Scrap Lab มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี – ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

Scrap Lab  มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี - ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

Scrap Lab มก.ได้รับรางวัล ‘DEmark Award 2026’ ช่วยคืนศักดิ์ศรี – ฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ผลงาน “หม้อนอน” (Bedpan) จากขยะพลาสติกทางทะเล ออกแบบโดย รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต และ อ.อรสุธา ทัพโภทยาน โดยศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Scrap Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้โครงการ Upcycling for Life มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ คว้ารางวัล DEmark Award 2026” หมวดสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ภายใต้ความใส่ใจที่ยึดโยงกับแนวคิด One Health ซึ่งเชื่อว่าสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน

“เรามักมองอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นเครื่องมือสำหรับการรักษา แต่การออกแบบมีบทบาทในการทำให้การรักษาเป็นประสบการณ์ที่อ่อนโยนขึ้น เพราะความสบายใจของผู้ใช้งานนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาเช่นกัน ทีมออกแบบได้ชุบชีวิตขยะพลาสติกทางทะเลให้กลายเป็นอุปกรณ์บริบาล ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ฟื้นฟูระบบนิเวศแต่ถูกคิดมาอย่างละเมียดละไมเพื่อโอบกอดความรู้สึกของผู้ป่วย ผู้สูงวัย และผู้ดูแลในวันที่อ่อนแอที่สุด”

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต กล่าวว่า การเดินทางของหม้อนอนใบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของนักออกแบบเพียงลำพัง แต่เกิดขึ้นจากโมเดลความร่วมมือครั้งสำคัญ ระหว่าง กรมควบคุมมลพิษ และ มก.ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัย โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอย่าง HMC Polymer เข้ามาช่วยพัฒนาและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง และ JCJ Double Lock ที่มารับหน้าที่ออกแบบแม่พิมพ์พร้อมฉีดขึ้นรูปอย่างประณีต

“ความร่วมมือทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดเบื้องหลังรูปทรงที่ดูละมุนตา ซึ่งถอดรหัสเส้นสายจากธรรมชาติให้สอดเข้าใต้ร่างกายได้อย่างนุ่มนวล ช่วยกระจายแรงกดทับและลดความเจ็บปวด ผิวสัมผัสที่เรียบเนียน ไม่เย็นเฉียบจนสร้างความกังวลใจ ช่วยคืนศักดิ์ศรีและฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน ขณะเดียวกันก็เข้าใจหัวใจของผู้ดูแล ด้วยโครงสร้างที่รับน้ำหนักได้ 120 กิโลกรัม จุของเหลวได้ 2 ลิตร พร้อมดีไซน์ร่องเทของเสีย ฝาปิด และมือจับที่ช่วยให้จัดการความสะอาดได้ง่ายและถูกสุขลักษณะ เป็นงานออกแบบที่เล่าเรื่องราวความยั่งยืน ผ่านการดูแลทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมๆกัน” รศ.ดร.สิงห์ กล่าว

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

บริติชฯ เปิดรับสมัครทุน CTC’69 ส่งเสริมความร่วมมือทางศิลปะข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน Connections Through Culture (CTC) ประจำปี 2569 สนับสนุนความร่วมมือด้านความคิดสร้างสรรค์แบบทวิภาคี การแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม และความร่วมมือระยะยาวระหว่างองค์กรสร้างสรรค์ ในสหราชอาณาจักรและ 35 ประเทศที่เข้าร่วมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยในปีนี้ได้มีการขยายขอบเขตการให้ทุนเพิ่มขึ้น ให้ครอบคลุมทุนสำหรับงานเบียนนาเล่ สาขาทัศนศิลป์ และหรือทุนสำหรับงานเบียนนาเล่และเทศกาลด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และแฟชั่น ซึ่งการขยายขอบเขตของโครงการในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดแพลตฟอร์มสนับสนุนแบบครบวงจร ด้านการแสดงออกทางศิลปะในหลากหลายแขนง ตั้งแต่ทัศนศิลป์และดนตรี ไปจนถึงวรรณกรรม ศิลปะการแสดง สถาปัตยกรรม การออกแบบ และภาพยนตร์

มร.แดนนี่ ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า โครงการทุน Connections Through Culture ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่สอดรับกับพันธกิจของบริติช เคานซิล ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และยังเป็นหนึ่งในช่องทางสร้างความร่วมมือระยะยาวที่มีความหมายระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร ผ่านการเปิดโอกาสให้ศิลปินและบุคลากรด้านงานสร้างสรรค์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและขับเคลื่อนแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นจริง

