รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน’ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/839141

รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน'ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ'ประจำปี 2567

รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน’ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ประจำปี 2567

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 21.23 น.

สกสค. คุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสที่ ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมมาแล้วครบ 53 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของ ท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2567 ให้แก่เด็กนักเรียนที่เรียนดี ว่า “ท่านทวี บุณยเกตุ เป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่กว้างไกล ท่าน ๆมีรากฐานทางความคิดอันนำไปสู่การยอมรับในที่สุดว่า “วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง” ทัดเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภา ตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้สานต่อปณิธานของท่านทวี บุณยเกตุ เพื่อพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพสมกับเป็นวิชาชีพชั้นสูงครูเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ จะส่งผลถึงการทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน หรือการทำงานต่าง ๆร่วมกัน เพื่อจะพัฒนา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความฉลาดรู้ ฉลาดคิดและฉลาดทำ นำมาสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. “ในนามตัวแทนคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มูลนิธิทวี บุณยเกตุ และผู้เข้าร่วมงานขอขอบพระคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นอย่างสูงที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ในวันนี้ ท่าน ทวี บุณยเกตุ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ มีความเข้าใจการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของครูเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการริเริ่มแนวคิดเสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพื่อให้ความคิดเห็นเป็นสภาที่ปรึกษาและรักษานโยบายการศึกษาของชาติ 2.เพื่อช่วยฐานะครู

3.เพื่อให้ครูปกครองครู และทำหน้าที่แทน ก.พ. ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กำหนดให้มีสภาครูในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “คุรุสภา” ท่าน ทวี บุณยเกตุ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภาอันเป็นสภาแห่งวิชาชีพครู และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญและเป็นผู้มีคุณูปการทางการศึกษาของชาติอย่างยิ่ง ปัจจุบันได้มีตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ให้เป็นกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่จะสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์แห่งสภาวิชาชีพครู ท่าน ทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2514 สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จึงร่วมกันจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ในการยกย่องผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ ให้เป็นตัวอย่างแก่เด็กและเยาวชนรุ่นหลังสืบไปการจัดงานในวันนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและระลึกถึงคุณงามความดี แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ทวี บุณยเกตุ 2.เพื่อสร้างความตระหนักในการส่งเสริมวิชาชีพครู และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการศึกษาที่สร้างคุณูปการต่อวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของชาติ 3.เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้วางรากฐานวิชาชีพครู

สำหรับกิจกรรมในงานวันนี้ นอกจากพิธีสักการะพิธีบวงสรวงสักการะ องค์พระพฤหัสบดี พิธีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และสักการะรูปปั้นนายทวี บุณยเกตุ พิธีสงฆ์ และพิธีสงฆ์ ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะทำการมอบทุนให้กับนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกตามประกาศมูลนิธิ จำนวน 6 ทุน ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท เป็นตัวแทนนักเรียนทุนจาก จ.กรุงเทพฯ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรปราการ การรับมอบเงินสมทบทุนจากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิฯ พร้อมมอบเข็มที่ระลึก และกิจกรรมการเสวนาภาษาอังกฤษในหัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนาชาติ” นำเสนอประวัติ ผลงาน การศึกษาต่อต่างประเทศ และแนวคิดที่ทันสมัยจากหนังสือพ่อสอนลูกของท่านทวีที่ยังนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษามูลนิธิทวี บุณยเกตุ และคณะในแต่ละปีมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ยากจน เรียนดี และมีความประพฤติดีในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ จึงขอเชิญผู้ที่มีความประสงค์ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ ได้ที่บัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 059-020-1506

มอบอุปกรณ์การศึกษา-ทุนแก่น้องๆโรงเรียนตชด.บ้านคลองน้อย

https://www.naewna.com/local/839103

มอบอุปกรณ์การศึกษา-ทุนแก่น้องๆโรงเรียนตชด.บ้านคลองน้อย

มอบอุปกรณ์การศึกษา-ทุนแก่น้องๆโรงเรียนตชด.บ้านคลองน้อย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.46 น.

คณะนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วยคณะนักศึกษาหลักสูตร TEPCOT รุ่นที่ 10 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และพล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตร ปธส.9-กะทิชาวเกาะ มอบอุปกรณ์การศึกษาและทุน แก่น้องๆโรงเรียน ตชด.บ้านคลองน้อย                

เมื่อวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2567 คณะนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ 1 สถาบันพระปกเกล้า โดย พล.อ.นักรบ บุญประคอง ประธานรุ่น พร้อมด้วยคณะนักศึกษาหลักสูตร TEPCOT รุ่นที่ 10 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย , พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตร ปธส.9 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และบริษัท กะทิชาวเกาะ จำกัด (มหาชน) โดยนายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา การกีฬาพร้อมทุนการศึกษา และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

พร้อมมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ขาดโอกาสและมอบเครื่องปรับอากาศให้แก่ตำรวจตระเวนชายแดน และร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ลดโลกร้อน ที่ค่าย ตชด.พระราม 6 ชะอำ จ.เพชรบุรี

ม.มหิดล คิดค้นนวัตกรรมชีวภาพ ‘แบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก’เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

https://www.naewna.com/local/838905

ม.มหิดล คิดค้นนวัตกรรมชีวภาพ ‘แบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก’เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ม.มหิดล คิดค้นนวัตกรรมชีวภาพ ‘แบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก’เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“เชื้อโรค” ไม่ว่าจะเป็น “เชื้อไวรัส” หรือ “เชื้อแบคทีเรีย” จะเป็น “สิ่งอันตรายที่สุด” หากเป็น “เชื้อที่ก่อโรค” หรือ “เชื้อฉวยโอกาส” (Opportunistic Pathogen) ที่ก่อให้เกิดโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมนุษย์และสัตว์ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง

ในทางกลับกัน มีแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในสิ่งแวดล้อมหลากหลายชนิด ที่สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะไปช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนจากการได้รับสารมลพิษในสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร.เบญจภรณ์ ประภักดี อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สร้างสรรค์ “นวัตกรรมชีวภาพแบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก” เพื่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก มหาวิทยาลัยมหิดล (งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) โดยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้วในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “Journal of Environmental Technology andInnovation” เมื่อเร็วๆ นี้

จากการนำ “แบคทีเรียไมโครคอคคัส” (Micrococcus) ซึ่งเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ไม่ก่อโรคมาผสมผสานกับ “การปลูกพืชที่ไม่ได้นำมาเป็นอาหาร” อาทิ หญ้าแฝก และไม้ดอกไม้ประดับ เช่น บานชื่น และทานตะวัน เป็นต้น เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการบำบัดดินที่ปนเปื้อนโลหะหนักการฝังกลบขยะ

ซึ่งให้ผลที่ดีทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากการช่วยลดการปนเปื้อนของโลหะหนักในดินจากการฝังกลบขยะ ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการได้รับโลหะหนักของชุมชน และการปลูกพืชยังช่วยให้เกิดความร่มรื่น และสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม ตลอดจนสามารถนำไปต่อยอดช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ จากการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “นวัตกรรมชีวภาพแบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก” เพื่อนำไปใช้ร่วมกับการปลูกพืชไม้ดอกที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

นวัตกรรมดังกล่าวสร้างขึ้นภายใต้หลักการทำเชื้อแบคทีเรียให้บริสุทธิ์ แล้วนำมาผสานกับวัสดุปลอดเชื้อ พร้อมทำให้แห้ง เพื่อเกิดเป็น “หัวเชื้อพร้อมใช้” เพื่อให้สะดวกต่อการเก็บรักษาและใช้งาน กว่าการใช้ “เชื้อสด” ที่เก็บได้ไม่นานและต้องแช่เย็น

ตัวอย่างวัสดุที่สามารถนำมาใช้เตรียมเป็นหัวเชื้อพร้อมใช้ ได้แก่ “ถ่านชีวภาพ” ที่ได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรผ่านความร้อนสูง ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังทำการพัฒนาให้มีลักษณะเป็น “เม็ด” คล้ายอาหารปลา เพื่อให้นำไปใช้งานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

จากการศึกษาพบว่า แบคทีเรีย “ไมโครคอคคัส” (Micrococcus) สายพันธุ์นี้สามารถสร้างฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของพืช ในขณะที่แบคทีเรียที่มีประโยชน์อีกสายพันธุ์คือ “อาร์โทรแบคเตอร์” (Arthrobacter)ที่สร้าง “เมือก” ที่สามารถไปจับกับโลหะหนักและดึงโลหะหนักออกจากดิน และช่วยส่งเสริมให้พืชทำหน้าที่ “บำบัดสารปนเปื้อนตามธรรมชาติ” โดยรากพืชจะดูดเอาสารปนเปื้อนมาเก็บไว้เพื่อรอการกำจัดหลังการปรับปรุงดิน

โดยจะได้มีการสานต่อผ่านการเรียนการสอนและวิจัยของคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อการค้นพบ “แบคทีเรียบำบัดโลหะหนัก” ชนิดใหม่ๆ เพื่อขยายผลต่อไปในอนาคต

นับเป็นนวัตกรรมการใช้แบคทีเรียร่วมกับพืชเพื่อบำบัดสารปนเปื้อนในดิน ที่ในประเทศไทยยังคงมีไม่แพร่หลายเท่าที่ควร อีกทั้งเป็นวิธีการที่ปลอดภัย สามารถออกแบบให้มีการใช้งานได้อย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้จุลินทรีย์ทั่วไปที่ไม่ทราบประสิทธิภาพและสายพันธุ์ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในคนและสัตว์ได้

‘อัยการสูงสุด’อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดยานนาวา

https://www.naewna.com/local/838901

'อัยการสูงสุด'อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดยานนาวา

‘อัยการสูงสุด’อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดยานนาวา

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.11 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักงานอัยการสูงสุด อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวายแด่พระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดยานนาวา เขตสาทรกรุงเทพมหานคร ในกาลกฐินพุทธศักราช 2567

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นประธานในพิธีอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดยานนาวา ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการ สมาคมภริยาอัยการ บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุด และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมในพิธี

วัดยานนาวา เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดมหานิกาย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดคอกควาย” เนื่องจากมีชาวทวายมาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและจะนำกระบือที่เลี้ยงไว้มาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน จึงเรียกชื่อหมู่บ้านบริเวณนั้นว่า “บ้านคอกควาย”

ในสมัยกรุงธนบุรีได้รับการยกฐานะวัดคอกควายขึ้นเป็นพระอารามหลวง เรียกชื่อใหม่ว่า “วัดคอกกระบือ” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิสังขรณ์และสร้างเรือสำเภาพระเจดีย์แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไป เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาซึ่งกำลังจะหมดไปจากเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อจากวัดคอกกระบือเป็น “วัดยานนาวา” ปัจจุบันมี พระธรรมวชิรโมลี (ทองสูรย์ สุริยโชโต) เป็นเจ้าอาวาส

ในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ข้าราชการฝ่ายอัยการ บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดและผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,318,220.50 บาท (สี่ล้านสามแสนหนึ่งหมื่นแปดพันสองร้อยยี่สิบบาทห้าสิบสตางค์) สำนักงานอัยการสูงสุด จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมบริจาคปัจจัยทำบุญในครั้งนี้

– 006

ไม่เคยปิดกั้นโอกาส!!! ศธ.แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติในไทย

https://www.naewna.com/local/838783

ไม่เคยปิดกั้นโอกาส!!! ศธ.แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติในไทย

ไม่เคยปิดกั้นโอกาส!!! ศธ.แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติในไทย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.22 น.

ศธ.แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติในไทย ไม่เคยปิดกั้นโอกาสทางการศึกษา คาดยกร่างเสร็จสัปดาห์นี้แน่นอน

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงนโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กทุกคนในประเทศไทย ว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มุ่งมั่นให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา ให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างมีความสุข โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือบุตรหลานแรงงานข้ามชาติซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเฉพาะด้าน

“กระทรวงศึกษาธิการยึดมั่นในหลักการให้การศึกษาที่เท่าเทียมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราต้องการเห็นเด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้อย่างเสมอภาคและเติบโตในสังคมอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเด็กต่างชาติในระบบการศึกษาหรือเด็กต่างชาติที่เข้ามาเรียนในศูนย์การเรียนรู้” รมว.ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ ในการดำเนินงาน ศธ.ได้ออกนโยบายการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมเพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาทั้งด้านบุคลิกภาพ ความรู้ และทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น อีกทั้งได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อให้เด็กต่างชาติได้เข้าถึงการศึกษาโดยสะดวก ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงประเด็นศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างชาติ หลังมีการกล่าวถึงกระทรวงศึกษาธิการว่าไม่มีระบบจัดการในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดูแลเด็กให้เข้าถึงสิทธิด้านการศึกษายาวนานกว่าทศวรรษ และได้พยายามนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง ซึ่ง ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องการจัดการศึกษาให้เด็กต่างสัญชาติที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างเท่าเทียม ตามที่มาตรา 12 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง และอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

นอกจากนี้ ศธ.ก็ยังดำเนินการแก้ปัญหาเชิงระบบควบคู่กันไปด้วย ยกตัวอย่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลการศึกษาในพื้นที่ได้ออกประกาศขอให้เด็กต่างด้าวทุกสัญชาติในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ที่มีความต้องการเข้ารับการศึกษาในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน สามารถแจ้งความประสงค์เพื่อประสานสถานศึกษารับนักเรียนเข้ารับการศึกษาต่อไป เช่น โรงเรียนตวงวิชช์พัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี ก็รับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนเป็นที่เรียบร้อย เห็นได้ชัดเจนถึงการตื่นตัวอย่างเร่งด่วนและรวดเร็วเพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาที่ต่อเนื่อง ให้การเรียนรู้และพัฒนาการเป็นไปตามช่วงวัย

นอกจากนี้ สภาการศึกษาก็ดำเนินการยกร่างปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง ในการรองรับการจัดการศึกษาให้เด็กต่างชาติที่ไม่ใช่ศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา 12 เพื่อจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยและบุตรหลานแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เปิดกว้างการอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวแก่เด็กกลุ่มนี้ให้เข้าถึงการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสม นับเป็นการให้โอกาสเด็กทุกคนได้เรียนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะดำเนินการยกร่างเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้

‘ทวี’เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปี67 ณ วัดพิกุลทอง

https://www.naewna.com/local/838742

'ทวี'เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปี67 ณ วัดพิกุลทอง

‘ทวี’เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปี67 ณ วัดพิกุลทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.37 น.

“ทวี”เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปี 2567 ณ วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง จังหวัดสิงห์บุรี

วันนี้ (31 ต.ค.)  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปีพุทธศักราช 2567 โดยมี นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อม นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมคุมประพฤติ นายโกมล พรมเพ็ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และคณะผู้บริหาร​หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่​ จ.​สิงห์บุรี​ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการ​ในสังกัด​กระทรวงยุติธรรม ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมในพิธีฯ ณ วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี

สำหรับยอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงยุติธรรม ประจําปีพุทธศักราช 2567 เป็นจำนวนยอดเงินรวม 1,758,617.20 บาท โดยมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบด้วย และในโอกาสนี้ได้ถวายปัจจัยบำรุงและบูรณะพระอาราม รวมทั้งมอบเป็นทุนการศึกษาให้กับโรงเรียน​ จำนวน​ 3 โรงเรียน ดังนี้ โรงเรียนพระปริยัติธรรมพิกุลทอง โรงเรียนวัดพิกุลทอง และโรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร พร้อมทั้งมอบเงินสนับสนุนวงดุริยางค์ รวมทั้งบำรุงพระพุทธศาสนาด้านอื่นๆ ต่อไป

บพข-ม.รามคำแหง ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิ

https://www.naewna.com/local/838739

บพข-ม.รามคำแหง ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิ

บพข-ม.รามคำแหง ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.18 น.

บพข-ม.รามคำแหง ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนสถานที่พักผ่อนเขตร้อนชื้นที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก

โครงการยกระดับบริหารจัดการการท่องเที่ยวดำน้ำคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ตราด ที่ดำเนินงานโดยมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นโครงการในแผนงานการวิจัยการท่องเที่ยวบนฐานมรดกธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายใต้กลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด จัดอบรมหลักสูตรมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยเพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2567 ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด
รองศาสตราจารย์ ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ผู้อำนวยการชุดแผนงานการท่องเที่ยวบนฐานมรดกทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ บพข. ร่วมกับคณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดำเนินการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ช่วยศาสตราจารย์สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งได้ริเริ่มแนวคิดการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนระดับโลกบนฐานมรดกทางธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งพร้อมก้าวสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในภาคการท่องเที่ยวโดยดำเนินงานร่วมกับภาคีองค์กรเครือข่ายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก (Nature Positive Tourism) ซึ่งมุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แนวปะการัง ป่าชายเลน ฯลฯ รวมถึงการสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลในจังหวัดตราด โดยเฉพาะการตระหนักถึงการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การลดและการชดเชยคาร์บอนจากกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล

การจัดอบรมหลักสูตรมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลเป็นจำนวนมาก โดยมาตรฐานดังกล่าวได้พัฒนามาจากมาตรฐานการท่องเที่ยวระดับสากลของหลายองค์กร ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล 4 ประเภท ได้แก่ ดำน้ำตื้น ดำน้ำลึก แคนู/คายัค และเจ็ตสกี โดยมี 6 องค์ประกอบสำคัญดังนี้: 1) การบริหารจัดการที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ 2) การใช้ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน 3) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสำหรับชุมชนและนักท่องเที่ยว 4) การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน 5) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และภูมิทัศน์ และ 6) การบริหารจัดการธุรกิจท่องเที่ยงทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การอบรมฯ ครั้งนี้ได้แนะนำ TOOLKIT มาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งออกแบบมาให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจสามารถเข้าถึงได้ง่าย สามารถเรีนยรู้ผ่านการอบรมออนไลน์และการเรียนรู้ด้วยตนเอง TOOLKIT นี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าใจและนำมาตรฐานดังกล่าวไปปรับใช้ในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะผู้จัดอบรมฯ ได้ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและชดเชยคาร์บอนผ่านแอปพลิเคชัน “ZERO CARBON” 

นายเนรมิต สงแสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เปิดเผยว่า เกาะช้าง จังหวัดตราด ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสถานที่พักผ่อนเขตร้อนชื้นที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก โดยนิตยสาร Travel + Leisure ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ เกาะช้างเป็น “อัญมณีแห่งอ่าวไทย” ได้รับการยกย่องให้อยู่ในอันดับสูงสุดเคียงคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ พาลาวัน (ฟิลิปปินส์) และบาหลี (อินโดนีเซีย) ซึ่งสะท้อนถึงความงดงามทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของหมู่เกาะช้าง ที่มีระบบนิเวศหลากหลาย ทั้งป่าดิบชื้น น้ำตก ชายหาด และแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดินป่า ดำน้ำดูปะการัง และการล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่างให้กับผู้มาเยือน ผลการจัดอันดับครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของเกาะช้างและประเทศไทยโดยรวม โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากทั่วโลกให้มาสัมผัสหมู่เกาะช้าง ดังนั้นการอบรมมาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยจึงนับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐานการท่องเที่ยวฯ รวมถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

คุณอรุณวรรณ ใจประสาน และคุณจเร กังวาลไกล ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่หมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด กล่าวว่ามาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทยจะช่วยยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวมีความตระหนักและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงการลดการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและช่วยกันรักษาความงดงามของระบบนิเวศในพื้นที่เกาะช้าง นอกจากนี้ มาตรฐานการท่องเที่ยวฯ ดังกล่าวยังเน้นการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่หลากหลาย เช่น แนวปะการัง หญ้าทะเล และระบบนิเวศในเขตชายฝั่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยวในระยะยาวและช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้การใช้มาตรฐานการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนากิจกรรมและธุรกิจท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ครบรอบ 197 วันสถาปนา ‘คุณหญิงโม ‘ขึ้นเป็น ‘ท้าวสุรนารี’

https://www.naewna.com/local/838566

ครบรอบ 197 วันสถาปนา 'คุณหญิงโม 'ขึ้นเป็น 'ท้าวสุรนารี'

ครบรอบ 197 วันสถาปนา ‘คุณหญิงโม ‘ขึ้นเป็น ‘ท้าวสุรนารี’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 11.12 น.

ชาวโคราชร่วมใจสวมชุดไทยสีม่วงประกอบพิธีบวงสรวงสักการะย่าโมเนื่องในงานวันสถาปนา “คุณหญิงโม” ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” ครบรอบ 197 ปี

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) นครราชสีมา และส่วนราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และประชาชน ได้พร้อมใจกันสวมใส่ชุดไทยสีม่วง ประกอบพิธีบวงสรวงเครื่องราชสักการะเนื่องในงานวันสถาปนาคุณหญิงโม ขึ้นเป็น “ท้าวสุรนารี” ครบรอบ 197 ปีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมประกอบพิธีนำผ้าสไบเฉียงปักเลื่อมฉลุลาย สีม่วง ทองห่มองค์ท้าวสุรนารี เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวจังหวัดนครราชสีมาที่พระวิหารหลวงวัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร อ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา “คุณหญิงโม” เป็น “ท้าวสุรนารี” เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พุทธศักราช 2370

สำหรับท้าวสุรนารี หรือ คุณหญิงโม เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวีรสตรีมีส่วนกอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพเจ้าอนุวงศ์ พระมหากษัตริย์เวียงจันทน์ เมื่อพุทธศักราช 2369 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังคุณหญิงโมได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นท้าวสุรนารี 

มหาวิทยาลัยฉางกัง จับมือ เดลต้าฯ พัฒนาบัณฑิตปริญญาโทระดับนานาชาติ

https://www.naewna.com/local/838466

มหาวิทยาลัยฉางกัง จับมือ เดลต้าฯ  พัฒนาบัณฑิตปริญญาโทระดับนานาชาติ

มหาวิทยาลัยฉางกัง จับมือ เดลต้าฯ พัฒนาบัณฑิตปริญญาโทระดับนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 25 คน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ในประเทศไทย จะเริ่มต้นหลักสูตรปริญญาโท
แบบสองปริญญา (3+2) เป็นเวลาสองปีที่มหาวิทยาลัยฉางกังตั้งแต่ปี 2567 โดยหลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนโดย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ โดยได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 20 ทุน พร้อมโอกาสฝึกงานในช่วงฤดูร้อนและการจ้างงานในบริษัท ในวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ประธานมหาวิทยาลัยฉางกัง นายถัง หมิง-เชอ พร้อมคณะศาสตราจารย์และคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมจัดพิธีเปิดโครงการดังกล่าวแก่นักศึกษาไทยที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งทางมหาวิทยาลัยนั้นได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมทั้งด้านสื่อการเรียนรู้และด้านวิจัยเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างครอบคลุม พร้อมทั้งมีการเตรียมความพร้อมในการสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรให้แก่นักศึกษา

สำนักงานการต่างประเทศ กล่าวว่า หลักสูตรปริญญาคู่แบบ 3+2 ช่วยให้นักศึกษาสามารถศึกษาในมหาวิทยาลัยต้นสังกัดเป็นเวลา 3 ปีเพื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากนั้นไปศึกษาต่ออีก 2 ปีที่มหาวิทยาลัยพันธมิตรเพื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ภายในเวลาเพียง 5 ปี นักศึกษาจะได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยพันธมิตร ในครั้งนี้สำหรับนักศึกษา 20 คนที่ได้รับทุนการศึกษาทั้ง 2 ปีจากบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว ทางบริษัทได้มอบโอกาสให้นักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาดังกล่าวเข้าทำงานที่เดลต้า ประเทศไทยได้ทันทีหลังจากการจบการศึกษา นอกจากนี้ นักศึกษาอีก 5 คนยังได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนจากมหาวิทยาลัยฉางกัง ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านเทคโนโลยีระดับสูงระดับนานาชาติในไต้หวันอีกด้วย

ประธาน ถัง หมิง-เชอ กล่าวว่า ไต้หวันได้ชื่อว่าเป็น “เกาะแห่งเทคโนโลยี” ที่มีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากมาย โดยมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในด้านเซมิคอนดักเตอร์ วิศวกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงมีคณะวิชาและหลักสูตรที่มีความเชี่ยวชาญ ด้วยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฉางกัง เดลต้า อีเลคโทรนิคส์และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสองแห่งในประเทศไทย นักศึกษาจะได้รับการศึกษาและประสบการณ์ที่ดีที่สุดในสาขาของตนเอง” ประธานถังยังได้แนะนำให้นักศึกษาใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้ภาษาจีนและสร้างความสัมพันธ์กับนักศึกษาไต้หวัน เพื่อเข้าใจวัฒนธรรมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสายงานอาชีพในอนาคตของนักศึกษาเมื่อเข้ามาทำงานที่เดลต้าอีกด้วย

นายฉี่ ฮ๊าว หวง หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล ของบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) เน้นย้ำว่า “เดลต้ามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และหน่วยงานพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เดลต้าได้พัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในหลากหลายรูปแบบ เช่น การฝึกงานด้านเทคโนโลยี, โครงการบ่มเพาะนักเทคโนโลยี และโครงการอื่นๆ ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยด้านวิชาการ ของมหาวิทยาลัยฉางกัง เราหวังว่านักศึกษาไทยทั้ง 20 คนนี้ เมื่อสำเร็จการศึกษาและการวิจัยด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและสาขาที่เกี่ยวข้องจากมหาวิทยาลัยฉางกังแล้ว จะพร้อมก้าวไปอีกขั้นกับเดลต้า เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด”

มหาวิทยาลัยฉางกังกำลังส่งเสริมการศึกษาแบบสองภาษาอย่างจริงจัง โดยนักศึกษาต่างชาตินอกจากจะได้รับการเรียนรู้และทำวิจัยในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเต็มรูปแบบแล้วยังจะได้รับการต้อนรับและอำนวยความสะดวกต่างๆจากทางมหาวิทยาลัยในชีวิตประจำวันในตลอดการศึกษาอีกด้วย คณะวิศวกรรมศาสตร์กล่าวว่าในยุคโลกาภิวัตน์นี้ กลุ่มนักศึกษาในหลักสูตรปริญญาคู่แบบ 3+2 ของไทย ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ด้วยเป้าหมายที่มุ่งมั่นของโครงการคาดว่าในอนาคตจะมีนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ และแม้กระทั่งบริษัทต่างๆ ให้ความสนใจในการเข้าร่วมความร่วมมือที่หลากหลายและเป็นประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นกับมหาวิทยาลัยฉางกังในมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของหลักสูตรปริญญาคู่หรือการวิจัยระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ ความร่วมมือเหล่านี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้แข็งแกร่งขึ้น

มมส คว้าอันดับ 5 ระดับประเทศ ติดอันดับที่ 1501+ ของโลก จากการจัดอันดับ THE World University Rankings 2025

https://www.naewna.com/local/838467

มมส คว้าอันดับ 5 ระดับประเทศ ติดอันดับที่ 1501+ ของโลก  จากการจัดอันดับ THE World University Rankings 2025

มมส คว้าอันดับ 5 ระดับประเทศ ติดอันดับที่ 1501+ ของโลก จากการจัดอันดับ THE World University Rankings 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.พลเดช เชาวรัตน์ รองอธิการบดี ฝ่ายประชาสัมพันธ์และพันธกิจสากล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับการจัดอันดับจาก Times Higher Education (THE) World University Rankings 2025 อยู่ในอันดับที่ 1501+ ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 5 ร่วมของประเทศ โดยการจัดอันดับดังกล่าวได้พิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ได้แก่ การสอน (Teaching) : เน้นคุณภาพการสอนและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้,สภาพแวดล้อมในการวิจัย (Research Environment) : พิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของการวิจัย,คุณภาพการวิจัย (Research Quality) : วัดจากผลกระทบของงานวิจัยต่อวงการวิชาการ, อุตสาหกรรม (Industry) : พิจารณาความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรม, มุมมองสากล (InternationalOutlook) : วัดจากความหลากหลายของนักศึกษาและบุคลากรต่างชาติ รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันต่างประเทศ

โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีคะแนนเพิ่มขึ้น 4 เกณฑ์หลัก ได้แก่ Research Environment, Research Quality, Industry และ International Outlook แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน ซึ่ง มมส ทำคะแนนได้สูงสุดในด้าน International Outlook ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสากลของมหาวิทยาลัย

THE World University Rankings 2025 ระดับโลก อันดับที่ 1 ได้แก่ University of Oxford อันดับที่ 2 ได้แก่ Massachusetts Institute of Technology อันดับที่ 3 ได้แก่ Harvard University อันดับที่ 4 ได้แก่ Princeton University และอันดับที่ 5 ได้แก่ University of Cambridge

สำหรับประเทศไทย THE World University Rankings 2025 อันดับที่ 1 ร่วม ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ถูกจัดเป็นอันดับ 601-800 ร่วมกัน อันดับ 2 คือ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีถูกจัดเป็นอันดับ 801-1000 อันดับที่ 3 ร่วม ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยถูกจัดอยู่ในอันดับ 1001-1200 ร่วมกัน อันดับที่ 5 ร่วม ได้แก่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม