ศธ.ห่วงโควิด-19 ระบาดซ้ำ กำชับโรงเรียนเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอนามัยนักเรียน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811917

ศธ.ห่วงโควิด-19 ระบาดซ้ำ กำชับโรงเรียนเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอนามัยนักเรียน

ศธ.ห่วงโควิด-19 ระบาดซ้ำ กำชับโรงเรียนเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอนามัยนักเรียน

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.24 น.

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และโรคไข้หวัดใหญ่ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนต่อเนื่องทั้งในโรงเรียน เรือนจำ ค่ายทหาร วัด และโรงงาน ระหว่างวันที่ 9-15 มิ.ย.2567 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จำนวน 2,881 ราย เฉลี่ยวันละ 412 ราย ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) มีความเป็นห่วงสุขภาพอนามัยของนักเรียน ได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง และดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้ทำหนังสือแจ้งเวียนและมีข้อเน้นย้ำไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่วประเทศ เรื่องมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสถานศึกษา โดยให้ยึดแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเดิม คือ ตรวจคัดกรองเด็กและบุคลากร ก่อนเข้าเรียนทุกเช้า แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เว้นระยะห่างสวมหน้ากากอนามัย หมั่นทำความสะอาด และจัดจุดบริการให้มีการล้างมือ สบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์  พร้อมจัดทำแผนเผชิญเหตุป้องกันความเสี่ยง ซึ่งเรื่องที่ต้องระวังมากที่สุด คือ การกลับมาระบาดอีกครั้งของ โควิด-19 หากในพื้นที่ใดมีการระบาดค่อนข้างรุนแรง ก็ให้ขอความร่วมมือกระทรวงสาธารณสุข หรือจังหวัด และปิดการเรียนก่อน โดยสามารถจัดการเรียนการสอนเรียนในรูปแบบอื่น หรือให้เรียนออนไลน์ ออนดีมานด์ ออนแอร์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สถานศึกษาเคยดำเนินการในช่วงโรคโควิด-19 แพร่ระบาดหนัก ทั้งนี้ ตนขอเน้นย้ำให้โรงเรียนสร้างความตระหนักรู้ และสร้างทักษะ การเฝ้าระวัง ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของตนเองให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อไม่ประมาท มีการป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ เป็นพาหะ และเจ็บป่วยได้

“สุภาพอามัยของนักเรียน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่สถานศึกษาต้องดูแล ซึ่งไม่เฉพาะการป้องกันโรคโควิด-19 หรือโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจที่แพร่ระบาดในปัจจุบันเท่านั้น สถานศึกษาต้องติดตามข้อมูลข่าวสารสถานการณ์โรคอุบัติใหม่อื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันได้ทันท่วงที  ขณะเดียวกันต้องกำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพอนามัยทั้งด้านน้ำหนักและส่วนสูงของนักเรียน ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด, ส่งเสริมให้นักเรียนได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและหลักการบริโภคที่เหมาะสม, ให้เด็กได้ออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ, โรงเรียนกับผู้ปกครองนักเรียน ควรมีการทำข้อตกลงร่วมกันในการป้องกัน บำบัดและดูแลรักษา ระหว่างที่นักเรียนอยู่ที่โรงเรียนเป็นหน้าที่ของครู และเมื่อนักเรียนกลับไปที่บ้านก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง ตลอดจนร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล  ชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการเฝ้าระวังดูแลสุขภาพอนามัยสุขภาพอนามัยเด็กอย่างต่อเนื่อง” นายธีร์ กล่าว

วธ.ซ่อมแซมเรือพระที่นั่งงดงามสมพระเกียรติ เตรียมแผนรองรับการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ฯเรือ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811826

วธ.ซ่อมแซมเรือพระที่นั่งงดงามสมพระเกียรติ  เตรียมแผนรองรับการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ฯเรือ

วธ.ซ่อมแซมเรือพระที่นั่งงดงามสมพระเกียรติ เตรียมแผนรองรับการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ฯเรือ

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.41 น.

‘รมว.วธ.’ ตรวจเยี่ยมการซ่อมแซมและตกแต่งเรือพระราชพิธี พร้อมเตรียมแผนรองรับการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ฯเรือพระราชพิธี

วันที่ 21 มิถุนายน 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) ตรวจเยี่ยมการซ่อมแซมและตกแต่งเรือพระราชพิธี และเยี่ยมชมการฝึกซ้อมฝีพาย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี และ แผนกเรือราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ กองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พลเรือตรี ฉัตรชัย ศุกระศร เสนาธิการกรมยุทธศึกษาทหารเรือ ผู้แทนเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองทัพเรือ พลเรือตรี สมบัติ จูถนอม เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ กองทัพเรือ พลเรือตรี ไพฑูรย์ ปัญญสิน ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี (คตร.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร ให้การต้อนรับ

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินพุทธศักราช 2567 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ได้แก่ การอนุรักษ์ ซ่อมแซมเรือพระราชพิธี และอาภรณ์ภัณฑ์เครื่องประกอบ จำนวน 52 ลำ โดยกรมศิลปากร ได้มอบหมายให้กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และสำนักช่างสิบหมู่ ดำเนินการอนุรักษ์เรือพระราชพิธี ซึ่งมีสถานะเป็นโบราณวัตถุ และการประดับตกแต่งเรือพระราชพิธี ด้วยการลงรัก ปิดทองประดับกระจกตามแบบศิลปะไทยโบราณ รวมทั้งการซ่อมแซม และจัดสร้างอาภรณ์ภัณฑ์เครื่องประกอบเรือพระราชพิธี โดยได้รับจัดสรรงบกลางจากรัฐบาล เพื่ออนุรักษ์และตกแต่งเรือพระราชพิธี จำนวน 52 ลำ เป็นเงินทั้งสิ้น 47,301,800 บาท ซึ่งกรมศิลปากรยึดหลักการในการอนุรักษ์เรือพระราชพิธี ให้มีความปลอดภัย พร้อมใช้งาน คงความเป็นของแท้ดั้งเดิม งดงามตามแบบฝีมือช่างไทยโบราณ สมพระเกียรติ และยังเป็นการสืบสานประเพณีการจัดขบวนเรือพระราชพิธี ซึ่งปัจจุบันมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวในโลก ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความสำคัญของภารกิจดังกล่าว จึงทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เพื่อให้การปฏิบัติงานดังกล่าวลุล่วงด้วยความสมบูรณ์พร้อม ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันหาที่สุดมิได้

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวต่อว่า จากการที่นายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา ทวีสิน) เดินทางมาตรวจเยี่ยมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้กล่าวว่าพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นพระราชพิธีสำคัญ ที่ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติต่างรอคอยที่จะเฝ้าชม ถือเป็นความภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทย และความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของชาติที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่น จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก จึงควรเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับผู้ที่จะเข้าชมความงามของเรือพระราชพิธี ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ภายหลังพระราชพิธีฯ ด้วย ซึ่งเรือพระราชพิธีที่จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือรูปสัตว์ 4 ลำ ได้แก่ เรือเอกไชยเหิรหาว เรืออสุรวายุภักษ์ เรือครุฑเหิรเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร 

นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรือพระราชพิธีแห่งเดียวของโลก จึงได้รับนโยบายดังกล่าว และมอบให้กรมศิลปากรจัดทำแผนการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการเรื่องเรือพระราชพิธี และการจัดกระบวนเรือ ในเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง (Virtual Museum) ของกรมศิลปากร และสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ  รวมทั้งการนำเอาความสำเร็จของการจัดกิจกรรมชมพิพิธภัณฑ์ยามราตรี (Night Museum) มาประยุกต์ใช้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี      

โดยจะเริ่มดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดงเรือพระราชพิธี ทั้ง 8 ลำ ในเดือนตุลาคม 2567 ด้วยการติดตั้งไฟจัดแสดงเพิ่มเติม เพื่อเน้นความงามของเรือพระราชพิธี ให้สอดรับกับบรรยากาศยามค่ำคืนริมคลองบางกอกน้อย อันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดแสดง แสง สี สำหรับการจัดแสดง และการจัดบรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ออกแบบเป็นพิเศษ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2567 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้นักท่องเที่ยว และเป็นการสนับสนุนนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และเดินทางเข้าชมทางเรือ คาดว่าการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ครั้งนี้ จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งจะเพิ่มเวลาเข้าชมจาก 16.00 น. เป็น 20.00 น. โดยจะร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรี ต่อไป
 

‘เพิ่มพูน’ ย้ำปปฏิวัติการศึกษา วอนงประชาชน ภาครัฐ-ภาคเอกชนร่วมด้วยช่วยกัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811825

‘เพิ่มพูน’ ย้ำปปฏิวัติการศึกษา วอนงประชาชน ภาครัฐ-ภาคเอกชนร่วมด้วยช่วยกัน

‘เพิ่มพูน’ ย้ำปปฏิวัติการศึกษา วอนงประชาชน ภาครัฐ-ภาคเอกชนร่วมด้วยช่วยกัน

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.32 น.

‘เพิ่มพูน’ ย้ำ โปรดฟังอีกครั้ง!!  “ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ” วอนสมาชิกผู้ทรงเกียรติพี่น้องประชาชน ภาครัฐ-ภาคเอกชนร่วมด้วยช่วยกัน

วันที่ 21 มิถุนายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงคำของบประมาณฯ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ) ณ ห้องประชุมสุริยัน สัปปายะสภาสถาน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ) ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ฝั่ง คือ การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ซึ่งเป้าหมายหลักในการจะมีความสุขได้ก็คือการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง ทั้งนี้ จากนโยบายที่ได้เคยแถลงไปและดำเนินการไปแล้ว ศธ. ยังมีการดำเนินการนโยบายเพิ่มเติมที่น่าสนใจ เช่น การยกเลิกครูเวร การจัดจ้างนักการภารโรง การปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน ดำเนินการจ้างครูผู้ช่วยเป็นกรณีพิเศษ  เป็นต้น  ส่วนทางด้านนักเรียน ศธ.ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้รับมติเห็นชอบในการจัดหาอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนขยายโอกาส  รวมทั้งเห็นชอบและอนุมัติเรื่องศูนย์การเรียนสำหรับเด็กในโรงพยาบาล  โดย ศธ.ได้จัดทำคำของบประมาณมาในร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี พ.ศ.2568 นี้ด้วยเช่นกัน 

ขณะที่ในส่วนของ ศธ.ได้ขับเคลื่อนโครงการ “สุขาดีมีความสุข” โดยเบื้องต้นได้ดำเนินการสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กไปก่อน รวมทั้งดำเนินแนวทางนโยบายการยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไปพลางก่อน โดยในคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2568 จะมีการจัดทำเรื่องงบอุดหนุนที่จำเป็นในเรื่องของเครื่องแบบ ให้เป็นไปตามอัตรามติของ ครม. คือ อัตราร้อยละ 2 ร้อยละ 4 และปีนี้เป็นอัตราที่ร้อยละ 16 ก็จะมาขึ้นอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2568 

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ความท้าทายสำคัญของการศึกษา ที่เราทำอยู่คือเรื่องการศึกษาของเด็กปฐมวัย  ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการขับเคลื่อน ซึ่งมีการปรับรูปแบบให้หน่วยงานที่ขับเคลื่อนหลักเป็น ศธ.  โดยให้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขาคณะทำงานในการขับเคลื่อนทุกจังหวัด ดังนั้น งบประมาณจึงต้องมาอยู่ใน ศธ. ด้วย

สำหรับเรื่องเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาและกลุ่มเด็กเปราะบาง ทำอย่างไรให้การศึกษาไร้รอยต่อ โดย ศธ.จะทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อสแกนหาเด็กกลุ่มต่าง ๆที่หลุดจากระบบไป นำเขากลับเข้ามาในระบบการศึกษาให้ได้ 

ขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนที่ผู้ปกครองนักเรียนมีฐานะยากจน เราจำเป็นต้องมาหาวิธีลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งกลไกหลักที่จะมาตอบรับ คือ การศึกษา Anywhere Anytime และการสอบเทียบต่าง ๆ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณ โดยมีในคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2568 แล้วส่วนหนึ่ง 

นอกจากนี้ยังมีความท้าทายด้านกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเข้ามามีบทบาทของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะมีส่วนช่วยในการดำเนินการศึกษา โดย ศธ.พยายามที่จะพัฒนาครูให้มีคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน และเป็นส่วนหนึ่งของการขอประเมินวิทยฐานะ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ครูได้มีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ  ตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไปให้ก้าวทันโลก ตลอดจนการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม DLTV ซึ่งหากชำรุดก็จำเป็นจะต้องมีการซ่อมแซมบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ และด้วยความจำกัดด้านงบประมาณ แต่เมื่อพิจารณาความจำเป็นแล้ว ศธ.จะพยายามบริหารงบประมาณอย่างจำกัดในการทำงานให้ได้ดีที่สุด

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ภาพรวมงบประมาณของ ศธ. ย้อนหลัง 6 ปี (2563-2568) เห็นได้ว่าปี 2563 งบประมาณจะได้สูง จากนั้นแนวโน้มต่ำลงมาเรื่อย ๆจนกระทั่ง ปี 2567 จึงได้รับการพิจารณางบประมาณสูงขึ้น และในคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 รัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา มีการปรับงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หากเทียบจากปี 2568 กับปี 2563 ยังคงลดลงคิดเป็นร้อยละ 6.11 ขณะที่โครงสร้างงบประมาณปี 2568 ศธ.ได้รับจำนวน 340,584. ล้านบาท มีงบในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเพียง 11.14% จากที่ได้รับการจัดสรร

“ศธ.อยากขอความกรุณาให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ลงความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และขอฝากผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาทุกท่าน ว่า ปัญหาการศึกษาของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องเฉพาะของ ศธ. แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาและปรับเปลี่ยนการศึกษา ให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆและกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งคงไม่สามารถทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ หรือเพียงแค่ปฏิรูปการศึกษา แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเร่งด่วน จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ พี่น้องประชาชน ภาครัฐและภาคเอกชน มาช่วยกันปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ และโปรดฟังอีกครั้ง ‘ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ’” รมว.ศธ. กล่าว

ธปท.ออก‘ธนบัตรที่ระลึก’ เฉลิมพระชนมพรรษา6รอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811756

ธปท.ออก‘ธนบัตรที่ระลึก’  เฉลิมพระชนมพรรษา6รอบ

ธปท.ออก‘ธนบัตรที่ระลึก’ เฉลิมพระชนมพรรษา6รอบ

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.35 น.

ธปท.ออกธนบัตรที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ชนิดราคา 100 บาท จำนวน 10 ล้านฉบับเริ่มจำหน่าย 23 กรกฎาคม ผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

เมื่อวันที่ 20มิถุนายน2567 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสแลกธนบัตรไว้เป็นที่ระลึก และมีส่วนร่วมแสดงความจงรักภักดี

ทั้งนี้ ธปท. จัดทำธนบัตรที่ระลึกในชนิดราคา 100 บาทจำนวน 10 ล้านฉบับ โดยธนบัตรได้รับการออกแบบเป็นแนวตั้ง เพื่อให้พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีความโดดเด่น งดงาม มีความพิเศษแตกต่างจากธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป และได้จัดพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง บนวัสดุพอลิเมอร์ เพื่อให้มีความทนทาน รวมทั้งมีลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงอย่างครบถ้วน

ธนบัตรที่ระลึกนี้สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยจ่ายแลกในราคาฉบับละ 100 บาท พร้อมกันนี้ ธปท.ได้จัดทำแผ่นพับสำหรับธนบัตรที่ระลึกดังกล่าวจำนวน 2 ล้านชุด เพื่อจำหน่ายในราคาชุดละ 10 บาท โดยรายได้จากการจำหน่ายแผ่นพับทั้งหมด จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถติดต่อขอแลกธนบัตรที่ระลึกนี้ได้ที่ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และที่ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคมเป็นต้นไป

เปิดมติ ก.พ.ร. กำหนดโครงสร้างใหม่ สกร.มีเงื่อนไขยุบศูนย์วิทย์ฯใน 3 ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811754

เปิดมติ ก.พ.ร. กำหนดโครงสร้างใหม่ สกร.มีเงื่อนไขยุบศูนย์วิทย์ฯใน 3 ปี

เปิดมติ ก.พ.ร. กำหนดโครงสร้างใหม่ สกร.มีเงื่อนไขยุบศูนย์วิทย์ฯใน 3 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 20.13 น.

บอร์ด ก.พ.ร.เห็นชอบโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มี 7 กอง 2 กลุ่มงาน กำหนดเงื่อนไขภายใน 3 ปี ยุบเลิก-โอนถ่ายภารกิจศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ให้หน่วยงานรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ส่วนราชการดำเนินการแทน

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (อธิบดี สกร.) เปิดเผยว่า ตนได้รับหนังสือด่วนที่สุด จากสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) แจ้งมติเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 มีมติให้ความเห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างของ สกร. ตามความเห็นชองของคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ (อ.ก.พ.ร.) ดังนี้ การแบ่งส่วนราชการภายใน สกร. มีจำนวน 7 กอง 2 กลุ่มงาน ได้แก่ สำนักงานเลขานุการกรม, กองบริหารทรัพยากรบุคคล, กองมาตรฐานและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ, กองยุทธศาสตร์และแผนงาน, กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้, ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์, กลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร โดยกำหนดเงื่อนไขให้โอนถ่ายภารกิจศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลอง) ให้หน่วยงานรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ส่วนราชการเข้ามาดำเนินการแทน และยุบเลิกศูนย์วิทย์ฯ ภายใน 3 ปี นับจากกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการมีผลใช้บังคับ

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า ก.พ.ร. กำหนดให้ สกร.จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านองค์กร (OD Transition plan ) ระยะ 5 ปี และเสนอ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 6 เดือนนับจากกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการมีผลใช้บังคับ โดยสาระสำคัญของแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรระยะ 5 ปี ต้องครอบคลุมทั้งด้านการปรับบทบาทและถ่ายโอนภารกิจ การพัฒนาระบบและวิธีการทำงานที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพ กลไกการบริหารงาน การทบทวน เกลี่ย และกำหนดอัตรากำลัง การคัดเลือกข้ารการเข้าสู่ตำแหน่ง การพัฒนาบุคลากรเพื่อปรับปรุงทักษะ (Reskill) เพิ่มทักษะ (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (New skills) รวมทั้งการส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพแก่พนักงานราชการตำแหน่งครู โดย OD Transition Plan ดังกล่าวต้องกำหนดตัวชี้วัดเชิงผลผลิต (Output) ผลลัพธ์ (Outcome) และผลสัมฤทธิ์ (Results) เชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อประเมินความคุ้มค่าของการจัดตั้งหน่วยงาน ซึ่ง สกร.ต้องจัดส่งแผนดังกล่าวให้สำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 6 เดือน เพื่อสำนักงาน ก.พ.ร. ใช้ในการติดตามประเมินผลต่อไป

นายธนากร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนองค์กรและบุคลากรในระยะต่อไปให้ดำเนินการ ดังนี้ ทดลองจัดตั้งหน่วยขนาดเล็ก (Sandbox Unit) โดยพิจารณาภารกิจหลักบางงานมาดำเนินการ เช่น การออบแบบหลักสูตรหรือนวัตกรรมการเรียนรู้ โดยคัดเลือกคนรุ่นใหม่ หรือ ยืมตัวบุคลากรที่มีศักยภาพจากหน่วยงานอื่นมาปฏิบัติงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานลงไปสู่การปฏิบัติจริงได้ในระดับพื้นที่บางจังหวัดหรือบางอำเภอ รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงาน Sandbox Unit ดังกล่าว เพื่อนำมาพัฒนาขยายผล และกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงโดยคัดเลือกบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจากส่วนราชการต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการพัฒนาส่งเสริมการเรียนรู้ในประเด็นนโยบายหรือยุทธศาสตร์สำคัญ รวมถึงให้ สกร. ปรับตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายให้สอดคล้องเหมหาะสมตามที่กำหนดในแผนเปลี่ยนผ่านองค์กร และรายงานผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดสำคัญดังกล่าวใหสำนักงาน ก.พ.ร. ทราบ นับตั้งแต่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการมีผลใช้บังคับ และต่อเนื่องทุกปี จนถึงปีงบประมาณ 2571

“ ขั้นตอนหลังจากนี้ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาตรวจพิจารณาและเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ประกาศในราขกิจจานุเบกษาต่อไป ขณะเดียวกัน สกร.จะนำมติ ก.พ.ร. เสนอคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อพิจารณากำหนดสถานะหน่วยงานการศึกษา และสถานศึกษา สังกัด สกร. รวมถึงกำหนดมาตรฐานตำแหน่ง และกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาควบคู่   กันไป ” อธิบดี สกร. กล่าว.

เจ้าอาวาสแจงเหตุรื้อเจดีย์โบราณ ชี้ไม่ได้อยู่ในบัญชีกรมศิลป์ ยันจะสร้างขึ้นใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811653

เจ้าอาวาสแจงเหตุรื้อเจดีย์โบราณ ชี้ไม่ได้อยู่ในบัญชีกรมศิลป์ ยันจะสร้างขึ้นใหม่

เจ้าอาวาสแจงเหตุรื้อเจดีย์โบราณ ชี้ไม่ได้อยู่ในบัญชีกรมศิลป์ ยันจะสร้างขึ้นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.46 น.

วันที่ 20 มิถุนายน 2567 กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โฟสต์เรื่องราวระบุว่า เจดีย์เก่าแก่ที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ วัดศาลากุล ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หายไปโดยไม่ทราบว่าหายไปไหน

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดศาลากุล สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น กับ พระสมุห์ณรงค์ชาญ กนฺตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดศาลากุล โดยพระสมุห์ณรงค์ชาญชี้แจงว่า อาตมาเห็นเขาโฟสต์ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร แต่ก็รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมเขารู้มากกว่าชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ ยอมรับว่าเจดีย์เป็นของเก่าแก่ แต่ได้มีการตรวจสอบกับทางกรมศิลปากร และสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี มีข้อมูลว่า เจดีย์ไม่ได้อยู่ในทะเบียนของกรมศิลปกร

เจ้าอาวาสวัดศาลากุลกล่าวว่า หลังจากอาตมาย้ายมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ก็เห็นเจดีย์มันพังลงมาตามรูปภาพ มีเหลืออยู่องค์เดียวที่ยังมีสภาพเดิม อาตมาได้สอบถามญาติโยมแถวนี้หมดแล้ว ว่าเป็นเจดีย์ของใคร มีการสร้างให้กับใคร ปรากฎว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของ อาตมาเลยบอกญาติโยมว่า ขอรื้อออก เพื่อปรับพื้นที่หลังพระอุโบสถ หลังปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะสร้างขึ้นมาใหม่ แล้วจะนำวัตถุมงคลเก่าแก่ของพระอาจารย์สุน ซึ่งเป็นเกจิชื่อเสียงโด่งดังมาก เข้ามาบรรจุ เพื่อให้ญาติโยมได้กราบไหว้

ส่วนที่มีคนเอาไปโพสต์โดยไม่ได้มีการสอบถามทางวัด แล้วเรื่องที่โพสต์ไม่เป็นความจริง อยากถามว่าใครจะรับผิดชอบ

ด้าน ลุงนนท์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้วัด ให้ข้อมูลว่า เจดีย์องค์นี้ ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปกร เพราะไม่เข้าเงื่อนไข และปัจจุบันก็มีสภาพผุพังหมดแล้ว ท่านเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันหลังมาอยู่ที่วัด ได้มีการรื้อออก เพื่อปรับปรุงสถานที่ให้สวยงาม จากนั้นจะสร้างขึ้นใหม่

ขอบคุณข้อมูล : สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :  เปิดภาพล่าสุด! เจดีย์สามองค์ อายุหลายร้อยปี วัดดังย่านเกาะเกร็ด บัดนี้อันตรธานหายไปแล้ว

‘สอวช.’ยินดี‘รศ.พานิช อินต๊ะ’ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมคนแรกของไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811613

‘สอวช.’ยินดี‘รศ.พานิช อินต๊ะ’ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมคนแรกของไทย

‘สอวช.’ยินดี‘รศ.พานิช อินต๊ะ’ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมคนแรกของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.14 น.

‘สอวช.’ยินดี‘รศ.พานิช อินต๊ะ’ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมคนแรกของไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ขอแสดงความยินดีกับรองศาสตราจารย์พานิช อินต๊ะ เนื่องในโอกาสที่สภามหาวิทยาลัยฯ มีมติเห็นชอบเสนอเรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์(สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า) ด้านนวัตกรรม คนแรกของประเทศไทย โดยตำแหน่งดังกล่าว ถือเป็นต้นทางในการสนับสนุนเส้นทางการพัฒนาผลงานที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศด้วยเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และนำไปสู่การกระตุ้นจีดีพีในภาพรวมประเทศให้เติบโตสูงขึ้น

สำหรับที่มาของแนวคิดการขอตำแหน่งทางวิชาการด้วยผลงานนวัตกรรมเกิดจากกระทรวงอว. มีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรที่มีความสามารถให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมด้วยการสร้างองค์ความรู้และการพัฒนานวัตกรรมสำหรับการขับเคลื่อนประเทศ จึงมีการจัดทำเกณฑ์การขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการด้วยผลงานนวัตกรรม เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทการทำงานและเส้นทางอาชีพของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ในการสร้างผลงานด้านนวัตกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านสังคม ที่สามารถประเมินผลลัพธ์และผลกระทบได้ในวงกว้าง ทั้งในเชิงพาณิชย์หรือเชิงสาธารณะ รวมถึงเพื่อสนับสนุนการทำงานเชื่อมโยงระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและภาคส่วนอื่น ๆ อาทิ ภาคอุตสาหกรรม ชุมชนและสังคม เพื่อขยายการนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมรวมถึงองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

การพัฒนางานด้านนวัตกรรมเป็นงานยาก ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์และประเมินผลที่สามารถนำไปสู่การสร้างผลลัพธ์และผลกระทบในวงกว้างได้อย่างแท้จริง สอวช. ในฐานะส่วนหนึ่งของคณะทำงานจัดทำแนวทางการแต่งตั้งอาจารย์ประจำให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการด้านนวัตกรรม ที่สนับสนุนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการฯ ที่ดูแลเรื่องนี้ ได้ดำเนินการร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาและจัดทำแนวทางการประเมินตำแหน่งทางวิชาการด้วยผลงานนวัตกรรม สนับสนุนให้อาจารย์สร้างผลงานนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและสามารถนำผลงานมาใช้ในการขอตำแหน่งทางวิชาการด้านนวัตกรรมได้ ซึ่งประเทศไทยมีอาจารย์จำนวนมากที่ผลิตผลงานนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ แต่อาจไม่ได้แสดงผลงานในรูปแบบของการตีพิมพ์ จึงทำให้มีข้อติดขัดในการขอตำแหน่งทางวิชาการรูปแบบเดิม

“นโยบายสนับสนุนการใช้ผลงานทางนวัตกรรมเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเติบโตทางด้านการทำงาน ให้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติในงานที่ทำ สามารถประเมินผลลัพธ์และผลกระทบที่ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มอาจารย์ และช่วยสร้างแรงกระตุ้นในการพัฒนานวัตกรรมได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและขจัดความยากจนการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาการศึกษา สังคม สุขภาพและบริการภาครัฐ”

CRA จัดพิธีมอบเสื้อกาวน์ ‘MD-PSCM รุ่นที่ 1’ ‘เรียนรู้-เติบโต’ เป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ มีจริยธรรม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811407

CRA จัดพิธีมอบเสื้อกาวน์ ‘MD-PSCM รุ่นที่ 1’  ‘เรียนรู้-เติบโต’ เป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ มีจริยธรรม

CRA จัดพิธีมอบเสื้อกาวน์ ‘MD-PSCM รุ่นที่ 1’ ‘เรียนรู้-เติบโต’ เป็นแพทย์ที่มีคุณภาพ มีจริยธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีมอบเสื้อกาวน์ และปฏิญาณตน ปฐมนิเทศนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก MD-PSCM รุ่นที่ 1 ผ่านกิจกรรม “Year 5 Introduction and Orientation Module ( IOM )” โดยมี ศ.(เกียรติคุณ)นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.พญ.ยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รศ.นพ.ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ผศ.นพ.วิสุทธิ์ ล้ำเลิศธน รักษาการรองคณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน นพ.สุรชัย โชคครรชิตไชยผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม นพ.นพดล พิษณุวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และคณะผู้บริหารจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์โรงพยาบาลนครปฐม และโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เข้าร่วม ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมนักศึกษาแพทย์ ให้พร้อมเผชิญกับความท้าทายทางอารมณ์และความเครียดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการศึกษาและการปฏิบัติงานทางคลินิกซึ่งเน้นการพัฒนาทักษะการจัดการเวลา การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา การสื่อสารอย่างมีประสิทธิผลและการรับมือกับความเครียด ทั้งนี้ จะช่วยให้นักศึกษาแพทย์สามารถรักษาสมดุลทางอารมณ์และสุขภาพจิตในสภาพแวดล้อมต่างๆ พร้อมรับมือกับความเครียดและความท้าทายในวิชาชีพแพทย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพ

สำหรับพิธีปฏิญาณตนและรับเสื้อกาวน์นั้น เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นและความพร้อมของนักศึกษาในการเริ่มต้นการศึกษาและการฝึกอบรมในสาขาวิชาแพทยศาสตร์และยังเป็นการเตือนใจถึงหลักจรรยาบรรณและหน้าที่ของแพทย์ ที่จะต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยและสังคมด้วยความเคารพ ความเมตตาและความมีจริยธรรม โดยการรับเสื้อกาวน์ไม่เพียงแต่เป็นการรับสัญลักษณ์ของการเป็นนักศึกษาแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยอมรับความท้าทายและความรับผิดชอบที่จะตามมาในการเป็นแพทย์ที่ดีต่อไปด้วย

‘สาธิตพีไอเอ็ม’ จัดงาน Farewell ขอบคุณความร่วมมือด้านการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811404

‘สาธิตพีไอเอ็ม’ จัดงาน Farewell ขอบคุณความร่วมมือด้านการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์

‘สาธิตพีไอเอ็ม’ จัดงาน Farewell ขอบคุณความร่วมมือด้านการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสยาม โชคสว่างวงศ์ ผู้ลงนามแทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนสาธิตพีไอเอ็ม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงเรียนฯ เปิดบ้านต้อนรับ นายยูริยาร์วียาโฮ (H.E.Mr.Jyri Järviaho) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทย และนางเอลินามุลตาเน็น (Mrs.ElinaMultanen) ภริยา เพื่อแสดงความขอบคุณความร่วมมือจากสถานทูตฟินแลนด์ที่สนับสนุนด้านการจัดการศึกษาของโรงเรียนมาตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ท่านทูตดำรงตำแหน่งหน้าที่เอกอัครราชทูตประจำสถานทูตฟินแลนด์ ณ กรุงเทพฯ โดยมีน้องๆ จากโรงเรียนสาธิตพีไอเอ็ม และน้องๆ ที่เคยเข้าร่วมแคมป์ KAJO International Finnjambore 2022 ค่ายเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตกับเยาวชนจากทั่วโลก ณ ประเทศฟินแลนด์ ได้เข้าพบและขอบคุณท่านทูตที่ดูแลและส่งต่อความร่วมมือด้านการศึกษาของฟินแลนด์สู่โรงเรียนมาอย่างหลากหลาย ทำให้เกิดการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

โรงเรียนสาธิตพีไอเอ็ม เป็นโรงเรียนมัธยมต้นแบบภายใต้การสนับสนุนของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่มีความมุ่งหวังจะสร้างให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นแหล่งการศึกษาวิจัยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสำหรับเด็กไทย และเป็นโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันโรงเรียนสาธิตพีไอเอ็มได้ทำความร่วมมือกับประเทศฟินแลนด์ ประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดของโลก มาตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน นับเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นและได้นำแนวคิดการจัดการศึกษาสไตล์ฟินแลนด์ มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมในรูปแบบ “Active Learning สไตล์ฟินแลนด์ ผสานเทคโนโลยี” สร้าง Happiness Classroomให้สอดคล้องกับการศึกษาของไทยอย่างลงตัว

‘ศุภมาส’ เปิดอาคาร 60 ปี วว. รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/811405

‘ศุภมาส’ เปิดอาคาร 60 ปี วว. รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา

‘ศุภมาส’ เปิดอาคาร 60 ปี วว. รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดอาคาร 60 ปี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วยนายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และ ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.ร่วมเป็นเกียรติเปิดอาคาร 60 ปี วว. หรืออาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประยุกต์สู่ SMEs อย่างเป็นทางการ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา การเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการวิจัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า อาคาร 60 ปี วว. หรืออาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประยุกต์สู่ SMEs เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นเขตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองรับการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา และการเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการวิจัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น การผลิตชิ้นส่วนระบบราง การผลิตชิ้นส่วนรถไฟฟ้าหรือยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมและบริการเพื่อสุขภาพ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมชีวภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการเข้ามาใช้บริการหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก วว. จะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริม

“อาคารฯดังกล่าวรองรับการดำเนินงานถ่ายทอดเทคโนโลยี และผลงานวิจัยให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตและเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ และเพื่อใช้เป็นอาคารศูนย์กลางเพื่อรองรับการพัฒนากลไกหรือบริการด้านอื่นๆ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เช่น กิจกรรมบ่มเพาะผู้ประกอบการ, กิจกรรมเยี่ยมชมโชว์ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ของ วว. สู่การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ สร้างความพร้อมด้านธุรกิจ และผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล” ผู้ว่าการ วว. กล่าว