วิศวะมหิดล เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาเทียบสากล ชูมาตรฐาน ABET ปั้น Global Engineer ตอบโจทย์โลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808567

วิศวะมหิดล เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาเทียบสากล ชูมาตรฐาน ABET ปั้น Global Engineer ตอบโจทย์โลก

วิศวะมหิดล เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาเทียบสากล ชูมาตรฐาน ABET ปั้น Global Engineer ตอบโจทย์โลก

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชู 6 หลักสูตรระดับปริญญาตรี ผ่านการรับรองมาตรฐาน ABET สหรัฐอเมริกา ยกระดับวิศวกรรมศาสตร์ไทยแข่งระดับโลก ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ สามารถทำงานและศึกษาต่อได้ทั่วโลก พร้อมเดินหน้าต่อยอดสร้างมาตรฐานสู่หลักสูตรปริญญาโท และมาตรฐาน AUN-QA ในระดับปริญญาเอก

รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากความก้าวหน้าและพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี รวมถึงความท้าทายด้านเศรษฐกิจและสังคม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ส่งผลกระทบต่อภาคการศึกษาไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาต้องปรับบทบาท ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก สร้างสมรรถนะผู้เรียนในแบบฉบับของความเป็นไทยสู่สากล เพื่อตอบโจทย์การสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะการทำงานตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในระดับสากล และสามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานหรือศึกษาต่อได้ทุกประเทศทั่วโลก

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก รวม 7 ภาควิชา และ 2 กลุ่มสาขาวิชา ประกอบด้วย ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมและกลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ และกลุ่มสาขาวิชาโลจิสติกส์และระบบขนส่งทางราง โดยปัจจุบันหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ได้รับการรับรองมาตรฐานโลกจาก ABET (Accreditation Board for Engineering and Technology) สหรัฐอเมริกา ใน 6 หลักสูตร ได้แก่ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมชีวการแพทย์ ส่วนสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ยื่นขอการรับรองเมื่อปี 2566 คาดว่า ABET จะประกาศการรับรองในเดือนตุลาคม 2567 ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะทำให้ทุกหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ในระดับปริญญาตรีได้รับการรับรองมาตรฐานของ ABET ครบทุกสาขาวิชา โดยหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจาก ABET จะสามารถโอนหน่วยกิตไปยังประเทศที่จะไปศึกษาต่อได้ และที่สำคัญผู้จบการศึกษาเป็นที่ยอมรับในคุณภาพสากลและมีโอกาสเข้าทำงานได้ทั่วโลก

รศ.ดร.ธนภัทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความสำเร็จในการผลักดันหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาตรีให้ได้มาตรฐานคุณภาพจาก ABET แล้ว ปัจจุบันคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ระหว่างการต่อยอดสู่หลักสูตรอื่นๆ ในระดับปริญญาโท ให้ได้รับการรับรองจาก ABET รวมทั้งสร้างระบบประกันคุณภาพการศึกษาในอาเซียน ตามเกณฑ์ AUN-QA (Asean University Network Quality Assurance) ซึ่งเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดเสรีด้านการศึกษา ในหลักสูตรระดับปริญญาเอก เพื่อผลักดันให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสังคมโลก ด้วยการวิจัย นวัตกรรม และบริการวิชาการทางวิศวกรรมระดับโลก

“คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีจุดเด่นด้าน Internationalization มีพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศ ทั้งในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย มีหลักสูตรร่วมที่เป็น Double Degree และ Joint Degree อย่างหลากหลายเช่น เรียนที่มหิดล 2 ปี ไปเรียนต่างประเทศอีก 2 ปี โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับจาก SCImago Institutions Rankings (SIR) 2024 ให้เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านวิศวกรรมศาสตร์ และพร้อมที่จะสนองนโยบายสำคัญของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสภาคณบดีวิศวกรรมแห่งประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนากำลังคนขั้นสูงให้กับประเทศ การสร้างความเป็นเลิศด้านงานวิจัยและนวัตกรรม และสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล” รศ.ดร.ธนภัทร์ กล่าวในตอนท้าย

CRA ออกหน่วยตรวจสุขภาพ สืบสานพระปณิธาน ‘พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808564

CRA ออกหน่วยตรวจสุขภาพ สืบสานพระปณิธาน ‘พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ’

CRA ออกหน่วยตรวจสุขภาพ สืบสานพระปณิธาน ‘พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ’

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยคณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี จัดโครงการสืบสานพระปณิธาน “พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ : ปันรัก ปันน้ำใจให้น้อง” ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2566 โดยได้ร่วมออกหน่วยตรวจสุขภาพพร้อมประเมินพัฒนาการให้กับเด็กเล็กปฐมวัยโรงเรียนวัดวังเย็น พร้อมทั้งตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้แก่ผู้ปกครอง อาทิ ตรวจวัดความดันโลหิต เจาะน้ำตาลในเลือด เป็นต้น พร้อมกันนี้ได้ร่วมปรับปรุงห้องพยาบาลของโรงเรียนให้ถูกสุขลักษณะ ปรับปรุงสวนเกษตร กิจกรรมต้านภัยยาเสพติดกิจกรรมร่วมมือร่วมใจรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก กิจกรรมทาสีลานกีฬา และจัดสวนหน้าโรงเรียน ณ โรงเรียนวัดวังเย็น ตำบลวังเย็น อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีความมุ่งมั่นในการผลิตบัณฑิตพยาบาลที่มีจิตวิญญาณของนักวิชาชีพ มีความรอบรู้ มีจิตบริการ เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง โดยมีความเชื่อในการจัดการศึกษาว่า ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้จากประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง เป็นการนำความคิดไปสู่การกระทำ โดยอาศัยกระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและภาวะแวดล้อม นำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเอง นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้นักศึกษาได้ปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรควบคู่กับการศึกษาเล่าเรียน เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายในการพัฒนานักศึกษาตามอัตลักษณ์ของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี คือ รอบรู้ พัฒนา จิตอาสา นำพาความสุข

ทั้งนี้ สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมในการพัฒนานักศึกษาให้มีความตระหนักและการร่วมรับผิดชอบต่อสังคม การมีจิตอาสาและการทำสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งงานจิตอาสาเป็นอีกช่องทาง ในการยกระดับจิตใจให้นักศึกษาเกิดการริเริ่มและทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม มองเห็นปัญหาและความต้องการของสังคม ส่งเสริมให้นักศึกษามีความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์เข้าใจตนเอง เข้าใจสังคมมีความเมตตากรุณาและเกิดความสุขจากการเป็นผู้ให้ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนานักศึกษาตามอัตลักษณ์ของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ด้านจิตอาสาและด้านนำพาความสุข จึงได้จัดโครงการสืบสานพระปณิธาน “พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ : ปันรัก ปันน้ำใจให้น้อง” ประจำปีการศึกษา 2566ซึ่งได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 3 โดยในปีนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้บริหารโรงเรียนวัดวังเย็น จังหวัดนครปฐม ให้โรงเรียนวัดวังเย็นเป็นสถานที่ในการจัดโครงการ

สำหรับการจัดโครงการ “พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ : ปันรัก ปันน้ำใจให้น้อง” จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือวันที่ 27-28พฤษภาคม 2567 เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีจิตอาสา และสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชนทุกช่วงวัย และเพื่อพัฒนานักศึกษาในการเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม

โดยการจัดโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี คณะผู้บริหาร คุณครูเจ้าหน้าที่และนักเรียนโรงเรียนวัดวังเย็นและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังเย็น ผู้นำชุมชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ของตำบลวังเย็น จังหวัดนครปฐม

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นสถาบันการศึกษาทางการพยาบาลที่มีภารกิจหลักตามภารกิจของสถาบันระดับอุดมศึกษา ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตพยาบาล ทำการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน บริการวิชาการและวิชาชีพให้แก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่อสืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”

สกร.เปิดบ้าน ‘สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808569

สกร.เปิดบ้าน ‘สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้’

สกร.เปิดบ้าน ‘สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้’

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดโครงการมหกรรมวิชาการ Open House “สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และเยี่ยมชมนิทรรศการจากสถานศึกษาในสังกัด จำนวน 17 แห่ง โดยมี นายปัญญาศาสตรา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ผู้บริหารหน่วยงาน สถานศึกษาในสังกัดเข้าร่วมและต้อนรับ ณ อาคารโดมอเนกประสงค์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

โครงการมหกรรมวิชาการ Open House “สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย พันธกิจ ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และพันธกิจของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ในการจัดส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมทุกช่วงวัย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงบริบททางสังคมและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ซัมซุง เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลเด็กไทย มุ่งสู่ Thailand 5.0 อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808568

ซัมซุง เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลเด็กไทย มุ่งสู่ Thailand 5.0 อย่างยั่งยืน

ซัมซุง เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลเด็กไทย มุ่งสู่ Thailand 5.0 อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ซัมซุง ผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก มุ่งขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต Thailand 5.0 ภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งสร้างพลังคน มุ่งสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน (Together for Tomorrow Enabling People)” ผ่านโครงการส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาทักษะดิจิทัลให้คนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเยาวชนไทยสู่ Thailand 5.0 ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน และขับเคลื่อนการเติบโตให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งคุณภาพชีวิต การจ้างงาน และเศรษฐกิจ

นายเซยุน คิม ประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมยุคใหม่ Thailand 5.0ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท ตั้งแต่ชีวิตประจำวัน การดำเนินธุรกิจ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ อีกทั้งเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และสุขภาพในทุกมิติสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของซัมซุงที่มุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน โดยเราเชื่อว่าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริง หรือเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องอาศัย “พลังคน” ที่มีทักษะความรู้ในการพัฒนา และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไปสู่อนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย”

โครงการ Samsung Innovation Campus และ Samsung Solve for Tomorrow เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งสร้างพลังคนมุ่งสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน” (Together for Tomorrow Enabling People) ของซัมซุงที่มุ่งส่งเสริมทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) ให้เยาวชนไทย ผ่านการอบรมให้ความรู้และเปิดพื้นที่แก่เยาวชนแสดงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเปิดโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ โดยตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการมากว่า 6 ปี ทั้งสองโครงการได้สร้างความสำเร็จ โดยให้ความรู้แก่เยาวชนไทยไปแล้วกว่า 4,600 คน ทั่วประเทศ ภายในระยะเวลาที่ผ่านมา

นายมาร์ค คิม ประธานองค์กร ธุรกิจโมบายล์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของผู้คน เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีแก่สังคม โดยที่ผ่านมาเราได้สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเท่าเทียมทางการศึกษาให้แก่เยาวชน และโรงเรียนในประเทศไทยมาแล้วมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และจุดประกายความคิดต่อยอดสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างยั่งยืน”

นางพรรณวลัย อินทราพิเชฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า หัวใจสำคัญของโครงการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของซัมซุง คือ การสร้างรากฐานความรู้แห่งอนาคตที่เข้มแข็งและเป็นประโยชน์ พร้อมทลายข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ ผ่านการมอบโอกาส พื้นที่ และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็น โดยโครงการของซัมซุง ประกอบได้ด้วย

Samsung Innovation Campus โครงการที่มุ่งปลดล็อกศักยภาพด้านทักษะดิจิทัลให้คนไทยอย่างเท่าเทียม ผ่านการแจกทุนการศึกษา และเปิดคอร์สออนไลน์ให้เรียนฟรี เพื่ออัปสกิลทักษะแห่งอนาคตด้าน Generative AI และการโค้ดดิ้ง (Basic Coding) โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งความพิเศษในปีนี้จะขยายโอกาสให้คนทั่วไป ไม่จำกัดอายุ สามารถเข้าเรียนออนไลน์ได้ โดยจะเริ่มเปิดให้เรียนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

Samsung Solve for Tomorrow เวทีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้โชว์ศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผ่านการประกวดประชันไอเดียที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสังคม โดยเน้นการลงมือทำจริง ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น ให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะจริง และค้นพบแรงบันดาลใจดีๆ พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของเหล่าพันธมิตรซัมซุงในวงการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มาร่วมในโครงการ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายนนี้

ปลัด มท.ปฐมนิเทศ 10 นิสิต-นักศึกษารัฐศาสตร์ ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808481

ปลัด มท.ปฐมนิเทศ 10 นิสิต-นักศึกษารัฐศาสตร์ ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

ปลัด มท.ปฐมนิเทศ 10 นิสิต-นักศึกษารัฐศาสตร์ ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.00 น.

ปลัด มท.ปฐมนิเทศ 10 นิสิต-นักศึกษารัฐศาสตร์ ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำ มี “Creative Thinking” คิดสร้างสรรค์เพื่อ Change for Good เรียนรู้หลักการครองตน ครองคน ครองงาน บูรณาการการทำงานเป็นทีม ขับเคลื่อนองค์กรแห่งการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อประชาชนอย่างยั่งยืน

วันนี้ (4 มิ.ย. 67) เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม War Room อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานปฐมนิเทศนิสิตและนักศึกษาผู้เข้ารับงานฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ นายมรกต ศรีตูมแก้ว รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง นางจริยา ชุมพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักนโยบายและแผน ผู้อำนวยการกลุ่มงานหน่วยงานระดับสำนัก/กองในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 10 คน ร่วมรับฟัง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการสร้างเสริมประสบการณ์และส่งเสริมโอกาสให้กับนิสิตนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนทักษะการทำงานให้ผู้เข้ารับการฝึกงานได้รับเทคนิคการทำงานควบคู่องค์ความรู้ทางวิชาการ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะวิธีคิด วิธีทำงานในลักษณะการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้น้อง ๆ นิสิตนักศึกษาได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานภายหลังจากสำเร็จการศึกษาไปเป็นบัณฑิต ซึ่งไม่ว่าจะไปทำงานในภาคราชการ คือ กระทรวง กรม องค์กรอิสระ องค์กรของรัฐประเภทต่าง ๆ หรือในภาคเอกชน คือ บริษัท ห้าง ร้าน ทุกส่วนก็ล้วนแต่มีระบบการทำงาน และมีรูปแบบการทำงานที่ต้องยึดโยงกับระบบราชการ เพราะงานราชการจะต้องเชื่อมโยงเชื่อมต่อการทำงานกับทุกภาคส่วน

“ดังนั้นเรื่องที่สำคัญที่ถือเป็นเทคนิคในเบื้องต้นของการทำงานทั้งราชการและเอกชน นั่นคือ “การเขียนหนังสือราชการ” สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงได้มอบหมายให้กองการเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดพิมพ์ “หนังสือการเขียนหนังสือติดต่อราชการและธุรกิจ” โดยขอความอนุเคราะห์ลิขสิทธิ์ของท่านอาจารย์ประวีณ ณ นคร เลขาธิการ ก.พ. คนที่ 3 เพื่อเป็น “คู่มือเล่มแรก” หรือ “ตำราเล่มแรก” สำหรับข้าราชการบรรจุใหม่ และนิสิตนักศึกษาที่ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะการทำงานทุกคนต้องมีแบบแผนที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้มีความรู้และประสบการณ์การทำงาน เพราะไม่ว่าจะงานราชการหรือเอกชน จะทำหน้าที่อะไร อาชีพอะไร เราต้องรู้จักหลักในการเขียนหนังสือเพื่อติดต่อราชการ ให้สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน ครบถ้วน กระชับ ได้ใจความ แต่ไม่ว่าหนังสือจะดีอย่างไร ภูมิปัญญาของผู้ที่ผ่านประสบการณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญจะมีมากแค่ไหน ก็จะไม่เกิดประโยชน์ถ้าพวกเราไม่มี “หัวใจนักปราชญ์” อันประกอบด้วย “สุ จิ ปุ ลิ” โดย “สุ” ย่อมาจาก สุตะ คือ การฟัง ฟังในที่นี้คือการรับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงานจากหัวหน้างานจากผู้บริหารว่ามีแนวทางในการทำงานอย่างไรมีนโยบายเป็นอย่างไร “จิ” ย่อมาจาก จินตะ คือ การคิด ซึ่งเราควรมีความคิดริเริ่มเมื่อเราได้ฟังมาแล้วว่าเรามีความคิดที่จะทำสิ่งใดบ้างมีความคิดริเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดที่จะก่อให้เกิดสิ่งที่ดีเกิดขึ้น “ปุ” ย่อมาจาก ปุจฉา คือ การถาม เพื่อคลายข้อสงสัย หรือถ้าไม่ต้องการถามเราก็สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้จากหนังสือหรือสื่อต่าง ๆ และ “ลิ” ย่อมาจาก ลิขิต คือ การเขียน อันมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การอ่าน การฟัง การคิด จะทำให้เกิดการทบทวน ทำให้เกิด “ความรู้” แต่ความรู้หรือทฤษฎี (Theory) จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติได้ เราต้องมีการฝึกฝน (Practice) ตัวเอง ด้วยการทดลองทำ ทดลองเขียน ด้วยความอดทน ทุ่มเทในการพัฒนาตนเอง ประการถัดมาที่เป็นหัวใจดวงที่ 2 ของการฝึกงาน นั่นคือ การมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (Connection) ทั้งระหว่างเพื่อนร่วมงานที่มาฝึกงานด้วยกัน ระหว่างหัวหน้างานกับตัวเรา และระหว่างเรากับพี่ ๆ ในที่ทำงาน หรือหน่วยงานที่เราได้รับมอบหมายให้ประสานงานระหว่างการฝึกงาน โดยเฉพาะกับพี่ ๆ ที่เราได้ไปฝึกงานด้วยนอกจากจะทำให้เรามีความรู้จากระเบียบ กฎหมายแล้ว ยังจะทำให้เราได้รับ “เคล็ดวิชา” ที่แต่ละท่านได้รับการฝึกฝนแตกต่างกันไป แต่เราในฐานะเด็กฝึกงานก็จะได้รับเคล็ดลับวิชาแบบ fast track จากพี่ ๆ ควบคู่กับความเมตตา ความสนิทสนมกับพี่ ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานอนาคตต่อไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า ในการทำงาน เรามีลูกพี่ มีลูกน้อง มีเพื่อนร่วมงาน แต่สิ่งที่ขอให้นิสิตนักศึกษาได้พึงระลึกและปฏิบัติอยู่เสมอ ตั้งแต่เป็นเด็กฝึกงานจนกระทั่งไปเป็นข้าราชการ หรือพนักงานเอกชน ภายหลังจบการศึกษา นั่นคือ “หน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี” ด้วยการทำให้ผู้บังคับบัญชาทำให้สิ่งที่ดีที่เราอยากให้ทำ  และในแต่ละวัน แต่ละเวลานั้น เราทุกคนมีโอกาสเท่ากัน ถ้าเรามีความรักองค์กร มีความรักหมู่คณะ เราต้องไม่หายใจทิ้งไปวัน ๆ แต่ต้องใช้ทุกโอกาส ทุกเวลา นาที ในการหมั่นศึกษา เรียนรู้ คิดที่จะ Change for Good ด้วย Creative thinking คิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา และใช้วิธีการในการแสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนแนวความคิด องค์ความรู้กับเพื่อนร่วมงานที่มีความแตกต่างหลากหลายความคิด หลากหลายประสบการณ์ หลากหลายช่วงวัย ด้วยวิธีการที่แนบเนียน เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดต่องานของเรา ต่อองค์กรของเรา เพื่อให้เกิด “การทำงานเป็นทีม” เหมือนแขนงไม้ไผ่มัดรวมกัน (Participation + Open mind) ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การทำประโยชน์ร่วมกัน” โดยต้องตระหนักเสมอว่า ความรู้ความสามารถของคนคนเดียวจะสู้คนจากหลายหน่วยมารวมกันเป็นแขนงไม้ไผ่ไม่ได้ เพื่อช่วยกันเข็นครกขึ้นภูเขา ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (impossible) ให้เป็นสิ่งที่ทำได้ I’m Possible เวลามีธุระปรักปรำ หรือมีงานการที่จำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนในทุกที่ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ไม่ว่าเราไปที่ไหนก็มีแต่เพื่อนฝูง พี่น้อง ที่พร้อมให้การสนับสนุน (Support) ดังนั้น การมาฝึกงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่สำคัญที่นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้ง 10 คนจะต้องทำความรู้จักกัน ต้องรักกัน มีการแลกเปลี่ยนวิธีคิด วัฒนธรรมการทำงาน การเรียนรู้ (Cross culture) ร่วมกัน ทั้งนี้ ในการฝึกงานที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนี้ หรือแม้แต่การทำงานในอนาคต ถ้าเราไปเจอเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาที่ดี เราก็จะได้เป็นคนที่ดี มีความสามารถเหมือนกับเขา แต่ถ้าเราไปเจอผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เช่น มัวเมาลุ่มหลงในอบายมุข ดื่มสุรายาเมาเป็นนิจศีลจนเป็นนิสัยเป็นวิถีชีวิต เราก็ต้องหนีห่าง อย่างมืออาชีพ เพราะสุภาษิตไทยสอนไว้แล้วว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เราสามารถคบพวกเขาได้ ทำงานด้วยได้ แต่ไม่ใกล้ชิดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับเขา และถ้าเรามีโอกาสในการสนับสนุนคนดีให้ได้เลื่อนระดับ หรือให้ได้รับความไว้วางใจในการทำงาน ขอให้น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี วันที่ 11 ธันวาคม 2512 ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “….ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…” มาเป็นหลักชัยในการทำงาน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของชีวิตการทำงานของคนทุกคน มันเป็นเหมือนกับเนื้อเพลง “ต้องสู้จึงจะชนะ” ที่ว่า …สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน ต้อง “สู้” ต้องสู้จึงจะ ชนะ… เราจึงต้องไม่ตกอยู่ในความประมาท เพราะจะมีสิ่งเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้ ด้วยการมีสติ ไม่ประมาท ใช้ชีวิตแบบมีหลักการ มีคุณธรรม ไม่ไปเลียนแบบหรือทำตามสิ่งที่ไม่ดีให้กับชีวิต เราจึงจะสามารถ “ครองตน” ได้ดี ในส่วนของการ “ครองงาน” เราสามารถคิดริเริ่มให้งานมีมาตรฐาน ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เกิดการพัฒนางาน แต่จะทำให้สำเร็จได้ “ใจต้องมาก่อน” และต้องมีจิตอาสา มีทัศนคติที่ดี มีความอยากที่จะช่วยปรับปรุงองค์กร ปรับปรุงงาน ช่วยค้นหาปัญหาและเสนอแนะแนวทางในการพัฒนางาน เป็น Change Agent ที่ไม่นิ่งดูดายที่จะแก้ไขและพัฒนาให้งานและองค์กรดีขึ้น ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเพียรพยายามกระตุ้นเตือนให้คนในสังคมตระหนักและให้ความสำคัญ ดังโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” และในเรื่องการ “ครองคน” เมื่อเราเป็นเด็ก เราต้องมีสัมมาคารวะ มีวิธีการในการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่มีหลากหลายช่วงวัย หลากหลายประสบการณ์ มีมารยาทที่ดี มีกาลเทศะ มีอัธยาศัยดีงาม มีน้ำจิตน้ำใจ เพื่อความสมบูรณ์ของชีวิตในการเป็นที่รัก “หัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จหรือความล้มเหลวอยู่ที่คน” ความสำเร็จต้องเกิดจากคนมีทัศนคติ (Attitude) ที่เป็นบวก และอุดมการณ์ (Passion) ที่ดี ตามมาด้วยองค์ความรู้ (Knowledge) และความสามารถ (Ability) ที่เกิดจากคนหลายคนที่สามารถรวมทีมทำงานจนประสบความสำเร็จได้ ซึ่งสิ่งสำคัญอยู่ที่ “คน”ความสำเร็จต้องเกิดจากคนมีทัศนคติ (Attitude) ที่เป็นบวก และอุดมการณ์ (Passion) ที่ดี ตามมาด้วยองค์ความรู้ (Knowledge) และความสามารถ (Ability) ที่เกิดจากคนหลายคนที่สามารถรวมทีมทำงานจนประสบความสำเร็จได้ (Success = attitude × knowledge x ability) เราต้องอย่ารีรอ เราต้องอ่านหนังสือ ร้องเพลง ฟังเพลง เพื่อจรรโลง พัฒนาบุคลิกภาพ พัฒนาจิตใจ พัฒนา attitude รู้จักเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ อ่านหนังสือวรรณกรรมเด็กเยาวชน เพื่อทำให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์ เพื่อทำให้การฝึกงาน ณ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยตลอดห้วงเวลาที่กำหนดนี้ ทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้พัฒนาตนเองเพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทย และภาคภูมิใจในความเป็นสมาชิกของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย การฝึกงานที่นี่จะทำให้ทุกคนได้ทั้งการทำงานและการทำบุญ เพราะกระทรวงมหาดไทยมีอายุยืนยาวนานมาถึง 132 ปี และขับเคลื่อนงานภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เพื่อทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“การฝึกงานของน้อง ๆ ทั้ง 10 คน นอกจากฝึกที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังจะได้ไปเรียนรู้ประสบการณ์กรมในสังกัดอีกทั้ง 6 กรม คือ กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน กรมที่ดิน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ 6 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ คือ การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง องค์การตลาด และองค์การจัดการน้ำเสีย เพื่อทำให้น้อง ๆ รู้จักต้นไม้ของกระทรวงมหาดไทยอย่างละนิด อย่างละหน่อย อันจะทำให้เห็นป่าของกระทรวงมหาดไทย (MOI Forest) ที่มีภารกิจและอำนาจหน้าที่ครอบคลุมทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เป็นกระทรวงหลักของฝ่ายพลเรือนในการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนให้เกิดความผาสุกอย่างยั่งยืนสืบไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

ปลัด มท.เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มไปทูลเกล้าฯถวาย’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808480

ปลัด มท.เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มไปทูลเกล้าฯถวาย'สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี'

ปลัด มท.เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มไปทูลเกล้าฯถวาย’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.57 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567

วันนี้ (4 มิ.ย. 67) เวลา 07.30 น.ที่กองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567 ที่บริเวณพลับพลาพิธี พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมี ผู้แทนส่วนราชการระดับกระทรวง ห้างร้าน และประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมในพิธี โอกาสนี้ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ ผู้อำนวยการกองคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายมรกต ศรีตูมแก้ว รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธีด้วย

โอกาสนี้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นผู้รับเครื่องราชสักการะ ประกอบด้วย ต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน พานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน และพานกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ จากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนส่วนราชการ ห้างร้าน และประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อเชิญไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2567

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ด้วยพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ ปฏิบัติงานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และความจงรักภักดี ทั้งงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาทิ การส่งเสริมการใช้ผ้าไทย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม เป็นอาทิ แม้ในยามที่ประเทศไทยกำลังประสบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานหน้ากากผ้า รวมถึงเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และใช้ในการป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดของโรค นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญในการส่งเสริมการดูแลเด็กไทยและเด็กทั่วโลก ซึ่งสะท้อนเป็นที่ประจักษ์ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการสัมมนา Child Protection Summit, Bangkok 2024 ณ องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ซึ่งพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนนำมาซึ่งความปลื้มปีติ ความตื้นตัน และขวัญกำลังใจอันสูงยิ่งของพวกเราคนไทยทุกคน

“เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2567 ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขอพระราชทานพระราชานุญาต ถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล ตลอดจนพระเทวานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช และพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดอภิบาลประทานชัยมงคลให้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน พระเกียรติคุณแผ่ไพศาลทั่วทิศานุทิศ สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงพสกนิกรชาวไทยตลอดกาลนิรันดร์” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเน้นย้ำ

– 006

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไบโออิเล็คทริคกลู’ นวัตกรรมใหม่จาก สทน. กวาด 3 รางวัลใหญ่ จากเวที INTARG 2024

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808305

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไบโออิเล็คทริคกลู’ นวัตกรรมใหม่จาก สทน.  กวาด 3 รางวัลใหญ่ จากเวที INTARG 2024

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไบโออิเล็คทริคกลู’ นวัตกรรมใหม่จาก สทน. กวาด 3 รางวัลใหญ่ จากเวที INTARG 2024

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นวัตกรรมใหม่จากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ที่ได้นำไคโตซานมาพัฒนาด้วยเทคโนโลยีรังสี เป็น “ไบโออิเล็คทริคกลู” กาวนำไฟฟ้าผลิตที่ผลิตจากพอลลิเมอร์ธรรมชาติ ใช้ทดแทนกาวนำไฟฟ้าในท้องตลาดอย่างอีพ็อกซีเรซิน (Epoxy resin) คว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวทีประกวดนานาชาติ The 17th International Inventionand Innovation Show (INTARG 2024) ณ เมืองคาโตไวซ์ ประเทศโปแลนด์

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์ รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ในปี 2567 มีผลงานการวิจัยจากทีม
นักวิจัยของ สทน. ส่งผลงานเข้าประกวดในงาน The 17th International Invention and Innovation Show (INTARG 2024) ระหว่างวันที่ 21-23 พ.ค. 2567 ณ เมือง คาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์ ผลปรากฏว่าผลงานวิจัยของ สทน.คว้ารางวัลสำคัญมาได้ถึง 3 ผลงาน รวม 8 รางวัล โดยหนึ่งในผลงานดังกล่าว คือ “ไบโออิเล็คทริคกลู” (BioElectriGlue) เป็นกาวนำไฟฟ้าที่ผลิตจากพอลลิเมอร์ธรรมชาติ คือไคโตซาน นำมาพัฒนาด้วยเทคโนโลยีรังสี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นงานนวัตกรรมที่พัฒนาโดยทีมนักวิจัยของ สทน. มี น.ส.ฐิติรัตน์ รัตนวงษ์วิบูลย์ เป็นหัวหน้าโครงการ และมีนักวิจัยร่วมโครงการประกอบด้วย นายธนรรจน์ แสงจันทร์, นายพงศธร คำคูณ,นายทศวรรษ อุดิลา, นายรพพน พิชา, นายศักดิ์ชัย หลักสี, น.ส.ภัทราเลิศศราวุธ, น.ส.ธนกร แสงทวีสิน และ น.ส.เกศินี เหมวิเชียร

จากความโดดเด่นของงานวิจัยชิ้นนี้ ทำให้ได้รับรางวัลจากเวทีประกวดถึง 3 รางวัล คือ 1.รางวัลพิเศษ NRCT Special Award Competition ซึ่งเป็น 10 ผลงานเด่นของไทยพร้อมถ้วยรางวัล จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นผู้มอบรางวัล 2.รางวัลพิเศษ IFRI Special Award for The Best Invention จากองค์กร The 1st Institute Inventors and Researchers in I.R. Iran (FIRI) ประเทศอิหร่าน พร้อมโล่รางวัลและ 3.รางวัลเหรียญเงิน Silver Medal Award จากงาน INTARG2024

น.ส.ฐิติรัตน์ รัตนวงษ์วิบูลย์ หัวหน้าโครงการวิจัย “ไบโออิเล็คทริคกลู” สทน. กล่าวว่า ไบโออิเล็คทริคกลูเป็นกาวนำไฟฟ้า ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ทดแทนกาวหรือตัวประสานแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ความร้อนในการเชื่อมประสานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม เป็นนวัตกรรมกาวนำไฟฟ้าที่ผลิตจากพอลลิเมอร์ธรรมชาติ โดยเลือกใช้ไคโตซาน วัสดุธรรมชาติที่สามารถสกัดได้จากเปลือกของสัตว์ทะเล ซึ่งเป็นขยะเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลของประเทศไทย นำมาพัฒนาพัฒนาให้เป็นกาวนำไฟฟ้า “ไบโออิเล็คทริคกลู” (BioElectriGlue) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีรังสีที่สะอาด สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยมีคุณสมบัติเด่น 5 ประการ คือ ไม่เป็นพิษ(Non-toxicity) : ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally friendly) ค่านำไฟฟ้าสูง (High electrical conductivity) : มากกว่า 150 ไมโครซีเมนต์ต่อเซนติเมตร มีสมบัติเชิงกลที่ดี (Good mechanical strength) : ทนต่อแรงกดทับได้มากกว่า 20 นิวตัน ยึดติดกับพื้นผิววัสดุได้ดี (Good adhesiveness): สามารถติดกับแผ่นทองแดง แผ่นสเตนเลส พลาสติก แก้ว และยาง เป็นต้น สามารถควบคุมความหนืดได้ (Controllable viscosity) จึงสะดวกต่อการใช้งาน จากคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า “BioElectriGlue” เป็นกาวนำไฟฟ้าที่มีศักยภาพ สามารถทดแทนกาวนำไฟฟ้าที่มีในท้องตลาด
อย่างอีพ็อกซีเรซิน (Epoxy resin) ได้

เปิดเวที ‘THE POWER BAND 2024’ เฟ้นหาสุดยอดวงดนตรีสากลคนรุ่นใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808308

เปิดเวที ‘THE POWER BAND 2024’  เฟ้นหาสุดยอดวงดนตรีสากลคนรุ่นใหม่

เปิดเวที ‘THE POWER BAND 2024’ เฟ้นหาสุดยอดวงดนตรีสากลคนรุ่นใหม่

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ประชันฝีมือสุดเข้มข้น! กับก้าวแรกของการเป็นนักดนตรียอดฝีมือในรายการ THE POWER BAND 2024 SEASON 4 เวทีประกวดวงดนตรีสากลคุณภาพระดับประเทศ รอบโซนนิ่งแสดงสด สนามแข่งขันแรก ปักหมุดที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นโดย คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ 6 ค่ายเพลงดังของเมืองไทย อย่าง Muzik Move, LOVEiS Entertainment, Smallroom, What The Duck, Warner Music Thailand และ XOXO Entertainment เพื่อเฟ้นหาดาวดวงใหม่มาประดับวงการเพลงไทย พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ปล่อยของแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Let The Music Power Your World เป็นได้สุด เป็นไปได้ด้วยพลังแห่งดนตรี” โดยในปีนี้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นมัธยมศึกษา สุดยอดวงดนตรีระดับมัธยมฯ (High School Class) และรุ่นบุคคลทั่วไป เส้นทางสู่ศิลปินมืออาชีพ (Professional Class :Road to Artist) ณ อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ

สำหรับสนามแข่งขันแรก รอบโซนนิ่งแสดงสดสนามที่ 1 กรุงเทพมหานคร ได้รับความสนใจจากคนดนตรีจำนวนมาก โดยในรอบนี้ทางคณะกรรมการได้คัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบจากการส่งคลิปออดิชั่นสู่รอบโซนนิ่งแสดงสดสนามแรกจำนวน 15 วงสุดท้าย ทุกวงโชว์ฝีไม้ลายมือ งัดสกิลการร้องและเล่นดนตรีออกมาแข่งขันอย่างเข้มข้น โดยมีคณะกรรมการผู้คร่ำหวอดในแวดวงดนตรีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังร่วมตัดสิน ได้แก่ กฤษติกร พรสาธิต (ติ๊ก วง Playground) ผู้บริหารค่าย Home Run Music, อัคราวิชญ์ พิริโยดม(เช่) หัวหน้าสาขาวิชาดนตรีสมัยนิยม วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล และวิโรจน์ สถาปนาวัตร(J-Pap – วง Infinity) อาจารย์พิเศษสาขาดนตรีสมัยนิยมวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล

ผลการคัดเลือกวงที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ มีจำนวนทั้งสิ้น 6 วง แบ่งเป็นรุ่นมัธยมศึกษา สุดยอดวงดนตรีระดับมัธยมฯ (High School Class) จำนวน 3 วง ได้แก่ วงนิวคลัสเตอร์ แบนด์ สังกัดอิสระ, วง Savvy Horwang and Denla British School และวง I Love Wednesday โรงเรียนโยธินบูรณะ

รุ่นบุคคลทั่วไป เส้นทางสู่ศิลปินมืออาชีพ(Professional Class : Road to Artist) มีจำนวน 3 วงได้แก่ วงSisweet ชลบุรี, วง BLACK COFFEE นครราชสีมา และวง Fusion Island กรุงเทพมหานคร

โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจากรอบโซนนิ่งแสดงสด ทั้ง 5 สนามการแข่งขัน จะได้รับโอกาสในการเข้าร่วม THE POWER BAND MUSIC CAMP เพื่อเรียนรู้เทคนิคทางดนตรีต่างๆ จากมิวสิกกูรูระดับประเทศ และสามารถต่อยอดความฝันในการร่วมทำซิงเกิ้ลกับโปรดิวเซอร์มืออาชีพ พร้อมโอกาสในการร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีระดับประเทศ ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมประกวด สนามแข่งขันที่ 2-5 ได้ที่ http://www.music.mahidol.ac.th/thepowerband และเฟซบุ๊ก : thepowerband.mahidol ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 ส.ค.2567 โดยรอบโซนนิ่งแสดงสดครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มิ.ย.2567 ที่ จ.ขอนแก่น,13 ก.ค.2567 ที่ จ.เชียงใหม่, 3 ส.ค.2567ที่ จ.สุราษฎร์ธานี และ 24 ส.ค.2567 ที่ จ.นครปฐม มาร่วมส่งพลังใจเชียร์กันว่าทีมไหนจะได้ไปต่อบนเส้นทางสายดนตรี กับ THE POWER BAND 2024 SEASON 4เวทีประกวดวงดนตรีสากลคุณภาพระดับประเทศ

MOU ร่วมผลักดันความรู้บล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808306

MOU ร่วมผลักดันความรู้บล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล

MOU ร่วมผลักดันความรู้บล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด และวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ประกาศความร่วมมือทางวิชาการด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการยกระดับอาชีวศึกษา สาขาการบัญชี ภายใต้โครงการขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) โดยมี นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, ดร.คณัสณันท์พรรณ ผลทํามีบุญผู้อำนวยการวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน และคณะผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 13 แห่ง เป็นเกียรติเข้าร่วมในพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ณ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า Bitkub Academy มีความยินดีที่จะร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาของโครงการขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (CVM) สาขาวิชาการบัญชี เพื่อพัฒนาหลักสูตรนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษามีทักษะและความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงทักษะ Skill Set ที่จำเป็นในยุคดิจิทัล โดยสนับสนุนองค์ความรู้ บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพครูบัญชีสมรรถนะสูง ด้านพื้นฐานทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลสู่ความเป็นเลิศ

นักเรียนทุน’กสศ.’สุดประทับใจชุมชนอาข่าดอยแม่สลอง หลังลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808396

นักเรียนทุน'กสศ.'สุดประทับใจชุมชนอาข่าดอยแม่สลอง หลังลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้

นักเรียนทุน’กสศ.’สุดประทับใจชุมชนอาข่าดอยแม่สลอง หลังลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.33 น.

นักเรียนทุน’กสศ.’สุดประทับใจชุมชนอาข่าดอยแม่สลอง หลังลงพื้นที่ร่วมเรียนรู้ เยาวชนชายแดนใต้เผยได้แรงบันดาลใจ-ไม่โดดเดี่ยว

ระหว่างวันที่ 1-3 มิถุนายน 2567 ที่ศูนย์การเรียนรู้บนดอยแม่สลอง ของมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้มีการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์สำหรับนักศึกษาทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) โดยมีผู้ที่ได้รับทุน 40 คนจากทั่วทุกภูมิภาคเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนกสศ.และทีมงาน พชภ.ร่วมเป็นวิทยากร

นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการ พชภ.ได้กล่าวเริ่มต้นการทำกิจกรรมว่า ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพซึ่งส่งเสริมโอกาสทางศึกษาต่อเต็มศักยภาพให้กับกลุ่มเป้าหมายผู้ใกล้จบการศึกษา ปวส. หรืออนุปริญญาสายอาชีพให้ได้รับโอกาสทางศึกษาและการพัฒนาต่อเต็มศักยภาพ ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก โดยต้องเป็นเยาวชนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส เป็นโอกาสที่ดีที่ในครั้งนี้มูลนิธิพชภ. ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมประสบการณ์ให้แก่นักศึกษาทุนกลุ่มนี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน ร่วมกิจกรรมกับชุมชนบนดอยสูง ซึ่งสามารถเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยของนักศึกษาได้ในอนาคต

ทั้งนี้บริเวณโดยรอบศูนย์การเรียนรู้ฯ เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านหลากหลายชาติพันธุ์และมูลนิธิ พชภ.ได้ร่วมกันฟื้นฟูเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โดยปัจจุบันป่าผืนนี้ได้กลายเป็นป่าใหญ่และเป็นแหล่งทรัพยากรของชุมชน โดยผู้ร่วมทำกิจกรรรมได้ลงพื้นที่หมู่บ้านป่าคาสุขใจซึ่งเป็นชุมชนชาวอาข่าและได้เรียนรู้วิถีชีวิตด้านต่างๆ เช่น ภูมิปัญญาช่างตีเงิน เศรษฐกิจการปลูกกาแฟ-ชา และบทบาทของกลุ่มสตรีชาติพันธุ์

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้ฝึกทักษะการฟังตัวเองและฟังผู้อื่น รวมทั้งฟังสังคมและการสื่อสารผ่านมุมมองของตัวเอง

ในช่วงท้ายได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมสะท้อนความรู้สึกในการลงพื้นที่ครั้งนี้ โดยส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึกประทับใจทำให้เข้าใจตัวเองและรู้จักคนอื่นมากขึ้น ได้แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ รวมทั้งได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนโดยเฉพาะชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น

นายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.กล่าวว่า การให้ทุนการศึกษาเหมือนกับการให้ทุนกับชีวิตซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นการปรับฐานด้านจิตใจผู้ที่ได้รับทุนให้เกิดความพร้อมในการเล่าเรียนหรือพร้อมในประกอบชีวิตต่อไปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นขั้นตอนสำคัญว่าโครงการนี้จะสำเร็จหรือไม่ กสศ.มีนโยบายนอกจากดูแลการให้ทุนการศึกษาแล้วยังมีเรื่องของต้นทุนด้านจิตใจซึ่งคงต้องดำเนินการต่อด้วยความละเมียดละไมเหมือนกับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ที่ผู้เข้าร่วมได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติผ่านการเรียนรู้ชุมชนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ และจะเป็นแกนในการพัฒนาสำหรับนักศึกษารุ่นต่อไป

น.ส.ยุสรอ ดุลย์ธารา เยาวชนจากปัตตานีกล่าวว่า สาเหตุที่เดินทางไกลโดยรถไฟใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมงมาถึงเชียงใหม่และต่อมาที่ดอยแม่สลองเพื่อร่วมกิจกรรมครั้งนี้เพราะต้องการเห็นความแตกต่างของคนบนดอยกับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตนได้ลงพื้นที่เรียนรู้การปลูกกาแฟของชาวอาข่า บ้านป่าคาสุขใจ ทำให้รู้สึกประทับใจตั้งแต่การต้อนรับ มีการใช้น้ำชายและขนมเหมือนแถวบ้านตน ยิ่งได้ฟังประสบการณ์ของพี่ที่ปลูกกาแฟกว่ามาถึงวันนี้ได้ต้องฝ่าฟันความยากลำบาก

“พี่เขาเคยถูกระเบิดจนขาพิการ แต่ต่อสู้กับอุปสรรคจนสร้างธุรกิจของครอบครัวได้ มันสร้างแรงบันดาลใจให้หนูเป็นอย่างดี คนที่นี่เข้าถึงหน่วยงานรัฐยากกว่าแถวบ้านหนูเสียอีก เมื่อได้มาเห็นถึงความลำบากของเขา ไม่เหมือนกับที่เราเจอ ทำให้หนูนำประสบการณ์แบบนี้ไปใช้ปรับตัว ตอนอยู่แต่ชายแดนใต้เราก็คิดว่าเราลำบากมาก แต่พอมาฟังชาวบ้านที่นี่ เขาก็ลำบากเหมือนกับเรา ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้สู้คนเดียว คนอื่นๆก็ลำบากเหมือนกัน  พอเราได้คุยกันเขาซึ่งมีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราอาจสื่อสารกันยาก แต่พอพยายามคุย พี่เขาก็คุย สำเนียงเขาน่ารัก หนู่เป็นความประทับใจมาก”

นายกิตติพงษ์ บุบผาวงค์  นักศึกษาปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นมาบนดอยมาถึงเชียงราย การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ได้เดินทางออกมานอกกรุงเทพ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้ลงพื้นที่เรียนรู้การใช้ชีวิตของชาติพันธุ์ ทำให้รู้จักการรับฟังคนอื่นมากขึ้น เป็นโอกาสที่ได้ฟังเพื่อนๆ

“ตั้งใจว่าจะเรียนต่อให้ถึงปริญญาเอก อยากเป็นอาจารย์ในภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา เพราะชอบสอน ได้ฝึกสอนปวช.และปวส. และได้ทำงานด้วยเพื่อหาประสบการณ์ เมื่อนำไปสอนน้องๆ ก็พบว่านำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์”นายกิตติพงษ์ กล่าว