นศ.อุเทนฯลุกฮือค้านย้ายออกจากพื้นที่ นัดระดมพลใหญ่ศิษเก่า-ศิษย์ปัจจุบัน 1 พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766030

นศ.อุเทนฯลุกฮือค้านย้ายออกจากพื้นที่ นัดระดมพลใหญ่ศิษเก่า-ศิษย์ปัจจุบัน 1 พ.ย.นี้

นศ.อุเทนฯลุกฮือค้านย้ายออกจากพื้นที่ นัดระดมพลใหญ่ศิษเก่า-ศิษย์ปัจจุบัน 1 พ.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.57 น.

นศ.อุเทนถวายฯลุกฮือแสดงจุดยืนคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่ เผยแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการหารือระหว่างผู้บริหารของจุฬาฯ-มหาวิทยาลัยฯแต่ทางศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันไม่เคยทราบมาก่อน และไม่เคยเข้าร่วมประชุมหารืออะไรมาก่อนทั้งสิ้น ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม นัดระดมพลใหญ่อีกครั้ง 1 พ.ย.นี้

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 30 ต.ค.66 ที่บริเวณลาดด้านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย พ.ต.อ.นพดล เทียมเมธา ผกก.สน.ปทุมวัน,พ.ต.ท.ณัฐกิตต์ ปิ่นทองดี รอง ผกก.ป.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ เหมาอำพมาตร์ รองผกก.สส.สน.ปทุมวัน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 ราย ได้ลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยในกิจกรรมแสดงจุดยืนคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่ของอุเทนถวาย โดยมีนักศึกษาศิษย์ปัจจุบัน ระดับปริญญาตรี ปริญาโท และปริญาเอก ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย นัดรวมตัวกัน บริเวณฟุตบาทหน้าสถาบันกว่า 100 คนเพื่อคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่ โดยได้อ่านแถลงการณ์ขอความเห็นใจไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

โดยนายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนอ่าน กล่าวว่า ต้องการขอให้ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันได้มีส่วนร่วมเข้าไปหารือ หาทางออกร่วมกันโดยไม่ใช่การให้ย้ายออกจากพื้นที่แบบนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการหารือระหว่างผู้บริหารของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย แต่ทางศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันไม่เคยทราบมาก่อน และไม่เคยเข้าร่วมประชุมหารืออะไรมาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด จึงนัดรวมตัวยืนยันไม่ขอย้ายออกจากพื้นที่ เพราะ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 5

นอกจากนี้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เวลาบ่ายโมงตรง ศิษย์เก่าทั่วประเทศ และศิษย์ปัจจุบัน จะรวมตัวกันหารือเรื่องดังกล่าว เพื่อเรียกร้องคืนความยุติธรรมให้ศิษย์อุเทนถวาย

ด้านนายธนัช วชิระบงกช ศิทษ์ปัจจุบัน ป.โทที่ร่วมคัดค้าน กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ทางนักศึกษาได้นำหนังสือไปยื่นให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาตาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง ขอคัดค้านการย้าย มหาวิทยาลัยเทดโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย โดยมีนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขารัฐมนตรี และนางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรี และศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง เป็นตัวแทนมารับหนังสือ พร้อมระบุว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยจะให้มีตัวแทนของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของอุเทนถวายเข้าร่วมประชุมซึ่งจะมีการประชุมให้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ในการหาทางออกของเรื่องดังกล่าว

นายธนัช กล่าวอีกว่า หากผลการประชุมมีผลให้นักศึกษาอุเทนถวายต้องออกจากพื้นที่เชื่อว่าทางทางจุฬาลงกรณ์จะนำพื้นที่ดังกล่าวไปแสวงหาผลประโยชน์อย่างแน่นอนจึงอยากเรียกร้องขอความเป็นธรรมและต้องการที่จะให้นักศึกษาได้อาศัยเรียนอย่างปกติเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น

ขณะที่การดูแลความปลอดภัยนะมีตำรวจจาก สน. ปทุมวันและกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 มา ดูแลความปลอดภัยและการจราจรเนื่องจากกลุ่มนักศึกษาได้ยืนประท้วงกันที่บริเวณฟุตบาทหน้าวิทยาเขตไม่ได้ล้ำลงไปบนพื้นถนนกีดขวางการจราจร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบและเหตุความวุ่นวาย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ค้านย้าย’อุเทนถวาย’ อว.ยันให้ความเป็นธรรม จ่อตั้งคณะทำงานหาทางออก)

ขอบคุณข้อมูล POLICETV, สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! ‘เพิ่มพูน’สั่งเร่งสำรวจอาคารในสถานศึกษาทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766015

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! ‘เพิ่มพูน’สั่งเร่งสำรวจอาคารในสถานศึกษาทั่วประเทศ

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! ‘เพิ่มพูน’สั่งเร่งสำรวจอาคารในสถานศึกษาทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.31 น.

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! “เพิ่มพูน”สั่งเร่งสำรวจอาคารในสถานศึกษาทั่วประเทศ หากชำรุดขั้นวิกฤตให้แจ้งเขตพื้นที่ฯด่วน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อห่วงใยเป็นอย่างมากเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศ จากกรณีที่มีข่าวอาคารในโรงเรียนบ้านบุดี ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา เกิดความชำรุดเสียหาย อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อเด็กนักเรียน จึงเน้นย้ำโรงเรียนและหน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วนสำรวจอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในสถานศึกษา หากชำรุดทรุดโทรมให้รีบรายงานเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขโดยด่วน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครอง ถึงความปลอดภัยในการส่งบุตรหลานมาเรียนเข้าใช้อาคารเรียนได้อย่างคลายความกังวลใจ

ทั้งนี้ ได้กำชับเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้แต่ละพื้นที่สำรวจความชำรุดเสียหายของอาคารเรียนขั้นวิกฤต และแจ้งรายชื่อของสถานศึกษามายังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจาก สพฐ.ในการดำเนินการก่อสร้างและซ่อมแซมทดแทนอาคารเรียนหลังเก่าที่ชำรุด ตามอายุการใช้งานเป็นเวลานาน

โดยระหว่างที่รองบประมาณ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเร่งติดตามดูแลการแก้ปัญหาเบื้องต้น ให้สถานศึกษาบริหารจัดการสถานที่เรียนอย่างเหมาะสม อำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนและผู้สอน ใช้อาคารที่มีความปลอดภัยแทนชั่วคราว ปิดกั้นพื้นที่บริเวณอาคารเรียนที่ชำรุดระหว่างการรื้อถอนเพื่อความปลอดภัย หรือหากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีพื้นที่เอื้ออำนวย ให้ประสานไปยังชุมชนเพื่อหาพื้นที่เหมาะสมใช้ในการเรียนการสอนไปพลางก่อน

กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการตรวจสอบรอบโรงเรียนให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของอาคาร โครงสร้าง อุปกรณ์ต่างๆ ในโรงเรียนอย่างเข้มงวด หากพบส่วนชำรุดเสียหายต้องเร่งซ่อมแซมให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสิ่งแรก ในการนี้สามารถแจ้งเหตุความเสียหายผ่าน “ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ” (MOE Safety Center) ได้ตลอดเวลา ร่วมมือกันทำให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน สอดรับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

ค้านย้าย’อุเทนถวาย’ อว.ยันให้ความเป็นธรรม จ่อตั้งคณะทำงานหาทางออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766011

ค้านย้าย'อุเทนถวาย' อว.ยันให้ความเป็นธรรม จ่อตั้งคณะทำงานหาทางออก

ค้านย้าย’อุเทนถวาย’ อว.ยันให้ความเป็นธรรม จ่อตั้งคณะทำงานหาทางออก

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.13 น.

ยันกระทรวง อว.ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายหลัง นายกสโมสรนักศึกษาฯ อุเทนถวายยื่นหนังสือคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่เดิม เผยสัปดาห์นี้ได้รายชื่อคณะทำงานพิจารณาหาทางออกร่วมกัน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย พร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องขอคัดค้านการย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย โดยมี พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. , น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. , ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว.รักษาการราชการแทนปลัดกระทรวง อว.และ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และกิจการพิเศษ มารับหนังสือ

โดย นายทักษิต ระบุว่า สโมสรนักศึกษาและนักศึกษาปัจจุบัน ถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมติเห็นชอบดำเนินการตามคำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้ย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวายออกจากพื้นที่ปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอคัดค้านการย้ายพื้นที่ตั้ง และขอให้มีการทบทวนการย้ายสถานศึกษาไปยังที่ตั้งแห่งใหม่ รวมทั้งให้พิจารณาหาทางออกและแนวทางการพัฒนาพื้นที่เดิม ให้ยังคงเป็นสถานศึกษาภายใต้ชื่ออุเทนถวายต่อไป

ด้าน น.ส.สุชาดา กล่าวหลังรับหนังสือว่า น.ส.ศุภมาส มีนโยบายอยากให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน การจัดประชุมหารือเพื่อดำเนินการตามคำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด โดยตนขอยืนยันว่า รมว.กระทรวง อว.จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าเป็นหลัก ตามนโยบายยึดนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง การจัดประชุมฯ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นกลาง โดยกระทรวง อว.จะเป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานโดยมีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นคณะทำงานชุดนี้ ซึ่งรวมทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่คัดค้านเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะเห็นรายชื่อของคณะทำงานชุดดังกล่าว

กสศ.จุดประกายทักษะอาชีพเสริม เยาวขนแรงงานสู้ชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765996

กสศ.จุดประกายทักษะอาชีพเสริม เยาวขนแรงงานสู้ชีวิต

กสศ.จุดประกายทักษะอาชีพเสริม เยาวขนแรงงานสู้ชีวิต

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 11.26 น.

“กสศ.”จัดกิจกรรมจุดประกาย”ทักษะอาชีพเสริม” เส้นทางสู่นักธุรกิจชุมชนแก่เยาวชนแรงงานสู้ชีวิต เพิ่มรายได้ระหว่างทำงานประจำในโรงงาน หรือต่อยอดเป็น“อาชีพหลัก”ในอนาคต “สหภาพแรงงาน”อาสาเจรจาผู้ประกอบการโรงงาน”ไฮเออร์” เปิดพื้นที่“โรงอาหารโรงงาน”เป็นแหล่งหารายได้เสริมนำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากฝีมือเยาวชนแรงงานไปจัดจำหน่าย

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โครงการพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566 สนับสนุนโครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนนอกระบบการศึกษาจังหวัดปรจีนบุรี ประสานภาคีเครือข่าย “สหภาพแรงงานปราจีนบุรี” จัดกิจกรรมจุดประกาย “ทักษะอาชีพเสริม” ระหว่างทำงานประจำในโรงงานหรือต่อยอดอาชีพอิสระที่เยาวชนแรงงาน อายุระหว่าง 15 – 24 ปี ประกอบอาชีพอยู่แล้วในชุมชนโดยรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ต้องการมีรายได้เพิ่มและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมปัญหาเศรษฐกิจเปราะบางและการจ้างงานในอนาคตที่อาจสุ่มเสี่ยงตกงาน

สำหรับกิจกรรมโครงการ กสศ.ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่  29 ตุลาคม 2566 ณ สำนักงานสหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย ด้วยการเชิญผู้เชี่ยวชาญในการประกอบธุรกิจ อาทิ น.ส.กฤษฏา นานช้า  ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนศิลปะการปรุงอาหารไอเชฟ มาให้เกร็ดความรู้เรื่อง เส้นทางสู่ “นักธุรกิจชุมชน” วิธีคิดคำนวณต้นทุน กำไร ค่าแรง หรือ ส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์ และ ออฟไลน์ ทำอย่างไรให้สมหวัง พร้อมแนะนำเทคนิคและสาธิตการเริ่มต้นประกอบอาชีพเสริมเครื่องดื่ม อาหารและเบเกอรี่ที่เป็นเมนูง่ายๆ เช่น พุดดิ้งนมสด กับ คุกกี้ธัญพืช เป็นเมนูของว่างที่ลงทุนต่ำแต่กำไรสูงเหมาะแก่การเริ่มต้นประกอบเป็นอาชีพเสริม และ นายไกรมิตร พงษ์นิยะกูล มาให้ความรู้เรื่อง เทคนิคการขายของออนไลน์ และทักษะการใช้โซเซียลมิเดียเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริมผ่าน “ติ๊กต็อก” ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

น.ส.จุฑามาศ สมบูรณ์ เยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ทำงานอยู่ในโรงงาน กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องการมี “ทักษะอาชีพเสริม” เพราะรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำ 340 บาทต่อวันไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขณะเดียวกันรายได้จากการทำงานล่วงเวลา หรือ โอที ไม่มีความแน่นอน จึงอยากมี “อาชีพเสริม” เพิ่มรายได้มาประคับประคองเศรษฐกิจครอบครัว ซึ่งทักษะอาชีพที่ตัวเองสนใจ คือ เครื่องดื่มอาหารและเบเกอรี่ จึงใช้เฟสบุ๊คส่วนตัวเป็นร้านค้าเล็กๆ ขายชากาแฟทางออนไลน์ รับออเดอร์จากเพื่อนที่ทำงานในโรงงานเดียวกัน พร้อมกับรับออเดอร์จากคนรู้จักในชุมชน หลังเลิกงาน 17.00 น.หรือในช่วงวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดจากการทำงาน

สำหรับรายได้เฉลี่ยขายได้วันละ 8 – 10 แก้ว หรือคิดเป็นเงินประมาณ 300 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้วจะได้กำไรเฉลี่ยวันละ 50 บาท ซึ่งผลกำไรตัวนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.นำมาเป็นค่าอาหารมื้อเย็นของตัวเองช่วยลดรายจ่ายรายวัน หรือ 2.นำไปสะสมเป็นเงินเก็บไว้เป็นเงินลุงทุนทำธุรกิจส่วนตัวตั้งเป้าหมาย 2 – 3 แสนบาท จะเปิดร้านกาแฟและเบเกอรี่เล็ก ๆ เพราะอยากเป็นเจ้านายตัวเอง หากวันหนึ่งต้องถูกเลิกจ้างจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในอนาคต

นายภิเศรษฐ์ ป้องคำศรี กรรมการสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย กล่าวว่าเตรียมยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ผู้ประกอบการโรงงาน “ไฮเออร์” อนุญาตเปิดพื้นที่ “ล็อคขายของ” ในโรงอาหารโรงงานเพื่อเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของน้องๆ ที่มีอาชีพเสริม อาทิ ขายเครื่องดื่มชากาแฟ , แซนวิช , ข้ามหลาม , กล้วยฉาบ ได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ฝีมือของตัวเองมาจัดจำหน่ายเพิ่มรายได้เสริมระหว่างทำงานประจำในโรงงาน

นายปัญญา ตลุกไธสง ประธานสหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการจ้างงานในอนาคตเริ่มมีความเสี่ยงสูง เพราะผู้ประกอบการบางแห่งเริ่มใช้เครื่องจักร หรือ ระบบ Automation ทดแทนแรงงานคนมากขึ้น ดังนั้นการมีทักษะอาชีพเสริม เช่น การจำหน่ายสินค้าและผลิตที่ตัวเองผลิตให้กับร้านค้าในโรงอาหารโรงงาน สามารถช่วยให้น้อง ๆ ได้มีรายได้เพิ่มระหว่างที่ไม่มีค่าล่วงเวลา หรือ โอที นับเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

น.ส.วิไลพร แก่นปรั่ง ประธานสหภาพแรงงานอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวสนับสนุนให้น้องๆ เยาวชนแรงงานที่มี “ทักษะอาชีพเสริม” ทั้งในกลุ่มที่มีอาชีพเสริมอยู่แล้ว หรือ จุดประกายทางความคิดที่จะมีอาชีพเสริม อยากให้ตั้งใจใฝ่เรียนรู้ ด้วยการรู้จักหาวิธีใหม่ๆ ในการหารายได้เสริมนอกเหนือจากการทำงานประจำในโรงงาน เพราะในอนาคตอาจกลายเป็น “อาชีพหลัก” รองรับหากต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจจากการว่างงาน

– 006

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765884

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

อีกไม่กี่วันก็จะกลับเข้าสู่ช่วง “เปิดเทอม” กันแล้ว ในภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2566 ซึ่ง “การเดินทาง” ก็จะเป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยหากเป็นในเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) คงหนีไม่พ้นการจราจรติดขัด หรือไม่ก็ภาระค่าครองชีพด้านค่าเดินทางรวมถึง “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ทั้งด้วยเด็กและเยาวชนขับขี่ยานพาหนะเองหรือพ่อแม่ผู้ปกครองพาไปส่ง และที่เกี่ยวข้องกับ “รถรับ-ส่งนักเรียน” ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นสักครั้งหนึ่งจะสร้างอันตรายให้กับเด็กจำนวนมาก ยิ่งในปัจจุบันที่เป็น “ยุคเด็กเกิดน้อย” เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) จัดประชุม (ออนไลน์) หัวข้อ “สร้างอย่างไร..? ความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน” ซึ่ง ธชวุฒิ จาดบันดิสถ์ นักวิชาการประจำศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ศวปถ. เก็บข้อมูลอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียนมาแล้ว 6 ปี ซึ่งพบว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียน 30 ครั้ง แยกเป็นอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน 27 ครั้ง ภัยธรรมชาติ 2 ครั้ง และการลืมเด็กไว้ในรถ 1 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 274 รายเสียชีวิต 2 ราย

ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2566 ยังไม่ทันครบปีก็เกิดอุบัติเหตุไปแล้ว 27 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ339 คน เสียชีวิต 2 ราย “ทั้งนี้ สถิติอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียนลดลงอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่เมื่อการใช้ชีวิตกลับสู่ภาวะปกติก็กลับมาเพิ่มสูงอีกครั้ง” ด้วยความเสี่ยง เช่นเปิดเทอมวันแรก สภาพรถไม่พร้อม ไม่ได้ขับนานหรือไม่ชินเส้นทาง เช่น สภาพการจราจรหรือเส้นทางที่เปลี่ยนไป คนขับหลับในเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ อายุและโรคประจำตัวของคนขับ ไปจนถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ

“รถนักเรียนส่วนใหญ่เราค้นพบว่าจะทำงาน 2 กะ เช้าขับรถส่งนักเรียน กลางวันทำงาน แล้วเย็นก็มารับอีกรอบหนึ่ง หรือบางจังหวัดเราค้นพบว่ารถนักเรียนทำงานกลางคืนด้วย เช่น เป็นชาวสวน ไปกรีดยางตอนกลางคืนอย่างนี้เป็นต้น ก็จะมีอาการนอนไม่พอ อีกส่วนที่พบคืออายุเยอะมีโรคประจำตัว คนขับรถนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นวัยเกษียณ เป็นผู้เฒ่าผู้แก่มาขับรถนักเรียน อยู่บ้านก็ขับรถส่งลูก-หลานแล้วก็มาขับรถนักเรียนพ่วงไปด้วย” ธชวุฒิ กล่าว

ธชวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องดื่มแล้วขับ ตนเองเจอเพียง 1 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่คนขับรถรับ-ส่งนักเรียนเท่าที่เคยทำงานด้วยจะไม่มีพฤติกรรมนี้เมื่อรู้ว่าต้องขับรถก็จะไม่ดื่ม แต่เมื่อพบแล้วก็ถือว่าสถานการณ์ซับซ้อนขึ้น แต่โดยสรุปแล้ว “9 เดือนแรกของปี 2566 อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียน เกิดจากคนมากถึง 19 ครั้ง” รองลงมาคือเกิดจากถนน 5 ครั้ง และจากรถ 3 ครั้ง และเมื่อดูย้อนหลังเกือบ 6 ปี (ช่วงปี 2560-2565 และ 9 เดือนแรกของปี 2566) อุบัติเหตุมาจากคนขับรถถึงร้อยละ 63 รองลงมาร้อยละ 21 ถูกพาหนะอื่นเฉี่ยวชน และร้อยละ 15 สิ่งแวดล้อมรอบข้าง

“ทำไมการแก้ปัญหาอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียนถึงทำได้ยาก?” พบมีหลายสาเหตุ 1.ความหลากหลายของผู้กำกับดูแล มีทั้งกรมการขนส่งทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องกัน และหน่วยงานเหล่านี้ก็ไม่ได้บูรณาการร่วมกัน ทำให้การทำงานระดับพื้นที่เกิดความสับสน 2.การกำกับดูแลที่ไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะการขาดเจ้าภาพหลัก เช่น ขนส่งฯ จะดูแลเฉพาะการตรวจสภาพรถ ไม่ได้ดูแลตอนวิ่งอยู่บนถนน ส่วนผู้ปกครองก็จะบอกว่าเป็นหน้าที่โรงเรียน แต่โรงเรียนก็บอกว่าดูแลเฉพาะตอนรถจอดอยู่ในโรงเรียน

3.สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น ถนนบางเส้นเลาะเลียบไปตามแนวคลอง แต่บริเวณริมคลองไม่มีขอบรั้วกั้น อาจทำให้รถเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในคลองได้ หรือแม้กระทั่งสถานการณ์โควิด-19 ก็ทำให้รถโรงเรียนหายไปจากระบบเป็นจำนวนไม่น้อย และ 4.คนขับรถ พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย อนึ่ง “นอกจากอุบัติเหตุแล้ว ยังพบว่าในทุกๆ ปี จะต้องมีเหตุลืมเด็กไว้ในรถเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งเสมอ” แต่การแก้ปัญหาก็เป็นไปอย่างสับสน เพราะตำรวจออกประกาศรถรับ-ส่งนักเรียนต้องไม่ติดฟิล์มกรองแสง แต่ขนส่งฯกลับบอกว่าสามารถติดได้ เป็นต้น

ขณะที่ สุขสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ทำงานเรื่องเมาไม่ขับ มาตั้งแต่ปี 2539 จนปัจจุบันคือ 27 ปีแล้ว ยืนยันอีกเสียงว่าพบคนขับรถรับ-ส่งนักเรียนที่มีพฤติกรรมดื่มแล้วขับน้อยมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะคนขับรถรับรู้ว่าการดื่มแล้วขับคือการทำลายอนาคตการประกอบอาชีพของตนเอง อีกทั้งส่วนใหญ่คนขับรถก็เป็นคนในชุมชนเดียวกันกับนักเรียนที่ไปรับ-ส่ง อาทิ เป็นคนวัยเกษียณที่มีรถยนต์แล้วมาทำหน้าที่ ส่วนคนขับรถที่โรงเรียนจ้างนั้นมีน้อย

“ใครจะรับผิดชอบ? ผมคิดว่าต้องรับผิดชอบร่วมกัน ผู้บริหารสถานศึกษาจะบอกว่ารถนักเรียนเมื่อออกนอกรั้วโรงเรียนแล้วไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียน ไม่ใช่! ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ขนส่งฯ ตำรวจ ผมคิดว่า 3-4 หน่วยนี้ต้องทำงานร่วมกัน ในการที่จะควบคุมผู้ขับรถนักเรียน ผมไม่แน่ใจว่าสถานศึกษามีการจัดอบรมผู้ขับขี่รถนักเรียนไหม? แต่เท่าที่ผมมีประสบการณ์ บางจังหวัดถ้าเขาเอาจริงเอาจังจะมีการอบรมทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน ขอความร่วมมือสถานศึกษาส่งคนขับรถไปเข้าคอร์สอบรม ผมก็เคยไปอบรมที่ จ.สมุทรปราการ เขาเชิญผมไป” สุขสิทธิ์ กล่าว

ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยมีนักเรียน 7.3 ล้านคน แต่ใช้บริการรถรับ-ส่งนักเรียนไม่น่าจะเกินร้อยละ 5 เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นผู้รับ-ส่งบุตรหลานเองไม่ว่าจะด้วยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ก็ตาม คำถามคือบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งข้อกำหนดของขนส่งฯ กำหนดประเภทของรถกับจำนวนผู้โดยสาร กำหนดให้คนขับต้องมีใบขับขี่มาไม่ต่ำกว่า 3 ปี มีอุปกรณ์ฉุกเฉินในรถ ฯลฯ แต่ก็เข้าใจบริบทจริงในสังคมไทยโดยเฉพาะในชนบท อาจมีการนำรถที่มีสภาพไม่เหมาะสมมาใช้ และใช้กันจนชินไม่มีการทักท้วง

ส่วนกรณีดื่มแล้วขับ แม้จะพบได้น้อยแต่เมื่อพบก็ต้องถือเป็นกรณีศึกษา ซึ่งบางครั้งคนขับรถตัวจริงอาจไม่พร้อมด้วยสาเหตุต่างๆ จึงมอบหมายให้บุคคลอื่นมาขับแทน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจคนขับก่อนปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรมีมาตรการสุ่มตรวจ เพื่อสร้างความตระหนักว่า “งานที่ทำอยู่คือการดูแลอนาคตของชาติ” ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องหาเวลาประชุมคนขับรถรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งจำนวนมากก็เป็นผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียนอยู่แล้ว “ในเมื่อหากินกับโรงเรียนแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย” จะขับขี่อย่างไม่ปลอดภัยไม่ได้

“หน่วยงานที่น่าจะมีส่วนช่วยได้คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผมเห็นที่ จ.นครศรีธรรมราช อปท. เขามีส่วนร่วมในการจัดหารถนักเรียนแล้วไปรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดระเบียบ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ก็ไม่ได้ตรวจสอบ ทำได้! อปท. ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือดูแลลูกหลานในท้องถิ่นของตัวเอง” ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ ให้ความเห็น

ด้าน ธนัชพร เกิดผล หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า รถรับ-ส่งนักเรียนมี 2 ประเภท คือ 1.รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขนส่งทางบก จะมีลักษณะเฉพาะ เช่น ต้องทาสีเหลืองคาดดำ กับ 2.รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.รถยนต์ ซึ่งเป็นการนำรถหลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถตู้รถสองแถว มาเป็นพาหนะรับ-ส่งนักเรียน แต่จำนวนที่นั่งจะต้องไม่เกิน 12 ที่นั่ง ต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น รถตู้ต้องมีค้อนทุบกระจกและเครื่องดับเพลิง นอกจากนั้นยังมีข้อกำหนดของคนขับรถ รวมถึงผู้ควบคุมนักเรียนระหว่างรับ-ส่ง

ทั้งนี้ “การอนุญาตให้ใช้รถเพื่อรับ-ส่งนักเรียน จะออกใบอนุญาตเป็นรายภาคการศึกษา” โดยรถจะต้องผ่านการตรวจสภาพความพร้อม “ส่วนเรื่องการติดฟิล์มกรองแสงในตอนแรกไม่อยากให้ติดแต่มีเสียงคัดค้านเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน” จึงประนีประนอมด้วยการออกข้อกำหนดว่า “ติดได้แต่ต้องสามารถมองจากข้างนอกเห็นข้างในได้ชัดเจน” เพราะรถทุกชนิดที่วิ่งกันบนถนนในเมืองไทยล้วนติดฟิล์มทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับว่าจะติดหนาทึบเท่าใด

“การขออนุญาตไม่ใช่แค่การเอารถมาตรวจ ต้องมีเอกสารสำเนาทะเบียนรถ ใบขับขี่ผู้ขับรถ แล้วก็หลักฐานของผู้ควบคุมนักเรียน รายชื่อนักเรียนที่โรงเรียนรับรองมาว่ารับ-ส่งโรงเรียนไหน ซึ่งเราจะมีประวัติอยู่ ของนนทบุรี หลังโควิดเป็นต้นมา ตั้งแต่ปี 2564-2565พอมาดูมีมาขออนุญาตทั้งปี 10 กว่าคัน ปี 2564ประมาณ 19 คัน ปี 2565 16 คัน พอเห็นข้อมูลแบบนั้น ในปี 2565 ก็เลยพยายามให้ผู้ตรวจการของสำนักงานขนส่ง ลงพื้นที่ไปตามโรงเรียนต่างๆ ไปทำข่าว ไปแจกข้อมูลหลักเกณฑ์ ไปทำความเข้าใจกับอาจารย์หรือผู้บริหารโรงเรียน” ธนัชพร ระบุ

หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี ยังกล่าวอีกว่า ส่วนในปี 2566 ประมาณ 8-9 เดือนล่าสุด มีการนำรถมาขออนุญาตเป็นรถรับ-ส่งนักเรียนจำนวน 89 คัน ซึ่งเป็นผลจากการทำงานขับเคลื่อนเพื่อให้นำรถเข้าสู่ระบบ ที่นอกจากจะตรวจสภาพรถแล้วยังได้ใช้โอกาสนี้อบรมคนขับรถด้วย อนึ่ง โรงเรียนยังมีบทบาทสร้างความตระหนักกับผู้ปกครองนักเรียนได้ด้วย ว่าควรให้บุตรหลานเดินทางด้วยรถประเภทใด

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ในความเป็นจริงรถส่วนใหญ่ที่นำมาใช้รับ-ส่งนักเรียน ไม่ใช่รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขนส่งทางบก แตเป็นรถประเภทอื่นหรือหมวดอื่น ดังนั้นจึงสัมพันธ์กับการตรวจสภาพ ขณะที่การมีอุปกรณ์ที่จำเป็น หากเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งเจ้าของรถใช้งานในชีวิตประจำวัน หลายคันก็ไม่ได้ลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เหล่านั้น นอกจากนั้น “ทัศนคติของคนขับ” ก็สำคัญ ดังกรณีดื่มแล้วขับ คนขับเชื่อว่าตนเองดื่มเพียงเล็กน้อยไม่น่าเป็นอะไร แต่สุดท้ายก็ไปเกิดอุบัติเหตุ

“จริงๆ ถ้าเราทำให้คนขับรถนักเรียนเขาถูกยกระดับว่าเขากำลังรับผิดชอบชีวิตเด็กพ่อแม่ฝากความหวัง ฝากความไว้วางใจไว้ หลายโรงเรียนหรือหลายพื้นที่ทำให้คนขับเพิ่มความตระหนักขึ้นมาทันทีเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ บางโรงเรียนผมเคยฟังในพื้นที่ ในภาคใต้อย่าง อ.ท่าศาลา (จ.นครศรีธรรมราช) เขายกระดับเรื่องรถนักเรียน บางโรงเรียนถึงขั้นวันไหว้ครู มีคนขับรถนักเรียนมาอยู่ในแถวที่ 2เลยนะ เพื่อให้คนขับรถนักเรียนรับรู้ว่าเขาเป็นคนสำคัญของเด็ก ที่จะพาเด็กไป-กลับปลอดภัย” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765885

ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ปัญหาการขาดแคลนแม่พันธุ์ปูที่มีไข่นอกกระดองเพื่อใช้ในการเพาะพันธุ์และอนุบาล เป็นเงื่อนไขอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้การเพาะและขยายพันธุ์ปูทะเลในประเทศไทย เนื่องจากโดยปกติปูทะเลจะอาศัยบริเวณชายฝั่งป่าชายเลน แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องปล่อยไข่ให้ออกไปอยู่นอกกระดอง ปูจะว่ายน้ำในช่วงที่ไข่ยังอยู่ในตัวเพื่อไปหาแหล่งที่เหมาะสมที่ระดับความลึกราว 30-50 เมตร บริเวณนอกชายฝั่ง

แต่เมื่อคณะนักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดปัตตานีสามารถพัฒนาเทคโนโลยีระบบการกระตุ้นแม่พันธุ์ปูทะเลให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดอง ภายในศูนย์เพาะฟักลูกปู ทำให้เราสามารถก้าวข้ามเงื่อนไขอุปสรรคไปได้”

รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวถึงความก้าวหน้าของ “การพัฒนาการเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงปูทะเล” กระทั่งยกระดับขึ้นมาเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีบทบาทอย่างสูงในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ แก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จแม่นยำ แก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งโครงการดังกล่าว ที่ รศ.ดร.ซุกรีนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี สมศักดิ์เทพสุทิน ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ซึ่งลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นดอกผลจาก “งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงปูทะเลให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศสู่เมืองปูทะเลโลก” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ซึ่งกำหนดโจทย์วิจัยที่มุ่งให้เกิดการค้นคว้าหาความรู้ในการเพาะฟักลูกปู จากแม่พันธุ์ปูที่มีไข่นอกกระดอง เพื่อขยายพันธุ์ปูทะเล และเพิ่มปริมาณปูทะเลให้เพียงพอที่จะส่งเสริมเป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า “ระบบการกระตุ้นแม่พันธุ์ปูทะเลให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดอง” สามารถกระตุ้นให้แม่ปูที่มีไข่ในกระดองให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดองและฟักออกมาเป็นลูกปู เพื่อนำไปอนุบาลได้ถึงร้อยละ 75-85

“ปัจจุบันแม่ปูทะเลที่มีไข่นอกกระดองหรือลูกปูที่ผลิตได้จากโครงการวิจัย ได้ถูกส่งมอบให้แก่หน่วยงานที่สนใจ นำเอาลูกปูไปอนุบาลต่อไปเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและการเพิ่มปริมาณปูทะเลในแหล่งน้ำธรรมชาติ บนหลักการที่เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ จ.ปัตตานี เป็นเมืองปูทะเลโลก” รศ.ดร.ซุกรี ระบุ

รศ.ดร.ซุกรี ยังได้มีข้อเสนอแนะต่อรองนายกฯ ว่า อยากให้ภาครัฐส่งเสริมและบูรณาการการทำงานต่อเนื่องเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเล โดยสนับสนุนการพัฒนาการผลิตแม่ปูและพัฒนาพันธุ์ปูของ ม.อ.ปัตตานี ตลอดจนการดำเนินงานของโรงเพาะฟักสัตว์น้ำให้สมบูรณ์เพื่อให้สามารถพัฒนาเทคนิคและผลิตลูกปูได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีส่วนร่วมในการผลิตลูกปูและส่งเสริมการเลี้ยงปูให้แก่เกษตรกร

พร้อมทั้งสนับสนุนให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มการนำพื้นที่ป่าชายเลนมาใช้ประโยชน์นอกจากนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนและต่อยอดการดำเนินงานธนาคารปูม้าชุมชนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง กำหนดมาตรการช่วยเหลือด้านราคาปลากะพงขาว สร้างระบบนิเวศทางเลือกอาชีพใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนชายฝั่งที่โยงกับฐานทรัพยากร เช่น การท่องเที่ยวรอบอ่าวปัตตานี เพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชายฝั่งทะเล

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765920

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.44 น.

รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นประธาน พิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

เมื่อเวลา 09.09 น.วันที่ 29 ตุลาคม 2566 พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เป็นประธาน พิธีบวงสรวงกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ ร่วมพิธีสรงน้ำใบมะตูม เจิมหน้าผาก กรรมการครูผู้เชี่ยวชาญ นักร้องนักดนตรี นักแสดง ฉาก อุปกรณ์การแสดงโขน และผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2566 ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี

พิธีบวงสรวงจัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ”จะเริ่มแสดงบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคณะกรรมการ ครูผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน นักแสดง และผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแสดงโขนทุกฝ่ายร่วมกันดำเนินงาน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดต่อไป โดยมีกำหนดจัดแสดงขึ้นในระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยในการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยจะเลือนหายไป จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่าน ศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน โดยให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯร่วมฟื้นฟูโดยจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขนและเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงามปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป การจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แต่ละครั้งต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมหลายด้าน

สิ่งที่คณะกรรมการและผู้ทำงานทุกฝ่ายยึดถือเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงานคือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน ” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อนาฏศิลป์โขน ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดศิลปวัฒนธรรมของชาติไว้ให้คงอยู่สืบไป

สำหรับปี 2566 นี้นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา71 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 91 พรรษา มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯจึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขนตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” โดยยึดแนวบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จับตอนตั้งแต่ หลังจากที่กุมภกรรณทำศึกโมกขศักดิ์กับพระลักษมณ์แต่ไม่สำเร็จ ยังไม่สามารถสังหารพระลักษมณ์ได้ จึงคิดหาวิธีทำกลศึกนิมิตกายลงไปใต้น้ำทำพิธีทดน้ำนอนขวางแม่น้ำไว้ เพื่อชัดขวางกองทัพพระราม ผลการต่อสู้และจุดจบของเรื่องราวกุมภกรรณทดน้ำจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน กุมภกรรณทดน้ำ

นอกจากการแสดงที่วิจิตรงดงามที่แสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือก และฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ จนมีฝีมือการร่ายรำอันงดงามถูกต้องตามจารีตแล้ว ผู้ชมจะได้รับฟังการบรรเลงดนตรีและขับร้องเพลงไทยอันไพเราะ รับชมความวิจิตรของเครื่องแต่งกายอันประณีต พบกับความพิเศษของการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ของกุมภกรรณทดน้ำเพื่อไม่ให้ไหลไปสู่พลับพลา ฉากหนุมานแปลงกายเป็นเหยี่ยวใหญ่ ฉากหนุมานดำลงสู่ใต้น้ำและอีกมากมาย ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อการแสดงโขนที่ยิ่งใหญ่บนเวที ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน – วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บัตรราคา 2,000บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาท และ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 180 บาท) เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456

ปลัดมท.นำพุทธศาสนิกชน ตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765893

ปลัดมท.นำพุทธศาสนิกชน ตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566

ปลัดมท.นำพุทธศาสนิกชน ตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.37 น.

ปลัดมหาดไทย นำพุทธศาสนิกชน “ตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566” ร่วมสืบสานประเพณีชาวไทยเชื้อสายรามัญ วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร พร้อมชวนเชิญพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรม “เข้าวัดทำบุญ” ในวันสำคัญทางศาสนา

วันนี้ (29 ต.ค.66) เวลา 13.30 น.ที่วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566 และพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานยังบุษบกภายในพิพิธภัณฑ์ โดยได้รับเมตตาจาก พระครูพิพิธเจติยาภิบาล (บัวทอง ถาวโร) ป.ธ.5 เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมี นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายอภิชัย อร่ามศรี นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย พลโท ชาติวัฒน์ งามนิยม ไวยาวัจกรวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู หัวหน้าส่วนราชการ คณะอุบาสก อุบาสิกา พุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ  จากนั้น เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่อาราธนาธรรม พระสงฆ์แสดงธรรมเทศนารามัญ เสร็จแล้วนำผู้ร่วมพิธี ร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรม กรวดน้ำรับพร เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เข้าอุโบสถพระอารามหลวงเพื่อเข้าพิธีถอดธูป และนำคณะสงฆ์ลงรับบิณฑบาตรดอกไม้จากอุบาสกอุบาสิกา พุทธศาสนิกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ที่มาร่วมทำบุญตักบาตรดอกไม้ในวันออกพรรษา

โอกาสนี้ พระครูพิพิธเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ได้แสดงธรรมเทศนารามัญ โดยมีใจความสำคัญว่า วันนี้เป็นวันมหาปวารณา เป็นวันที่พระสงฆ์สามารถตักเตือนซึ่งกันและกันได้ หากทำสิ่งใดล่วงเกินไปหรือคิดสิ่งไม่ดี พระสงฆ์หมู่ใหญ่ต่างคนต่างความคิด แต่เมื่อถึงวันมหาปวารณาเราได้มาอดทนงดโทษซึ่งกันและกัน ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ถือโทษโกรธเคือง อยู่ด้วยหลักธรรมะ 4 ประการ คือ ฉันทะ วิริยะ อุตสาหะ จิตตะ เป็นหลักธรรมที่ทำให้เราอยู่กันด้วยความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน เช่นผู้น้อยก็เคารพนับถือผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ให้ความเมตตาต่อผู้น้อย หรือผู้บังคับบัญชามีคุณธรรมเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่าอยู่ด้วยกัน เรียกว่าประพฤติธรรม มีความอ่อนน้อมถ่อมตนซึ่งกันและกัน ทั้งพระสงฆ์และญาติโยมก็อยู่ในหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา ธรรมะทั้ง 4 ประการนี้สามารถนำไปพัฒนา นำไปต่อยอดเพื่อความเจริญในสังคม เราท่านทั้งหลายผู้เป็นเหล่าพุทธศาสนิกชน ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงถ้าเรานำไปใช้ นำมาประพฤติปฏิบัติ จะประจักษ์แก่ตัวเองว่าให้คุณประโยชน์มากมายมหาศาล เช่น การให้ทาน มีคุณธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ตั้งอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ คือ ทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย ทานมัย คือ การแบ่งปันสิ่งของ ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ เป็นการกำจัดมัจฉริยะความตระหนี่ถี่เหนียวในจิตในใจให้มีใจโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อน ประการที่ 2 ก็คือ ศีลมัย ทุกท่านได้สมาทานศีลเป็นเบื้องต้นที่เราท่านทั้งหลาย เราพุทธศาสนิกชนได้สมาทานศีล 5 ประการ แต่ละข้อมีความหมายยิ่งยวด ถ้าเราได้ฝึกฝนฝึกปฏิบัติตนเองให้อยู่ในศีลในธรรม ประเทศชาติประชาชนก็มีแต่ความมั่นคงถาวร และประการที่ 3 เรียกว่าภาวนามัย คือ เราได้ยินพระสงฆ์หรือเสียงสวดธรรมะหรือเสียงสวดมนต์เหล่านี้เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเราภาวนาในใจก็เกิดเป็นบุญเป็นกุศลเรียกว่าภาวนามัย ภาวนามัยนี้เป็นเครื่องกำจัดความมืดก็คือความหลง เมื่อเรามีการภาวนาทำให้เกิดการยั้งคิด ทำให้เกิดสติปัญญาสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ล่วงเลยไปด้วยความสวัสดิภาพ ฉะนั้น 3 ประการนี้ถือว่าเป็นหลักใหญ่ใจความในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ

“การแสดงธรรมเทศนาในวันนี้ซึ่งอาตมาภาพได้แสดงตั้งแต่ต้นเป็นภาษาไทยเพื่อให้ญาติโยมได้เข้าใจความหมายได้ง่าย ๆ ก็คือ ทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย ตอนท้ายจะได้สรุปเป็นภาษารามัญซึ่งเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร แห่งนี้ ซึ่งในบรรพกาลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็เป็นที่เรื่องที่ปรากฏชัดในญาติโยมทั้งหลายทั้งที่อยู่ที่เกาะเกร็ดหรือทั่วโลก คือ การรักษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวบ้าน ซึ่งเราท่านทั้งหลายก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษตั้งแต่สมัยบรรพกาล แล้วก็วันนี้วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ซึ่งได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้มีความคุ้นเคยมีความเคารพในอดีตบูรพาจารย์ทั้งหลายทั้งปวง แล้วก็มีความศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา และได้อุปถัมภ์บำรุงตลอดทั้งให้ความสงเคราะห์สาธารณประโยชน์หลายสิ่งหลายประการ โดยเฉพาะวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหารแห่งนี้ก็ได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงขอให้บุญกุศลที่ญาติโยมตั้งใจฟังธรรมเทศนาจงเป็นปัจจัยให้ชีวิตของญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขความเจริญคิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรม ขอสิ่งนั้นจงพลันสำเร็จในที่สุด” พระครูพิพิธเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร แสดงธรรมเทศนารามัญเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขออนุโมทนาบุญแก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคนผู้มีจิตศรัทธา ที่มาร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย-รามัญ ในพิธีตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ซึ่งวันนี้ได้รับเมตตาจาก พระครูพิพิธเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์แสดงธรรมเทศนารามัญ โดยพระคุณท่านมีแนวคิดในการแสดงธรรมแบบ “ไทยค่อนมอญครึ่ง” หรือแบบกึ่งไทยกึ่งมอญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้เข้าใจในหลักธรรมศาสนาในแบบฉบับพุทธศาสนาแบบไทย ได้ศึกษาธรรมะ ได้ร่วมกันทำความดี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของตนเองและครอบครัว พร้อมได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรดอกไม้ในเทศกาลวันออกพรรษา ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยรามัญ (มอญ) ซึ่งเป็นการปฏิบัติบูชาเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร (วัดปากอ่าว) ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2417 โดยรักษารูปแบบมอญไว้ แล้วพระราชทานนามวัดปากอ่าวขึ้นใหม่ว่า “วัดปรมัยยิกาวาส” ซึ่งเป็นคำสนธิระหว่างคำว่า บรมมหัยยิกา และ อาวาส แปลว่า วัดของสมเด็จพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ หรือ วัดของยาย เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร หรือ พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ในรัชกาลที่ 5 ที่ได้ทำนุบำรุงรักษาสถานที่สำคัญทางศาสนา ไว้ให้ลูกหลานอย่างพวกเราได้มีหลักชัยคือ “วัด” อันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนชาวไทยรามัญ (มอญ) ที่อาศัยอยู่ที่พื้นที่เกาะเกร็ดแห่งนี้ และพื้นที่ใกล้เคียงมาตั้งแต่โบราณกาล

“ประเพณีทำบุญตักบาตรดอกไม้ เป็นประเพณีที่ชาวไทยรามัญ (มอญ) บนเกาะเกร็ด จัดขึ้นในวันออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ณ วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร แต่เดิมเน้นถวายเฉพาะธูป ต่อมาภายหลังได้ถวายดอกไม้และเทียนเพิ่มขึ้น ชนรุ่นหลังจึงเรียกว่าตักบาตรดอกไม้ อันมีคติความเชื่อมาจากพุทธประวัติ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จฯ กลับจากโปรดพุทธมารดาบนเทวโลก พระมหากษัตริย์และประชาชนจึงพากันนำดอกไม้และเครื่องสักการะบูชาต่าง ๆ มาถวายการต้อนรับ เมื่อพระสงฆ์รับดอกไม้ธูปเทียน และเดินเข้าสู่อุโบสถแล้ว พระสงฆ์จะทำพิธีปวารณาออกพรรษา ซึ่งถือเป็นกิจของสงฆ์ เล่ากันว่าในอดีตจะมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมด้วยคัมภีร์พระไตรปิฎกพระราชทานลงมาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธและพระธรรม โดยภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการแสดงพระธรรมเทศนาเป็นภาษารามัญแล้ว พระสงฆ์จากทุกอารามในเกาะเกร็ด รวมทั้งในอารามใกล้เคียงจะมาประชุมพร้อมกันบนศาลาการเปรียญวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร โดยมีอุบาสกอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระราชทาน นำขบวนพระสงฆ์ออกบิณฑบาตรรับดอกไม้ธูปเทียนตั้งแต่ศาลาการเปรียญไปจนถึงพระอุโบสถ หลังจากเสร็จพิธีจะนำดอกไม้ทั้งหมดมารวมกันเพื่อบูชาพระรัตนตรัยแล้วทำสังฆกรรมปวารณาออกพรษา และนำพุทธศาสนิกชนเจริญบทธัมมจักรกับปวัตตนสูตร เพื่อเป็นพุทธบูชา อันเป็นมหาบุญกุศลแห่งความเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนชาวเกาะเกร็ด และชาวจังหวัดนนทบุรี รวมถึงผู้เดินทางมายังวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ที่จะมีแต่ความสุขสวัสดิ์” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน มาร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของพุทธศาสนิกชนคนไทย ด้วยการทำปฏิบัติบูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสำคัญทางศาสนา โดยการเชิญชวนครอบครัวลูกหลานมาเข้าวัด ฟังเทศน์ฟังธรรม ทำบุญตักบาตร ปลูกต้นไม้ ปล่อยปลา ทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างการมีส่วนร่วมในการทำสิ่งที่ดี สร้างเสริมความรักสามัคคี พร้อมถ่ายทอดไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้น้อมนำเอาหลักศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อทุกคนในสังคมปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีก็จะทำให้สังคมดี คนในสังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนำไปสู่ความสงบสุขของประเทศชาติต่อไป

– 006

ปลัดมท.ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน’กุมภกรรณทดน้ำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765853

ปลัดมท.ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน'กุมภกรรณทดน้ำ'

ปลัดมท.ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน’กุมภกรรณทดน้ำ’

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.57 น.

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปลัด มท.ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรมล้ำค่าให้คงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป เปิดจองบัตรชมการแสดงแล้ววันนี้ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา

วันนี้ (29 ต.ค.66) เวลา 09.09 น.ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ถ.เทียมร่วมมิตร กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และร่วมพิธีสรงน้ำใบมะตูม เจิมหน้าผาก กรรมการครูผู้เชี่ยวชาญ นักร้อง นักดนตรี นักแสดง ฉาก อุปกรณ์การแสดงโขน และผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2566 ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” โดยมี พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธี พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี โดยคณะผู้บริหารสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ข้าราชบริพาร นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยข้าราชการ คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และคณะนักแสดง ร่วมในพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่มั่นคง ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงโขน ที่ถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย เพื่อให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ได้เกิดความรักและความภาคภูมิใจในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมสำคัญของชาติ ดังพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยทรงเล็งเห็นว่า หากไม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ก็จะทำให้สูญหายไปตามกาลเวลา

“สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยในการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยจะเลือนหายไป จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่าน ศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน โดยให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ร่วมฟื้นฟูโดยจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขนและเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป การจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แต่ละครั้งต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมหลายด้าน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับปี 2566 นี้นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 71 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 91 พรรษา มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขนตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” โดยยึดแนวบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จับตอนตั้งแต่หลังจากที่กุมภกรรณทำศึกโมกขศักดิ์กับพระลักษมณ์แต่ไม่สำเร็จ ยังไม่สามารถสังหารพระลักษมณ์ได้ จึงคิดหาวิธีทำกลศึกที่มิตกายลงไปใต้น้ำทำพิธีทดน้ำนอนขวางแม่น้ำไว้ เพื่อชัดขวางกองทัพพระราม ผลการต่อสู้และจุดจบของเรื่องราวกุมภกรรณทดน้ำจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ”

“พิธีบวงสรวงในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ”จะเริ่มแสดงบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคณะกรรมการ ครูผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน นักแสดง และผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแสดงโขนทุกฝ่ายร่วมกันดำเนินงาน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดต่อไป โดยมีกำหนดจัดแสดงขึ้นในระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน – วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถซื้อบัตรชมการแสดงได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่เคาน์เตอร์ Thaiticketmajor ทุกสาขา หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2262-3456

– 006

‘เพิ่มพูน’นั่งหัวโต๊ะหาแนวทางขับเคลื่อนกม.-ทิศทางพัฒนาการศึกษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765601

'เพิ่มพูน'นั่งหัวโต๊ะหาแนวทางขับเคลื่อนกม.-ทิศทางพัฒนาการศึกษาไทย

‘เพิ่มพูน’นั่งหัวโต๊ะหาแนวทางขับเคลื่อนกม.-ทิศทางพัฒนาการศึกษาไทย

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.13 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2566 โดยมี ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา กรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาการศึกษาเข้าร่วมประชุม ณ ห้องกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

รมว.ศธ.เปิดเผยผลการประชุมสภาการศึกษาในครั้งนี้ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญ ดังนี้ แนวทางการขับเคลื่อน (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. กระทรวงศึกษาธิการยืนยันตาม (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่มีสาระมุ่งดำเนินการแก้ไข ได้แก่ คุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเพื่อความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา และสร้างธรรมาภิบาล ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ต่อคณะรัฐมนตรีตามความเห็นของอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อน (ร่าง) พระราชบัญญัติดังกล่าวสู่กระบวนการตรากฎหมายต่อไป โดยให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองความสอดคล้องของ กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายลำดับรองให้มีความสอดคล้องกับสาระของ (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. และขับเคลื่อนกฎหมายลำดับดังกล่าวเข้าสู่กระบวนตรากฎหมายให้สอดรับกับระยะเวลาการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ฉากทัศน์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาการศึกษา พ.ศ.2570 คณะกรรมการสภาการศึกษาเสนอแนะฉากทัศน์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาการศึกษา พ.ศ.2570 โดยใช้วิธีการคาดการณ์อนาคตในรูปแบบฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยในอนาคต พ.ศ.2570 และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการศึกษา จากเข็มทิศฉากทัศน์การศึกษาในอนาคตสามารถคาดการณ์ฉากทัศน์ 4 รูปแบบ ได้แก่ ฉากทัศน์ที่ 1 เรียนดี มีความสุข แข่งขันได้ เป็นฉากทัศน์ที่พึงประสงค์ คือ ครูและผู้บริหารได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น และเน้นสมรรถนะเป็นหลัก นโยบายและแผนทางการศึกษามีความต่อเนื่องจะได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา

ฉากทัศน์ที่ 2 ลดเหลื่อมล้ำ ลดคุณภาพ ลดทักษะ เป็นไปได้กรณีที่ 1 คือ ครูและผู้บริหารไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ หลักสูตรการศึกษามีความแข็งตัว และเน้นความรู้เป็นหลัก ขณะที่นโยบายและแผนทางการศึกษามีความต่อเนื่องจะได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา ฉากทัศน์ที่ 3 เชิงพื้นที่ เชิงนวัตกรรม เชิงโอกาส เป็นไปได้กรณีที่ 2 คือ ครูและผู้บริหารได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น และเน้นสมรรถนะเป็นหลัก ขณะที่นโยบายและแผนทางการศึกษาไม่มีความต่อเนื่องและไม่ได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ ตลอดจนไม่มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา

ฉากทัศน์ที่ 4 ไม่ยืดหยุ่น ไม่ปลอดภัย ไม่มีงานทำ เป็นฉากทัศน์ที่ไม่พึงประสงค์ คือ ครูและผู้บริหารไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และหลักสูตรการศึกษามีความแข็งตัว และเน้นความรู้เป็นหลัก นโยบายและแผนทางการศึกษาไม่มีความต่อเนื่องและไม่ได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ ตลอดจนไม่มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา

– 006