อัญเชิญขบวน‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ ประดิษฐาน‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’พลับพลาไชย

อัญเชิญขบวน‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ ประดิษฐาน‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’พลับพลาไชย

อัญเชิญขบวน‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ ประดิษฐาน‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’พลับพลาไชย

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

อัญเชิญขบวน‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ ประดิษฐาน‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’พลับพลาไชย

วานนี้ (วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม และนายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ พร้อมด้วย ผู้ช่วยกรรมการ และคณะผู้บริหาร จัดพิธีต้อนรับและอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว องค์ฮกเต็กแป๊ะกง องค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์) และองค์หลวงปู่ไต้ฮง จาก มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ เข้าประดิษฐาน ณ บริเวณลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ โดยมี นายอรุณชัย ศิริมหาชัย ประธานมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ พร้อมด้วย คณะกรรมการ เป็นผู้นำคณะและอัญเชิญมายังมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย พร้อมด้วยสาธุชนร่วมพิธีรับคณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกันอย่างเนืองแน่น

ทั้งนี้ ระหว่างวันนี้ – 3 มีนาคม 2568  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใส ร่วมสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์)  ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ  โดยในวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม – วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2568  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18.30 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่

ม่วนชื่น! เปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน อมยิ้มกับนร.อนุบาลปั้นดินให้เป็นเตา

ม่วนชื่น! เปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน อมยิ้มกับนร.อนุบาลปั้นดินให้เป็นเตา

ม่วนชื่น! เปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน อมยิ้มกับนร.อนุบาลปั้นดินให้เป็นเตา

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.48 น.

ม่วนชื่น! โรงเรียนสุนทรวัฒนา ‘เปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน’ (Open House) อมยิ้มกับนักเรียนอนุบาลสาธิตปั้นดินให้เป็นเตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสิทธิ์ ปักเขตานัง ผู้อำนวยการโรงเรียนสุนทรวัฒนา พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารฯ คณะผู้ปกครอง และแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยานการจัดงานเปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน (Open House) โรงเรียนสุนทรวัฒนา ประจำปีการศึกษา 2568  ณ ลานกิจกรรมเอกประสงค์โรงเรียนสุนทรวัฒนา โดยมีนายธีระพงษ์ ชัยชนะกลาง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต. 1 เป็นประธาน

วัตถุประสงค์ของการจัดงานคือ เพื่อเผยแพร่ผลงานและนวัตกรรมครู ในการจัดการเรียนการสอนของครู 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความสามารถด้านวิชาการ การจัดกิจกรรม ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และบูรณาการค่ายวิชาการ เพื่อแสดงของนักเรียน ที่เกิดจากการได้เรียนรู้มาเป็นผลผลิตและนวัตกรรมของนักเรียนอย่างมีคณภาพ  เพื่อให้ผู้ปกครองและชุมชนทราบถึงการพัฒนาการเรียนการสอนและ ศักยภาพของครู/นักเรียน  และเพื่อให้นักเรียนจำนวน 1,165 คน ได้เรียนรู้ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน และ พัฒนาตนเองจากการร่วมงานโดยเปิดบ้านวิชาการสู่ชุมชน (Open House) โรงเรียนสุนทรวัฒนา ประจำปีการศึกษา 2568 ในครั้งนี้

การจัดงานนี้ ได้รับความร่วมมือจากคณะครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสุนทรวัฒนา ก่อนที่ประธานในงานจะมอบเกียรติบัตรให้กับผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ที่มีผลงานดีเด่น และเยี่ยมชมบูธและ นิทรรศการภายในงาน อย่างเช่นกลุ่มปฐมวัยที่พรีเซนต์และสาธิตตั้งแต่วัสถุดิบข้างต้นจนถึงกระบวนการสุดท้ายได้อย่างคล่องแคล่ว และน่ารักสร้างสีสันให้งานได้อย่างคึกคัก /// – 026

รร.ท.ศ.-อุปถัมภ์วิทยาพนม MOUกับ‘เอ็มม่า อลิส’จัดห้องเรียน‘นวัตกรรมในศตวรรษใหม่’

รร.ท.ศ.-อุปถัมภ์วิทยาพนม MOUกับ‘เอ็มม่า อลิส’จัดห้องเรียน‘นวัตกรรมในศตวรรษใหม่’

รร.ท.ศ.-อุปถัมภ์วิทยาพนม MOUกับ‘เอ็มม่า อลิส’จัดห้องเรียน‘นวัตกรรมในศตวรรษใหม่’

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.17 น.

พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ MOUโครงการห้องเรียนนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส กับ โรงเรียนเทพมิตรศึกษา และ โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ศูนย์งานอภิบาล บ้านชุมพาบาล ศูนย์การศึกษาสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี (ศสร.) จัดให้มีพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ และสัญญาว่าจ้าง โครงการห้องเรียนนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ หลักสูตรนวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส โดย นายเอกสิทธิ์  เกิดกฤษฏานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ กับโรงเรียนเทพมิตรศึกษา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดย นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียน และโรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี โดยบาทหลวงทรงราชย์ ศรีระหงษ์ ผู้อำนวยการ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2568 ที่ผ่านมา

นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา เปิดเผยว่า โรงเรียนเทพมิตรศึกษา เป็นโรงเรียนเอกชนของมูลนิธิคาทอลิก เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สอนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนวัยเรียนถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีอาคารเรียน 6 หลัง พื้นที่จำนวน 19 ไร่ 1 งาน 21.1 ตารางวา การเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการพัฒนาให้ก้าวทันกับยุคสมัย ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวล้ำทันสมัยไปอย่างรวดเร็วมาก เด็กๆในยุคนี้ในทุกวันนี้ ถ้าเขาไม่มีความรู้ จะใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาอย่างไร จะเป็นการเสียโอกาสเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องมีการเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับโลกในยุคดิจิตอล หลักสูตรนวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  ทางโรงเรียนจึงได้เริ่มเปิดหลักสูตรนวัตกรรม และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ให้นักเรียนได้เรียนรู้ในปีการศึกษานี้ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้มีประสบการณ์ด้านการเรียนการสอนมืออาชีพอย่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส โดยคุณเอกสิทธิ์  เกิดกฤษฎานนท์  ประธานกรรมการผู้จัดการ จะได้นำนวัตกรผู้เชี่ยวชาญมาจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนวัตกรรมและ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับนักเรียน

ทางด้าน บาทหลวงทรงราชย์  ศรีระหงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม เปิดเผยว่า โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม ตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งโดยคุณพ่อเดลฟีโน เกรสปี ผู้ก่อตั้ง วัดแม่พระอุปถัมภ์ พนม ในคริสจักร นิกายโรมันคาทอลิก เมื่อปี พ.ศ. 2510 เปิดสอนอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้น ทางโรงเรียนก็เห็นพ้องต้องกันกับทางโรงเรียนเทพมิตรศึกษา ในการที่จะพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันกับยุคสมัย เด็กๆก็มีการเรียนรู้ในโลกกว้างมากขึ้น ภาษาของเรานอกจากภาษาคนแล้ว ภาษาสื่อสาร ภาษาคอมพิวเตอร์ ก็เป็นเรื่องสำคัญ หลักสูตรนวัตกรรม สามารถต่อยอดนำไปใช้สำหรับการประกอบอาชีพในอนาคตได้ หรือต่อยอดการเรียนในชั้นระดับอุดมศึกษาได้  ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มม่า อลิส จึงตอบโจทย์ในการที่จะสร้างนวัตกรได้ในอนาคตข้างหน้า

นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ หจก.เอ็มม่า อลิส  กล่าวว่า ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความสำเร็จให้นักเรียนของเราให้พัฒนาขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พร้อมที่จะนำความรู้หรือทักษะ ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ไปบูรณาการร่วมกับความรู้ในสาขาที่นักเรียนต้องการศึกษาต่อในระดับสูงได้และสุดท้ายได้สร้างอัตลักษณ์แก่โรงเรียนเทพมิตรศึกษา และ โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม  ให้สังคมได้รับรู้ว่านักเรียนทุกคนของเราเมื่อจบการศึกษาออกมามี ‘ความเก่งวิชาการ เชี่ยวชาญนวัตกรรม สามารถสร้างสรรค์อนาคตได้’ /// – 026

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์ใหม่ศึกษานิเทศก์ปฏิรูปวิชาชีพ มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหาร พัฒนาคุณภาพการศึกษาประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.17 น.

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์สำคัญเพื่อปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า การปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษานิเทศก์มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หลักเกณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติในวันนี้ จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงจากภายนอกระบบราชการได้เข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษาของประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างกลไกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“เราจำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพและเพียงพอในระบบการศึกษา เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา การปฏิรูปครั้งนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปถึงห้องเรียน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.ค.ศ.เปิดเผยว่า “หลักเกณฑ์ใหม่นี้ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด ส่วนการเปิดช่องทางให้ผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาโท หรือปริญญาเอก ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งได้นั้น จะทำให้เรามีนักศึกษานิเทศก์ที่มีความหลากหลายทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับการนิเทศการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

โดยสาระสำคัญจาก 5 หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับศึกษานิเทศก์ที่ ก.ค.ศ.ได้ให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ ได้แก่ 1.การเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่มีวุฒิปริญญาโทหรือเอกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สามารถเข้าสู่ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ได้ 2.กระบวนการคัดเลือกที่ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยเน้นความรู้ด้านวิจัยทางการศึกษา ภาวะผู้นำ ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล ภาษาอังกฤษ และสมรรถนะในการปฏิบัติงาน 3.การปรับปรุงวิธีการคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับมาตรฐานตำแหน่งศึกษานิเทศก์ใหม่ 4.การกำหนดอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 5.ระบบพัฒนาก่อนแต่งตั้ง ศึกษานิเทศก์ต้องผ่านการพัฒนาและประเมินสมรรถนะก่อนเข้าปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ การอนุมัติหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปวิชาชีพศึกษานิเทศก์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การมีศึกษานิเทศก์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา มีความเป็นผู้นำทางวิชาการ และมีสมรรถนะในการนิเทศการศึกษา จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั่วประเทศต่อไป

– 006

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

โชว์นวัตกรรม ‘วัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้ง’ สำหรับอาคารสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.28 น.

มทร.ธัญบุรี โชว์นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร สำหรับอาคารสำเร็จรูปส่งตรงจากหน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (27 ก.พ. 68) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โชว์“นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร สำหรับอาคารสำเร็จรูป” ผลงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประชุม คำพุฒ นักวิจัยและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ คว้ารางวัล WIIPA Special Award จาก World Invention Intellectual Property  Associations (WIIPA) และรางวัล Gold Medal จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers การประกวดในงาน “The 18th International Warsaw Invention Show (IWIS 2024)” ผลงานเรื่อง “BioWood: Innovative Use of Biomass for High-Performance Artificial Construction Materials (ไม้ชีวภาพ: นวัตกรรมการใช้ชีวมวลเพื่อวัสดุไม้เทียมประสิทธิภาพสูงสำหรับงานก่อสร้าง)” จัดโดย Association of Polish Inventors and Rationalizers ณ Warsaw University of Technology กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์

ผศ.ดร.ประชุม เผยว่า จากปัญหาค่าฝุ่น P.M.2.5 จากการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข บวกกับภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างต้องการลดการใช้ปูนซีเมนต์ เนื่องจากคอนกรีตมีค่าการปลดปล่อยคาร์บอนที่สูง และต้องการกลับมาพัฒนาการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นไม้ธรรมชาติ การนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาผลิตเป็นวัสดุทดแทนไม้ในทุกชิ้นส่วนของอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย แผ่นไม้ โครงเคร่าไม้ อิฐไม้ และผนังแบบแซนด์วิช ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่ได้มีภายในประเทศ สามารถตอบโจทย์สถานการณ์การของโลกในปัจจุบัน และเป็นที่ต้องการของตลาดสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลการตลาดของวัสดุทดแทนไม้พบว่า ประเทศไทยเป็นตลาดของวัสดุทดแทนไม้ที่สำคัญของอาเซียน โดยผลิตวัสดุทดแทนไม้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากที่สุดแล้วยังมีการส่งออกไปยังต่างประเทศมากถึงร้อยละ 50 ของกำลังการผลิต หรือประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

โดยกระบวนการผลิต นวัตกรรมวัสดุอัดชีวภาพจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร เป็นการพัฒนาระดับเทคโนโลยีของเครื่องจักรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นในระดับ SME สำหรับรองรับการผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยเครื่องจักรใหม่ที่ผลิตขึ้น สามารถผลิตชิ้นงาน แผ่นไม้อัดและผนังแซนด์วิช ได้ขนาดมากกว่า 50 x 30 ตร.ซม. ส่วนไม้โครงเคร่ามีขนาดยาวมากกว่า 1.00 – 3.00  ม. ซึ่งเป็นขนาดที่มีการผลิตและจำหน่ายเทียบเท่ากับไม้จริงในท้องตลาด โดยเครื่องจักรใหม่มีความสูงการฟอร์มรูปชิ้นงานก่อนเข้าเครื่องถึง 50 ซม. มีการอัดแบบอัตโนมัติ ใช้ไฮดรอลิกขนาด 100 ตัน แรงดัน 20 บาร์ อุณหภูมิเครื่องสามารถตั้งได้สูงถึง 250 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการผลิตชิ้นงานประมาณ 7 – 30 นาที ขึ้นอยู่กับความหนาชิ้นงานและชนิดของชีวมวลที่นำมาใช้งาน การอัดแผ่นวัสดุชีวภาพใช้ของเหลือจากภาคเกษตร อาทิ มาบดย่อยลดขนาดให้พอเหมาะแล้วนำมาผสมกับสารเชื่อมประสานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขึ้นรูปด้วยความร้อน ได้เป็นแผ่นอัดที่ทดแทนไม้จริง ได้มาตรฐานการก่อสร้าง สำหรับนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แผ่นไม้อัดขนาด 30 x 30 ตร.ซม. สำหรับแปรรูปเป็นปาร์เกต์ แผ่นไม้อัดขนาด 50 x 30 ตร.ซม. สำหรับแปรรูปเป็นฝ้าเพดาน ไม้โครงเคร่าขนาด 1.1/2×3 นิ้ว  ยาว 1.00 – 3.00 ม. อิฐไม้เทียมขนาด 3 x 6 x 14 ลบ.ซม. และผนังแซนด์วิชขนาด 40 x 20 ตร.ซม.

ผลิตภัณฑ์วัสดุทดแทนไม้ที่เป็นวัสดุชีวภาพในลักษณะของชิ้นส่วนไม้เทียมที่ทำมาจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร คือ แผ่นไม้ โครงเคร่าไม้ อิฐไม้ และผนังแบบแซนด์วิช สามารถใช้ทำเป็นชิ้นส่วนประกอบในการก่อสร้างอาคารไม้สำเร็จรูป (น็อคดาวน์) สำหรับธุรกิจก่อสร้างและตกแต่ง ที่ประหยัดพลังงาน กันเสียง ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม /// – 026 

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

สทน.-GIT ร่วมมือวิจัยพัฒนา ยกระดับอุตฯอัญมณีและเครื่องประดับ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวอ. เพื่อส่งเสริมแลกเปลี่ยนความร่วมมือ ด้านการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่การประยุกต์ใช้ประโยชน์จากนิวเคลียร์และรังสี เพื่อการพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ การวิจัย การวิเคราะห์ การส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพ และการบริการวิชาการด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่าโดยมุ่งเน้นให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและการวิจัยเชิงอุตสาหกรรมและเชิงสังคมของประเทศ  ผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) งานจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมส่งออกที่ทำรายได้สูงสุดให้กับประเทศไทยมานานหลายทศวรรษ ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเกือบ 30,000ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทานถึง 800,000 คนด้วยภูมิปัญญาการปรับปรุงคุณภาพพลอยสีให้มีความสวยงามเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและนำไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สทน. และ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ จึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือเรื่อง “การดำเนินงานด้านการวิจัย การพัฒนา การวิเคราะห์ การส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพ และการบริการวิชาการ ด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า” เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ และการวิจัยเชิงอุตสาหกรรมและเชิงสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ และตอบรับแนวทางในการพัฒนาประเทศด้านอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า

สำหรับขอบเขตความร่วมมือ สทน. และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ จะร่วมกันดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการปรับปรุงคุณภาพอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ ทรัพยากรบุคคล ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ สำหรับการวิจัย การวิเคราะห์ การตรวจสอบ และการทดสอบอัญมณี เครื่องประดับ และโลหะมีค่า การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือทางเทคนิคและวิศวกรรม รวมไปถึงการฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา ประชาชนผู้สนใจ และพัฒนาศูนย์เรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวอ. กล่าวว่า ในฐานะที่ สวอ. เป็นหน่วยงานหลักที่มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจ อัญมณีและเครื่องประดับไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก  การลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดีที่ช่วยตอกย้ำพันธกิจอันแน่วแน่ของสถาบันที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่น ในคุณภาพของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี  เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

‘Camp of Love’ มหกรรมดนตรีในสวน มทร.ธัญบุรี เปิดเวทีให้น้องใหม่ ‘ไมซ์’ ปล่อยพลัง สร้างมืออาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ณ ลานกิจกรรมนักศึกษา กองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาการตลาด-การจัดการนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) คณะบริหารธุรกิจ จัดกิจกรรม “Camp of Love” มหกรรมดนตรีในสวน สร้างสรรค์งานอีเว้นท์ระดับมืออาชีพ การวางแผนงาน การประชาสัมพันธ์และจัดการสื่อการติดต่อประสานงาน และการลงมือปฏิบัติจริง

ผศ.คำรณ ย่องซื่อ ผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มอบนโยบาย Campus Life โดยให้กองพัฒนานักศึกษา จัดกิจกรรมขับเคลื่อน กิจกรรม ดนตรีในสวน จัดกิจกรรมช่วงหน้าหนาวเริ่มจากธันวาคม มกราคม และปิดท้ายประจำปี เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งการจัดงานในเดือนนี้ มาในตรีม “Camp of Love” สำหรับกิจกรรมดนตรีในสวนจะเป็นตัวเชื่อมกิจกรรมของนักศึกษาได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนแลกเปลี่ยนผ่านเสียงเพลง เพื่อความผ่อนคลายตลอดจนความร่วมมือบูรณาการของนักศึกษาของแต่ละคณะในจัดกิจกรรมร่วมกัน โชว์ศักยภาพ ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคณะ

ทางด้าน ผศ.สลิตตา สาริบุตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด กล่าวเพิ่มเติมว่า “Active Learning” จุดประกายไอเดีย Camp of Love ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ทั้งทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง การทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ยากต่อการคาดเดา รวมถึงการใช้สื่อและเทคโนโลยีต่างๆ ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ช่วยให้เห็นภาพจริงการทำงาน และมีประสบการณ์ร่วม ดังนั้นเส้นทางในชีวิตของพวกเขาก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะจบการศึกษา

น.ส.อรปรียา สอนสระเกษ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการตลาด-การจัดนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) เล่าว่า ด้วยทางกองพัฒนานักศึกษามีการจัดกิจกรรม Campus Life อาจารย์ทางสาขาอยากให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้บูรณาการสาขาวิชาการตลาด-การจันิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) ได้ลงมือปฏิบัติ ลองทำ ทดสอบฝีมือ นำปัญหาหรือข้อผิดพลาดมาปรับปรุง ซึ่งใช้เวลาในการเตรียมงาน 1 เดือน เริ่มจากการทำแบบสำรวจความต้องการของกิจกรรมว่าต้องการให้ภายในงานบูธ หรือกิจกรรมอะไรบ้างหลังจากที่ทำแบบสำรวจ ออกมาในตรีมงาน “Camp of Love” แคมป์ปิ้งมีกลิ่นอายของวินเทจ บูรณาการวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ ในเรื่องของการจัดนิทรรศการการบริหารคน ที่สำคัญในการจัด Camp of Love ได้เรียนรู้กระบวนการในการจัดอีเว้นท์ 1 งานต้องทำอย่างไร

“Camp of Love” เป็นอีกหนึ่งมหกรรมความสุขมีความสนุกที่หลากหลายในงาน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีในสวนสุดชิลการออกร้านอาหารและเครื่องดื่มอร่อยๆ และบูธดูดวงฟรีจาก MUTELU ที่เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจ สัมผัสบรรยากาศสบายๆ และชมฝีมือน้องใหม่ไมซ์ไฟแรง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมผลักดันยางแท่ง STR ไทยสู่ตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยแพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารมว.อว. น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของกระทรวง อว. ภายใต้การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (สงขลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง) โดย นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมต้อนรับและนำเสนอผลงาน กรมวิทย์ ที่พร้อมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.สงขลา

โดย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.ได้มอบนโยบาย “การขับเคลื่อนงานด้าน อววน. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย” ว่า กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยที่ประกอบไปด้วย สงขลา ชุมพร พัทลุง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านภูมิประเทศเป็นอย่างมาก เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เหมาะแก่การทำการเกษตร ประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว โดยกระทรวง อว. จะนำงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ขณะเดียวกันจะมีการยกระดับทรัพยากรบุคคลให้มีสมรรถนะและมีทักษะแรงงานเพื่ออนาคต ที่สำคัญ กระทรวง อว.จะนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาเสริมสร้างศักยภาพและโอกาส เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้าที่สูงขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่

ด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้รายงานผลการดำเนินงานในพื้นที่ภาคใต้ ในการส่งเสริมและผลักดันยางแท่ง STR ของประเทศไทย ซึ่งยางแท่ง STR เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาทต่อปีกรมวิทย์ ได้มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรในห้องปฏิบัติการทดสอบยางแท่งกว่า 200 คนต่อปีพร้อมทั้งสนับสนุนห้องปฏิบัติการทั่วประเทศผ่านโปรแกรมทดสอบความชำนาญ (PT) ครอบคลุม88 แห่ง นอกจากนี้ สนับสนุนการรับรองคุณภาพห้องปฏิบัติการทดสอบยางตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 จำนวน 29 แห่ง ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ และนำเสนอผลงาน เทคโนโลยีเครื่องกรองน้ำกรมวิทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งกรมวิทย์ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องกรองน้ำในพื้นที่ประสบปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย จ.ชุมพร จำนวน 3 เครื่อง จ.สงขลา จำนวน 5 เครื่องและ จ.ปัตตานี จำนวน 2 เครื่อง

สำหรับเครื่องกรองน้ำดื่มของกรมวิทย์ได้มีการพัฒนาให้สามารถกรองสนิมเหล็ก ตะกอน กลิ่น คลอรีน หินปูนหรือความกระด้างในน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้โดยผ่านท่อกรองบรรจุสารกรองสนิมเหล็ก ท่อกรองบรรจุถ่านกัมมันต์ ท่อกรองบรรจุเรซิน แล้วผ่านเข้าสู่
ระบบกรองใสและระบบฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวี ผลิตออกมาเป็นน้ำสะอาดและปลอดภัยได้ถึง 500 ลิตรต่อชั่วโมง เป็นเครื่องกรองน้ำคุณภาพดี และมีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยมีน้ำที่คุณภาพดี เหมาะสำหรับการอุปโภค-บริโภค พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ไทย-จีน ลงนาม MOU ด้านนิวเคลียร์ หนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติ ร่วมกับ นายซาน จงเต๋อ (Mr.Shan Zhongde) ประธานองค์การพลังงานปรมาณูแห่งชาติจีน (China Atomic Energy Authority, CAEA) โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เข้าร่วมฯ

MOU ฉบับนี้มีเป้าหมายหลักในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการศึกษาและเตรียมความพร้อมของไทยเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors, SMRs) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ตามนโยบายของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และยังเป็นหัวใจสำคัญของการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเปิดประตูสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับสูง การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยทั้งสองประเทศจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนที่นำทางและแผนดำเนินการร่วมกันในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2025 และเป็นก้าวสำคัญสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ปลอดภัยและยั่งยืนของทั้งสองประเทศ

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’ สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’  สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง ‘เหล้า-บุหรี่-กัญชา’ สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เริ่มต้น! สสส.ปลูกฝังเยาวชน รู้ทันภัยเสี่ยง สานพลังภาคี ผุดโครงการพัฒนาสื่อสอนเด็ก เรียนรู้ภัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ กัญชา สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขยายผลใน 517 โรงเรียน ช่วยเยาวชนเข้าใจมากขึ้น 90.37% ตระหนักถึงปัญหา 89.63% พร้อมขยายผลพัฒนาชุดสื่อสำหรับเด็กเล็กต่อไป

นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า จากรายงานการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากรไทย ปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบอัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาชนอายุ 15-24 ปี อยู่ที่ 12.7% ลดลงจาก 15.4% ในปี 2560 โดยพบนักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี 211,474 คน ในจำนวนนี้ 73.7% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี และมีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 78,742 คน คิดเป็น 0.14% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีจำนวน 57 ล้านคน ขณะที่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงปี 2547-2564 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 23.5-29.5% และลดลงเหลือ 20.9% หรือราว 1.9 ล้านคน ในปี 2564 พบการดื่มแล้วขับ 33.06% ทำให้เกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บและเสียชีวิต 25.09%ก่อความรุนแรง 24.7% และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด 17.2%

“จากสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงได้คุกคามสุขภาวะเด็กและเยาวชนไทยอย่างมาก สสส. จึงมุ่งให้ความสำคัญการป้องกันเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ สิ่งเสพติด และอบายมุขอื่นๆ โดยสนับสนุนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบที่เด็กและเยาวชน สามารถฝึกสติผ่านการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามวัย เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกเด็กตั้งแต่ปฐมวัย ช่วยปกป้องเด็กจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพได้อย่างรอบด้าน” นายพิทยา กล่าว

ดร.อัญญมณี บุญซื่อ หัวหน้าโครงการพัฒนาชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันจากเหล้า บุหรี่ และกัญชา สำหรับนักเรียนในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า โครงการได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ต.ค.2566 โดยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลามหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ตำรวจตระเวนชายแดน ได้พัฒนาชุดสื่อกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันด้านปัจจัยเสี่ยงจากเหล้า บุหรี่ สำหรับเด็กวัยอนุบาลและนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น ที่สอดคล้องกับบริบทศาสนา วัฒนธรรม สังคมของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำไปใช้จริงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลการดำเนินงาน พบว่า ครูสามารถนำชุดสื่อไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา 89.63% นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 90.37% มีการตระหนักถึงภัยจากปัจจัยเสี่ยง 89.63%

“นอกจากนี้ ยังได้ผลิตชุดสื่อกิจกรรมการรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงจากกัญชาสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่า ครูสามารถนำไปใช้ได้จริง
ในสถานศึกษา 89.63% นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง 90.37% และมีการตระหนักถึงภัยจากปัจจัยเสี่ยง 89.63% ทั้งนี้ ได้มีการขยายผลในการใช้ชุดสื่อกิจกรรมผ่านเครือข่ายโรงเรียนทุกสังกัด 517 แห่ง จากความสำเร็จส่งผลให้ต่อยอดการทำงานในประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นเท่าทวีคูณ การสร้างจิตสำนึกตั้งแต่เด็กเล็กจะเป็นภูมิคุ้มกัน ในการสร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต และเตรียมพัฒนาชุดสื่อบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเด็กเล็กด้วย” ดร.อัญญมณี กล่าว