มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

https://www.naewna.com/local/839739

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินประจำปี 2567 ให้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เชิญไปทอดถวายผ้าพระกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาครบไตรมาส ณ วัดป่าวังเลิง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัยจังหวัดมหาสารคาม โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีทอดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมด้วย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคามผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ตลอดจนพุทธศาสนิกชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มต้นด้วยการเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานแห่ไปยังอุโบสถวัดป่าวังเลิงโดย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำแห่ขบวนผ้ากฐินพระราชทาน จากนั้น รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประคองผ้าพระกฐินพระราชทาน เชิญไปยังพานแว่นฟ้าที่ตั้งอยู่หน้าพระสงฆ์รูปที่ 2 วางผ้าพระกฐินพระราชทานลงบนพานแว่นฟ้า ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้น นายจีรพันธ์ ภูครองเพชรผู้อำนวยการกองกลาง อ่านหมายรับสั่ง พิธีกรรายงานจำนวนพระสงฆ์ สามเณรและแม่ชีจำพรรษาครบถ้วนไตรมาสประธานมอบผ้าห่มพระประธานแก่เจ้าหน้าที่ก่อนที่ประธานจะกล่าวคำถวายผ้าพระกฐินวางผ้าพระกฐินพระราชทานลงบนพานแว่นฟ้าแล้วยกประเคนพานและเทียนปาติโมกข์

พระสงฆ์ประกอบพิธีอุปโลกน์ตามพระธรรมวินัย และประธานถวายเครื่องบริวารกฐิน พิธีกรประกาศยอดปัจจัย จำนวน 1,433,159 บาท (หนึ่งล้าน
สี่แสนสามหมื่นสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าบาทถ้วน) ถวายแด่พระครูรัตนาภิรมย์เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดป่าวังเลิง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

https://www.naewna.com/local/839738

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับเอกชน ผุดหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) “การประยุกต์ใช้ AI และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้านวิศวกรรมสำหรับงานติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี 2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุค 4.0 โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน เช่น การคำนวณ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประยุกต์ใช้ AI และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับต่างชาติ ผู้เข้าอบรมจะสามารถระบุแหล่งคาร์บอนฟุตพรินท์ของโครงการ สื่อสารกับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ และนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของหลักสูตรคือการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม และการเน้นทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบันซึ่งมีความร่วมมือกับภาคเอกชนจาก บริษัท บี คอนซัลแตนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ทำให้หลักสูตรนี้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานจริง และผู้เรียนมีโอกาสได้ทำงานจริงในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันผู้เรียนจะได้เรียนรู้และเข้าใจขั้นตอนการติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ใน 8 งานสำคัญคือ งานเขียนแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ งานจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับโครงการ งานฐานราก งานโครงสร้างเหล็ก งานวางอุปกรณ์และเครื่องจักร งานระบบท่อและงานเชื่อมท่อระบบปรับอากาศ งานไฟฟ้าและเครื่องมือวัดพื้นฐาน รวมถึงงานการทดสอบการใช้งาน และได้กำหนดโมดูลการฝึกอบรมไว้ทั้งหมด12 โมดูล จำนวน 36 วัน

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวหลักสูตรนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และยังเป็นไปตามนโยบายของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องการผลิตกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 50,000 คน ภายใน 5 ปีโดยเริ่มฝึกอบรมวันแรกที่ อาคาร 8 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้น 2 ห้อง 822 มทร.ธัญบุรี โดยมี นารีรัตน์ธนะเกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาศักยภาพและเผยแพร่องค์ความรู้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นวิทยากร

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

https://www.naewna.com/local/839736

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารในเรื่องคุณภาพชีวิต และน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยกระทรวง อว. มีนโยบายเน้นย้ำให้นำผลงานวิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ตรงความต้องการและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมทั้งการพัฒนากำลังคนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตนได้มอบหมาย กรมวิทยาศาสตร์บริการ ขับเคลื่อนภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายฯ เพื่อให้บริการดูแลประชาชนเป็นอย่างดี ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลที่มีปัญหาน้ำดื่ม น้ำใช้ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเด็กๆ จะได้มีน้ำดื่มที่สะอาดมีคุณภาพและปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่ม และตั้งเป้าหมายภายในปี พ.ศ.2569 ทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดและปลอดภัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล

กรมวิทย์บริการ เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบเพื่อการอุปโภค-บริโภค และมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้หน่วยงานเครือข่ายมากว่า 20 ปี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาและติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงราคาถูกมาก สามารถผลิตได้เองในพื้นที่จนประสบความสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ โดยให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องกรองน้ำและการบำรุงรักษาให้แก่ครู เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีขึ้นให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า กรมวิทย์บริการ เป็นหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะปัญหาน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่ได้คุณภาพและความปลอดภัยในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ขณะนี้ กรมวิทย์บริการได้ร่วมมือกับกรมอนามัย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่่ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล อบต. เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า“ปัญหาเรื่องน้ำบริโภคที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ จะต้องหมดไปและได้รับการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี พ.ศ.2569” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการพัฒนาและจัดการองค์ความรู้ การบริหารจัดการน้ำอุปโภคและน้ำบริโภค การดูแลระบบ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำอุปโภคและบริโภคแก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ และพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ตนได้เน้นย้ำให้ถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรในพื้นที่เพื่อให้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน พึ่งตนเองได้ นอกจากนี้ได้สั่งการให้มีการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และมอบหมายให้ “สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน” จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำบริโภคยั่งยืน” ให้แก่บุคลากรภายในหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเครื่องกรองน้ำ การติดตั้งและการบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำด้วยตนเอง

อธิบดีกรมวิทย์บริการ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อการดำเนินการบรรลุเป้าหมายจะส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งยังมีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัย และที่สำคัญด้วยพลังความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่ได้ลงปฏิบัติงานจริงในพื้นที่จะไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาน้ำดื่มเท่านั้น แต่เมื่อพบปัญหาอื่นๆ ก็จะนำมาช่วยกันแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชน ด้วยหลักการ “เรานำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน” ซึ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนพึ่งตนเองได้ ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

https://www.naewna.com/local/839711

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.31 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 38/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้ติดตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Zero Dropout พบว่า ขณะนี้มีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 – ม.3) หรืออายุ 6 – 18 ปี จำนวน 394,039 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2567) โดย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มีแนวทางการสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบเพิ่มเติม ตั้งแต่ระดับตำบล ผ่านแพลตฟอร์ม LD รายงานต่อ สกร.ระดับอำเภอ เพื่อวางแผนและออกแบบการสำรวจและติดตามในพื้นที่อำเภอ และจังหวัด พร้อมประสานแลกเปลี่ยนกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลทิศทางเดียวกัน

ส่วน สพฐ.ได้ดำเนินการโครงการพาน้องกลับมา และพาการศึกษาไปหาน้อง (Zero Dropout) เรียนดี มีความสุข ใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา และในปี 2568 เตรียมขยายผลต่อเนื่อง

“ผมได้มอบหมายให้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักจัดทำฐานข้อมูล คำจำกัดความให้ตรงและเป็นข้อมูลเดียวกัน และมอบให้ สป.จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศรายบุคคลในภาพรวมของ ศธ.เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถมีส่วนร่วมในการอัพเดตข้อมูลในระบบได้ ทั้งนี้ จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้โดยตรง” รมว.ศธ.กล่าว

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

https://www.naewna.com/local/839585

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร  ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตร “WELLNESS & HEALTHCARE BUSINESS OPPORTUNITY PROGRAM FOR EXECUTIV (WHB)” กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย)จำกัด, ภาควิชานโยบายด้านสุขภาพของโลก บัณฑิตวิทยาลัยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท ไทยพัฒนาสุขภาพ จำกัด โดย International Wellness & Healthcare Academy ได้ร่วมมือกันจัดการเรียนหลักสูตร WHB รุ่นที่ 5 เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจรของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านบริการสุขภาพและการแพทย์ของโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนเครือข่ายพันธมิตรระหว่างผู้ประกอบการ นักธุรกิจด้านสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ และผู้บริหารระดับสูงจากคณะวิชาด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพหรือธุรกิจบริการ หรือผู้ที่สนใจธุรกิจด้านสุขภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ในอนาคต อีกทั้งมุ่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ ความก้าวหน้า โอกาสและการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับเวลเนสและเฮลแคร์ขณะเดียวกันมุ่งเสริมสร้างให้เกิดการขยายเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผสานความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ต่อยอดธุรกิจเดิมหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านเวลเนสและเฮลท์แคร์

นพ.กุลธนิต วนรัตน์ ผู้อำนวยการกองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพของโลกผ่านการดำเนินการตามนโยบายของนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่มีกลยุทธ์ 3 สร้าง ดังนี้ 1.สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายบริการทั้งในและต่างประเทศ 2.สร้างความเชื่อมั่น ด้วยนวัตกรรม งานวิจัย ประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาสมุนไพรในกลุ่มอาการที่พบบ่อย และ 3.สร้างมาตรฐานและยกระดับบริการทางการแพทย์ และสถานประกอบการด้านสุขภาพให้เป็นที่ยอมรับ โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเข้าร่วมเป็นองค์กรภาคีจัดการเรียนหลักสูตรในครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและผู้ประกอบการด้านสุขภาพและด้านการแพทย์ ส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นจุดหมายด้านเวลเนสและเฮลท์แคร์ที่มุ่งสู่ระดับโลกต่อไป

นายสันติพงษ์ วงค์ทะเนตร ผู้อำนวยการกองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างพลังขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการส่งเสริมพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจสุขภาพและความงามของไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และเทรนด์การดูแลสุขภาพควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นการเข้าร่วมเป็นองค์กรภาคีจัดการเรียนหลักสูตร WHB จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและผู้ประกอบการด้านสุขภาพและการแพทย์ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หัวเหว่ยพร้อมช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร โดยร่วมดำเนินการมาตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงปัจจุบันด้วยการสนับสนุนเรื่องการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลและระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริการสำหรับผลักดันการบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศไทยให้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงไอซีที โดยเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่าย 5G จะเข้ามาช่วยให้เกิดการบริการทางการแพทย์และบริการสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสถานพยาบาลต่างๆ ทำให้งานด้านการส่งข้อมูลการดูแลผู้ป่วย การเก็บข้อมูลวิเคราะห์ และการสั่งงานจากระยะไกลสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศ.นพ.มาซาฮิริ ฮาชิซึเมะ ประธานภาควิชานโยบายด้านสุขภาพของโลก มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ภาควิชาฯได้ร่วมมือกับองค์กรภาคีในประเทศไทย จัดหลักสูตร WHB ตั้งแต่รุ่นที่ 1 เป็นต้นมา โดยตนและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวจะเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อบรรยายเรื่องเวลเนส และมาตรการในการลดผลกระทบของมลภาวะและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนั้น เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนในประเทศไทยแล้ว เรายังได้จัดให้มีการศึกษาดูงานเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ และการบริหารจัดการสถานดูแลและที่พักอาศัยของผู้สูงอายุที่เป็นต้นแบบของการดูแลผู้สูงวัยของโลกในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สมอาจ วงษ์ขมทอง ประธานหลักสูตรฯ และประธานบริษัท ไทยพัฒนาสุขภาพ จำกัด กล่าวว่า หลักสูตร WHB รุ่นที่ 5 มุ่งผลลัพธ์ เพื่อให้เกิดการรังสรรค์ธุรกิจใหม่ด้านเวลเนสที่ทันสมัยหรือด้านเฮลแคร์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเกิดขึ้นจริงระหว่างการเรียนและหลังจบหลักสูตร โดยมี 5 ชุดความรู้ที่สำคัญ ประกอบด้วยชุดที่ 1 เรื่อง Medical Hub เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความเป็นเลิศในการให้บริการด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลของไทยในระดับนานาชาติ ชุดที่ 2 เรื่อง Wellness ที่ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดของธุรกิจเวลเนสในปี 2567 ไม่น่าจะต่ำกว่า1.5 ล้านล้านบาท และจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น ชุดที่ 3เรื่องธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ปัจจุบันประชากรไทย 1 ใน 5 คนเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุจะขยายตัวอย่างมากชุดที่ 4 เรื่อง Healthtech และ Wellnesstech การประยุกต์ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและ AI ในบริการสุขภาพและการรักษาพยาบาลจะมีความก้าวหน้าและแพร่หลายขึ้นมาก และชุดที่ 5 เรื่องธุรกิจในอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งเป็น New S Curve Business ของอุตสาหกรรมการแพทย์ในวิถีใหม่ นอกจากการบรรยายโดยวิทยากรแนวหน้าจากภาครัฐและเอกชน แล้วยังมีการศึกษาดูงานธุรกิจชั้นนำของโลกทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 9 ขึ้นไป หรือเทียบเท่า) ผู้ประกอบการ และผู้สนใจสมัครเรียนได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2567 โดยกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ https://whb.info/whb/application/ ค่าธรรมเนียมการเรียน 229,000 บาท โดยเริ่มเรียนในวันที่ 24 ม.ค.-30 พ.ค.2568 ที่โรงแรมอนันตา สยาม กรุงเทพฯ ถนนราชดำริ สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ประสานงานหลักสูตร WHB โทร. 06-59494741, 087-3325640, 098-7991499

TFII มจพ. ร่วมกับ ม.ลอร์แรน ประเทศฝรั่งเศส จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน 2024

https://www.naewna.com/local/839584

TFII มจพ. ร่วมกับ ม.ลอร์แรน ประเทศฝรั่งเศส  จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน 2024

TFII มจพ. ร่วมกับ ม.ลอร์แรน ประเทศฝรั่งเศส จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน 2024

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส (TFII) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และมหาวิทยาลัยลอร์แรน (University of Lorraine) ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ “International Conference on Materials and Energy (ICOME 2024)” เป็นครั้งแรก ณ ประเทศไทย ระหว่าง วันที่ 30-31 ตุลาคม 2567 ณ โรงแรม อวานี รัชดา กรุงเทพ

ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นาย Jean-Claude Poimbœuf เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน 2024 (ICOME 2024) และมีศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานประชุม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปีของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและครบรอบ 34 ปี ความร่วมมือระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่ได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส (TFII) โดยนักวิจัยชั้นนำได้นำเสนอผลงานวิจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ในด้านวัสดุและพลังงาน

การประชุมวิชาการครั้งนี้ มีผลงานวิจัยเข้าร่วมนำเสนอกว่า 140 ผลงาน จากนักวิจัย 21 ประเทศทั่วโลกมีการบรรยายพิเศษจากวิทยากรชั้นนำจากประเทศไทย ฝรั่งเศส และอินเดีย นำเสนองานวิจัยใหม่ล่าสุดในด้านพลังงานและวัสดุ นอกจากนี้ มีรางวัลสนับสนุนนักวิจัยจากสถานทูตฝรั่งเศสในประเทศไทย และจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และมหาวิทยาลัยลอร์แรน (University of Lorraine) ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน (ICOME 2024) เป็นครั้งแรก ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2567 โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม

ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. กล่าวว่า “การเฉลิมฉลองครั้งนี้ เป็นประวัติศาสตร์ ความร่วมมืออันยาวนานตลอด 34 ปีที่ผ่านมา” ด้านห้องปฏิบัติการ EE-TFRC ของ มจพ. ห้องปฏิบัติการ GREEN ของมหาวิทยาลัยลอร์แรนที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนนักวิจัย การตีพิมพ์ผลงานร่วมกัน และโครงการปริญญาร่วม (Double Degree) ระหว่าง มจพ. และมหาวิทยาลัยลอร์แรน

การประชุมวิชาการ ICOME 2024 แสดงถึงพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส และนักวิจัยจากนานาชาติ ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลักดันนวัตกรรมด้านวัสดุและพลังงาน ในงานประชุมวิชาการนี้มีผู้สนับสนุนจากภาควิชาการและภาคเอกชนบริษัทต่างๆ เข้าร่วมมากมาย การประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงานในครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางวิจัยใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมการพัฒนาในสาขาพลังงานและวัสดุศาสตร์ทั่วโลกต่อไป

สกสค. คุรุสภา – มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/839583

สกสค. คุรุสภา - มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน  ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

สกสค. คุรุสภา – มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุกับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสที่ท่านทวี บุณยเกตุอสัญกรรมมาแล้วครบ 53 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัตเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2567 ให้แก่เด็กนักเรียนที่เรียนดี ว่า “ท่านทวีบุณยเกตุ เป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่และมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่กว้างไกลท่านมีรากฐานทางความคิดอันนำไปสู่การยอมรับในที่สุดว่า “วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง” ทัดเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภา ตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ทั้ง 3 หน่วยงานได้สานต่อปณิธานของท่านทวี บุณยเกตุเพื่อพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพสมกับเป็นวิชาชีพชั้นสูงครูเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ จะส่งผลถึงการทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน หรือการทำงานต่างๆ ร่วมกัน เพื่อจะพัฒนา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความฉลาดรู้ ฉลาดคิดและฉลาดทำ นำมาสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวว่า ท่านทวี บุณยเกตุ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ มีความเข้าใจการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของครูเป็นอย่างดีดังจะเห็นได้จากการริเริ่มแนวคิดเสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพื่อให้ความคิดเห็นเป็นสภาที่ปรึกษาและรักษานโยบายการศึกษาของชาติ 2.เพื่อช่วยฐานะครู 3.เพื่อให้ครูปกครองครู และทำหน้าที่แทน ก.พ. ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีสภาครูในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “คุรุสภา” ท่าน ทวี บุณยเกตุ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภาอันเป็นสภาแห่งวิชาชีพครู และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญและเป็นผู้มีคุณูปการทางการศึกษาของชาติอย่างยิ่ง ปัจจุบันได้มีตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ให้เป็นกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่จะสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์แห่งสภาวิชาชีพครู

ท่านทวี บุณยเกตุ อสัญกรรมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2514 สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวีบุณยเกตุ จึงร่วมกันจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและแสดงความกตัญญูกตเวทิตาในการยกย่องผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติให้เป็นตัวอย่างแก่เด็กและเยาวชนรุ่นหลังสืบไปการจัดงานในวันนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและระลึกถึงคุณงามความดี แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ทวี บุณยเกตุ, 2.เพื่อสร้างความตระหนักในการส่งเสริมวิชาชีพครู และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการศึกษาที่สร้างคุณูปการต่อวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของชาติ 3.เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้วางรากฐานวิชาชีพครู

สำหรับกิจกรรมในงานวันนี้นอกจากพิธีสักการะพิธีบวงสรวงสักการะ องค์พระพฤหัสบดี พิธีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และสักการะรูปปั้น นายทวี บุณยเกตุ พิธีสงฆ์ และพิธีสงฆ์ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะทำการมอบทุนให้กับนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกตามประกาศมูลนิธิ จำนวน 6 ทุน ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท เป็นตัวแทนนักเรียนทุนจากกรุงเทพฯ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรปราการ การรับมอบเงินสมทบทุนจากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิฯ พร้อมมอบเข็มที่ระลึก และกิจกรรมการเสวนาภาษาอังกฤษในหัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ”นำเสนอประวัติ ผลงาน การศึกษาต่อต่างประเทศ และแนวคิดที่ทันสมัยจากหนังสือพ่อสอนลูกของท่านทวีที่ยังนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษามูลนิธิทวี บุณยเกตุ และคณะในแต่ละปีมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ยากจน เรียนดี และมีความประพฤติดีในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ จึงขอเชิญ ผู้ที่มีความประสงค์ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ ได้ที่บัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 059-020-1506

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! ‘คุรุสภา’สั่งพักงาน’นิติกร’-สอบวินัยร้ายแรง

https://www.naewna.com/local/839617

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! 'คุรุสภา'สั่งพักงาน'นิติกร'-สอบวินัยร้ายแรง

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! ‘คุรุสภา’สั่งพักงาน’นิติกร’-สอบวินัยร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.21 น.

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.67 กรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงนิติกร ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พูดคุยในเรื่องการยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ กับรองผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีลักษณะข่มขู่ไม่ให้ยื่นอุทธรณ์นั้น

วันนี้ (5 พ.ย.67) ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งพักงานนิติกรรายดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 พ.ย.67 ที่ผ่านมา

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า กรณีนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ถูกกล่าวโทษตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อปี พ.ศ.2564 กรณีมีการทุจริตโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์

“สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น คุรุสภาไม่นิ่งนอนใจ และจะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายโดยเร็วที่สุด” ผศ.ดร.อมลวรรรณ กล่าว

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

https://www.naewna.com/local/839598

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.03 น.

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 2567 ชี้ภาพรวมมีการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมเพิ่มขึ้น ห่วงการให้อภัย – พอเพียงลดลง

กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยผลสำรวจประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) และสอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสะท้อนทัศนคติ ค่านิยม และการประพฤติตนตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม ปี 2567 พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีพฤติกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมในภาพรวม 6 ด้านเพิ่มขึ้น (ด้านการช่วยเหลือผู้อื่น ด้านการตอบแทนผู้มีพระคุณ ด้านการให้อภัย ด้านความพอเพียง ด้านความมีวินัย และด้านความซื่อสัตย์สุจริต) โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 92.06 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 จากปี 2566 (ร้อยละ 91.07)

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า การสำรวจครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 18,465 คนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ที่เครือข่ายชุมชนและองค์กรภาคส่วนต่างๆ จัดขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยใช้เครืองมือการสำรวจด้วยข้อคำถามคุณธรรม 6 ด้าน ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า คุณธรรมที่ประชาชนมีการปฏิบัติมากที่สุด คือ “การตอบแทนผู้มีพระคุณ” อยู่ที่ร้อยละ 93.29 แสดงถึงคนไทยยังมีความกตัญญู เคารพต่อบุพการีและผู้อุปการะ รองลงมาคือ “การช่วยเหลือผู้อื่น” ร้อยละ 93.13 ซึ่งสะท้อนถึงความมีน้ำใจและจิตสาธารณะของคนไทย ขณะที่ “ความมีวินัย” อยู่ที่ร้อยละ 92.59 และ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ร้อยละ 92.44 ตามลำดับ

ส่วนคุณธรรมที่พบว่ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา คือ “การให้อภัย” พบว่ามีอัตราการปฏิบัติอยู่ที่ร้อยละ 91.24 เช่นเดียวกับ “ความพอเพียง” ร้อยละ 89.66 ซึ่งทั้งสองด้านนี้แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่ดีแต่ยังคงมีการปฏิบัติน้อยกว่าด้านอื่นๆ และต้องได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลาย ขณะเดียวกันหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินชีวิตที่จะช่วยให้เรารู้สึกเพียงพอและมีความสุข ให้ตระหนักและเห็นคุณค่าของการทำความดีต่อตนเองและสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ จะได้รายงานผลการสำรวจต่อคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อกำหนดแนวทางและนโยบายในการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อไป

รมว.วธ.กล่าวต่ออีกว่า ในปี 2568 กรมการศาสนามีแผนที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกับเครือข่ายทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) โดยส่งเสริมกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เกิดการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมกับสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งในชุมชนและองค์กร เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมคุณธรรม โดยมีแผนที่จะร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อออนไลน์ต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับคุณธรรม นำเสนอตัวอย่างที่ดี ทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของการปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญูอย่างลึกซึ้ง จนเกิดการนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ กรมการศาสนา และภาคีเครือข่าย ยังคงเดินหน้าผลักดันให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนคุณธรรม “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” เพื่อยกระดับคุณธรรมในสังคมไทยไปสู่เป้าหมายของแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ต่อไป

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

https://www.naewna.com/local/839348

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2566 โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ มีสถานะเป็นนิติบุคคล และเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีภารกิจเกี่ยวกับการจัด ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ และการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน เพื่อให้บุคคลมีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตที่สอดคล้องและ เท่าทันพัฒนาการของโลก และมีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้น หรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น

จึงกำหนดโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในกรม ออกเป็น 2 กลุ่ม 7 กองดังนี้ 1.กลุ่มตรวจสอบภายใน 2.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 3.สำนักงานเลขานุการกรม 4.กองบริหารทรัพยากรบุคคล 5.กองมาตรฐานและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ 6.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน 7.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 8.ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ 9.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์

นายธนากร กล่าวต่อว่า หลังจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะแจ้งมติคณะรัฐมนตรีและส่งร่างกฎกระทรวงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน

เมื่อกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ฯ มีผลใช้บังคับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จะเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการในส่วนราชการที่ปรากฏตามกฎกระทรวง โดยเสนอ อ.ก.พ. กระทรวง และสำนักงาน ก.พ. พิจารณาตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2568 หลังจากนั้นจะสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนสามัญทั้งระบบได้