ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760961

ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 08.16 น.

วันที่ 5 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันครูโลก (World Teacher’s Day) เพื่อยกย่องครูเนื่องจากมีบทบาทในการขับเคลื่อนการศึกษาให้เจริญก้าวหน้า “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ครูไทยในวันครูโลก 2023” สำรวจระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 2 ตุลาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 943 คน และกลุ่มครู จำนวน 645 คน รวม 1,588 คน สรุปผลได้ ดังนี้

ความท้าทายของครู ณ วันนี้ กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่า เป็นเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนยุคใหม่ ร้อยละ 65.32 ส่วนกลุ่มครูมองว่าความท้าทาย คือ การมีงานนอกเหนือจากการสอนจำนวนมาก ร้อยละ 80.87

สิ่งที่ครูควรปฏิบัติในยุคของการเปลี่ยนแปลง กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่า ครูควรพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ คิดสร้างสรรค์ ร้อยละ 58.45 ส่วนกลุ่มครูมองว่า ครูควรพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ร้อยละ 71.58

ในเรื่องเงินเดือนค่าตอบแทนของครู ทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มครู ต่างก็มองว่า เงินเดือนของครู ณ วันนี้ยังไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มครูมองว่าไม่เหมาะสมสูงถึงร้อยละ 81.40 กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่าไม่เหมาะสม ร้อยละ 57.90

หลังจากที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแถลงนโยบายทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไปและกลุ่มครูมองตรงกันว่า นโยบายที่ควรดำเนินการเร่งด่วนที่สุด คือ การปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดขั้นตอน เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา กลุ่มประชาชนทั่วไป ร้อยละ 58.96 และกลุ่มครู ร้อยละ 77.52

สิ่งที่อยากบอกครูไทยในวันครูโลก กลุ่มประชาชนทั่วไปอยากบอกว่า ขอบคุณครูที่อบรมสั่งสอน ร้อยละ 25.16 และกลุ่มครูอยากบอกว่า ครูเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ เป็นกำลังใจให้ครูทุกคน ร้อยละ 28.88

ในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว นับเป็นช่วงเวลาสำคัญแห่งการปรับตัวของครูไทย และระบบการศึกษาไทย ที่ต้องอาศัย “ครู…คุณภาพ” ที่มีประสบการณ์และทักษะบนพื้นฐานความเชี่ยวชาญ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง มีศาสตร์และศิลป์ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และที่สำคัญต้องมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครู เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่สำคัญ สอดคล้องกับผลการสำรวจที่มองว่าความท้าทายของครู คือ การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ภายใต้บริบทของการสร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพ และอีกอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ครูไม่มีเวลาค้นคว้าหาความรู้ หรือการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ๆ ส่งผลให้ครูไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความถนัดและการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทย ควรเริ่มจากการเชื่อมั่น เชื่อใจครู และประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตัวเด็ก ลดภาระการประเมินด้วยเอกสาร รวมถึงการพิจารณาค่าตอบแทน และเพิ่มสวัสดิการเพื่อให้ครูมีแรงจูงใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น “ขอเวลาในห้องเรียน…คืนให้ครูได้เรียนรู้เด็ก”

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760836

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ในเครือ ชาริช โฮลดิ้ง นำโดย ประทีป สังวาลย์ ตัวแทนผู้บริหาร ร่วมกับ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการ ส่งเสริมให้นักศึกษาประกอบอาชีพและมีรายได้ โดยได้พัฒนาเรียนรู้ทักษะวิชาชีพจากประสบการณ์ตรง ที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เมื่อเร็วๆ นี้

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก และอันดับ 6 ร่วมของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760841

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก  และอันดับ 6 ร่วมของไทย

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก และอันดับ 6 ร่วมของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขยับขึ้นอันดับ 1201-1500 ของโลก จากการจัดอันดับ World University Rankings2024 โดย Times Higher Educationที่มหาวิทยาลัยที่เข้ารับการจัดอันดับโลกทั้งหมด 1,904 แห่งทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 6 ร่วมของประเทศไทยจากมหาวิทยาลัย 19 แห่ง

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งมั่นทำงานกันอย่างหนัก ทำให้ภาพรวมในมิติต่างๆ มหาวิทยาลัยมีคะแนนที่สูงขึ้น สามารถขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 1201+ อันดับ 6 ร่วมของประเทศไทย ม.วลัยลักษณ์ถือเป็นน้องใหม่ (Young University)ที่มีความก้าวหน้าในด้านวิชาการมากและทำให้ได้รับการจัดอันดับโลก ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีนักเรียนและผู้ปกครองเชื่อมั่นในคุณภาพและศักยภาพและสนใจสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มากขึ้น

ทั้งนี้ การได้รับการจัดอันดับโลกที่ดีขึ้นมีผลต่อการสร้างความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย เช่น เมื่อปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีผู้สนใจสมัครเข้าศึกษาต่อมากถึง 39,000 คนปีก่อนหน้านี้ 31,000 คน แต่ปีนี้หลังจากประกาศรับสมัคร TCAS รอบที่ 1เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ามีนักเรียนมาสมัครแล้ว 9,000 กว่าคนมากกว่าปีที่แล้วเป็น 3 เท่า

“มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Scopus Q1,Q2 กว่า 88% อยู่ในกลุ่มอันดับ 1 ของประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.ย. 2566) การขยับอันดับโลกที่ดีขึ้นในปีนี้ ซึ่งอันดับที่ 1,201-1,500 ของโลกเป็นอันดับที่คิดว่าเรายังพัฒนาตัวเองได้และเราจะพัฒนาให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีอันดับโลกที่ดีมากขึ้นกว่านี้ในอนาคต” ศ.ดร.สมบัติ กล่าวในตอนท้าย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนางานวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) เน้นการวิจัยขั้นสูง และผลิตบัณฑิตนักวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา พร้อมมุ่งค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างความรู้ทฤษฎี และข้อค้นพบใหม่ๆ ในสาขาวิชาต่างๆ โดยก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยได้รับการจัดอันดับโลกจาก Times Higher Education ปี 2023 อยู่ในอันดับที่ 1501+ ของโลก อันดับที่ 11 ของไทย การจัดอันดับกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ Young University Rankings 2023 อยู่อันดับ 501+ ของโลก อันดับ 3 ร่วมของไทย ได้รับการจัดอันดับ THEImpact Ranking ปี 2023 อยู่ในอันดับที่401-600 ของโลก อันดับที่ 10 ร่วมของประเทศไทย และได้รับการจัดอันดับจาก QS Asia University Rankings 2023 ในอันดับที่ 551-600 ของเอเชียมาแล้ว

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760837

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ซีเอ็ด” ร่วมกับ “OXFORD UNIVERSITY PRESS” รับสมัครเด็กไทยตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยมศึกษา ที่มีใจรักการอ่าน หนังสือภาษาอังกฤษ เข้าร่วมประกวดในโครงการ“OXFORD BIG READ 2023” พร้อมลุ้นชิงรางวัล เฟ้นหาผู้ชนะ เป็นสมาชิกOXFORD READING CLUB 1 ปี พร้อมรับของรางวัลต่างๆ อีกมากมาย

ผู้สนใจส่งคลิป VDO เข้าร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2566 ประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 15 มกราคม 2567 ทางแฟนเพจSE-ED BOOK CENTER และ www.se-ed.com พิเศษในปีนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ จะได้รับ “E-CERTIFICATE OF PARTICIPATION” จาก OXFORD UNIVERSITY PRESS (OUP) ซึ่งจะได้รับผ่านทางอีเมล หลังจากจบกิจกรรม

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760838

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย  มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย และบริษัทกลุ่ม Mitsubishi Electric ในประเทศไทย จัดพิธีมอบทุนทางการศึกษา เป็นจำนวน 1,200,000 บาท เพื่อสานต่อโอกาสการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นจำนวนทั้งหมด 20 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ต่อเนื่องเป็น ปีที่ 31

นายเทสึยะ ชิโนะฮารา รองประธานกรรมการ มูลนิธิมิตซูบิชิอิเล็คทริคไทย กล่าวว่า ในมุมมองระยะยาว มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย เชื่อว่าการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากแนวคิดภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ที่จะไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) เป็นสิ่งที่มูลนิธิของเรามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายมาโดยตลอด การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยถือเป็นความรับผิดชอบหลักของนิสิตนักศึกษา แต่ถ้ามีโอกาสโปรดพยายามตอบแทนสังคมทุกครั้งที่ทำได้ เพราะเราเชื่อว่าทุนการศึกษาที่เราได้มอบให้กับทุกคนในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนทางการเงินให้กับทุกคนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมที่ดี และสามารถร่วมกันทำประโยชน์ต่อไปในอนาคต

การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 1,200,000 บาท ให้นิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จาก จำนวน 20 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็นโครงการแรกนับตั้งแต่มีการเริ่มการก่อตั้งมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ.2536 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 31 ปี

เด็กบ้านคามิลเลียนขึ้น MRT ครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760842

เด็กบ้านคามิลเลียนขึ้น MRT ครั้งแรก

เด็กบ้านคามิลเลียนขึ้น MRT ครั้งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง มอบโอกาสการเรียนรู้เปิดโลกศิลปะ เพื่อเสริมสร้างทักษะ และจินตนาการให้กับเด็กๆ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการ ออกเดินทางจากสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ไปทำกิจกรรมที่ Metro Art ณ สถานีพหลโยธิน นับเป็นการขึ้นรถไฟฟ้า MRT เป็นครั้งแรก

จุฬาฯ แนะจุดแข็งและแก้จุดอ่อน การขับเคลื่อน Soft Power ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760840

จุฬาฯ แนะจุดแข็งและแก้จุดอ่อน  การขับเคลื่อน Soft Power ของไทย

จุฬาฯ แนะจุดแข็งและแก้จุดอ่อน การขับเคลื่อน Soft Power ของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล Chief Brand Officer จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) องค์การมหาชนที่ดูแลเรื่องการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทย เผยจุดแข็งและจุดอ่อน ที่ผู้ประกอบการไทยและองค์กรต่างๆ ในไทยควรเร่งปรับตัว เพื่อจุดกระแส Soft Power ไทยให้แข็งแกร่งเพื่อเศรษฐกิจประเทศ

ข้อแรกคือ “เข้าใจ Soft Powerแบบไทยๆ (Thai Soft Power)” เราอาจมองได้หลายมิติ ยกตัวอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่แบ่ง Soft Power เป็น 5F ได้แก่ 1) Food-อาหาร 2) Festival-งานเทศกาล 3) Fighting-ศิลปะการต่อสู้ 4) Fashion-ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น และ 5) Film-ภาพยนตร์ ซึ่ง 5F ดังกล่าวเป็นกรอบเชิงรูปธรรมที่ช่วยให้เราเห็นและเข้าใจแบบจับได้ต้องได้

อย่างไรก็ดี Soft Power ไทยยังเป็นเรื่องของคุณสมบัติหรือคุณลักษณะด้วย อ้างถึงการศึกษา “Soft Power แบบไทย” โดย KelloggSchool of Management มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้ทำวิจัยกับผู้บริหารองค์กรทั่วโลกราว 50 คนที่เคยปฏิสัมพันธ์กับคนไทยและองค์กรไทย ผลการศึกษาได้เผยให้เห็นมุมมองว่ามีคุณลักษณะ 5 ประการ หรือ 5F ได้แก่ 1) Fun 2) Flavoring 3) Fulfilling 4) Flexibility และ 5) Friendliness

“Soft Power แบบไทยๆ ไม่ควรจะแข็งๆ หรืออยู่ในกรอบที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ เพราะคนไทยมีวัฒนธรรมหรือมุมมอง ที่ผสมผสานได้เอาชาตินั้นเข้ามานิด เอาชาตินี้เข้ามาหน่อย ยกตัวอย่างเช่น งานแห่ดาวต้นคริสต์มาสของชุมชนบ้านท่าแร่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีการเริ่มทำดาวและประดับประดารถบุษบกใช้ในขบวนแห่ จนกลายเป็นประเพณีแห่ดาวที่จัดเป็นประจำทุกปี เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมตะวันตกได้อย่างน่ารัก และได้รับการยอมรับ เพราะคนไทยมีความยืดหยุ่นและเป็นมิตรสูงมาก ประเทศไทย เรา Flexibility ความยืดหยุ่น สบายๆ Friendliness ความเป็นมิตร ซึ่งทำให้เมื่อเอาไปปนหรือผสมผสานกับใครก็ไม่หาย”

“สร้าง Soft Power ไทยให้แข็งแกร่ง” แม้เราจะมีจุดแข็ง แต่การผลักดันแบรนด์ให้ทรงพลังยิ่งขึ้นก็จำเป็นต้องมีโฟกัสที่ชัดเจนโดยเฉพาะในเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในส่วนของลูกค้าและคู่ค้า ข้อดีมากๆ ของ Soft Power ไทย คือ “ความหลากหลาย” แต่ที่ทำให้ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักคือขาดความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมาย เราก็ไม่สามารถเอาทุกสิ่งที่ดีๆ ส่งให้ทุกคนได้กิจกรรมบางอย่างเหมาะกับความชอบหรือจริตของคนบางกลุ่มเท่านั้นดังนั้น เมื่อกลุ่มเป้าหมายไม่ชัด ก็ทำให้ความหลากหลายนั้นมากเกินไปภาพของ Soft Power ไทย จึงอาจเบลอได้” ผศ.ดร.เอกก์ ชี้จุดอ่อนการผลักดัน Soft Power แบบไทยๆ

นอกจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแล้วการหาคู่ค้าและช่องทางจำหน่ายและเผยแพร่ที่มีประสิทธิภาพ ก็มีส่วนผลักดันSoft Power ไทยด้วย ผศ.ดร.เอกก์ยกตัวอย่างเวทีมวยสำคัญๆ ที่สามารถร่วมมือกับของไทย แล้วเอาวัฒนธรรมของไทยไปสร้างเป็นการแข่งขันระดับโลก หรือการร่วมมือกับสื่อระดับโลกอย่าง Netflix นำเรื่องราวอาหารสตรีทฟู้ดของไทยที่โดดเด่นอย่างเจ๊ไฝ ขึ้นฉายไปทั่วโลก

“2 ท.หนุน Soft Powerไทยพุ่งทะยาน” ผศ.ดร.เอกก์ชี้ปัจจัยสำคัญ 2 เรื่อง ที่จะช่วยให้ Soft Powerไทยพุ่งทะยานต่อไปในอนาคต ได้แก่ 1.ท.ทักษะ คือ ทักษะการพัฒนาและการผลิตสินค้าและบริการของคนไทยไม่แพ้ใครอยู่แล้ว แต่ทักษะที่ต้องปรับและเรียนรู้ให้เก่งขึ้นคือ ทักษะทางการตลาดในเรื่องของการกระจายสินค้าและบริการ และทักษะการสร้างแบรนด์และทำภาพลักษณ์ที่โดดเด่น

“เราทำการตลาดได้ แต่ไม่จำเป็นต้องยัดเยียด โดยเลือกใช้วิธีการเนียนๆ แบบน้ำซึมบ่อทรายซึ่งต้องใช้เวลา อย่างเช่น แบรนด์ “มูจิ”(Muji) ของประเทศญี่ปุ่น เขาใช้ซอฟต์พาวเวอร์แทรกเข้าไปในวัฒนธรรมต่างๆ โดยที่ไม่เคยโฆษณาเลย และใช้วัฒนธรรมญี่ปุ่นในเรื่องของHarmony ความกลมกลืน ความเป็นธรรมชาติ เข้าไปสอดแทรกในบ้านของคน เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าของคนที่ใส่ โดยไม่ได้บอกเลยว่าอันนี้ญี่ปุ่น นี่คือพลัง Soft Power แบบที่ไม่ต้องยัดเยียด เมืองไทยก็ทำได้เช่นเดียวกัน และ 2.ท.ทรัพยากร งบประมาณในการสร้างและเผยแพร่ Soft Power เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้พลังนี้เคลื่อนต่อไปได้ และสร้างพลังทางเศรษฐกิจให้ประเทศ แต่เมื่อมาดูงบประมาณที่ใช้กับ Soft Power เทียบกับอื่นๆ เช่น ประเทศเกาหลีใต้แล้ว งบประมาณของเรายังน้อยกว่ามาก”

“ระดับทรัพยากรที่ต่างกัน มันก็สู้กันยากมากเหมือนกัน ในทางการตลาดนั้น มี 3 อย่าง ที่ต้องคำนึงถึงเสมอคือ เงิน เวลา และแรงงาน (คน) ถ้าใช้เงินน้อย ก็ต้องใช้เวลามากขึ้น ถ้าใช้เวลาน้อย ก็จะต้องใช้แรงมาก มันไม่มีอะไรที่ใช้เงินน้อย เวลาน้อย แรงงานน้อยแล้วจะประสบความสำเร็จได้” ผศ.ดร.เอกก์ ให้ข้อคิด

‘โฆษกศธ.’เผยต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์เยาวชนวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนยิงคนดับในพารากอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760771

‘โฆษกศธ.’เผยต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์เยาวชนวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนยิงคนดับในพารากอน

‘โฆษกศธ.’เผยต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์เยาวชนวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนยิงคนดับในพารากอน

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.02 น.

‘โฆษกศธ.’เผยต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์เยาวชนวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนยิงคนดับในพารากอน

4 ตุลาคม 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. แถลงกรณีเด็กชายอายุ 14 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคนในพารากอน เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ขอแสดงความเสียใจกับญาติของผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน ซึ่งหลังจากทราบเหตุ ศธ.ก็ได้มีการติดตามสถานการณ์ โดยจากการตรวจสอบ เด็กที่ก่อเหตุ เป็นนักเรียนศูนย์การศึกษาทางเลือก เป็นการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ภายใต้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542  ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งศธ. มีหน้าที่อนุมัติการจัดเรียนการสอน โดยพิจารณาจากหลักสูตรแกนกลาง ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนขึ้นอยู่กับทางโรงเรียนแต่ละแห่งว่าจะกำหนดร่วมกัน โดยโรงเรียนลักษณะดังกล่าว มีอยู่กว่า 2,000 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ เฉพาะในกรุงเทพฯ มีอยู่กว่า10 แห่ง การเรียนการสอนจะแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น เน้นการจัดการเรียนการสอนสู่ความเป็นเลิศ หรือกลุ่มที่มีเงื่อนไขที่ผู้ปกครองต้องจัดการเรียนการสอนกันเอง

“เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ก็ต้องให้ศธ. มีการถอดบทเรียน ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอะไร ศธ.เองยังไม่ด่วนสรุป และยังไม่ด่วนโทษว่าเป็นความผิดของผู้ใด หน่วยงานใด หรือเป็นความผิดของสิ่งใด แต่สิ่งที่สำคัญและจำเป็นคือ การหาเหตุจูงใจเพื่อถอดบทเรียน แล้วนำมาสู่การป้องกันและแก้ปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต” โฆษก ศธ. กล่าว

โฆษก ศธ. กล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)กรุงเพทฯ เขต 1 ได้ลงพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเด็กคนดังกล่าวมีปัญหาทางสภาพจิต แต่ก็ไม่สามารถที่จะฟันธงได้จากคำให้การของผู้บริหารเพียงคนเดียว และยังไม่สามารถโทษว่าเป็นความผิดของสถานศึกษาที่ประกอบการเรียนการสอน แต่วันนี้เมื่อผู้เยาว์ก่อเหตุ ก็เป็นเรื่องที่ศธ.ต้องทำความเข้าใจ ว่าเด็กที่ก่อเหตุ เป็นเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนตัวผมมองว่าเป็นโอกาส ที่จะถอดบทเรียน หามาตรการป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก เพราะในความเป็นจริงเหตุการณ์ในลักษณะนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นในทุกระบบการศึกษา ซึ่งมีการพูดคุยในเรื่องการดูแลสภาพจิตใจเด็กในระบบทั้งผู้เรียนและครูผู้สอน

“ต้องยอมรับว่า เด็กและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในสภาวะที่เครียด และกดดันเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาศธ. พยายามอบรม ให้ความรู้ หากิจกรรมที่แตกต่างหลายหลายเพื่อลดทอนความเครียด สำหรับหน่วยงานใต้สังกัด ศธ. ผมคิดว่า สามารถดูแลได้โดยง่าย เพราะเป็นหน่วยใต้สังกัดที่บังคับบัญชาได้ แต่สำหรับหน่วยงานที่ศธ.มีหน้าที่แค่กำกับดูแล ผมคิดว่า อาจจะต้องหาข้อตกลงร่วมกัน” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ทางเขตพื้นที่ฯยังได้รายงานว่า มีการสอบถามผู้ปกครองเบื้องต้น แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมมากนัก ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิทธิของผู้ปกครอง ที่อาจจะยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูล ในส่วนของศธ. ก็ทำหน้าที่แสดงความห่วงใย และได้ลงพื้นที่ซึ่งจากข้อมูล ก็พบว่า โรงเรียนดังกล่าว ไม่ได้ขอจัดตั้งเป็นโรงเรียน แต่เป็นศูนย์การเรียน ที่ค่อนข้างมีความพร้อม มีนักเรียนกว่า 800 คน ครูผู้สอนกว่า 115 คน อัตราครูต่อนักเรียนอยู่ที่ 1:7 ถือว่าให้ความเข้มข้นอัตราครูและนักเรียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เป็นโรงเรียนที่มีค่าเทอมค่อนข้างสูง อย่างหลักสูตรวิทยาศาสตร์ มีค่าเล่าเรียนเทอมละกว่า 1 แสนบาท และถ้าเป็นหลักสูตรภาษอังกฤษมีค่าเล่าเรียนกว่า 3 แสนบาท แต่จะแตกต่างกับโรงเรียนนานาชาติที่จะมีกฎระเบียบเข้ามากำกับดูแล

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กก่อเหตุมาจากการติดเกม ส่วนตัวก็ไม่อยากให้ด่วนสรุปเช่นนั้น แต่สิ่งหนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะสถานศึกษาเท่านั้น แต่ควรจะเป็นผู้ปกครองและคนในสังคมทุกคน ต้องเข้ามาช่วยกันดูแลการเข้าถึงสื่อทุกประเภทไม่ใช่เฉพาะเกม แต่รวมถึงภาพยนตร์ซึ่งจะมีเรตมาตรฐานกำกับอยู่ ดังนั้น แต่ละครอบครัว ควรจะให้คำแนะนำเยาวชนในการเข้าถึงสื่อแต่ละประเภทตามช่วงอายุที่กำหนด เพราะบางครั้งผู้ปกครองเองก็อาจมีการหลงลืม สำหรับการปรับหลักสูตร นั้น รมว.ศธ. มีนโยบายอยากให้เน้น ในเรื่อง “เรียนดี มีความสุข” สร้างทักษะให้เด็กได้รับการแนะแนวทั้งจากครอบครัวและครู ให้เขาเรียนไปแล้วสามารถประกอบอาชีพดูแลตัวเองได้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันยังเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพจิตโดยได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้เข้ามาช่วยให้ความรู้กับครูและบุคลากร ให้รู้วิธีติดต่อสื่อสารและสังเกตอาการเด็ก เพื่อจะได้สื่อสารกับผู้ปกครองอย่างตรงไปตรงมา โดยก่อนหน้านี้ยังพูดถึงโรงเรียนของผู้ปกครองที่จะให้คำแนะนำสนับสนุนการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและเด็กอย่างมีความสุข

“ในส่วนของคดีความ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากว่า ผู้ปกครองไม่มีความสามรถในเรื่องของการต่อสู้คดีและปกป้องสิทธิ ศธ.ก็อาจต้องเข้าไปช่วยดูแล แต่โดยหลักการเรื่องของกฎหมายก็จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศธ.มีหน้าที่กำกับดูแลควบคุมให้การสนับสนุนในเรื่องการจัดการศึกษา” นายสิริพงศ์ กล่าว

ด้านนายนิยม กล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนพบว่าขณะนี้โรงเรียนอยู่ระหว่างการปิดภาคเรียน โดยเด็กมีประวัติการรักษาทางจิต ซึ่งทางโรงเรียนมีการประสานกับผู้ปกครองมาโดยตลอด  ทั้งนี้ โรงเรียนดังกล่าว ถือเป็นโรงเรียนทางเลือก ซึ่งตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 สมาคม หรือสถานประกอบการสามารถเปิดศูนย์การเรียนได้ เป็นการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งยืดหยุ่นทั้งวิชาเรียน เนื้อหา เวลาเรียน และการวัดผลประเมินผล ส่วนจะสามารถเพิกถอนการจัดตั้งได้หรือไม่นั้น ศธ. มีอำนาจควบคุมเรื่องวิชาการ และการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนเท่านั้น และกรณีนี้ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าโรงเรียนมีความผิด หรือมีส่วนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงได้เน้นย้ำให้โรงเรียนดูแลความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้นักเรียนพกพาอาวุธเข้ามาในโรงเรียน รวมถึงอยากให้ช่วยดูแลสภาพจิตใจ นักเรียนและครู หากพบเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต ครูก็จะต้องดูแลและประสานผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด 

สร้าง‘นักวิทย์พลเมือง’เสริม‘พลังเปลี่ยนโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760543

สร้าง‘นักวิทย์พลเมือง’เสริม‘พลังเปลี่ยนโลก’

สร้าง‘นักวิทย์พลเมือง’เสริม‘พลังเปลี่ยนโลก’

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เคยได้ชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจเรื่อง“การร้อนขึ้นของโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส” ว่า จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงจากการเกิดภัยธรรมชาติ และความผันผวนต่อระบบต่างๆ ของมนุษย์

โดยหากอุณหภูมิโลกในปัจจุบันยังคงสูงขึ้น คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 หรือในอีก 7 ปีข้างหน้า อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ในขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้ออกมาประเมินเวลาของการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นใหม่ว่า อาจเกิดเร็วขึ้น 3 ปี หรือภายในปี พ.ศ. 2570 หากโลกยังคงไม่สามารถยับยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างจริงจัง

ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เชื่อว่า การเฝ้ารอดูปรากฏการณ์โลกร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียสที่กำลังใกล้เข้ามาทุกทีด้วยการติดตามเพียงตัวเลขที่ประเมินด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย หากขาดความเข้าใจ เพื่อการปรับตัว และลงมือป้องกันเสียตั้งแต่วันนี้ ทุกคนสามารถทำหน้าที่ “นักวิทย์พลเมือง (Citizen Scientists)” เพื่อร่วมเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมของโลกได้

ซึ่งการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน สำคัญที่ “การวางโครงสร้างทางสังคม” เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อุปสรรคสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาด้าน “การสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Science Communications)” ที่มักแสดงข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์แบบเฉพาะส่วน ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงมองไม่เห็นปัญหาในภาพรวมว่ามีความสำคัญร่วมกันมากเพียงใด จึงยังไม่เกิดความตระหนักใส่ใจต่อปัญหาเท่าที่ควร ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตื่นตัวลุกขึ้นมาสวมวิญญาณนักวิทย์พลเมืองสร้างอนาคตให้กับโลก

ตัวอย่าง “การออกแบบกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้ฝึกเป็นนักวิทย์พลเมือง” โดยใช้ทักษะ “การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking)” ได้แก่ การเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ “วาดภาพแห่งอนาคต” หากโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า จะเตรียมการรับมืออย่างไร หรืออาจจัดทำเป็นบัตรภาพเพื่อฝึกจินตนาการ และลำดับความคิด สู่การแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงด้วยเหตุและผล โดยจะไม่มีการชี้ถูกหรือผิด เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่ร่วมกิจกรรมได้แสดงความคิดได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ดร.จิดาภา คุ้มกลาง อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาสิ่งแวดล้อมศึกษา ภาควิชาศึกษาศาสตร์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า“การฝากความหวังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่รับผิดชอบต่ออนาคตของโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว จะยิ่งไปสร้างความกดดันมากกว่าความรู้สึกรับผิดชอบต่อโลก” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกถือเป็นหน้าที่ของทุกคน

ทั้งนี้ การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ได้ประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และตระหนักในปัญหาโลกร้อน จะต้องใช้ทักษะการสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย โดยจากการลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าเยาวชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในปัญหาของโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างดี แต่ยังคงไม่แน่ใจว่าจะออกแบบชีวิต หรือปรับตัวอย่างไรให้เท่าทัน ซึ่งการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีความสนใจด้านเดียวกัน ได้พูดภาษาเดียวกัน ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาและสร้างเครือข่าย จะทำให้เกิดการสื่อสารที่สร้างสรรค์สู่ “พลังเปลี่ยนโลก” ได้ต่อไป

นิทรรศการ‘ฅนทำการผลิตที่บ้าน’ 7-8ตุลานี้ที่หอศิลปฯกรุงเทพมหานคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760555

นิทรรศการ‘ฅนทำการผลิตที่บ้าน’  7-8ตุลานี้ที่หอศิลปฯกรุงเทพมหานคร

นิทรรศการ‘ฅนทำการผลิตที่บ้าน’ 7-8ตุลานี้ที่หอศิลปฯกรุงเทพมหานคร

วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet Thailand) ขอเชิญทุกคนมารู้จักคนทำการผลิตที่บ้านในประเทศไทย ว่าพวกเขาเหล่านี้คือใคร? มีสภาพการทำงานและวิถีชีวิตอย่างไร? ผ่านนิทรรศการ “ฅนทำการผลิตที่บ้าน (We’re Home-based workers)” นำเสนอเรื่องราวชีวิตและสภาพการทำงานของผู้ทำการผลิตที่บ้าน ซึ่งต้องเผชิญกับการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม อำนาจต่อรองน้อยและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานรวมถึงปัญหาด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

“งานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 ต.ค. 2566 ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” แบ่งกิจกรรมเป็น 2 วัน คือ วันเสาร์ที่ 7 ต.ค. 2566 เริ่มจัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่เวลา 10.00 น. จากนั้นในเวลา 15.00 น. จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดย นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน, ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยและ นางระกาวิน ลีชนะวานิชพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ

จากนั้นจะเป็นเวที TED Talk โดย นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ขึ้นกล่าวในหัวข้อ “การคุ้มครองผู้ทำการผลิตที่บ้าน”, ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้าง ผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาผู้ทำการผลิตที่บ้าน” และ นางระกาวิน ลีชนะวานิชพันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ในหัวข้อ “เปิดประตูทำความรู้จักผู้ทำการผลิตที่บ้าน”

ต่อด้วยเวลาประมาณ 16.00 น. จะมีวงเสวนาหัวข้อ “ฅนทำการผลิต(น่ะ) มีสิทธิ์ไหม?” โดยมีวิทยากร 4 ท่าน คือ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, ดร.บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางกชพร กลักทองคำ ประธานสมาพันธ์แรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย)

ขณะที่กิจกรรมในวันอาทิตย์ที่ 8 ต.ค. 2566 เริ่มเปิดให้ชมนิทรรศการในเวลา 10.00 น. ส่วนไฮไลท์จะอยู่ที่วงเสวนา “ผู้หูญิงฅนทำการผลิตที่บ้าน” ในเวลาประมาณ 16.00 น. โดยมีวิทยากร 4 ท่าน คือ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.เชียงราย พรรคเพื่อไทย น.ส.จิตติมา ศรีสุขนาม เจ้าหน้าที่บริหารโครงการอาวุโสประจำประเทศไทยและสปป.ลาว องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และน.ส.นุชนภา บำรุงนา นายกสมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย)

เป็นที่ทราบกันดีว่า เกินกว่าครึ่งของกำลังแรงงานในประเทศไทยเป็นแรงงานนอกระบบ (รายงานการสำรวจแรงงานนอกระบบ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่เผยแพร่ทุกปี พบว่า มีแรงงานนอกระบบราว 20-21 ล้านคน ส่วนในระบบราว 17-19 ล้านคน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลายคนกำลังเผชิญกับการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม ต้องทำงานหนักและมีรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบภาคการผลิต หรือผู้ทำการผลิตที่บ้าน เช่น ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรม ผู้รับงานมาทำที่บ้าน และผู้ผลิตเอง-ขายเอง เป็นต้น

พวกเขาหลายคนยังเข้าไม่ถึงสิทธิและการคุ้มครองทางสังคม แม้พวกเขาจะมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานแต่ยังคงได้รับค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน ที่สำคัญสถานที่ทำงานของพวกเขาคือบ้าน ทำให้พวกเขาต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิตเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ-ค่าไฟ ทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านสุขภาพกับสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย จากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา

อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีประชากรเพศหญิงกว่า 30 ล้านคน ส่วนใหญ่ต้องแบกรับความคาดหวังเรื่องบทบาทหญิง-ชาย ทำให้หน้าที่หลายอย่างตกเป็นภาระหนักของผู้หญิงขณะเดียวกันพวกเธอกลับถูกมองข้าม ไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิการที่เหมาะสม โดยเฉพาะอยางยิ่งแรงงานนอกระบบหญิงซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบาง พวกเธอต้องเผชิญปัญหาหนักยิ่งขึ้น เนื่องจากขาดหลักประกันในการประกอบอาชีพ บางคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องแบกรับหน้าที่ในการดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุ จึงต้องพยายามดิ้นรนทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดปัญหาดังกล่าวของผู้ทำการผลิตที่บ้าน ด้วยการร่วมรับผิดชอบต่อคนทำงานรวมไปถึงชุมชนและสังคม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจของผู้หญิง ผู้ทำการผลิต และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจและสังคม มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ จึงร่วมกับโครงการพัฒนาความรู้และความเข้มแข็งกลุ่มแรงงานนอกระบบเพื่อสุขภาวะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย) จึงจัดงานดังกล่าวขึ้น