รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต ‘กลางใจไทยนิรันดร์’

รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต 'กลางใจไทยนิรันดร์'

รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต ‘กลางใจไทยนิรันดร์’

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“กลางใจไทยนิรันดร์” คอนเสิร์ตที่มากกว่าดนตรี แต่คือบทเรียนชีวิตบนเวทีแห่งความกตัญญู

ภาพความงดงามของท่วงท่าร่ายรำที่อ่อนช้อย ผสานกับเสียงบรรเลงวงออร์เคสตราและดนตรีไทยที่ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา คือบทสรุปอันน่าประทับใจของคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติ “กลางใจไทยนิรันดร์” โดยโรงเรียนรุ่งอรุณ งานที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความสามารถ แต่คือการหลอมรวมหัวใจของชุมชนโรงเรียนเพื่อแสดงความจงรักภักดี

หัวใจสำคัญของคอนเสิร์ตครั้งนี้ คือการสะท้อนถึง “สมรรถนะการเรียนรู้” ของนักเรียน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำรา แต่เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องผ่านดนตรี นาฏศิลป์ และการทำงานเบื้องหลังอย่างเป็นระบบ

บนเวทีเราได้เห็นความกลมเกลียวของคนหลายวัย ตั้งแต่การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “ยกรบ” โดยนักเรียนชั้น ป.6 ไปจนถึงวง R.A. POP Orchestra และวงดนตรีไทย ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียนรุ่นพี่รุ่นน้องและศิษย์เก่า

งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทยมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์บนเวที

คุณดวงพร พงศ์ผาสุก (อาจารย์ปุ้ย) ถ่ายทอดบทเพลง “ลาวดวงเดือน” ได้อย่างละเมียดละไมจนผู้ชมตกอยู่ในภวังค์

คุณตรัย ภูมิรัตน (คุณบอย) สร้างความอบอุ่นผ่านบทเพลง “เหมือนเคย” และ “ในดวงใจนิรันดร์” โดยมีเหล่านักเรียนและคณะครูร่วมขับร้องเคียงข้าง เป็นภาพที่สะท้อนถึงความผูกพันได้อย่างงดงาม

คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย

“เวทีแห่งนี้คือพื้นที่ถ่ายทอดความรักและความกตัญญู แด่พระองค์ผู้ทรงสถิตอยู่กลางใจไทยนิรันดร์” ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการสนับสนุนจาก ดร.สิริชัยชาญ ฟักจํารูญ ศิลปินแห่งชาติ และคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน รวมถึง รองศาสตราจารย์ ประภาภัทร นิยม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่มุ่งมั่นผลักดันให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะความเป็นมนุษย์

ความราบรื่นตลอด 2 ชั่วโมงของการแสดง คือผลลัพธ์ของการร่วมแรงร่วมใจจาก “ผู้ปกครองอาสา” ทีมงานเบื้องหลัง และฝ่ายเทคนิค แสง สี เสียง ที่ทำงานสอดประสานกันอย่างมืออาชีพ เสียงปรบมือที่ดังกึกก้องในช่วงท้าย จึงไม่ได้เป็นเพียงการชื่นชมการแสดง แต่คือการมอบพลังให้แก่ความพยายามของเด็ก ๆ ทุกคน

ท้ายที่สุดแล้ว คอนเสิร์ต “กลางใจไทยนิรันดร์” ได้ฝากบทเรียนอันล้ำค่าไว้ให้นักเรียนรุ่งอรุณทุกคน นั่นคือ “บทเรียนชีวิต” ที่สอนให้พวกเขารู้จักวินัย ความอดทน และความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นความทรงจำที่จะจดจำไว้ตลอดไปในฐานะเวทีแห่งศิลปะ…และเวทีแห่งการเติบโตของหัวใจ

ขอบคุณภาพจาก โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school และ ผู้ปกครองอาสา

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานนิทรรศการและสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ “ARTแฮง” ประจำปี 2569 ขนทัพผลงานนิสิตสาขาสื่อนฤมิตจัดแสดงสู่สาธารณะ มุ่งยกระดับทักษะวิชาชีพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสื่อสร้างสรรค์ร่วมสมัย

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาวิชาการ นิทรรศการ ประกวดแข่งขัน และเผยแพร่ผลงานนิสิตสาขาวิชาสื่อนฤมิต (Creative Media) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สืบศิริ แซ่ลี้ ผู้รับผิดชอบโครงการ พร้อมด้วยคณาจารย์ และนิสิตผู้สนใจเข้าร่วมงาน ณ ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.สืบศิริ แซ่ลี้ เปิดเผยว่า กิจกรรม “ARTแฮง” ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลดปล่อยศักยภาพของนิสิต ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์และการออกแบบที่เป็นระบบ เรามุ่งเน้นให้นิสิตสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ต้องมีความแปลกใหม่ สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาในสังคมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสื่อในมิติต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานกราฟิกดีไซน์และสื่อสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้รอบด้าน ได้แก่ การสัมมนาเชิงวิชาการ ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า อาทิ อาจารย์วิชิต วัฒนานนท์ จากสาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผศ.ดร.ปรีชา สาคร จากภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มมส มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเทรนด์การออกแบบสื่อระดับสากล

นิทรรศการผลงานนิสิต ที่ครอบคลุมหลากหลายแขนง เช่น Interactive Media, Graphic Design, และ Multimedia Content ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม จัดแสดงผลงานให้ชมที่ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนำนิทรรศการออกเคลื่อนที่ไปจัดแสดงที่ ศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ อ.เมือง จ.มหาสารคาม ระหว่างวันที่ 28 -29 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่ผลงาน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นิสิตมีความพร้อมก้าวสู่โลกการทำงานอย่างมืออาชีพ โดยเน้นการพัฒนาทักษะ Soft Skills และ Hard Skills ควบคู่กันไป เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล” รศ.ดร.สืบศิริ กล่าว

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เดินหน้าประกันคุณภาพภายนอกในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้กับสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวนกว่า 2,945 แห่ง ทั่วประเทศ  ในรูปแบบการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง Virtual Visit ซึ่งเป็นการตรวจเยี่ยมและประเมินผ่านระบบออนไลน์ เพื่อปรับวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ลดภาระและค่าใช้จ่ายให้กับสถานศึกษา แต่ยังคงเน้นหลักการในการตรวจสอบความสอดคล้องกับระบบประกันคุณภาพภายในและการนำไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริง

โดยการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริงนี้จะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการตรวจสอบและเก็บรวบรวมหลักฐาน โดยมีกระบวนการที่เน้นการลดภาระของสถานศึกษา แต่ยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพของการประเมินคุณภาพภายนอกด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ซึ่งก่อนการลงพื้นที่ประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง คณะผู้ประเมินภายนอกจะนัดประชุมกับสถานศึกษาผ่านระบบประชุมทางไกล เพื่อกำหนดวันลงพื้นที่แบบเสมือนจริง และข้อมูลที่ผู้ประเมินภายนอกต้องการในวันลงพื้นที่เสมือนจริง เช่น การสัมภาษณ์ผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้เรียน ตลอดจนการเยี่ยมชมห้องเรียน สถานที่ต่างๆ ภายในสถานศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมจากการตรวจสอบเอกสารดิจิทัล

น.ส.จิรสุดา สำเลิศรัมย์ ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานวิชาการ โรงเรียนบ้านตลาดโพธิ์ “ศรีตลาดโพธิ์” จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านตลาดโพธิ์ “ศรีตลาดโพธิ์” เป็นสถานศึกษาขนาดเล็กเปิดสอนตั้งแต่อนุบาลชั้นปีที่ 2 ถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 โดยสถานศึกษาเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ในรูปแบบการประเมินเสมือนจริง Virtual Visit สามารถลดภาระการจัดเตรียมเอกสารได้จริง โดยครูผู้สอนเพียงอัปโหลดไฟล์แผนและผลการดำเนินงานต่างๆ เข้าในกูเกิลไดรฟ์ เพื่อให้ผู้ประเมินภายนอกได้ศึกษาก่อนการประเมินเสมือนจริง

