โทรีเซน ชิปปิ้ง ร่วมกับ กอศ. ผลิตและพัฒนาบุคลากรพาณิชย์นาวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751430

โทรีเซน ชิปปิ้ง ร่วมกับ กอศ.  ผลิตและพัฒนาบุคลากรพาณิชย์นาวี

โทรีเซน ชิปปิ้ง ร่วมกับ กอศ. ผลิตและพัฒนาบุคลากรพาณิชย์นาวี

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท โทรีเซไน (กรุงเทพ) จำกัด ดำเนินธุรกิจขนส่งทางเรือภายใต้ชื่อ“โทรีเซน ชิปปิ้ง” นำโดย นายเอกสิทธิ์ เหมวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเรือ ร่วมกับสถานประกอบการเครือข่ายพาณิชย์นาวี อีก 11 แห่ง ได้ลงนามความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านพาณิชย์นาวีระดับมืออาชีพให้กับประเทศไทย (MOU) กับ เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ทั้งนี้ โทรีเซน ชิปปิ้ง จะร่วมพัฒนาหลักสูตรธุรกิจพาณิชย์นาวีแบบทวิภาคี โดยตั้งเป้าหมายที่จะผลิตนิสิตนักศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความรู้และทักษะสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุสาหกรรมการขนส่งทางเรือ พร้อมเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษามาฝึกงานบนเรือของโทรีเซน ชิปปิ้ง และเมื่อจบการศึกษาสามารถพิจารณาทำงานได้ทันที

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมพันธมิตร จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751431

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมพันธมิตร  จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมพันธมิตร จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ 7, การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ 4, การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ RICE ครั้งที่ 3 ร่วมกับ การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ พหุวิทยาการในการดำเนินชีวิตและธุรกิจอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 4 “มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยมี นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตประธานที่ประชุมนายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และพลเอกจรัล กุลละวณิชย์ นายกสภา มทร.รัตนโกสินทร์ กล่าวต้อนรับอีกทั้ง Dr.Yen-Ting Lin Secretary General, Hsiuping University of Science and Technoloey, Taiwan เจ้าภาพร่วม กล่าวแสดงความยินดี และ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีกล่าวเปิดงาน ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2566 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การประชุมวิชาการในปี 2566 นี้ ได้รับความร่วมมือจาก Hsiuping University of Science and Technology ไต้หวัน เป็น
เจ้าภาพร่วม ร่วมกับอีก 7 หน่วยงานนานาชาติจาก สาธารณรัฐฝรั่งเศส สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศอินเดีย และในปีนี้มีผู้ให้ความสนใจส่งงานวิจัยเข้าร่วมนำเสนอจำนวน 145 บทความ ประกอบด้วยภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์โดยการนำเสนอผลงานวิจัยของการประชุมวิชาการระดับชาติจัดในรูปแบบ On-site ส่วนการประชุมวิชาการระดับนานาชาติจัดในรูปแบบ On-site และ Online

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือน เรียนรู้วิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751427

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือน  เรียนรู้วิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือน เรียนรู้วิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานในงานเปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือนแห่งใหม่ “ScIAM Meta Museum (Beta)” โดยมี นายนิติ บุณยเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมและการผลิตสื่อ อพวช. พร้อมด้วย ดร.กรชนก สุตะพาหะ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีบุณยานนท์ ร่วมงาน

ทั้งนี้ ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เสมือนรูปแบบใหม่ขึ้นมาและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้สำหรับการสอนในปัจจุบันพร้อมชวนทุกคนมาสัมผัสโลกแห่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านโลกเสมือน รองรับการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ ระบบเมตาเวิร์ส (Metaverse) ในอนาคต ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ทดลองเรียนรู้กับพิพิธภัณฑ์เสมือน ScIAM Meta Museum (Beta) ได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านเว็บไซต์ sciam.nsm.or.th หรือ บนแอปพลิเคชั่น ScIAM Meta Museum”

ม.อ. ระดมสมอง เตรียมยกระดับ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751449

ม.อ. ระดมสมอง เตรียมยกระดับ  เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า

ม.อ. ระดมสมอง เตรียมยกระดับ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ม.อ.มุ่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์
ครั้งใหม่ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (2566-2570) ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าของโลก ภายใต้วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ 5 ด้าน ได้แก่ การเกษตรอาหาร สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องของสังคมพหุวัฒนธรรม และการสร้างนวัตกรรมและการท่องเที่ยว โดยทีมผู้บริหารและบุคลากรจะร่วมกันยกระดับการทำงาน พร้อมกับการเชื่อมโยงระบบ PSU System ซึ่งเป็นเครือข่ายของ 5 วิทยาเขตที่ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบุคลากรที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ

ผศ.ดร.นิวัติ เผยต่อไปว่า เบื้องต้น ม.อ.ได้ จัดงาน “สมัชชามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ภายใต้กรอบเรื่อง “การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สู่โลกแห่งอนาคต” ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเพื่อระดมสมองและความคิดเห็นใน 3 มิติ ได้แก่ 1.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเป็นกำลังของชาติ 2.การสร้างและเพิ่มมูลค่าความรู้นวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนาประเทศ และ 3.การพลิกโฉมรูปแบบทางวิชาการและความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยมุ่งนำเสนอเชิงนโยบายหลากหลายด้าน ทั้งการปรับวิสัยทัศน์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก ด้วยการพัฒนาระบบการเรียนการศึกษาโดยการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน การพัฒนาระบบการลงทุนด้านนวัตกรรม การสร้างระบบนิเวศวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางวิชาสู่การพัฒนาประเทศ วางเป้าหมายในปี 2570 จะได้รับการจัดอันดับเป็น Top 500 โดยการจัดอันดับจาก QS Rankings เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม มีความเป็นเลิศทางวิชาการ และเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ภาคใต้และประเทศ

ทั้งนี้ตามแผนยุทธศาสตร์ ม.อ. จะขับเคลื่อน 12 ด้าน ประกอบด้วย 1.การพัฒนาเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง 2.การท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน 3.ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก 4.การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง 5.ประตูการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ 6.ศูนย์กลางดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 7.SMEs ที่เข้มแข็งศักยภาพสูง แข่งขันได้ 8.พื้นที่และเมืองอัจฉริยะ 9.ความยากจนข้ามรุ่นและความคุ้มครองทางสังคม 10.เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ 11.การลดความเสี่ยงภัยธรรมชาติ และ 12.กำลังคนที่มีสมรรถนะสูง

เตรียมจัดใหญ่วันสถาปนา สกสค. ครบ 2 ทศวรรษ 9 ก.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751514

เตรียมจัดใหญ่วันสถาปนา สกสค. ครบ 2 ทศวรรษ 9 ก.ย.นี้

เตรียมจัดใหญ่วันสถาปนา สกสค. ครบ 2 ทศวรรษ 9 ก.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 19.13 น.

สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. เตรียมจัดใหญ่วันสถาปนา 9 ก.ย. “20 ปี สกสค.ครอบครัวครูเราดูแล” มีกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่วันที่ 7-9 ก.ย. 2566 ณ หอประชุมคุรุสภา และบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ถ.ลูกหลวง  ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการ เช่น การเสวนาทางวิชาการ ตรวจสุขภาพฟรี! จำหน่ายสินค้าราคาถูก พร้อมเปิดรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค.- ช.พ.ส. กรณีพิเศษ

21 ส.ค.66 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า วันที่ 9 กันยายนของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ซึ่งในปี 2566 นี้เป็นปีพิเศษเพราะครบรอบ 2 ทศวรรษ “20 ปี สกสค. ครอบครัวครูเราดูแล” จะมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2566 ที่หอประชุมคุรุสภาและบริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม  ถนนลูกหลวง ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน จะมีการให้บริการตรวจสุขภาพแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาฟรี! มีการจำหน่ายสินค้าราคาถูก วันที่ 8 กันยายน  ภาคเช้า มีพิธีเปิดงาน พร้อมมอบรางวัลให้แก่ผู้ได้รับรางวัลภาพยนตร์สั้นและคลิปวิดีโอ ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ประจำปี พ.ศ.2566 มอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ สกสค. มอบรางวัลบุคลากรและหน่วยงานดีเด่น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน  มีการ Talk show หัวข้อ “สกสค. ในทศวรรษหน้า”  ส่วนภาคบ่าย เป็นการเสวนาเรื่องเด่นของแต่ละจังหวัด และการเสวนาทางวิชาการ สำหรับวันที่ 9 กันยายน ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จะมีพิธีบวงสรวงพระพฤหัสบดี ณ บริเวณลานพระพฤหัสบดี , พิธีบวงสรวงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ท่านทวี บุณยเกตุ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. มีพิธีทางพุทธศาสนา ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง โดยมีผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของ สกสค. ทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาคเข้าร่วมกว่า 2,000 คน

“เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี จะมีการจัดนิทรรศการภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ในภาพรวมตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน, มีการโชว์ผลงานเด่นของ สกสค. ส่วนกลาง และ สกสค. จังหวัด ซึ่งจะจัดบูธโดยแบ่งกลุ่มตามภาคการศึกษา จำนวน 18 ภาค, มีบูธคลินิกครู แก้หนี้สินครู, บูธจำหน่ายสินค้าราคาถูก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ หรือผลผลิต ที่เกิดจากครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ผลิตภัณฑ์ OTOP ที่เป็นความร่วมมือกับชุมชน โรงแรม ร้านอาหาร , แจกของที่ระลึก , มีการให้บริการตรวจสุขภาพ  จากโรงพยาบาลที่มีข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. โดยมีทั้งการให้บริการตรวจดวงตา ตรวจเลือด  ตรวจมะเร็ง เอกซเรย์ปอด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้จะเปิดรับสมัครสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรส ถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) กรณีพิเศษวาระครบรอบ 20 ปี สำหรับผู้มีอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ โดยไม่เสียค่าสมัครด้วย” รักษาการแทนเลขาธิการ สกสค. กล่าว

ดร.พิเชฐ กล่าวต่อไปว่า สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. มุ่งมั่นเดินหน้าจัดสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์  เป็นศูนย์กลางประสานเชื่อมความสุขให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งที่ประจำการ และเกษียณอายุราชการไปแล้ว โดยขณะนี้เรากำลังยกระดับสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. เป็น SMART OTEP จะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหาร จัดการข้อมูล และการให้บริการ อย่างครอบคลุมทุกภารกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะบุคลากรของ สกสค. ทั้งในส่วนกลาง และจังหวัด ให้รองรับการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับบริการที่มีความเชื่อมโยง สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ต่อไปข้อมูลต่างๆ เช่น มีข้อมูลสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. ที่ถูกต้องครบถ้วน ขณะเดียวกันบุคลากรของสำนักงาน สกสค. จังหวัด ก็สามารถประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

วิสัยทัศน์ ‘SIIT ธรรมศาสตร์’ ประกาศมอบทุน OSP กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสเรียนรู้ ‘วิศวะฯ-เทคโนโลยี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751508

วิสัยทัศน์ ‘SIIT ธรรมศาสตร์’ ประกาศมอบทุน OSP กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสเรียนรู้ ‘วิศวะฯ-เทคโนโลยี’

วิสัยทัศน์ ‘SIIT ธรรมศาสตร์’ ประกาศมอบทุน OSP กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสเรียนรู้ ‘วิศวะฯ-เทคโนโลยี’

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 19.02 น.

วิสัยทัศน์ ‘SIIT ธรรมศาสตร์’ ประกาศมอบทุน OSP กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสเรียนรู้ ‘วิศวะฯ-เทคโนโลยี’ ต่อยอดทักษะสู่การเป็น ‘ผู้บริหารชั้นนำ’

‘SIIT ธรรมศาสตร์’ เดินหน้าลงทุนทางการศึกษาสร้าง ‘ทรัพยากรมนุษย์’ ขับเคลื่อนประเทศ ประกาศมอบทุนการศึกษาในโครงการสอบชิงทุน OSP ปี 2567 กว่า 100 ทุน เปิดโอกาสการเรียนรู้ศาสตร์ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี พร้อมติดอาวุธที่สอดรับกับความต้องการของยุคสมัย หวังปั้นนักศึกษาสู่การเป็น ‘ผู้บริหารชั้นนำ’ ในอนาคต  

ศ.ดร.พฤทธา ณ นคร ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ทุนมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ และมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า ‘การลงทุนในเรื่องของการศึกษา’ นับเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ และยังสามารถสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่ลงทุนด้านการศึกษาอยู่หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ต้องลงทุนกับระบบการศึกษาของประเทศ ครอบครัวและผู้ปกครองที่ลงทุนกับการศึกษาของบุตรหลาน ในขณะที่สถาบันการศึกษาก็ลงทุนในบริการด้านการศึกษา ให้กับนักศึกษาของตัวเอง

สำหรับ SIIT ให้ความสำคัญและลงทุนกับการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก  โดยส่วนแรก ได้แก่ การลงทุนกับเครื่องมือ อุปกรณ์การเรียนการสอน บุคลากร อาจารย์ ตลอดจนอาคาร สถานที่ ห้องเรียนที่ทันสมัย โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ได้ปรับปรุงห้องเรียนให้พร้อมสำหรับการเรียนการสอนแบบใหม่ สอดรับกับรูปแบบ Active Learning ปรับปรุงห้องสมุดสู่ Co-working Space ตลอดจนการลงทุนสร้างอาคารปฏิบัติการ เป็นต้น และส่วนที่สองคือ การลงทุนผ่านการให้ ‘ทุนการศึกษา’ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพ โดย SIIT ให้ทุนในหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือโครงการสอบชิงทุนสำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเลิศ หรือ Outstanding Student Program (OSP) ที่มีกว่า 100 ทุนเป็นประจำทุกปี ช่วยให้นักเรียนที่เรียนดีได้มีโอกาสเข้ามาพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานในโลกอุตสาหกรรมยุคอนาคต

“หากเราสังเกตผู้บริหารในตำแหน่งสูงๆ ที่อยู่ตามองค์กรขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ มีการจบการศึกษาในสายนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งคิดว่าเหตุผลหนึ่งคือผู้ที่เรียนจบด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี จะได้รับทักษะในด้านการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) และการคิดเชิงตรรกะ (Logical Thinking) ฝังติดตัวไปด้วย นั่นทำให้เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เขาสามารถคิดหาทางแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้มีโอกาสเจริญเติบโตก้าวหน้าตามไปด้วย” ศ.ดร.พฤทธา กล่าว

ศ.ดร.พฤทธา กล่าวว่า สำหรับการเรียนการสอนในรั้ว SIIT จะมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 เรื่อง หนึ่งคือ ‘วิชาความรู้’ ซึ่งแน่นอนว่าทาง SIIT จะต้องมอบความรู้ที่ใหม่ล่าสุด ณ วันนั้นให้กับนักศึกษา แต่แน่นอนว่า เมื่อถึงวันหนึ่งความรู้เหล่านั้นก็อาจหมดอายุ ฉะนั้นจึงนำไปสู่องค์ประกอบสำคัญถัดมา นั่นคือการมอบ ‘ทักษะความสามารถในการแก้ไขปัญหา’ ฝึกฝนให้นักศึกษาเคยชินกับการแสวงหาความรู้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ดี

“นักศึกษาที่เข้ามาเรียน SIIT จะมีโอกาสต่างๆ มากมายนอกเหนือไปจากประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนการสอนในหลักสูตรนานาชาติ เพราะเรายังเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับบริษัทและมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ จึงมีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำกิจกรรม ตลอดจนร่วมแสดงศักยภาพในเวทีต่างๆ และเครือข่ายที่มีเหล่านี้ก็ยังส่งผลไปถึงอนาคตของนักศึกษา ที่มีทั้งช่องทางการเรียนต่อ รวมไปถึงการทำงาน ซึ่งตัวเลขสถิติที่สะท้อนออกมาก็แสดงให้เห็นว่านักศึกษาของเรา มีอัตราการได้งาน อัตราเงินเดือน รวมถึงระดับความพึงพอใจจากนายจ้าง มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ” ศ.ดร.พฤทธา กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายรับเข้าศึกษาและประชาสัมพันธ์ SIIT กล่าวว่า โครงการสอบชิงทุน OSP ในปีการศึกษา 2567 นี้ จะมีทั้งสิ้นกว่า 100 ทุนการศึกษา แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. ทุนเต็มจำนวน 2. ทุนครึ่งจำนวน และ 3. ทุนบางส่วน โดยนักเรียนที่สนใจสามารถสมัครได้ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม – 30 กันยายน 2566 ส่วนการสอบจะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สงขลา และอุดรธานี

ในส่วนของเกณฑ์การสอบชิงทุนยังคงเหมือนกับปีที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการปรับลด GPA ลงจาก 2.75 เหลือ 2.5 อันจะช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้ามาสอบชิงทุนได้มากขึ้น ในขณะที่ยังคงได้นักเรียนเก่งเข้ามาในระบบ โดยโครงการสอบชิงทุนดังกล่าวนั้นจะยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความสามารถ ได้รับโอกาสการต่อยอดที่มากขึ้น สะท้อนจากการแข่งขันในหลากหลายเวที รวมไปถึงการสอบชิงทุนศึกษาต่อต่างประเทศต่างๆ เช่น ของรัฐบาลญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ฯลฯ ที่พบว่ามีนักศึกษาจากโครงการสอบชิงทุนดังกล่าวได้รับการคัดเลือกเป็นจำนวนมาก

“ที่ผ่านมาโครงการสอบชิงทุน OSP ได้ช่วยดึงนักเรียนที่เรียนดีให้ได้รับโอกาสเข้ามาในรั้ว SIIT ไม่เพียงในแง่ของทักษะความรู้เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมวินัยในการเรียน การใช้ชีวิต ที่เข้ามาช่วยหล่อหลอมให้ภาพรวมของ SIIT เกิดวัฒนธรรมของความเป็นเลิศ หรือ Culture of Excellence ทั้งในแง่การเรียน การทำงาน ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาทั้งหมด” รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว 

รองผู้อำนวยการ SIIT กล่าวต่อไปว่า เนื่องด้วยเกณฑ์การใช้คะแนน GPA ที่ไม่สูง รวมถึงการสมัครสอบที่ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จึงอยากเชิญชวนให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าสมัครสอบ ท้าทายตนเอง ซึ่งหากมีความตั้งใจศึกษาและเตรียมตัวที่ดี ก็มีสิทธิที่จะได้รับทุน หรือมีสิทธิเข้าศึกษาต่อ รวมถึงโอกาสในการต่อยอดในอนาคต โดยนักเรียนที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  https://admissions.siit.tu.ac.th

กองทุน’ววน.’เตรียมเสนอกรอบวงเงินงบประมาณปี68 แก่รัฐบาลใหม่ หวังสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751506

กองทุน'ววน.'เตรียมเสนอกรอบวงเงินงบประมาณปี68 แก่รัฐบาลใหม่ หวังสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ  อย่างมีนัยสำคัญ

กองทุน’ววน.’เตรียมเสนอกรอบวงเงินงบประมาณปี68 แก่รัฐบาลใหม่ หวังสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 18.54 น.

กองทุน ววน. เตรียมเสนอ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2568 แก่รัฐบาลใหม่ หวังสร้างผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

กสว. เห็นชอบให้ สกสว. เตรียมนำเสนอระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ปี 2568 กรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ ปี 2568 จำนวน 42,000 ล้านบาท แก่สภานโยบายฯ และ รัฐบาลใหม่เมื่อเร็วๆนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีวาระสำคัญ อาทิ  การเห็นชอบระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 การเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 42,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมเสนอแก่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และ รัฐบาลใหม่ ถึงแผนการดำเนินงานด้าน ววน. ของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ผลลัพธ์ ผลกระทบ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานภายใต้งบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ ปี 2568 ภายในปี 2570 อาทิ ประเทศเป็นหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยี (Front Runner) ในระดับสากลสำหรับสาขาเป้าหมายของประเทศ และในระดับอาเซียนสำหรับอุตสาหกรรมและบริการใหม่แห่งอนาคต กำลังคนของประเทศมีผลิตภาพและศักยภาพสูงขึ้นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศ ปริมาณงบลงทุนด้านวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการกระตุ้นของการลงทุนของรัฐ และนโยบาย/มาตรการด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) และ สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนเป้าหมาย มีความตระหนักรู้ในความสำคัญ ประโยชน์ และคุณค่าจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีรัฐบาลใหม่ แต่การดำเนินการต่างๆ จำเป็นต้องเตรียมการให้เรียบร้อย โดย สกสว. ได้นำเสนอ และ กสว. ได้เห็นชอบระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณฯ ของกองทุนส่งเสริม ววน. ตามที่เสนอ ทั้งในส่วนของแนวทางการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ พ.ศ. 2566-2570 และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนระดับชาติต่าง ๆ เพื่อให้การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ตอบโจทย์ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ของประเทศ หลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นไปตามประกาศ กสว. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดทำคำของบประมาณและ การจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2565 และ ประเภทของงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่จัดสรร ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งประกอบด้วย 

1. งบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund; FF) และ งบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund; SF) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนด้าน ววน. ของประเทศ พ.ศ. 2566-2570 และประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง

2 งบประมาณด้านการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เพื่อดำเนินงานด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization; RU) โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อน และส่งเสริม รวมถึงผลักดันผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการวิจัย 

3 งบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Development Fund; ST) กองทุนส่งเสริม ววน. จัดสรรให้แก่หน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินกิจการที่เป็นการเพิ่มพูนความรู้และความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ใน 7 ด้าน ดังนี้ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Science & Technology Infrastructure: STI) 2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (National Quality Infrastructure: NQI) 3) การพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Technology Localization) 4) การยกระดับความสามารถในการผลิตและการบริการ และการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5) การพัฒนาขีดความสามารถในการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ (Technology Absorptive Capabilities) 6) การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และสมรรถนะสูงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7) การยกระดับการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม สำหรับระบบการจัดสรรและบริหารงบประมาณแบบบูรณาการ ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ปี 2568 กรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ปี 2568 จำนวน 42,000 ล้านบาท ที่ กสว. เห็นชอบนี้ สกสว.จะนำเสนอแก่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี โดย รัฐบาลใหม่ พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง

‘เอนก’ฝาก‘สอวช.’มัดรวม‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’และแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751437

‘เอนก’ฝาก‘สอวช.’มัดรวม‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’และแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง

‘เอนก’ฝาก‘สอวช.’มัดรวม‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’และแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.33 น.

‘เอนก’ฝาก‘สอวช.’มัดรวมโครงการเมืองต้นแบบ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’และแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ให้เร่งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ชี้เป็นเทรนด์โลกที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อไม่ให้ตกขบวน

ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 7/2566 ครั้งที่ 7 จัดโดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา

หัวข้อการเสวนาให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในครั้งนี้ มีจำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ นวัตกรรมระบบนิเวศและเมืองต้นแบบสนับสนุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทย หรือ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ และแพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงรองรับการลงทุนของภาคผลิตและบริการ (Manpower Development Platform) ซึ่ง รมว.อว. ได้ย้ำ ต่อที่ประชุมว่า ทั้ง 2 โครงการ เป็นเรื่องหลักของประเทศ ที่ต้องได้รับความร่วมมือ จากหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฯลฯ และต้องเชิญนายกรัฐมนตรีจากประเทศในกลุ่มอาเซียนมาร่วมหารือ นอกจากนี้ ต้องเปลี่ยนความคิดของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่ง สอวช. ต้องขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า ตามที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ประกาศเจตนารมณ์ของไทย ที่พร้อมยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ด้วยทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ได้ในปี ค.ศ. 2065 สอวช. ได้ขับเคลื่อนโดยนำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้ามาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว โดยริเริ่มในโปรแกรมหลัก ได้แก่ นวัตกรรมระบบนิเวศและเมืองต้นแบบ 3 พื้นที่ ที่วางกรอบจะดำเนินการได้แก่ สระบุรี แม่เมาะ และระยอง โดยมีบริบทและลักษณะการดำเนินการที่จะไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกัน โดยในส่วนของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ที่ สอวช. ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย และสมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย ออกแบบการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรมทั้ง 5 ภาค ขณะเดียวกัน สอวช. ยังได้ทำงานร่วมกับ เครือข่ายมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) โดยมหาวิทยาลัยร่วมขับเคลื่อนและเป็นปัจจัยเอื้อ ที่สำคัญของระบบนิเวศ

ทั้งนี้ ที่ประชุมเสนอให้มหาวิทยาลัยมีแนวทางการดำเนินการเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission Universities ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและขยายผลไปสู่ชุมชน โดยอาจใช้กลไกป่าล้อมเมือง การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในมหาวิทยาลัย และให้ สอวช. เป็นตัวเชื่อมประสาน ซึ่งแนวทางเหล่านี้ ดร.เอนก เสนอให้ขับเคลื่อนผ่าน ที่ประชุมอธิการบดี (ทปอ.) ทั้ง 4 ทปอ. ประกอบด้วย ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) และ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) เพื่อให้เกิดการกระจายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยทุกรูปแบบอย่างทั่วถึง และร่วมกันคิดร่วมกันขับเคลื่อนต่อไปได้

ดร.กิติพงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศที่จะไปสู่ Net Zero นั้นมีสิ่งสำคัญ 4 ข้อ คือ 1. คนที่จะทำเรื่องนี้ต้องเป็นผู้ที่มีกำลังทำ คือต้องมีทั้งความรู้และทุน กรณีของจังหวัดสระบุรี เราไปจับมือกลุ่มอุตสาหกรรมซีเมนต์ ทำให้เกิดแผนการลงทุน Energy transformation คือเปลี่ยนจากถ่านหินลิกไนต์ มาเป็นไบโอแมส และอนาคตจะเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจน นอกจากนี้ ยังต้องเชื่อมโยงกับโลก ที่มี 2 วาระหลักคือ การกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ซึ่งทุกประเทศต้องเข้าร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะตกขบวน 2. ประเทศพัฒนาแล้ว กำหนดเกณฑ์ที่เขาคิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมขึ้นมา ประเทศที่ค้าขายกับเขาก็ต้องเอามาตรฐานที่เขาคิดมาใช้ในการผลิต 3. เราต้องมองภาพใหญ่คือเป็นระดับอุตสาหกรรม หรือเป็นเมือง โอกาสสำเร็จตามเป้าหมายจะมีมากกว่า และ 4. คือ ความหลากหลาย ต้องชักชวนประชาชนทั้งจังหวัดหรือทั้งหมู่บ้านเข้ามาร่วมด้วย ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น การเปลี่ยนแปลงในภาคการเกษตร ทำนาแห้งสลับเปียก หรือการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

“ทั้ง 4 ข้อจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่ง สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ก้าวหน้าไปมาก และจะเป็นโชว์เคสหลัก ในงาน COP28 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ ดูไบ โดยเราจะนำเสนอโมเดลความสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ในโซนการจัดนิทรรศการของประเทศไทย” ดร.กิติพงค์ กล่าว 

ดร.กิติพงค์ ยังได้กล่าวถึง การพัฒนากำลังคนสมรรถสูง ว่า สอวช. ร่วมกับ กระทรวง อว. พัฒนาแพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงรองรับการลงทุนของภาคผลิตและบริการ (Manpower Development Platform) ขึ้นมา ปีที่ผ่านมาได้เทรนด์คนไปมากกว่า 50,000 คน ปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มการเทรนด์คนเป็น 100,000 คน เพื่อรองรับการลงทุนทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC นอกจากนี้ ยังสามารถจ้างงานกำลังคน STEM Workforce ไปประมาณ 4,000 คน และปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มการจ้างงานผ่านทางแพลตฟอร์มดังกล่าวอีก 10,000 คน

ดร.เอนก ได้กล่าวสนับสนุนว่า แพลตฟอร์มดังกล่าว ทำได้ดีอยู่แล้ว และเราจะทำอย่างไรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ในอนาคตอาจจะพัฒนาขึ้นเป็นสถาบันหรือมหาวิทยาลัยอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาจมองถึงแนวทางในการดำเนินการร่วมกับภาคธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ด้วย

‘มช.’เปิดตัว‘builds’ปั้นนศ.ทำธุรกิจ‘สตาร์ทอัพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751249

‘มช.’เปิดตัว‘builds’ปั้นนศ.ทำธุรกิจ‘สตาร์ทอัพ’

‘มช.’เปิดตัว‘builds’ปั้นนศ.ทำธุรกิจ‘สตาร์ทอัพ’

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดตัว“โปรแกรม builds (CMU Startup & Entrepreneurial Platform)” เพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้ประกอบการ (Entrepreneurial University) โดย ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญ 4 ประการ ในการผลักดันให้นักศึกษาได้เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ในการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้แก่

1.ช่วยสร้างทักษะของผู้ประกอบการที่จำเป็นในอนาคต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะมีทักษะความรู้เชิงลึกในด้านความเป็นผู้ประกอบการที่จะช่วยให้สามารถนำความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการบริหารจัดการ 2.เพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ Tech Spin-off จาก มช. โดยการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและงานวิจัย ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยมาสร้างธุรกิจในรูปแบบของสตาร์ทอัพ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและสามารถที่สร้างมูลค่าสูงได้

3.เกิดการจ้างงานทักษะสูงในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงาน เช่น นักวิทยาศาสตร์นักวิจัย นักพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม โปรแกรมเมอร์เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะสร้างโอกาสโดยการเพิ่มศักยภาพและทักษะแล้ว ยังช่วยให้มีงานรองรับในภูมิภาค ทำให้มีโอกาสทำงานในภูมิลำเนา โดยไม่ต้องจากครอบครัวไปทำงานที่ส่วนกลางหรือในเมืองหลวงเพียงอย่างเดียว

และ 4.เป็นเครื่องมือช่วยเร่งการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น การผลักดันธุรกิจสตาร์ทอัพ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเร่งการแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ทำให้เกิดธุรกิจ การจ้างงาน การสร้างรายได้ ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาสในการพัฒนาตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งการผลักดันให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้ประกอบการนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่มหาวิทยาลัย สร้างทักษะและองค์ความรู้ให้กับนักศึกษาในด้านการเป็นผู้ประกอบการ ยังเป็นการสร้างรายได้ พัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ภายในปี 2569 โปรแกรม builds จะสามารถสร้างนักศึกษาที่สนใจการสร้างสตาร์ทอัพ และความเป็นผู้ประกอบการได้มากกว่า 4,200 คน เกิดทีมนักศึกษาที่เริ่มสร้างสรรค์ไอเดียธุรกิจไม่น้อยกว่า 600 ทีม นำไปสู่การตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพไม่น้อยกว่า 240 บริษัท เกิดการจ้างงานทักษะสูงในพื้นที่มากกว่า 3,600 ตำแหน่ง สร้างรายได้มากกว่า 4,500 ล้านบาท และทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือเติบโตขึ้นอีกราว 8,100 ล้านบาท

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะรองอธิการบดี มช. กล่าวว่า โปรแกรม builds จะมีการทำงานผ่าน 5 องค์ประกอบ อันได้แก่ 1.Entrepreneurial course plug in การจัดทำหลักสูตรผู้ประกอบการ ที่เป็นวิชาสำหรับนักศึกษาทุกคนสามารถเข้าถึงได้ 2.Education sandbox การสร้างธุรกิจและสามารถแลกเป็นหน่วยกิตสำหรับการจบการศึกษาได้ 3.Incubation program โปรแกรมการบ่มเพาะและการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ

4.Startup club คอมมูนิตี้ของการสร้างสตาร์ทอัพจากนักศึกษาในหลากหลายคณะ เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ และเฟ้นหาเพื่อนร่วมทีมในการจัดตั้งบริษัท 5.Financial support mechanism กลไกการสนับสนุนเงินลงทุนในการสร้างธุรกิจ โดยองค์ประกอบทั้ง 5จะเป็นกลไกสำคัญที่จะสนับสนุนให้นักศึกษาทุกชั้นปีสามารถ จัดตั้งและดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพควบคู่ไปกับการเรียนแบบปกติอย่างราบรื่น

‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751248

‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด  ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

‘TDRI’แนะจ่าย‘เบี้ยคนชรา’สูตรไฮบริด ‘ถ้วนหน้าผสมเจาะจง’ไม่ให้ใครต้องตกหล่น

วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“14 ปี” เป็นระยะเวลาที่ประเทศไทยหันมาใช้ “หลักเกณฑ์ถ้วนหน้าในการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา” แทนการให้เฉพาะคนแก่ยากจน ทำให้ปัจจุบันคนไทยทุกคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิการดูแลนี้กระทั่ง “กระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ “วันที่ 11 สิงหาคม2566” ที่ผ่านมา โดยมีสาระเพิ่มเติม คือ “ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยคนชรา ต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด”

นั่นหมายความว่า “ทุกคนที่กำลังจะก้าวสู่วัยเกษียณในอนาคตจะไม่ได้รับเบี้ยคนชราอีกต่อไป นอกจากจะไปพิสูจน์ความจน”ว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ซึ่งหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและการตอบโต้ระหว่างฝ่ายการเมืองรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงสาเหตุของการปรับเกณฑ์ในครั้งนี้ว่า เป็นการใช้นโยบายการคลังที่พุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนที่มีความจำเป็นและเดือดร้อนกว่า โดยหวังสร้างความยั่งยืนทางการคลังระยะยาว

ท่ามกลางข้อถกเถียงในสังคมว่าแท้จริงแล้วมาตรการดูแลผู้สูงอายุด้วยเบี้ยยังชีพคนชราของไทย ควรคงไว้ที่หลักถ้วนหน้าแบบเดิมหรือ ควรให้เฉพาะกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ใหม่ ปัญหาด้านภาระด้านงบประมาณ รวมไปถึงความเสี่ยงที่จะมีคนแก่ตกหล่นระหว่างทางมากน้อยเพียงใด มีมุมมองจาก ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ “ทีดีอาร์ไอ (TDRI)” ต่อประเด็นที่สั่นสะเทือนสังคมในเวลานี้

– การเปลี่ยนเกณฑ์สิทธิรับเบี้ยยังชีพคนชรา จากเดิมเป็นแบบถ้วนหน้า เป็นต้องมีการพิสูจน์ความจนเกิดผลกระทบอะไรบ้าง :เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โยนหินถามทางมาแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือจะทำให้คนแก่ที่กำลังจะอายุ 60 ปีขึ้นไป และไม่ได้มีฐานะยากจนจะไม่ได้รับเงินเบี้ยยังชีพตามแนวทางเดิม แต่คนที่เคยได้รับเบี้ยคนชราอยู่แล้วก็จะได้รับต่อไปตามที่บทเฉพาะกาลกำหนดเอาไว้ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะทำให้เหมือนกับย้อนกลับไปก่อนปี 2552ที่มีการให้เงินอุดหนุนเจาะจงเฉพาะกลุ่ม

ผลกระทบของหลักเกณฑ์ใหม่ก็ชัดเจนว่า มีผู้ที่จะมีสิทธิได้เงินน้อยลง ซึ่งความคาดหวังของรัฐบาลที่ออกกฎแบบนี้เพราะต้องการที่จะประหยัดงบประมาณ ตามที่มีการประเมินเป็นตัวเลขในอนาคตว่าจะต้องมีการใช้เงินมากกว่าปัจจุบันที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายเบี้ยคนชรา ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ต้องใช้งบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น มาจากผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และงบประมาณที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเบี้ยยังชีพที่จากเดิมกำหนดไว้ตามขั้นบันไดตามช่วงอายุรายละ 600-1,000 บาทต่อเดือน

ตามที่มีพรรคการเมืองหาเสียงไว้ว่าจะเพิ่มจำนวนงบประมาณเบี้ยคนชราต่อหัวด้วย เช่น พรรคก้าวไกลจะปรับเบี้ยคนชราเป็น3,000 ต่อเดือน และยังมีพรรคการเมืองบางพรรคที่กำลังอยู่ระหว่างการรวมเสียงฟอร์มรัฐบาลกันอยู่ ก็ใช้ตัวเลข 3,000 บาทต่อเดือนเหมือนกัน ซึ่งถ้าทุกคนได้เบี้ยคนชรา 3,000 บาทต่อเดือน จะต้องใช้งบประมาณ 4-5แสนล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 5-6 เท่าจากงบประมาณที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งก็ถือเป็นภาระของงบประมาณที่มากจริง

– อาจารย์มองว่าเบี้ยยังชีพคนชราควรจะใช้หลักการถ้วนหน้าหรือช่วยแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม : โดยพื้นฐานควรที่จะเป็นถ้วนหน้า ลองมองย้อนหลังไปว่าทำไมรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงทำให้เป็นแบบถ้วนหน้าในปี 2552 เพราะว่าก่อนหน้านั้น กลไกการให้เงินช่วยเหลือมีปัญหาจริงๆ โดยปัญหาที่ผมเจอด้วยตาตัวเองเลย คือ ตอนลงพื้นที่ไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไปคุยกับคนในหมู่บ้านว่าอยากจะเจอกับคนแก่ที่มีฐานะยากจนที่สุดในหมู่บ้าน

“คนในหมู่บ้านก็พาไปเจอ พบว่าเป็นคุณยายคนหนึ่งซึ่งอายุเยอะและน่าสงสารมาก มีฐานะยากจนแน่นอนเพราะว่าไม่มีรายได้ ป่วยเป็นเบาหวาน ทำให้ขาบวมมากไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่ขยับตัวก็ยังเป็นไปอย่างยากลำบาก ที่สำคัญคือลูกหลานไม่ดูแล อยู่คนเดียว ประทังชีพได้ด้วยการที่เพื่อนบ้านนำเอาข้าวมาให้กินเป็นจานๆ ไป ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าได้กินครบทุกมื้อหรือไม่ แต่ปรากฏว่าคุณยายคนนี้ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพในยุคนั้น เพราะว่าตอนนั้นเบี้ยยังชีพได้กำหนดให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้คัดเลือกว่าใครสมควรจะได้ความช่วยเหลือ

โดยแต่ละหมู่บ้านจะได้โควตาหมู่บ้านละ6-8 คน และพอมีการถามกันไปถามกันมาก็พบว่าคนที่ได้รับคัดเลือกในหมู่บ้านนั้นคือคนที่เป็นญาติกับผู้ใหญ่บ้าน เป็นญาติกับ อบต. ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงในการคัดกรองว่าคนคนนั้นจนหรือไม่จน ถึงแม้ว่าจะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนแต่กลไกการคัดกรองมีปัญหา เช่นที่ผมเจอคณะกรรมการหมู่บ้านมีการเล่นพวกเล่นพ้อง ซึ่งก็คือปรากฏการณ์ที่ผมใช้คำว่า “คนจนตกหล่น” คือคนจนตัวจริง คนแก่ที่จนจริงกลับไม่ได้เงิน”

เพราะฉะนั้นคำถามก็คือว่า “ถ้าหลักเกณฑ์นี้ออกมาบังคับใช้จริงกระบวนการคัดกรองจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีปัญหาอย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้าปี 2552” ซึ่งผมคิดว่ามีปัญหาแน่นอน เพราะว่าไม่ว่าหลักเกณฑ์จากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติจะออกมาอย่างไร แต่ถ้าให้พิจารณาก็จะมีไม่กี่ทางเลือกที่คาดว่าทางคณะกรรมการจะใช้ เช่น อาจใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเกณฑ์ว่าคนแก่คนไหนจน แต่อย่าลืมว่าตัวบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็มีปัญหาอยู่แล้วที่พบว่ามีคนจนตกหล่นเยอะมาก คนจนตัวจริงหลายสิบเปอร์เซ็นต์กลับไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เพราะฉะนั้นถ้าใช้เกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะทำให้คนแก่ตกหล่นเรื่องนี้ไปด้วย ปัญหาก็ไม่ได้แก้ ต้องเข้าใจว่าคนจนที่ไม่มีบัตรบริการแห่งรัฐมีแนวโน้มที่จะเป็นคนจนที่จนมากๆ จนกว่าคนจนอื่นๆ เพราะมีปัญหาเฉพาะตัวที่มาจากความจนมากๆ ของเขา เช่น การที่เขาไม่มีบัตรเพราะว่าเขาไม่รับทราบข้อมูล ไม่รับรู้ข่าวสาร หรือรู้แต่ว่าไม่สะดวกที่จะมาเดินเรื่อง เพราะว่าการจดทะเบียนจะต้องไปที่ธนาคารของรัฐ ที่ทำการเขต ซึ่งอยู่ในเมืองเขาก็ไม่สะดวกที่จะมา หลายคนก็มีปัญหาเรื่องเอกสารไม่ครบ เพราะฉะนั้นคนที่ตกหล่นเป็นกลุ่มคนที่ลำบากจริงๆ

“ประสบการณ์ทั่วโลกบอกเราว่า โครงการอะไรก็ตามที่ต้องมีการคัดกรองให้เฉพาะคนจนทุกโครงการในโลกมีปัญหาหมด คือว่าจะมีคนจนตกหล่นและสัดส่วนก็จะไม่ต่ำด้วย ธนาคารโลกประมาณการว่าคนจน 100 คนจะมีโดยเฉลี่ย 40 คนที่ตกหล่น เช่นของไทยเองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบที่แล้วตกหล่นไปกว่า 50% ส่วนรอบใหม่ผมก็ไม่คิดว่าปัญหาจะเบาบางไปเท่าไหร่ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้วิธีแบบไหน ตกหล่นแน่นอนอีกปัญหาคือคนไม่จนจริงจำนวนมากก็อาจได้รับสิทธิไป”

จุดยืนเบื้องต้นของผมคิดว่าควรเป็นแบบถ้วนหน้า แต่ถ้าจะขยายความต่อว่าผมไม่กังวลเรื่องงบประมาณหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขึ้นเป็น 3,000 บาทต่อเดือนจริง ซึ่ง 3,000 ก็เป็นตัวเลขซึ่งสำหรับคนยากจนจริงๆ ก็อธิบายได้ว่าไม่ได้สูงไปสำหรับการที่ต้องให้กับคนที่ยากลำบากจริงๆ แต่ก็จะเป็นปัญหาว่างบประมาณ 4-5 แสนล้านบาทจะไปหาจากไหน แนวทางที่ผมชอบเป็น “แนวคิดแบบลูกผสม” ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดนี้ก็มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้และมีข้อเสนอแนะมาแล้ว ขณะที่ธนาคารโลกก็ออกรายงานมาในแนวทางคล้ายๆ กันเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว

โดยแนวคิดแบบลูกผสม คือ ในเรื่องของถ้วนหน้าให้คงเอาไว้ แต่คงเอาไว้ในระดับที่ไม่สูงนัก เช่น อาจจะเป็นระดับที่ได้ในปัจจุบัน 600-1,000 บาท ผู้สูงอายุจะได้ถ้วนหน้าทุกคนแบบไม่มีการคัดกรอง แต่ถ้าเกิดว่ากรณีที่พรรคการเมืองซึ่งมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ อยากจะเพิ่มงบประมาณอีกเป็นพันกว่าบาทหรือกระทั่งถึง 3,000 บาท ตามที่หาเสียงไว้ในส่วนที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ ก็ให้เข้าสู่การคัดกรองได้ เพื่อให้เฉพาะคนจนมากๆ ได้รับเงินในส่วนเพิ่มนี้ไป

ข้อดีคือจะไม่มีใครที่ตกหล่น เพราะไม่ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรก็ตามอย่างน้อยจะได้เบี้ยยังชีพของเก่า 600-1,000 บาท จะไม่เป็นศูนย์ในระหว่างนี้กระบวนการคัดกรองก็พยายามปรับปรุงทำให้ดีขึ้นเพื่อให้คนที่จนได้จริงๆได้เข้าถึงเงินในส่วนเพิ่มเติม ซึ่งก็เอาใจช่วยกระบวนการคัดกรองถึงแม้ว่าประสบการณ์ทั่วไปจะระบุว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สมบูรณ์แบบแต่ว่าก็สามารถปรับปรุงได้

“ปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ปรับปรุงได้ถ้าจะปรับปรุง เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมคือว่าให้เป็นลูกผสมงบประมาณที่ต้องใช้อาจจะมากกว่าปัจจุบัน แต่ว่าจะใช้ไม่มากเท่ากับกรณีที่เป็นถ้วนหน้าในอัตราจ่ายต่อหัวที่สูง งบประมาณที่ต้องจ่าย ไม่ถึง 4-5 แสนล้านบาทต่อปี อาจจะอยู่ที่ราวๆ 2 แสนล้านบาท ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปหาเงินมาจะต้องไปเพิ่มภาษีอะไรก็ว่าไป”

– ถ้าพูดถึงกระบวนการคัดกรองที่ดีต้องมีแนวทางอย่างไรถึงจะไม่ตกหล่น :มีโมเดลแผนที่ความยากจน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนทำ แผนที่ความยากจนจะทำให้เราทราบเลยว่าแต่ละพื้นที่ มีคนแก่ที่ยากจนจริงๆเท่าไหร่ในพื้นที่นั้น จะมีความแม่นยำทางสถิติในระดับหนึ่ง สิ่งที่จีนทำก็คือว่าจัดงบประมาณแยกกระจายไปตามจำนวนหัวที่ได้มาจากแผนที่ความยากจน จากนั้นก็ให้กลไกในพื้นที่ซึ่งอาจจะเป็นหน่วยงานรัฐ อบต. เทศบาล

หรือจะใช้กลไกชุมชนช่วยก็ได้ ไปดูว่างบประมาณที่ได้มาถึงคนจนหรือไม่ ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าอาจจะมีปัญหาที่เคยเจอ เรื่องของกระบวนการคัดกรอง ซึ่งก็ต้องมีกลไกตามไปตรวจสอบอีกทีหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้ปัญหาคนจนตกหล่นน้อยกว่าระบบอื่นที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันที่แน่ๆ คือในแง่ของงบประมาณก็จะทำให้ที่เป็นห่วงกันว่าเงินจะไปสู่คนที่ไม่ยากจนจริงก็จะบรรเทาลง

โดยเกณฑ์การวัดอาจจะขยับเข้ามาว่าไม่ใช่คนจนอย่างเดียว สมมุติว่าใช้เส้นความยากจนแบ่งก็อาจจะเป็น 1.5 เท่าของเส้นความยากจน และทำแผนที่ความยากจนว่ามีกี่หัวกระจายในพื้นที่ ใช้ 1.5 เท่าของเส้นความยากจน อันนี้ก็จะทำให้ไม่เป็นถ้วนหน้าแต่คนจนตกหล่นน้อย ซึ่งงบประมาณก็จะประหยัดลง แต่ก็จะมีปัญหาตามมาว่า ถ้ากระบวนการคัดกรองในพื้นที่มีปัญหาก็จะมีคนตกหล่นอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการไปกำกับว่ากลไกของรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องผิดพลาดน้อยที่สุด

– วันนี้เราเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ นโยบายหรือความคุ้มครองทางสังคมควรเป็นอย่างไร : เรามีคนแก่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เราคงไม่อยากให้เห็นภาพว่าเขาแบมือรับเงินอย่างเดียว เพราะจะเป็นภาระงบประมาณ แล้วก็เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีด้วย “สิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้นคือเรื่องการเสริมทักษะ UpSkill ReSkill ให้กับคนแก่ อย่าไปคิดว่าเขาเป็นคนแก่ และจำนวนมากก็เรียนหนังสือมาไม่มาก ก็เลยยอมแพ้หมายความว่ายังไงเขาก็คงทำอะไรไม่ได้” แต่ต้องคิด ต้องพยายามดูว่าเรื่องของการเสริมทักษะ อะไรบ้างที่เหมาะกับคนแก่ ตรงนี้จะต้องมีโครงการมีนโยบายอื่นเสริมเข้ามาเพื่อให้คนแก่เขาสามารถที่จะดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

– ถ้าให้มองภาพรวมด้านการคุ้มครองทางสังคม อาจารย์คิดว่าสิ่งแรกๆ รัฐบาลชุดใหม่ควรทำอะไรในทันที : การดูแลคนแก่ติดเตียง คนป่วยติดเตียง เป็นเรื่องที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่รู้ว่าถ้ามีคนไข้ติดเตียงในบ้านจะเป็นภาระของเจ้าตัวและคนในครอบครัวที่ต้องหาคนมาดูแล แล้วจะทำให้ครอบครัวที่ไม่จนก็จะกลายเป็นจนไป เพราะฉะนั้นนโยบายของการดูแลคนแก่ คนไข้ติดเตียงจะต้องทำในเชิงรุกมากกว่านี้

ทุกวันนี้ทาง สปสช.ทำอยู่และต้องชมเชย เพราะเขาให้สิทธิทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่ใช้สิทธิบัตรทอง แต่เข้าใจว่ามีปัญหาเรื่องงบประมาณทำให้การช่วยเหลือในเรื่องนี้ยังอยู่ในวงที่จำกัด ระดับการช่วยเหลือก็ยังไม่เพียงพอรัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ ซึ่งถ้าเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ได้ ถ้าดูแลตรงนี้ได้ อาจจะไม่ต้องให้เบี้ยเขา 3,000 ก็ได้ เพราะได้ช่วยเรื่องรายจ่ายที่สูงมากในส่วนนี้ไปแล้ว แต่ถ้าโยงไปเรื่องของคนพิการ (ซึ่งคนแก่จำนวนมากก็เข้าข่ายพิการเนื่องจากความชรา) จะมีเรื่องการพิสูจน์ความพิการต้องทำอย่างเหมาะสม แบ่งเป็นระดับความพิการ

แล้วให้ความช่วยเหลือที่เหมาะกับลักษณะและระดับความพิการ เช่น การให้อุปกรณ์อื่นๆ ที่จะช่วยในการใช้ชีวิต อย่างวีลแชร์หรือจัดให้คนที่จะมาดูแล ถ้าต่างประเทศ เรียก caregiver ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งอาจมาจากภาครัฐโดยตรงหรือจากภาคประชาสังคมโดยรัฐอุดหนุน เข้ามาเป็นองคาพยพที่สำคัญที่จะเข้ามาดูแลคนแก่ในพื้นที่ต่างๆ หมายความว่าถ้าติดเตียงจริง แต่ถ้ามีคนดูแลเข้ามาก็ทำให้ครอบครัวนั้นสบายขึ้น สมาชิกในครอบครัวก็มีโอกาสไปทำงาน เบาภาระลง ซึ่งก็เป็นมาตรการที่ควรจะใช้ควบคู่กันไปเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)