‘สพฐ.’เสียงอ่อยปล่อย’สกสค.’ ค้างค่าลิขสิทธิ์จนหนี้พอก200ล้าน แถมไม่เคยทวง-ไร้สัญญา

'สพฐ.'เสียงอ่อยปล่อย'สกสค.' ค้างค่าลิขสิทธิ์จนหนี้พอก200ล้าน แถมไม่เคยทวง-ไร้สัญญา

‘สพฐ.’เสียงอ่อยปล่อย’สกสค.’ ค้างค่าลิขสิทธิ์จนหนี้พอก200ล้าน แถมไม่เคยทวง-ไร้สัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.17 น.

‘กมธ.ป.ป.ช.’ มึน ‘สพฐ.’ เพิ่งตื่น ร่อนหนังสือทวงหนี้ ‘สกสค.’  หลังปล่อยค้างจ่ายค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนตั้งแต่ปี 59 จนหนี้พอก 200 กว่าล้านบาท รับที่ผ่านมาไม่เคยทวง-ไร้สัญญา เซ็ง ‘ผู้แทน สพฐ.’ ไม่เตรียมเอกสารมาประกอบการชี้แจง เรียก ‘เลขาธิการ กพฐ.’ มาแจงซ้ำ พร้อมเชิญ ‘อธิบดีบัญชีกลาง’ ร่วมให้ข้อมูลสัปดาห์หน้า

16 ต.ค.68 ในการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. เป็นประธานในที่ประชุม มีวาระพิจารณาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้แทนเลขาธิการ กพฐ.เข้าชี้แจง กรณีที่ องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ที่ สพฐ.เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ช่วงต้น นายปรีติ เจริญศิลป์ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.ป.ป.ช. คนที่ 5 ได้สอบถามถึงหลักการในการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้กับหน่วยงานต่างๆ ที่นำไปผลิตหนังสือแบบเรียน และขอข้อมูลในส่วนค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนหลักสูตรที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระอยู่

ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงว่า การเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้นั้นเป็นการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้ในการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 โดยกำหนดให้ สพฐ.นำส่งต้นฉบับพร้อมลิขสิทธิ์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียน ซึ่งในส่วนขององค์การค้าของ สกสค. ที่มีหน้าที่ในการผลิตหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการทุกปีการศึกษา ต้องชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนแยกตามระดับชั้น ในอัตราร้อยละ 3, 5, 10 และ 15 โดยยอมรับว่า ปัจจุบัน องค์การค้าของ สกสค. ได้ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ให้กับ สพฐ.อยู่ราว 200 กว่าล้านบาท โดยเป็นยอดค้างชำระสะสมมาตั้งแต่ปี 2559

ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงด้วยว่า เนื่องจากที่ผ่านมา สพฐ.ไม่ได้ทำการทวงถาม จึงไม่ทราบว่าเหตุใดองค์การค้าของ สกสค.จึงไม่ได้ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้กับ สพฐ. มีเพียงช่วงโควิด-19 เท่านั้นที่แจ้งขอผลัดชำระเข้ามา อย่างไรก็ตามเมื่อช่ว งต้นเดือน ต.ค.2568 สพฐ.ได้ทำหนังสือแจ้งเตือน องค์การค้าของ สกสค. ให้ดำเนินการชำระค่าลิขสิทธิ์ที่ค้างชำระ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับเบี้ยปรับ ซึ่งทางองค์การค้าของ สกสค.ก็ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาว่า จะทยอยชำระให้เดือนละ 3 ล้านบาท และชำระร้อยละ 40 ของจำนวนจ้างพิมพ์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ที่ผ่านมา สพฐ.และองค์การค้าของ สกสค.ไม่ได้มีการทำสัญญาเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนระหว่างกันตามที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้ในการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 กำหนด โดยยึดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวเป็นหลักปฏิบัติเท่านั้น

ทั้งนี้ กมธ.บางรายได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ องค์การค้าของ สกสค.ไม่ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ให้แก่ สพฐ.ตามที่กำหนดในแต่ละปีนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อหน่วยงานอื่นๆ ทั้งรัฐและเอกชนที่ผลิตและจำหน่ายหนังสือแบบเรียนเล่มที่ซ้ำกับองค์การค้าของ สกสค. แต่ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรหรือสื่อการเรียนรู้ให้แก่ สพฐ.ตามกำหนดทุกปี ส่งผลให้องค์การค้าของ สกสค.มีต้นทุนการผลิตหนังสือแบบเรียนที่ต่ำกว่า จึงเสนอให้เชิญ กรมบัญชีกลาง มาสอบถามว่า การที่ สพฐ.ไม่ทวงถามหนี้ชำระค่าลิขสิทธิ์หลักสูตรจาก องค์การค้าของ สกสค. รวมถึงการที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีเข้าข่ายมีความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร รวมถึงอาจเข้าข่ายพฤติกรรมทุจริตด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมวันนี้ ทางผู้แทน สพฐ.ไม่ได้เตรียมเอกสารต่างๆ ที่อ้างอิงมาประกอบการชี้แจง โดยระบุว่า เพิ่งได้รับมอบหมายเลขาธิการ กพฐ.ให้มาชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช.อย่างกะทันหัน ทางที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช. จึงได้ขอให้ทาง สพฐ.นำส่งเอกสารต่างๆ ให้ กมธ.ป.ป.ช.โดยเร็ว และจะเชิญ เลขาธิการ กพฐ.มาชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญ อธิบดีกรมบัญชีกลาง มาให้ข้อมูลประกอบในการประชุม กมธ.ป.ป.ช.ในวันที่ 22 ต.ค.2568 ด้วย.

‘ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง’กลายเป็น‘วลีไวรัล’เขย่าวงการหนังสือ เจนฯใหม่ดันยอดมหกรรมหนังสือฯฟีเวอร์!

‘ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง’กลายเป็น‘วลีไวรัล’เขย่าวงการหนังสือ เจนฯใหม่ดันยอดมหกรรมหนังสือฯฟีเวอร์!

‘ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง’กลายเป็น‘วลีไวรัล’เขย่าวงการหนังสือ เจนฯใหม่ดันยอดมหกรรมหนังสือฯฟีเวอร์!

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.35 น.

3 วันสุดท้าย! นักอ่านทะลัก‘ซื้อไว้ก่อน อ่านทีหลัง’กลายเป็น‘วลีไวรัล’ เขย่าวงการหนังสือ เจนฯใหม่ปลุกพลังอ่าน ดันยอดงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 30 ฟีเวอร์!

โค้งสุดท้าย “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ร้อนแรงกว่าทุกปี “ซื้อไว้ก่อน…อ่านทีหลัง” กลายเป็น “วลีไวรัล” แห่งวงการหนังสือ นักอ่านทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ภายใต้บรรยากาศคึกคักทุกฮอลล์ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ในฐานะผู้จัดงานสุดปลื้ม เดินหน้าสร้างกระแสการอ่าน ปลุกพลัง “ตัวอักษร” ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ 3 วันสุดท้าย! ถึง 19 ตุลาคม เวลา 10.00–21.00 น. ฮอลล์ 5–7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ปีนี้นอกจากความคึกคักของยอดนักอ่านเจนฯ ใหม่ที่เพิ่มขึ้น ภายในงานยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะ “PUBAT Contest 2568” ศึกเล่านิทานแชมป์ชนแชมป์รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งเด็ก เยาวชน ครู และผู้ปกครองทั่วประเทศ

เวทีเด็กไทย “เล่านิทานด้วยหัวใจ” ปลุกพลังความดีสู่สังคม กิจกรรม “PUBAT Contest 2568” รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ โดยมีเยาวชนผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวน 7 คน จากทั่วประเทศ ร่วมประชันความสามารถในการเล่านิทานที่สอดแทรกสาระ จริยธรรม และจินตนาการสร้างสรรค์

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของ ด.ญ.นันท์นภัส หลิมศิโรรัตน์ โรงเรียนธิดานุเคราะห์ ตัวแทนจากหาดใหญ่บุ๊คแฟร์ ด้วยเรื่องราวการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรณรงค์ไม่ทิ้งขยะ ถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงและพลังแห่งจินตนาการอย่างทรงพลัง จนทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ รับทุนการศึกษาจำนวน 10,000 บาท พร้อมทุนซื้อหนังสือในงาน 5,000 บาท ถ้วยรางวัล และใบประกาศนียบัตร

ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ด.ญ.สิญานันท์ เข็มจินดา โรงเรียนต้นกล้า ตัวแทนจากเชียงใหม่บุ๊คแฟร์ รับทุนการศึกษา 7,000 บาท และทุนซื้อหนังสือ 3,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ด.ญ.ชัญญรัตน์ สุขสัมพันธ์ โรงเรียนอนุบาลจันทบุรี ตัวแทนจากเทศกาลหนังสือจันทบุรี รับทุนการศึกษา 3,000 บาท และทุนซื้อหนังสือ 2,000 บาท

ส่วนผู้ได้รับรางวัลชมเชยอีก 4 ท่าน ได้รับทุนการศึกษาและทุนซื้อหนังสือในงานท่านละ 1,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร

#ส่องเทรนด์หนังสือ “ขายดี–โปรแรง–ใกล้หมด” จากบูทดังทั่วฮอลล์

ปีนี้งานมหกรรมหนังสือฯ เต็มไปด้วยกระแสตอบรับล้นหลามจากผู้อ่านทุกวัย หนังสือหลากแนวขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หลายบูทต้องเร่งรีสต็อกทันที

เริ่มจากบูท (F32) สำนักพิมพ์ยิปซี กรุ๊ป โดย คุณคธาวุฒิ เกนุ้ย นำเสนอผลงานระดับโลกของ Jared Diamond ทั้ง “GUNS, GERMS, AND STEEL : ปืน เชื้อโรค เหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์” และ “Collapse : ล่มสลาย ไขปริศนาความล่มจมของอารยธรรม” พร้อมซีรีส์ประวัติศาสตร์โลกฉบับย่อ ดีไซน์ปกสะดุดตา เน้นงานออกแบบเรียบเท่แต่ทรงพลัง

ไปต่อที่บูท (E31) 13357 Publishing จัดโปรพิเศษ Boxset “ฝาแฝดยอดนักสืบ” จากปลายปากกาของ กิตติศักดิ์ คงคา ลดเหลือเพียง 930 บาท จากราคาปกติ 1,200 บาท โดยเล่มขายดีอันดับ 1 “อาชญรีเยนต์” ยังมีให้จับจอง พร้อมผลงานใหม่ “แมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ” จาก “หนุ่มเน” สมาชิกวง PERSES ที่มาร่วมถ่ายทอดผลงานการเขียนครั้งแรก เหลือในสต็อกไม่ถึง 100 เล่ม

บูท (G02) สำนักพิมพ์แจ่มใส ยังคงครองใจนักอ่านด้วยโปร “ช้อป 1 แถม 2” นิยายแปลจีนยอดฮิต “สามีข้ากลายเป็นท่านอาเสียแล้ว” 3 เล่มจบ ขายดีจนต้องเติมสต็อกแทบไม่ทัน พร้อมเล่มแฟนตาซีอันดับหนึ่ง “เพอร์ซีย์ แจ็กสัน โทสะแห่งเทพีสามเศียร” พิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต KBANK, SCB, CardX, Krungsri, BBL และ KTC ผ่อน 0% นาน 3 เดือน เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท

สายเตรียมสอบต้องแวะบูท (F08) Infopress กับเล่ม “สรุปสอบ ก.พ. ภาค ก ระดับ 3 ฉบับสมบูรณ์” ลดสูงสุดถึง 25% พร้อมของแถมพรีเมียมกระเป๋าผ้ามูลค่า 199 บาท

ขณะที่บูท (G31) สนพ. dotbooks / O2 / glow หนังสือแนวพัฒนาตนเองยังแรงต่อเนื่อง “Self Love วิธีรักตัวเองฉบับคนไม่สมบูรณ์แบบ” และ “The Lemonade Life จับให้มั่นคั้นให้สุด วิธีรับมือเมื่อชีวิตเปรี้ยวใส่” ขายดีจนใกล้หมด รวมถึงหนังสือ “ขอบคุณทุกๆ สิ่งที่ประกอบเป็นตัวเรา” ของนักเขียน NANPED ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม

บูท (E26) Wali Publishing กระแสดีเกินคาด “ไทยวิจิตร” เตรียมพิมพ์ครั้งที่ 2 หลังยอดขายหมด ในเวลาไม่กี่วัน พร้อมนิยาย “รอยรักในสายฝน” และ “Who’s There ไม่ใช่เธอ…ไม่ใช่ใคร” ที่แฟนนิยายต่างยกให้เป็น “สองเล่มห้ามพลาด” แห่งปี

#เหลือเพียง 3 วันสุดท้าย! ของงานหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ใครยังไม่ได้มา พลาดไม่ได้ เพราะโปรเด็ด–หนังสือดี–กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) ตั้งแต่วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00–21.00 น. ฮอลล์ 5–7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

มช.สร้างโมเดลต้นแบบ ‘Sustainovation’ ต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

มช.สร้างโมเดลต้นแบบ 'Sustainovation' ต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

มช.สร้างโมเดลต้นแบบ ‘Sustainovation’ ต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

มช. เดินหน้าร่วมมือกับภาคเอกชน สร้างโมเดลต้นแบบ “Sustainovation” ผสานพลังองค์ความรู้ เทคโนโลยี และชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อสังคม ต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนชั้นนำ มุ่งใช้ศักยภาพงานวิจัยของ มช. ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสร้างธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านการสร้าง ‘ระบบนิเวศนวัตกรรม (Sustainable Ecosystem)’ ที่เชื่อมโยงความยั่งยืนในทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการนำองค์ความรู้งานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์และการสร้างธุรกิจเพื่อพัฒนาสังคมแห่งความยั่งยืน” มุ่งส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ของ มช. ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ภายใต้แนวคิด“Sustainovation” หรือ “นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับการประยุกต์ใช้จริงในระดับพื้นที่ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Sustainable Ecosystem) ที่สามารถขยายผลไปสู่ระดับประเทศ โดยมีผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมด้วย นายวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามเป็นผู้แทนของทั้งสองฝ่าย พร้อมด้วยผู้บริหาร หน่วยงานพันธมิตร และสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอย่างคับคั่ง ณ Exhibition Hall อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว มช.โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนและเชื่อมโยงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับภาคเอกชน ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ (ERDI–CMU) และสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ (MRDI–CMU) เพื่อขับเคลื่อนโครงการนำร่องใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การคัดแยกและจัดการเศษอาหารด้วย BCG Model (Circular Economy Waste Management Model) 2) การสร้างถนนรักษ์โลกจากพลาสติกรีไซเคิล (Green Road) และ 3) การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมเพื่อสังคม (Start-up & SME Empowerment) ซึ่งถือเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมบูรณ์

ด้าน ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมช. ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้นั้น ได้สะท้อนบทบาทของมช. ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อรับใช้สังคม ผ่านการมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเซ็นทรัลพัฒนาฯ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำงานวิจัยออกจากห้องทดลอง สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทาง BCG และ Net Zero ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จึงเป็นต้นแบบของการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ มช. เดินหน้าตามพันธกิจการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่พร้อมผลักดันผลงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชนอย่างแท้จริง

นายวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เซ็นทรัลพัฒนาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาอย่าง มช. ซึ่งมีศักยภาพด้านวิจัยและเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยการลงนามในครั้งนี้นั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างธุรกิจ ชุมชน และงานวิจัย เพื่อผลักดันโมเดล Sustainovation ให้เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยการบูรณาการความรู้และนวัตกรรมเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ สู่กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

โดย มช. ได้มีการริเริ่มนำร่องโครงการต่างๆ อย่างเช่น Circular Economy Waste Management Modelซึ่งได้รับความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มช. (ERDI–CMU) และเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (ThaiCBN) โดยมุ่งปิดวงจรขยะเศษอาหารจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต เข้าสู่กระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ (CBG) เพื่อนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทดแทน พร้อมนำกากตะกอนจากการผลิตกลับมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพาะปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ผลผลิตที่ได้จะถูกนำกลับมาจำหน่ายใน “กาดหลวง” ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ซึ่งถือเป็นการสร้างคุณค่าร่วมในทุกขั้นตอน และเป็นต้นแบบของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนที่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน

อีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนความร่วมมือข้ามภาคส่วน คือ “Green Road – ถนนรักษ์โลกจากพลาสติกรีไซเคิล” ซึ่งเกิดจากการร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มช. (MRDI–CMU) และเทศบาลเมืองกระบี่ โดยได้นำขยะพลาสติก จำนวน 2.5 ตันและ ไบโอชาร์ (Biochar) 5.8 ตัน ที่ผลิตจากชีวมวลพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน มาเป็นส่วนผสมหลักในการก่อสร้างซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 25.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่  1,250 ต้นต่อปี ถือเป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสังคมไปพร้อมกัน

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการ Start-up & SME Empowerment ยังเป็นอีกความร่วมมือสำคัญที่ STeP ได้เข้ามามีบทบาทหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมรายย่อย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาทักษะด้านธุรกิจและการบริหารจัดการ รวมถึงการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่น ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

ไครโอวิวา ชู 3 มาตรฐาน AABB ร่วมเสวนาใหญ่ย้ำจุดยืนยกระดับ ‘Stem Cell Bank’

ไครโอวิวา ชู 3 มาตรฐาน AABB ร่วมเสวนาใหญ่ย้ำจุดยืนยกระดับ 'Stem Cell Bank'

ไครโอวิวา ชู 3 มาตรฐาน AABB ร่วมเสวนาใหญ่ย้ำจุดยืนยกระดับ ‘Stem Cell Bank’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

ไครโอวิวา ชู 3 มาตรฐาน AABB หนึ่งเดียวในไทย! ร่วมเสวนาใหญ่ย้ำจุดยืนยกระดับ “Stem Cell Bank” ด้วยคุณภาพ-จริยธรรม-นวัตกรรม หนุนงานวิจัยภาครัฐสู่มาตรฐานโลก

บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด ธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์ และผู้นำด้านนวัตกรรมสเต็มเซลล์ระดับโลก หนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับสามมาตรฐาน AABB ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ภาคเอกชนและการจัดการธนาคารชีวภาพเชิงพาณิชย์ ” ในการประชุมเชิงวิชาการ Biobank Excellence Workshop ยกระดับการจัดการธนาคารชีวภาพตามมาตรฐาน ISO 20387:2018 ด้วยจริยธรรมและนวัตกรรม ที่จัดโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ มหาวิทยาลัยมหิดล

นางจิรัญญา ประชาเสรี ประธานกรรมการบริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ไครโอวิวา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กว่า 20 ปีที่ ไครโอวิวา มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมธนาคารชีวภาพ และศักยภาพของบุคลากรมาอย่างต่อเนื่อง โดยยึดความถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย, หลักจริยธรรมในการดำเนินงาน และคุณภาพเป็นที่ตั้งเสมอมา และมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ทางด้านมาตรฐานคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนให้งานวิจัยของภาครัฐเป็นไปโดยสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล เพราะการดำเนินการทั้งหมดเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องอาศัยอุปกรณ์และองค์ความรู้เฉพาะ ดังเช่นในปัจจุบันที่เรามี MOU กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยพัฒนา ATMPs ในด้านต่าง ๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ เรายังมีการค้นคว้าพัฒนาหรือรับเอาเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่พิสูจน์แล้วมาพัฒนาการผลิต เพื่อให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพสูงในระดับสากล”

ปัจจุบัน ไครโอวิวาให้บริการ Private Banking สำหรับเฉพาะบุคคล ซึ่งมีการลงนาม Informed Consent จากลูกค้า เพื่อแจ้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ทราบตามมาตรฐานสากล AABB ทั้งนี้ ตามที่มีการกำหนดว่าผลิตภัณฑ์ที่ทางบริษัทฯ ผลิตนั้น จัดเป็นยาในกลุ่ม ATMPs บริษัทจึงกำลังอยู่ในแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนตามมาตรฐาน GMP สำหรับงานวิจัยและเชิงพาณิชย์ โดยเบื้องต้น ทางห้องปฏิบัติการได้รับใบอนุญาตสถานที่ผลิตยาในกลุ่ม MSC เรียบร้อยแล้ว และจะมีขั้นตอนการแจ้งผู้บริจาคตัวอย่างเนื้อเยื่อตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในแต่ละโครงการต่อไป

ที่ผ่านมา ไครโอวิวา มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับธนาคารชีวภาพของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับการแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะในด้านคุณภาพ ความโปร่งใส มาตรฐาน และความปลอดภัย ตามที่ได้รับการรับรองจาก AABB (Association for the Advancement of Blood and Biotherapies) หรือสมาคมธนาคารเลือดสหรัฐอเมริกา ทั้ง 3 สาขา หนึ่งเดียวในประเทศไทย ได้แก่ สาขาการจัดเก็บสเต็มเซลล์ การเพาะเลี้ยง และการจัดเก็บแหล่งตั้งต้นเซลล์ที่ได้รับการรับรอง  เราได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อให้มีเครื่องมือสำหรับการจัดเก็บและประมวลผลวัสดุชีวภาพที่มีคุณภาพสูงและคงสภาพสำหรับการวิจัยระยะยาว ตลอดจนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ ที่ใช้ทรัพยากรชีวภาพเป็นแพลตฟอร์มในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้ธนาคารชีวภาพของไทยก้าวขึ้นเป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญและน่าเชื่อถือในเวทีโลก

ด้านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ขั้นสูง ทั้งนี้ การทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการของไครโอวิวา เพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพให้ครอบครัว เป็นเป้าหมายสำคัญที่ไครโอวิวามุ่งมั่นมาโดยตลอด ผ่านการสื่อสารให้ความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสเต็มเซลล์ และโอกาสทางสุขภาพในอนาคต รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ความสำคัญของระบบคุณภาพระดับสากล อีกทั้งยังมีการจัดแพคเกจพิเศษสำหรับบริการระดับเริ่มต้นหรือบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้นอีกด้วยนอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึง ลดต้นทุนบริการ และเป็นหลักประกันสุขภาพในระยะยาวของครอบครัว เพื่อลดภาระทางสาธารณสุขของประเทศในอนาคต

-(016)

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรเดือดร้อนน้ำท่วม

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรเดือดร้อนน้ำท่วม

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรเดือดร้อนน้ำท่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก  ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชัยนาท-จังหวัดสิงห์บุรี 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค 
และถุงพระราชทานสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชัยนาท

วันที่ 16 ตุลาคม 2568  เวลา 08.56 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา  องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,925 ถุง และเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 71 ถุง ซึ่งถุงพระราชทานสำหรับเด็กจะแตกต่างจากถุงพระราชทานทั่วไป โดยบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ประกอบด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม  เป้อุ้มเด็ก  นมผง  อาหารเด็ก  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  สำลี  ฟองน้ำเช็ดตัว  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของจำเป็นสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชัยนาทต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอสรรพยา ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี  ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลโพนางดำออก อำเภอสรรพยา  จำนวน 2 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ  ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ   และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว 

วันเดียวกัน  เวลา 11.12 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา  องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,256 ถุง และเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 36 ถุง ซึ่งถุงพระราชทานสำหรับเด็กจะแตกต่างจากถุงพระราชทานทั่วไป โดยบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ประกอบด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม  เป้อุ้มเด็ก  นมผง  อาหารเด็ก  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  สำลี  ฟองน้ำเช็ดตัว  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภออินทร์บุรี ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี  ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี  จำนวน 2 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ  ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ   และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว 
 

แสงแห่งเสียง! Read For The Blind ส่งต่อ‘ผู้พิการทางสายตา’เห็นโลกผ่านเสียงใน‘มหกรรมหนังสือฯ’

แสงแห่งเสียง! Read For The Blind ส่งต่อ‘ผู้พิการทางสายตา’เห็นโลกผ่านเสียงใน‘มหกรรมหนังสือฯ’

แสงแห่งเสียง! Read For The Blind ส่งต่อ‘ผู้พิการทางสายตา’เห็นโลกผ่านเสียงใน‘มหกรรมหนังสือฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.15 น.

เสียงที่เปลี่ยนโลก! Read For The Blind อ่านด้วยใจ ส่งต่อด้วยรัก ให้‘ผู้พิการทางสายตา’เห็นโลกผ่านเสียงใน‘มหกรรมหนังสือฯ’ที่ศูนย์ฯสิริกิติ์

เหลือเวลาอีกเพียง 4 วันเท่านั้น! ขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “อ่านด้วยใจ ส่งต่อด้วยรัก” กับแอปพลิเคชัน Read For The Blind โครงการสร้างอาสาสมัครนักอ่าน เพื่อร่วมกัน “เปิดโลกแห่งตัวอักษรให้ผู้ที่มองไม่เห็น” ผ่านการอ่านบันทึกเสียง ส่งต่อความรู้ ความสุข และโอกาสอย่างเท่าเทียมในโลกหนังสือ

กิจกรรมนี้จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) โดยทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ และคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เพื่อผลักดันการอ่านให้เข้าถึงทุกมิติของสังคม

ในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) Read For The Blind และ มูลนิธิคนตาบอดไทย ได้ร่วมออกบูทพิเศษ เชิญชวนผู้ที่รักการอ่านมาร่วมเป็นอาสาสมัครทดลองบันทึกเสียงจริง พร้อมเปิดรับบริจาคหนังสือและทุนสนับสนุน เพื่อจัดทำหนังสือเสียงมอบให้ผู้พิการทางสายตาทั่วประเทศ กิจกรรมจัดต่อเนื่องถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ Booth A31 Hall 5 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

แอปพลิเคชัน Read For The Blind ถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงข้อมูลของคนตาบอด ด้วยแนวคิด “ให้เสียงกลายเป็นแสงแห่งการนำทาง” มอบเสียงอ่านจากใจของคนหนึ่งไปยังหัวใจของอีกคนหนึ่งอย่างเท่าเทียม

นายธีรภัทร เจริญสุข เลขาธิการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความตั้งใจของโครงการว่า การอ่านไม่ใช่เพียงการมองเห็นด้วยตา แต่คือการเข้าถึงด้วยใจ เรื่องราวที่นักเขียนและนักสร้างสรรค์ ถ่ายทอดออกมา ต้องเข้าถึงได้ทุกคน คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือจึงร่วมมือกับสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ และมูลนิธิคนตาบอดไทย เปิดพื้นที่ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ 30 เพื่อให้นักอ่านได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของการอ่านให้แก่ผู้ที่มองไม่เห็น และร่วมสร้างความเท่าเทียมทางโอกาสในโลกหนังสือ”

ขณะเดียวกัน นางสาวชลทิพย์ ยิ้มย่อง เจ้าหน้าที่ดูแลระบบบริการข้อมูลข่าวสารเพื่อคนตาบอด มูลนิธิคนตาบอดไทย กล่าวว่า ขอเชิญชวนอาสาสมัครผู้มีหัวใจแห่งการแบ่งปัน มาร่วมลงทะเบียนผ่าน QR Code เพื่อเข้าร่วมโครงการอ่านบันทึกเสียง โดยผู้บริจาคยังสามารถนำหนังสือที่ต้องการมอบให้คนตาบอดมาส่งได้ที่บูท ซึ่งมีรายชื่อหนังสือที่ผู้พิการต้องการระบุไว้บนบอร์ดอย่างชัดเจน สำหรับผู้ร่วมบริจาคจะได้รับกระเป๋าผ้าที่ระลึกจากมูลนิธิฯ ผลตอบรับในงานมหกรรมครั้งนี้อบอุ่นเกินคาด มีอาสาสมัครจำนวนมากมาลงทะเบียน ดาวน์โหลดแอป และส่งหนังสือบริจาคอย่างต่อเนื่อง”

ร่วมสร้าง “แสงแห่งเสียง” ไปพร้อมกันได้ในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (BOOK EXPO THAILAND 2025) ระหว่างวันที่ 9 – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT

‘ศาลปกครองสูงสุด’ระงับประกาศ‘อธิบดีกรมศิลปากร’ กำหนดเขตโบราณสถาน‘เมืองพิมาย’

‘ศาลปกครองสูงสุด’ระงับประกาศ‘อธิบดีกรมศิลปากร’ กำหนดเขตโบราณสถาน‘เมืองพิมาย’

‘ศาลปกครองสูงสุด’ระงับประกาศ‘อธิบดีกรมศิลปากร’ กำหนดเขตโบราณสถาน‘เมืองพิมาย’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

‘ศาลปกครองสูงสุด’สั่งระงับประกาศของ‘อธิบดีกรมศิลปากร’ที่กำหนดเขตของโบราณสถาน‘เมืองพิมาย’ เหตุเป็นการออกประกาศกำหนดพื้นที่ที่‘ขาดการศึกษา-ผลสำรวจ’ที่มีข้อมูลหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.68 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้อธิบดีกรมศิลปากรระงับการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บางส่วน ซึ่งแจ้งตามหนังสือ ที่ วธ 0402/3315 ลงวันที่ 16 ต.ค.2560 เฉพาะส่วนที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ 2,287 ไร่ 2 งาน 77.5 ตารางวา ในคดีที่ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่ที่จะประกาศกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย จำนวน 427 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนครราชสีมา เพื่อขอให้ระงับประกาศของอธิบดีกรมศิลปากรที่กำหนดให้ที่ดินเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ 2,658 ไร่ 25 ตารางวา

ศาลให้เหตุผลว่า การที่อธิบดีกรมศิลปากรมีประกาศกำหนดเมืองพิมายเป็นโบราณสถาน ถึงแม้จะมิได้กำหนดเขตพื้นที่ว่ามีพื้นที่ของโบราณสถานจำนวนเท่าใด แต่ก็มีโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว และอยู่ภายในเขตกำแพงและประตูทั้งสี่ทิศด้วย และต่อมาได้มีการประกาศกำหนดขอบเขตโบราณท่านางสระผม ลงวันที่ 28 เม.ย.2524 และประกาศกำหนดขอบเขตโบราณกุฎิฤาษีน้อย ลงวันที่ 15 มี.ค.2526 ตามลำดับ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและจำเป็นแล้ว อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมศิลปากรยังมิได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนและความจำเป็นที่ต้องกำหนดเขตของโบราณสถาน เพื่อการดูแลรักษาและควบคุมกลุ่มโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนและพื้นที่ที่อยู่นอกเขตประตูเมืองพิมาย เช่น เช่น ถนนโบราณ แนวคันดิน/ถนนโบราณ และสระช่องแมว รวมทั้งส่วนบริเวณที่ไม่มีโบราณสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมในระดับรองลงมาจากพื้นที่ในเขตประตูเมืองพิมาย และพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป เช่น บารายใหญ่ด้านทิศใต้ (สระน้ำใหญ่ด้านทิศใต้) และแนวคันดินโบราณบ้านส่วย – ลำน้ำเค็ม คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 2,287 ไร่ 2 งาน 77.5 ตารางวา

นอกจากนี้ ยังไม่ปรากฏรายงานการศึกษาและผลการสำรวจที่มีข้อมูลหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีหลักฐานความเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าสำคัญที่เป็นข้อสนับสนุนที่รับฟังได้สมเหตุสมผล และมีความจำเป็นหรือความเร่งด่วนที่เป็นฐานในการใช้ดุลพินิจในการกำหนดเขตที่ดินเป็นเขตของโบราณสถาน เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและการควบคุมโบราณสถาน

ดังนั้น การที่อธิบดีกรมศิลปากรจะกำหนดเขตที่ดินดังกล่าวเป็นเขตของโบราณสถานเมืองพิมายที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมายเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรระงับการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บางส่วน ซึ่งแจ้งตามหนังสือ ที่ วธ 0402/3315 ลงวันที่ 16 ต.ค.2560 เฉพาะส่วนที่อยู่บริเวณนอกเขตเมืองพิมาย พื้นที่ประมาณ 2,287 ไร่ 2 งาน 77.5 ตารางวา

​‘Sahapat Admission’ ปลุกพลัง #DEK69 สู่มหาวิทยาลัยในฝัน

​‘Sahapat Admission’ ปลุกพลัง #DEK69  สู่มหาวิทยาลัยในฝัน

​‘Sahapat Admission’ ปลุกพลัง #DEK69 สู่มหาวิทยาลัยในฝัน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านไปแล้วกับมหกรรมติวฟรี #SahapatAdmission “ติวสด 5 วันติด” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน – 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ที่ได้รวมติวเตอร์กว่า 20 ท่าน มาร่วมติวเข้มพร้อมเผยเทคนิคทำข้อสอบ ครอบคลุมวิชาหลัก ทั้ง TGAT และ A-Level รวมถึง 11 วิชา โดยมีการถ่ายทอดสดจาก บมจ.สหพัฒนพิบูลหรือ SPC อาคารบางกอกทาวเวอร์ ห้อง Auditorium ให้ #DEK69 #วัยรุ่นTESTดี รับชมพร้อมกันทั่วประเทศผ่านทางเว็บไซต์ http://www.sahapatadmission.com

โดย SPC ร่วมกับผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา จัดโครงการ “Sahapat Admission” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 28 เพื่อส่งมอบโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับ #DEK69 ทั่วประเทศ เป็นการติวที่เน้นทั้ง “วิชาการ” และ “ความสนุกสนาน” ที่ช่วยเติมเต็มความรู้และเพิ่มความมั่นใจในการก้าวสู่มหาวิทยาลัยในฝัน

น.ส.กัลย์สุดา เปอะปิน โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งตั้งใจสอบเข้าแพทยศาสตร์ เล่าว่า ตนเองมีความมั่นใจในขณะนี้ประมาณ 60% และตัดสินใจมาร่วมติวกับ Sahapat Admission เพราะเป็นโครงการที่น่าสนใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีติวเตอร์ชื่อดังระดับประเทศทุกคน โดยหวังจะได้เทคนิคการทำข้อสอบให้เร็วขึ้น พร้อมทั้งขอบคุณทางสหพัฒน์ฯที่จัดทำโครงการดีๆแบบนี้ขึ้นมา และยังฝากบอกน้องๆรุ่นต่อไปว่าให้เริ่มเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ตื่นเต้นเมื่อใกล้ถึงเวลาสอบจริง

น.ส.ณฐญาณ์ ดนัยพิริยะ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มาร่วมติวเพื่อมาหาแนวทางสำหรับการเตรียมตัวสอบที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า จะได้วางแผนการอ่านหนังสือได้อย่างถูกต้อง และอยากได้มุมมองเรื่องระยะเวลาการเตรียมตัวและแนวข้อสอบ ซึ่งส่วนตัวเองนั้นขณะนี้เน้นเก็บเนื้อหาในห้องเรียนและเน้นทำเกรดให้ดีๆ พร้อมกันนี้ได้แสดงความชื่นชมโครงการนี้ว่าเป็นโครงการที่รวมติวเตอร์ชื่อดังให้มาอยู่ด้วยกัน ซึ่งหาได้ยากมาก และมั่นใจว่าการมาร่วมติวจะได้เทคนิคดีๆ กลับไปอย่างแน่นอน

นายภควิณทร์ พฤกษมหาศาล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนนทบุรี สนใจเรียนต่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บอกว่า ยังไม่ค่อยมั่นใจนักแม้ว่าได้เริ่มเตรียมตัวมาตั้งแต่ช่วง ม. 5 เทอม 2 จึงสมัครมาร่วมโครงการนี้ เพราะมีการติว TGAT ด้วย และเป็นการติวฟรี โดยติวเตอร์ชื่อดังหลายคน ซึ่งตนเองคาดหวังว่าจะได้แนวข้อสอบมาทำเพิ่มเยอะ ๆ เพราะการได้ฝึกทำแนวข้อสอบจะช่วยพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้อีกมาก 

น.ส.จิดาภา บัวใหญ่ โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สนใจเรียนต่อด้านทันตแพทย์ เล่าว่าขณะนี้มีความมั่นใจในความพร้อมประมาณ 60% เพราะได้จัดตารางติวและอ่านหนังสือมาอย่างต่อเนื่อง การมาร่วมติวในโครงการ Sahapat Admission นี้เพราะติวฟรี และมั่นใจว่าจะได้รู้แนวข้อสอบมากขึ้น รวมถึงได้เทคนิคการทำข้อสอบจากติวเตอร์ด้วย และยังฝากบอกเพื่อนๆ ว่า หากยังทำคะแนนทดสอบได้ไม่ดี ให้พยายามต่อไป เพราะเมื่อเรารู้จุดผิดพลาดที่เกิดขึ้น เมื่อถึงตอนสอบจริงก็จะแก้ไขและผ่านไปได้อย่างแน่นอน

น.ส.การเกศ เคียงอมร โรงเรียนสมุทรปราการ เปลี่ยนความสนใจจากสาขานิเทศศาสตร์มาเป็นสาขาพยาบาลหลังจากที่ได้ไป Open House มา การมาร่วมติวครั้งนี้เพราะอยากได้ความรู้เพิ่มเติมและเทคนิคการทำข้อสอบ ซึ่งการมาติวครั้งนี้  ได้สร้าง passion ให้กับตนเองอย่างมาก เพราะได้พบเพื่อนต่างโรงเรียน ได้ติวกับติวเตอร์ชั้นนำอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือ เป็นการติวฟรี

และตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป โครงการ Sahapat Admission ยังเปิดให้ #DEK69 ได้ติวย้อนหลังฟรีผ่าน ทางเว็บไซต์ http://www.sahapatadmission.com  และยังมี  Exclusive Clips สุดพิเศษอีก 2 วิชา 3 คลิป (A-Level) ที่พลาดไม่ได้ และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ #DEK69 “วัยรุ่น TEST ดี ติวฟรีทุก TEST”  บรรลุความฝันในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเข้าคณะหรือสาขาที่ต้องการ ทางโครงการฯ จึงจัดกิจกรรม “ติวเข้มโค้งสุดท้าย TPAT” หรือความถนัดทางวิชาชีพ TPAT1 ความถนัดแพทย์ Part เชาวน์ปัญญา โดยพี่แท็ป (อ.ภาคภูมิ อร่ามวารีกุล) Part เชื่อมโยง โดย พี่แมน (อ.ชัยรัตน์ กันบุญมา) และ Part จริยธรรมแพทย์ โดยพี่วิเวียน (อ.นพ.วีรวัช อเนกจำนงค์พร TPAT3 ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ โดยพี่ฟาร์ม (อ.ปิยะวัฒน์ วิรัชวัฒนกุล) และ TPAT5 ความถนัดครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ โดยครูไตเติ้ล (อ.จุฑาเทพ จิตวิสัย) และครูคริส (อ.อนุสรณ์ มั่นสัณฐิติ)  กำหนดจัดติวในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ระหว่างเวลา 08.00 – 17.00 น. ณ บมจ.สหพัฒนพิบูล อาคารบางกอกทาวเวอร์ ห้อง Auditorium พร้อมถ่ายทอดสัญญาณให้ #DEK69 รับชมพร้อมกันทั่วประเทศทาง Facebook Live: Sahapat Admission สำหรับ #DEK69 #วัยรุ่นTESTดี ที่ต้องการเข้าติวแบบ Onsite ต้องรีบลงชื่อด่วนที่ ติวเข้มโค้งสุดท้าย TPAT หรือสแกน QR Code เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัด

​4 วันสุดท้าย! ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30’แรงทะลุแผง นักอ่านแห่ล่า Rare Item-นิยายวาย พุ่งติด Top 3 ขายดี

​4 วันสุดท้าย! 'มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30'แรงทะลุแผง นักอ่านแห่ล่า Rare Item-นิยายวาย พุ่งติด Top 3 ขายดี

​4 วันสุดท้าย! ‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30’แรงทะลุแผง นักอ่านแห่ล่า Rare Item-นิยายวาย พุ่งติด Top 3 ขายดี

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.19 น.

4 วันสุดท้าย! “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30” แรงทะลุแผง นักอ่านแห่ล่า Rare Item – นิยายวาย พุ่งติด Top 3 ขายดี พลาดไม่ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 19 ต.ค. ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

อีกเพียง 4 วันเท่านั้น! ก่อนจะปิดฉากลงกับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (BOOK EXPO THAILAND 2025) ที่ปีนี้ร้อนแรงเกินคาด นักอ่านทั่วประเทศหลั่งไหลแน่นฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันแรกที่เปิดงาน กระแส “Rare Item” หนังสือหายากและนิยายวาย พุ่งทะยานติด Top 3 ยอดขายในงานนี้

ป้ายยา หนังสือ “Rare Item” ล้ำค่าที่นักอ่านต้องมี เริ่มที่ Booth G41 รุ่งวัฒนา ส่งเสริมรักการอ่าน โดย คุณธัญพร รุ่งวัฒนไพบูลย์ และ คุณสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ ชูของสะสมสุดคลาสสิก อย่างชุดนิทาน “Walt Disney Original 12 เล่ม” และ “ขายหัวเราะ เล่มใหญ่” ที่พานักอ่านย้อนวันวานกลับไปยุคทองของการ์ตูนบนแผงหนังสือ ยอดขายพุ่งแรง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดต่อเนื่อง นักสะสมต่อคิวแน่นบูททุกวัน

ขยับมาที่ Booth G21 ร้านวุฒิชัยบุ๊คส์ โดย คุณวุฒิชัย แตงเล็ก ขอแนะนำ “เจ้าชายน้อย ฉบับครบรอบ 70 ปี” และ “ตำนานเทพเจ้ากรีก” หนังสือภาพสวยสะดุดตา สื่อถึง 17 เทพเจ้าในตำนาน พร้อมของสะสมหายากในราคาย่อมเยา เริ่มต้นเพียง 10 บาท หนังสือตรงใจของคุณวุฒิชัย คือ “ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน” ผลงานของ ประภัสสร เสวิกุล ที่สะท้อนความเรียบง่าย อ่อนน้อม และใฝ่รู้ ซึ่งเจ้าตัวย้ำว่า งานปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี และอยากชวนคนรักหนังสือมาสัมผัส Rare Item ด้วยตนเอง

เทรนด์เวปตูน นักเขียนรุ่นใหม่มาแรง

สายเวปตูนต้องไม่พลาด Booth O36 Anitime โดย คุณชลากร สถิวัสส์ กับหนังสือขายดีอย่าง “อาลัว กับสงครามขนมหวาน” และ “ฟา องค์รักษ์หญิงจำเป็น” จากนักเขียน Lonely Cat ที่ขายดีจนต้องเติมสต็อกทุกวัน พร้อมผลงานตรงใจของเจ้าของบูท คือ “sayCUTE พูดสิว่า ฉันน่ารัก” โดย nockexe

คุณชลากร เผยว่า “งานมหกรรมหนังสือปีนี้ สะท้อนว่าหนังสือไทยกำลังสร้างดาวดวงใหม่ ทั้งนักเขียน นักวาด และเวปตูน เรามีชุมชนคนรักการอ่านที่แข็งแรงขึ้นมาก งานนี้คือพื้นที่ยกระดับนักเขียนรุ่นใหม่ และเป็นแรงขับเคลื่อน Soft Power ของไทยในวงการสื่อสิ่งพิมพ์อย่างแท้จริง”

เปิดโลก “จักรวาลโอเมก้าเวิร์ส” กระแสแรงแห่งยุคนิยายวาย กลายเป็นคำที่จุดกระแสสนั่นงาน ด้วยโครงสร้างตัวละครที่ลึกและหลากมิติ แบ่งเป็น อัลฟ่า – พระเอกผู้มีกลิ่นกายเฉพาะตัวดึงดูดคู่ชะตา, โอเมก้า – นายเอกที่มีกลิ่นหอมชวนหลงใหล และ เบต้า – มนุษย์ทั่วไปที่เป็นส่วนหนึ่งของโลกแฟนตาซีนี้ ความละเอียดอ่อนของเนื้อหา สะท้อนอารมณ์และความสัมพันธ์ ทำให้ผู้อ่านอินจนกลายเป็นฐานแฟนเหนียวแน่น

นิยายวายยุคใหม่นี้ยังถูกต่อยอดเป็นซีรีส์ชื่อดัง กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ สำนักพิมพ์ต่างพร้อมใจกันเปิดตัวผลงานใหม่แนวนี้มากที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงตั้งแต่วันแรกของงาน โดยเฉพาะแนว แฟนตาซี และ พระเอกคลั่งรัก ซึ่งมีกลุ่มผู้อ่านหลักเป็นผู้หญิงวัย 20 ปีขึ้นไป ขณะเดียวกัน นักอ่านผู้ชายและหน้าใหม่ก็เพิ่มจำนวนอย่างเห็นได้ชัด

อย่ารอช้า เหลือเวลาอีกเพียง 4 วันเท่านั้น ร่วมออกตามหาหนังสือที่ใช่ เรื่องที่ชอบ และนักเขียนในดวงใจได้ที่

“งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)”

วันนี้ – 19 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

#BookExpoThailand2025 #MelodyOfBooks #อ่านหรือยังฟังหรือเปล่า #PUBAT

​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

​‘เกศทิพย์’ มอบนโยบาย สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการแก่ข้าราชการครูและบุคลากรในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดในเขตภาคกลาง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรในสังกัดเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ นางรัชนุช สละโวหาร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัดให้การต้อนรับ ณ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคลากรในสังกัดได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานและนำไปใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิด “เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก By สกร.”

“อยากให้ทุกคนภาคภูมิใจในภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพราะหน้าที่หลักของ สกร. คือ ‘การสร้างชาติและสร้างคน บนฐานของความมั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกครัวเรือน’ เราไม่ได้เพียงถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ แต่ต้องทำให้ประชาชนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคม”

อธิบดี สกร. ยังได้กล่าวเน้นย้ำ ให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนให้ สกร. เป็น “ตัวจริง เสียงจริง” ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย การพัฒนาองค์ความรู้ให้เท่าทันโลก และการสร้าง “ฐานการเรียนรู้ในทุกครัวเรือน” เพื่อให้ประชาชนมีทักษะชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน