม่มีไฟฟ้า มีจำนวนไม่มากแล้ว แต่ ก็ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบและเร่งแก้ไขปัญหาโรงเรียนที่ยังขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ได้มากที่สุด เพราะการศึกษาที่มีคุณภาพ คือ ‘โอกาส’ ในการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เด็กและเยาวขนไทยทุกคน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมว.ศธ.กล่าว

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

สพฐ.หนุนแนะแนว-PISA-บ้านนักวิทย์น้อย-ESPORTS ปั้นคนรุ่นใหม่สู่โลกดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 25/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในที่ประชุมได้รับทราบและหารือประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ การขับเคลื่อนโครงการ “แนะแนว 3P PLUS สู่อาชีพและการมีงานทำ” ผ่านกิจกรรมแนะแนวรอบด้าน ทั้งการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนค้นพบความถนัด วางเป้าหมายชีวิต และเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำในอนาคต โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย พร้อมขยายการขับเคลื่อนผ่านศูนย์แนะแนวประจำจังหวัด 78 ศูนย์ และศูนย์แนะแนวประจำเขตพื้นที่การศึกษา 183 ศูนย์ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพครูแนะแนวผ่านระบบ OBEC E-Learning เพื่อยกระดับการแนะแนวทั่วประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ได้รายงานผลการจัดโครงการพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะความฉลาดรู้ตามกรอบการประเมิน PISA 2029 โดยมีผู้บริหารและครูจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี และโรงเรียนเครือข่ายในจังหวัดชลบุรี จำนวน 60 คน เข้าร่วมอบรม พัฒนาความรู้ด้านการรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media and AI Literacy) พร้อมส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้และนวัตกรรมการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทาง PISA 2029 และสร้างพลเมืองดิจิทัลที่รู้เท่าทันสื่ออย่างสร้างสรรค์

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สพฐ. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพัฒนากำลังคนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านโครงการ “OBEC NEXT GEN ESPORTS AI CAMP” รุ่นที่ 2 โดยพัฒนาครูและนักเรียนกว่า 100 คน จาก 18 โรงเรียนทั่วประเทศ ให้มีทักษะด้าน AI อีสปอร์ต และดิจิทัลที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 พร้อมเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และต่อยอดสู่ 6 สายอาชีพในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตและดิจิทัลคอนเทนต์ เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน เชื่อมโยงการศึกษากับตลาดแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

พร้อมกันนี้ สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ยังได้จัดเทศกาลวันนักวิทยาศาสตร์น้อย ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและปลูกฝังทักษะแห่งอนาคตให้แก่เด็กปฐมวัยและประถมศึกษา โดยจัดที่โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก สพป.นราธิวาส เขต 2 ภายใต้หัวข้อ “เปิดโลกมหัศจรรย์ ทุกสิ่งไม่หยุดนิ่ง” มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,640 คน ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ กิจกรรมเช็กอิน และฐานกิจกรรมการเรียนรู้ 18 ฐาน ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลองและการค้นพบด้วยตนเอง ขณะที่โรงเรียนวัดตะคร้ำเอน สพป.กาญจนบุรี เขต 2 จัดงานภายใต้หัวข้อ โอบโลก ส่องดาว ก้าวสู่โลกอนาคตอย่างยั่งยืน มีผู้เข้าร่วม 490 คน จาก 98 โรงเรียน โดยมีกิจกรรมเด่น ได้แก่ โดมท้องฟ้าจำลอง การแสดงโดรนและหุ่นยนต์ นิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ และฐานการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม อวกาศ และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กๆ ตั้งแต่วัยเยาว์

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

ปตท.สผ.ประกาศผลการตัดสิน ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 10’

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ประกาศผลการตัดสินและมอบรางวัลการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 (The 4th Young Ocean for Life Innovation Challenge) ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) ในโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 10 รวมมูลค่า 1,050,000 บาท จากการคัดเลือกผลงานของนิสิต นักศึกษาระดับ ปวส. ถึงปริญญาตรี ที่ส่งเข้าประกวดจำนวนทั้งสิ้น 190 ผลงาน จาก 43 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

คณะกรรมการตัดสินผลงานครั้งนี้ ได้แก่ นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปตท.สผ. เป็นประธาน และได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสุวรรณ นันทศรุต ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ นายคุณาวุฒิ บุญญานพคุณ ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรม รายพื้นที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และนายมิลินท์ จีวาภัสร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. 

สำหรับผลการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 ในโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 10 ตาม 3 หัวข้อการประกวด ดังนี้ หัวข้อ Protect: การปกป้องท้องทะเลจากภัยคุกคามต่างๆ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน ทุ่นกันกระแทกเรือ นวัตกรรมจากน้ำยางพารา ทีม SRTC รักทะเล จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลให้ออกห่างจากเครื่องมือทำการประมง ทีม บอกเจ๋ง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมทุ่นลอยดักจับและย่อยสลายน้ำมันด้วยจุลินทรีย์ Biofilm ทีม Bio Synergy จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน LEK & SPICE ระบบบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน ทีม Lek & Spice จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และผลงานนวัตกรรมเม็ดบีดส์ชีวภาพโดยเทคนิคการตรึงเซลล์แบคทีเรีย สำหรับดูดซับโลหะหนัก ทีม ฉันเป็นปลาพะยูน ว่ายน้ำไปว่ายมา ฉันไม่ใช่ปลา แต่ก็เรียกปลาพะยูน จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

หัวข้อ Preserve: การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน เครื่องสร้าง(พลัง)คลื่นเต่า ทีม บ่อสร้าง(พลัง)คลื่นเต่า จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน SeaGuard: อุปกรณ์สำหรับอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล เพื่อการกักเก็บคาร์บอนสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน ทีม Seagrass SeaGuard จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน คาร์บอนแคป ระบบ dMRV สำหรับตรวจวัดและจัดการบลูคาร์บอนป่าชายเลนด้วย AI ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลโดรน และข้อมูลภาคสนามทีม CarbonCap จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน นวัตกรรมเครื่องมือเปิด – ปิดช่องทางหลบหนีของเต่าทะเลสำหรับอวนลากแผ่นตะเฆ่ โดยใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ เพื่อแก้ไขปัญหาเต่าทะเลติดอวนโดยไม่ตั้งใจ ทีม Trawltle จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และผลงาน เซ็นเซอร์อัจฉริยะสำหรับการเฝ้าสังเกตสุขภาพแนวปะการัง ทีม Coral Blue Matriix จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

หัวข้อ Provide: การสร้างโอกาสเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน แพลตฟอร์มให้อาหารอัจฉริยะเพื่อยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลอย่างยั่งยืน ทีม อาหวังรังวัง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับเงินรางวัล 130,000 บาท และเงินรางวัลสำหรับนำผลงานนวัตกรรมไปพัฒนาต่อยอด 40,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน อวนไคโตซานย่อยสลายได้: นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อยุติปัญหาอวนผีในอ่าวไทย ทีม BlueLoop จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน เกสรเทียมจากทรัพยากรปลาทะเลไทย : อาหารเลี้ยงผึ้งทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพเหนือกว่าเกสรธรรมชาติ ทีม Beyond Pollen จากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร , รางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ ผลงาน ทุ่นลอยชีวภาพดักจับไมโครพลาสติกด้วยระบบฟิลเตอร์ใยบวบเคลือบสารสกัดธรรมชาติ ทีม Bio-Jelly Boom จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร และ  ผลงาน สารเคลือบกันเพรียงทางทะเลจากน้ำยางพอลิยูริเทนที่ใช้พอลิออลชีวภาพจากน้ำมันเมล็ดยางพาราดัดแปร ทีม Para Marine จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

นางสุศมา กล่าวว่า ปตท.สผ. มุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยดำเนินโครงการ PTTEP Teenergy ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ด้วยการจัดประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อท้องทะเลไทยได้จริง โดย ปตท.สผ. เชื่อมั่นว่าการประกวดครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ควบคู่กับการส่งเสริมเยาวชนไทยในการเป็นนักคิดสร้างสรรค์และนักอนุรักษ์ที่มีศักยภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต