สกสว.-ทปอ.-บพค. เตรียมผลักดันไทยเป็น ‘ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762055

สกสว.-ทปอ.-บพค. เตรียมผลักดันไทยเป็น ‘ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ’

สกสว.-ทปอ.-บพค. เตรียมผลักดันไทยเป็น ‘ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ’

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.13 น.

สกสว. จับมือ ทปอ. บพค. และภาคีเครือข่าย เร่งพัฒนากำลังคนและสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ‘ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ’ เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลพันธุกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ บริการ และธุรกิจแห่งอนาคต

10 ตุลาคม พ.ศ. 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ คณะกรรมการวิจัยและนวัตกรรม ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และสถาบันอุดมศึกษาในเครือข่ายที่มีความพร้อมในการพัฒนางานวิจัยด้านชีวสารสนเทศ จัดประชุมภาคีเครือข่ายวิจัยชีวสารสนเทศ และเชื่อมโยงนักชีวสารสนเทศของประเทศไทย รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประจำปี พ.ศ. 2566 Thailand Bioinformatics Research Network (TBRN 2023) : Talent Pool and Stakeholder Engagement เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องจีโนมิกส์ โครงการวิจัยด้านสุขภาพ เพื่อรวบรวมและสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมขนาดใหญ่ของคนไทย เพื่อให้นักวิจัยใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการศึกษาวิจัยในอนาคตเกี่ยวกับสุขภาพของคนไทย ทำให้ประชาชนได้รับการวินิจฉัย การรักษาอย่างจำเพาะและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และ รองศาสตราจารย์ ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยด้านจีโนมิกส์  ทั้งใน และต่างประเทศ กว่า 200 คน เข้าร่วมการประชุม

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า การดำเนินงานของแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการร่วมผลักดันแผนฯ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดบริการ การรักษาที่มีความแม่นยำสูง การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการให้บริการการแพทย์จีโนมิกส์จึงมีความจำเป็น ทั้งการจัดตั้งศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ การถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของอาสาสมัครไทยภายใต้โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย และการพัฒนาระบบชีวสารสนเทศ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค การออกแบบแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ การทำนายโอกาสการเกิดโรค รวมไปถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านจีโนมิสก์และชีวสารสนเทศให้เพียงพอ และเชื่อมั่นว่าการจัดตั้ง “ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ” นั้น จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านชีวสารสนเทศของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ กล่าวเน้นย้ำถึงการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริม ววน. ว่า ได้จัดสรรงบประมาณ 2000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ genomics Thailand เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีด้านจีโนมิกส์ในประเทศไทย และสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นท้าทายหลายประการที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เช่น การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านจีโนมิกส์ การขาดความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน การขาดกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่รองรับการวิจัยด้าน genomics เป็นต้น จึงได้เกิดการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกับ ทปอ. สกสว. บพค. จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าควรจัดตั้ง “ศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ” ของประเทศไทย เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูง การผลักดันการกำหนดมาตรฐานข้อมูล genomics ระดับประเทศ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ให้เกิดการใช้ประโยชน์ในภาคการผลิตและภาคบริการ

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล กล่าวถึงการดำเนินงานของ “แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย ว่า นับตั้งแต่ปี2563 เป็นต้นมา สกสว.ได้จัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ให้มีการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย ซึ่งเน้นการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมคนไทยจำนวน 50,000 ราย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญในการแพทย์ สาธารณสุข และการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพของประชาชน โดยมีการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลพันธุกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ บริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกองทุนส่งเสริม ววน. ได้เน้นพัฒนาการวิจัยในด้านการแพทย์จีโนมิกส์ในกลุ่มโรคต่างๆ ได้แก่ มะเร็ง โรคหายาก โรคติดเชื้อ โรคไม่ติดต่อ และโรคแพ้ยา โดยให้ความเห็นว่าความท้าทายสำคัญในปัจจุบันของประเทศไทยด้านชีวสารสนเทศ คือ การผลักดันส่งเสริมในด้านการพัฒนาบุคลากรด้านชีวสารสนเทศ ตลอดจนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยทางพันธุศาสตร์ที่ทันสมัย และได้มาตรฐาน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์ของประเทศไทยในอนาคต

สำหรับการดำเนินการด้านจีโนมิกส์ในปัจจุบัน ดำเนินการโครงการสำคัญในมิติต่าง ๆ  อาทิ โครงการการศึกษาพันธุศาสตร์ จีโนมระดับประชากร จำนวน 50,000 คน การสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมอ้างอิงของไทย เพื่อต่อยอด งานวิจัยและบริการด้านการแพทย์จีโนมิกส์ และ การศึกษากลุ่มผู้ป่วยหลายกลุ่มโรคที่สามารถศึกษาระยะยาวแบบไปข้างหน้า ฯ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นําด้าน Genomic medicine ระดับอาเซียน ภายใน 5 ปี อีกทั้งให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงบริการด้าน Genomic medicine อย่างมีคุณภาพต่อไป

สกสว.ร่วมงานSTS Forum 2023 ณ เมืองเกียวโต ขับเคลื่อนเครือข่ายทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761951

สกสว.ร่วมงานSTS Forum 2023 ณ เมืองเกียวโต ขับเคลื่อนเครือข่ายทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระดับนานาชาติ

สกสว.ร่วมงานSTS Forum 2023 ณ เมืองเกียวโต ขับเคลื่อนเครือข่ายทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 09.03 น.

สกสว. ร่วมงาน STS Forum 2023 ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ขับเคลื่อนเครือข่ายทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระดับนานาชาติ 

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหารและนักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย เข้าร่วมพิธีเปิดงาน The 20th Annual Meeting of Science and Technology in Society Forum (STS Forum) 2023 ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างวันที่ 1 – 3 ตุลาคม 2566 ซึ่งงานประชุม STS Forum ได้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) โดย นายโกจิ โอมิ (Koji Omi) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อเชิญผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชนจากทั่วโลก เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นโจทย์วิจัยสำคัญและสร้างเครือข่ายทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติที่มีศักยภาพ

ในปีนี้ นายฟูมิโอะ คิชิดะ (Fumio Kishida) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน STS Forum 2023 และปาฐกถาเปิดงานภายใต้กรอบแนวคิด “Lights and Shadows of Science and Technology” โดยมีประเด็นหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ Artificial Intelligence (AI), Climate change และ Human resource development ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าร่วมจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนมากกว่า 1,500 คน และจาก 120 ประเทศทั่วโลก 

รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำคณะผู้บริหาร สกสว. เข้าร่วมประชุม The 13th Funding Agencies Presidents’ Meeting (FAPM) ซึ่งเป็นการประชุมพิเศษของหน่วยงานให้ทุนจากต่างประเทศทั่วโลก โดยในปีนี้หน่วยงานสนับสนุนทุนมุ่งประเด็นในเรื่องการเคลื่อนย้ายบุคลากรเพื่อพัฒนาศักยภาพการวิจัย  นอกจากนี้ ทาง สกสว. พร้อมหน่วยงานพันธมิตรของไทยร่วมประชุมกับ Japan Science and Technology Agency (JST) ในโอกาสที่ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น ครบรอบ 50 ปี  ได้มีการหารือรูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัยแบบใหม่ร่วมกัน พร้อมร่วมผลักดันการสร้างและพัฒนานักวิจัยที่มีศักยภาพ (Talent mobility) ระหว่างประเทศ โดยได้เลือก Bio-Circular-Economy (BCG) เป็นประเด็นสำคัญนำร่อง 

นอกจากนี้ คณะผู้บริหาร สกสว. ได้เข้าร่วมประชุมระดับทวิภาคีกับหน่วยงานให้ทุนระดับนานาชาติอาทิ Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) ประเทศแคนาดา เพื่อหารือแผนกิจกรรมที่ประเทศไทยประสงค์เป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศแคนาดาในการส่งนักเรียนแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศ รวมถึงกิจกรรมความร่วมมือในระยะสั้นและระยะยาว   การพบกับทีมงานจาก American Association for the Advancement of Science (AAAS) ประเทศสหรัฐอเมริกา หารือแผนการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ Science Diplomacy ของภูมิภาคอาเซียนที่จะเกิดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในช่วงกลางปีหน้า และการพบทีมบริหารจาก Deutsche Forschungsgemeinschaft (DFG) ประเทศเยอรมัน นำเสนอภาพรวมของระบบทุนวิจัยในประเทศไทยในปัจจุบัน พร้อมแลกเปลี่ยนหารือเกี่ยวกับแนวทางการทำงานในอนาคต

ทั้งนี้ สกสว. ได้สนับสนุนทุนแก่นักวิจัยรุ่นใหม่ 2 คน ได้แก่ ดร.พนิดา ทองอร่าม จาก สกสว. และ ดร.ภูมิ เตชชาติวานิช จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมงาน Young Leaders Program 2023 เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ในวงเสวนากับนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล ในสาขาต่างๆ อาทิ Chemistry, Physiology or Medicine, Physics เป็นต้น

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761805

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.54 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง รับบริการอาหารเจฟรี พร้อมร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าฯ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

ระหว่างวันที่  14 – 24 ตุลาคม 2566  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ  ขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และสาธุชนทุกท่าน ร่วมถือศีลกินผัก ละเว้นเนื้อสัตว์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2566 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อความเป็นสิริมงคล  ทำบุญประทีปโคมไฟ (เต็งลั้ง) ถวายหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเจริญรุ่งเรือง และในวันที่ 21 ต.ค. 2566 ขอเชิญร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง ขอพรให้คุ้มครอง แคล้วคลาดปลอดภัย ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ในช่วงวันที่ 14-23 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีบริการอาหารเจ [ในรูปแบบบรรจุกล่องกลับบ้านแก่ประชาชนฟรี วันละ 3 มื้อ (เช้า กลางวัน และเย็น) โดยเริ่มบริการตั้งแต่มื้อเที่ยงของวันที่ 14 ตุลาคม 2566  เป็นต้นไป นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 13 – 24 ตุลาคม 66 ขอเชิญชวนประชาชนชมอุปรากรจีน (งิ้ว) ที่คณะลูกศิษย์หลวงปู่ไต้ฮงจัดถวายรวม 12 คืน ณ บริเวณฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ในวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2566 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง  ตั้งจิตอธิษฐาน  ขอพรจากเทพเจ้า เพื่อเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง  จึงขอเชิญชวนสาธุชน ร่วมพิธีในวันและเวลาดังกล่าว

ดาวเทียม THEOS-2 เริ่มปฏิบัติการสำรวจโลก ‘นายกฯเศรษฐา’ ร่วมยินดีขอบคุณ อว. ช่วยผลักดัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761754

ดาวเทียม THEOS-2 เริ่มปฏิบัติการสำรวจโลก ‘นายกฯเศรษฐา’ ร่วมยินดีขอบคุณ อว. ช่วยผลักดัน

ดาวเทียม THEOS-2 เริ่มปฏิบัติการสำรวจโลก ‘นายกฯเศรษฐา’ ร่วมยินดีขอบคุณ อว. ช่วยผลักดัน

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 10.25 น.

ดาวเทียม THEOS-2 ประสบความสำเร็จขึ้นสู่วงโคจรแล้ว เริ่มปฏิบัติการสำรวจโลก นายกฯ เศรษฐา ร่วมยินดีขอบคุณกระทรวง อว.ที่ช่วยขับเคลื่อนและผลักดันวงการอวกาศของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้า ขณะที่ “ศุภมาส” ชี้ข้อมูลจากดาวเทียม THEOS-2 จะถูกนำมาวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใน 5 – 8 วันจากนี้

วันที่ 9 ตุลาคม 2566  มีการนำส่งดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 (Thailand Earth Observation Satellite 2)  ขึ้นสู่วงโคจรจากท่าอวกาศยานยุโรปเฟรนช์เกียนา(Guiana Space Center)  เมืองกูรู รัฐเฟรนช์เกียนา ทวีปอเมริกาใต้ มี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA รวมทั้งสักขีพยานจากประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศสรวมถึงประชาชนทั่วโลก ที่สนใจในเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้

โดยเมื่อถึงเวลา 08.36 น.ตามเวลาในประเทศไทย ดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ได้ถูกนำส่งด้วย จรวด VEGA พร้อมมีการให้สัญญาณนับถอยหลังใน 10 วินาทีสุดท้ายหลังจากนั้นดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ได้ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจ หลังจากลุ้นระทึก โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งสำคัญต่างพากันจับมือแสดงความยินดี

ทั้งนี้ น.ส.ศุภมาส กล่าวภายหลังจากดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ขึ้นสู่วงโคจรของอวกาศว่า รู้สึกดีใจและโล่งใจที่การปล่อยดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2 ราบรื่น ประสบความสำเร็จ แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ โดยขณะนี้ สามารถกล่าวได้ว่าดาวเทียม THEOS-2 ได้เริ่มปฏิบัติการสำรวจโลกแล้ว โดยหลังจากปล่อยดาวเทียมในเวลา 08:36 น.จะใช้เวลากว่า 52 นาทีในการเข้าสู่วงโคจรที่ระดับความสูง 621 กิโลเมตร เมื่อดาวเทียมขึ้นไปแล้ว จะทดสอบระบบในอวกาศร่วมกับสถานีภาคพื้นดินราวๆ 3 เดือน ก่อนจะใช้งานได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีสถานการณ์เร่งด่วนเกิดขึ้น อาทิ ภัยพิบัติ THEOS-2 ก็สามารถสั่งถ่ายภาพได้ภายใน 5 – 8 วัน หลังจากดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร

“ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของกระทรวง อว.และประเทศไทย หลังจากนี้จะมีการต่อยอดยกระดับด้านต่างๆ ของประเทศรวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนให้รู้ว่าดาวเทียม THEOS-2 มีประโยชน์อย่างไร สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ข้อมูลจากดาวเทียม THEOS-2 จะถูกใช้ในการปรับปรุงและทำให้ข้อมูลในทุกพื้นที่ของไทยเป็นปัจจุบัน ทันสมัย และมีความละเอียดที่ถูกต้อง ช่วยให้ทุกการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” รมว.กระทรวง อว.กล่าว

ในโอกาสนี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดี ว่า ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนคนไทยทุกคน ขอแสดงความยินดีที่วันนี้ประเทศไทยประสบความสำเร็จสามารถส่งดาวเทียม THEOS-2 ขึ้นสู่วงโคจรได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นมาตลอดว่าจะใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน ข้อมูลจากดาวเทียม THEOS-2 จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการนำไปพัฒนาสร้างประโยชน์ได้ในหลากหลายมิติ อาทิ การบริหารจัดการเกษตร การบริหารจัดการเมือง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ และการบริหารจัดการภัยธรรมชาติ ซึ่งจะนำมาสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงของพี่น้องประชาชน

“ผมขอขอบคุณกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ GISTDA ที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันวงการอวกาศของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้า” นายเศรษฐา กล่าว

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า หลังจากดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรแล้ว จะทำการปรับตัวเพื่อเข้าสู่โหมดของการทำงาน รวมทั้งทดสอบระบบควบคุมและติดต่อสื่อสารกับภาคพื้นดินเพื่อความเสถียรและความแม่นยำของข้อมูลโดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้น GISTDA จะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้าถึงข้อมูล เพื่อนำไปต่อยอดหรือให้การบริการเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงจะเป็นแรงผลักดันขับเคลื่อนด้านการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรมในการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ และเทคโนโลยีอวกาศในการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้องต่อไป
 

NIA จัดงานวันนวัตกรรมแห่งชาติ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติสุดยอดนวัตกรรมไทย ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761428

NIA จัดงานวันนวัตกรรมแห่งชาติ  พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติสุดยอดนวัตกรรมไทย ปี 2566

NIA จัดงานวันนวัตกรรมแห่งชาติ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติสุดยอดนวัตกรรมไทย ปี 2566

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 19.45 น.

“NIA” จัดงานวันนวัตกรรมแห่งชาติ  พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติสุดยอดนวัตกรรมไทย ปี 2566

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัด “พิธีมอบรางวัลนวัตกรรม ประจำปี 2566” เนื่องใน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านนวัตกรรม ในฐานะ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” พร้อมเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ผลงานของนักนวัตกรไทยผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่โดดเด่นเป็นประโยชน์ต่อองค์กร สังคม และประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ประธานกรรมการ คณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นวัตกรรมหลายอย่างถือเป็นจุดเปลี่ยนของโลก ทั้งระบบการผลิต อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจการค้าขายของโลก ซึ่งขณะนี้ถือเป็นยุคที่นวัตกรรมมีการเติบโตและพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ตนเชื่ออย่างยิ่งว่าปัญญาประดิษฐ์จะใช้เวลาน้อยมากที่ให้ผู้ใช้งานปรับตัว เพราะจะถูกพัฒนามีความฉลาด เข้าถึง และสามารถถูกนำมาใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงปริมาณของคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะของการเขียนโปรแกรมโค้ดดิ้งต่างๆ สามารถต่อยอดจากระบบที่ถูกสร้างไว้ในรูปแบบที่เปิดให้ผู้พัฒนาเข้าไปปรับแต่งโค้ดได้ เกิดการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้รวดเร็ว

“นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์มีนัยยะผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการศึกษาของประเทศ ดังนั้น การจัดพิธีมอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรม ให้แก่นักนวัตกรไทยที่ผลิตหรือคิดค้นผลงานนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงพาณิชย์ ส่งผลดีต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอย อันนำไปสู่การใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมให้เป็นที่รู้จักและสนใจกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะมีผลในการจูงใจให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทย เกิดความสนใจที่จะดำเนินงานโดยมีความเป็นนวัตกรรมอยู่ในกระบวนการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา” รศ.นพ.สรนิต กล่าว

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในปี 2566 – 2570 NIA ได้เปลี่ยนบทบาทจากสะพานเชื่อมสู่การเป็น “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor)” ผ่านการดำเนินงานภายใต้ 7 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) สร้างและยกระดับผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (IBEs) ในอุตสาหกรรมเป้าหมายร่วมกับเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพัฒนาและขยายผลโครงการสำคัญใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) Food Tech & Ag Tech 2) Travel Tech 3) Med Tech 4) Climate Tech และ 
5) Soft power 2) ส่งเสริมนวัตกรรมแบบเปิดและทำให้ระบบนวัตกรรมไทยเปิดกว้างมากขึ้น โดยเน้นการให้ทุนที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนอื่น 3) ส่งเสริมการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค การพัฒนาย่านนวัตกรรม เมืองนวัตกรรม และระเบียงนวัตกรรมในภูมิภาค 4) เป็นศูนย์กลางการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เชื่อมโยงการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ 5) ส่งเสริมการตลาดนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในลักษณะของ Business Brotherhood ให้บริษัทขนาดใหญ่มาสนับสนุนการขยายธุรกิจของ IBEs 6) สร้างความตระหนักและการรับรู้ความสำคัญของนวัตกรรมในทุกภาคส่วน ผ่านโครงการ Innovation Thailand การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรม งาน SITE ฯลฯ เพื่อสร้างแนวร่วมในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมไทย และ 7) พัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นทำงานแบบ Cross Functional ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน

สำหรับการจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติในปี 2566 แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ 4) ด้านสื่อและการสื่อสาร และ 5) ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น โดยในปีนี้มีผู้ที่สนใจส่งผลงานนวัตกรรมเข้าประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ จำนวน 347 ผลงาน และผลงานประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย (TIA) ระดับเยาวชนจำนวน 453 ผลงาน

สำหรับผลการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566 มีดังนี้

1) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ
– รางวัลชนะเลิศประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง ได้แก่ ผลงาน: หม้อแปลง BCG & โลว์คาร์บอน โดย บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด
– รางวัลชนะเลิศประเภทวิสาหกิจขนาดย่อมและวิสาหกิจรายย่อย ได้แก่ ผลงาน: HY-N นวัตกรรม
ไบโอพอลิเมอร์ ระบบนำส่งสาร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเวชสำอาง ยา วัคซีน โดย บริษัท แนบโซลูท จำกัด

2) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
– รางวัลชนะเลิศประเภทหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ผลงาน: แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนจากแกลบและขยะโซล่าร์เซลล์ โดย โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
– รางวัลชนะเลิศประเภทหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ผลงาน: ระบบบำบัดน้ำเสียวงจรไฟฟ้าชีวภาพ โดย บริษัท อินโน กรีน เทค จำกัด
– รางวัลชนะเลิศประเภทองค์กรเพื่อสังคมและชุมชน ได้แก่ ผลงาน: เตียงสนามกระดาษ SCGP สำหรับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดย มูลนิธิเอสซีจีร่วมกับ SCGP

3) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ
– รางวัลชนะเลิศประเภทการออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลงาน: ชุดปลูกผักปลอดสารพิษด้วยตัวเองเพื่อคนในเมือง โดย บริษัท ดู๊ดแพลนต์ จำกัด
– รางวัลชนะเลิศประเภทการออกแบบบริการ ได้แก่ ผลงาน: แมกซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ คอนเนค โดยแอพพลิเคชั่นวชิระแอทโฮม โดย บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)

4) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านสื่อและการสื่อสาร
– รางวัลชนะเลิศประเภทผลงานสื่อและการสื่อสาร ได้แก่ ผลงาน: ต่อยอด แสงหลวง วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
– รางวัลเชิดชูเกียรติประเภทผู้สื่อสารนวัตกรรม ระดับบุคคลธรรมดา ได้แก่ คุณสรานี สงวนเรือง (เฟื่องลดา) 
– รางวัลเชิดชูเกียรติประเภทผู้สื่อสารนวัตกรรม ระดับนิติบุคคล ได้แก่ แบไต๋ (Beartai)

5) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น
– รางวัลดีเด่น ประเภทองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)
– รางวัลเกียรติคุณ ประเภทองค์กรภาครัฐ และประชาสังคม ได้แก่ กรมสุขภาพจิต
– รางวัลเกียรติคุณ ประเภทองค์กรรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ผลงานประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย (TIA) ประจำปี 2566

1) รางวัลระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย – ปวช.
– รางวัลชนะเลิศ ผลงานแพลตฟอร์มเพื่อช่วยคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้า หัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
– รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่ ผลงาน SVMR ตู้ยาเพื่อแจ้งเตือนและดูแลผู้สูงอายุ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และ ผลงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพทนต่อน้ำจากเปลือกทุเรียนและชะลอการเติบโตของแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากสมุนไพรไทยพร้อมตัวบ่งชี้การเน่าเสียของอาหารสดจากดอกต้องติ่ง จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์

2) รางวัล Best Pitching Awards by Education New Zealand
– รางวัลชนะเลิศ ผลงานแพลตฟอร์มเพื่อช่วยคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้า หัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
– รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพทนต่อน้ำจากเปลือกทุเรียนและชะลอการเติบโตของแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากสมุนไพรไทยพร้อมตัวบ่งชี้การเน่าเสียของอาหารสดจากดอกต้องติ่ง จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์

อย่างไรก็ตาม NIA ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และประชาชนในทุกมิติ ผ่านการผลักดันนโยบายและกิจกรรมต่างๆ และยังคงจะมีการมอบรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อเชิดชูเกียรติให้กับผู้พัฒนานวัตกรรมที่ดีเด่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมและเป็นการยกระดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของไทยให้พร้อมก้าวสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” ในอนาคต
 

‘สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า’คิกออฟ‘ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761369

‘สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า’คิกออฟ‘ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023

‘สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า’คิกออฟ‘ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.18 น.

