‘อัมพร’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751165

'อัมพร'ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

‘อัมพร’ลงพื้นที่อุบลราชธานี เยี่ยมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย

วันเสาร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 22.08 น.

“อัมพร” ลงพื้นที่ รร.อนุบาลอุบลราชธานี ตรวจเยี่ยมพร้อมให้กำลังใจ สนามสอบครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี 2566 พร้อมส่งผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบทั่วประเทศ

19 สิงหาคม 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน ในการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี พ.ศ. 2566 โดยมี นายธนาดุลย์ แสนทวีสุข ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 พร้อมคณะอนุกรรมการ นายเข็มพรชัย ทองน้อย รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายธวัชชัย ถิตย์รัศมี รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายอภินันทิชัย แกระหัน รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 นายสุบรรณ ลาสา รอง ผอ.สพป.อุบลราชธานี เขต 1 และนายเสมอ สร้อยคำ ผอ.ร.ร.อนุบาลอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ ณ สนามสอบโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

นายอัมพร กล่าวว่า สพฐ. ได้เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปีพ.ศ. 2566 โดยทำการเปิดสอบใน 51 กลุ่มวิชา มีจำนวนอัตราว่าง รวม 8,061 อัตรา แบ่งเป็นพื้นที่ปกติ จำนวน 7,537 อัตรา พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) จำนวน 524 อัตรา โดยหลังจากเปิดรับสมัครในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีจำนวนผู้สมัครสอบ พื้นที่ปกติ 25,061 ราย พื้นที่ จชต. 1,632 ราย รวมทั้งสิ้น 26,693 ราย 

สำหรับสนามสอบโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ได้ทำการเปิดสอบ 10 กลุ่มวิชา ผู้มีสิทธิสอบ 216 คน ผู้เข้าสอบจำนวน 206 คน และขาดสอบ 10 คน ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมในวันนี้พบว่าการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดย สพฐ. ได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการจัดสอบให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ปลอดทุจริต เพราะคุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ต้องมีครูที่มีคุณภาพ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนได้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน 

“ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ตามคู่มืออย่างเคร่งครัด เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลภายนอก อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กร ทั้งนี้ หลังจากการสอบข้อเขียน ภาค ก และภาค ข ในวันที่ 19 สิงหาคม และสอบสัมภาษณ์ ในวันที่ 20 สิงหาคมแล้ว จะประกาศผลการคัดเลือก ภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ต่อไป” นายอัมพร กล่าว

นอกจากนี้ เลขาธิการ กพฐ. ยังได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. อาทิ รองเลขาธิการ กพฐ. ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และผู้เชี่ยวชาญ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการจัดสอบฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ในสนามสอบทั่วประเทศอีกด้วย โดยนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ซึ่งมีผู้สมัครสอบจำนวน 28 คน ขาดสอบ 3 คน และสนามสอบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีผู้สมัครสอบจำนวน 41 คน ผู้มาสอบจำนวน 39 คน ขาดสอบจำนวน 2 คน

ด้านนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนบ้านหน้าควนลัง (ราษฎร์สามัคคี) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สังกัด สพป.สงขลา เขต 2 เปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีอัตราว่าง จำนวน 34 อัตรา มีผู้สมัครสอบ จำนวน 78 คน และสนามสอบโรงเรียนบ้านนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกัด สพป.สงขลา เขต 3 มีผู้สมัครสอบ ว16 (อ.สะเดา) จำนวน 22 คน และ ว17 (อ.นาทวี อ.จะนะ อ.เทพา และ อ.สะบ้าย้อย) จำนวน 180 คน โดยการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

ขณะที่นายอนันต์ พันนึก ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนเมืองร้อยเอ็ด สังกัด สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ซึ่งมีอัตราว่าง 79 อัตรา มีผู้สมัครสอบจำนวน 234 คน และสนามสอบวิทยาลัยการอาชีพโพนทอง สังกัด สพป.ร้อยเอ็ด เขต 3 เปิดสอบใน 8 กลุ่มวิชา มีผู้สมัครสอบจำนวน 79 คน โดยการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการเตรียมทุกขั้นตอน ห้องสอบครบถ้วนพร้อมสำหรับผู้เข้าสอบ ใส่ใจทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นในความยุติธรรมเท่าเทียม เพื่อคัดคนเป็นครูผู้ช่วยอย่างมีคุณภาพ 

และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ โรงเรียนอนุบาลวารินชำราบ (ก่อวิทยาคาร) อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี สังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 4 เปิดสอบใน 11 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่าง 29 อัตรา มีผู้สมัครสอบ 99 คน มีสิทธิสอบ 98 คน มาสอบ 94 คน ขาดสอบ 4 คน และสนามสอบโรงเรียนดำรงสินอุทิศ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี สังกัด สพป.อุบลราชธานี เขต 5 เปิดสอบใน 10 กลุ่มวิชา มีจำนวนผู้เข้าสอบ 154 คน และขาดสอบ 5 คน
 

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750724

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

สกสว. ร่วมมือ มธ. เปิดเวทีถก! แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.25 น.

สกสว. ร่วมมือ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. และเครือข่ายครู จัดเวทีสัมมนาวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ 9 หารือประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาไทย มุ่งสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน หวังเด็กและเยาวชนไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีสัมมนาทางวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ 9 ในหัวข้อ “แบ่งทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ” ภายใต้โครงการการจัดการความรู้และขับเคลื่อนระบบการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ มองจุดคานงัด เพิ่มการมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา และให้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพราะการเปลี่ยนแปลงการศึกษาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดพลังการขับเคลื่อนจากฐานรากนำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้และการศึกษาของประเทศ โดยมี รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. รศ. ดร.อนุชาติ พวงสำลี หัวหน้าคณะทำงานวิชาการ SAT การศึกษาและการเรียนรู้ ผู้บริหารองค์กรด้านการศึกษา นักวิชาการนักวิจัย ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการเมือง และสื่อมวลชน เข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายศุภวัจน์ พรมตัน (ครูมะนาว) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ครูแถแพ้ไม่เป็น” สะท้อนความดิ้นรนของครูคนหนึ่ง ที่เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของการเปิดเพจเกี่ยวกับนักเล่าเรื่องครูบนโซเชียลมีเดีย แบ่งเป็น EP ต่าง ๆ คือ “EP.1 ครูบ้านดอย” ในบทบาทครูจบใหม่ที่สอนในโรงเรียนชนบท เล่าเรื่องถึงความขาดแคลนในโรงเรียนชนบท การสอนในรูปแบบต่าง ๆ ระบบการเลื่อนเงินเดือน และบทบาทของครูหนึ่งคนที่สอนเกือบทุกวิชา “EP.2 จากบ้านดอยสู่นคร” จากชนบทเข้าสู่ตัวเมือง สื่อถึงสิ่งที่คิดและตั้งใจจะทำแต่ไม่ได้ทำเพราะต้องย้ายโรงเรียน ทำให้เริ่มมองเห็นถึงปัญหาและการจัดการเรียนการสอนใหม่ “EP.3 เปิดเพจ อะไรอะไรก็ครู” สื่อถึงแผนการสอนและแผนการส่ง หรือกระทั่งการประเมินที่ตกไม่ได้ การวัดความรู้โดยการติวแทนการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพราะการติวทำให้คะแนน ONET ของโรงเรียนนั้นสูงขึ้น “EP.4 จุดเริ่มต้นของครูสายแถ” การลองปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ไปตามสื่อการเรียนการสอนแต่ละแบบ ให้เกิดความสนุกในห้องเรียน เปิดรับฟังจากนักเรียนมากขึ้นทำให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ การใช้ประเด็นสังคมเข้ามาปรับกับกิจกรรมจนเกิดเป็นกระแสบนสื่อในขณะนั้น เกิดเป็นคำถามว่า “ทำไมสิ่งที่เราทำ แม้มันจะโดดเด่นในสายตาคนทั่วไป แต่ทำไมไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานทางวิชาการได้” คนทั่วไปให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำแบบไหน? “EP.5 ครูแถแพ้ไม่เป็น” ได้ไปในเวทีใหม่ ๆ ออกจากกรอบความคิดความเชื่อเดิม กล้าที่จะทำตามความรู้สึกและกล้าที่จะยืนหยัดจนสำเร็จ ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนไปกับการให้คุณค่าที่เปลี่ยนไป ซึ่งเกือบจะเปลี่ยนเป็นคนละแนวตั้งแต่เริ่มทำเพจในตอนแรก “EP.6 จากพลเรียน ถึงครูขอสอน” การเปลี่ยนทัศนคติในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การพูดถึงจัดสรรสวัสดิการของครูที่ควรจะได้รับ จนเกิดเป็นเพจครูปล่อยของที่กล้าแชร์มากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างครูมากขึ้น 

“ความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจน คือ เวลามีการแข่งขันกิจกรรมภายนอก ที่มีตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก การเรียนการสอนช่วงไปแข่งขันกิจกรรม อาหารการกิน และอุปกรณ์การแข่งขันในการสนับสนุนนักเรียนนั้น มีความแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียนว่ามีงบประมาณอยู่ในระดับใด แม้การพูดถึงประเด็นการศึกษา จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ก็ยังเหมือนเดิม สิ่งที่ครูพยายามตอนนี้ คือ ขออยู่กับเด็ก ๆ  การไม่รอระบบ ต้องการพัฒนาตนเอง สวัสดิภาพและสวัสดิการ” ครูมะนาว กล่าวทิ้งท้าย

ก่อนจะมีการเสวนาในประเด็น “แบ่งสรรทรัพยากรอย่างไร ให้การศึกษาไทยไม่เหลื่อมล้ำ” ดังนี้

ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ ธนาคารโลก บรรยายประเด็น “แนวทางการจัดสรรทรัพยากรตามมาตรฐานคุณภาพต่ำของโรงเรียน (FSQL)” เปิดเผยถึงงานวิจัย PISA 2018 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนลดลงมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทำให้ค่าใช้จ่ายรายหัวของเด็กเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการศึกษา รวมถึงทักษะในด้านต่าง ๆ นั้นลดลง ส่วนข้อมูล FSQL ในด้านการบริหารจัดการและค่าเฉลี่ยแต่ละด้านของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กไม่เพียงแต่ขาดแคลนครู เท่านั้น แต่ยังขาดแคลนอีกหลายปัจจัย เช่น ห้องเรียน อุปกรณ์การเรียนรู้ การเดินทาง ด้านกีฬา โดยมองว่าต้องเริ่มจัดการจาก 1.จำนวนโรงเรียนให้เหมาะสมกับจำนวนเด็ก 2.เพิ่มการพัฒนาโครงสร้างโรงเรียนให้มีคุณภาพเท่า ๆ กัน ไม่กระจายทรัพยากร โดยใช้เทคโนโลยีเข้าไปประเมินความขาดแคลนแต่ละโรงเรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาแก้ไขที่ตรงจุด 

คุณพงศ์ทัศ วนิชานันท์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ บรรยายประเด็น “แนวทางการจัดสรรทรัพยากรแบบใหม่เพื่อโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” เปิดเผยถึง ผลวิจัยการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ระบุว่า เรามีปัญหาด้านการจัดสรรงบประมาณที่ลงทุนเยอะแต่กลับได้ผลน้อย ส่งผลให้ระบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ในการสร้างเด็กให้พร้อมในโลกอนาคต สำหรับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเปิดโอกาสให้สร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาใหม่ เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการคิดค้นนวัตกรรมการเรียนรู้ และนวัตกรรมการบริหารจัดการใหม่ ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่การเป็นต้นแบบและพร้อมขยายผลต่อในวงกว้าง 

ดร.วงอร พัวพันสวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายประเด็น “มิติที่หลากหลายของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ระบุว่า ในปัจจุบันปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในประเทศไทย ประกอบด้วย ความไม่เท่าเทียมด้านการเข้าถึง การเข้าไม่ถึงการศึกษา ความไม่เท่าเทียมด้านผลลัพธ์/คุณภาพ ความไม่เท่าเทียมด้านตัวเลือก ความไม่เท่าเทียมด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ขณะที่ อุดมคติของระบบการศึกษาที่เสมอภาคของนิสิต คือ ทุกคนได้รับการศึกษามาตรฐานเดียวกัน คนไม่มีเงินต้องได้เรียน การเข้าถึงการศึกษาของคนต่างจังหวัดต้องไม่ด้อยกว่าคนในเมือง ระบบการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในกลุ่ม LGBTQ/ชนกลุ่มน้อย/อื่น ๆ คนที่มีความสามารถได้รับการส่งเสริมให้ได้รับโอกาสที่เหมาะสมกับความสามารถ ส่วนคนที่มีความสามารถน้อยกว่าก็ได้รับการสนับสนุนให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ เช่นกัน และการส่งเสริมองค์ความรู้ที่หลากหลาย 