สิ่งที่ประทับใจอย่างหนึ่งในการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งนี้ คือการสัมภาษณ์ผู้เรียน ซึ่งเป็นตัวแทนจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 โดยมีตัวอย่างคำถาม เช่น ผู้เรียนชอบเรียนวิชาอะไร ครูผู้สอนสอนสนุกหรือไม่ ครูผู้สอนมีการใช้สื่ออะไรบ้าง ผู้เรียนชอบมาโรงเรียนหรือไม่ เคยได้ไปทัศนศึกษาที่ไหนบ้าง โตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร แล้วผู้เรียนแต่ละคนมีแนวทางการเรียนอย่างไรถึงจะไปสู่เป้าหมายตามอาชีพในฝันได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประเมินภายนอกให้ความสนใจมากคือเรื่องความปลอดภัย ผู้ประเมินภายนอกได้มีการสอบถามเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา ทั้งแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อมรับมือเหตุการณ์ต่างๆ การจัดเตรียมห้องพยาบาล หรือมุมพยาบาลของผู้เรียน

โดยภายหลังการประเมินฯเสร็จสิ้น สถานศึกษาได้ประชุมเพื่อพิจารณานำผลการประเมินฯมาปรับใช้ โดยแบ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ กับสิ่งที่สามารถปรับได้ทันที เช่น การจัดมุมพยาบาลของผู้เรียนด้านการศึกษาปฐมวัย จากเดิมที่ใช้ร่วมกันกับผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นต้น ดังนั้นตนจึงมองว่าการประเมินคุณภาพภายนอกแบบ Virtual visit มีประโยชน์กับสถานศึกษาและครูผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ต้องมีการจัดเตรียมเอกสารและสถานที่ ถือเป็นการลดภาระสถานศึกษาได้แท้จริง

น.ส.ณฬรรฐภรณ์ ปัญญางาม ครูโรงเรียนศรียาภัย 2 จ.ชุมพร กล่าวว่า โรงเรียนศรียาภัย 2 เป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ดังนั้น ทางสถานศึกษาจึงได้มีการประสานไปยังสถานศึกษาขนาดใหญ่ที่เป็นพันธมิตรในพื้นที่ เพื่อขอยืมอุปกรณ์สารสนเทศมารองรับการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง Virtual Visit โดยในวันลงพื้นที่ประเมินฯ ทางสถานศึกษาใช้เพียงโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องในการเปิดกล้องให้ผู้ประเมินภายนอกได้ตรวจประเมินแบบเสมือนจริง

สิ่งที่ประทับใจในการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งนี้คือ ผู้ประเมินภายนอกให้ความสนใจกับการดำเนินงานของสถานศึกษาในทุกมิติ เช่น ครูผู้สอนมีการใช้สื่อการเรียนการสอนอะไรบ้าง ผู้เรียนมีการตอบสนองต่อสื่อการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบอย่างไร ตลอดจนแผนการจัดการเรียนการสอน พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะ การสัมภาษณ์ผู้ปกครอง เช่น ผู้ปกครองเคยเห็นบุตรหลานทำกิจกรรมอะไรบ้าง หรือครูผู้สอนได้เคยพูดถึงปัญหาของบุตรหลานให้ผู้ปกครองฟังหรือไม่

ดังนั้น ตนจึงมองว่าการประเมินคุณภาพภายนอกในรูปแบบเสมือนจริง Virtual Visit ของ สมศ. ในครั้งนี้มีประโยชน์และเหมาะสมกับสถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างเป็นรูปธรรม เพราะ 1.ช่วยให้การดำเนินงานมีความเรียบง่ายและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2.ลดภาระในการจัดทำเอกสารจำนวนมาก ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการส่งผ่านข้อมูล 3.เป็นกระบวนการที่เน้นการประเมินเพื่อพัฒนา มากกว่าการเน้นการตัดสินผล 4.กระตุ้นและส่งเสริมให้สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและประกันคุณภาพภายในอย่างต่อเนื่อง และ 5.สะท้อนข้อมูลจุดแข็งและจุดอ่อนเพื่อให้สถานศึกษาเป็นแนวทางไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดี และนวัตกรรม

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพัศพงศ์ ชมเชย นิสิตเก่าหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA Executive) และนิสิตปริญญาเอก หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (สหสาขาวิชา) หรือ CUTIP สร้างชื่อเสียงบนเวทีนวัตกรรมระดับโลก The 51st  International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส จากผลงานนวัตกรรม BlueSalt+” ซึ่งเข้าร่วมการประกวดในหมวด Class Q (Paramedical, Health, Nutrition and Personal Care) สามารถคว้ารางวัลใหญ่ได้ถึง 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลเหรียญทองเกียรติยศสูงสุด (Gold Medal with the Congratulations of the Jury) ซึ่งเป็นการตัดสินและยกย่องอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการนานาชาติ และรางวัลประกาศเกียรติคุณพิเศษ (NRCT Honorable Mention Award) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

นายพัศพงศ์ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ว่า เกิดจากการต่อยอดความสำเร็จของ “SmartSalt” (นวัตกรรมเครื่องปรุงรสสำหรับน้ำซุปชาบูลดโซเดียม) ที่เคยคว้ารางวัลเหรียญทองและรางวัล Special Awards จากเวที Silicon Valley ในปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพจากการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐานโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปถึงความต้องการที่แท้จริงของตลาด พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไม่สามารถลดโซเดียมได้สำเร็จ คือ “Taste Trade-off” หรือการสูญเสียรสชาติความอร่อย

“เราเปลี่ยนโจทย์ใหม่ทั้งหมด แทนที่จะหาสารทดแทนความเค็มที่มักทิ้งรสขมเฝื่อน เราเลือกที่จะผสานเทคโนโลยีขั้นลึก (Deep Tech) เข้ากับศาสตร์ด้านระบบประสาทสัมผัส (Neuro-sensory) เพื่อปรับเปลี่ยนการรับรู้รสชาติของสมองมนุษย์โดยตรง” นายพัศพงศ์ กล่าว

ความโดดเด่นที่ทำให้ BlueSalt+ นวัตกรรมผลึกเกลือไฮบริดแห่งอนาคต คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดจากเวทีเจนีวา คือการผสานองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมระดับจุลภาค (Precision Nano-engineering) เพื่อออกแบบ “ผลึกเกลือโซเดียมต่ำไฮบริด” รูปแบบใหม่ ที่ทำงานร่วมกับฐานทรัพยากรชีวภาพ (Bio-based Material) เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับระบบประสาทสัมผัสโดยตรง ด้วยกลไกการนำส่งรสชาติที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ นวัตกรรมนี้สามารถกระตุ้นการรับรู้รสเค็มและรสอูมามิบนตัวรับรสของลิ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคยังคงสัมผัสได้ถึงรสชาติอาหารที่อร่อยกลมกล่อมตามธรรมชาติ แม้จะลดปริมาณโซเดียมลงได้สูงถึง 40-50% ก็ตาม

นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ธุรกิจ B2B และความยั่งยืนระดับสากล ในมิติของการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดย BlueSalt+ ถูกออกแบบมาให้มีความพร้อมในการขยายผลระดับอุตสาหกรรม สามารถนำไปใช้แทนเกลือทั่วไปได้ในอัตราส่วน 1:1 โดยไม่ต้องปรับสูตรอาหารเดิม ตอบโจทย์กลุ่มผลิตภัณฑ์ Clean-Label อาหารสำหรับผู้สูงอายุ และโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นอกจากนี้ การใช้วัตถุดิบฐานชีวภาพยังช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

 “ความตั้งใจสูงสุดของการเดินทางมาร่วมแข่งขันบนเวทีโลกในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายในการคว้าเหรียญทอง แต่คือการท้าทายและก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง เพื่อพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ที่สุด ผมเชื่อมั่นว่านวัตกรรมที่ดีไม่ได้วัดคุณค่าแค่ในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องสามารถยกระดับคุณค่าชีวิตของผู้คน และเป็นเครื่องมือที่ใช้แก้ไขปัญหาจริงของสังคมได้อย่างยั่งยืน ขอขอบคุณหลักสูตร CUTIP และ หลักสูตร MBA จุฬาฯ ที่เป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ ทั้งในการบ่มเพาะวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม และการติดอาวุธด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ จนทำให้ BlueSalt+ สามารถเปลี่ยนแนวคิดเชิงวิจัย ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันบนเวทีโลกและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง” นายพัศพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์’เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

'ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์'เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

‘ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์’เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์กรสีเขียว – ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและวางรากฐานการอนุรักษ์พลังงานในอนาคต วาระสำคัญในครั้งนี้ประกอบด้วยการรายงานผลการตรวจสอบและรับรองรายงานการจัดการพลังงาน ประจำปี 2567 และปี 2568 รวมถึงการตรวจประเมินภายในองค์กร เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์จุดแข็งและข้อบกพร่องในการดำเนินงานที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมกองอาคารสถานที่และบริการ

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม ‘จิบกาแฟ’ แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม 'จิบกาแฟ' แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม ‘จิบกาแฟ’ แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมผลงาน – ดร.ปรีชา ภู่สมบัติขจร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ พร้อมคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาและตัวแทนสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม “จิบกาแฟ” แลการศึกษา จ.อุตรดิตถ์ โดยได้รับเกียรติจากนายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานพร้อมเยี่ยมชมผลงานของนักเรียน นักศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ที่นำมาจัดแสดงผลงาน ณ โดมเสาธง วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์

มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชวนชวนน้อง ๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เวลาช่วงปิดเทอมให้คุ้มค่า กับ “คอร์สออนไลน์ยอดฮิต” ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะรอบด้าน ทั้งวิชาการ ภาษา อาชีพ และทักษะชีวิต เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา แบบ Self-Paced พร้อมรับประกาศนียบัตร (ตามเกณฑ์ที่กำหนด) เพื่อใช้ต่อยอด Portfolio และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

หลักสูตรเด่นที่เปิดให้เรียน ครอบคลุมหลากหลายความสนใจ โดยเริ่มจาก คณิตศาสตร์ทั่วไป (General Mathematics 1) ที่เน้นการปูพื้นฐานสำคัญสำหรับสายวิทย์-คณิต ผู้เรียนจะได้ฝึกแก้ระบบสมการเชิงเส้นด้วยเมทริกซ์ เรียนรู้การสร้างแบบจำลองกำหนดการเชิงเส้น วิเคราะห์และร่างกราฟของฟังก์ชัน รวมถึงเข้าใจแนวคิดเรื่องลิมิต ความต่อเนื่อง และการหาอนุพันธ์ทั้งในเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ เช่น การประมาณค่าเชิงเส้นและการหาค่าสูงสุด-ต่ำสุด โดยใช้เวลาเรียนรวม 30 ชั่วโมง (เฉลี่ย 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์)

ด้านภาษา Real World English A1 มุ่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษพื้นฐานทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ผ่านการเรียนรู้แบบ Interactive ที่เน้นการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น การแนะนำตัว การสอบถามข้อมูล การสั่งอาหาร และการสนทนาทั่วไป พร้อมเสริมโครงสร้างไวยากรณ์และคำศัพท์ที่จำเป็น ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจสายสุขภาพ หลักสูตร “ใครอยากเรียนทันตแพทย์…ยกมือขึ้น!” จะช่วยเปิดมุมมองสู่โลกของวิชาชีพทันตแพทย์อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการทำงานจริงของทันตแพทย์ในหลากหลายบริบท การเรียนการสอนในคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงการทดลองเรียนเนื้อหาพื้นฐานและการเรียนรู้เกี่ยวกับจรรยาบรรณในวิชาชีพ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองมากขึ้น และสามารถวางแผนการศึกษาต่อได้อย่างเหมาะสม (แนะนำให้มีพื้นฐานชีววิทยาระดับมัธยมปลาย)

ขณะเดียวกัน หลักสูตร รู้ทันกลโกง ป้องกันภัยออนไลน์ ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล โดยผู้เรียนจะได้ทำความเข้าใจรูปแบบภัยคุกคามออนไลน์ เช่น การหลอกให้โอนเงิน การปลอมแปลงตัวตน และการแอบอ้างหน่วยงาน พร้อมเรียนรู้วิธีตรวจสอบข้อมูล การรับมือเมื่อเผชิญเหตุ และบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปกป้องตนเองและผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งหลักสูตรที่น่าสนใจคือ ชีวิตสมัยใหม่กับแอนิเมชัน ซึ่งจะพาผู้เรียนสำรวจบทบาทของแอนิเมชันในโลกปัจจุบัน ทั้งในด้านการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และการแสดงออกทางอัตลักษณ์ พร้อมเชื่อมโยงกับเส้นทางสายวิชาการและอาชีพในอนาคต เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจสายครีเอทีฟ สื่อดิจิทัล และการพัฒนาทักษะเชิงสร้างสรรค์

ทุกหลักสูตรเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป สามารถเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่นตามเวลาของตนเอง ไม่เพียงช่วยเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเป็นโอกาสในการค้นหาความสนใจและเตรียมความพร้อมสู่การเรียนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมั่นใจ

ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือเว็บไซต์ [https://www.lifelong.cmu.ac.th](https://www.lifelong.cmu.ac.th)

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

เอกอัครราชทูตอียิปต์ ร่วมบรรยายพิเศษในหลักสูตร ‘บยร.รุ่นที่ 1’

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการจัดอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ” (บยร.) รุ่นที่ ๑ ณ ห้องบรรยาย ชั้น ๑ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (อาคารบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์)โดยเชิญวิทยากรพิเศษ  H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทยบรรยายในหัวข้อ”นโยบายต่างประเทศของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์กับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน” เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก เนื่องจาก อียิปต์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสมาชิก คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ทำให้ทราบข้อมูลโดยตรง ทำให้ผู้เข้ารับการอบรม ได้รับความรู้อย่างกว้างขวาง หลายประเด็นโดยรวม อาทิเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ของสาธารณรัฐอาหรับ อิจิปต์ รวมถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมกันถามปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความสนใจยิ่ง โดยมีท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ศ.ดร.นครินทร์ เมฒไตรรัตน์ ท่านตุลาการ  อุดม สิทธิวิรัชธรรม ให้การต้อนรับและร่วมฟังคำบรรยาย ท้ายสุดเมื่อจบการบรรยาย วรเดช วีระเวคินเป็นผู้กล่าวขอบคุณ

สำหรับผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนี้ ล้วนเป็นบุคคลภายในศาลรัฐธรรมนูญ 25 คนและมีผู้แทนจากศาลปกครอง 1 คนผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรม 1 คน และผู้แทนจากผู้ตรวจการแผ่นดิน 1 คน รวมจำนวน 28 คน โดย บยร.รุ่นที่ 1 นี้  ได้เลือก ภรณี ลีนุตพงษ์  ผู้เชี่ยวชาญประจำตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ท่าน บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์) เป็นประธานรุ่น

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

มนพ. จับมือ สธ. ผลิตแพทย์ป้อนระบบ 10 ปี แก้ปัญหาการขาดแคลน – กระจายแพทย์

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพระบบสาธารณสุข และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาค โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนามกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มี ผศ.ดร.รุ้งลาวัลย์ เอี่ยมกุศลกิจ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประกันคุณภาพการศึกษา รักษาราชการรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ พร้อมด้วย นพ.อภิวัฒน์ บัณฑิตย์ชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตแพทย์ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาแพทย์ในอนาคต โดยความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลาต่อเนื่อง 10 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและระบบบริการสาธารณสุข ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตแพทย์ให้มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม จริยธรรม ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดี มนพ. กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ มนพ. จะรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 1-3 (ระดับปรีคลินิก) และศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาลนครพนมจะรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 4-6 (ระดับคลินิก) เริ่มรับนักศึกษาปีแรก ปีการศึกษา 2571 ปีละ 24 คน โดยมหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งอาจารย์แพทย์ของโรงพยาบาลเป็นอาจารย์พิเศษและสนับสนุนความก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการ และร่วมกับศูนย์แพทย์ฯ ในการจัดทำแผนพัฒนาอาจารย์แพทย์ด้านแพทยศาสตรศึกษาและทางคลินิกเพื่อเข้าร่วมประชุม ศึกษาฝึกอบรม ดูงาน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมให้ศูนย์แพทย์ฯ มีศักยภาพครบทุกด้านเพื่อให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์และตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2569–2578) โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนแพทย์เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ – ดาวอังคาร

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ - ดาวอังคาร

GISTDA ดันไทยร่วม NASA ในโปรเจกต์ยักษ์ ‘Artemis’ ลุยสำรวจดวงจันทร์ – ดาวอังคาร

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ จัดการประชุมระดับชาติสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เครือข่ายความร่วมมือการวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการสำรวจอวกาศ Artemis Program” โดยมี ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีและมี ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA ,ผู้แทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ,ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้อง Infinity Ballroom 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมอวกาศโลกกำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากอดีตที่เทคโนโลยีอวกาศถูกผูกขาดโดยองค์กรรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่แห่ง แต่วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค New Space Economy” หรือ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ ที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้สร้างระบบจรวด ดาวเทียม และให้บริการโมเดลธุรกิจใหม่ๆที่ใช้ประโยชน์จากอวกาศได้อย่างไร้ขีดจำกัด

สำหรับ GISTDA การสร้างและเสริมขีดความสามารถด้านอวกาศของไทยให้ไปไกลมากกว่าเดิม คือพันธกิจหลักที่เรามุ่งมั่นทำให้เกิดขึ้นจริงมาโดยตลอด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี นับตั้งแต่สิ้นสุดโครงการ Apollo ที่เรากำลังจะได้เห็นสหรัฐอเมริกาประกาศส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง ภายใต้โครงการ Artemis ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แค่การไปเยือน แต่คือการสร้าง ‘เศรษฐกิจบนดวงจันทร์’ (Lunar Economy) และใช้เป็นฐานที่มั่นในการสำรวจดาวอังคารต่อไป”

การบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้ ต้องอาศัยการยกระดับระบบนิเวศอวกาศ (Space Ecosystem) แบบก้าวกระโดดและครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวกรรมจรวด ยานอวกาศ เทคโนโลยีการลงจอด ระบบสนับสนุนการดำรงชีพของนักบินอวกาศ ระบบพลังงาน เชื้อเพลิง การสื่อสารขั้นสูง การทำเหมืองแร่บนดวงจันทร์ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านการแพทย์อวกาศ วัสดุศาสตร์ และชีววิทยา นี่คือขุมทรัพย์ทางความรู้และเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมโลก และเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วม ไม่ใช่ในฐานะผู้ชม แต่ในฐานะผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ การจัดสัมมนาในวันนี้นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งในการผลักดันขีดความสามารถด้านอวกาศของไทย เป็นการรวบรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและงานวิจัยจากเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ มาวิเคราะห์จุดแข็งร่วมกัน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดว่า ประเทศไทยจะมีบทบาทในส่วนใดของโครงการสำรวจอวกาศนานาชาติได้บ้าง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับองค์ความรู้ให้ทัดเทียมระดับสากล ซึ่งผลลัพธ์อันล้ำค่าจากการระดมความคิดเห็นด้านเทคนิคในวันนี้ จะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุม แต่จะถูกนำไปต่อยอดเป็น “สมุดปกขาว” หรือข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลัง เพื่อนำไปใช้ประกอบการเจรจากับตัวแทนจากสหรัฐอเมริกา นำโดย NASA เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้โครงการ Artemis อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทย

“ไม่ใช่คนทุกเจเนอเรชันที่จะได้มีโอกาสเติบโตและใช้ชีวิตร่วมกับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์เหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า Artemis II จะทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ผมเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่า หากพวกเราทุกภาคส่วนร่วมมือกันเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยี ธงชาติไทย และการมีส่วนร่วมของคนไทย ปรากฏอยู่ในภารกิจ Artemis III หรือ Artemis IV อย่างแน่นอนก้าวต่อไปของ GISTDA และเครือข่ายพันธมิตรทั้ง 40 องค์กร คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในวันนี้ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และยืนยันให้ประชาคมโลกเห็นว่า “ศักยภาพของคนไทย สามารถก้าวไกลไปถึงดวงจันทร์”