‘สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า’คิกออฟ‘ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023

สมาคมนักศึกษาเก่าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดยนายดุสิต ปิยะทัต นายกสมาคม และนายนิกร ศิรโรจนานนท์ รองอธิบดีกรมป่าไม้,นายสันติ โคตรมี ผช.ผอ.เขตบางกะปิ,เบญจพร ศักดิ์เรืองแมน ผช.ผอ.เขต วังทองหลาง และ อ.คหัฏฐา อักกะวิเนต ผู้จัดการ รร.วัฒนานนท์วิทยา ร่วมกับเครือข่ายประชาคมนิด้า ทั่วประเทศ จัดงาน Kick off โครงการ “ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023” ในวันที่ 5 ตุลาคม 2566 เวลา 9.09 น.เพื่อเป็นการน้อมรำลึกและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเตชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ด้วยการปลูกต้นราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติและประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2566 จำนวน 99,999 ต้น ครอบคลุมไปทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้

อีกทั้งยังเป็นการช่วยรณรงค์ส่งเสริมธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมให้มีความร่มรื่นร่มเย็นงดงาม ด้วยการปลูก ต้นราชพฤกษ์ทั้งแผ่นดินและร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในวาระครบ 42 ปี การก่อตั้งสมาคมในปี 2566 นี้

สกสว.ร่วมมือCEA หารือการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ด้วยการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761188

สกสว.ร่วมมือCEA หารือการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ด้วยการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สกสว.ร่วมมือCEA หารือการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ด้วยการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.59 น.

สกสว. เดินหน้าหารือสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) มุ่งเน้นการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุดใหม่ (New Engines of Growth) เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สกสว. ร่วมประชุมหารือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ด้วยการใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึง บทบาทและหน้าที่ของ สกสว. ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยมีแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (แผนด้าน ววน.) รวมถึงงบประมาณเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนฯ ขณะที่ รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเสริมว่า ในปีงบประมาณ 2567 สกสว. ได้เพิ่มแผนงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และแผนงานย่อย (Non Flagship) “พัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นคุณค่า สร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ของประเทศ”  ภายใต้แผนงาน “พัฒนาระบบเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ในด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นระบบเศรษฐกิจมูลค่าสูง มีความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ของประเทศ” และ CEA เป็นหนึ่งใน Strategic partner ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA กล่าวถึง บทบาทและทิศทางของ CEA ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้แก่ชุมชน สาธารณชนและสถาบันการศึกษา พัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมให้เกิดการนำกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม 15 สาขา ดังนี้ กลุ่มรากฐานทางวัฒนธรรม (Creative Originals) เป็นทุนทางสังคม วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่มีรากเหง้าความเป็นไทย อาทิ งานฝีมือและหัตถกรรม ดนตรี ศิลปะการแสดง และทัศนศิลป์ 2. กลุ่มเนื้อหาและสื่อสร้างสรรค์ (Creative Content /Media) เป็นการถ่ายทอดข้อมูลผ่านการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ อาทิ ภาพยนตร์ การพิมพ์ การกระจายเสียง และซอฟต์แวร์ (เกมและแอนิเมชัน) 3. กลุ่มบริการสร้างสรรค์ (Creative Services) การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในกระบวนการออกแบบ อาทิ การโฆษณา การออกแบบ และสถาปัตยกรรม 4. กลุ่มสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Goods /Products) เป็นการออกแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า อาทิ อุตสาหกรรมแฟชั่น และ 5. กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหารไทย แพทย์แผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“โดยแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะประกอบด้วยทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม นำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป้าหมายงานวิจัยในปี 2567 – 2570 จะมีการศึกษาผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ (GDP) และสังคมของประเทศ 3 ด้าน คือ Creative People, Creative District, และ Creative Business นอกจากจะเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยแล้ว CEA ต้องการที่จะเป็นผู้วิจัยด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ต้องการและให้การสนับสนุนได้อย่างตรงจุดอีกด้วย” ผู้อำนวยการ CEA กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน CEA ได้เร่งเดินหน้าการผลักดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กลุ่ม Creative Contents  4 สาขา ได้แก่ สาขาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สาขาการพิมพ์ สาขาการกระจายเสียง และสาขาซอฟต์แวร์ (เกมและแอนิเมชัน) ซึ่งมีประเด็นที่ต้องผลักดันเร่งด่วน คือ การยกระดับเนื้อหา ได้แก่ บทภาพยนตร์ ละคร ซีรีย์ เกม และสิ่งพิมพ์ให้มีความหลากหลาย เป็นสากล สามารถตอบการบริโภคสมัยใหม่และส่งออกสู่ตลาดโลก รวมทั้งผลักดันยุทธศาสตร์ “Soft Power” และมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจ SME และผู้เล่นสำคัญรายใหญ่ ในการนำทรัพยากรเชิงวัฒนธรรมที่มีศักยภาพของประเทศ มาพัฒนาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เพื่อส่งออกคอนเทนต์ไทยไปสู่ตลาดอาเซียนและตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งจะเดินหน้า นโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power หรือ One Family One Soft Power :OFOS โดยมุ่งเน้นการยกระดับทักษะคนไทยให้เป็นแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน สร้างรายได้อย่างน้อย 200,000 บาทต่อปี สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง สร้างอุตสาหกรรมให้เติบโต สร้างเงินเข้าประเทศและสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านซอฟท์พาวเวอร์

นอกจากนี้ ได้มีการเยี่ยมชม Studio Virtual Production ห้องปฏิบัติการสื่อดิจิทัลและโลกเสมือน โดย CEA และ TCDC Resource Center Services แหล่งข้อมูลด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งค้นคว้าข้อมูลด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบ นักศึกษา ผู้ประกอบการ ประชาชนทั่วไป และได้มีการเปิดหลักสูตรคอร์สออนไลน์บุกตลาด Virtual Production (VP) ให้กับสายครีเอเตอร์และคอนเทนต์ได้ต่อยอดองค์ความรู้ พร้อม Up-skill & Re-skill ผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ให้เติบโตอย่างไรขีดจำกัด รวมทั้งเยี่ยมชมศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ Thailand Creative & Design Center (TCDC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ CEA โดยได้เยี่ยมชมทั้งในส่วนของ Material & Design Innovation Center ที่ให้บริการให้คำปรึกษาด้านวัสดุและนวัตกรรม และ Material Submission ที่ผู้ประกอบการสามารถนำวัสดุที่มีนวัตกรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมานำเสนอ เพื่อคัดเลือกเข้าบรรจุในฐานข้อมูลวัสดุ Material ConneXion® ทั่วโลก รวมทั้งเยี่ยมชม Trend Corner ที่ให้บริการข้อมูลเจาะลึกแนวโน้มกระแสสังคมและการออกแบบในงานสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ของโลก จาก Trend Book และนิตยสารเทรนด์ชั้นนำ อาทิ Carlin, Nelly Rodi และ Mix Trend นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชม Material ConneXion แหล่งรวบรวมข้อมูลวัสดุที่น่าสนใจและนวัตกรรมระดับโลกกว่า 8,000 รายการ ด้วยบริการฐานข้อมูลออนไลน์ที่ให้สืบค้นได้อย่างไม่จำกัด อีกทั้งตัวอย่างวัสดุให้ได้สัมผัสจริงกว่า 2,000 รายการ

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาเยาวชน 53 สถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761109

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาเยาวชน 53 สถาบัน

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาเยาวชน 53 สถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.55 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาเยาวชน 53 สถาบัน

5 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล  รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ และนายบวรสินธุ์ ตันธุวนิตย์ กรรมการ  ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2566 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร บึงกาฬ โดยมีจังหวัดนครพนมเป็นศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้  สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง  โดยมีนายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี และคณะนายกสมาคมพ่อค้าจังหวัดนครพนม เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ  หอประชุมโรงเรียนนครพนมวิทยาคม อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม

การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของงานสังคมสงเคราะห์ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี โดยในปี พ.ศ. 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761099

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.33 น.

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย พร้อมเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาฯ เผยปลายเดือนนี้ทางสมาคมฯ เตรียมจัดงานสัมมนา ที่ รร.เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ 

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ที่ มหาวิทยาลัยสยาม นายภณวัชร์นันท์ (พะ-นะ-วัด-นัน) ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายพลศักดิ์ ปิยะทัต อุปนายกสมาคมฯ  ว่าที่ ร.ต. สรายุทธ์ บุญเลิศกุล  กรรมการและเลขาธิการฯ นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการสมาคมฯ และคณะ เข้าพบปะหารือกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไตรทศ ขําสุวรรณ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เพื่อหารือถึงกรอบความร่วมมือในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมไทย ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของคนไทยและคนทั้งโลก 

นายภณวัชร์นันท์ กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากทางมหาวิทยาลัยสยาม ให้มาร่วมกันวางกรอบความร่วมมือในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของไทย ซึ่งตนในฐานะนายกสมาคมฯ มีความยินดีที่จะร่วมมือกันกับทางมหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯ ได้ระบุในแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยสยาม ปีการศึกษา 2564-2566 โดยวางวิสัยทัศน์เอาไว้ว่า เป็นสถาบันชั้นนำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน (Leading Institution Creating Innovation for Sustainable Future) โดยมุ่งเน้นความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเพื่อสร้างนวัตกรรม และทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม มีความสามารถในการเสริมสร้างนวัตกรรมที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติต่างๆ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ ที่ระบุว่า ปลูกฝัง เสริมสร้างและ ส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีต้นทุนสังคมของความเป็นนักประดิษฐ์คิดค้น และดําเนินการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยให้มีมาตรฐาน คุณภาพและประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยเพื่อออกสู่ตลาดในประเทศและสู่สากลได้ อย่างเต็มภาคภูมิทัดเทียม นานาอารยประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญและความมั่นคงของประเทศ พร้อมทั้งแสวงความร่วมมือระหว่างสมาคม ฯ กับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  รวมทั้ง ในฐานะที่ตนเป็นนายกสมาคมฯ ตั้งใจมาเรียนเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไตรทศ เข้าเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของสมาคมฯ ซึ่งจะได้ง่ายต่อการประสานงานในอนาคต โดยหลังจากนี้ตนจะเดินทางไปเข้าพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ภายหลังที่สมาคมฯ ได้ร่วมหารือกับทางมหาวิทยาลัยสยามเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ลงมาเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมของนักศึกษา อาทิ เครื่องกลึง ซึ่งใช้ประดิษฐ์เชิงเทียนบูชาพระ เป็นหนึ่งในวิศวกรรมเชิงวัฒนธรรม โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทางสมาคมฯ ได้ให้ความสนใจและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงให้คำแนะนำต่างๆกับนักศึกษาอีกด้วย

“ทางสมาคมฯ ขอชื่นชมและให้กำลังใจกับน้องๆนักศึกษาที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ ดังนั้น ขอเชิญชวนเยาวชน สื่อมวลชน และประชาชน ที่สนใจนวัตกรรมต่างๆ มาร่วมงานสัมมนา “มาตรฐานผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่” ในวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคมนี้ ณ โรงแรมเซนทารา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ โดยทางสมาคมฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จะจัดแสดงนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์กว่า 10 บูท รวมทั้ง ยังเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาถกปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งด้านความปลอดภัย ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางในการแก้ปัญหาในอนาคต” นายภณวัชร์นันท์กล่าว

‘ปลัดศธ.’คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761041

'ปลัดศธ.'คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

‘ปลัดศธ.’คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.02 น.

เปลี่ยนใจไม่ลาออกแล้ว!!! “ปลัดศธ.” ฮึดสู้ต่อเดินหน้าขับเคลื่อน พ.ร.บ.การศึกษา 1 ปีที่เหลือขอทำงานเพื่อบ้านเมือง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศเตรียมไขก๊อกกรณีโดนย้ายไปนั่งเลขาฯสกศ. ยอมรับพูดไปตอนนั้นเพราะน้อยใจ แต่ตอนนี้คิดตกแล้วไม่ยึดติดหัวโขน

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  (ศธ.)  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ให้ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา ( สกศ.) เพื่อไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ซึ่งยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ว่า สิ่งที่ตนจะต้องทำมี 2 เรื่อง  เรื่องแรก คือ การจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปให้ได้ ซึ่งจะต้องทำประชาพิจารณ์สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องว่าร่างฉบับเดิมที่ไม่ผ่านสภาฯเป็นอย่างไรบ้าง  หรือต้องนำมาแก้ไขปรับปรุงใหม่ หรือต้องมาทำใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับการศึกษาในอนาคตด้วย แต่สิ่งที่รมว.ศธ.กังวล คือ แนวทางที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนในอนาคต จะเป็นอย่างไร จะออกแบบกันแบบไหน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สอง คือ แผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ซึ่งปีนี้เข้าสู่ปีที่หก เมื่อการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปด้วยโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น ทำให้การศึกษาที่เคยทำแผนการศึกษาแห่งชาติไว้ยังสามารถดำเนินการตามกรอบเดิมได้หรือไม่ หรือจะต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ แต่โดยหลักทุก 5 ปี ก็จะต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ ดังนั้น เมื่อเข้าปีที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงของรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีใหม่ ก็จะนำแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีหใม่มาขับเคลื่อนในแผนการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้เกิดการขับเคลื่อนด้วยการตั้งกรรมการขึ้นมาดำเนินการ

“ส่วนเรื่องที่ผมถูกย้ายไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา ผมไม่อยากพูดถึงแล้ว ขอทำงานอย่างเดียว ผมเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เงินเดือนที่ผมได้รับมาจากภาษีประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องการเมืองก็คือการเมือง  เขาให้เราไปทำงาน ก็มีหน้าที่ไปทำงานให้มีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลตามที่ประชาชนเสียภาษีและสมกับเป็นข้าราชการ ผมรักในวิชาชีพข้าราชการ ผมรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แน่นอนความน้อยใจเกิดขึ้นตามอารมณ์ของคนปกติ แต่เมื่อเรานำมาไตร่ตรอง ทบทวนด้วยตัวเราเองก็เห็นว่ากว่าเราจะเป็นข้าราชการเติบโตมาจากครูน้อย ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน 40 ปีที่เรามาด้วยความยากลำบาก เราต่อสู้กับอะไรมาเยอะ หากเราจะใช้อารมณ์ความน้อยใจไปยึดติดกับหัวโขนตรงนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์ ผมจึงมองที่บ้านเมืองเป็นสำคัญ ดังนั้น หนึ่งปีที่เหลือก็เพื่อบ้านเมือง” ปลัดศธ. กล่าว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ปลัดศธ.’เตรียมลาออก-ฟ้องศาลปกครอง มองถูกลดศักดิ์ศรีหลังถูกเด้งเป็น‘เลขาฯสกศ.’)