‘ครูผู้ช่วย’สังกัดสกร.เฮ! ‘กมว.’อนุมัติหลักการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้แล้ว

‘ครูผู้ช่วย’สังกัดสกร.เฮ! ‘กมว.’อนุมัติหลักการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้แล้ว

‘ครูผู้ช่วย’สังกัดสกร.เฮ! ‘กมว.’อนุมัติหลักการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้แล้ว

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.30 น.

‘ครูผู้ช่วย’สังกัดสกร.เฮ! ‘กมว.’อนุมัติหลักการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวให้แล้ว

11 เมษายน 2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 4/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม โดยที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติ อนุมัติหลักการในการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู)ให้ผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) พ.ศ. 2568

ทั้งนี้ ด้วยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แจ้งว่า การดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปี พ.ศ. 2568 กำหนดให้ในวันบรรจุ และแต่งตั้งผู้ได้รับการคัดเลือกต้อง “มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูหรือหลักฐานที่ใช้แสดงในการประกอบวิชาชีพครูตามที่คุรุสภาออกให้เพื่อปฏิบัติหน้าที่สอน” ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่ง ประเภทข้าราชการครู สายงานการสอน ตำแหน่งครูผู้ช่วย

จึงเป็นเหตุให้ผู้ที่จะบรรจุและแต่งตั้งที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือหลักฐานที่ใช้แสดง ในการประกอบวิชาชีพครูตามที่คุรุสภาออกให้เพื่อปฏิบัติหน้าที่สอน จำเป็นต้องใช้หนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) เป็นหลักฐานประกอบการบรรจุและแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วยดังกล่าว เพื่อมิให้เป็นการขัดต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 43 และมาตรา 46

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จึงเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการในการออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาแล้วเห็นควรอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปี พ.ศ. 2568 ตามที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เสนอขอให้คุรุสภาพิจารณาอนุญาต เป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่ ก.ค.ศ. กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งให้ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีครูหรือหลักฐานที่คุรุสภาออกให้สำหรับปฏิบัติหน้าที่สอน ก่อนการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยการอนุญาตให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง การอนุญาตให้บุคคลประกอบวิชาชีพควบคุม โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2567 เพื่อพัฒนาตนให้มีคุณสมบัติในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เสนอคณะกรรมการคุรุสภาเพื่อทราบต่อไป

รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ยังรับทราบการอนุมัติออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเลขาธิการคุรุสภา ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้

1.ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 8,819 ราย  ประกอบด้วย   1) ครู จำนวน 8,230 ราย  2) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 431 ราย  3) ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 86 ราย  และ 4) ศึกษานิเทศก์ จำนวน 72 ราย

2.ต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 23,571 ราย  ประกอบด้วย 1) ครู จำนวน 21,925 ราย  2) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,487 ราย 3) ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 67 ราย  4) ศึกษานิเทศก์ จำนวน 92 ราย

‘บิ๊กสพฐ.’ย้ำเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน สั่งด่วนรับเด็กม.4สอบติดเข้าเรียน

‘บิ๊กสพฐ.’ย้ำเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน สั่งด่วนรับเด็กม.4สอบติดเข้าเรียน

‘บิ๊กสพฐ.’ย้ำเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน สั่งด่วนรับเด็กม.4สอบติดเข้าเรียน

วันศุกร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.22 น.

‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ เด็กทุกคนต้องมีที่เรียน สั่งด่วน รับเด็ก ม.4 สอบติดเข้าเรียน เหตุเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเอกสาร 

11 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีนักเรียนสอบติดเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ถูกตัดสิทธิเนื่องจากโรงเรียนเดิม (โรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดเอกชน) ออกเอกสารใบ ปพ.1 ฉบับจริงไม่ทันกำหนดวันมอบตัว จึงทำให้โรงเรียนที่นักเรียนรายนี้สอบติด ไม่รับรายงานตัว นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สำหรับกรณีดังกล่าว ตนได้รับทราบเรื่องแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสั่งการให้คณะกรรมการรับนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาดำเนินการตามนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนฯ ด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิของนักเรียนเป็นสำคัญ และผ่อนผันได้ตามที่โรงเรียนได้ประกาศไว้ โดยไม่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ เพื่อให้เด็กทุกคนมีที่เรียนตามความสามารถที่เขาสอบได้ ตามนโยบาย “Thailand Zero Dropout” ที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับเด็กนักเรียนทุกคน ได้รับโอกาสและสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ได้เรียนตามความถนัดและความสนใจ และไม่หลุดจากระบบการศึกษา 

“ในเบื้องต้นได้สั่งการให้โรงเรียนที่นักเรียนสอบได้ ดำเนินการยืดหยุ่นผ่อนผันให้ใช้เอกสารรับรองเบื้องต้นไปก่อน และเมื่อโรงเรียนเดิมออกเอกสารใบ ปพ.1 ตัวจริงมาแล้ว ก็ให้นำมายื่นภายหลังได้ เพื่อให้นักเรียนไม่เสียสิทธิในการเข้าเรียน ส่วนนักเรียนคนใดที่ยังไม่มีที่เรียนในขณะนี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนและจำนวนที่นั่งว่าง ได้แล้วที่เว็บไซต์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง จากนั้นให้ยื่นความจำนงผ่านระบบออนไลน์ ในวันที่ 17-22 เมษายน 2568 ซึ่งจะประกาศผลภายในวันที่ 24 เมษายน และมอบตัวภายในวันที่ 27 เมษายน 2568 ขอให้นักเรียนและผู้ปกครองมั่นใจว่าเด็กทุกคนจะมีที่เรียนอย่างแน่นอน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

UK ปั้นผู้นำเทค! ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร

UK ปั้นผู้นำเทค! ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร

UK ปั้นผู้นำเทค! ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

UK ปั้นผู้นำเทค! ถอดรหัสความสำเร็จจาก 2 ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร เล่าเส้นทางสู่ความสำเร็จในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย

หากพูดถึงการเรียนต่อเมืองนอก สหราชอาณาจักรก็คงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเรียนไทยหลายคน ไม่ใช่แค่คุณภาพการศึกษาที่เป็นเลิศ แต่ยังเป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เตรียมความพร้อมสู่ความก้าวหน้าในสายงาน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นศิษย์เก่าจากสหราชอาณาจักรประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก ในหลากหลายวิชาและสาขาอาชีพและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ในวันนี้ บริติช เคานซิล ได้เชิญ 2 ศิษย์เก่า เจ้าของรางวัลศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรดีเด่นมาร่วมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ที่ประทับใจจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจศึกษาต่อ

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัย Oxford เปิดเผยว่าการศึกษาในสหราชอาณาจักรเป็นรากฐานสำคัญที่นำพาบิทคับ สู่การเป็นยูนิคอร์นได้ภายใน 3 ปี และกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน และสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย เขาอธิบายว่าระบบการศึกษาของสหราชอาณาจักร ไม่ได้ป้อนข้อมูล แต่ท้าทายให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ภายใต้สถานการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) ที่จำเป็นต่อการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้และรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

นอกจากนี้ นายจิรายุสกล่าวเสริมว่าสภาพแวดล้อมทางวิชาการที่ท้าทายในสหราชอาณาจักรช่วยส่งเสริมความอดทน (Persistency) และความมุ่งมั่น (Perseverance) ซึ่งช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองและความกล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกการทำงานจริงด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะตอบแทนสังคมโดยการส่งเสริมและพัฒนาผู้นำและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ดร. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัย Nottingham ได้แชร์ว่าการศึกษาในสหราชอาณาจักร เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคิดเชิงตรรกะ (Logical Thinking) ซึ่งเป็นทักษะหลักที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการวิจัยของเธอ ทั้งในด้านการกำหนดโจทย์วิจัย การพัฒนาต่อยอด และการวิเคราะห์ภาพรวม ทักษะเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานของเธอในด้านนาโนเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังช่วยสนับสนุนบทบาทของเธอในฐานะผู้ให้คำปรึกษาแก่นักวิจัยรุ่นใหม่อีกด้วย

นอกเหนือจากเรื่องการเรียนการสอน เธอยังประทับใจที่สหราชอาณาจักรเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญและช่วยสร้างคอนเนคชั่นที่ดีและยั่งยืน เธอยังคงติดต่อกับเพื่อนและอาจารย์ ที่นั่นแม้จะผ่านมา 20 ปีแล้วก็ตาม อีกทั้งยังประทับใจในทัศนคติที่มุ่งเน้นด้านนวัตกรรมของสหราชอาณาจักร เนื่องจากวัฒนธรรมสตาร์ทอัพเฟื่องฟูที่นั่นเร็วกว่าประเทศไทยมาก แนวคิดของสหราชอาณาจักรที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมยังเห็นได้ชัดอีกจากการที่เขาให้ความสำคัญกับการวิจัยทั้งขั้นพื้นฐานและขั้นประยุกต์ เพื่อนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไปใช้แก้ปัญหา สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้โมเดลที่เรียกว่า “ผู้ให้บริการโซลูชัน” (Solutions Provider) ซึ่ง ดร. อุรชาเชื่อว่าประเทศไทยสามารถนำโมเดลนี้ไปปรับใช้เป็นแบบอย่างได้”

ข้อมูลจากบริติช เคานซิลประเทศไทยล่าสุดระบุว่า สหราชอาณาจักรยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

สำหรับนักเรียนไทย โดยในปีการศึกษา 2565/2566 มีนักเรียนไทยกว่า 6,000 คน เลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักอื่นๆนอกจากนั้นสหราชอาณาจักรยังคงเปิดรับนักเรียนไทย และพร้อมให้การสนับสนุนผ่านนโยบายต่างๆ เช่น วีซ่า New Graduate Route ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ระดับปริญญาตรีขึ้นไปสามารถอยู่ต่อเพื่อหาประสบการณ์ทำงานได้อีก 2-3 ปี นอกจากนั้นบริติช เคานซิลยังมีทุนการศึกษาต่าง ๆ มากมายเพื่อเปิดโอกาสให้กับนักเรียน นักศึกษาไทย เช่น ทุน GREAT Scholarships สำหรับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท โดยในปีการศึกษา 2025-26 นี้มีให้สำหรับนักเรียนไทยมากถึง 17 ทุน  เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาในความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร ซึ่งกำลังฉลองครบรอบ 170 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2568 นี้

ผู้ที่สนใจศึกษาต่อสหราชอาณาจักร หรือสนใจทุนการศึกษาในสหราชอาณาจักร สามารถติดตาม

ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการศึกษาต่อได้จากเว็บไซต์ Study UK ของบริติช เคานซิล

https://study-uk.britishcouncil.org/th หรือ Line official account @studyukthailand

ปักหมุด! จุดเล่นน้ำ‘สงกรานต์’ Water Festival 2025

ปักหมุด! จุดเล่นน้ำ‘สงกรานต์’ Water Festival 2025

ปักหมุด! จุดเล่นน้ำ‘สงกรานต์’ Water Festival 2025

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

ปักหมุด!กางจุดเล่นน้ำ‘สงกรานต์’ส่วนกลาง-ภูมิภาค ในงาน Water Festival 2025 ชวนประชาชนร่วมกิจกรรมรับความสุขอย่างชุ่มฉ่ำ

9 เมษายน 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนคนไทยร่วมกิจกรรมในงาน “Maha Songkran World Water Festival 2025” ณ สถานที่ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับความสุขอย่างชุ่มฉ่ำ ได้แก่

1) 11-15 เมษายน 2568 กิจกรรม “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” กับสงกรานต์ที่ ถนนราชดำเนิน & ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ  

2) 13-15 เมษายน 2568 ณ สยามสแควร์ ในงาน “สงกรานต์สยามผ้าขาวม้า สาดสนุก สุดอะเมซิ่ง”  เนรมิตสยามสแควร์ให้กลายเป็นสวนน้ำ กับ สงกรานต์สยามผ้าขาวม้า   

3) 14 เมษายน 2568 ในงาน Amazing Bangkok Songkran Parade 2025  ณ ถนนสีลม มีขบวนพาเหรดสงกรานต์ของชาว LGBTQIA+ ที่ร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ จัดงานภายใต้แนวคิดสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของไทย 

4) 12-14 เมษายน 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในงาน S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสงกรานต์ระดับโลกผสมผสานระหว่าง “ดนตรี” และ “น้ำ”

5) 10 – 15 เมษายน 2568 ณ  One Bangkok ในงาน One Bangkok, One Lagoon Splashing Songkran Rhythms เนรมิตรังสรรค์พื้นที่ใจกลางกรุงให้เป็นโอเอซิส ผสานสายน้ำและศิลปะวัฒนธรรมไทยในรูปแบบร่วมสมัยมีเอกลักษณ์ 

6) 10 – 16 เมษายน 2568 ณ ไอคอนสยาม ในงาน ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN CELEBRATION 2025 ภายใต้แนวคิด “สาดสนุกมหาสงกรานต์ สายธารแห่งเสน่ห์ไทย” 

7) 12-14 เมษายน 2568 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในงาน Thai Rhythm Songkran Festival 2025

สำหรับไฮไลต์การจัดงาน Water Festival 2025 ในส่วนภูมิภาค เช่น

1) 12-15 เมษายน 2568 จ.เชียงใหม่ ณ วัดเจดีย์หลวง: ประเพณีปี๋ใหม่เมือง สรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญ ของวัดเจดีย์หลวง จุดประทีปบูชาพระธาตุ พร้อมลิ้มรสอาหารเหนืออร่อยแบบล้านนาแท้ ๆ

2) 12-13 เมษายน 2568 จ.ลำพูน ณ ตลาดนัดสงกรานต์ ถนนรถแก้ว: ทำบุญสรงน้ำพระ ชมขบวนแห่ของดีเวียงลำพูน ชอปของดีของชุมชนและลิ้มรสอาหารล้านนา

3) 13-15 เมษายน 2568 จ.ขอนแก่น ณ วัดไชยศรี บ้านสาวะถี: ร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์แบบอีสานดั้งเดิม พร้อมทำบุญเสริมสิริมงคลด้วยการตักบาตรหน้าสิมและสรงน้ำพระพุทธรูปไม้โบราณ การแสดงหมอลำสาวะถี

4) 12-13 เมษายน 2568  จ.อุดรธานี ณ ลานวัฒนธรรมมรดกโลกบ้านเชียง: ร่วมรดน้ำดำหัวขอพรพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ไทยพวนบ้านเชียง เพื่อรับพรจากผู้สูงอายุ ทำบุญตักบาตรสรงน้ำพระ

5) 12-13 เมษายน 2568 จ.ภูเก็ต ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี หรือลานมังกร ซอยรมณีย์และวัดไม้ขาว: ชวนสวมใส่ชุดเคบาย่า เดินเล่นรอบเมืองภูเก็ต ถ่ายรูปเช็กอินลงโซเชียล ชวนชิมและเดินเล่นชิล ๆ อุดหนุนของดีของชุมชน โดยในวันที่ 13 เมษายน 2568 เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการตักบาตรข้าวสุกและข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดไม้ขาวเพื่อความเป็นสิริมงคล

“รัฐบาลเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานประเพณีสงกรานต์เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่มีความหมายมากกว่าการเล่นน้ำ แต่เป็นเทศกาลแห่งความรัก ความกตัญญู และความอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งควรค่าแก่การส่งต่อไปสู่สายตาชาวโลก สงกรานต์ไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดให้คนรุ่นหลัง เราต้องการให้สงกรานต์เป็นเทศกาลที่ทุกคนต้องมาเยือน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต” นายอนุกูล กล่าว

‘วัดพระธรรมกาย’จัดโครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย 5,000 รูป‘ปิดเทอมเติมธรรม’

‘วัดพระธรรมกาย’จัดโครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย 5,000 รูป‘ปิดเทอมเติมธรรม’

‘วัดพระธรรมกาย’จัดโครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย 5,000 รูป‘ปิดเทอมเติมธรรม’

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.01 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดโครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย 5,000 รูป‘ปิดเทอมเติมธรรม’

วัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้จัดโครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย 5,000  รูป ประจำปี 2568 “ปิดเทอมเติมธรรม” มีเยาวชน 8,000 คน จากศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมจังหวัด กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ระยะเวลาการอบรม ตั้งแต่วันที่ 1- 30 เมษายน พ.ศ. 2568 (ระยะเวลา 30 วัน) ณ ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมประจำจังหวัดทั่วประเทศ

บรรยากาศที่ ศูนย์บวชวัดพระธรรมกาย มี พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นพระอุปัชฌาย์โครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย 5,000  รูป ประจำปี 2568 จำนวน 400 กว่ารูป พร้อมคณะเจ้าภาพ ผู้ปกครอง และคณะญาติ เข้าร่วมพิธีเวียนประทักษิณ และพิธีขอขมามอบผ้าไตร เป็นจำนวนมาก ภายในพิธีขอขมา นาคธรรมทายาทมีโอกาสเขียนบันทึกความในใจถึงพระคุณของบิดามารดาด้วย เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อทุกชีวิตของครอบครัว การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารโดยขาดการใช้วิจารณญาณส่งผลให้แต่ละคนแยกตัวเองออกมาจากสังคมปกติ และยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา อันเนื่องมาจากขาดวินัยในตนเอง การบรรพชาสามเณร“ปิดเทอมเติมธรรม” จึงเป็นเป็นการสร้างพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมใหม่ให้กับเยาวชน หลังลาสิกขาจึงเป็นการปรับพฤติกรรมเด็กและเยาวชนไทยให้เข้าสู่วิถีชีวิตที่ดีงาม เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ เป็นพลเมืองดีของชาติและเกิดพลังสืบสานพระพุทธศาสนา

ด้าน พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ในฐานะประชาสัมพันธ์โครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย 5,000  รูป ประจำปี 2568 กล่าวว่า วัดพระธรรมกาย และศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมจังหวัดทั่วประเทศจัดพิธีบรรพชาสามเณร ระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน 2567 ณ ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมจังหวัด จำนวนกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงวัดพระธรรมกายด้วย โดยปีนี้มีเยาวชนสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ฯ และผ่านคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่โครงการกำหนด จำนวน 8,000  คน ซึ่งในระหว่างการเข้าร่วมในโครงการ เยาวชนจะได้ใช้เวลาช่วงปิดภาคเรียนให้เป็นประโยชน์ด้วยการศึกษาธรรมะ ปลูกฝังให้เยาวชนมีความรัก และศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีใจรักการปฏิบัติธรรม เกิดความรักเคารพในพระรัตนตรัย เป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล ภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ ‘สุข สนุก อบอุ่น ใฝ่ธรรม’ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง อีกทั้งปลูกฝังให้มีความกตัญญูต่อบิดามารดา และผู้มีอุปการคุณ

สำหรับโครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย 5,000  รูป ประจำปี 2568 จัดขึ้นโดยความร่วมมือของชมรมพุทธศาสตร์สากล ฯ, ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมประจำจังหวัดทั่วประเทศ, องค์การพุทธโลก (World Alliance of Buddhists – WAB), องค์กรอาสาสมัครเพื่อสันติภาพ (V-PEACE), หน่วยงานทางการศึกษา ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ, โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ, ภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน, เครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก, วัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย ระหว่างวันที่ 1 – 30 เม.ย. 2568 (ระยะเวลา 30 วัน) ณ ศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมประจำจังหวัดทั่วประเทศ และวัดพระธรรมกาย สามารถติดตามข่าวสารข้อมูลโครงการได้ที่ http://www.xn--b3c5a0b.com/ และ http://www.dmycenter.com หรือที่ IG, Facebook, twitter @dhammakayainfo หรือสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-831-1234

ครม.ไฟเขียวเสนอ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’ ขึ้นบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก

ครม.ไฟเขียวเสนอ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’ ขึ้นบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก

ครม.ไฟเขียวเสนอ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’ ขึ้นบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก

วันพุธ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.เห็นชอบการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม“พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น Tentative List ของศูนย์มรดกโลก

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้1. เห็นชอบเอกสารนำเสนอ แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม“พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”ภายใต้ชื่อ “Phra Prang of WatArunRatchawararam : The Masterpiece of Kung Rattanakosin” เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น(Tentative List)ของศูนย์มรดกโลก

2. เห็นชอบให้ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกลงนามในเอกสารนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม“พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”ภายใต้ชื่อ “Phra Prang of WatArunRatchawararam : The Masterpiece of Krung Rattanakosin” เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซองศูนย์มรดกโลก ต่อศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

3. มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ นำเสนอเอกสารการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม“พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”ภายใต้ชื่อ“Phra Prang of WatArunRatchawararam : The Masterpiece of Krung Rattanakosin”เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลก ต่อ ศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

ปลัด ศธ.เคลียร์ชัด! ปมเฟคนิวส์’พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร’

ปลัด ศธ.เคลียร์ชัด! ปมเฟคนิวส์'พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร'

ปลัด ศธ.เคลียร์ชัด! ปมเฟคนิวส์’พรบ.สถานบันเทิงครบวงจร’

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.15 น.

กระทรวงศึกษาธิการชี้แจง กรณีมีข่าวเฟคนิวส์ ประเด็น พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ข่าวกันในโซเชียล ข้อความว่า “กระทรวงศึกษาธิการ เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….” นั้น จริงๆ แล้ว เรื่องนี้เกิดจากเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตนได้ประชุมร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ถึงประเด็นการแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ซึ่งได้ประชุมถึงปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมและแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเจตนารมณ์ของ ศธ.ต้องการให้อำนาจผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือครูฝ่ายปกครองที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าได้ตามข้องกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ โดย ศธ.ได้ย้ำว่าการให้อำนาจผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือครูฝ่ายปกครองที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้านั้น จะดำเนินการเฉพาะภายในขอบเขตของสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว ซึ่ง พณ.มีความเข้าใจและเห็นชอบในหลักการที่จะปรับแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพราะมีช่องทางที่สามารถแก้ไขระเบียบข้อบังคับตามประกาศ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. ผมก็ให้ความเห็นไปว่า “การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ แต่ทั้งนี้ จะต้องกำหนดเงื่อนไขป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้ไปสุ่มเสี่ยงกับกับการพนันด้วย ซึ่งเป็นการให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ได้ขัดข้องในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ด้วยกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานที่ให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชน จึงต้องมีเงื่อนไขในการดำเนินการตามกฎหมายเดิม เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนอย่างเคร่งครัดด้วย” ปลัด ศธ.กล่าว และว่า ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่านักข่าวต้นฉบับนี้แปลความหมายการสัมภาษณ์ตนอย่างไร เพราะมีนักข่าวหลายสำนักมาสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่เห็นมีฉบับไหนลงเหมือนกับที่เป็นข่าว ซึ่งทำให้กระทรวงศึกษาธิการเสียหายเป็นอย่างมาก

สพฐ.เผยภาพรวมสอบเข้า ม.1 ม.4 เรียบร้อยดี ดูรายชื่อรร.ที่ว่าง 11 เม.ย.

สพฐ.เผยภาพรวมสอบเข้า ม.1 ม.4 เรียบร้อยดี ดูรายชื่อรร.ที่ว่าง 11 เม.ย.

สพฐ.เผยภาพรวมสอบเข้า ม.1 ม.4 เรียบร้อยดี ดูรายชื่อรร.ที่ว่าง 11 เม.ย.

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.15 น.

สพฐ.เผยภาพรวมสอบเข้า ม.1 ม.4 เรียบร้อยดี ดูรายชื่อโรงเรียนที่ว่างได้ 11 เม.ย.นี้ พร้อมเร่งสำรวจอาคารโรงเรียนที่เสียหายหนัก และเตรียมนำหลักสูตรฯรับมือภัยพิบัติ-ภัยธรรมชาติ ลงสู่ห้องเรียน

8 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. โดยนำข้อสั่งการของ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า วันนี้ในที่ประชุมได้หารือประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ รายงานการสำรวจสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว (ข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2568) พบว่า มีสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ รวม 2,944 แห่ง ทั่วประเทศ แบ่งเป็น กลุ่มสีเขียว (เสียหายเล็กน้อย/ไม่เสียหาย) จำนวน 2,512 แห่ง กลุ่มสีส้ม (เสียหายปานกลาง) จำนวน 353 แห่ง และกลุ่มสีแดง (เสียหายหนัก) จำนวน 66 แห่ง โดยจังหวัดที่มีสถานศึกษารายงานผลกระทบเข้ามามากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. เชียงใหม่ 247 แห่ง 2. กรุงเทพมหานคร 214 แห่ง 3. ลำปาง 169 แห่ง 4. พิจิตร 163 แห่ง 5. กาญจนบุรี 157 แห่ง ทั้งนี้ สพฐ. ได้ประสานวิศวกรอาสาซึ่งมีอยู่ประมาณ 200 กว่าคน ลงพื้นที่สำรวจสถานศึกษาในกลุ่มสีส้มและสีแดงก่อน เพื่อยืนยันว่าอาคารสถานที่ในโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายสามารถใช้งานได้หรือไม่ หากอาคารใดเสียหายหนักไม่สามารถใช้งานได้ต้องสั่งหยุดใช้ไปก่อน แต่หากเสียหายปานกลางหรือเสียหายน้อย ก็จะรีบดำเนินการของบประมาณเพื่อมาซ่อมแซมให้แล้วเสร็จทันก่อนวันเปิดภาคเรียน 1/2568 ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้

สำหรับการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม. 4 ซึ่งได้เลื่อนจากวันที่ 29-30 มีนาคม มาเป็นวันที่ 5-6 เมษายน 2568 เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว นั้น โดยภาพรวมพบว่าสามารถจัดการสอบได้เรียบร้อยดี ไม่มีการร้องเรียนหรือพบเรื่องทุจริตใดๆ และมีการดำเนินการตามแนวปฏิบัติเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกรณีหากเกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่จัดสอบ โดยในวันที่ 4 เมษายน โรงเรียนทุกแห่งที่เป็นสถานที่จัดสอบได้มีการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแผ่นดินไหวแบบเสมือนจริง ซึ่งทุกโรงเรียนให้ความร่วมมือดีมากและได้ผลตอบรับที่ดีจากนักเรียนและผู้ปกครอง ต่อไปอาจมีการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นประจำทุกเดือน ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวเท่านั้น ต้องมีการรับมือภัยจากเหตุอื่นๆ ด้วย เช่น ภัยธรรมชาติ ภัยจากมนุษย์ แผนการอพยพ เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนและครูมีทักษะชีวิต สามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์ไม่ปลอดภัยทั้งหลายได้ ทั้งนี้ สำหรับนักเรียนที่พลาดหวังในการสอบ สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงเรียนและจำนวนที่นั่งว่าง ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ภายในวันที่ 11 เมษายน จากนั้นยื่นความจำนงผ่านระบบออนไลน์ วันที่ 17-22 เมษายน ประกาศผล 24 เมษายน และมอบตัว 27 เมษายน 2568 ขอให้ผู้ปกครองมั่นใจว่าบุตรหลานจะมีที่เรียนอย่างแน่นอน

“นอกจากนี้ ด้วยเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ทบทวนหลักสูตรการเรียนการสอน การเรียนรู้การป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ลงสู่ห้องเรียน โดยเราได้วิเคราะห์แล้วพบว่าในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ และภัยธรรมชาติอยู่แล้ว ใน 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ 1. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ชั้น ป.6, ม.1-3, ม.4-6) 2. สุขศึกษาและพลศึกษา (ชั้น ป.1-3, ป.6) และ 3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ชั้น ป.6, ม.6) และในหนังสืออ่านเพิ่มเติม ภัยพิบัติทางธรรมชาติและการรับมือภัยพิบัติ (ชั้นประถม-มัธยม) เพียงแต่เป็นการสอนให้ความรู้อย่างเดียว ยังไม่ได้สอนการปฏิบัติจริง จากนี้ก็จะมีการกำชับไปยังเขตพื้นที่และสถานศึกษาทุกแห่ง ให้มีการนำหลักสูตรลงสู่การปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง เพื่อให้นักเรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติตนได้อย่างปลอดภัยจากภัยพิบัติต่างๆ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ครม.ไฟเขียวเสนอ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’ขึ้นบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก

ครม.ไฟเขียวเสนอ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’ขึ้นบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก

ครม.ไฟเขียวเสนอ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’ขึ้นบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.16 น.

ครม.เห็นชอบการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม‘พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์’ เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น Tentative List ของศูนย์มรดกโลก

8 เมษายน 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบเอกสารนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ภายใต้ชื่อ “Phra Prang of Wat Arun Ratchawararam : The Masterpiece of Kung Rattanakosin” เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก

2. เห็นชอบให้ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกลงนามในเอกสารนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์”ภายใต้ชื่อ “Phra Prang of Wat Arun Ratchawararam : The Masterpiece of Krung Rattanakosin” เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซองศูนย์มรดกโลก ต่อศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

3. มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาตินำเสนอเอกสารการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ภายใต้ชื่อ “Phra Prang of Wat Arun Ratchawararam : The Masterpiece of Krung Rattanakosin” เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลก ต่อศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

ARDA เปิดตัวหลักสูตร ‘ผู้บริหารงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตร’ เสริมสกิลเครือข่ายนักวิจัย

ARDA เปิดตัวหลักสูตร ‘ผู้บริหารงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตร’ เสริมสกิลเครือข่ายนักวิจัย

ARDA เปิดตัวหลักสูตร ‘ผู้บริหารงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตร’ เสริมสกิลเครือข่ายนักวิจัย

วันอังคาร ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดอบรมหลักสูตร ผู้บริหารงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตร” สร้างเครือข่ายผู้บริหารงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก ARDA ร่วมผลักดันการพัฒนาผลงานวิจัยคุณภาพที่มุ่งเน้นการนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตภาคการเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัยให้เกิดวิสัยทัศน์ในการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาภาคอุตสาหกรรมเกษตร สร้างการบูรณาการเครือข่ายและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างผู้บริหารงานวิจัย นักวิเคราะห์ สถาบันการศึกษา หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก ARDA โดยได้รับเกียรติจากดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดและปิดหลักสูตรฯ

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวจะเน้นการสร้างเครือข่ายงานวิจัยให้ผู้บริหารงานวิจัย นักวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย สถาบันการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับ PMU ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจแนวทางการบริหารจัดการงานวิจัย ตั้งแต่การจัดสรรทุน การบริหารงบประมาณ การวางแผนโครงการวิจัย ไปจนถึงการเชื่อมโยงผลงานวิจัยกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้

ด้าน นายศิริศักดิ์ เปรมปิยะวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาบุคลากรภาคธุรกิจการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรนี้แบ่งการอบรมออกเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 50 คน รวมทั้งสิ้น 100 คน โดยรุ่นที่ 1 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 14 และ 17 – 19 กุมภาพันธ์ 2568 และรุ่นที่ 2 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 7 และ 10 – 12 มีนาคม 2568โดยทางผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการทุนวิจัยของ ARDA และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงการเกษตรที่มาร่วมแลกเปลี่ยนและให้ความรู้กับผู้เข้าอบรมตลอดหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาสำคัญใน 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.ทิศทางงานวิจัยภาคการเกษตร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการใช้ประโยชน์งานวิจัยในธุรกิจเกษตร , 2.การปฏิรูประบบวิจัย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อสร้างโอกาสในการบริหารงานวิจัยร่วมกัน , 3.การวางแผน การจัดการโครงการวิจัย และการเขียนบทสรุปและรายงานวิจัย , 4.การใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการวิเคราะห์โครงการวิจัย และ 5.การทำงานเป็นทีม

ถึงแม้การลงทุน R&D เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย อาจต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก แต่หากสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต การอบรมหลักสูตรนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างงานวิจัยคุณภาพและเชื่อมโยงงานวิจัยด้านการเกษตรไปขยายผลสู่ภาคเอกชนให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศต่อไป  ดร.วิชาญ กล่าวทิ้งท้าย