‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น กำชับร.ร.ปราบบุหรี่ไฟฟ้า แนะครูเป็นแบบอย่างที่ดี

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามนโยบายการศึกษาของสถานศึกษาในพื้นที่จ.ลพบุรี ว่า ตนได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งนโยบายต่างๆที่ดำเนินการกันมาไม่ว่าจะเป็นการลดภาระครู ลดภาระนักเรียนโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” หรือ Anywhere Anytime  โครงการ “สุขาดีมีความสุข” ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นพบว่าโครงการดังกล่าวเป็นที่ชื่นชอบของนักเรียน ซึ่งจากการรายงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า การขับเคลื่อน โครงการสุขาดีมีความสุขประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยอยากให้มีการขยายโครงการดังกล่าวไปยังสถานศึกษาในสังกัดอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสถานศึกษาอาชีวะด้วย 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนนโยบายเรียนดีมีความสุข ตนได้กำชับให้สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ว่าอยากจะเห็นการขับเคลื่อนให้ผู้เรียนเกิดความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ส่วนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนนั้น ได้กำชับว่าจะต้องมีความเข้มข้นในด้านมาตรการป้องเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งครูเองจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน รวมถึงครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักเรียนด้วย เพราะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ากระทรวงศึกษาธิการ จะปราบปรามอย่างจริงจัง รวมถึงโรงเรียนจะต้องมีการให้ความรู้ถึงโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองว่าผิดกฏหมายในด้านใดบ้าง ซึ่งตนอยากให้ครูได้กระตุ้นเรื่องการแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาให้มากขึ้นเพราะเป็นอันตรายกับเยาวชน

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชื่นชมโรงเรียนเอกอโยธยาพัฒนาวิชาการทันยุคสมัย คู่คุณธรรม จริยธรรมสู่ความเข้มแข็งด้านการศึกษาที่ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ เดอะฮอล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอยุธยา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการเปิดงาน โรงเรียนเอกอโยธยา สร้างคน สร้างอนาคต ครบรอบ 19 ปี พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์  คลังทรัพย์  ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผู้รับใบอนุญาต และผู้อำนวยการโรงเรียนเอกอโยธยา , นายธนภัทร ผ่องอักษร ผู้จัดการ โรงเรียนเอกอโยธยา , นายทรงชัย ลิมปพฤกษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาโรงเรียนเอกอโยธยา , นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อสิส ผู้ออกแบบหลักสูตรนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568

ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกอโยธยา กล่าวว่า  งานเฉลิมฉลองครบรอบ 19 ปี แห่งความสำเร็จและการก้าวไกลของโรงเรียนเอกอโยธยา ในวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้มาร่วมย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของคณะผู้บริหารและครูทุกคน เพื่อสร้างสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเยาวชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนเอกอโยธยาได้เติบโตจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ว่าเป็นโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เราไม่เพียงมุ่งพัฒนาด้านวิชาการ แต่ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาทักษะรอบด้านของนักเรียน   สำหรับในการจัดงานฉลองครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1.เพื่อประมวลภาพความสำเร็จของโรงเรียนตลอด 19 ปีที่ผ่านมา 2.เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณะผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนตลอดจนคนในชุมชน และ3.เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงออกต่อที่สาธารณะตามโอกาสและเหมาะสม

ต้องขอขอบคุณ คณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง รวมถึงความสำเร็จในด้านวิชาการ กีฬา ดนตรี และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง  โดยในงานฉลองวันนี้จะมีการมอบเกียรติบัตรแก่บุคคลที่สร้างความสำเร็จให้แก่โรงเรียน และการแสดงของนักเรียนทุกระดับชั้น รวม 36 ชุด ตลอดจนการแสดงพิเศษปรับรับเชิญ คือ นาย เดอะคอมเมเดียน อีกด้วย

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เห็นโรงเรียนเอกอโยธยาตั้งแต่พึ่งเริ่มก่อสร้างโรงเรียน อยู่กลางทุ่งนา ปากทางเข้า อบต.สามเรือน ซึ่งห่างไกลจากชุมชุมเมือง ตอนแรกก็กังวลใจว่าโรงเรียนเอกชน มาตั้งอยู่กลางทุ่งนาห่างไกลความเจริญแบบนี้ จะไปไหวไหม แต่เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผอ.และผู้บริหาร ได้มีพัฒนาการเรียนการสอนก้าวล้ำทันยุคทันสมัย นักเรียนที่มาเรียนที่นี่ล้วนแล้วแต่มีคุณภาพ แล้วยังได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน และในช่วงนี้ทราบว่า ทางโรงเรียนได้พัฒนาการเรียนการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้เท่าทันกับเทคโนโลยี โดยได้นำหลักสูตรนวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอน จนเด็กนักเรียนสามารถผลิตชิ้นงาน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ ที่โดดเด่น มาแสดงโชว์ ให้ผู้ปกครอง และ แขกผู้มีเกียรติ ที่มาร่วมงานในงานวิชาการได้ชมผลงานอีกด้วย จึงขอชื่นชม ผอ.คณะครู ผู้บริหารโรงเรียน ที่เป็นพลังในการขับเคลื่อนพัฒนาการเรียนการสอนใหดียิ่งขึ้นตลอดระยะเวลา 19 ปีแห่งความสำเร็จ /// – 026

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 เพื่อแจ้งข้อราชการสำคัญและนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 77 จังหวัด ผู้อำนวยการสำนักและบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ในปี 2568 นี้ เป็นปีแห่งความท้าทายการศึกษาไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ โดยส่งเสริมให้คนไทย “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ โดย สพฐ. จะยังคงขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. ลงสู่ห้องเรียนให้ถึงผู้เรียนอย่างถ้วนหน้า ตามแนวทาง “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” โดยเน้นย้ำในเรื่องของสถานศึกษาปลอดภัย ต้องดูแลป้องกันนักเรียนและครูจากภัยรอบตัว ทั้งภัยอุบัติเหตุ (ภัยธรรมชาติ ภัยจากอาคารสิ่งก่อสร้าง ยานพาหนะ) ภัยทางสุขภาพกาย-ใจ(ยาเสพติด โรคระบาด) ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรง (ทะเลาะวิวาท ล่อลวงล่วงละเมิด) และภัยละเมิดสิทธิ ความไม่ยุติธรรมต่างๆ รวมถึง OBEC Zero Dropout “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ที่มีเป้าหมายนำเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบทุกคน พร้อมทั้งการส่งเสริมความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ด้วยโครงการโรงเรียนคุณภาพ สนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ให้เด็กได้พัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย และการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA โดยพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนใน 3 ด้าน ทั้งด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์

“ในการประชุมวันนี้ได้มีการปรับรูปแบบการประชุมแนวใหม่ ที่ให้ ผอ.เขตพื้นที่ รายงานผลการขับเคลื่อนตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” จากสถานที่จริงในโรงเรียนในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เห็นผลการดำเนินงานจริงๆ ว่า ในรอบปีที่ผ่านมาได้มีการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวประสบผลสำเร็จอย่างไรบ้างซึ่งจากการสุ่มเลือก ผอ.เขต ขึ้นมารายงานแบบเรียลไทม์ จำนวนกว่า 20 เขต จากทุกภาคทั่วประเทศ พบว่า ทุกเขตสามารถทำได้ดีผลการดำเนินงานสะท้อนนโยบายได้หลายเรื่อง อาทิ โครงการ “สุขาดี มีความสุข” การขับเคลื่อน PISA การส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับนักเรียน การเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime การลดภาระนักเรียน ให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน (Learn to Earn) การสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เป็นต้น นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจในการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขตพื้นที่อื่นๆจึงขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารเขตพื้นที่ในการสร้างคุณภาพให้เกิดกับผู้เรียนอย่างยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้นำเสนอผลการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและจุดเน้น สพฐ. ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการเตรียมการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2568, การยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET, การขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการประเมิน PISA, โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย, โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ,
กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา, การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล (DLTV), นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องสถานศึกษาปลอดภัย การดูแลความปลอดภัยของนักเรียนและครูจากภัยต่างๆ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า โดยศูนย์ความปลอดภัยฯ ในแต่ละเขตพื้นที่ต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยต่างๆ ดูแลความปลอดภัยทุกมิติ เมื่อเกิดเหตุให้รายงานฝ่ายบริหารอย่างรวดเร็วทันที และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการดำเนินงานโครงการโรงเรียนคุณภาพ โรงเรียนร่วมพัฒนา โครงการสุขาดีมีความสุข โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์ โรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนใต้ และพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เป็นต้น

‘บอร์ด สกศ.’ เดินหน้าเสริมมาตรฐานการศึกษาไทย สร้างคุณภาพระดับสากล

‘บอร์ด สกศ.’ เดินหน้าเสริมมาตรฐานการศึกษาไทย สร้างคุณภาพระดับสากล

‘บอร์ด สกศ.’ เดินหน้าเสริมมาตรฐานการศึกษาไทย สร้างคุณภาพระดับสากล

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 1/2568 โดยมี คณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุมรูปแบบผสมผสาน ออนไลน์และออนกราวด์ ณ ห้องกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

โดยที่ประชุมพิจารณาเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้ 1.(ร่าง) มาตรฐานการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับเทียบเคียงในการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีจริยธรรม จำนวน 4 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานที่ 1 การเข้าถึงและความเสมอภาคทางเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรฐานที่ 2 การออกแบบการเรียนรู้และนำตนเองเชิงสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ 3 การวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้มาตรฐานที่ 4 การสนับสนุนผู้เรียน ผู้สอนผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา

2.ข้อเสนอการติดตามและประเมินผลการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของไทยในเวทีโลก เพื่อได้ข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล วิเคราะห์เป็น 5 มิติ ได้แก่ 1) ด้านคุณภาพการศึกษา การยกระดับการสอนตามแนวทาง PISA พัฒนาแพลตฟอร์มข้อสอบออนไลน์ บูรณาการเทคโนโลยีและ AI ในการเรียนการสอน ปรับปรุงหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับโลกอาชีพและเทคโนโลยีสมัยใหม่ 2) ด้านความเสมอภาคทางการศึกษา โดยขยายโครงการเรียนฟรีและทุนการศึกษาให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาของโรงเรียนในพื้นที่ชนบท ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3) ด้านการเข้าถึงการศึกษา ส่งเสริมระบบ Tracking System และการศึกษาแบบยืดหยุ่น 4) ด้านประสิทธิภาพการจัดการศึกษาปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา ลดภาระงานเอกสารของครู และนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการการศึกษา และ 5) ด้านการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง บูรณาการหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ปรับปรุงการฝึกงานและการเชื่อมโยงกับสถานประกอบการ และส่งเสริมทักษะอนาคต,3.แนวทางอุดหนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนที่จัดโดยบุคคลองค์กรชุมชน องค์กรเอกชน และองค์กรวิชาชีพ ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้ครอบคลุม คือ 1)ระยะแรกให้กระทรวงศึกษาธิการอุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานตามจำนวนผู้เรียนรายหัว แก่ศูนย์การเรียนที่ประสงค์จะขอรับเงินอุดหนุน โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม/เงินบำรุงการศึกษาจากผู้เรียน2)จัดสรรเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐานในอัตราเดียวกับที่รัฐจัดสรรให้สถานศึกษาเอกชนการกุศล (ไม่รวมเงินเดือนและเงินสมทบ) ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 5 รายการ และ 3)ให้ ศธ.ติดตามประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการคำนวณค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา การกำหนดอัตราเงินอุดหนุน และแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมต่อไป

สำนักวิจัยฯอาชีวะ เดินหน้าโครงการวิสาหกิจฯปี’68 เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

สำนักวิจัยฯอาชีวะ เดินหน้าโครงการวิสาหกิจฯปี’68  เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

สำนักวิจัยฯอาชีวะ เดินหน้าโครงการวิสาหกิจฯปี’68 เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา เป็นประธานการประชุมคัดเลือกข้อเสนอโครงการเพื่อสนับสนุนทุนวิจัย พร้อมลงพื้นที่ติดตามประเมินผลและถอดบทเรียนการต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาชีวศึกษาสู่การใช้ประโยชน์ โครงการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมอาชีวศึกษาสู่การใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชนและการพัฒนาเชิงพื้นที่ (OVEC Research & Innovation for Social Enterprise and Area-Based Development : ORSEA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2568 ณ โรงแรม Orchid Riverview และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายณรงค์ หวังอีน ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพไชยา ดร.ปณชัย เพชรปาน ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระดร.สิรวิชญ์ ธนเศรษฐ์วงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวิจัยและนวัตกรรมจากสถานศึกษาสังกัด สอศ. ร่วมลงพื้นที่ ถอดบทเรียน และประชุมคัดเลือกข้อเสนอโครงการวิจัยในครั้งนี้

ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี กล่าวว่า เทรนด์การพัฒนาในโลกปัจจุบันให้ความสำคัญกับ Digital Transformation, Innovation, Green Economy และ Global Supply Chain การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อขยายพรมแดนความรู้ของสาขาวิชาหนึ่งๆ โดยตรง และการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ในรูปแบบของเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมใช้งาน(Appropriate Technology) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนและสังคม

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษามุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการพัฒนาทักษะกระบวนการวิจัย และทักษะการใช้ความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนอาชีวศึกษาในทุกสาขาวิชา ด้วยการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา (8 Agenda) โดยมอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ขับเคลื่อนวาระงานพัฒนาที่ 2 ปฏิรูประบบอาชีวศึกษาและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ข้อที่ 2.7 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาชีวศึกษา เพื่อสร้างแรงกระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักประดิษฐ์อาชีวศึกษา ได้บูรณาการใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาเชื่อมโยงกับปัญหาโดยคำนึงถึงบริบทเชิงพื้นที่ (Area based Learning)
มาพัฒนาต่อยอดเป็นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ สู่การใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ที่สามารถสร้างทั้ง “คุณค่า” ในระดับชุมชน สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนขยายผลสู่การสร้าง “มูลค่า”
ในเชิงพาณิชย์ควบคู่ไปกับกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมให้มีความเข้มแข็ง เติบโต และยั่งยืน

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษา

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ  มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษา

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษา

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์สำคัญเพื่อปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า การปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษานิเทศก์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาหลักเกณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติในวันนี้ จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงจากภายนอกระบบราชการได้เข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษาของประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างกลไกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“เราจำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพและเพียงพอในระบบการศึกษา เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา การปฏิรูปครั้งนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงห้องเรียน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด ส่วนการเปิดช่องทางให้ผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาโท หรือปริญญาเอก ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้นั้น จะทำให้เรามีนักศึกษานิเทศก์ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับการนิเทศการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยสาระสำคัญจาก 5 หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับศึกษานิเทศก์ที่ ก.ค.ศ. ได้ให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ ได้แก่ 1.การเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่มีวุฒิปริญญาโทหรือเอกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ได้ 2.กระบวนการคัดเลือกที่ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยเน้นความรู้ด้านวิจัยทางการศึกษา ภาวะผู้นำ ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และสมรรถนะในการปฏิบัติงาน 3.การปรับปรุงวิธีการคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับมาตรฐานตำแหน่งศึกษานิเทศก์ใหม่ 4.การกำหนดอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 5.ระบบพัฒนาก่อนแต่งตั้ง ศึกษานิเทศก์ต้องผ่านการพัฒนาและประเมินสมรรถนะก่อนเข้าปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ การอนุมัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา มีความเป็นผู้นำทางวิชาการ และมีสมรรถนะในการนิเทศการศึกษาจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศต่อไป

‘การเมืองอนุรักษ์นิยมทางเพศ’ ทรัมป์เดินหน้า..ไทยไม่จำเป็นต้องตาม

‘การเมืองอนุรักษ์นิยมทางเพศ’ ทรัมป์เดินหน้า..ไทยไม่จำเป็นต้องตาม

‘การเมืองอนุรักษ์นิยมทางเพศ’ ทรัมป์เดินหน้า..ไทยไม่จำเป็นต้องตาม

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่าน หลายประเทศทั่วโลกต่างส่งเสียงยินดีให้กับสังคมที่เปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่ไม่นานมานี้การปรากฏของ นโยบายอนุรักษ์นิยมทางเพศ (Sexual Conservatism) กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับโลกอีกครั้ง เมื่อผู้นำโลกอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งพิเศษ (Executive Order) “กำหนดให้รัฐบาลกลางยอมรับเพียง 2 เพศทางชีววิทยาคือ ชาย และ หญิง” พร้อมกับยกเลิกการใช้ตัวเลือกเพศอื่นๆในเอกสารราชการของรัฐบาลกลางโดยอาศัยเกณฑ์การจำแนกตามเพศกำเนิด

นโยบายนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มสร้าง ปรากฏการณ์โดมิโนที่อาจขยายอิทธิพลไปยังหลายประเทศทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ซึ่งจากประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และสื่อสารองค์กร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะและสิทธิความหลากหลายทางเพศ ได้มีการวิเคราะห์เชิงลึกถึงอิทธิพลของแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางเพศ

ผศ.รณภูมิ กล่าวว่า นโยบายอนุรักษ์นิยมทางเพศของทรัมป์แสดงให้เห็นว่า “เพศ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอัตลักษณ์ส่วนบุคคล แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจทางการเมือง โดยทรัมป์เน้นย้ำการรักษาโครงสร้างสังคมแบบดั้งเดิม และมองว่าความหลากหลายทางเพศเป็นปัจจัยที่ “ไม่เป็นธรรม” ซึ่งหลังจากคำสั่งพิเศษของทรัมป์ ความอคติทางเพศก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาสังคม และหลายประเทศที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม อย่างประเทศไทยเองได้รับอิทธิพลเช่นกัน

นโยบายที่เน้นการยอมรับเพียงสองเพศทางชีววิทยาและการยกเลิกการสนับสนุนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ ส่งผลให้หลายประเทศอาจต้องหยุดชะงักในการขับเคลื่อนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมทางเพศ เช่น ในประเทศไทยที่กำลังผลักดันกฎหมายสำคัญอย่าง กฎหมายคำนำหน้าเพศสภาพ / กฎหมายการปราบปรามการค้าประเวณี / กฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ นอกจากนี้ ด้านเศรษฐกิจและการคลัง ก็ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการที่ USAID ถูกสั่งให้หยุดการใช้เงินสนับสนุนในทันที

ส่งผลให้โครงการต่างๆ ที่เคยได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเงิน อาทิ องค์กรที่ดูแลและสนับสนุน “บุคคลข้ามเพศ” หรือผู้ที่ทำงานส่งเสริมสิทธิความหลากหลายทางเพศที่ไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป ผลกระทบนี้ไม่เพียงแต่สร้างอุปสรรคในการขับเคลื่อนสิทธิทางสังคม แต่ยังอาจทำให้เกิดความเสี่ยงทางสุขภาพในวงกว้าง เช่น การระบาดของโรคบางชนิด ซึ่งก่อนหน้าเคยได้รับการควบคุมผ่านโครงการสุขภาพของภาคประชาสังคม อาจกลับมารุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรในการป้องกันและให้การรักษา

“นโยบายเหล่านี้จึงไม่เพียงแต่ปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาสิทธิและเสรีภาพ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงระบบที่ลึกซึ้งต่อโครงสร้างสังคมและสุขภาพของประชากรในระดับโลกมาพร้อมกับกระแสต่อต้านความหลากหลายทางเพศ อาจมีการสร้างบรรยากาศที่เปิดช่องให้เกิดการแสดงออกถึงความเกลียดชัง (Hate Speech) และความรุนแรงทางเพศได้ง่ายขึ้น ซึ่งเกิดความเสี่ยงทางจิตวิทยาสังคมสูง” ผศ.รณภูมิ กล่าว

ผศ.รณภูมิ กล่าวต่อไปว่า ในสังคมไทย แนวคิดอนุรักษ์นิยมทางเพศไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามีแนวคิดอนุรักษ์นิยมฝังรากลึกในทุกเจเนอเรชั่น การที่สหรัฐอเมริกาลงนามในคำสั่งพิเศษฉบับนี้ อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขบวนการอนุรักษ์นิยมในประเทศไทย แต่มีอิทธิพลทางอ้อมในแง่ของการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมทางเพศในไทยรู้สึก “กล้า” ออกมาเคลื่อนไหว แสดงความคิดเห็นอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น ด้วยกระแสอนุรักษ์นิยมที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายของทรัมป์

ทั้งนี้ ความเห็นที่แตกต่างไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องไม่ใช่ความคิดเห็นที่ลดทอน ด้อยค่าความเป็นมนุษย์ สร้างความเกลียดชังบนอคติทางเพศ ที่อาจนำให้เกิดความรุนแรง ซึ่งนำไปสู่การละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนได้ ทุกคนจึงควรช่วยกันเป็นพารามิเตอร์ทางสังคมจับตามอง ไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีกฎหมายที่สนับสนุนความเท่าเทียมและป้องกันความรุนแรงทางเพศ ซึ่งช่วยคานอำนาจกับกระแสอนุรักษ์นิยมไม่ให้ขยายไปจนสร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคม นี่จึงเป็นเส้นสมดุลที่ไทยต้องรักษาไว้เพื่อไม่ให้ความแตกต่างทางความคิดเห็นกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมที่ยากจะควบคุม

นอกจากผลกระทบทางจิตวิทยาสังคมแล้ว การเมืองแบบอนุรักษ์นิยมทางเพศของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ ในประเทศไทย ในมิติต่างๆ ซึ่งแม้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว LGBTQ+ ทั่วโลก เนื่องจากความเปิดกว้างทางวัฒนธรรมและการต้อนรับที่เป็นมิตร แต่นโยบายนี้อาจสร้างผลกระทบทางอ้อมได้หนึ่งในนั้นคือการที่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

ซึ่งแม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้การท่องเที่ยวบูม แต่ก็อาจนำพาอคติทางเพศเข้ามาด้วย และนำไปสู่การเลือกปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ เช่น การแสดงออกเชิงลบต่อคู่รักเพศเดียวกัน หรือแม้แต่เหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศ ภาครัฐจึงต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกนโยบายเพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ การอบรมเจ้าหน้าที่ด้านการท่องเที่ยวเพื่อให้ตระหนักถึงสิทธิของทุกกลุ่ม

รวมถึงการสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังควรเน้นการสร้าง “วัฒนธรรมการยอมรับความแตกต่าง” ในหมู่ประชาชนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแค่กระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แต่ยังอาจส่งผลระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรกับ LGBTQ+ อีกด้วย

ผลกระทบเชิงลึกของแนวคิดอนุรักษ์นิยมทางเพศที่กำลังแผ่ขยายในหลายมิติ อาจก่อให้เกิด “ปรากฏการณ์โดมิโน” โดยเฉพาะในแง่ของการจำกัดสิทธิและโอกาสของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงการถดถอยของระบบการสนับสนุนด้านสุขภาพและสิทธิมนุษยชน หนึ่งในโอกาสที่อาจถูกปิดกั้นอย่างรุนแรงคือ ระบบการให้บริการของภาคประชาสังคมในด้านสุขภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการสนับสนุนจากทางสหรัฐอเมริกา เช่น การป้องกัน HIV การให้คำปรึกษาในการข้ามเพศ และการเข้าถึงฮอร์โมนสำหรับการข้ามเพศ

“การให้บริการด้านสุขภาพขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระของภาครัฐเรื่องการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน หากเกิดการระงับหรือลดการสนับสนุนจะส่งผลให้โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับภาระที่ล้นเกิน ในขณะที่บุคคลที่ต้องการบริการเฉพาะทางอาจหันไปหาทางเลือกอื่นที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงหรือถูกล่อลวงด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพที่รุนแรงขึ้น” ผศ.รณภูมิ ระบุ

ทั้งนี้ ผศ.รณภูมิ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยควรยึดจุดยืนและเป้าหมายในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน และการสร้างความสมศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ จุดยืนควรตั้งอยู่บนหลักการแห่งความยุติธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เพียงการตามกระแสโลกอย่างไร้ทิศทาง ในขณะเดียวกันภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการให้บริการและช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพจิตสังคม หรือการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงการออกมาตรการที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างจริงจัง

“แม้ว่า นโยบายอนุรักษ์นิยมทางเพศของทรัมป์ จะสร้างแรงกระเพื่อมในระดับโลก แต่สังคมไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางเดียวกัน การยึดถือในคุณค่าแห่งความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะเป็นหลักชัยสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับทุกคน เพราะในโลกที่ความหลากหลายคือพลัง สังคมที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง คือสังคมที่แข็งแกร่งที่สุด” ผศ.รณภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

จุฬาฯ เปิดตัว‘วีลแชร์เดินได้’ หุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายมนุษย์

จุฬาฯ เปิดตัว‘วีลแชร์เดินได้’  หุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายมนุษย์

จุฬาฯ เปิดตัว‘วีลแชร์เดินได้’ หุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายมนุษย์

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ผมอยากประดิษฐ์วีลแชร์ที่เดินได้ วีลแชร์ปกติเคลื่อนที่ได้ตามทางปกติเท่านั้น แต่ขึ้นรถเมล์ไม่ได้ ขึ้นลงบันไดไม่ได้ ผมเลยมองว่าถ้าวีลแชร์สามารถพับขึ้นมาแล้วช่วยให้ผู้นั่ง ลุกขึ้นมาเดินได้ ก็จะทำให้ผู้ที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวเดินได้สะดวกขึ้น”

รศ.ดร.รณพีร์ ชัยเชาวรัตน์ อาจารย์จากสำนักบริหารหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวคิดในการประดิษฐ์นวัตกรรม ซึ่งถือได้ว่าเป็นหุ่นยนต์ Wheelchair Exoskeleton ตัวแรกของโลกที่สร้างโดยฝีมือคนไทย โดยหุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักการวิจัยแห่งชาติในปี พ.ศ. 2564 – 2565 และล่าสุด ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในโครงการรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2567 จัดโดยมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์

หุ่นยนต์ Wheelchair Exoskeleton คืออะไร? : รศ.ดร.รณพีร์ กล่าวว่า Wheelchair Exoskeleton เป็นหุ่นยนต์สวมใส่บนร่างกายเพื่อช่วยการเคลื่อนไหวของมนุษย์ มีลักษณะเป็นได้ทั้งวีลแชร์และแปลงเป็นหุ่นยนต์ โดยชื่อ Exoskeleton มาจาก 2 คำ คือ Exo แปลว่าข้างนอก และ Skeleton แปลว่าโครงกระดูก เมื่อรวม 2 คำนี้ด้วยกัน แปลได้ตรงตัวว่า “โครงกระดูกภายนอก” จะว่าไปแล้วไอเดียก็คล้ายกับไอรอนแมน ที่เมื่อสวมใส่แล้วจะช่วยให้ผู้สวมใส่มีพละกำลังมากกว่าเดิม ในทางเทคนิคคือการใช้เครื่องจักรกลประกอบหุ่นยนต์ให้ผู้สวมใส่สามารถออกแรงได้มากขึ้น

จาก concept design ดังกล่าว รศ.ดร.รณพีร์ ออกแบบชิ้นส่วนทุกชิ้นของหุ่นยนต์อย่างละเอียด โดยใช้โปรแกรมสามมิติจากคอมพิวเตอร์ และหาซื้อวัสดุเอง ซึ่งอาจารย์รณพีร์เลือกใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ที่มีน้ำหนักเบาและผลิตโดยเครื่องพิมพ์สามมิติบางชิ้นส่วนตัดโดยเครื่องกลึง CNC (ComputerNumerical Control) เมื่อผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ของหุ่นยนต์ครบแล้ว ก็นำมาประกอบเป็นตัวหุ่น ต่อไปก็เป็นเรื่องของการควบคุมการเคลื่อนไหว ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ล้อ ซึ่งได้กลุ่มนิสิตมาเขียนโปรแกรมล้อหน้าให้สามารถวิ่งตรงและเลี้ยวโค้งได้ ส่วนที่สองเป็นมอเตอร์ควบคุมข้อต่อสะโพกกับหัวเข่า ที่อาจารย์รณพีร์เขียนโปรแกรมควบคุมเอง

“หุ่นยนต์มีลักษณะเป็นหุ่นยนต์ไฮบริดแบบใหม่ ผสมผสานรถเข็นและ Exoskeleton เข้าด้วยกัน ขาช่วงล่าง สามารถเปลี่ยนโหมดการใช้งานได้ระหว่างนั่งและเดิน โดยใช้มอเตอร์ช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อต่อสะโพกและหัวเข่า ส่วนข้อต่อข้อเท้าเป็นข้อต่ออิสระ ไม่มีการขับเคลื่อน ล้อซ้ายและขวาสามารถเก็บเข้าไปในส่วนขาส่วนล่าง เพื่อเปลี่ยนเป็นท่าเดินหรือข้ามสิ่งกีดขวาง” รศ.ดร.รณพีร์ อธิบายการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์

ผสานกลไกเข้ากับกายวิภาคมนุษย์ :กว่าจะเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบ Wheelchair Exoskeleton รศ.ดร.รณพีร์ผสานความรู้ทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์การประดิษฐ์หุ่นยนต์และสรีรศาสตร์ของมนุษย์เข้าด้วยกัน โดยการออกแบบหุ่นยนต์ประเภท Exoskeleton ความท้าทายสำคัญคือ “ต้องคำนึงถึงอวัยวะของผู้สวมใส่และหุ่นให้ไปด้วยกันได้” สวมแล้วไม่ยืดหรือไม่หด ไม่ระคายผิวหนัง ทุกครั้งที่เหวี่ยงขาจริง Exoskeleton ก็ต้องเหวี่ยงไปด้วย เวลางอหัวเข่า หัวเข่าของหุ่นยนต์ก็ต้องงอไปพร้อมกัน

“เราใช้หลักการ Kinematics Compatibility หรือความเข้ากันได้เชิงจลศาสตร์ในการออกแบบหุ่นสวมใส่บนร่างกาย กระดูกคนเป็นกระดูกถ้วยกับกระดูกก้อนที่มาสไลด์กัน แต่กลไกมอเตอร์ หมุนรอบแกนหมุนแกนเดียว เมื่อเอามอเตอร์มาติด จะไม่สอดคล้องกับสรีระคนโดยตรง เราจึงออกแบบข้อต่อหัวเข่าให้เป็น Linkageเพื่อให้เส้นทางการเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางการหมุน สามารถเลียนแบบกระดูกจริงข้อต่อที่มีการงอขาเยอะๆ ก็ใช้ Four-barLinkage เพื่อให้จุดหมุนเปลี่ยนไปตามข้อต่อได้” รศ.ดร.รณพีร์ ระบุ

นอกจากนี้ รศ.ดร.รณพีร์ ยังใช้ความรู้เรื่อง Biomechanic หรือชีวกลศาสตร์ ซึ่งสามารถคำนวณแรงบิดที่เกิดขึ้นจากรอบข้อเท้าหัวเข่า และสะโพกได้ เพื่อนำข้อมูลไปสร้างหุ่นยนต์ที่เหมาะสมกับสรีระของคน แต่ในแง่ความสวยงามคงต้องการความรู้ฝั่งสถาปัตยกรรมศาสตร์มาช่วยออกแบบหุ่นยนต์ และเมื่อจะนำหุ่นยนต์ไปใช้งานจริง ฝ่ายสหเวชศาสตร์คงต้องเข้ามาช่วยแนะนำผู้สูงอายุและผู้ป่วยต่อไป

ขณะนี้ รศ.ดร.รณพีร์ กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ Wheelchair Exoskeleton ต้นแบบตัวที่สอง โดยแก้ไขเรื่องการนั่ง การลุกให้มั่นคงและเดินได้สะดวกกว่าเดิม และกำลังอยู่ระหว่างการยื่นขอจดทรัพย์สินทางปัญญา ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการทดสอบการใช้งานจริงกับผู้ป่วยและผู้สูงอายุ!!!

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความเห็น ครป. กรณีคดีฮั้วเลือก สว. และการประชุมคดีพิเศษ 6 มีนาคม

ความเห็น ครป. กรณีคดีฮั้วเลือก สว.  และการประชุมคดีพิเศษ 6 มีนาคม

ความเห็น ครป. กรณีคดีฮั้วเลือก สว. และการประชุมคดีพิเศษ 6 มีนาคม

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรณีการฮั้วเลือก สว. มีการร้องเรียนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีข้อเท็จจริงจำนวนมากเป็นที่ประจักษ์ ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นมโหฬาร มีขบวนการแทรกแซงระบบเลือกตั้งโดยทุจริตเพื่อทำลายระบบนิติรัฐ ใช้อำนาจเงินและอำนาจรัฐเข้ากำกับควบคุมการเลือกตั้ง โดยที่ กกต.ไม่ดำเนินการตามที่มีการร้องเรียนอย่างกว้างขวางดังนั้น วันนี้ DSI ซึ่งได้รับการร้องเรียนด้วยจะเข้ามารับดูแลคดีในส่วนความผิดทางอาญาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เพราะเรื่องแปลกประหลาดคือ กกต.ไม่ทำหน้าที่ และไม่เร่งดำเนินการสอบสวนเอาผิด แต่เมื่อมีผู้สมัคร สว.ไปร้อง DSI กลับมีกระบวนการสอบสวนที่ก้าวหน้าเห็นผลมากกว่า

ตามที่ กกต.มีหนังสือสอบถาม DSI ไปเมื่อวันที่22 มกราคม ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคำร้องแต่ละคำร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ดำเนินการ รวมทั้งขอทราบว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว DSI ตอบมาชัดในจดหมายเมื่อวันที่3 กุมภาพันธ์ ว่าพบพยานหลักฐานปรากฏข้อเท็จจริง พบขบวนการจัดตั้งเครือข่าย เพื่อกระทำความผิดและฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีการวางแผนสลับซับซ้อนและมีรายละเอียดค่าตอบแทนตั้งแต่ระดับอำเภอถึงในระดับประเทศ มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกว่า1,200 คน

ผมสนับสนุนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ในส่วนของคดีอาญา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มีความผิดร้ายแรง แต่ผู้ร่วมกระบวนการไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำลายระบบนิติรัฐ สร้างขบวนการยึดครองสภาสูงโดยมิชอบ และเป็นเหตุให้มีคำถามว่า สว.มีไว้ทำไม และเหตุที่ DSI ต้องรับเพราะ กกต.ไม่ทำหน้าที่ และถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ไม่ดำเนินการตามอำนาจและกฎหมายที่มีแม้มีการร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการร้องความผิด กกต.ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะหลักฐานที่มีการร้อง กกต. ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้ง ค่อนข้างแน่นหนา

ผมยังแปลกใจว่า ทำไมผู้กระทำผิดในขบวนการนี้ถึงกล้าจัดให้เข้าพักโรงแรมเดียวกันอย่างผิดปกติ มีการจองมาล่วงหน้าทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน มีผู้รับจัดการจองที่พักและการเดินทาง มีการใช้โทรศัพท์เป็นกลุ่มก้อนเชื่อมโยงกัน ทำไมไม่ใช้สถานที่ส่วนตัว และปกปิดความผิดกันหน่อย เรื่องนี้จึงมีการกระทำความผิดที่โจ่งแจ้งมากๆ เหมือนมั่นใจว่ามีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง

ผมได้เข้าไปในกระบวนการเลือก สว. และสังเกตการเลือกตั้งที่ จ.ยโสธร ก็ยังพบข้อมูลการทุจริตจริงและยังได้คุยกับผู้เกี่ยวข้องหรือพยานบางคนด้วย พบว่าทุกที มีการจ้างคนลงสมัคร สว. หลายอำเภอเหมือนๆ กัน ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่อยากเป็น และคุณสมบัติก็ไม่ได้ หรือไม่ตรงปกแต่ลงเพื่อไปเลือกตามโผหรือตามเบอร์ที่ได้รับจ้างมา บางคนยังอยากกลับบ้านก่อนเวลา เงื่อนไขการรับสมัครอาชีพนั้นทำโดยระเบียบกกต.ที่หละหลวม ไม่มีการตรวจสอบ มีการเกณฑ์คนมาสมัครทุกกลุ่ม มีการขนคน มีคนเห็นกันทั้งประเทศ แต่ กกต.ไม่เห็น

เรื่องนี้ กกต. มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบการกระทำผิดทุจริตการเลือกตั้งตามกฎหมาย แต่ควรให้ DSI สอบสวนดำเนินคดีความผิดอาญา สว.ควรเป็นอิสระทางการเมือง ไม่ใช่เป็น สว.สังกัดพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มใดที่จัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมสภานิติบัญญัติ เพราะจนถึงวันนี้ กกต.มีเจตนาในการประวิงเวลาตอบกลับ DSI ว่าประสงค์จะรับดำเนินการสอบสวนคดีอาญาใดบ้างเอง หรือมอบให้ DSI เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนในคดีอาญาใด

เรื่องนี้ กกต.มีพิรุธ และให้ระวังจะตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะสังคมเริ่มกังวลว่าการเลื่อนไป 6 มีนาคมเพื่อให้กลุ่มการเมืองต่อรองกันก่อนหรือไม่ แต่ผมเห็นว่าDSI และ กกต.ต้องร่วมมือกันทำตามกฎหมายและผลประโยชน์เพื่อส่วนร่วมตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ และอย่าได้กังวลกรณีวิปวุฒิสภามีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดกับรัฐมนตรี อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการคดีพิเศษ

เพราะกระบวนการนี้คือกระบวนการสอบสวนเท่านั้น ศาลยังไม่ได้ตัดสิน ให้ถือเสียว่าจำเลยมักร้อนตัวและถ้า กกต. DSI ไม่ปฏิบัติหน้าที่อาจโดน ม.157 เสียเอง ส่วนทางแก้ปัญหาในอนาคตควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อกำหนดสัดส่วนที่มาให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะการแบ่งกลุ่ม ไม่ได้สะท้อนสัดส่วนประชากรในประเทศและความสำคัญของกลุ่มอาชีพอย่างแท้จริง

หรือยุบ สว. มรดกรัฐประหาร 2490 ให้เหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎรก็พอ!!!

เมธา มาสขาว

รักษาการเลขาธิการ

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

80 ปี‘คุรุสภา’มุ่งยกระดับวิชาชีพสร้างครูคุณภาพ

80 ปี‘คุรุสภา’มุ่งยกระดับวิชาชีพสร้างครูคุณภาพ

80 ปี‘คุรุสภา’มุ่งยกระดับวิชาชีพสร้างครูคุณภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

2 มีนาคม 2568 ครบ 80 ปี สถาปนา‘คุรุสภา’เป็นองค์กรสภาวิชาชีพ รมว.ศธ.กำชับรณรงค์ครูและบุคลากรทางการศึกษามีภาพพจน์ดีในสังคม ‘อมลวรรณ’ชี้มีผลงานเด่นเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง

2 มีนาคม 2568 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 80 ปี โดยมี พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธี บวงสรวงองค์พระพฤหัสบดี พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 30 คน รางวัล“คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 รางวัล และรางวัลผู้บริหารภารกิจ ส่วนภูมิภาคดีเด่น จำนวน 12 รางวัล เพื่อเป็นการยกย่องแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน รวมทั้งเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.ร่วมงาน ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า จากการที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้การดำเนินการตามบทบาท ภารกิจที่สำคัญต่อวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง และการร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องการกำกับดูแลการประพฤติและการปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ การพัฒนาและยกย่องผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ถือว่าดำเนินการได้ดี สามารถสะท้อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ผู้เรียนมีคุณภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม เก่งในด้านทักษะการใช้ชีวิต “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” คิดแบบมีเหตุผล และทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อการศึกษาของเรา ก็จะดีขึ้นและมาตรฐานการศึกษาของเราจะก้าวไปด้วยกัน รมว.ศธ.ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา ขอให้มีการทำงานเชิงรุกในการรณรงค์ ปลูกฝัง ย้ำเตือนครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องมีความประพฤติดี กิริยา วาจาสุภาพ สร้างชื่อเสียง สร้างความศรัทธาแก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง มีภาพพจน์ที่ดีปรากฏสู่สังคม

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งคุรุสภา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 ถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่เป็นองค์กรสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาของชาติไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น โดยได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาและสังคมไทยมีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู การพัฒนาแนวทางการประเมินคุณภาพครู ไปจนถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับครู ปรับตัวเป็นองค์กร องค์ความรู้ที่ทันสมัย มีความรวดเร็วในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาครูมากขึ้นในทุกด้าน

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า  สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 81 ของคุรุสภาและวิชาชีพครู จะมุ่งเน้นการสร้างครูที่เป็นผู้นำทางการศึกษามีความสามารถทางวิชาการและจริยธรรมสูง พร้อมทั้งสามารถปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของโลกการศึกษายุคใหม่ เพื่อช่วยกันสร้างคนไทยที่มีศักยภาพสอดคล้องกับนโยบาย เรียนดี  มีความสุข และทำให้เด็กไทย คนไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่าน อันจะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน สังคม และประเทศชาติ พร้อมกันนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะยืนหยัดสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคุรุสภาให้เป็นสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อยกระดับวิชาชีพให้สืบเนื่องต่อไป