สำหรับการเปิดรับสมัครในรอบปี 2569 นี้ บริติช เคานซิล เปิดกว้างสำหรับศิลปิน บุคลากรด้านงานสร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม ตลอดจนองค์กร เครือข่ายความคิดสร้างสรรค์ เทศกาล และงานเบียนนาเล่ต่างๆ โดยโครงการที่มีสิทธิ์รับทุนจะต้องแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ร่วมงานอย่างน้อยหนึ่งรายจากสหราชอาณาจักร และพันธมิตรอีกหนึ่งรายที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

โครงการจะต้องมีพันธมิตรอย่างน้อยหนึ่งรายจากสหราชอาณาจักร และอีกหนึ่งรายจากประเทศที่มีสิทธิ์เข้าร่วม โดยวงเงินสนับสนุนจะแตกต่างกันตามพื้นที่ ดังนี้ สูงสุด 15,000 ปอนด์สเตอร์ลิง : บังกลาเทศ  ปากีสถาน , สูงสุด 10,000 ปอนด์สเตอร์ลิง: จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม , สูงสุด 5,000 ปอนด์สเตอร์ลิง : ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

กิจกรรมที่มีสิทธิ์รับการสนับสนุน ได้แก่ การร่วมสร้างสรรค์ผลงาน (co-creation), โครงการพำนักศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์ (residencies), การวิจัยและพัฒนา, นิทรรศการความร่วมมือ และกิจกรรมสาธารณะ โดยการเปิดรับสมัครโครงการ CTC จะปิดในวันพุธที่ 12 สิงหาคม 2026 เวลา 23:59 น. (ตามเวลา BST)

ผู้สมัครควรศึกษาคู่มือการสมัครประจำปี 2569 และคำถามที่พบบ่อย (FAQs) ฉบับสมบูรณ์จากแหล่งข้อมูลทางการอย่างละเอียดก่อนส่งใบสมัคร รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.britishcouncil.or.th

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร ‘Biochar’ ฟื้นฟูดิน – แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

เมื่อฝนเริ่มมา ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคเหนือก็เริ่มคลี่คลายลงตามฤดูกาล แต่เบื้องหลังหมอกควันที่เกิดขึ้นทุกปี คือปัญหา “วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร” ที่ยังรอการจัดการอย่างจริงจัง ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.หาแนวทางลดการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

“ไบโอชาร์” หรือถ่านชีวภาพ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ถูกจับตามอง เพราะสามารถช่วยเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อทั้งดิน สิ่งแวดล้อม และรายได้ของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน

ที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเลือกใช้วิธี “เผา” เพื่อกำจัดเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่างๆ เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและต้นทุนต่ำ แต่การเผากลับกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง

แม้หลายหน่วยงานจะพยายามส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การทำปุ๋ยหมัก การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล หรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร แต่ก็ยังมีวัสดุเหลือทิ้งอีกจำนวนมากที่รอการจัดการอย่างเหมาะสม “ไบโอชาร์” จึงถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านกระบวนการเผาแบบใช้ออกซิเจนน้อย หรือที่เรียกว่า Pyrolysis ซึ่งทำให้เกิดควันน้อยกว่าการเผาทั่วไป แต่ได้ถ่านชีวภาพที่มีรูพรุนจำนวนมากในเนื้อถ่าน คุณสมบัติสำคัญของไบโอชาร์ คือสามารถกักเก็บน้ำ อากาศ แร่ธาตุ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ได้ จึงช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และลดการใช้ปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ยังสามารถนำไปผสมกับปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้เป็นวัสดุปลูกและช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรได้อีกด้วย

อีกหนึ่งจุดเด่นของไบโอชาร์ คือสามารถผลิตได้จากวัสดุอินทรีย์แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นซังข้าวโพด ฟางข้าว เปลือกไม้ กิ่งไม้ หรือเศษพืชต่างๆ ทำให้ของที่เคยถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” สามารถกลับมาสร้างมูลค่าได้อีกครั้ง

นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว ไบโอชาร์ยังมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินได้เป็นเวลานาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยลดภาวะโลกร้อน หลายประเทศจึงเรียกไบโอชาร์ว่า “Black Gold” หรือ “ทองคำดำ”

คุณสมบัติด้านการกักเก็บคาร์บอนนี้ ยังเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” เพราะคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในดินสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเกษตรกรในอนาคต แม้ตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน การใช้ไบโอชาร์ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรรักษ์โลก หรือ Eco Brand เพราะสะท้อนถึงกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการเผา ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว “ไบโอชาร์” อาจไม่ใช่เพียงทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร แต่กำลังก้าวสู่การเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ ที่ช่วยเชื่อมโยงการเกษตร เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล และอาจกลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการแก้ปัญหา PM2.5 และการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในอนาคตได้จริง

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

สมศ.ชูค่านิยม ‘PRIDE’ สร้างการมีส่วนร่วม สู่การศึกษาคุณภาพสำหรับคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เดินหน้าขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานการศึกษา ได้แก่ 1.การประเมินคุณภาพภายนอกอย่างโปร่งใส 2.การสร้างการมีส่วนร่วม 3.การพัฒนาผู้ประเมินภายนอก 4.มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก และ 5.การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน พร้อมกำหนดค่านิยม “PRIDE” กระตุ้นการมีส่วนร่วมทุกองคาพยพเพื่อสร้าง “การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน”

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและ AI และความคาดหวังของผู้ปกครองต่อคุณภาพการศึกษาที่เปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ทั้งนี้เพื่อให้การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาเกิดรูปธรรม สมศ. ได้กำหนดเป็น 5 ยุทธศาสตร์สำหรับการดำเนินงาน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความโปร่งใส (Transparency) โดยการพัฒนาระบบการประเมินรูปแบบดิจิทัลที่รายงานผลแบบ Real-time และเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าถึงผลการประเมินเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ , ยุทธศาสตร์ที่ 2 การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ (Stakeholder Engagement) สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา , ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาผู้ประเมิน (Quality Assessor) เพื่อยกระดับสมรรถนะของบุคลากร สมศ. และผู้ประเมินภายนอก ให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการประเมินขั้นสูง , ยุทธศาสตร์ที่ 4 มาตรฐานหลักสูตรและการฝึกอบรม (Training Curricular Standard) มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษากลุ่มเป้าหมายมีผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่สูงขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการประเมินภายนอก , ยุทธศาสตร์ที่ 5 เทคโนโลยี (Technology) นำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพแพลตฟอร์มการประเมิน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน  

“เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีรูปธรรม สมศ. ได้กำหนดค่านิยมองค์กร เป็นรากฐานการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจสำหรับบุคลากร อันจะส่งผลต่อคุณภาพการดำเนินงาน ภายใต้แนวคิด “PRIDE” ซึ่งหล่อหลอมมาจากการทำงานที่ยึดหลักความเป็นมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญในทุกการดำเนินงาน (P – Professionalism) ผสานกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและดีงามกับทุกภาคส่วน (R – Relationships) โดยดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เที่ยงธรรม โปร่งใส และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน (I – Impartiality) ตลอดจนมีความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างไม่ท้อถอย (D – Determination) เพื่อนำพาองค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศในทุกกระบวนการของการประเมินคุณภาพการศึกษา (E – Excellence)” ศ.ดร.องอาจ กล่าวและว่า กลไกสำคัญที่สุดที่จะทำให้การศึกษาไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงคือ “ผู้รับบริการ” ซึ่งหมายถึง พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน ในการมีส่วนร่วมตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอน ไม่นิ่งเฉยต่อการศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพ โดย สมศ. พร้อมเป็นพันธมิตรรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนไปสู่การพัฒนา ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าลดภาระที่ไม่จำเป็นสำหรับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการผสานพลังระหว่างเสียงสะท้อนจากสังคมร่วมกับการสนับสนุนการทำงานของสถานศึกษา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเร่งพัฒนาสถานศึกษา นำไปสู่ “Quality Education for all Thais” หรือ “การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน”

ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

ศธ.แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนากำลังคนเพื่ออุตฯอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบัน AFMAÉ  และบริษัท Dassault Systèmes  สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรม ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนของไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโลก

โดยในช่วงเช้าคณะได้เข้าศึกษาดูงาน ณ สถาบัน AFMAÉ เพื่อรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านช่างอากาศยาน นักเทคนิคการบิน และบุคลากรด้านการขนส่งทางอากาศ พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ฝึกปฏิบัติ ห้องปฏิบัติการ และโรงฝึกซ่อมบำรุงอากาศยาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะกับอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (Work-based Learning) ควบคู่กับการฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานและสามารถปฏิบัติงานได้ทันที

“รูปแบบการจัดการศึกษาของ AFMAÉ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคอุตสาหกรรม โดยผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและพัฒนาทักษะในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยต้องการนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากำลังคนด้านการบินและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาบุคลากรด้านการบิน วิศวกรรม และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และมุ่งยกระดับมาตรฐานการอาชีวศึกษาไทยสู่ระดับสากล” นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวและว่า ในช่วงบ่าย คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมบริษัท Dassault Systèmes บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์วิศวกรรมและแพลตฟอร์ม Virtual Twin เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลในการออกแบบ พัฒนา และบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (Product Lifecycle Management: PLM) โดยได้รับฟังการสาธิตการใช้งานแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ซึ่งสามารถสร้างแบบจำลองเสมือนของผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร เครื่องยนต์ โรงงาน สายการผลิต และระบบคลังสินค้า เพื่อจำลอง วิเคราะห์ และปรับปรุงประสิทธิภาพก่อนดำเนินการจริง ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบและการผลิต

“โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI, Virtual Twin และ Smart Manufacturing ซึ่งกำลังพลิกโฉมการออกแบบ การผลิต และการทำงานในภาคอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งทักษะด้านเทคนิค ทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ผู้เรียนสายอาชีวศึกษาได้เรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ที่ใช้จริงในบริษัทชั้นนำระดับโลก เชื่อมโยงห้องเรียนกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ” รมว.ศธ. กล่าว

ในโอกาสนี้ รมว.ศธ. ได้หารือแนวทางการพัฒนาความร่วมมือกับทั้ง AFMAÉ และ Dassault Systèmes เพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนของประเทศไทย โดยในด้านอุตสาหกรรมการบิน ได้หารือความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนครูและผู้เรียน การพัฒนาศักยภาพครูโดยผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านการบิน (Aviation Center) ในประเทศไทย ขณะที่ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ได้หารือถึงการพัฒนาครูด้านเทคโนโลยี การสนับสนุนซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับสถานศึกษา การจัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Center) เพื่อพัฒนาทักษะด้าน Virtual Twin และ Smart Manufacturing ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ รวมถึงการผลักดันการรับรองมาตรฐานวิชาชีพในระดับสากล เพื่อให้ผู้เรียนไทยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

เพิ่มมูลค่า ‘น้ำมันมะนาว’ วว.พัฒนา ‘แชมพูอาบน้ำ’ ต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.)สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์แชมพูอาบน้ำต้านเชื้อราก่อโรคผิวหนังสำหรับสัตว์เลี้ยงจากน้ำมันมะนาว : PUSSYPUR SHAMPOO (แชมพูพลัสซี่เพอร์)” ผลงานสร้างสรรค์จาก โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการคันบริเวณผิวหนังจากเชื้อราของสัตว์เลี้ยงจากน้ำมันหอมระเหยไทย เปลี่ยนคุณค่าจากพืชพรรณไทยให้กลายเป็นเกราะปกป้องผิวสี่ขาอย่างล้ำลึก  โดยมี นางรัตนศิริ จิวานนท์  นักวิจัย ศนส. วว. เป็นหัวหน้าโครงการ

“3 พลังปกป้อง พิสูจน์จริงด้วยวิทยาศาสตร์” ไม่ใช่แค่แชมพูทั่วไป แต่ PUSSYPUR SHAMPOO คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพื่อคืนผิวสุขภาพดีและขนที่นุ่มสวยให้สัตว์เลี้ยง เพราะสยบเชื้อราต้นเหตุ มีประสิทธิภาพสูงในการต้านเชื้อราก่อโรคกลากและเกลื้อนในสัตว์เลี้ยงโดยตรง ลดอักเสบทันใจ ช่วยต้านการอักเสบอย่างตรงจุด โดยยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ ($NO$) ในเซลล์ผิวหนังชนิดแมคโครฟาจ (RAW 264.7) ช่วยบรรเทาอาการแดงและระคายเคืองได้อย่างดีเยี่ยม และปลอดภัยระดับสูงสุด โดยผ่านการประเมินความปลอดภัย ความเป็นพิษเฉียบพลันทั้งทางปากและทางผิวหนัง จึงมั่นใจได้ว่าอ่อนโยน ไม่ระคายเคือง แม้สัตว์เลี้ยงเผลอเลีย

ด้วย “มาตรฐานเข้มงวด มั่นใจได้” วว.คัดสรรและควบคุมคุณภาพ มีการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด ตั้งแต่วัตถุดิบน้ำมันมะนาวบริสุทธิ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์คงตัว เนื้อแชมพูมีความคงตัวสูงเมื่อเก็บในอุณหภูมิห้องยาวนาน 6 เดือน และมีอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 2 ปี พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์  ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ซับซ้อน สามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้จริง โดย วว. พร้อมเปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจร่วมส่งต่อสุขภาพดีสู่สัตว์เลี้ยงทั่วประเทศ

สำหรับวิธีใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ชโลมตัวสัตว์เลี้ยงด้วยน้ำสะอาดให้ทั่ว อาบหรือฟอกแชมพูลงบนผิวหนังบริเวณที่มีปัญหาโดยไม่ต้องผสมน้ำ ฟอกทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อผิวหนังที่แข็งแรงและมีความสุขของสัตว์เลี้ยง

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค – ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค - ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค – ทำงานเป็นทีม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

อาจารย์เทคนิคการแพทย์ จุฬาฯ พัฒนา Metaverse Lab-XR นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน ช่วยนิสิตฝึกฝนทักษะด้านปฏิบัติการในห้องแล็บ และพัฒนาซอฟต์สกิลเพื่อการทำงานจริงในโรงพยาบาล เตรียมความพร้อมนิสิตสำหรับการเป็นนักเทคนิคการแพทย์ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในอนาคต

สำหรับนิสิตเทคนิคการแพทย์ ทักษะการทำงานในห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ทักษะจะเกิดขึ้นและพัฒนาจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญได้นั้นต้องอาศัยชั่วโมงบินในการฝึกฝน  ซึ่งเรื่องนี้ “เคย” เป็นอุปสรรคสำหรับนิสิตชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชั้นเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก (Clinical Micrology)

“ในการเรียนวิชานี้ นิสิตจะเรียนภาคทฤษฎีก่อน จากนั้นจะต้องฝึกภาคปฏิบัติในห้องแล็บจำลองเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งทางภาควิชาจะเตรียมห้องแล็บให้พร้อมสำหรับนิสิตราว 100 คน แต่นิสิตเรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน บางคนเรียนรู้เร็ว ในขณะที่นิสิตบางคนเพิ่งเริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมในห้องแล็บ ยังไม่ทันจะเรียนรู้และเข้าใจเรื่องนั้นๆเวลาก็หมดแล้ว และต้องผ่านไปเรียนหัวข้อใหม่” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร วรศิลป์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาที่เป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้น Metaverse Lab-XR นวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับนักเทคนิคการแพทย์ ที่เพิ่งได้รับรางวัล Excellent Innovation ผลงานนวัตกรรมเพื่อการพัฒนานักศึกษาดีเด่น จากกระทรวง อว. เมื่อเดือนกันยายน 2568

เราอยากเห็นนิสิตทุกคนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันก่อนที่จะไปต่อในบทเรียนถัดไป” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวถึงความตั้งใจในการออกแบบนวัตกรรม ใน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้เรียนรู้และฝึกฝนปฏิบัติการทางแล็บผ่านโลกเสมือนจริง ในสภาพแวดล้อมของห้องแล็บในโรงพยาบาล” ที่ซึ่งนิสิตจะต้องไปทำงานภายหลังจากการสำเร็จการศึกษา ในโลกเสมือนจริงนี้ นิสิตจะได้ฝึกการทำงานเป็นทีมระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ การบริหารจัดการในห้องแล็บ การวินิจฉัยโรคติดเชื้อ และฝึกฝนทุกทักษะสำคัญที่นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมี” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า ห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เปิดใช้จริงตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา ให้นิสิตเข้าไปทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านทฤษฎี และฝึกฝนทักษะทางแล็บเพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อได้ตามที่ต้องการ

นิสิตสามารถฝึกปฏิบัติการทางแล็บในโลกเสมือนจริงโดยอิสระด้วยตัวเอง ถ้าคนไหนรู้สึกว่าตนเองยังปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ไม่น่าพอใจก็เข้าไปฝึกได้อีกเท่าที่ต้องการ และในตอนท้ายของการฝึกแต่ละบทเรียน ก็จะมีการประเมินว่านิสิตปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ถึงเป้าหมายแล้วหรือไม่

การฝึกแบบนี้จะ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นิสิตทุกคนจะมีระดับการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกันและสามารถไปต่อบทเรียนถัดไปด้วยกันได้ นอกจากนี้ การเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มพูนความพร้อมให้นิสิตสำหรับการปฏิบัติการในห้องแล็บจำลอง

วิชา Clinical Microbiology เป็นวิชาปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อ ซึ่งนิสิตจะต้องฝึกวินิจฉัยโรคติดเชื้อจากตัวอย่างผู้ป่วยจริง การจัดแล็บจำลองให้กับนิสิตต้องใช้เวลา บุคลากร และการเตรียมสิ่งส่งตรวจ เราต้องเตรียมเชื้อจุลชีพสายพันธุ์ต่างๆมาให้นิสิตได้เรียน ซึ่งใช้เชื้อจุลชีพจำนวนมากประมาณหนึ่ง แต่บางครั้งเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากขยะติดเชื้อนั้นอย่างคุ้มค่าเนื่องจากนิสิตยังมีทักษะและประสบการณ์การลงมือปฏิบัติที่ไม่มากพอ

การเรียนรู้ผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้ฝึกทำความคุ้นเคยกับการทำแล็บในโลกเสมือนจริง เมื่อมีความคล่องแคล่วและคุ้นเคยแล้ว การไปฝึกฝนจริงในห้องแล็บจำลองก็จะได้ใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้จากตัวอย่างทางชีวภาพติดเชื้อมากกว่า และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อด้วย ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ในบรรดาโรคติดเชื้อต่างๆ ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เลือกนำร่องการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ด้วยการจัดแล็บเพื่อวินิจฉัย โรคติดเชื้อรา

เชื้อราที่นำมาใช้เป็นตัวอย่างในการเรียนในห้องแล็บจำลอง เช่น ชิ้นเนื้อ เส้นผม ผิวหนัง น้ำตา น้ำไขสันหลัง เลือด ซึ่งจัดว่าเป็น Bio Hazard ทั้งสิ้น เชื้อราสามารถติดทางลมหายใจได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อนิสิต เราจึงให้นิสิตเรียนใน Metaverse Lab-XR เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสร้างทักษะความชำนาญการก่อนเข้าห้องแล็บจำลอง

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร อธิบายการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ว่า นิสิตจะเหมือนกำลังปฏิบัติการอยู่ในแล็บของโรงพยาบาล ต้องตรวจเชื้อรากลุ่มต่างๆ และมีสถานการณ์จำลองให้นิสิตแก้ปัญหา เช่น การเรียกชื่อคนไข้ผิด ตัวอย่างที่ส่งมาไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถามถึง การตรวจเชื้อราไม่พบทั้งที่คนไข้มีอาการของโรคติดเชื้อราชัดเจน เป็นต้น

เมื่อนิสิตเรียนเสร็จ ก็จะเข้าสู่กระบวนการถอดบทเรียนซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ เราจะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเรียกว่า Facilitator มาสรุปให้นิสิตฟังว่า ในสถานการณ์นั้นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น การเรียกชื่อคนไข้ไม่ตรงกับตัวอย่างตรวจ ตัวอย่างที่ตรวจไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถาม หรือการไม่พบเชื้อราทั้งที่คนไข้มีอาการและประวัติที่บ่งชี้ถึงโรคติดเชื้อราชัดเจน” ทั้งนี้ในอนาคตจะพัฒนาสถานการณ์จำลองโรคติดเชื้อทางแบคทีเรีย ลมหายใจ ไวรัส รวมทั้งพัฒนาความยากของแต่ละสถานการณ์ โดยเน้นผู้ป่วยที่มีโรคเบื้องหลังและมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวต่อไปว่า นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมีทักษะที่เป็น non-technical skills ด้วย ในการเรียนผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจึงจะได้ฝึกทักษะด้านที่เป็นซอฟต์สกิลไปด้วย

นักเทคนิคการแพทย์ต้องมีทักษะการสื่อสารอย่างไร้รอยต่อ และมีทักษะการทำงานสอดประสานกับสหวิชาชีพ – จะสื่อสารอย่างไรกับหมอ พยาบาล เพื่อให้คนไข้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องที่สุด นอกจากนี้ ก็ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเรื่อง Critical Management ไม่ใช่ First Come, First Serve (มาก่อนได้ก่อน) ต้องมีทักษะประเมินว่าคนไข้คนนี้อยู่ในขั้นอันตรายแล้ว ผลต้องออกมาก่อนคนไข้ทั่วไป ต้องมีต่อม เอ๊ะ!” ว่าคนนี้มีอาการเหมือนเป็นโรคติดเชื้อ แต่ทำไมผลออกมาไม่พบเชื้อรา มีอะไรที่ผิดพลาดไป นิสิตต้องสืบสวนกลับมาให้ได้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เล่าตัวอย่างการเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนว่า เริ่มจากทักษะ Pre Analytical ก่อนรับ Specimen (สิ่งส่งตรวจ) มาแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง ตรวจสอบชื่อคนไข้ จากนั้นจึง Analyze นิสิตต้องมีความรู้ว่าจะเลือกน้ำยาทดสอบกลุ่มไหน รวมถึงการอ่านประวัติคนไข้แล้วไปตรวจสอบว่าสิ่งตัวอย่างที่ได้รับมาสมเหตุสมผลกับอาการคนไข้หรือไม่ หรือตัวอย่างที่ส่งมาสมเหตุสมผลที่จะแก้โจทย์ที่หมอมีในใจว่าคนไข้ติดเชื้อราชนิดนี้หรือเปล่า ถ้าทำไปแล้วไม่สมเหตุสมผล นิสิตจะต้องมีทักษะในการสื่อสารกลับไปยังแพทย์แล้วว่าคิดอย่างไร

การที่เราดึงดันทำ แล้วไม่สมเหตุสมผล ผลเสียเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย งานในห้องแล็บเราก็เยอะขึ้น คนไข้อื่นก็ไม่ได้ตรวจ หมอก็ไม่ได้รับคำตอบที่กำลังสงสัย และที่แย่ไปกว่านั้น คนไข้ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แล้วยังรอผลที่ล่าช้าอีก ทั้งที่ควรได้รับการรักษาเร็วกว่านี้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า จากการสังเกตและการทำวิจัย พบว่า Metaverse Lab-XR ช่วยให้การเรียนของนิสิตดีขึ้นราว 20% เหนือกว่าความสนุกเราได้พบข้อดีของการเรียนรู้ในโลกเสมือนที่คาดไม่ถึง นิสิตบอกว่าเขารู้สึกปลอดภัยด้านจิตใจ เวลาที่ทำแล็บแล้วมีอาจารย์อยู่กับเขา ถ้าเขาทำได้ไม่ดีเขารู้สึกอายเพื่อน อายอาจารย์ แต่เขาอยากเก่ง การที่ได้ฝึกฝนทักษะในแล็บเสมือนที่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งเขาเก่ง พอกลับมาทำงานในแล็บจำลอง เขาทำได้ดีขึ้นและมีความภูมิใจในการนำเสนอ

นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เริ่มต้นขึ้นที่ห้องเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ แต่วันข้างหน้าหวังอยากเห็นแล็บเสมือนเช่นนี้แพร่กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยและแล็บเทคนิคการแพทย์ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

“อยากให้นวัตกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของห้องแล็บ เราคิดค้นนวัตกรรมให้นิสิตจุฬาฯ ได้ใช้ก่อน ในอนาคต อยากจะใช้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย และอยากให้แล็บเทคนิคการแพทย์ได้ใช้ทั่วประเทศ เทคนิคการแพทย์มีหลายทักษะมาก มีหลายสาขาเฉพาะทาง ถ้าทุกคนช่วยกันสร้างห้องแล็บเสมือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการเทคนิคการแพทย์เร็วมาก”

“Metaverse Lab-XR จะเสริมสร้างทั้ง Non-technical และ Technical Skills ของนักเทคนิคการแพทย์ และช่วยทลายกำแพงห้องแล็บที่กั้นระหว่างนักเทคนิคการแพทย์กับสหวิชาชีพเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวทิ้งท้าย

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

คณะพัฒนาธุรกิจฯ มจพ. จับมือ 2 บริษัทคนรุ่นใหม่ ร่วมลงนาม MOU ยกระดับบัณฑิตสู่ตลาดงานจริง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โดยคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ บริษัท คาร์บอน อีโค โซลูชั่น จำกัด และบริษัท นิวเจน โปรเฟสชั่นแนล จำกัด เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพบัณฑิต พัฒนาบุคลากร และส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์วิกฤตสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ พิธีลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม มจพ.

โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญาทิพ พิชิตการค้า คณบดีคณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม มจพ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สานนท์ บุญมี กรรมการบริษัท คาร์บอน อีโค โซลูชั่น จำกัด องค์กรผู้ขับเคลื่อนพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมพร้อมให้ทุกภาคส่วนปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และ ดร.รุ่งรัตน์ สร้อยเงิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท นิวเจน โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและให้บริการจัดการพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า ยาวนานกว่า 20 ปี

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ยกระดับศักยภาพบุคลากร ทั้งในภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ตลอดจนส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบ สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริงจากสถานประกอบการ ผลิตบัณฑิตคุณภาพที่ “จบแล้วพร้อมทำงานได้ทันที” ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และร่วมสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติต่อไปในอนาคต

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนคนรุ่นใหม่ เพื่อเชื่อมโยงทฤษฎีในห้องเรียนเข้ากับการปฏิบัติงานจริงในอุตสาหกรรมยั่งยืนและการบริหารจัดการยุคใหม่

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” 24-31 ก.ค. 69 ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ

22 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 07.49 น. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย เป็นประธานพิธีบวงสรวงและขอขมาพระแม่คงคา เพื่อแสดงความกตัญญูและขออโหสิกรรมต่อสายน้ำที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตให้ผู้คนได้อาศัยน้ำในการอุปโภคบริโภค สะท้อนถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างผู้คนกับสายน้ำ ซึ่งเป็นทั้งต้นกำเนิดแห่งชีวิตและรากฐานสำคัญของการดำรงชีพ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 24-31 ก.ค. 69 ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ ถนนคนเดินคลองโอ่งอ่าง คลองผดุงกรุงเกษม คลองหลอดวัดราชนัดดา และคลองหลอดวัดราชบพิธ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

สำหรับพิธีบวงสรวงพระแม่คงคาในครั้งนี้มี นายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง เป็นผู้ประกอบพิธี โดยมีคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ ปะรำพิธีสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เขตพระนคร เพื่อความเป็นสิริมงคล และความปลอดภัยในการจัดกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” รวมทั้งการซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง ในพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26 ก.ค. 69 โดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 75 รูป จาก 3 เส้นทางสายน้ำ รวมทั้งสิ้น 225 รูป ได้แก่ คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ คลองแสนแสบ และคลองเปรมประชากร โดยได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระราชาคณะและพระเถระผู้ใหญ่ นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนคุณค่าของวิถีชีวิตทางน้ำและมรดกทางวัฒนธรรมของกรุงรัตนโกสินทร์

คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 24-31 ก.ค. 69 ภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม นิทรรศการมีชีวิต ถนนคนเดิน ตลาดชุมชน สตรีทอาร์ต และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่สะท้อนคุณค่าและวิถีชีวิตริมสายน้ำของไทย ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนริมคลองและกลุ่มเปราะบาง เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย มีภารกิจในการติดตามขับเคลื่อนและบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานตามพระบรมราโชบายและโครงการพระราชดำริเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับจุดตักบาตรทางเรือ เส้นทางการเดินทาง และกิจกรรมภายในงานได้ทาง Facebook กรุงเทพมหานคร http://www.facebook.com/bangkokbma และ Facebook กรมประชาสัมพันธ์ http://www.facebook.com/prdofficial

นายอรรถพล กล่าวว่า ในช่วงเช้าวันนี้ได้จัดพิธีบวงสรวงพระแม่คงคาขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับงานตักบาตรทางเรือที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ซึ่งงานในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการตักบาตรทางเรือในลักษณะนี้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ในวันงานจะมีพระสงฆ์มาร่วมรับบิณฑบาตจำนวนทั้งหมด 225 รูป โดยได้รับความเมตตาจากพระเถระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จพระราชาคณะถึง 5 รูปมาเป็นผู้นำคณะสงฆ์ นอกจากนี้ยังเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งที่สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานน้ำมนต์มาเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมทำบุญในวันดังกล่าวด้วย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของสายน้ำในกรุงเทพมหานคร ซึ่งบูรพมหากษัตริย์ไทยทรงให้ความสำคัญในการปกครองและพัฒนาเมือง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมาโดยตลอด โครงการนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่การทำบุญตักบาตร แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาคูคลองรอบกรุงรัตนโกสินทร์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยริมน้ำ และการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ริมคลองต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงอยากเห็นกรุงเทพฯ กลับมาสวยงามเปรียบเสมือนเวนิสตะวันออกอีกครั้ง

ในส่วนของการเตรียมงาน ขณะนี้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมอย่างยิ่ง มีการซ้อมใหญ่เสมือนจริงในวันนี้และอาจมีการซักซ้อมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานในวันจริงจะเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยสิ่งที่เน้นย้ำมากที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยของทั้งพระภิกษุสงฆ์และประชาชน สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมทำบุญตักบาตรทางเรือครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วยกัน ในช่วงเช้าของวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ บริเวณสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมกับกองทัพบก โดย พลเอกอมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เปิดตัวโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ภายใต้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2567 เพื่อเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการที่ยังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้พัฒนาตนเองและยกระดับวุฒิการศึกษาอย่างน้อย 1 ระดับ ภายในระยะเวลา 1 ปี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่รับราชการทหาร

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกองทัพบก ในการส่งเสริมให้ทหารกองประจำการสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับภารกิจและเวลาปฏิบัติราชการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสำเร็จการศึกษาและได้รับวุฒิการศึกษาที่นำไปใช้ศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพหลังปลดประจำการได้

นายอัครนันท์ กล่าวว่า โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ต้องการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกำลังพลของประเทศ เพราะการรับราชการทหารไม่ควรเป็นช่วงเวลาที่หยุดการเรียน แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองควบคู่ไปด้วย ไม่มีหน้าที่ใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการรับใช้ชาติ และไม่มีสิ่งใดที่จะติดตัวคนเราไปได้ตลอดชีวิตเท่ากับการศึกษา เราจึงตั้งใจทำให้ช่วงเวลาที่เยาวชนและประชาชนเข้ามารับราชการทหาร ไม่ใช่ช่วงเวลาที่โอกาสทางการศึกษาต้องหยุดลง แต่เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้สร้างอนาคตของตนเอง

“การเป็นทหารคือการเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ แต่ในระหว่างที่รับใช้ชาติ เราไม่อยากให้โอกาสทางการศึกษาของน้อง ๆ ต้องหยุดลง โครงการ ‘1 ปี 1 วุฒิ’ จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ทั้งทำหน้าที่เพื่อประเทศ และพัฒนาความรู้ของตนเองไปพร้อมกัน เมื่อปลดประจำการแล้วจะมีทั้งประสบการณ์ วินัย และวุฒิการศึกษาที่สามารถต่อยอดสู่การศึกษาที่สูงขึ้นหรือการประกอบอาชีพได้” นายอัครนันท์ กล่าว

โดยโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” จะจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยทหาร โดยสามารถเลือกเรียนได้ทั้งแบบ On-site เรียนออนไลน์ Online หรือ เรียนแบบผสมผสาน (Hybrid) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและความมั่นคง ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพล ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการปลูกฝังระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต