‘ปลัด มท.’ เปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ สนามที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764275

‘ปลัด มท.’ เปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ สนามที่ 3

‘ปลัด มท.’ เปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ สนามที่ 3

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 12.17 น.

‘ปลัด มท.’ เปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ สนามที่ 3 ประจำปี 2566 (Thailand Balance Bike Championships 2023) เน้นย้ำ น้อมนำพระราชดำริทั้งปวงเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

วันที่ 21 ตุลาคม 2566 ที่สนามจักรยานขาไถ ภายในสวนกีฬากมล เอฟบีที ถนนสุวินทวงศ์ กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2566 สนามที่ 3 (Thailand Balance Bike Championships 2023) โดยมี พลเอก เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา นายกมล โชคไพบูลย์กิจ ประธานกรรมการ บริษัท โรงงานฟุตบอลล์ไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด คณะบริหารสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ปกครองนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ และหนูน้อยนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวนกว่า 500 คน เข้าร่วมในพิธี 

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้เข้าร่วมพิธีถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมนำผู้ร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และลงนามถวายพระพรชัยมงคล แล้วเป็นประธานเปิดการแข่งขัน พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมให้กำลังใจนักกีฬาและครอบครัว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กีฬาจักรยานเป็นกีฬาที่ได้รับความสนใจจากทุกเพศทุกวัย และเป็นกีฬาสากลที่มีในมหกรรมกีฬาสำคัญ ๆ อาทิเช่น กีฬาโอลิมปิคเกมส์ กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ และกีฬาซีเกมส์ การจัดแข่งขันครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานของกีฬาจักรยาน ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่ความเป็นเลิศและในระดับกีฬาอาชีพต่อไป การที่สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ สนามที่ 3 ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนากีฬาจักรยานตั้งแต่เยาว์วัย โดยเริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 1 ขวบ 8 เดือน ไปจนถึง 10 ขวบ เพื่อเป็นการพัฒนาในระดับขั้นพื้นฐานของกีฬาจักรยาน 

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาชนิดเดียวที่อนุญาตให้เด็กเล็ก ตั้งแต่อายุ 1 – 2 ขวบ ได้มีเเข่งขันในระดับเยาวชน ไปจนถึงระดับประเทศ และในระดับโลก ซึ่งเกิดผลดีทั้งในแง่ของการที่จะมีนักกีฬาจักรยานที่ต่อเนื่อง ได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะการเล่นกีฬา จนกระทั่งถึงการเป็นตัวแทนที่จะเข้าร่วมแข่งขัน และสร้างชื่อเสียงให้แก่ครอบครัว โรงเรียน สังคม และประเทศชาติ โดยรวมของพวกเรา ที่ผ่านมาสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พิสูจน์ผลงานในการที่มีกิจกรรมในหลาย ๆ เวทีที่ต่อเนื่อง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติของเรามาโดยตลอด

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวต่อว่า และในส่วนของการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ยิ่งมีประโยชน์มากกว่าความเป็นเลิศทางด้านกีฬา อีกส่วนหนึ่ง คือ ด้านการพัฒนาร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ที่จะเป็นส่วนเสริมจากการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน สิ่งที่จะช่วยพัฒนาส่งเสริมการสร้างเยาวชนของชาติที่ดีที่สุด คือ กีฬา สิ่งที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการอยู่ในวันนี้ เป็นการส่งเสริมให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกหลานมาออกกำลังกาย โดยใช้จักรยานขาไถ หรือมีทั้งล้อ มีทั้งขา และเด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ให้เด็กสามารถบังคับใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญจะได้มีลูกหลานที่เติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่มีความกล้าหาญ มีการตัดสินใจที่ดี เป็นพื้นฐานสู่การต่อยอดด้านอื่น ๆ ต่อไป

“ในวันนี้ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มาร่วมพิธีเปิดกิจกรรมด้วย เพื่อนำตัวอย่างกิจกรรมไปขยายผลร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเด็กที่อยู่ในศูนย์พัฒนาชุมชน ได้จักรยานขาไถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาร่างกาย พัฒนาจิตใจ อารมณ์ การอยู่ร่วมกันในสังคม และทำให้เด็กมีวินัย เพราะว่าการเล่นกับคนอื่น ถ้าไม่มีระเบียบวินัย กฎกติกา ไม่มีการเคารพซึ่งกันและกัน อาจจะเกิดอุบัติเหตุ หรืออาจมีการทะเลาะกัน ได้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น เพราะเด็ก ๆ เยาวชนไทยของเรา ล้วนมีสภาพจิตใจพื้นฐานดี ยิ่งรู้จักใช้กีฬา ควบคู่กับการดำรงชีวิต จะทำให้เยาวชนของเราเป็นเด็กที่มีระเบียบวินัยเป็นคนดียิ่ง ๆ ขึ้น

“นอกจากนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้แจ้งว่า ขณะนี้มี 11 จังหวัด มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มี Balance Bike หรือจักรยานขาไถ เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ออกกำลังกาย โดยในปีนี้มีเป้าหมายขยายผลให้มีการจัดตั้งศูนย์กีฬา อย่างน้อย 100 ศูนย์ เพื่อให้ลูกหลานของเราได้มีโอกาสคุ้นชินการออกกำลังกายในกีฬาประเภทอื่น ๆ รวมถึงการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ศึกษาเรียนรู้ตามหลักอารยเกษตร ที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ การสร้างความมั่นคงทางอาหารตามโครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เเละโครงการ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ทุกพื้นที่สาธารณะมีทั้งสนามกีฬา สำหรับคนทุกเพศทุกวัยได้ชื่นชมธรรมชาติ ซึ่งในขณะนี้ได้รับความอนุเคราะห์พื้นที่สาธารณะจากวัดระฆังโฆสิตาราม ที่จังหวัดปทุมธานี จำนวน 150 ไร่ และได้รับการสนับสนุนด้านการออกแบบจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกเพศทุกวัย นำความสุขมาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราโชบายในการทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานพระราชปณิธาน ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอขอบคุณท่านนายกสมาคมอีกครั้งหนึ่งในการจัดกิจกรรมในวันนี้ โดยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ หรือการ Change for Good เพื่อสังคมโดยรวม ทำให้เด็กได้มีพัฒนาการที่ดี ส่งเสริมความเข้มเเข็งของสถาบันครอบครัว ทำให้มีความรัก ความอบอุ่น และมีกิจกรรมด้วยกันทำให้มีความเเน่นเเฟ้นกันยิ่งขึ้น ซึ่งในวันนี้มีเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ จำนวน 12 คน มาเข้าร่วมแข่งขัน และเด็ก ๆ ที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมกิจกรรมกีฬาให้เป็นที่สนใจแก่คนทุกเพศทุกวัย นำไปสู่ความเป็นเลิศหรือการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ ทั้งในกีฬาแห่งชาติหรือกีฬาชิงแชมป์แห่งประเทศไทย ทั้งกีฬาชิงแชมป์แห่งอาเซียน เอเชีย และท้ายที่สุดคือกีฬาในระดับโลกหรือโอลิมปิกต่อไปในอนาคต ขอขอบคุณท่านผู้ปกครองของลูกหลานทุกคนที่ท่านมีส่วนร่วมกับ หลานของท่านในการสร้างความรักความอบอุ่น และก็ส่งเสริมให้ลูกหลานของท่านมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ดีงาม และเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป 
 

สพฐ. สั่งสอบ คณะครูนำเงินค่ายลูกเสือ-เงินคลังโรงเรียน ซื้อทัวร์เที่ยวเวียดนาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764241

สพฐ. สั่งสอบ คณะครูนำเงินค่ายลูกเสือ-เงินคลังโรงเรียน ซื้อทัวร์เที่ยวเวียดนาม

สพฐ. สั่งสอบ คณะครูนำเงินค่ายลูกเสือ-เงินคลังโรงเรียน ซื้อทัวร์เที่ยวเวียดนาม

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.40 น.

สพฐ. สั่งสอบข้อเท็จจริง คณะครูนำเงินค่ายลูกเสือ-เงินคลังโรงเรียน ซื้อทัวร์เที่ยวเวียดนาม

วันที่ 20 ตุลาคม 2566 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และโฆษก สพฐ. เปิดเผยว่า ด้วยปรากฏในสื่อออนไลน์ว่ามีคณะครูโรงเรียนแห่งหนึ่งนำเงินค่าจัดค่ายลูกเสือของนักเรียน เงินเบิกเด็กต่างด้าว รวมถึงเงินสะสมในคลังโรงเรียน ไปซื้อทัวร์เพื่อท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างมากนั้น

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ในประเด็นดังกล่าว วันนี้ (20 ตุลาคม 2566) ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รักษาราชการตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้เรียกประชุมข้าราชการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. สำนักนิติการ และศูนย์สารนิเทศฯ เข้าร่วมประชุมเพื่อมอบแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ทำการติดตามและตรวจสอบข้อมูลในกรณีดังกล่าว โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเชิงลึก และมอบหมายศูนย์สารนิเทศฯ ทำการสื่อสารประชาสัมพันธ์ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการของ สพฐ. ให้สาธารณชนรับทราบโดยเร็ว

“เมื่อทราบข่าวที่เกิดขึ้น รักษาการเลขาธิการ กพฐ. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ จึงได้สั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หากพบการกระทำผิดจริงก็จะดำเนินการตามกระบวนการทางวินัยต่อไป ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน รวมถึงสาธารณชน ได้วางใจว่าเราจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะแจ้งผลความคืบหน้าให้สาธารณชนรับทราบโดยเร็ว” โฆษก สพฐ. กล่าว

อ่านรายละเอียด : ลากไส้หนัก! ร.ร.หลอกนักเรียนเซ็นชื่อไปค่าย กลับโยกเงินพาคณะครูไปเที่ยวเวียดนาม

กสศ. หารือ รมว.ศธ.จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคให้ผู้เรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764199

กสศ. หารือ รมว.ศธ.จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคให้ผู้เรียน

กสศ. หารือ รมว.ศธ.จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคให้ผู้เรียน

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.48 น.

กสศ. หารือ รมว.ศธ.จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคให้ผู้เรียน เชื่อว่าการเรียนรู้คือการสร้างโอกาสสร้างทางเลือกที่เหมาะสม ผ่านโครงการต่างๆของ กสศ.-ศธ.

วันที่ 20 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) และคณะผู้บริหารระดับสูงของศธ. ได้ร่วมหารือและประสานการทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)เมื่อเร็วๆนี้ โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. และคณะเข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยผู้จัดการ กสศ. ได้รายงานข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปีการศึกษา 2566 และผลการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนในสังกัด สพฐ. สอศ. และ สช. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ครัวเรือนมีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้สามารถศึกษาต่อทั้งในและนอกระบบการศึกษาจนเต็มศักยภาพเพื่อเป็นกำลังคนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ.ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6 สังกัดดูแลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษในระบบการศึกษาประมาณ 1.2 ล้านคน และพัฒนาการค้นหาและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งช่วยให้เด็กกลุ่มเป้าหมายกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนภายใต้เครือข่ายข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนการผลิตพัฒนาครูให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารมากกว่า 1,500 แห่ง พร้อมทั้งส่งเสริมการระดมความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน รวมทั้งการระดมทรัพยากรจากภาคเอกชน และการเสนอโครงการเพื่อออกสลากการกุศล เป็นต้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากการรับฟังข้อมูล พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ศธ. และ กสศ. ให้ร่วมกันบูรณาการทรัพยากรเพื่อสนับสนุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาร่วมกัน เช่น การสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่กลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษาสังกัด ศธ. โดยเฉพาะเยาวชนจากครัวเรือนยากจนที่ต้องการศึกษาต่อสายอาชีพในสังกัด สอศ. ทั้งหลักสูตร ปวช. ปวส. และหลักสูตรระยะสั้นที่เน้นจบการศึกษาในเวลาสั้น เพราะเห็นร่วมกันว่าเป็นรูปแบบการเรียนที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีความยากจนพิเศษเรียนเพื่อมีงานทำได้ และหาแนวทางสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อให้เยาวชนได้เข้าเรียนสายอาชีพให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาดแรงงาน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า  ครูเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณภาพทางการศึกษา จำเป็นที่จะต้องหามาตรการและแนวทางต่าง ๆ มาพัฒนาคุณภาพครู เช่น การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือครู ช่วยแบ่งเบาภาระงานด้านการดูแลนักเรียนโดยกรณีนี้ ดร.ไกรยส ได้รายงานเพิ่มเติมว่า กสศ. ได้ทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาบูรณาการฐานข้อมูลความเสี่ยงของนักเรียน จัดทำ Data Catalogue แนวทางและกระบวนการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างครอบคลุมทุกมิติปัญหา ผ่านระบบ OBEC Care ให้สอดคล้องกับแนวทางการดูแลช่วยเหลือเด็กตามความต้องการเป็นรายบุคคล ซึ่งได้ดำเนินการเป็นโครงการนำร่องแล้วใน 28 เขตพื้นที่การศึกษา ในปีการศึกษา 2566 มีสถานศึกษา 1,050 แห่งทั่วประเทศ โดย สพฐ และ กสศ มีแผนจะขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หรือ ระบบ OBEC Care ให้ครอบคลุม 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศในปีการศึกษา 2567

ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน จึงได้มอบหมายให้ สพฐ. สรุปตัวเลขจำนวนครูที่ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงานส่วนนี้เพื่อนำมาออกแบบ วางแผนและวางแนวทางการขยายผลเพิ่มเติมจากพื้นที่นำร่องที่ได้ดำเนินการไปแล้วต่อไป

ขณะเดียวกัน ยังได้ร่วมกันหารือประเด็นอื่นๆ เช่น แนวทางการสร้างระบบแนะแนวของโรงเรียน ซึ่งนอกจากจะต้องมีครูแนะแนวที่ดีแล้ว ควรนำระบบรุ่นพี่มาช่วยแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนและการทำงาน การผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น พิจารณานำโครงการคุรุทายาทที่เคยทำมาแล้ว 13 รุ่น เพื่อให้มีรุ่นพี่คุรุทายาทช่วยสนับสนุนการทำงานต่อในโรงเรียนพื้นที่เป้าหมาย หรือโรงเรียนปลายทาง ซึ่งอาจรวมเป็นโครงการเดียวกัน โดยควรหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน ศธ. เพื่อทำงานร่วมกัน โดยมีข้อเสนอให้ใช้ชื่อคุรุทายาทเพื่อให้ครอบคลุมการผลิตครูในระบบปิดประชุมยังได้หารือด้านการแก้ปัญหาต่างๆ ของโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะการเดินทางโดยเสนอให้ทดลองนำร่องการจัดการขนส่งให้นักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Stand Alone) เพื่อให้เด็กมีโอกาสไปเรียนในโรงเรียนคุณภาพ โดยสร้างแรงจูงใจในการทำงานของระบบขนส่งให้เพียงพอ เช่น เพิ่มเติมงบประมาณด้านการเดินทาง ฯลฯ

ชงบอร์ด สกสค.เพิ่มมูลค่าที่ดินพัฒนาองค์การค้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764000

ชงบอร์ด สกสค.เพิ่มมูลค่าที่ดินพัฒนาองค์การค้าฯ

ชงบอร์ด สกสค.เพิ่มมูลค่าที่ดินพัฒนาองค์การค้าฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.30 น.

ผลงานองค์การค้า ของ สกสค. ปีงบฯ 66 ไม่ขาดทุน เตรียมสรุปทรัพย์สินที่ดินอสังหาริมทรัพย์เสนอบอร์ด สกสค.เคาะแนวทางสร้างรายได้เพิ่ม พร้อมรวมรายชื่อร้านค้า -โรงแรม-โรงพยาบาลครูเข้าใช้บริการได้ส่วนลด

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานขององค์การค้าของ สกสค. ว่าในปีงบประมาณ 2566 ที่ผ่านมาองค์การค้าฯ ของ สกสค. สามารถจำหน่ายอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงเครื่องหมายลูกเสือ เครื่องแบบนักเรียน ทั้งแบบจำหน่ายหน้าร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ และศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ออนไลน์ และสามารถจัดพิมพ์หนังสือเรียนประจำปีการศึกษา 2566 ได้แล้วเสร็จ ทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยในภาพรวมปีงบประมาณ 2566 องค์การค้าของ สกสค. ธุรกิจมีผลกำไร ไม่ขาดทุน สามารถชำระหนี้สินที่มีอยู่เดิมได้บางส่วน และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเตรียมแผนการจัดพิมพ์หนังสือเรียนประจำปีการศึกษา 2567 อย่างไรก็ตามตนได้มอบหมายให้ผู้บริหารองค์การค้าฯ สรุปทรัพย์สิน ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ขององค์การค้าฯ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและไม่ได้มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาว่าจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง เพื่อนำรายได้มาแก้ปัญหาที่ค้างอยู่ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์การค้าของ สกสค. รวมถึงนำมาจัดสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น และยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น

ดร.พิเชฐ กล่าวด้วยว่า การจัดสวัสดิการฯ ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา นั้น สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้มีการมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษามาตลอด โดยปัจจุบันมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจจัดโปรโมชั่นส่วนลดร้านค้า สินค้าอุปโภค บริโภค ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม และการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล เพื่อเป็นสวัสดิการพิเศษให้แก่ครูในราคาพิเศษ ซึ่งบางแห่งลดราคาให้ครูสูงถึง 20-30% จากราคาปกติ นอกจากนี้สำนักงาน สกสค. จังหวัดทั่วประเทศก็ได้มีการประสานงานกับภาคธุรกิจในพื้นที่ ลดราคาให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อเข้าใช้บริการด้วยเช่นกัน แต่ครูและบุคลากรทางการศึกษาอาจจะยังไม่รู้ทั่วถึงกัน ดังนั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้บริการและให้ครูได้รับรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น จะมีการรวบรวมรายชื่อร้านค้า สถานที่ที่ทำข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. และสำนักงาน สกสค. จังหวัดทั่วเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับรู้ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง.

‘ศธ.-สอวน.’ประกาศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763853

'ศธ.-สอวน.'ประกาศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ

‘ศธ.-สอวน.’ประกาศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.29 น.

ศธ.-สอวน.ประกาศ ไทยพร้อมเป็น เจ้าภาพ จัดประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ฯ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ดึงนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักการศึกษาชั้นนำของโลกเข้าร่วม โดย “กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม

19 ตุลาคม 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธาน แถลงข่าวการจัดงาน “การประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์หลังภาวะการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ในฐานะที่ UNESCO ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี รศ.ดร.พินิติ ระตนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(สอวน) และ Ms.Soohyun Kim ผอ.สำนักงานยูเนสโก ประจำกรุงเทพฯ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

รมว.ศธ. กล่าวว่า ตามที่ UNESCO ได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม และร่วมเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณของพระองค์ ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบวันประสูติ 100 ปี รัฐบาลไทยจึงได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. จัดการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์หลังภาวะการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 International Conference on Mathematics and Science Education in the Post COVID-19 Era: Global Issues Awareness ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2566 

“ถือเป็นการประกาศศักยภาพของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพงานนานาชาติ ที่ระดมสมองของบุคลากรชั้นแนวหน้า ทั้งนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษาชั้นนำของโลก โดยมีผู้ร่วมงานในประเทศและจากนานาประเทศจำนวน 500 คน เพื่อร่วมกัน หาแนวทางเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มคุณภาพการศึกษาให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรค สู่การพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม พระราชทานปาฐกถาพิเศษ ทรงร่วมรับฟังการบรรยายระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2566 และทอดพระเนตรนิทรรศการทางวิชาการ” รมว.ศธ. กล่าว

รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการ สอวน. กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผลกระทบของโควิด19 ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อการเรียนการสอนทั่วโลก แม้จะใช้การเรียนการสอนออนไลน์ทดแทนการสอนแบบเผชิญหน้า แต่ก็ยังมีช่องว่างในการสร้างคุณภาพการเรียนรู้ เนื่องจากวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐานความรู้ในการสร้างคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคต งานนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่ดึงดูดนักคิด นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า ร่วมพิจารณาปัญหาการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการศึกษาที่นานาประเทศต้องเผชิญ หาแนวทางต่อยอดพัฒนาหลังการระบาดของโรค ซึ่งภายในงานมีการบรรยายงานวิจัยแนวหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษาเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ด้าน Ms.Soohyun Kim ผอ.สำนักงานยูเนสโก ประจำกรุงเทพฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า  การประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้เป็นการเชิดชูพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ในด้านการศึกษา โดยเฉพาะสาขา STEM ทั้งยังเป็นโอกาสในการทำความเข้าใจผลกระทบของ การเปลี่ยนแปลง ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยใช้ความรู้ด้าน STEM เพื่อเอาชนะความท้าทายหลังสถานการณ์โควิด 19 ร่วมจัดสรรการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เยาวชนของเรา เพื่อความเจริญรุ่งเรือง ความอยู่ดีมีสุข สันติภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน 

สำหรับกำหนดการประชุมฯ ในวันที่ 30-31 ตุลาคม 2566 เป็นการสัมมนาแบบพบหน้า (On-site)  ณ ห้อง 208 – 209 ชั้น 2 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประกอบด้วย

-พิธีเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยผู้ร่วมปาฐกถา Ms.Soohyun Kim ผอ.สํานักงาน UNESCO ประจํากรุงเทพฯ 

– Plenary lectures โดย Professor Ada Yonath (สถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มาน อิสราเอล) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2009, Professor Drew Weissman (มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา) นักวิทยาศาสตร์รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2023 และ Professor Sir Tom Blundell (มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร) 

– Invited lectures โดย นักวิทยาศาสตร์นักคณิตศาสตร์และนักการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ Professor Manjula Sharma (มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย), Professor Masami Isoda (มหาวิทยาลัยซุคุบะ ญี่ปุ่น), Professor Young-Hoon Kim (มหาวิทยาลัยการศึกษาแห่งชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี), รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศไทย), ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ (บริษัท อบาคัส ดิจิทัล จํากัด ประเทศไทย) และนางสาวกล่อมจิต ดอนภิรมย์ (โรงเรียนกมลาไสย ประเทศไทย) 

ในส่วนของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เป็นการประชุมปฏิบัติการแบบพบหน้า (On-site) ณ ห้อง  208 – 209 ชั้น 2 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์การประชุม http://imsed.ipst.ac.th/ หรือเฟซบุค https://www.facebook.com/imsed2023.012

‘คุณภาพงานวิจัย’ของมจธ. ชูเป็นมหาวิทยาลัยไทยอันดับ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763783

‘คุณภาพงานวิจัย’ของมจธ.  ชูเป็นมหาวิทยาลัยไทยอันดับ 3

‘คุณภาพงานวิจัย’ของมจธ. ชูเป็นมหาวิทยาลัยไทยอันดับ 3

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Times Higher Education (THE) ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก Times Higher Education World University Rankings 2024 (THE 2024) จากการจัดอันดับ 2,673 มหาวิทยาลัย ปรากฏว่ามีสถาบันอุดมศึกษาของไทย ติด 1 ใน 1,000 ลำดับแรก รวม 4 สถาบัน คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล (อันดับที่ 601-800 ของโลก) อันดับที่ 3 รวมจำนวน 2 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อันดับที่ 801-1,000 ของโลก) โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้คะแนนรวมเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าว ในส่วนของ มจธ. นั้น จากการให้คะแนนของ THE ใน 5 ด้าน คือ 1.คุณภาพการสอน (Teaching) 2.สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการวิจัย (Research Environment) 3.คุณภาพงานวิจัย (Research Quality) 4.ผลลัพธ์เชิงอุตสาหกรรม (Industry) 5.ความเป็นนานาชาติ (International Outlook) นั้น ด้านที่เป็นจุดเด่นที่สุดของ มจธ. ภายใต้เกณฑ์การให้คะแนน THE ก็คือ “คุณภาพงานวิจัย” (Research Quality) ซึ่งได้คะแนนสูงเป็นอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยในไทยและลำดับที่ 8 ของมหาวิทยาลัยในอาเซียน

ส่วนสำคัญที่ทำให้ได้มีคะแนนในด้านนี้สูง คือ “ผลกระทบจากการอ้างอิง” (Citation Impact) และ “ความเป็นเลิศของงานวิจัย” (Research Excellence) ที่ทั้งสองหัวข้อ เราได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และอันดับ 7 และ 8 ของมหาวิทยาลัยในอาเซียนตามลำดับมีการนำผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั้ง THE และสถาบันอื่นๆ มาเป็นเครื่องมือเพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งในไทย อาเซียนและทั่วโลก เพื่อมองหาช่องว่างและโอกาสที่จะสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น แต่ไม่มีการนำ Ranking มาเป็นเป้าหมายของมหาวิทยาลัย

“สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญของเราคือ การทำตามพันธกิจหลัก 3 ด้านของมหาวิทยาลัย ทั้งด้านการเรียนการสอน ด้านงานวิจัย และด้านบริการเพื่อสังคมให้สำเร็จ โดยมี Ranking หรือการจัดอันดับของสถาบันต่างๆ เป็นตัวสะท้อนให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งในที่สุดการจัดอันดับ หรือ Ranking ดีๆ ไปสู่การรับรู้ของผู้ที่กำลังจะศึกษาต่อทั้งคนไทยและต่างชาติ รวมถึงสถาบันหรือหน่วยงานด้านการศึกษาวิจัยในระดับโลกก็จะนำไปสู่โอกาสที่ทำให้เราได้ผู้เรียนที่มีศักยภาพ และเกิดความร่วมมือระดับนานาชาติกับองค์กรและนักวิจัยเก่งๆ อันจะเกิดประโยชน์ในระยะยาวทั้งกับมหาวิทยาลัยและประเทศชาติในที่สุด” รศ.ดร.สุวิทย์กล่าว

นอกจากนั้นแล้วการประกาศผลงานวิจัยเผยแพร่ได้รับการตีพิมพ์และอ้างอิงสูงที่สุด Top 2% ของโลกWorld’s Top 2% Scientists 2023 ประเภท Career-long data are updated to end-of-2022 (All citations) ของ John P.A.Ioannidis ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดมีคณาจารย์ มจธ. 8 ท่าน ที่ติดอันดับด้วยสื่อถึงศักยภาพและคุณภาพของการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้

รางวัลแห่งเอเชียจากนายกรัฐมนตรีเนปาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763777

รางวัลแห่งเอเชียจากนายกรัฐมนตรีเนปาล

รางวัลแห่งเอเชียจากนายกรัฐมนตรีเนปาล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Hon.Prime Minister Mr.Pushpa Kamal Dahal (Prachada) นายกรัฐมนตรีของประเทศเนปาล มอบรางวัล Asian Professional Achievement Award 2023 รางวัลสุดยอดผู้ประสบความสำเร็จแห่งเอเชีย ปี 2023 สาขา Drama for Social Excellence Award ให้กับนายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ จากผลงานผู้จัดละครโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น” สนับสนุนโดยกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) ณ โรงแรม Himalaya ประเทศเนปาล

พานาโซนิค จับมือ สถาปัตย์-วิศวะ จุฬาฯ วิจัย ‘ภาวะน่าสบายในบ้านคนไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763781

พานาโซนิค จับมือ สถาปัตย์-วิศวะ จุฬาฯ  วิจัย ‘ภาวะน่าสบายในบ้านคนไทย’

พานาโซนิค จับมือ สถาปัตย์-วิศวะ จุฬาฯ วิจัย ‘ภาวะน่าสบายในบ้านคนไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มร.ฮิเดคาสึ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ด้วยแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับการสร้างสังคมที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตอย่างยั่งยืนและสอดรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป พานาโซนิค ได้มุ่งมั่นศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาวะแวดล้อมภายในบ้านที่อยู่สบายสำหรับผู้บริโภคที่แตกต่างกันไปทั่วโลก และตัวเลขสภาวะน่าสบายสากลอยู่ที่ 26.5 องศาเซลเซียส แต่สภาวะน่าสบายนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเร็วลมที่มาปะทะตัวเรา และการแผ่ความร้อนจากสภาพแวดล้อม เป็นต้น

“พานาโซนิคเล็งเห็นว่า “สภาพแวดล้อมภายในบ้านที่อยู่สบาย” นั้น ควรมีองค์ประกอบสำคัญทั้งภาวะน่าสบาย (Comfort Zone) ปราศจากความเครียด (Stress-free) ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ (Carbon-free) และลดการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) จึงมีแนวคิดในการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย (Research collaboration project) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืนและประหยัดพลังงานในประเทศไทย (Sustainable and Energy-Efficient Housing Technologies in Thailand) ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยคาดหวังว่าผลของการวิจัยจะทำให้สามารถค้นพบ “สภาวะน่าสบายภายในบ้าน” สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่อยู่อาศัยในอนาคตที่เหมาะกับ บริบทของประเทศไทย”

ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าความร่วมมือในครั้งนี้ เราได้นำความเชี่ยวชาญของจุฬาฯ ทั้งจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มาผนวกกับความรู้ความชำนาญทางเทคโนโลยีของพานาโซนิค นำมาพัฒนาเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยแบบจำลอง โดยการนำเทคโนโลยี BIM หรือ Building Information Modelling เข้ามาช่วยในการออกแบบและก่อสร้างบ้านโมดูลาร์ในชื่อ ZEN Model ขนาดพื้นที่ 36 ตารางเมตร ภายในพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจำลองบรรยากาศที่อยู่อาศัยในสภาวะน่าสบาย และทำการเก็บข้อมูลจากการให้กลุ่มตัวอย่างได้เข้ามาทดลองใช้ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 30%

‘ซีเอ็ด’-‘เซซามีสตรีท’ การ์ตูนชื่อดังระดับโลก ตอกย้ำแคมเปญส่งเสริมการอ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763778

‘ซีเอ็ด’-‘เซซามีสตรีท’ การ์ตูนชื่อดังระดับโลก  ตอกย้ำแคมเปญส่งเสริมการอ่าน

‘ซีเอ็ด’-‘เซซามีสตรีท’ การ์ตูนชื่อดังระดับโลก ตอกย้ำแคมเปญส่งเสริมการอ่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ซีเอ็ด” จับมือกับเหล่าก๊วนเพื่อนแสนซน“เซซามีสตรีท” การ์ตูนขวัญใจเด็กๆ ทั่วโลก มาเชิญชวนให้คนไทยรักการอ่าน ภายใต้แคมเปญ “YOU ARE WHAT YOU READ”

ด้วยซีเอ็ดและเซซามีสตรีทมีแนวคิดและมุมมองที่เหมือนกัน ในการส่งเสริมการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก และการปลูกฝังการอ่านทุกเพศทุกวัย

ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28 นี้ ซีเอ็ด ได้จัดเตรียมหนังสือออกใหม่ หนังสือขายดี หนังสือกระแสน่าสนใจ โปรโมชั่นซื้อครบรับเลย พาก๊วนเพื่อนแสนซน “เซซามีสตรีท” กับของพรีเมียมลิขสิทธิ์แท้ 100% พบปะนักเขียนนักเขียนผลงาน Best Seller มาร่วมพบปะพูดคุยเสวนา เช่น โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์, น้าเน็ก-เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, พอล ภัทรพล ฯลฯ

ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ อบจ.นครศรีฯ ยกระดับการบริการสุขภาพประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763782

ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ อบจ.นครศรีฯ  ยกระดับการบริการสุขภาพประชาชน

ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ อบจ.นครศรีฯ ยกระดับการบริการสุขภาพประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นางกนกพร เดชเดโช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้อำนวยการ รพ.สต.ชุมชนสาธิตวลัยลักษณ์พัฒนา รพ.สต.บ้านหาร และรพ.สต.บ้านทุ่งชน ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านบริการสุขภาพ ระหว่าง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่ดังกล่าว โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนางดุษฎี จันทร์พุ่ม ปลัดอบจ.นครศรีฯ ลงนามเป็นพยาน ท่ามกลางผู้บริหาร อสม. ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมหัวตะพาน อาคารจุฬาภรณเวชวัฒน์ รพ.ศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันก่อน

การลงนามดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือและสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้สะดวก ได้รับบริการคุณภาพ และถือเป็นต้นแบบเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ (CUP Model) แห่งแรกของประเทศไทย ที่บริหารจัดการภายใต้ความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่โอนถ่ายมายังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช มุ่งผลสำเร็จสู่ความเป็นเอกลักษณ์ของการบริการวิชาการเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน และภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้จะทำให้ประชาชนที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า ในเขตพื้นรายรอบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทั้งตำบลไทยบุรีและตำบลหัวตะพาน กว่า 10,000 คน ได้เข้าถึงบริการที่สะดวกและได้รับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านอีกด้วย