ดร.สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย บรรยายประเด็น “บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์ต่อนโยบายการสร้างความเสมอภาคด้านการศึกษา” ระบุว่า นอกจากปัญหาจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลงแล้ว ส่วนมากยังอยู่ในมิติครอบครัวที่มีความพร้อมไม่มากนัก ส่งผลให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ไทยจำเป็นต้องปรับปรุงระบบสวัสดิการ ที่ไม่ใช่เรื่อง “สงเคราะห์” แต่เป็นระบบช่วยการพัฒนาประเทศโดยใช้ “คน” เป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาหลักของประเทศ คือ ความเหลื่อมล้ำ (คนไทยจนกระจาย) สังคมสูงวัย (คนแก่มากขึ้น คนหนุ่มสาวต้องเตรียมภาระหนักในอนาคต) และกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เพราะไทยอยู่ในวังวนปัญหา 3 เรื่องนี้มานานมาก บางเรื่องก็สายเกินไป หากไม่รีบแก้ไขปัญหาก็จะยิ่งหนักและแก้ไขยาก หรือถึงขั้นแก้ไขไม่ได้
 

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750446

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

หมอเจี๊ยบ-ลลนา ให้แรงบันดาลใจนักศึกษาใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดกิจกรรม “รักน้อง คล้องใจ…นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์” ภายในงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2566 และได้เชิญ หมอเจี๊ยบ-แพทย์หญิงลลนา ก้องธรนินทร์ แพทย์เฉพาะทาง แผนกฉุกเฉินและประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Let’ s Be Heroes มาพูดคุยถึงประสบการณ์การเรียน เป็นแนวทางให้นักศึกษาใหม่สามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในรั้วราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมให้ข้อคิดเรื่อง “คิดบวก”

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750447

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

AUA มอบหนังสือเสียงแก่ผู้พิการทางสายตาในโอกาสครบรอบ 70 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเอกพงษ์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการบริหาร โรงเรียนสถานสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (เอยูเอ) จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ “AUA 70th Anniversary” นำทีมผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ร่วมดำเนินแคมเปญเพื่อสังคม Read for the Blind สร้างสื่อการเรียนรู้รูปแบบหนังสือเสียงให้แก่ผู้พิการทางสายตาใน “มูลนิธิคนตาบอดไทย” โดยมี ม.ล.ฐนิสา เธเรซ่า ชุมพล,นางสาวสยมาส พิณประดิษฐ์,นายวันชนะ มั่นจงดี ร่วมกิจกรรมด้วย ณ มูลนิธิคนตาบอดไทย เมื่อเร็วๆ นี้

แคมเปญนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างรากฐานภาษาอังกฤษให้กับสังคมไทยอย่างที่มุ่งมั่นมาโดยตลอด พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางภาษาให้กับกลุ่มผู้พิการ เพื่อแสดงถึงการทำตามพันธกิจเป็นประตูแห่งโอกาสที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษได้ด้วย

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750442

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน  ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

นิสิตเศรษฐศาสตร์ มศว จัดงาน ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดงาน “Econ-Commu 2023 : The Innovation fun(d)day” เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงได้ให้คนรุ่นใหม่ คนทั่วไป ที่ติดตามเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจสมัยใหม่ ได้เข้าถึงสารที่ง่ายขึ้นด้วยการใช้ศาสตร์แห่งการสื่อสารและนวัตกรรม กิจกรรมครั้งนี้จัดโดยนิสิตในวิชาเอกสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับบุคคลภายนอกและให้นิสิตได้ฝึกฝนประสบการณ์ในการทำงานจริงร่วมกับองค์กรภายนอก และรับความรู้จากผู้มีประสบการณ์ที่ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของเศรษฐศาสตร์ในโลกของการทำงานจริง ให้นิสิตเตรียมความพร้อมในการทำงานในอนาคต เมื่อวันก่อนที่ ที่ มศว ประสานมิตร

การจัดงานแบ่งเป็น 5 ส่วนงาน ได้แก่ 1.) Fun(d) amental การเข้าใจหลักการและที่มาของการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ 2.) Fun(d) Innovation ที่เป็นการอัปเดตด้านนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางเศรษฐกิจ 3.) Fun(d) Talk ว่าด้วยการแปลงข้อมูลเศรษฐศาสตร์ให้เข้าถึงได้จากผู้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย 4.) Fun(d)Fair ฐานกิจกรรมที่หน่วยงานภาคีมาร่วมให้ความรู้และสร้างพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนกับนิสิต ผู้ร่วมงาน จำนวน 6 ฐานกิจกรรม ได้แก่ บูธธนาคารแห่งประเทศไทย บูธธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บูธ Future Skill บูธ Mandala AI บูธ BeTaskและบูธวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม/การสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ 5.) Fun(d) Game กิจกรรมโดย นิสิตการสื่อสารเพื่อเศรษฐศาสตร์ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้ความรู้หลากหลาย

จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750452

จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

จุฬาฯแปรรูปกากมันสำปะหลัง เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.วรวุฒิ จุฬาลักษณานุกูล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับสามของโลก วัสดุเหลือหรือกากมันสำปะหลังจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังมีราว 12 ล้านตันต่อปี และยังมีกากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียของโรงงานซึ่งหากไม่มีการจัดการให้ถูกวิธีก็จะก่อให้เกิดมลพิษและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดเพิ่มมูลค่าให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร จึงได้ดำเนินการวิจัย “การผลิตปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลังด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์สูตรผสม” ขึ้น

ศ.ดร.วรวุฒิ ชี้ว่ากากมันสำปะหลังจะมีสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช แต่ก็ยังไม่เพียงพอจึงได้มีการเพิ่มธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารเสริมที่จำเป็นสำหรับพืชเข้าไป แล้วนำมาคลุกด้วยจุลินทรีย์สูตรผสมและหมักเป็นเวลาสองเดือน จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่มีความปลอดภัยกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายสารตั้งต้นทั้งสองชนิด และเป็นแบคทีเรียที่สามารถตรึงไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์กับพืชโดยตรง โครงการวิจัยได้ทดลองนำปุ๋ยชีวภาพไปใช้ในการปลูกมันสำปะหลังที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาแล้ว และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ผลิตมานั้นมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่าสารไซยาไนด์ในกากมันสำปะหลังเมื่อผ่านการหมักจนเป็นปุ๋ยแล้ว มีระดับที่ต่ำมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ และในอนาคตจะมีการต่อยอดการวิจัยโดยใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่คิดค้นขึ้นนี้ไปทดลองผลิตปุ๋ยชีวภาพจากของเหลือทางการเกษตรชนิดอื่นๆ รวมทั้งของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

ปุ๋ยหมักชีวภาพจากกากมันสำปะหลังสามารถใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ทุกชนิด โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น มันสำปะหลังข้าว อ้อย ข้าวโพด ฯลฯ ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพดินในระยะยาว และลดมลพิษจากการจัดการของเสียด้วยวิธีต่างๆ เช่นการเผา และบริษัทไทยวา จำกัด (มหาชน) ผู้ให้ทุนวิจัย มีแผนการผลิตปุ๋ยชีวภาพดังกล่าวในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเกษตรกรและผู้สนใจนวัตกรรมนี้สามารถติดต่อ ศ.ดร.วรวุฒิจุฬาลักษณานุกูล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.02-2185482

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้ นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750449

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้  นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

ม.เกริก จัดสัมมนาให้ความรู้ นักธุรกิจไทยที่สนใจค้าขายกับจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกริก โดยสถาบันพัฒนาธุรกิจการค้า หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน รุ่นที่ 2 (นพธ.2) จัดสัมมนา “โอกาสทางการค้าระหว่างไทย-จีน” เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยที่ต้องการค้าขายกับจีนได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ แนวคิด และรับฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับประเทศจีนเป็นอย่างดี ณ หอประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

กิจกรรมครั้งนี้มี ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ประธานที่ปรึกษาหลักสูตร นพธ.2 Mr. Li Shaoyun รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ดร.ธนชาติ ประทุมสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีฯ ร่วมงาน มีการบรรยายพิเศษจาก นางภาวินี รวยรื่นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ในหัวข้อ บทบาทและภารกิจของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมทั้งนางสาวภรภัทร พันธ์งอก นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (หัวหน้ากลุ่มงานภูมิภาคจีน) บรรยายในหัวข้อ โอกาสทางการค้าระหว่างไทย-จีน ดร.ธารากร วุฒิสถิรกูล ผู้อำนวยการหลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า รุ่นที่ 2 ถ่ายทอดองค์ความรู้ภาคภาษาจีน และดำเนินกิจกรรมการจับคู่นักธุรกิจ ไทย-จีนโดยการแนะนำตัวและแลกนามบัตรเป็นรายบุคคล เพื่อการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจต่อไป

งานนี้รับความสนใจจากนักธุรกิจไทยกว่า 70 ราย จากธุรกิจหลายประเภท อาทิ ลูกประคบจากเชียงใหม่, ลูกบอลดับเพลิง, เครื่องดื่มสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง, ยาหม่องนวดเพื่อสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในอุตสาหกรรมและครัวเรือน และข้าวไทย ฯลฯ ได้เข้าร่วมงานพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนเองแก่นักธุรกิจจีนที่ดำเนินธุรกิจต่างๆ และเข้าร่วมงานในครั้งนี้

หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้าไทย-จีน รุ่นที่ 2 (นพธ.2) กำลังรับสมัครผู้เข้าเรียน และจะมีการ Open House ในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 เวลา 13.00 น. ณ มหาวิทยาลัยเกริกรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook : หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจการค้า-นพธ. หรือโทร.02-9705820 ต่อ 456 ได้ทุกวันในเวลาทำการ

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750445

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเฮอริเทจ (ประเทศไทย) ภายใต้เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จัดโครงการ “ห้องเรียนโภชนาการเพื่อการเรียนรู้” ครั้งที่ 4 นำโดย นางสาววลัยทิพย์ ซื่อตรงมั่นคง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เครือเฮอริเทจ และทีมงาน จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถูกต้องตามหลักโภชนาการ การอ่านฉลาก GDA (Guideline Daily Amounts) บนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์อาหาร และอื่นๆณ โรงเรียนวัดเกษตราราม จังหวัดนครปฐม

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750450

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

มวล.ยกระดับข้าวอินทรีย์ในท้องถิ่น ขึ้นทะเบียน อย.มุ่งสู่ตลาดพรีเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.นฤมล มาแทน หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมน้ำมันหอมระเหยและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และอาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า คณะวิจัย “ชุดโครงการการพัฒนาข้าวกล้องและผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องคุณภาพสูงสำหรับตลาดพรีเมียม” ได้ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวในโรงสีข้าวชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จนได้รับมาตรฐานการผลิตระดับสากล Good Manufacturing Practice (GMP) และขึ้นทะเบียน อย.ข้าวได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของนครศรีธรรมราช

วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านที่มีอาชีพทำนา กว่า 50 ครัวเรือนในพื้นที่อำเภอปากพนัง โดยเน้นการปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์และจัดตั้งเป็นโรงสีชุมชนขึ้นเพื่อลดต้นทุนการสีข้าวที่กระบวนการผลิตข้าวทุกขั้นตอนได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีการเก็บรักษาข้าวเปลือกและข้าวกล้องให้ปลอดภัยจากเชื้อราโดยใช้บรรจุภัณฑ์ควบคุมความชื้น มีการกำจัดไข่มอดโดยใช้คลื่นวิทยุ ซึ่งเป็นการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมี จึงมั่นใจได้ว่าจะได้บริโภคข้าวที่ปลอดภัยจากสารเคมี ลดการปนเปื้อนจากมอดแมลงและสารกำจัดเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยขณะนี้ทางกลุ่มมีการผลิตข้าวที่พร้อมขึ้นทะเบียน อย.แล้ว ได้แก่ ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมนิล ข้าวสังข์หยดและข้าวไรซ์เบอร์รี่

ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อข้าวอินทรีย์ปลอดสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน หมู่ที่ 7 ต.ชะเมา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

‘ธรรมกาย’ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือคณะครู-นักเรียนโรงเรียนวัดบางขวาก ถูกเพลิงไหม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750383

‘ธรรมกาย’ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือคณะครู-นักเรียนโรงเรียนวัดบางขวาก ถูกเพลิงไหม้

‘ธรรมกาย’ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือคณะครู-นักเรียนโรงเรียนวัดบางขวาก ถูกเพลิงไหม้

วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 11.17 น.

‘ธรรมกาย’ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือคณะครู-นักเรียนโรงเรียนวัดบางขวาก ถูกเพลิงไหม้

15 สิงหาคม 2566 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย และ พระอาจารย์ธีรพัฒน์ กุลธีโร หัวหน้ากองประสานงานศูนย์ส่งเสริมศีลธรรม เป็นผู้แทนวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ส่งมอบถุงยังชีพ จำนวน 150 ชุด แก่ผู้แทนส่งเสริมศีลธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อนำไปช่วยเหลือโรงเรียนวัดบางขวาก ต.ย่านยาว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเกิดเหตุไฟไหม้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา

โรงเรียนวัดบางขวาก ได้รับรางวัลโรงเรียนดีศรีตำบลย่านยาว และเป็นโรงเรียนที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมศีลธรรมอย่างต่อเนื่อง มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนในปีที่ผ่านมาด้วย ดังนั้น วัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย จึงส่งมอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่คณะครู และนักเรียน ตลอดจน บุคลากรทางการศึกษา และชุมชนในพื้นต่อไป